Category Archives: :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

แอฟริกาใต้

ประวัติศาสตร์สหภาพอัฟริกาใต้พลิกเข้าสู่โฉมหน้าใหม่เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 26 เม.ย.1994 เพราะเป็นวันแรกที่ชาวอัฟริกาใต้ทุกเชื้อชาติ ผิวพรรณ ออกเสียงเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพิ่งจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งรัฐบาลปกครองตนเองเป็นครั้งแรก แม้ว่า ว่าที่ประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลา

เป็นเวลานานถึง 45 ปี นับตั้งแต่พรรคประชาชาติ พรรคการเมืองของคนผิวขาว ซึ่งเป็นชนส่วนน้อยของประเทศผูกขาดปกครองประเทศ ด้วยนโยบายแบ่งแยกผิวและกดขี่ผิวอย่างเคร่งครัด และด้วยเล่ห์กลของการแบ่งอยกและปกครอง

การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 26-28 เม.ย.จึงเป็นอวสานขงการแบ่งแยกผิวอย่างเป็นทางการ แต่การแบ่งแยกและเหยียดหยามผิวที่ไม่เป็นทางการยังมีอยู่

อัฟริกามีพลเมืองประมาณ 40 ล้านคน กว่าร้อยละ 75 เป็นคนผิวดำ ร้อยละ 14 เป็นคนผิวขาว ร้อยละ 8 เป็นพวกเลือดผสม และร้อยละ 3 เป็นคนเอเซีย ที่ไปจากอินเดีย แต่กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองโดยสิ้นเชิง แม้ว่ารัฐบาลผิวขาวจะให้มีถึง 3 สภา แต่เป็นคนผิวขาว 1 สภา ของพวกเลือดผสม 1 สภา และของคนเอเซีย 1 สภา ส่วนคนผิวดำไม่มีสภาเป็นของตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนผิวดำกลายเป็น พลเมืองชั้นสองหรือชั้นสาม ในดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนหรือมาตุภูมิของตน

ประธานาธิบดี เอฟ ดับบลิว เดอ เคลิร์ก (ผิวขาว) จึงพูดถึงวันเลือกตั้งวันแรก 26 เม.ย.ว่าเป็นวันที่ถือกำเนิด อัฟริกาใต้ใหม่ ในขณะที่ว่าที่ประธานาธิบดีแมนเดลา ผู้นำคนผิวดำกล่าวว่าเป็น รุ่งอรุณแห่งเสรีภาพ การเลือกตั้ง 3 วัน ครั้งประวัติศาสตร์นี้ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ 400 คน กับสมาชิกวุฒิสภา 90 คน สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับเลือกตั้งจะไปประชุมเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 6 พ.ค.ที่เคปทาวน์ ที่ตั้งรัฐสภา การเลือกตั้งตัดสินด้วยระบบสัดส่วนของคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคจะได้รับไม่ได้เป็นการเลือกตั้งตัวบุคคล หรือผู้สมัครโดยตรงแต่เป็นการเลือกพรรค เลือกตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคประกาศ พรรคไหนได้คะแนนเสียงมากจะได้ที่นั่งในสภามาก ตัวอย่างเช่น ถ้าได้ประมาณ 40,000-50,000 เสียงก็จะได้ที่นั่งในสภาไป 1 ที่นั่ง

คู่แข่งคนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้มีอยู่ 3 พรรค คือ พรรคสภาแห่งชาติอัฟริกา (เอเอ็นซี) ของนายแมนเดลา พรรคประชาชาติของประธานาธิบดีเดอ เคลิร์ก และพรรคเสรีภาพ อินคาธาของนายมันโกซูธู บุธเธเลซี ผู้นำชนเผ่าซูลู เนื่องจากคนผิวดำเพิ่งมีสิทธิ์ออกเสียงเป็นครั้งแรก พรรคเอเอ็นซีของนายแมนเดลา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคนผิวดำมากที่สุด เป็นผู้ชนะเลือกตั้งทั้ง 2 สภา และผู้นำพรรคคือ นายแมนเดลา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

นับเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกและจัดตั้งรัฐบาลผิวดำปกครองอัฟริกาใต้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบกดขี่ของคนกลุ่มน้อยมาเป็นเวลายาวนาน

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิดและการนองเลือก ก่อนวันเลือกตั้ง

Advertisements

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

แอลจีเรีย

แอลจีเรียมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา อดีตเคยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ตั้งอยู่เหนือสุดของกาฬทวีป ด้านเหนือติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประชากรราว 28 ล้านคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามน้ำมันปิโตรเลียมคือ ทรัพยากรธรรมชาติที่แอลจีเรียมีมาก ทำเงินตราต่างประเทศได้มากที่สุดและองค์การประเทศผู้ค้าน้ำมันปิโตรเลียมเป็นสินค้าออก (โอเปค) ยอมรับแอลจีเรียเข้าเป็นสมาชิก แต่ประชาชนแอลจีเรียกลับตกอยู่ในฐานะอดอยากยากจน เพราะสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองและความเชื่อในศาสนาอย่างบ้าคลั่งของคนบางกลุ่ม ได้นำประเทศตกในสภาพ สงครามกลางเมือง บรรดากลุ่มก๊กทั้งหลายเล่นการเมือง นอกกฏกติกามารยาทจนไร้ระเบียบไปหมด เช่น การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือน ม.ค.1992 กลุ่มแนวร่วมฟื้นฟูศาสนาอิสลาม(เอฟเอเอส)ได้คะแนนเสียงนำคู่แข่งจากพรรคอื่นๆ แต่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ฝ่ายทหาร ทางกองทัพก็เลยออกมายึดอำนาจ ยกเลิกการเลือกตั้ง แล้วก็จำกัดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามในทุกรูปแบบ การเลือกตั้งครั้งต่อไปที่รัฐบาลทหารชุดปัจจุบันบอกว่าจะเปิดให้มีขึ้นในโอกาสต่อไปข้างหน้าก็ตัดสิทธิ์กลุ่มเอฟไอเอส ส่งตัวแทนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกด้วย

ขบวนการมุสลิมหัวรุนแรงกลุ่มอื่นๆ ที่โดนปราบอย่างหนักได้แก่กองทัพฟื้นฟูอิสลาม (เอไอเอส) และกลุ่มอิสลามติดอาวุธ (จีไอเอ) ซึ่งกลุ่มจีไอเอนี้เปิดศึกต่อต้านไม่เพียงแค่กับรัฐบาลทหารเท่านั้น หากตั้งป้อมอาละวาดไปถึงชาวต่างประเทศในแอลจีเรียด้วย

นับตั้งแต่ทหารเข้าไปยกเลิกผลการเลือกตั้งปี 1992 เป็นต้นมา ศึกกลางเมืองได้คร่าชีวิตผู้คนแล้วนับหมื่นศพ ตัวเลขของทางการรัฐบาลกรุงแอลเจียร์ แจ้งว่ามีคนเสียชีวิตประมาณ 10,000 ศพ แต่แหล่งวงการฑูตต่างประเทศระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 30,000 ศพทั้งชาวแอลจีเรียและชาวต่างประเทศ

นักการฑูตประเทศตะวันตกยืนยันว่าแอลจีเรียกลายเป็นดินแดนอันตรายและป่าเถื่อนเกินคำบรรยาย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน ความน่าสะพึงกลัวล่าสุด ได้แก่ คำประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรภาษาเยอรมัน ที่ปรากฏในแถลงการณ์ของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงจีไอเอขีดเส้นตายให้บรรดาสถานฑูตต่างประเทศในกรุงแอลเจียร์ ซึ่งขบวนการจีไอเอถือว่าประเทศนั้นเป็นปรปักษ์ต้องปิดลงและถอนเจ้าหน้าที่กลับบ้านภายในวันที่ 7 ม.ค.1995

ประเทศใดฝ่าฝืน นักการฑูตและเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตแห่งนั้น จะต้องถูกสังหารโหดอย่างเลือดเย็น ประชาชนคนของประเทศที่จีไอเอถือว่าเป็นพวกนอกศาสนา หรือพวกนอกรีตในทรรศนะของจีไอเอก็จะถูกฆ่าตายด้วย

กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธ (จีไอเอ) เคยยื่นคำขาดขับไล่ชาวต่างชาติแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือน พ.ย.1993 โดยให้ชาวต่างชาติรีบเดินทางออกจากแอลจีเรีย ภายในวันที่ 1 ธ.ค.1993 ใครขัดขืนจะโดนสังหาร ซึ่งครั้งนี้ชาวต่างชาติต้องหนีออนอกประเทศหลายพันคน พวกที่อยู่ต่อหรือมีภารกิจไม่อาจหนีได้โดนทำร้ายเสียชีวิตเกือบ 70 คน

พลเมืองต่างชาติที่จำเป็นต้องเสี่ยงตายอยู่ในแอลจีเรีย ส่วนมากเป็นคนของประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลประโยชน์ผูกพันอยู่กับดินแดนเถื่อนแห่งนี้ แต่ละประเทศจึงหามาตรการคุ้มครองชีวิตคนของตนเอาเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเหล่าประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมไม่ยอมอ่อนข้อตกการข่มขู่และไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล้างของขบวนการก่อการร้ายหากยอมตายก็เท่ากับแก๊งนิยมลัทธิก่อการร้ายได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ เชื่อว่าพวกนั้นจะต้องเหิมเกริมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักการฑูตบางคนให้ความเห็นว่า ชาวต่างชาติที่กล้าอยู่ในแอลจีเรีย ได้แก่ ผู้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มแข็งเพียงพอเท่านั้น ประเทศไหนไม่อาจทุ่มเทปกป้องคนของตัวได้ มักจะแนะนำให้ล่าถอย

ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายราย เช่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ เยอรมัน และอิตาลี ต่างก็ส่งกำลังทหารในรูปกองกำลังรักษาความปลอดภัยของตนไปปฏิบัติหน้าที่แทนหน่วยรักษาความปลอดภัยของแอลจีเรียเสียเลย เพื่อป้องกันสมาชิกขบวนการมุสลิมหัวรุนแรงของแอลจีเรียแอบแฝงเข้าไปในหน่วยอารักขาที่ใช้ชาวแอลจีเรียเป็นกำลังพล ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ได้ปิดสถานฑูตของตนในนครแอลเจียร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีประชากรหนาแน่นริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

นายอาแลง จุ๊ป อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ยอมรับว่าคำขู่ของขบวนการจีไอเอมีผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศสในแอลจีเรียไม่น้อย เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นประเทศยุโรปที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจกับแอลจีเรียมากที่สุด ชาวฝรั่งเศสและคนในบังคับฝรั่งเศสที่อยู่ในประเทศนี้ก็มากกว่าชาติตะวันตกรายอื่น จึงต้องเร่งเพิ่มกำลังคุ้มครองชาวฝรั่งเศสอย่างเร่งด่วน

กรณีสลัดเวหามุสลิมแอลจีเรียจี้ไอพ่นแอร์บัสของแอร์ฟรานซ์ในปี 1995 เมื่อเทศกาลคริสต์มาสบังคับนักบินให้นำเครื่องออกจากท่าอากาศยานกรุงแอลเจียร์ไปลงสนามบินเมืองมาร์เซลล์ ภาคใต้ ฝรั่งเศส คนร้ายได้สังหารผู้โดยสาร 3 คน ก่อนที่หน่วยคอมมานโด ฝรั่งเศสบุกเข้าไปในเครื่องยิงสลัดอากาศตายทั้ง 4 คน ช่วยตัวประกันที่เหลือได้ทั้งหมด แต่ก็มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน

การจี้เครื่องบินส่งท้ายปีเก่าและการข่มขู่ของกลุ่มมุสลิมจีไอเอ กลายเป็นตัวทำลายภาพพจน์ของแอลจีเรียและส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจประเทศนี้อย่างแรง เพราะฝรั่งเศสคู่ค้ารายใหญ่ตัดการติดต่อทางการบินพาณิชย์และทางเรือกับแอลจีเรีย

ด้านการติดต่อกับโลกภายนอกทางบกปรากฏว่าพรมแดนต่อเขตแอลจีเรียกับเพื่อนบ้านคือโมร็อกโกก็ถูกปิด ส่วนการติดต่อกับตูนีเซีย เพื่อนบ้านอีกประเทศ ทำได้ด้วยความลำบาก เนื่องจากต้องผ่านท้องที่อิทธิพลของกองโจรมุสลิม หันไปทางลิเบีย เพื่อนบ้านรั้วติดกันอีกราย พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ปัญหาอันเกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งกันเองของคนในชาติแอลจีเรีย กำลังนำไปสู่การปิดประตูประเทศฆ่าตัวตายของประเทศอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมันแห่งนี้อย่างไม่มีใครช่วยเหลือได้

ส.ค.1995 ประเทศฝรั่งเศสถูกวางระเบิดกลางกรุงปารีส 3ครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ทางการฝรั่งเศสคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือ พวกมุสลิมในแอลจีเรียอีกเข่นกัน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

รวันดา

ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตอนกลางซีกตะวันออกของทวีปอัฟริกาชื่อ รวันดา ประสบกับความวุ่นวายยุ่งเหยิงมานาน ตั้งแต่สมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของเบลเยี่ยม ตามที่สหประชาติมอบหมายพลเมืองรวันดา ประกอบด้วยชนเผ่าฮูตู มากที่สุดถึงร้อยละ 85 (ปัจจุบันประชากรราว 8 ล้านคน เป็นชาวฮูตู 6 ล้าน 8 แสน) รองลงมาคือ เผ่าตุทซี่ ร้อยละ 14 (1 ล้าน 1 แสน 2 หมื่น) อีกร้อยละ 1 เป็นเผ่าทวาหรือปิกมี่

ฮูตูกับตุทซี่เปิดศึกทำสงครามชนิดจ้องล้างเผ่าพันธ์กันตั้งแต่ปี 1959 ครั้นได้รับเอกราชจากเบลเยี่ยมปี 1962 ทั้งสองกลุ่มก็ต่อสู้กันมาตลอด และเนื่องจากฮูตูเป็นชนส่วนใหญ่จึงได้อำนาจจากรัฐ

ชาวตุทซี่ถูกตามล่าตามล้างต้องหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ยูกันดา ซาอีร์ และแทนซาเนีย รวบรวมกำลังตั้งหลักได้ก็กลับเข้าไปก่อกวนฝ่ายรัฐบาลกรุงคิกาลี หากนับเวลาจากการได้เอกราชมาถึงปัจจุบัน 33 ปี รวันดาแทบไม่เคยสงบอยู่เย็นเป็นสุข ระหว่างเดือน เม.ย.ถึงเดือน ก.ค.1994 สภาพกลียุคได้โหมกระหน่ำใส่ รวันดาขั้นสุดเหี้ยมแสนโหดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐบาลฮูตูสั่งกวาดล้างชาวตุทซี่ครั้งใหญ่ ด้วยเหตุโกรธแค้นที่คาดว่าชาวตุทซี่ลอบยิงเครื่องบินพาหนะของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นชนเผ่าฮูตู และประธานาธิบดีบุรุนดี ร่วมคณะอยู่ด้วย เครื่องบินระเบิดไม่มีใครเหลือรอดชีวิต

ช่วงเวลาแค่ 4 เดือน ปฏิบัติการล้างแค้น ซึ่งแท้จริงมันก็คือการสังหารโหดล้างเผ่าพันธ์ตุทซี่ และสังหารเผ่าฮูตูด้วยกัน แต่เป็นพวกนิยมสายกลางที่ไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมประเทศเข่นฆ่ากัน แม้จะต่างเผ่าพันธ์ก็ตาม มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,000,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกตุทซี่ อาจกล่าวได้ว่า เผ่าตุทซี่ในดินแดนรวันดา ซึ่งมีอยู่เพียงล้านคนเศษๆ นั้น แทบจะถึงกาล สูญเผ่าพันธ์ ต้องหอบลูกจูงหลานอพยพหนีไปพึ่งพิงเพื่อนบ้าน จากสงครามจะเห็นภาพศพผู้เคราะห์ร้าย นับหมื่นนับแสนถูกโยนทิ้งลงแม่น้ำ ขึ้นอืดลอยฟ่องเต็มไปหมด ขณะเดียวกันซาอร์ประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องรับภาระช่วยอนุเคราะห์ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยหลายแสนคน

แต่ผลกรรมที่พวกฮูตูก่อขึ้นได้รับการตอบสนองทันตา คือกองกำลังชาวตุทซี่ที่ไปซ่องสุมอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน กรีธาทัพตีกระหน่ำฝ่ายฮูตู ซึ่งถึงจะมีคนมาก แต่แตกแยก ไม่สามัคคีกัน ถึงพ่ายแพ้ย่อยยับ ทัพตุทซี่สามารถยึดครองกรุงคิกาลี เมืองหลวง และขับไล่รัฐบาลฮูตูกระเจิงไปเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น อาศัยประเทศบุรุนดีพักพิง ชนเผ่าฮูตูถูกล้างแค้น ต้องละทิ้งบ้านเรือน กลายเป็นผู้ลี้ภัยบ้าง เข้าทำนองทีใครทีมัน สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ กับกองกำลังรักษาสันติภาพยูเอ็น ได้จัดค่ายพักผู้ลี้ภัยชาวฮูตูขึ้นหลายแห่ง เพื่อรองรับราษฏรผิวดำที่ประสบภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดกว่า 250,000 คน ค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวรวมทั้งค่ายคิเบโฮ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ค่ายผู้ลี้ภียแห่งนี้ มีคนอยู่กว่า 80,000 คน

นอกจากนี้เหล่าผู้นำและแม่ทัพนายกองทหารฮูตูต้องเผชิญ ได้แก่ พวกเขาถูกสังคมโลกประฌามอย่างรุนแรง ว่าเป็นผู้แปรสภาพรวันดาให้เป็นแดนเถื่อน พวกก่อเหตุโดนตราหน้าว่า เป็น ไร้มนุษยธรรม นานาประเทศเรียกร้องให้นำตัวเหล่าฆาตกรไปขึ้นศาล รัฐบาลกรุงคิกาลีปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีตุทซี่ชื่อ นายพาสทัวร์ บีซิมุงกู ซึ่งต้องการจะล้างแค้นให้เพื่อนร่วมเผ่าอยู่แล้วได้แสดงความยินดีต่อท่าทีสังคมโลก

รัฐบาลนาบีซิมุงกู ทำท่าว่าจะสร้างภาพพจน์ให้ประทับใจนานาชาติ ประกาศให้ความเป็นธรรมและว่าจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติชาวฮูตูให้ได้กลับคืนสู่ถิ่นฐาน จึงสั่งยุบเลิกศูนย์ที่พำนักผู้ลี้ภัยเสีย ท่ามกลางความผวาของชาวฮูตู ซึ่งยังไม่อยากกลับบ้าน เพราะกลัวจะโดนชาวตุทซี่แก้แค้น กลุ่มผู้ลี้ภัยในศูนย์คิเบโฮไม่ยอมให้ยุบค่ายและตั้งป้อมขัดขวาง จึงเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างชาวค่ายกับทหารรัฐบาล ซึ่งได้แก่อดีตนักรบของขบวนการแนวร่วมรักชาติรวันดา หรือ อาร์พีเอฟ ที่เคยสู้รบขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจรัฐกับทัพฮูตูนั่นเอง

อาจด้วยแค้นเก่าและการไร้วันัยของทหารอาร์พีเอฟ หรือเพราะทนยั่วยุไม่ไหว ทหารรวันดาแห่งขบวนการอาร์พีเอฟ จึงเปิดฉากถล่มค่ายคิเบโฮด้วยปืนครก และอาวุธประจำกายแบบไม่เลือกเป้าหมาย ค่าชีวิตชาวฮูตูในค่ายไม่น้อยกว่า 2000 ศพ คนเหล่านั้นตายทั้งจากกระสุนปืน และแตกตื่นโกลาหลเหยียบกันตายขณะพยายามเผ่นหนีออกจากค่ายเอาชีวิตตัวเองให้รอด นับว่าเป็นการสังหารหมู่ประชาชนที่น่าสยดสยองรายใหญ่อีกครั้งหนึ่ง มันเป็นปฏิบัติการโหดที่แม้แต่กองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ 5,500 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารแทนซาเนียภายใต้การบังคับบัญชาของพลตรีกาย เทาไซยันต์ แห่งแคนาดา ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ เพราะถ้าหากเข้าขัดขวางก็มีหวังต้องเปิดศึกกับทหารบ้าเลือดชาวตุทซี่ จึงได้แต่เฝ้ามองชาวตุทซี่ถูกสังหารตายไปต่อหน้าต่อตา

เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวตุทซี่เมื่อปี 1994 นั้น กองกำลังรักษาสันติภาพยูเอ็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้น้ำยา ไม่อาจคุ้มครองชีวิตพลโลกที่ไม่ทางสู้ได้ ส่วนรัฐบาลกรุงคิกาลีกลายเป็นรัฐบาลดีแตก ในพริบตา จากผลงานชิ้นโบว์ดำของลูกน้องประธานาธิบดีพาสทัวร์ บีซิมุงกู ครั้งนี้

รัฐบาลประเทศหลักๆ ในภูมิภาคนี้เช่น ซาอีร์ แทนซาเนีย และคีนยา สรุปต่างมีความเห็นว่า เนื้อแท้แล้วพวกกุมอำนาจในรวันดาขณะนี้มิได้มีความจริงใจที่จะสร้างความสามัคคีปรองดองภายในชาติ ทั้งไม่สนใจจะช่วยให้ชาวฮูตูได้กลับถิ่นฐานยิ่งหากถึงเวลาอันสมควรแล้ว รัฐบาลทางกรุงคิกาลี ไม่ยอมดำเนินการลงโทษทหารแตกแถวที่ไปเข่นฆ่าชาวฮูตู เมื่อนั้น รัฐบาลรวันดาก็จะตกที่นั่งโดนกล่าวหาไม่แพ้ผู้นำชุดก่อนที่เป็นชาวฮูตูเช่นเดียวกัน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

โซมาเลีย

นับเป็นเวลา 6 ปี ที่สหประชาชาติส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการฟื้นฟูสันติภาพและแก้ไขปัญหาความอดอยากของประชาชนที่ต้องผจญกรรมจากสงครามกลางปีที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชังของกลุ่มต่างๆ ปฏิบัติการขึ้นมาในยามที่รัฐบาลมีสภาพเหมือนกับอากาศธาตุที่มีแต่ความว่างเปล่า

เดือน ม.ค.1991 ทหารสหประชาชาติในการนำของทหารอเมริกัน บุกเข้ายึดครองกรุงโมกาดิชูของโซมาเลีย เพื่อคุ้มกันและระงับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอิทธิพล ผู้ที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังอันส่งผลให้ประชาชนต้องพลอยรับเคราะห์ทั้งบาดเจ็บและล้มตาย อดอยาก หิวโหยตามมา

เดือน มี.ค.1995 ทหารสหประชาชาติภาใต้การนำของทหารอเมริกัน ตัดสินใจถอนตัว ออกจากกรุงโมกาดิชู สิ้นสุดภาระกิจที่เรียกว่า ปฏิบัติการฟื้นฟูความหวัง

คำถามที่เกิดขึ้นตามหลังการถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียในครั้งนี้ก็คือ ปฏิบัติการครั้งนี้สหประชาติมีชัยหรือปราชัย สิ่งทีติดตามมาจะเป็นสงครามล้างผลายยืดเยื้อหรือสันติภาพ การถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียครั้งนี้ นับเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง อาจนำมาซึ่งความหวังหรืออาจจะทำลายความหวังของผู้ที่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในโซมาเลียได้พร้อมๆ กัน

โมฮัมเหม็ด นูร์ กาลาล อดีตนายพลเอกแห่งกองทัพบกโซมาเลียที่นำทหารพยายามกำจัดไซอัด แบรี่ อดีตผู้นำโซมาเลียที่ตกลงจากบัลลังก์เพราะความเกลียดชังระหว่างเผ่าพันธ์ได้กล่าวถึง อนาคตของโซมาเลียหลังทหารสหประชาชาติถอนตัวออกไปแล้วว่า คงไม่มีใครนำกำลังเข้าประหัตประหารกันอีกแล้ว เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์จากการปะทะกันครั้งนี้ และที่สำคัญที่สุดคือประชาชน เบื่อหน่ายรุนแรงและต้องการเห็นสันติภาพอุบัติขึ้นเสียที

นับแต่ทหารสหประชาชาติเข้าไปดูแลรักษาความสงบในโซมาเลีย ธุรกิจและกิจการต่างๆ ที่พังพินาศไปก่อนหน้านี้ก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ชาวไร่ชาวนากลับสู่ไร่นาเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชาชน ในขณะเดียวกันทีธุรกิจต่างๆ ไม่วาจะเป็นท่าเรือ สนามบิน และกิจการต่างๆ เริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้ง

แต่เมื่อทหารสหประชาชาติถอนตัวออกไป กรุงโมกาดิซูก็กลับสู่สภาพตึงเครียดเช่นเดิม เพราะภารกิจในการสลายกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์กันในโซมาเลียนั้น มิได้ดำเนินไปโดยราบริ่น กรุงโมกาดิชูนี้นับเป็นประตูสู่โลกภายนอกแห่งเดียวของโซมาเลียเพราะมีท่าเรือขนาดใหญ่และสนามบินที่ทันสมัยที่สุดในประเทศตั้งอยู่

ทางเหนือของกรุงโมกาดิชูอันเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่ม อับกับ ภายใต้การนำของอาลี มาห์ดี โมฮัมหมัด นั้นสภาพทั่วไปค่อนข้างสงบเพราะมีการนำกฏหมายอิสลามที่เรียกว่า ชาเรีย มาประกาศใช้ มีคำสั่งเด็ดขาดห้ามพกพาอาวุธ ปืน อย่างสิ้นเชิง

ขณะเดียวกันทางทิศใต้ของกรุงโมกาดิชูซึ่งกินอาณาบริเวณถึง2 ใน 3 ของพื้นที่เมืองหลวงนั้น ปืนคืออำนาจชี้ขาด และเมื่อความมืดแห่งรัตติกาลมาเยือนเมื่อใดจะไม่มีใครกล้าออกนอกที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนนี้เป็นเขตอิทธิพลของ โมฮัมหมัด ฟาร่าห์ ไอดีด ขุนศึกจอมอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในโซมาเลียซึ่งถูกมองว่าเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญที่ทำให้สันติภาพไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ เนื่องจากไอดีดเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและมักตัดสินปัญหาด้วยกระสุนปืน

หลังจากความพยามยามที่จะเปิดการประชุมเพื่อสันติภาพระหว่างคู่ปรปักษ์ในโซมาเลียล้มเหลวลง ไอดีดก็เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบเชียบผิดปกติ แต่เมื่อทหารสหประชาชาติคนสุดท้ายพ้นจากโซมาเลีย ไอดีดก็ออกโรงอีกครั้งหนึ่งพร้อมแสดงความจำนงที่จะพบปะหารือกับมาห์ดี เพื่อแสวงหาลู่ทางแห่งสันติภาพกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับอ้างว่า นับแต่นี้ไปจะไม่มีสงครามกลางเมืองอีกแล้ว ขอให้นานาชาติช่วยกันสนับสนุนตนที่จะบูรณะประเทศชาติให้กลับฟื้นคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายไอดีด ประกาศว่าพร้อมร่วมมือกับฝ่ายปรปักษ์ในการเข้าควบคุมท่าเรือและสนามบินโมกาดิชูซึ่งว่างเปล่าลงหลังจากทหารต่างชาติถอนกำลังไป โดยกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะประสานนโยบายและร่วมงานกันแบบเคียงบ่าเคียงใหล่
แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ความร่วมมือของฝ่ายปรปักษ์ทั้งสองมีโอกาสไม่ประสบผลสำเร็จมาก เพราะไม่เพียงแต่การถือพวกถือพ้อง ในระหว่างกลุ่มปฏิปักษ์กันจะยังคงอยู่อย่างลึกซึ้งเท่านั้น การชำระหนี้แค้นที่ฝังลึกมานานดูเหมือนจะเป็นสรณะที่ทั้งสองฝ่ายยึดถืออย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นสมาชิกของกำลังทั้งสองนั้นยังอยู่ในสภาพที่ไร้ระเบียบวินัยอย่างสิ้นเชิง จึงควบคุมกันด้วยอาวุธปืนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แม้การถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสหประชาชาติอาจทอดทิ้ง
โซมาเลียให้โดดเดี่ยวแล้ว แต่วงการฑูตตะวันตกก็ยังคงยืนกรานว่า นานาชาติยังพร้อมที่ร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพในโซมาเลีย

ความร่วมมือที่ว่าอาจจะมาในรูปของการนิ่งเฉย เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า กลุ่มปรปักษ์ในโซมาเลียนั้นต้องการสันติภาพจริงๆ หรือไม่

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม ที่แน่ๆ ก็คือ นับแต่นี้ไปการสร้างสันติภาพในโซมาเลียนั้นจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับบรรดาขุนศึกโซมาเลียเอง คงไม่มีใครยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว สำหรับชะตากรรมของชาวโซมาเลียนับแต่นี้ต่อไปนั้น คงประสบกับปัญหานานัปการไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินต่างๆ โดยขณะนี้ประชาชนอย่างน้อยที่สุด 1 ล้านคนต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งของช่วยเหลือจากต่างชาติเป็นหลัก นอกจากนี้ปัญหาผู้อพยพหนีภัยการสู้รบไปยังประเทศเพื่อนบ้านกว่า 800000 คน ก็ยังเป็นปัญหาให้แก่ชาติเพื่อนบ้าน เพราะมีเพียงราว 300000 คนเท่านั้นที่เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว อีกทั้งการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากรก็ยังไม่สมบูรณ์ โดยองค์การช่วยเหลือนานาชาติสามารถฟื้นฟูการผลิตอาหารขึ้นมาได้เพียงร้อยละ 75 ของปริมาณที่ผลิตได้ก่อนสงครามกลางเมือง แต่กระนั้นองค์การช่วยเหลือจากต่างชาติก็ยังคงดำเนินการช่วยเหลือต่อไปเพียงแต่เปลี่ยนฐานบัญชาการไปที่กรุงไนโรบี ประเทศคีนยา เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ทั้งหมดนี้เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นภาพออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า ภารกิจในการฟื้นฟู ความหวัง ให้แก่ชาวโซมาเลียของสหประชาชาตินั้นสำเร็จหรือล้มเหลว คำตอบเดียวกันนั้นก็จะเป็นเพียงคำตอบสำหรับคำถามที่ว่ายูเอ็นถอนทัพจากโซมาเลียมีชัยหรือพ่ายแพ้

นายพลไอดีด ผู้นำคนสำคัญของโซมาเลียถูกลอบยิ่งได้รับบาดเจ็บและถึงแก่กรรม เมื่อเดือน ก.ค.1966 อายุ 59 ปี (ในเดือน มิ.ย.1966 มีผู้สนับสนุนให้เขาเป็นประธานาธิบดีแห่งโซมาเลียและตั้งรัฐบาลขึ้นซึ่งไม่มีประเทศใดออกมาให้การรับรองรัฐบาลของเขา ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังต่างๆ ในเวลาต่อมา นายพลไอดีดก็ได้รับบาดเจ็บจนถึงแก่อสัญกรรมจากการปะทะนี้ด้วย)

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

จีนกับฮ่องกง

ฮ่องกง เป็นเกาะในทะเลจีนใต้ ตั้งอยู่ติดกับทิศตะวันออกเฉียงใต้ มณฑลกวางตุ้ง เดิมเป็นดินแดนส่วนหนึ่งในสมัยจักรพรรดิ ต่อมาเมื่อจีนพ่ายแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่น เมื่อ ค.ศ.1842 ได้มีการทำสนธิสัญญานานกิง มีผลให้ฮ่องกงกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษโดยไม่มีกำหนดเวลา
ฮ่องกงเป็นประเด็นหนึ่งเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งในประเด็นของฮ่องกงนี้จีนเองก็มี นโยบายที่แน่ชัดคือ ถือว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน ซี่งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งและให้ความสำคัญกับฮ่องกงไม่แพ้ประเด็นไต้หวัน หากจะกล่าวถึงฮ่องกงแล้วก็มิได้หมายความเฉพาะเพียงฮ่องกงเท่านั้น หากแต่ประกอบไปด้วยดินแดน 3 ส่วนที่จีนเสียให้แก่อังกฤษ ตามสนธิสัญญาที่ทำในวาระต่างๆ ดังนี้

  1.  เกาะฮ่องกง มีเนื้อที่ 83 ตารางกิโลเมตร เสียให้แก่อังกฤษ เนื่องจากแพ้สงครามฝิ่น โดยมีสนธิสัญญานานกิง ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษโดยไม่มีกำหนดเวลา
  2.  เกาะเกาลูนและสโตนคัลเตอร์ เสียให้แก่อังกฤษหลังจากแพ้สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 โดยมีอนุสัญญากรุงปักกิ่ง ยกดินแดนดังกล่าวให้อังกฤษอย่างไม่มีกำหนดเช่นกัน
  3. ดินแดนใหม่ เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดโดยมีเนื้อที่ถึง 409 ตารางไมล์หรือร้อยละ 92 ของเกาะฮ่องกงทั้งหมด จีนได้ทำสัญญาอนุสัญญากรุงปักกิ่งครั้งที่ 2 ให้สิทธิเช่าแก่อังกฤษเป็นเวลา 99 ปี โดยสัญญานั้นจะหมดอายุในปี 1997 ซึ่งต่างจากในสองส่วนแรกที่ถือว่าเป็นการที่จีนยกให้อังกฤษเลย

สนธิสัญญาเหล่านี้ที่จีนทำกับอังกฤษ ทางจีนถือว่าเกิดจากนโยบายเรือเป็น ของจักรวรรดินิยมตะวันตกที่
เข้ามาบังคับเอาดินแดนไปจากจีน ดังนั้นสนธิสัญญาเหล่านี้ จึงเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเจรจาถึงอนาคตของฮ่องกงระหว่างจีนกับอังกฤษอย่างจริงจัง จนได้ผลสรุปออกมาถึงเป็นคำประกาศว่าปี 1984 ซึ่งมีใจความพอสรุปได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.1997 เป็นต้นไป กรรมสิทธิ์และอำนาจปกครองอังกฤษที่มีต่อฮ่องกงจะสิ้นสุดลงทุกประการ และฮ่องกงจะกลับคืนเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของจีน เหมือนฮ่องกงจะมีสถานภาพดังเดิมที่เป็นอยู่ คือ จะมีการก่อตั้งฮ่องกงให้เป็นเขตปกครองพิเศษเขตสองระบบ ขึ้นในจีน คืออยู่ภายใต้จีนแต่มีระบบที่แตกต่างกันคือจะยอมให้มีเสรีภาพในการพูด การโฆษณา การชุมนุม การเข้าสมาคม การท่องเที่ยว รวมทั้งสิทธิที่จะหยุดงานและสิทธิในการนับถือศาสนา สำหรับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ บางส่วนจะมีการแต่งตั้งมาจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยฮ่องกงจะมีระบบการเงินและมีการออกเอกสารเดินทางเอง

ฮ่องกงมีประชากรประมาณ 7 ล้านคน ในพื้นที่ประมาณ 1000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่น้อยกว่ากรุงเทพ เศรษฐกิจฮ่องกงรุ่งเรืองมาก ในปลายปี 1995 ได้มีการจัดอันดับประจำปี โดยมูลนิธิมรดก ซึ่งมีศูนย์กลางที่อยู่ที่กรุงวอชิงตันดี.ซี ปรากฏว่าฮ่องกงอยู่ในระดับนำของบรรดาประเทศต่างๆ 142 แห่งที่มีการจัดอันดับดัชนีเสรีภาพแห่งเศรษฐกิจ

ปี 1996 คณะกรรมาธิการคัดเลือก ผู้บริหารสูงสุด ของฮ่องกงจำนวน 400 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยจีนได้ลงคะแนนเสียงรอบสุดท้ายเลือก นายถัง ชี วา เป็นผู้บริหารสูงสุดด้วยคะแนนถึง 320 คะแนนจาก 400 คะแนน

นายถัง ชี วา จะมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงคนใหม่ ภายใต้การปกครองของจีน ในวันที่ 1 ม.ค.1997 แทนที่นายคริสโตเฟอร์ แพทเทิน ข้าหลวงของอังกฤษประจำฮ่องกงคนสุดท้ายก่อนคืนฮ่องกงให้จีน นายถัง ชี วา เกิดที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ในปี 1937 บิดาดำเนินกิจการขนส่งทางเรือ และเป็นเจ้าของกิจการเดินเรือหนึ่งในสิบของโลก เขาได้ย้ายตามบิดาไปอยู่ที่ฮ่องกงภายหลังจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองใน 1949 ได้ศึกษาปริญญาตรีที่อังกฤษและได้เดินทางไปทำงานที่สหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี จากนั้น เดินทางกลับมาช่วยบิดาทำธุรกิจในฮ่องกงในปี 1969 จนถึงปัจจุบัน

นายถัง ชี วา มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและไต้หวันและเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับจากทั้งสองฝ่าย ดังนั้นจึงมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาระหว่างจีนกับไต้หวันในอนาคตต่อไป นอกจากนี้เขายังได้ใกล้ชิดสัมพันธ์เป็นมิตรทีดีของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และข้าหลวงใหญ่ของฮ่องกงคนสุดท้าย ซึ่งเคยพยายามชักชวนให้เขาเข้ารับตำแหน่งกรรมการของคณะบริหารที่รัฐบาลฮ่องกง เมื่อปีแรกที่นายคริสโตเฟอร์ แพทเทิน มาทำงานที่ฮ่องกงด้วย ปัจจุบัน นายถัง ชี วา ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของศูนย์นโยบายต่างประเทศศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญมากต่อการวางแผนต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

ปี 1987 ถึงปัจจุบัน ชาวฮ่องกงได้ขออพยพโยกย้ายไปอยู่ประเทศต่างๆ เพราะไม่มั่นใจในการที่จีนปกครองฮ่องกง ประเทศที่นิยมไปอยู่ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สิงค์โปร์ อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ทางรัฐบาลจีนก็ประกาศอยู่เสมอว่า จีนจะปฏิบัติตามกฏหมายพื้นฐาน ที่เปรียบเสมือนรัฐบาลฮ่องกงที่ปฏิบัติกันอยู่ ในปัจจุบัน จีนยอมรับหนึ่งประเทศ สองระบบ ที่จะนำมาใช้และจีนก็ไม่ได้บีบบังคับให้ทุกคนต้องอาศัยอยู่ฮ่องกง ใครอยากจะไปอยู่ที่ใดก็ไม่ว่ากัน ถือหลักว่า ถ้าไม่ชอบใจที่จะอยู่ ก็จงไป

หากมีคำถามว่าชาวฮ่องกงจะทิ้งประชาธิปไตยไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์จีน โดยเฉพาะพวกที่ร่ำรวยทำธุรกิจเศรษฐกิจใหญ่โตที่นั่นได้อย่างไร คงต้องย้อนกลับไปสู่คำตอบที่ว่า คนรวยนักธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมทำไมไม่ไปลงทุนในจีน ซึ่งที่นั่นปกครองโดยระบบคอมมิวนิสต์โดยตรง สำหรับฮ่องกงจะว่าไปก็ยังกึ่งๆ กลางๆ และจีนเองก็ไม่อยากออกปกครองฮ่องกงเท่าใดนัก จำเป็นต้องตั้งคนฮ่องกงที่จงรักภักดีต่อปักกิ่งปกครองกันเองและเป็นที่น่าเสียดายที่ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้ประกาศล่วงหน้ามานับสิบๆ ปีว่า ฮ่องกงจะเป็นดังที่ที่เป็นไป อีก 50 ปีโดยรัฐบาลจีนจะไม่แทรกแซงยังคงให้ชาวฮ่องกงปกครองกันเอง แต่มีข้อแม้คือปักกิ่งเป็นผู้เลือกผู้ปกครองและตัวแทนเหล่านั้น ไม่ได้มีโอกาสเห็นสิ่งที่ท่านรอคอยเพราะท่านได้ล่วงลับไปแล้วในวัย 93 ปี เมื่อวันที่ 19 ก.พ.1997

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

จีนกับไต้หวัน

ไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่แยกจากกันตั้งแต่สงครามกลางเมืองในจีนยุติเมื่อ 1949 โดยฝ่ายจีนคณะชาติได้มาปักหลักมั่นอยู่เกาะไต้หวัน และจัดตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติขึ้นบริหารประเทศ เรียกว่า สาธารณรัฐจีน เมืองหลวงชื่อกรุงไทเป สำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์บริหารประเทศ เรียกว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เมืองหลวงชื่อกรุงปักกิ่ง
จีนได้ประกาศตลอดเวลาว่า ไต้หวันเป็นมณฑลของจีน และได้แสดงเจตนารมย์ต้งการจะผนวกไต้หวันกลับคืนมา เช่นเดียวกับฮ่องกง ที่จะได้รับคืนมาในวันที่ 1 ก.ค.1997

สัญญาณบอกเหตุ เกี่ยวกับแนวคิดนี้ได้แสดงออกในหนังสือพิมพ์แอปเปิ้ล เดลี่ ว่า นายจาง เจิน รองประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมกลางของจีนได้ให้สัมภาษณ์ว่า จีนแผ่นดินใหญ่จะโจมตีไต้หวันผนวกเข้าเป็นหนึ่งเดียวด้วยสรรพกำลังทันทีถ้าสถานการณ์เข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในเงื่อนไข 8 ประการต่อไปนี้

1. ไต้หวันรวมตัวกับประเทศตะวันตก แสดงกิริยาท้าทายนโยบาย การเมืองและการทหารของจีน
2. ไต้หวันมีพฤติกรรมทำตนเป็นเอกราชทางทหารและสังคม แม้จะมิได้ประกาศเอกราชในทางดังกล่าวต่อสาธารณชน
3. ไต้หวันเชื่อคำบงการหรือชี้แนะของต่างชาติ ส่ออาการต่อต้านความพยายามรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นดินใหญ่
4. ชาวไต้หวันประกาศเอกราชดินแดนแห่งนี้เป็นประเทศเอกราชจากจีน
5. ไต้หวันเป็นอาณานิคมหรือดินแดนใต้อาณัติให้ประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุม
6. ไต้หวันพัฒนาสร้างอาวุธนิวเคลียร์ หรือให้ประเทศใดๆ ตั้งฐานอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นในอาณาเขตของเกาะไต้หวัน
7. ถ้าเกิดกลียุค หรือวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้น ไม่ว่าจะมีมูลเหตุจากใครที่ไหน หรือ
8. ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้กุมอำนาจในใต้หวัน บังอาจตั้งป้อมเผชิญหน้ากับจีน หรือหน่วงเหนี่ยวการเจรจาการรวมชาติกับทางปักกิ่ง

ข้อน่าสังเกตอย่างยิ่ง เมื่อก่อนจีนแผ่นดินใหญ่กล่าวว่า จะบุกยึดไต้หวันด้วยกองกำลัง ถ้า
ไต้หวันประกาศเอกราชหนีไปจากจีน แต่มาบัดนี้ทางการจีน ตั้งข้อบัญญัติ 8 ประการ เป็นการขู่สำทับ หรือแผนกดดันไต้หวันไม่ให้แยกประเทศออกจากจีนอีก ดังนั้นศึกษาระหว่างจีนกับไต้หวันก็ต้องติดตามกันต่อไป

สองจีนกับญี่ปุ่น
จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่นได้อ้างสิทธิอธิปไตยเหนือหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียว หยู ซึ่งกลายเป็นกรณีพิพาทระหว่าง 3 ปรประเทศ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับปัญหาสิทธิอธิปไตยของหมู่เกาะเซนกากุนั้น ญี่ปุ่นได้หมู่เกาะเซนกากุ มาตั้งแต่ ค.ศ.1895 เนื่องจากจีนแพ้สงครามแก่ญี่ปุ่น และจีนถูกบังคับยกเกาะไต้หวันและหมู่เกาะที่ขึ้นกับเกาะไต้หวันให้ญี่ปุ่น

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามได้ส่งคืนเกาะไต้หวันและหมู่เกาะอื่นๆ ที่ขึ้นต่อให้กับจีน ส่วนหมู่เกาะเซนกากุ กลับตกอยู่ภายใต้การครอบครองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาปกครองหมู่เกาะแห่งนี้ต่อมา 27 ปี จวบจนถึงเดือน พ.ค.1972 สหรัฐอเมริกามอบหมู่เกาะเซนกากุไปให้ญี่ปุ่นตามข้อตกลงว่าด้วยการส่งคืนหมู่เกาะโอกินาวาระหว่างสองประเทศ

ดังนั้นปัญหาหมู่เกาะเซนกากุ จึงเกิดขึ้นเนื่องจากข้อตกลงกันระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หมู่เกาะเซนกากุ อยู่ห่างจากทางเหนือไต้หวันประมาณ 200 กิโลเมตร ซึ่งประกอบไปด้วย เกาะเตียม หยู เกาะซี เหวย หยู เกาะหวาง เหวย หยู เกาะเฟลาย เกาะเป๋ เสียว หยู เป็นต้น กินเนื้อที่ทั้งหมดราว 70 000 ตารางกิโลเมตร

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.1996 สมาชิกของสมาคมเยาวชนญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มการเมือง ฝ่ายขวาของญี่ปุ่นจำนวน 7 คน นั่งเรือขึ้นบกที่บริเวณทางเหนือของเกาะ เป๋ เสียว หยู และติดตั้งประภาคาร 1 หลังที่ทำด้วยอะลูมีเนียมโลหะผสมสูง 5 เมตร หนัก 210 กิโลกรัม เพื่อเป็นสัญญาณแก่เส้นทางการเดินเรือของญี่ปุ่น การกระทำของสมชิกสมาคมเยาวชนญี่ปุ่น หมายถึง ญี่ปุ่นมีสิทธิอธิปไตยต่อหมู่เกาะเซนกากุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่นออกมาแถลงการณ์ว่าหมู่เกาะเซนกากุเป็นดินแดนของญี่ปุ่น จุดยืนของรัฐบาลญี่ปุ่นประเด็นนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 19 กรกฏาคม 1996 จึงได้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง ต่อกรณีนี้จากจีนและไต้หวัน

กรณีพิพาทแย่งชิงหมู่เกาะระหว่างจีนและไต้หวันกับญี่ปุ่น รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนักเคลื่อนไหวจากไต้หวันและฮ่องกงฝ่าด่านป้องกันของกองเรือญี่ปุ่นขึ้นปักธงชาติบนเกาะจนได้ แต่ธงชาติ 2 ประเทศปักอยู่ได้ไม่นานก็ถูกกระแสลมพัดตกทะเลไปและบรรดาผู้ประท้วงก็รีบสลายตัว แต่ก็สัญญาว่าจะกลับมาอีกเพื่อหาทางรื้อถอนประภาคารต่อไป ทางด้านรัฐบาลญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์การกระทำครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการขึ้นฝั่งที่ผิดกฏหมาย พร้อมกับยืนยันว่าจะดำเนินการจับกุมและลงโทษ ผู้ที่กระทำผิดเช่นนี้อีกในอนาคต รัฐบาลกรุงโตเกียวได้ส่งกองเรือจำนวน 100 ลำเดินทางไปรักษาความปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก

จีนได้ทำการซ้อมในกลางเดือน พ.ย.1996 การซ้อมรบของจีนครั้งใหญ่นี้ ผู้สันทัดด้านการทหารล้วนลงมติเป็นเสียงเดียวกันว่า จีนมุ่งข่มขู่ญี่ปุ่นที่เข้ายึดครองหมู่เกาะเซนกากุนั้นเอง

รัฐบาลจีนแสดงออกครั้งนี้ชัดแจ้งว่า มีความสามารถเด็ดขาดที่จะบุกเข้ายึด ดินแดนแห่งหนึ่งแห่งใดที่ถูกศัตรูยึดเอาไว้ได้ และแม้ว่าฝ่ายศัตรูจะมีกองกำลังป้องกันแข็งขันเพียงใด จีนก็ต้องยึดคืนได้แน่นอน การซ้อมรบทางทหารของจีนเท่ากับใช้การทหารหนุนการฑูตไปในตัวนั้นเอง การแสดงแสนยานุภาพทางทหารจนทำให้ศัตรูรู้สึกตัวและยกเลิกปฏิบัติการต่างๆ ทำให้ไม่ต้องลงมือสู้รบกันจริงๆ ถือว่าเป็นวิธีการทีดีวิธีหนึ่ง

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้มีการขอโทษจีนที่มีปัญหาเกิดขึ้นกับการประท้วงของกลุ่มสันนิบาตชาวจีนทั่วโลกที่ปกป้องหมู่เกาะเซนกากุ โดยเฉพาะมีชาวจีนผู้หนึ่งพลีชีพกระโดดทะเลต่อต้านญี่ปุ่น นักวิเคราะห์สถานการณ์คาดว่าความขัดแย้งระหว่างจีน-ไต้หวัน กับญี่ป่นคราวนี้ไม่ใช่ธรรมดา จะมีเหตุการณ์รุนแรงตามมาอีกได้

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

อิหร่าน

สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งสถาปนาขึ้นในปี 1979 ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 5 เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พ.ค.1997 ผลปรากฏว่านายโมฮัมเหม็ด คาตามี นักบวชนิกายชีอะห์หัวปฏิรูปวัย 54 ปี เป็นผู้กำชัยชนะอย่างขาดลอย โดยได้เสียงสนับสนุนร้อยละ 69 จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 29.1 ล้านคนทั่วประเทศ

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีฮาเชมี ราฟชานจานีในเดือนส.ค.1997 และมีวาระการบริหารประเทศรวม 4 ปี

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเกิดที่เมืองอาร์ดากัน จังหวัดยาชต์ ทางภาคกลางของอิหร่าน ในตระกูลที่เคร่งครัดศาสนาอิสลาม บิดาชื่ออยาดุลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ คาตามี เป็นผู้นำนักบวชที่มีชื่อเสียงประจำท้องถิ่น เคยร่วมกับอยาตุลเลาะห์ รุฮุลเลาะห์ โคไมนี ก่อปฏิวัติอิสลามโค่นล้มราชวงศ์ชารห์ ปาห์เลวี ในปี 1979

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเริ่มศึกษาเล่าเรียนศาสนาอิสลามที่ศูนย์ศาสนานิกายชีอ่ะห์ในเมืองกอม เขาร่วมขบวนการอิสลามของโคไมนีตั้งแต่ทศวรรษ 1960 มีความสนิทสนมกับบุตรชายของโคไมนี ถึงกับตีพิมพ์เผยแพร่งานเขียของอดีตผู้นำอิหร่านผู้ล่วงลับและงานเขียนอิสลามอื่นๆ

หลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน นายโมฮัมเหม็ด คาตามีได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนานถึง 10 ปี ตั้งแต่ 1982-1992 ก่อนที่จะถูกพวกหัวอนุรักษ์เคร่งศาสนาปลดออกจากตำแหน่งในข้อหา มีหัวเสรีนิยมเกินเหตุ

ช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม นายโมฮัมเหม็ด คาตามีได้รับการยกย่องมากในฐาะนผู้สนับสนุนและฟื้นฟูเสรีภาพทางศิลปะ วัฒนธรรมและภาพยนตร์ในอิหร่าน เขาอนุญาตให้ศิลปินสตรีได้มีโอกาสแสดงความสามารถต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ทำให้วงการศิลป วัฒนธรรมและวรรณกรรมในอิหร่านเฟื่องฟูสุดขีด

หลังตกจากอำนาจ นายโมฮัมเหม็ด คาตามีผันตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีอาลี อักบาร์ ฮาเชมี ราฟซานจานี และเป็นผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติของอิหร่านตามลำดับ

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเป็นทั้งนักบวชผู้เคร่งครัด และนักปฏิรูปสังคาตัวยง เขามักโพกผ้าสีดำบนศีรษะตลอดเลา และติดเครื่องหมาย เชย์เยด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสืบเชื้อสายมาจากองค์ศาสดามะหะหมัด ในทางการเมือง นายโมฮัมเหม็ด คาตามีจัดอยู่ในกลุ่มหัวปฏิรุป เขาสนับสนุนให้มีเสรีภาพส่วนบุคคลเชิดชุประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และต้องการขจัดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคม ทำให้คาตามีกลายเป็นขวัญใจประชาชนอย่างรวดเร็ว ว่าที่ผู้นำใหม่อิหร่านมิใช่คนไม่ชอบตะวันตก เขาพูดเสมอว่าอิหร่านสามารถพัฒนาประเทศโดยเรียนรู้จากโลกตะวันตก ส่วนความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอริหมายเลขหนึ่งของ อิหร่านนั้น นายโมฮัมเหม็ด คาตามีกล่าวอย่างคมคายว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะคืนดีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะจับมือกันระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันยังไม่ถึงกับตีบตันเสียเลยทีเดียว

ปัจจุบันนายโมฮัมเหม็ด คาตามีสมรสแล้ว มีบุตรธิดารวม 3 คนถือเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและให้เกียรติภรรยายิ่ง นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเคยกล่าวว่าภรรยาคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา เธอมีอิสระที่จะไปไหนก็ได้ตามใจปรารถนา นอกจากนี้เขายังไม่ขัดข้องหากอิหร่านจะมีรัฐมนตรีที่เป็นหญิงสักคน นี่คือตัวตนที่แท้จริงของนายโมฮัมเหม็ด คาตามี

จากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการพลิกความคาดหมาย โดยสะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน หลังจากต้องทนจมปลักกับการเมืองที่ใช้พลวัตรและเศรษฐกิจที่ถดถอยในยุคปฏิวัติอิสลามมา 18 ปี จากประชาชน โดยเฉพาะจากกลุ่มวัยรุ่นสตรี นักวิชาการ ปัญญาชน และกลุ่มคนยากจน กลุ่มเหล่านี้พอใจกับนโยบายหาเสียงของนายโมฮัมเหม็ด คาตามีที่เน้นเสรีภาพส่วนบุคคล ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::