Category Archives: :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

แอฟริกาใต้

ประวัติศาสตร์สหภาพอัฟริกาใต้พลิกเข้าสู่โฉมหน้าใหม่เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 26 เม.ย.1994 เพราะเป็นวันแรกที่ชาวอัฟริกาใต้ทุกเชื้อชาติ ผิวพรรณ ออกเสียงเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพิ่งจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งรัฐบาลปกครองตนเองเป็นครั้งแรก แม้ว่า ว่าที่ประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลา

เป็นเวลานานถึง 45 ปี นับตั้งแต่พรรคประชาชาติ พรรคการเมืองของคนผิวขาว ซึ่งเป็นชนส่วนน้อยของประเทศผูกขาดปกครองประเทศ ด้วยนโยบายแบ่งแยกผิวและกดขี่ผิวอย่างเคร่งครัด และด้วยเล่ห์กลของการแบ่งอยกและปกครอง

การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 26-28 เม.ย.จึงเป็นอวสานขงการแบ่งแยกผิวอย่างเป็นทางการ แต่การแบ่งแยกและเหยียดหยามผิวที่ไม่เป็นทางการยังมีอยู่

อัฟริกามีพลเมืองประมาณ 40 ล้านคน กว่าร้อยละ 75 เป็นคนผิวดำ ร้อยละ 14 เป็นคนผิวขาว ร้อยละ 8 เป็นพวกเลือดผสม และร้อยละ 3 เป็นคนเอเซีย ที่ไปจากอินเดีย แต่กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองโดยสิ้นเชิง แม้ว่ารัฐบาลผิวขาวจะให้มีถึง 3 สภา แต่เป็นคนผิวขาว 1 สภา ของพวกเลือดผสม 1 สภา และของคนเอเซีย 1 สภา ส่วนคนผิวดำไม่มีสภาเป็นของตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนผิวดำกลายเป็น พลเมืองชั้นสองหรือชั้นสาม ในดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนหรือมาตุภูมิของตน

ประธานาธิบดี เอฟ ดับบลิว เดอ เคลิร์ก (ผิวขาว) จึงพูดถึงวันเลือกตั้งวันแรก 26 เม.ย.ว่าเป็นวันที่ถือกำเนิด อัฟริกาใต้ใหม่ ในขณะที่ว่าที่ประธานาธิบดีแมนเดลา ผู้นำคนผิวดำกล่าวว่าเป็น รุ่งอรุณแห่งเสรีภาพ การเลือกตั้ง 3 วัน ครั้งประวัติศาสตร์นี้ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ 400 คน กับสมาชิกวุฒิสภา 90 คน สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับเลือกตั้งจะไปประชุมเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 6 พ.ค.ที่เคปทาวน์ ที่ตั้งรัฐสภา การเลือกตั้งตัดสินด้วยระบบสัดส่วนของคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคจะได้รับไม่ได้เป็นการเลือกตั้งตัวบุคคล หรือผู้สมัครโดยตรงแต่เป็นการเลือกพรรค เลือกตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคประกาศ พรรคไหนได้คะแนนเสียงมากจะได้ที่นั่งในสภามาก ตัวอย่างเช่น ถ้าได้ประมาณ 40,000-50,000 เสียงก็จะได้ที่นั่งในสภาไป 1 ที่นั่ง

คู่แข่งคนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้มีอยู่ 3 พรรค คือ พรรคสภาแห่งชาติอัฟริกา (เอเอ็นซี) ของนายแมนเดลา พรรคประชาชาติของประธานาธิบดีเดอ เคลิร์ก และพรรคเสรีภาพ อินคาธาของนายมันโกซูธู บุธเธเลซี ผู้นำชนเผ่าซูลู เนื่องจากคนผิวดำเพิ่งมีสิทธิ์ออกเสียงเป็นครั้งแรก พรรคเอเอ็นซีของนายแมนเดลา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคนผิวดำมากที่สุด เป็นผู้ชนะเลือกตั้งทั้ง 2 สภา และผู้นำพรรคคือ นายแมนเดลา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

นับเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกและจัดตั้งรัฐบาลผิวดำปกครองอัฟริกาใต้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบกดขี่ของคนกลุ่มน้อยมาเป็นเวลายาวนาน

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิดและการนองเลือก ก่อนวันเลือกตั้ง

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

แอลจีเรีย

แอลจีเรียมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา อดีตเคยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ตั้งอยู่เหนือสุดของกาฬทวีป ด้านเหนือติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประชากรราว 28 ล้านคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามน้ำมันปิโตรเลียมคือ ทรัพยากรธรรมชาติที่แอลจีเรียมีมาก ทำเงินตราต่างประเทศได้มากที่สุดและองค์การประเทศผู้ค้าน้ำมันปิโตรเลียมเป็นสินค้าออก (โอเปค) ยอมรับแอลจีเรียเข้าเป็นสมาชิก แต่ประชาชนแอลจีเรียกลับตกอยู่ในฐานะอดอยากยากจน เพราะสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองและความเชื่อในศาสนาอย่างบ้าคลั่งของคนบางกลุ่ม ได้นำประเทศตกในสภาพ สงครามกลางเมือง บรรดากลุ่มก๊กทั้งหลายเล่นการเมือง นอกกฏกติกามารยาทจนไร้ระเบียบไปหมด เช่น การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือน ม.ค.1992 กลุ่มแนวร่วมฟื้นฟูศาสนาอิสลาม(เอฟเอเอส)ได้คะแนนเสียงนำคู่แข่งจากพรรคอื่นๆ แต่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ฝ่ายทหาร ทางกองทัพก็เลยออกมายึดอำนาจ ยกเลิกการเลือกตั้ง แล้วก็จำกัดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามในทุกรูปแบบ การเลือกตั้งครั้งต่อไปที่รัฐบาลทหารชุดปัจจุบันบอกว่าจะเปิดให้มีขึ้นในโอกาสต่อไปข้างหน้าก็ตัดสิทธิ์กลุ่มเอฟไอเอส ส่งตัวแทนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกด้วย

ขบวนการมุสลิมหัวรุนแรงกลุ่มอื่นๆ ที่โดนปราบอย่างหนักได้แก่กองทัพฟื้นฟูอิสลาม (เอไอเอส) และกลุ่มอิสลามติดอาวุธ (จีไอเอ) ซึ่งกลุ่มจีไอเอนี้เปิดศึกต่อต้านไม่เพียงแค่กับรัฐบาลทหารเท่านั้น หากตั้งป้อมอาละวาดไปถึงชาวต่างประเทศในแอลจีเรียด้วย

นับตั้งแต่ทหารเข้าไปยกเลิกผลการเลือกตั้งปี 1992 เป็นต้นมา ศึกกลางเมืองได้คร่าชีวิตผู้คนแล้วนับหมื่นศพ ตัวเลขของทางการรัฐบาลกรุงแอลเจียร์ แจ้งว่ามีคนเสียชีวิตประมาณ 10,000 ศพ แต่แหล่งวงการฑูตต่างประเทศระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 30,000 ศพทั้งชาวแอลจีเรียและชาวต่างประเทศ

นักการฑูตประเทศตะวันตกยืนยันว่าแอลจีเรียกลายเป็นดินแดนอันตรายและป่าเถื่อนเกินคำบรรยาย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน ความน่าสะพึงกลัวล่าสุด ได้แก่ คำประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรภาษาเยอรมัน ที่ปรากฏในแถลงการณ์ของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงจีไอเอขีดเส้นตายให้บรรดาสถานฑูตต่างประเทศในกรุงแอลเจียร์ ซึ่งขบวนการจีไอเอถือว่าประเทศนั้นเป็นปรปักษ์ต้องปิดลงและถอนเจ้าหน้าที่กลับบ้านภายในวันที่ 7 ม.ค.1995

ประเทศใดฝ่าฝืน นักการฑูตและเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตแห่งนั้น จะต้องถูกสังหารโหดอย่างเลือดเย็น ประชาชนคนของประเทศที่จีไอเอถือว่าเป็นพวกนอกศาสนา หรือพวกนอกรีตในทรรศนะของจีไอเอก็จะถูกฆ่าตายด้วย

กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธ (จีไอเอ) เคยยื่นคำขาดขับไล่ชาวต่างชาติแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือน พ.ย.1993 โดยให้ชาวต่างชาติรีบเดินทางออกจากแอลจีเรีย ภายในวันที่ 1 ธ.ค.1993 ใครขัดขืนจะโดนสังหาร ซึ่งครั้งนี้ชาวต่างชาติต้องหนีออนอกประเทศหลายพันคน พวกที่อยู่ต่อหรือมีภารกิจไม่อาจหนีได้โดนทำร้ายเสียชีวิตเกือบ 70 คน

พลเมืองต่างชาติที่จำเป็นต้องเสี่ยงตายอยู่ในแอลจีเรีย ส่วนมากเป็นคนของประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลประโยชน์ผูกพันอยู่กับดินแดนเถื่อนแห่งนี้ แต่ละประเทศจึงหามาตรการคุ้มครองชีวิตคนของตนเอาเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเหล่าประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมไม่ยอมอ่อนข้อตกการข่มขู่และไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล้างของขบวนการก่อการร้ายหากยอมตายก็เท่ากับแก๊งนิยมลัทธิก่อการร้ายได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ เชื่อว่าพวกนั้นจะต้องเหิมเกริมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักการฑูตบางคนให้ความเห็นว่า ชาวต่างชาติที่กล้าอยู่ในแอลจีเรีย ได้แก่ ผู้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มแข็งเพียงพอเท่านั้น ประเทศไหนไม่อาจทุ่มเทปกป้องคนของตัวได้ มักจะแนะนำให้ล่าถอย

ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายราย เช่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ เยอรมัน และอิตาลี ต่างก็ส่งกำลังทหารในรูปกองกำลังรักษาความปลอดภัยของตนไปปฏิบัติหน้าที่แทนหน่วยรักษาความปลอดภัยของแอลจีเรียเสียเลย เพื่อป้องกันสมาชิกขบวนการมุสลิมหัวรุนแรงของแอลจีเรียแอบแฝงเข้าไปในหน่วยอารักขาที่ใช้ชาวแอลจีเรียเป็นกำลังพล ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ได้ปิดสถานฑูตของตนในนครแอลเจียร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีประชากรหนาแน่นริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

นายอาแลง จุ๊ป อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ยอมรับว่าคำขู่ของขบวนการจีไอเอมีผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศสในแอลจีเรียไม่น้อย เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นประเทศยุโรปที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจกับแอลจีเรียมากที่สุด ชาวฝรั่งเศสและคนในบังคับฝรั่งเศสที่อยู่ในประเทศนี้ก็มากกว่าชาติตะวันตกรายอื่น จึงต้องเร่งเพิ่มกำลังคุ้มครองชาวฝรั่งเศสอย่างเร่งด่วน

กรณีสลัดเวหามุสลิมแอลจีเรียจี้ไอพ่นแอร์บัสของแอร์ฟรานซ์ในปี 1995 เมื่อเทศกาลคริสต์มาสบังคับนักบินให้นำเครื่องออกจากท่าอากาศยานกรุงแอลเจียร์ไปลงสนามบินเมืองมาร์เซลล์ ภาคใต้ ฝรั่งเศส คนร้ายได้สังหารผู้โดยสาร 3 คน ก่อนที่หน่วยคอมมานโด ฝรั่งเศสบุกเข้าไปในเครื่องยิงสลัดอากาศตายทั้ง 4 คน ช่วยตัวประกันที่เหลือได้ทั้งหมด แต่ก็มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน

การจี้เครื่องบินส่งท้ายปีเก่าและการข่มขู่ของกลุ่มมุสลิมจีไอเอ กลายเป็นตัวทำลายภาพพจน์ของแอลจีเรียและส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจประเทศนี้อย่างแรง เพราะฝรั่งเศสคู่ค้ารายใหญ่ตัดการติดต่อทางการบินพาณิชย์และทางเรือกับแอลจีเรีย

ด้านการติดต่อกับโลกภายนอกทางบกปรากฏว่าพรมแดนต่อเขตแอลจีเรียกับเพื่อนบ้านคือโมร็อกโกก็ถูกปิด ส่วนการติดต่อกับตูนีเซีย เพื่อนบ้านอีกประเทศ ทำได้ด้วยความลำบาก เนื่องจากต้องผ่านท้องที่อิทธิพลของกองโจรมุสลิม หันไปทางลิเบีย เพื่อนบ้านรั้วติดกันอีกราย พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ปัญหาอันเกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งกันเองของคนในชาติแอลจีเรีย กำลังนำไปสู่การปิดประตูประเทศฆ่าตัวตายของประเทศอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมันแห่งนี้อย่างไม่มีใครช่วยเหลือได้

ส.ค.1995 ประเทศฝรั่งเศสถูกวางระเบิดกลางกรุงปารีส 3ครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ทางการฝรั่งเศสคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือ พวกมุสลิมในแอลจีเรียอีกเข่นกัน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

รวันดา

ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตอนกลางซีกตะวันออกของทวีปอัฟริกาชื่อ รวันดา ประสบกับความวุ่นวายยุ่งเหยิงมานาน ตั้งแต่สมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของเบลเยี่ยม ตามที่สหประชาติมอบหมายพลเมืองรวันดา ประกอบด้วยชนเผ่าฮูตู มากที่สุดถึงร้อยละ 85 (ปัจจุบันประชากรราว 8 ล้านคน เป็นชาวฮูตู 6 ล้าน 8 แสน) รองลงมาคือ เผ่าตุทซี่ ร้อยละ 14 (1 ล้าน 1 แสน 2 หมื่น) อีกร้อยละ 1 เป็นเผ่าทวาหรือปิกมี่

ฮูตูกับตุทซี่เปิดศึกทำสงครามชนิดจ้องล้างเผ่าพันธ์กันตั้งแต่ปี 1959 ครั้นได้รับเอกราชจากเบลเยี่ยมปี 1962 ทั้งสองกลุ่มก็ต่อสู้กันมาตลอด และเนื่องจากฮูตูเป็นชนส่วนใหญ่จึงได้อำนาจจากรัฐ

ชาวตุทซี่ถูกตามล่าตามล้างต้องหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ยูกันดา ซาอีร์ และแทนซาเนีย รวบรวมกำลังตั้งหลักได้ก็กลับเข้าไปก่อกวนฝ่ายรัฐบาลกรุงคิกาลี หากนับเวลาจากการได้เอกราชมาถึงปัจจุบัน 33 ปี รวันดาแทบไม่เคยสงบอยู่เย็นเป็นสุข ระหว่างเดือน เม.ย.ถึงเดือน ก.ค.1994 สภาพกลียุคได้โหมกระหน่ำใส่ รวันดาขั้นสุดเหี้ยมแสนโหดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐบาลฮูตูสั่งกวาดล้างชาวตุทซี่ครั้งใหญ่ ด้วยเหตุโกรธแค้นที่คาดว่าชาวตุทซี่ลอบยิงเครื่องบินพาหนะของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นชนเผ่าฮูตู และประธานาธิบดีบุรุนดี ร่วมคณะอยู่ด้วย เครื่องบินระเบิดไม่มีใครเหลือรอดชีวิต

ช่วงเวลาแค่ 4 เดือน ปฏิบัติการล้างแค้น ซึ่งแท้จริงมันก็คือการสังหารโหดล้างเผ่าพันธ์ตุทซี่ และสังหารเผ่าฮูตูด้วยกัน แต่เป็นพวกนิยมสายกลางที่ไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมประเทศเข่นฆ่ากัน แม้จะต่างเผ่าพันธ์ก็ตาม มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,000,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกตุทซี่ อาจกล่าวได้ว่า เผ่าตุทซี่ในดินแดนรวันดา ซึ่งมีอยู่เพียงล้านคนเศษๆ นั้น แทบจะถึงกาล สูญเผ่าพันธ์ ต้องหอบลูกจูงหลานอพยพหนีไปพึ่งพิงเพื่อนบ้าน จากสงครามจะเห็นภาพศพผู้เคราะห์ร้าย นับหมื่นนับแสนถูกโยนทิ้งลงแม่น้ำ ขึ้นอืดลอยฟ่องเต็มไปหมด ขณะเดียวกันซาอร์ประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องรับภาระช่วยอนุเคราะห์ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยหลายแสนคน

แต่ผลกรรมที่พวกฮูตูก่อขึ้นได้รับการตอบสนองทันตา คือกองกำลังชาวตุทซี่ที่ไปซ่องสุมอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน กรีธาทัพตีกระหน่ำฝ่ายฮูตู ซึ่งถึงจะมีคนมาก แต่แตกแยก ไม่สามัคคีกัน ถึงพ่ายแพ้ย่อยยับ ทัพตุทซี่สามารถยึดครองกรุงคิกาลี เมืองหลวง และขับไล่รัฐบาลฮูตูกระเจิงไปเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น อาศัยประเทศบุรุนดีพักพิง ชนเผ่าฮูตูถูกล้างแค้น ต้องละทิ้งบ้านเรือน กลายเป็นผู้ลี้ภัยบ้าง เข้าทำนองทีใครทีมัน สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ กับกองกำลังรักษาสันติภาพยูเอ็น ได้จัดค่ายพักผู้ลี้ภัยชาวฮูตูขึ้นหลายแห่ง เพื่อรองรับราษฏรผิวดำที่ประสบภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดกว่า 250,000 คน ค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวรวมทั้งค่ายคิเบโฮ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ค่ายผู้ลี้ภียแห่งนี้ มีคนอยู่กว่า 80,000 คน

นอกจากนี้เหล่าผู้นำและแม่ทัพนายกองทหารฮูตูต้องเผชิญ ได้แก่ พวกเขาถูกสังคมโลกประฌามอย่างรุนแรง ว่าเป็นผู้แปรสภาพรวันดาให้เป็นแดนเถื่อน พวกก่อเหตุโดนตราหน้าว่า เป็น ไร้มนุษยธรรม นานาประเทศเรียกร้องให้นำตัวเหล่าฆาตกรไปขึ้นศาล รัฐบาลกรุงคิกาลีปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีตุทซี่ชื่อ นายพาสทัวร์ บีซิมุงกู ซึ่งต้องการจะล้างแค้นให้เพื่อนร่วมเผ่าอยู่แล้วได้แสดงความยินดีต่อท่าทีสังคมโลก

รัฐบาลนาบีซิมุงกู ทำท่าว่าจะสร้างภาพพจน์ให้ประทับใจนานาชาติ ประกาศให้ความเป็นธรรมและว่าจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติชาวฮูตูให้ได้กลับคืนสู่ถิ่นฐาน จึงสั่งยุบเลิกศูนย์ที่พำนักผู้ลี้ภัยเสีย ท่ามกลางความผวาของชาวฮูตู ซึ่งยังไม่อยากกลับบ้าน เพราะกลัวจะโดนชาวตุทซี่แก้แค้น กลุ่มผู้ลี้ภัยในศูนย์คิเบโฮไม่ยอมให้ยุบค่ายและตั้งป้อมขัดขวาง จึงเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างชาวค่ายกับทหารรัฐบาล ซึ่งได้แก่อดีตนักรบของขบวนการแนวร่วมรักชาติรวันดา หรือ อาร์พีเอฟ ที่เคยสู้รบขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจรัฐกับทัพฮูตูนั่นเอง

อาจด้วยแค้นเก่าและการไร้วันัยของทหารอาร์พีเอฟ หรือเพราะทนยั่วยุไม่ไหว ทหารรวันดาแห่งขบวนการอาร์พีเอฟ จึงเปิดฉากถล่มค่ายคิเบโฮด้วยปืนครก และอาวุธประจำกายแบบไม่เลือกเป้าหมาย ค่าชีวิตชาวฮูตูในค่ายไม่น้อยกว่า 2000 ศพ คนเหล่านั้นตายทั้งจากกระสุนปืน และแตกตื่นโกลาหลเหยียบกันตายขณะพยายามเผ่นหนีออกจากค่ายเอาชีวิตตัวเองให้รอด นับว่าเป็นการสังหารหมู่ประชาชนที่น่าสยดสยองรายใหญ่อีกครั้งหนึ่ง มันเป็นปฏิบัติการโหดที่แม้แต่กองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ 5,500 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารแทนซาเนียภายใต้การบังคับบัญชาของพลตรีกาย เทาไซยันต์ แห่งแคนาดา ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ เพราะถ้าหากเข้าขัดขวางก็มีหวังต้องเปิดศึกกับทหารบ้าเลือดชาวตุทซี่ จึงได้แต่เฝ้ามองชาวตุทซี่ถูกสังหารตายไปต่อหน้าต่อตา

เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวตุทซี่เมื่อปี 1994 นั้น กองกำลังรักษาสันติภาพยูเอ็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้น้ำยา ไม่อาจคุ้มครองชีวิตพลโลกที่ไม่ทางสู้ได้ ส่วนรัฐบาลกรุงคิกาลีกลายเป็นรัฐบาลดีแตก ในพริบตา จากผลงานชิ้นโบว์ดำของลูกน้องประธานาธิบดีพาสทัวร์ บีซิมุงกู ครั้งนี้

รัฐบาลประเทศหลักๆ ในภูมิภาคนี้เช่น ซาอีร์ แทนซาเนีย และคีนยา สรุปต่างมีความเห็นว่า เนื้อแท้แล้วพวกกุมอำนาจในรวันดาขณะนี้มิได้มีความจริงใจที่จะสร้างความสามัคคีปรองดองภายในชาติ ทั้งไม่สนใจจะช่วยให้ชาวฮูตูได้กลับถิ่นฐานยิ่งหากถึงเวลาอันสมควรแล้ว รัฐบาลทางกรุงคิกาลี ไม่ยอมดำเนินการลงโทษทหารแตกแถวที่ไปเข่นฆ่าชาวฮูตู เมื่อนั้น รัฐบาลรวันดาก็จะตกที่นั่งโดนกล่าวหาไม่แพ้ผู้นำชุดก่อนที่เป็นชาวฮูตูเช่นเดียวกัน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

โซมาเลีย

นับเป็นเวลา 6 ปี ที่สหประชาชาติส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการฟื้นฟูสันติภาพและแก้ไขปัญหาความอดอยากของประชาชนที่ต้องผจญกรรมจากสงครามกลางปีที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชังของกลุ่มต่างๆ ปฏิบัติการขึ้นมาในยามที่รัฐบาลมีสภาพเหมือนกับอากาศธาตุที่มีแต่ความว่างเปล่า

เดือน ม.ค.1991 ทหารสหประชาชาติในการนำของทหารอเมริกัน บุกเข้ายึดครองกรุงโมกาดิชูของโซมาเลีย เพื่อคุ้มกันและระงับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอิทธิพล ผู้ที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังอันส่งผลให้ประชาชนต้องพลอยรับเคราะห์ทั้งบาดเจ็บและล้มตาย อดอยาก หิวโหยตามมา

เดือน มี.ค.1995 ทหารสหประชาชาติภาใต้การนำของทหารอเมริกัน ตัดสินใจถอนตัว ออกจากกรุงโมกาดิชู สิ้นสุดภาระกิจที่เรียกว่า ปฏิบัติการฟื้นฟูความหวัง

คำถามที่เกิดขึ้นตามหลังการถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียในครั้งนี้ก็คือ ปฏิบัติการครั้งนี้สหประชาติมีชัยหรือปราชัย สิ่งทีติดตามมาจะเป็นสงครามล้างผลายยืดเยื้อหรือสันติภาพ การถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียครั้งนี้ นับเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง อาจนำมาซึ่งความหวังหรืออาจจะทำลายความหวังของผู้ที่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในโซมาเลียได้พร้อมๆ กัน

โมฮัมเหม็ด นูร์ กาลาล อดีตนายพลเอกแห่งกองทัพบกโซมาเลียที่นำทหารพยายามกำจัดไซอัด แบรี่ อดีตผู้นำโซมาเลียที่ตกลงจากบัลลังก์เพราะความเกลียดชังระหว่างเผ่าพันธ์ได้กล่าวถึง อนาคตของโซมาเลียหลังทหารสหประชาชาติถอนตัวออกไปแล้วว่า คงไม่มีใครนำกำลังเข้าประหัตประหารกันอีกแล้ว เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์จากการปะทะกันครั้งนี้ และที่สำคัญที่สุดคือประชาชน เบื่อหน่ายรุนแรงและต้องการเห็นสันติภาพอุบัติขึ้นเสียที

นับแต่ทหารสหประชาชาติเข้าไปดูแลรักษาความสงบในโซมาเลีย ธุรกิจและกิจการต่างๆ ที่พังพินาศไปก่อนหน้านี้ก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ชาวไร่ชาวนากลับสู่ไร่นาเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชาชน ในขณะเดียวกันทีธุรกิจต่างๆ ไม่วาจะเป็นท่าเรือ สนามบิน และกิจการต่างๆ เริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้ง

แต่เมื่อทหารสหประชาชาติถอนตัวออกไป กรุงโมกาดิซูก็กลับสู่สภาพตึงเครียดเช่นเดิม เพราะภารกิจในการสลายกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์กันในโซมาเลียนั้น มิได้ดำเนินไปโดยราบริ่น กรุงโมกาดิชูนี้นับเป็นประตูสู่โลกภายนอกแห่งเดียวของโซมาเลียเพราะมีท่าเรือขนาดใหญ่และสนามบินที่ทันสมัยที่สุดในประเทศตั้งอยู่

ทางเหนือของกรุงโมกาดิชูอันเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่ม อับกับ ภายใต้การนำของอาลี มาห์ดี โมฮัมหมัด นั้นสภาพทั่วไปค่อนข้างสงบเพราะมีการนำกฏหมายอิสลามที่เรียกว่า ชาเรีย มาประกาศใช้ มีคำสั่งเด็ดขาดห้ามพกพาอาวุธ ปืน อย่างสิ้นเชิง

ขณะเดียวกันทางทิศใต้ของกรุงโมกาดิชูซึ่งกินอาณาบริเวณถึง2 ใน 3 ของพื้นที่เมืองหลวงนั้น ปืนคืออำนาจชี้ขาด และเมื่อความมืดแห่งรัตติกาลมาเยือนเมื่อใดจะไม่มีใครกล้าออกนอกที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนนี้เป็นเขตอิทธิพลของ โมฮัมหมัด ฟาร่าห์ ไอดีด ขุนศึกจอมอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในโซมาเลียซึ่งถูกมองว่าเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญที่ทำให้สันติภาพไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ เนื่องจากไอดีดเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและมักตัดสินปัญหาด้วยกระสุนปืน

หลังจากความพยามยามที่จะเปิดการประชุมเพื่อสันติภาพระหว่างคู่ปรปักษ์ในโซมาเลียล้มเหลวลง ไอดีดก็เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบเชียบผิดปกติ แต่เมื่อทหารสหประชาชาติคนสุดท้ายพ้นจากโซมาเลีย ไอดีดก็ออกโรงอีกครั้งหนึ่งพร้อมแสดงความจำนงที่จะพบปะหารือกับมาห์ดี เพื่อแสวงหาลู่ทางแห่งสันติภาพกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับอ้างว่า นับแต่นี้ไปจะไม่มีสงครามกลางเมืองอีกแล้ว ขอให้นานาชาติช่วยกันสนับสนุนตนที่จะบูรณะประเทศชาติให้กลับฟื้นคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายไอดีด ประกาศว่าพร้อมร่วมมือกับฝ่ายปรปักษ์ในการเข้าควบคุมท่าเรือและสนามบินโมกาดิชูซึ่งว่างเปล่าลงหลังจากทหารต่างชาติถอนกำลังไป โดยกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะประสานนโยบายและร่วมงานกันแบบเคียงบ่าเคียงใหล่
แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ความร่วมมือของฝ่ายปรปักษ์ทั้งสองมีโอกาสไม่ประสบผลสำเร็จมาก เพราะไม่เพียงแต่การถือพวกถือพ้อง ในระหว่างกลุ่มปฏิปักษ์กันจะยังคงอยู่อย่างลึกซึ้งเท่านั้น การชำระหนี้แค้นที่ฝังลึกมานานดูเหมือนจะเป็นสรณะที่ทั้งสองฝ่ายยึดถืออย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นสมาชิกของกำลังทั้งสองนั้นยังอยู่ในสภาพที่ไร้ระเบียบวินัยอย่างสิ้นเชิง จึงควบคุมกันด้วยอาวุธปืนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แม้การถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสหประชาชาติอาจทอดทิ้ง
โซมาเลียให้โดดเดี่ยวแล้ว แต่วงการฑูตตะวันตกก็ยังคงยืนกรานว่า นานาชาติยังพร้อมที่ร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพในโซมาเลีย

ความร่วมมือที่ว่าอาจจะมาในรูปของการนิ่งเฉย เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า กลุ่มปรปักษ์ในโซมาเลียนั้นต้องการสันติภาพจริงๆ หรือไม่

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม ที่แน่ๆ ก็คือ นับแต่นี้ไปการสร้างสันติภาพในโซมาเลียนั้นจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับบรรดาขุนศึกโซมาเลียเอง คงไม่มีใครยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว สำหรับชะตากรรมของชาวโซมาเลียนับแต่นี้ต่อไปนั้น คงประสบกับปัญหานานัปการไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินต่างๆ โดยขณะนี้ประชาชนอย่างน้อยที่สุด 1 ล้านคนต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งของช่วยเหลือจากต่างชาติเป็นหลัก นอกจากนี้ปัญหาผู้อพยพหนีภัยการสู้รบไปยังประเทศเพื่อนบ้านกว่า 800000 คน ก็ยังเป็นปัญหาให้แก่ชาติเพื่อนบ้าน เพราะมีเพียงราว 300000 คนเท่านั้นที่เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว อีกทั้งการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากรก็ยังไม่สมบูรณ์ โดยองค์การช่วยเหลือนานาชาติสามารถฟื้นฟูการผลิตอาหารขึ้นมาได้เพียงร้อยละ 75 ของปริมาณที่ผลิตได้ก่อนสงครามกลางเมือง แต่กระนั้นองค์การช่วยเหลือจากต่างชาติก็ยังคงดำเนินการช่วยเหลือต่อไปเพียงแต่เปลี่ยนฐานบัญชาการไปที่กรุงไนโรบี ประเทศคีนยา เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ทั้งหมดนี้เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นภาพออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า ภารกิจในการฟื้นฟู ความหวัง ให้แก่ชาวโซมาเลียของสหประชาชาตินั้นสำเร็จหรือล้มเหลว คำตอบเดียวกันนั้นก็จะเป็นเพียงคำตอบสำหรับคำถามที่ว่ายูเอ็นถอนทัพจากโซมาเลียมีชัยหรือพ่ายแพ้

นายพลไอดีด ผู้นำคนสำคัญของโซมาเลียถูกลอบยิ่งได้รับบาดเจ็บและถึงแก่กรรม เมื่อเดือน ก.ค.1966 อายุ 59 ปี (ในเดือน มิ.ย.1966 มีผู้สนับสนุนให้เขาเป็นประธานาธิบดีแห่งโซมาเลียและตั้งรัฐบาลขึ้นซึ่งไม่มีประเทศใดออกมาให้การรับรองรัฐบาลของเขา ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังต่างๆ ในเวลาต่อมา นายพลไอดีดก็ได้รับบาดเจ็บจนถึงแก่อสัญกรรมจากการปะทะนี้ด้วย)

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

จีนกับฮ่องกง

ฮ่องกง เป็นเกาะในทะเลจีนใต้ ตั้งอยู่ติดกับทิศตะวันออกเฉียงใต้ มณฑลกวางตุ้ง เดิมเป็นดินแดนส่วนหนึ่งในสมัยจักรพรรดิ ต่อมาเมื่อจีนพ่ายแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่น เมื่อ ค.ศ.1842 ได้มีการทำสนธิสัญญานานกิง มีผลให้ฮ่องกงกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษโดยไม่มีกำหนดเวลา
ฮ่องกงเป็นประเด็นหนึ่งเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งในประเด็นของฮ่องกงนี้จีนเองก็มี นโยบายที่แน่ชัดคือ ถือว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน ซี่งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งและให้ความสำคัญกับฮ่องกงไม่แพ้ประเด็นไต้หวัน หากจะกล่าวถึงฮ่องกงแล้วก็มิได้หมายความเฉพาะเพียงฮ่องกงเท่านั้น หากแต่ประกอบไปด้วยดินแดน 3 ส่วนที่จีนเสียให้แก่อังกฤษ ตามสนธิสัญญาที่ทำในวาระต่างๆ ดังนี้

  1.  เกาะฮ่องกง มีเนื้อที่ 83 ตารางกิโลเมตร เสียให้แก่อังกฤษ เนื่องจากแพ้สงครามฝิ่น โดยมีสนธิสัญญานานกิง ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษโดยไม่มีกำหนดเวลา
  2.  เกาะเกาลูนและสโตนคัลเตอร์ เสียให้แก่อังกฤษหลังจากแพ้สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 โดยมีอนุสัญญากรุงปักกิ่ง ยกดินแดนดังกล่าวให้อังกฤษอย่างไม่มีกำหนดเช่นกัน
  3. ดินแดนใหม่ เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดโดยมีเนื้อที่ถึง 409 ตารางไมล์หรือร้อยละ 92 ของเกาะฮ่องกงทั้งหมด จีนได้ทำสัญญาอนุสัญญากรุงปักกิ่งครั้งที่ 2 ให้สิทธิเช่าแก่อังกฤษเป็นเวลา 99 ปี โดยสัญญานั้นจะหมดอายุในปี 1997 ซึ่งต่างจากในสองส่วนแรกที่ถือว่าเป็นการที่จีนยกให้อังกฤษเลย

สนธิสัญญาเหล่านี้ที่จีนทำกับอังกฤษ ทางจีนถือว่าเกิดจากนโยบายเรือเป็น ของจักรวรรดินิยมตะวันตกที่
เข้ามาบังคับเอาดินแดนไปจากจีน ดังนั้นสนธิสัญญาเหล่านี้ จึงเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเจรจาถึงอนาคตของฮ่องกงระหว่างจีนกับอังกฤษอย่างจริงจัง จนได้ผลสรุปออกมาถึงเป็นคำประกาศว่าปี 1984 ซึ่งมีใจความพอสรุปได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.1997 เป็นต้นไป กรรมสิทธิ์และอำนาจปกครองอังกฤษที่มีต่อฮ่องกงจะสิ้นสุดลงทุกประการ และฮ่องกงจะกลับคืนเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของจีน เหมือนฮ่องกงจะมีสถานภาพดังเดิมที่เป็นอยู่ คือ จะมีการก่อตั้งฮ่องกงให้เป็นเขตปกครองพิเศษเขตสองระบบ ขึ้นในจีน คืออยู่ภายใต้จีนแต่มีระบบที่แตกต่างกันคือจะยอมให้มีเสรีภาพในการพูด การโฆษณา การชุมนุม การเข้าสมาคม การท่องเที่ยว รวมทั้งสิทธิที่จะหยุดงานและสิทธิในการนับถือศาสนา สำหรับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ บางส่วนจะมีการแต่งตั้งมาจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยฮ่องกงจะมีระบบการเงินและมีการออกเอกสารเดินทางเอง

ฮ่องกงมีประชากรประมาณ 7 ล้านคน ในพื้นที่ประมาณ 1000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่น้อยกว่ากรุงเทพ เศรษฐกิจฮ่องกงรุ่งเรืองมาก ในปลายปี 1995 ได้มีการจัดอันดับประจำปี โดยมูลนิธิมรดก ซึ่งมีศูนย์กลางที่อยู่ที่กรุงวอชิงตันดี.ซี ปรากฏว่าฮ่องกงอยู่ในระดับนำของบรรดาประเทศต่างๆ 142 แห่งที่มีการจัดอันดับดัชนีเสรีภาพแห่งเศรษฐกิจ

ปี 1996 คณะกรรมาธิการคัดเลือก ผู้บริหารสูงสุด ของฮ่องกงจำนวน 400 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยจีนได้ลงคะแนนเสียงรอบสุดท้ายเลือก นายถัง ชี วา เป็นผู้บริหารสูงสุดด้วยคะแนนถึง 320 คะแนนจาก 400 คะแนน

นายถัง ชี วา จะมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงคนใหม่ ภายใต้การปกครองของจีน ในวันที่ 1 ม.ค.1997 แทนที่นายคริสโตเฟอร์ แพทเทิน ข้าหลวงของอังกฤษประจำฮ่องกงคนสุดท้ายก่อนคืนฮ่องกงให้จีน นายถัง ชี วา เกิดที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ในปี 1937 บิดาดำเนินกิจการขนส่งทางเรือ และเป็นเจ้าของกิจการเดินเรือหนึ่งในสิบของโลก เขาได้ย้ายตามบิดาไปอยู่ที่ฮ่องกงภายหลังจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองใน 1949 ได้ศึกษาปริญญาตรีที่อังกฤษและได้เดินทางไปทำงานที่สหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี จากนั้น เดินทางกลับมาช่วยบิดาทำธุรกิจในฮ่องกงในปี 1969 จนถึงปัจจุบัน

นายถัง ชี วา มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและไต้หวันและเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับจากทั้งสองฝ่าย ดังนั้นจึงมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาระหว่างจีนกับไต้หวันในอนาคตต่อไป นอกจากนี้เขายังได้ใกล้ชิดสัมพันธ์เป็นมิตรทีดีของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และข้าหลวงใหญ่ของฮ่องกงคนสุดท้าย ซึ่งเคยพยายามชักชวนให้เขาเข้ารับตำแหน่งกรรมการของคณะบริหารที่รัฐบาลฮ่องกง เมื่อปีแรกที่นายคริสโตเฟอร์ แพทเทิน มาทำงานที่ฮ่องกงด้วย ปัจจุบัน นายถัง ชี วา ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของศูนย์นโยบายต่างประเทศศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญมากต่อการวางแผนต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

ปี 1987 ถึงปัจจุบัน ชาวฮ่องกงได้ขออพยพโยกย้ายไปอยู่ประเทศต่างๆ เพราะไม่มั่นใจในการที่จีนปกครองฮ่องกง ประเทศที่นิยมไปอยู่ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สิงค์โปร์ อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ทางรัฐบาลจีนก็ประกาศอยู่เสมอว่า จีนจะปฏิบัติตามกฏหมายพื้นฐาน ที่เปรียบเสมือนรัฐบาลฮ่องกงที่ปฏิบัติกันอยู่ ในปัจจุบัน จีนยอมรับหนึ่งประเทศ สองระบบ ที่จะนำมาใช้และจีนก็ไม่ได้บีบบังคับให้ทุกคนต้องอาศัยอยู่ฮ่องกง ใครอยากจะไปอยู่ที่ใดก็ไม่ว่ากัน ถือหลักว่า ถ้าไม่ชอบใจที่จะอยู่ ก็จงไป

หากมีคำถามว่าชาวฮ่องกงจะทิ้งประชาธิปไตยไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์จีน โดยเฉพาะพวกที่ร่ำรวยทำธุรกิจเศรษฐกิจใหญ่โตที่นั่นได้อย่างไร คงต้องย้อนกลับไปสู่คำตอบที่ว่า คนรวยนักธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมทำไมไม่ไปลงทุนในจีน ซึ่งที่นั่นปกครองโดยระบบคอมมิวนิสต์โดยตรง สำหรับฮ่องกงจะว่าไปก็ยังกึ่งๆ กลางๆ และจีนเองก็ไม่อยากออกปกครองฮ่องกงเท่าใดนัก จำเป็นต้องตั้งคนฮ่องกงที่จงรักภักดีต่อปักกิ่งปกครองกันเองและเป็นที่น่าเสียดายที่ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้ประกาศล่วงหน้ามานับสิบๆ ปีว่า ฮ่องกงจะเป็นดังที่ที่เป็นไป อีก 50 ปีโดยรัฐบาลจีนจะไม่แทรกแซงยังคงให้ชาวฮ่องกงปกครองกันเอง แต่มีข้อแม้คือปักกิ่งเป็นผู้เลือกผู้ปกครองและตัวแทนเหล่านั้น ไม่ได้มีโอกาสเห็นสิ่งที่ท่านรอคอยเพราะท่านได้ล่วงลับไปแล้วในวัย 93 ปี เมื่อวันที่ 19 ก.พ.1997

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

จีนกับไต้หวัน

ไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่แยกจากกันตั้งแต่สงครามกลางเมืองในจีนยุติเมื่อ 1949 โดยฝ่ายจีนคณะชาติได้มาปักหลักมั่นอยู่เกาะไต้หวัน และจัดตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติขึ้นบริหารประเทศ เรียกว่า สาธารณรัฐจีน เมืองหลวงชื่อกรุงไทเป สำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์บริหารประเทศ เรียกว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เมืองหลวงชื่อกรุงปักกิ่ง
จีนได้ประกาศตลอดเวลาว่า ไต้หวันเป็นมณฑลของจีน และได้แสดงเจตนารมย์ต้งการจะผนวกไต้หวันกลับคืนมา เช่นเดียวกับฮ่องกง ที่จะได้รับคืนมาในวันที่ 1 ก.ค.1997

สัญญาณบอกเหตุ เกี่ยวกับแนวคิดนี้ได้แสดงออกในหนังสือพิมพ์แอปเปิ้ล เดลี่ ว่า นายจาง เจิน รองประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมกลางของจีนได้ให้สัมภาษณ์ว่า จีนแผ่นดินใหญ่จะโจมตีไต้หวันผนวกเข้าเป็นหนึ่งเดียวด้วยสรรพกำลังทันทีถ้าสถานการณ์เข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในเงื่อนไข 8 ประการต่อไปนี้

1. ไต้หวันรวมตัวกับประเทศตะวันตก แสดงกิริยาท้าทายนโยบาย การเมืองและการทหารของจีน
2. ไต้หวันมีพฤติกรรมทำตนเป็นเอกราชทางทหารและสังคม แม้จะมิได้ประกาศเอกราชในทางดังกล่าวต่อสาธารณชน
3. ไต้หวันเชื่อคำบงการหรือชี้แนะของต่างชาติ ส่ออาการต่อต้านความพยายามรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นดินใหญ่
4. ชาวไต้หวันประกาศเอกราชดินแดนแห่งนี้เป็นประเทศเอกราชจากจีน
5. ไต้หวันเป็นอาณานิคมหรือดินแดนใต้อาณัติให้ประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุม
6. ไต้หวันพัฒนาสร้างอาวุธนิวเคลียร์ หรือให้ประเทศใดๆ ตั้งฐานอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นในอาณาเขตของเกาะไต้หวัน
7. ถ้าเกิดกลียุค หรือวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้น ไม่ว่าจะมีมูลเหตุจากใครที่ไหน หรือ
8. ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้กุมอำนาจในใต้หวัน บังอาจตั้งป้อมเผชิญหน้ากับจีน หรือหน่วงเหนี่ยวการเจรจาการรวมชาติกับทางปักกิ่ง

ข้อน่าสังเกตอย่างยิ่ง เมื่อก่อนจีนแผ่นดินใหญ่กล่าวว่า จะบุกยึดไต้หวันด้วยกองกำลัง ถ้า
ไต้หวันประกาศเอกราชหนีไปจากจีน แต่มาบัดนี้ทางการจีน ตั้งข้อบัญญัติ 8 ประการ เป็นการขู่สำทับ หรือแผนกดดันไต้หวันไม่ให้แยกประเทศออกจากจีนอีก ดังนั้นศึกษาระหว่างจีนกับไต้หวันก็ต้องติดตามกันต่อไป

สองจีนกับญี่ปุ่น
จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่นได้อ้างสิทธิอธิปไตยเหนือหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียว หยู ซึ่งกลายเป็นกรณีพิพาทระหว่าง 3 ปรประเทศ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับปัญหาสิทธิอธิปไตยของหมู่เกาะเซนกากุนั้น ญี่ปุ่นได้หมู่เกาะเซนกากุ มาตั้งแต่ ค.ศ.1895 เนื่องจากจีนแพ้สงครามแก่ญี่ปุ่น และจีนถูกบังคับยกเกาะไต้หวันและหมู่เกาะที่ขึ้นกับเกาะไต้หวันให้ญี่ปุ่น

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามได้ส่งคืนเกาะไต้หวันและหมู่เกาะอื่นๆ ที่ขึ้นต่อให้กับจีน ส่วนหมู่เกาะเซนกากุ กลับตกอยู่ภายใต้การครอบครองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาปกครองหมู่เกาะแห่งนี้ต่อมา 27 ปี จวบจนถึงเดือน พ.ค.1972 สหรัฐอเมริกามอบหมู่เกาะเซนกากุไปให้ญี่ปุ่นตามข้อตกลงว่าด้วยการส่งคืนหมู่เกาะโอกินาวาระหว่างสองประเทศ

ดังนั้นปัญหาหมู่เกาะเซนกากุ จึงเกิดขึ้นเนื่องจากข้อตกลงกันระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หมู่เกาะเซนกากุ อยู่ห่างจากทางเหนือไต้หวันประมาณ 200 กิโลเมตร ซึ่งประกอบไปด้วย เกาะเตียม หยู เกาะซี เหวย หยู เกาะหวาง เหวย หยู เกาะเฟลาย เกาะเป๋ เสียว หยู เป็นต้น กินเนื้อที่ทั้งหมดราว 70 000 ตารางกิโลเมตร

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.1996 สมาชิกของสมาคมเยาวชนญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มการเมือง ฝ่ายขวาของญี่ปุ่นจำนวน 7 คน นั่งเรือขึ้นบกที่บริเวณทางเหนือของเกาะ เป๋ เสียว หยู และติดตั้งประภาคาร 1 หลังที่ทำด้วยอะลูมีเนียมโลหะผสมสูง 5 เมตร หนัก 210 กิโลกรัม เพื่อเป็นสัญญาณแก่เส้นทางการเดินเรือของญี่ปุ่น การกระทำของสมชิกสมาคมเยาวชนญี่ปุ่น หมายถึง ญี่ปุ่นมีสิทธิอธิปไตยต่อหมู่เกาะเซนกากุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่นออกมาแถลงการณ์ว่าหมู่เกาะเซนกากุเป็นดินแดนของญี่ปุ่น จุดยืนของรัฐบาลญี่ปุ่นประเด็นนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 19 กรกฏาคม 1996 จึงได้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง ต่อกรณีนี้จากจีนและไต้หวัน

กรณีพิพาทแย่งชิงหมู่เกาะระหว่างจีนและไต้หวันกับญี่ปุ่น รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนักเคลื่อนไหวจากไต้หวันและฮ่องกงฝ่าด่านป้องกันของกองเรือญี่ปุ่นขึ้นปักธงชาติบนเกาะจนได้ แต่ธงชาติ 2 ประเทศปักอยู่ได้ไม่นานก็ถูกกระแสลมพัดตกทะเลไปและบรรดาผู้ประท้วงก็รีบสลายตัว แต่ก็สัญญาว่าจะกลับมาอีกเพื่อหาทางรื้อถอนประภาคารต่อไป ทางด้านรัฐบาลญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์การกระทำครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการขึ้นฝั่งที่ผิดกฏหมาย พร้อมกับยืนยันว่าจะดำเนินการจับกุมและลงโทษ ผู้ที่กระทำผิดเช่นนี้อีกในอนาคต รัฐบาลกรุงโตเกียวได้ส่งกองเรือจำนวน 100 ลำเดินทางไปรักษาความปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก

จีนได้ทำการซ้อมในกลางเดือน พ.ย.1996 การซ้อมรบของจีนครั้งใหญ่นี้ ผู้สันทัดด้านการทหารล้วนลงมติเป็นเสียงเดียวกันว่า จีนมุ่งข่มขู่ญี่ปุ่นที่เข้ายึดครองหมู่เกาะเซนกากุนั้นเอง

รัฐบาลจีนแสดงออกครั้งนี้ชัดแจ้งว่า มีความสามารถเด็ดขาดที่จะบุกเข้ายึด ดินแดนแห่งหนึ่งแห่งใดที่ถูกศัตรูยึดเอาไว้ได้ และแม้ว่าฝ่ายศัตรูจะมีกองกำลังป้องกันแข็งขันเพียงใด จีนก็ต้องยึดคืนได้แน่นอน การซ้อมรบทางทหารของจีนเท่ากับใช้การทหารหนุนการฑูตไปในตัวนั้นเอง การแสดงแสนยานุภาพทางทหารจนทำให้ศัตรูรู้สึกตัวและยกเลิกปฏิบัติการต่างๆ ทำให้ไม่ต้องลงมือสู้รบกันจริงๆ ถือว่าเป็นวิธีการทีดีวิธีหนึ่ง

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้มีการขอโทษจีนที่มีปัญหาเกิดขึ้นกับการประท้วงของกลุ่มสันนิบาตชาวจีนทั่วโลกที่ปกป้องหมู่เกาะเซนกากุ โดยเฉพาะมีชาวจีนผู้หนึ่งพลีชีพกระโดดทะเลต่อต้านญี่ปุ่น นักวิเคราะห์สถานการณ์คาดว่าความขัดแย้งระหว่างจีน-ไต้หวัน กับญี่ป่นคราวนี้ไม่ใช่ธรรมดา จะมีเหตุการณ์รุนแรงตามมาอีกได้

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

อิหร่าน

สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งสถาปนาขึ้นในปี 1979 ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 5 เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พ.ค.1997 ผลปรากฏว่านายโมฮัมเหม็ด คาตามี นักบวชนิกายชีอะห์หัวปฏิรูปวัย 54 ปี เป็นผู้กำชัยชนะอย่างขาดลอย โดยได้เสียงสนับสนุนร้อยละ 69 จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 29.1 ล้านคนทั่วประเทศ

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีฮาเชมี ราฟชานจานีในเดือนส.ค.1997 และมีวาระการบริหารประเทศรวม 4 ปี

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเกิดที่เมืองอาร์ดากัน จังหวัดยาชต์ ทางภาคกลางของอิหร่าน ในตระกูลที่เคร่งครัดศาสนาอิสลาม บิดาชื่ออยาดุลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ คาตามี เป็นผู้นำนักบวชที่มีชื่อเสียงประจำท้องถิ่น เคยร่วมกับอยาตุลเลาะห์ รุฮุลเลาะห์ โคไมนี ก่อปฏิวัติอิสลามโค่นล้มราชวงศ์ชารห์ ปาห์เลวี ในปี 1979

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเริ่มศึกษาเล่าเรียนศาสนาอิสลามที่ศูนย์ศาสนานิกายชีอ่ะห์ในเมืองกอม เขาร่วมขบวนการอิสลามของโคไมนีตั้งแต่ทศวรรษ 1960 มีความสนิทสนมกับบุตรชายของโคไมนี ถึงกับตีพิมพ์เผยแพร่งานเขียของอดีตผู้นำอิหร่านผู้ล่วงลับและงานเขียนอิสลามอื่นๆ

หลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน นายโมฮัมเหม็ด คาตามีได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนานถึง 10 ปี ตั้งแต่ 1982-1992 ก่อนที่จะถูกพวกหัวอนุรักษ์เคร่งศาสนาปลดออกจากตำแหน่งในข้อหา มีหัวเสรีนิยมเกินเหตุ

ช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม นายโมฮัมเหม็ด คาตามีได้รับการยกย่องมากในฐาะนผู้สนับสนุนและฟื้นฟูเสรีภาพทางศิลปะ วัฒนธรรมและภาพยนตร์ในอิหร่าน เขาอนุญาตให้ศิลปินสตรีได้มีโอกาสแสดงความสามารถต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ทำให้วงการศิลป วัฒนธรรมและวรรณกรรมในอิหร่านเฟื่องฟูสุดขีด

หลังตกจากอำนาจ นายโมฮัมเหม็ด คาตามีผันตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีอาลี อักบาร์ ฮาเชมี ราฟซานจานี และเป็นผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติของอิหร่านตามลำดับ

นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเป็นทั้งนักบวชผู้เคร่งครัด และนักปฏิรูปสังคาตัวยง เขามักโพกผ้าสีดำบนศีรษะตลอดเลา และติดเครื่องหมาย เชย์เยด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสืบเชื้อสายมาจากองค์ศาสดามะหะหมัด ในทางการเมือง นายโมฮัมเหม็ด คาตามีจัดอยู่ในกลุ่มหัวปฏิรุป เขาสนับสนุนให้มีเสรีภาพส่วนบุคคลเชิดชุประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และต้องการขจัดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคม ทำให้คาตามีกลายเป็นขวัญใจประชาชนอย่างรวดเร็ว ว่าที่ผู้นำใหม่อิหร่านมิใช่คนไม่ชอบตะวันตก เขาพูดเสมอว่าอิหร่านสามารถพัฒนาประเทศโดยเรียนรู้จากโลกตะวันตก ส่วนความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอริหมายเลขหนึ่งของ อิหร่านนั้น นายโมฮัมเหม็ด คาตามีกล่าวอย่างคมคายว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะคืนดีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะจับมือกันระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันยังไม่ถึงกับตีบตันเสียเลยทีเดียว

ปัจจุบันนายโมฮัมเหม็ด คาตามีสมรสแล้ว มีบุตรธิดารวม 3 คนถือเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและให้เกียรติภรรยายิ่ง นายโมฮัมเหม็ด คาตามีเคยกล่าวว่าภรรยาคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา เธอมีอิสระที่จะไปไหนก็ได้ตามใจปรารถนา นอกจากนี้เขายังไม่ขัดข้องหากอิหร่านจะมีรัฐมนตรีที่เป็นหญิงสักคน นี่คือตัวตนที่แท้จริงของนายโมฮัมเหม็ด คาตามี

จากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการพลิกความคาดหมาย โดยสะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน หลังจากต้องทนจมปลักกับการเมืองที่ใช้พลวัตรและเศรษฐกิจที่ถดถอยในยุคปฏิวัติอิสลามมา 18 ปี จากประชาชน โดยเฉพาะจากกลุ่มวัยรุ่นสตรี นักวิชาการ ปัญญาชน และกลุ่มคนยากจน กลุ่มเหล่านี้พอใจกับนโยบายหาเสียงของนายโมฮัมเหม็ด คาตามีที่เน้นเสรีภาพส่วนบุคคล ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

กัมพูชา

กัมพูชา

หากจะกล่าวว่า การเลือกตั้งในกัมพูชาเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพแล้ว นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ ก็เป็นเวลา 4 ปีพอดี สิ่งที่มองเห็นก็คือ คำว่าสันติภาพก็มิได้ปรากฏชัดออกมากกว่าที่ผ่านมาในอดีตแต่อย่างใด การสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับเขมรแดง ก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้รัฐบาลจะพยายามทำลายขวัญของฝ่ายเขมรแดงด้วยการทำลายฐานบัญชาการใหญ่จนถึงขั้นยึดเมืองไพลิน ซึ่งเป็นกองบัญชาการสำคัญ แต่ฝ่ายเขมรแดงก็ช่วงชิงกลับไปได้อีก ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ายเขมรแดงยังไม่ยอมเปิดการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลไม่ยอมรับข้อเสนอให้ร่วมรัฐบาลแบบมีเงื่อนไขให้วางอาวุธและสลายกองกำลังก่อนอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังสำทับว่าหากให้เข้าร่วมรัฐบาลก็ต้องกระทำอย่างไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น

แม้การเลือกตั้งในกัมพูชาซึ่งมีขึ้นในเวลา 6 วัน เมื่อกลางเดือน พ.ค.1993 จะทำให้ประชาชนกว่าร้อยละ 90 ออกมาลงคะแนนเสียง และได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ

แต่ขณะนี้เมื่อจำนวนทหารสหประชาชาติที่เข้าไปรักษาสันติภาพในกัมพูชา ลดลงจากกว่า 2 หมื่น 2 พันนายเหลือเพียงแค่ 3 นาย และเขมรแดงสามารถสู้รบช่วงชิงพื้นที่ไปจากการควบคุมของรัฐบาลกัมพูชาได้มากกว่าก่อนการเลือกตั้งที่เขมรแดงต่อต้านมาตลอด

ฝ่ายต่างๆ เริ่มมองกัมพูชาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยบริเวณที่มีการสู้รบอย่างหนักหน่วงและระเบิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาก็คือบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือเป็นผลให้ประชาชนกว่า 4 หมื่นครอบครัว ต้องอพยพหลบหนีภัยการสู้รบเข้าสู่ชายแดนประเทศไทย แม้กองกำลังของเจ้าสีหนุ ซีงแต่เดิมเป็นปฏิปักษ์ต่อกองกำลังของรัฐบาลฮุน เซนจะยุติความขัดแย้งซึ่งกันและกัน และร่วมกันผนึกกำลังกันเป็นกองกำลังกัมพูชา อันแข็งแกร่ง แต่ความเป็นจริงก็ได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่า ความแข็งแกร่งของกองทัพทั้งสองฝ่ายเมื่อรวมกันแล้ว ยังไม่อาจเอาชนะความเชี่ยวชาญในการรบของเขมรแดงได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถยึดฐานบัญชาการใหญ่ของเขมรแดงไว้ได้เกิน 1 เดือน ไม่วาจะเป็นอัลลอง เองหรือไพลิน ก็ตาม ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถยึดเมืองทั้งสองได้เท่านั้น หากแต่ยังต้องสูญเสียรี้พลอาวุธยุทโธปกรณ์ไปเป็นจำนวนมหาศาลอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือจากต่างชาติที่ทุ่มเทความพยายามมาเป็นเวลาหลายปีที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์ประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ ต้องยืนมองดูสิ่งที่สร้างมากับมือต้องพังทลายลงไปในพริบตานั้นเอง โอกาสที่จะสร้างสันติภาพขึ้นโดยถาวร ไม่เพียงเท่านั้นทุ่นระเบิดและกับระเบิดที่ประมาณกันว่ายังอยู่ภายใต้พื้นดินของกัมพูชามากกว่า 10 ล้านลูกนั้นยังถูกเขมรแดงเร่งระดมวางเพิ่มอีกนับไม่ถ้วนในขณะนี้ บ้านเรือน ประชาชน โรงสี ไร่นาในเมืองพระตะบอง ที่เริ่มจะพลิกฟื้นคืนสู่ความสงบสุขได้ไม่นานก็ต้องมาย่อยยับไปกับตา ทำให้ดินแดนที่คาดหวังกันว่าจะเป็นหัวหอกนำความเจริญ มั่งคั่งกลับคืนสู่ประเทศกัมพูชาต้องกลายสภาพเป็นสมรภูมิไปอย่างน่าเสียดายแม้จะมีความพยายามของเจ้านโรดมสีหนุที่จะจัดการประชุม สันติภาพระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับเขมรแดงที่กรุงเปียงยางนครหลวงของเกาหลีเหนือและตั้งความหวังไว้ว่าจะมีการลงนามร่วมกันระหว่างเขมรแดงกับรัฐบาลเพื่อยุติข้อขัดแย้งนั้น ฝ่ายรัฐบาลยินดีที่จะกระทำตามคำปรารภของสมเด็จนโรดมสีหนุ พระประมุขของกัมพูชา แต่เขมรแดงก็ยังคงสงวนท่าทีเช่นเคย

สำหรับความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ของกัมพูชาอันเกิดจากความพยามยามอย่างน่าชมเชยของเจ้าหน้าที่หน่วยช่วยเหลือนานาชาติตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ก็ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจจนทำให้สถาบันการเงินของโลกเช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลกเห็นควรให้การสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจแก่กัมพูชาด้วยการให้กู้ยืมเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งนับเป็นครั้งแค่ในรอบ 20 ปี ทั้งนี้เนื่องจากประทับใจในแผนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชานั่นเอง

ในการพัฒนาและบูรณะปฏิสังขรณ์กัมพูชานั้น เงินช่วยเหลือจากต่างชาติเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น โรงเรียน วัด โรงพยาบาล ตลอดจนถนนหนทางหรือสะพานต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น จะได้รับการซ่อมแซมและทะนุบำรุงก็เฉพาะในเขตที่ห่างไกลจากการสู้รบเนื่องจากหน่วยช่วยเหลือจากต่างชาติจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือก็เฉพาะในเขตที่ไมี่มีการก่อการร้ายเท่านั้น เนื่องจากไม่ต้องการเสี่ยงอันตรายหรือตกเป็นเหยื่อการลักพาตัวนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏชัดในขณะที่สันติภาพยังเป็นเพียงภาพลวงตาอันเลือนรางก็คือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้หากปัญหาขัดแย้งทางการเมืองไม่อาจหาข้อสรุปหรือลงตัวกันได้

ทั้งนี้เนื่องจากนักลงทุนจากต่างชาติที่เป็นหัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชานั้นจะไม่ยอมลงทุนในโครงการใหญ่ๆ อย่างเด็ดขาด ตราบใดที่สันติภาพยังไม่ปรากฏชัดเจน ที่สูญเสียที่สุดเห็นจะได้แก่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เริ่มจะดีขึ้นและทำท่าจะกลายเป็นรายได้หลักของประเทศภายหลังทรุดฮวบลงทันที หลังจากเขมรแดงโหมก่อการร้ายมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความหวังที่จะเกิดความฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป

4 ปีที่ผ่านมาของกัมพูชานั้นนอกจากสันติภาพจะยังไม่มาถึงแล้วการลืมตาอ้าปากของประชาชนก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลออกไปอีกด้วย และประกอบกับมีหนังสือแนะนะการท่องเที่ยวของกัมพูชาซึ่งตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาได้เขียนบรรยายว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดระดับ 5 ดาวทำให้กิจการการท่องเที่ยวของกัมพูชาตกต่ำลงไปอีก

ปัญหาในกัมพูชาขณะนี้สมควรต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีอะไรเกิดขึ้นได้ตลอดเวลารวมทั้งการเข่นฆ่า หรือสงครามกลางเมือง เพราะผู้นำต่างๆ ในกัมพูชาแตกแยกมุ่งช่วงชิงอำนาจหักล้างกันเอง โดยเฉพาะ 2 กลุ่มสำคัญ คือ เจ้ารณฤทธิ์ กับนายฮุนเซน ส่วนเจ้าสีหนุก็แทบไม่มีความหมาย เพราะในขณะนี้สถานการณ์ในประเทศตึงเครียดก็มักจะเสด็จไปอยู่เมืองจีน อ้างสุขภาพไม่ดีต้องไปถวายการรักษา สำหรับเจ้าสิริวุฒิก็อยากกลับมากัมพูชา แต่ก็โดนขัดขวางจากนายฮุนเซน เพราะนายฮุนเซนมีอิทธิพลมากที่สุดสามารถกำจัดเจ้าสิริวุฒิให้กลับไปอยู่ฝรั่งเศสตามเดิม การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้น หลายฝ่ายเชื่อกันว่าฝ่ายฮุนเซนจะครองเสียงข้างมาก เพราะพลังงอำนาจของฮุนเซนยังมีอยู่ทั่วประเทศหลังจากเคยครองกัมพูชามากว่า 10 ปี มีฐานอำนาจทั่วไป ส่วนเจ้ารณฤทธิ์บารมีไม่มากพอ และยังมีศัตรูเต็มไปหมด จำเป็นต้องรีบหากลุ่มพรรคการเมืองเล็กๆ เพื่อผนึกกำลังได้เสียงข้างมากในรัฐสภากัมพูชา แต่คงทำได้ยากเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีสหประชาชาติมาหนุนอยู่แบบครั้งที่แล้ว การแตกแยกของหัวหน้ากลุ่มผู้นำเขมรแดงถึงขั้นลงมือสังหารกันเองระหว่างนายพลพตกับนายซอนเซน ก็เป็นเรื่องที่อาจจะทำให้สถานการณ์ภายในกัมพูชาแปรเปลี่ยนไปได้อีก

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

เกาหลีเหนือ

เมื่อปี 1993 ได้เกิดกรณีที่สหรัฐอเมริกาเป็นโต้โผใหญ่บีบเกาหลีเหนือให้เปิดประตูรับผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ หรือสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศเข้าไปตรวจสอบโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองยองเบียง เป็นเรื่องที่ว่ากันตามกฏระเบียบว่าด้วยสนธิสัญญาการไม่เผยแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (NNPT/Nuclear Non-Proliferation)ที่เกาหลีเหนือเป็นสมาชิกอยู่และทุกประเทศที่ลงนามในเอ็นเอ็นดีที ต้องให้ไอเออีเอเข้าไป ดูว่าโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทำตามข้อปฏิบัติที่กำหนดเอาไว้หรือไม่ นั้นคือสมาชิกจะต้องไม่นำพลังงานนิวเคลียร์หรือวัสดุอุปกรณ์จากโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไปผลิตหรือพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ เรียกง่ายๆ พลังงานนิวเคลียร์ใช้ในทางสันติเท่านั้นคือ เอาไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับอาวุธสงคราม

ซีไอเอเชื่อมั่นว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือ นำเอาแกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งได้มาจากการทำปฏิกริยาฟิวชั่นของเชื้อเพลิงยูเรเนียมในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมืองยองเบียงไปหลอมเย็นตามกระบวนการรีโพรเซสซิ่ง เพื่อสกัดเอาพลูโตเนียมบริสุทธิ์ออกมาจากแกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เล็กๆ จนถึงขนาด 5 เมกะวัตต์ของเกาหลีเหนือได้รับการอนุเคราะห์จากอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นพี่เบิ้มใหญ่จำนวน 8000 แท่ง

ซีไอเอระบุว่าแกนเชื้อเพลิงจำนวนหนึ่ง เกาหลีเหนือถอดไปหลอมเย็นสกัดเป็นพลูโตเนียมบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว และเกาหลีเหนือนำพลูโตเนียมไปผลิตเป็นลูกระเบิดปรมาณูอย่างน้อย 1 ลูก คำกล่าวหาของซีไอเอมีผลให้บรรดามิตรประเทศต่างพากันวิตกกังวล โดยเฉพาะเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเกาหลีเหนือและญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศหวาดผวาภัยสงครามนิวเคลียร์มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมาเจอข่าวรัฐบาลเกาหลีพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จึงเกิดความกลัวว่าหากเกาหลีเหนือมีระเบิดนิวเคลียร์าจริงก็หมายความว่าเกาหลีเหนือต้องเอาระเบิดปรมาณูไปใส่ขีปนาวุธและพร้อมยิงถล่มใส่กรุงโซล เกาหลีใต้ หรือไม่เกาะฮอนชู ของญี่ปุ่นได้ทันที

เกาหลีใต้และญี่ปุ่น กลัวประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ผู้นำเผด็จการผู้หลงใหลในลัทธิคอมมิวนิสต์จะบ้าคลั่งสั่งยิงถล่ม เพราะประวัติของผู้นำท่านนี้ทราบกันว่าเป็นคนดุร้าย ดังนั้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จึงหาหาบีบรัฐบาลเกาหลีเปิดประเทศโดยผ่านทางสหประชาชาติผู้ควบคุมไอเออีเอ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอไปตรวจดูตามข้อกล่าวหา สหรัฐอเมริกาคอยสนับสนุนอยู่ เกาหลีเหนือปฏิเสธและยันกลับมาว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องเท็จ เกาหลีเหนือไม่มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ใดๆ และไม่ยอมให้ตรวจสอบเด็ดขาด

สหรัฐอเมริกาใช้กำลังทั้งภายในและภายนอกบีด ไม่ว่าจะเร่งเร้าให้นานาชาติเห็นภัยร้ายบนคาบสมุทรเกาหลีกำลังก่อตัวขึ้น หรือวิธีการขู่ทางยุทธวิธีโดยให้ทหารอเมริกันจำนวนเกือบ 40,000 คน มาประจำในเกาหลีใต้ร่วมซ้อมรบภายใต้ยุทธการ ทีมสปิริต และส่งขีปนาวุธ แพรตริออท ไปติดตั้งในเกาหลีใต้เพื่อรับมือสงคราม รวมไปถึงการขู่คว่ำบาตรทางการค้าถ้าขืนดื้อแพ่งละเมิดเอ็นเอ็นพีที

ในทีสุดเกาหลีเหนือทนแรงบีบไม่ไหว เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ เดินทางไปตรวจสอบแต่ไปถึงโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ปรากฏว่าผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ ได้แค่ดูอย่างฉาบฉวยในบางจุดที่รัฐบาลเกาหลีเหนือบังคับให้ดูเท่านั้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ ออกมาจากเปียงยางแล้ว ก็หอบเอารายงานการตรวจสอบไปแฉให้สหรัฐอเมริการู้ว่าเกาหลีเหนือเล่นหมกเม็ดไม่ยอมหใดูตรงจุดที่สงสัย คือ แกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แหล่งทิ้งกากนิวเคลียร์ของโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 แห่งที่เมืองยองเบียง

ประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัว ได้ใช้วิธีบีบเกาหลีเหนือให้ปิดโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์โดยผ่านทางสหประชาชาติ โดยเร่งเร้าให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ โดยเกลี้ยกล่อมบรรดาสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประกอบด้วย 5 ชาติ คือ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสมาชิกสมทบอีก 10 ประเทศให้ลงมติแซงก์ชั่น แนวโน้มว่ามตินี้จะออกมาบีบเกาหลีเหนือในทุกๆ ทางตั้งแต่ห้ามส่งอาวุธ ตัดความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ตัดความช่วยเหลือด้านความร่วมมือปรมาณูเพื่อสันติ ห้ามส่งน้ำมันและอาหาร พันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาอันมี ฝรั่งเศส อังกฤษ คงจะใหัความร่วมมือด้วยดี รวมทั้งรัสเซียซึ่งขณะนี้พึ่งพาสหรัฐอเมริกาอยู่ก็หันมาช่วยลงมติคว่ำบาตรด้วย แต่ปัญหาอยู่ที่จีน เพราะจีนกับเกาหลีเหนือมีความผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต สหภาพโซเวียตล่มสลายลง สิ่งของที่เกาหลีเหนือใช้กันอยู่ทุกวันนี้กว่าร้อยละ 70 สั่งตรงจากจีน รวมทั้งอาหารด้วย

นโยบายของจีนกับปัญหานิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือนั้น จีนมองว่าเป็นเรื่องแก้ไขกันได้โดยผ่านการเจรจาซึ่งย้ำมาหลายครั้ง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะจีนถือประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่ต้องการเสียมิตรซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย ดังนั้น จีนจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้ โดดเดี่ยวเกาหลีเหนือโดยวิธีคว่ำบาตร ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาเดินสายบีบให้ญี่ปุ่นใช้มาตรการคว่ำบาตรกับเกาหลีเหนืออีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าของเกาหลีเหนือที่สำคัญคือคนเกาหลีเหนือไปอยู่ญี่ปุ่นจำนวนกว่า 200,000 คน คนเหล่านี้ส่งเงินกลับไปช่วยประเทศปีละ ไม่น้อยกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว15,000 ล้านบาท) หากญี่ปุ่นเห็นด้วยเท่ากับว่าเป็นการตัดแขนตัดขาเกาหลีเหนือ แต่ญี่ปุ่นก็เจอปัญหาหนักอกภายใน พรรคสังคมนิยมซึ่งมีความสนิทสนมกับรัฐบาลเกาหลีเหนืออกมาค้านทำให้รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างน้อย ไม่กล้าจะตัดสินใจอะไรเด็ดขาด เพียงเสนอมาตรการคว่ำบาตรขู่เกาหลีเหนือเป็นการชิมลางเท่านั้น

ภายที่เกิดขึ้นกรณีเกาหลีเหนือวันนี้ เป็นภาพของการเล่นเกมการเมืองโลกของสหรรัฐอเมริกาที่กำลังหยั่งเชิงจีนและญี่ปุ่น ว่าาจะช่วยสร้างระเบียบโลกใหม่ร่วมกันหรือไม่ ทั้งจีนแะญี่ปุ่น ซึ่งมีผลประโยชน์ในเกาหลีเหนือพร้อมจะทอดทิ้งรัฐบาลเกาหลีเหนือหรือไม่ หากทั้งสองเห็นด้วยเท่ากับว่า เกาหลีเหนือต้องเผชิยกับการโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นและต้องเลิกแข็งข้อหันมา ร่วมมือกับสังคมโลกที่กำลังเป็นทุนนิยมประชาธิปไตย

ประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ก.ค.1994 หลังจากปกครองเกาหลีเหนือมา 40 ปี ปัจจุบัน นายคิม จอง อิล ทายาทได้เป็นผู้นำประเทศต่อมา

โลกทราบข่าวเกาหลีเหนืออดอยากขาดแคลนอาหาร 2 ปี อันมาสาเหตุมาจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ติดต่อกันสองปีซ้อน คือ ปี 1995 และ 1996 จนทำให้ข้าวปลาอาหารเรือกสวนไร่นา ล่มจมสูญหายไปกับกระแสน้ำ แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือยิ่งนับวันภาวะขาดแคลนอาหารในเกาหลีเหนือประเทศเจ้าของฉายา โสมแดง ก็ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ

สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักในเกาหลีเหนือ ขนาดถึงขั้นกินใบไม้ใบหญ้าแทนข้ากลับดูเหมือนว่าแทบไม่ค่อยมีนานาประเทศให้ความสนใจและคิดจะยื่นมือช่วยเหลือเกาหลีเหนือที่กำลังเผิชญหน้ากับความอดอยากหิวโหยเท่าใดนัก เพราะขณะนี้ชาวเกาหลีเหนือกำลังเผชิญหน้าภาวะอดอาหารอย่างทารุนแสนสาหัส เนื่องจากแต่ละวันมีอาหารกินในขั้นต่ำมา คือเฉลี่ยอัตราเพียงวันละ 100 กรัมหรือขีดเดียวเท่านั้นเอง อีกทั้งต้องทนในสภาวะเช่นนี้ไปจนถึงฤดุเก็บเกี่ยวหน้า

ฉะนั้นถ้าจะให้คาดเดาถึงสาเหตุที่ทำให้นานาประเทศไม่ค่อยส่งอาหารมาช่วยเหลือเกาหลีเหนือเท่าที่ควร คงเนื่องมาจากผู้นำประเทศเป็นต้นเหตุ โดยเริ่มมาตั้งแต่นายคิม จอง อิลผู้นำประเทศ จนกระทั่งมาถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่ไม่มีผู้ใดกล้าหาญยอมรับว่าฐานะของประเทศตัวเองเดือดร้อนอย่างมาก เพราะเกรงว่าจะทำลายศักดิ์ศรีของประเทศนั้นเอง

เดือน มิ.ย. 1997 รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ตอบตกลงเพื่อร่วมเจรจาสันติภาพในเบื้องต้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสถาปนาสนธิสัญญาสันติภาพถาวรขึ้นยุติสงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 ซึ่งระบุให้ผู้แทนเจรจาระดับสูงของสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เข้าพบเจรจากันเมื่อต้นเดือน ส.ค.ในปีเดียวกัน เพื่อกำหนดการประชุม และรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพ

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

ติมอร์ตะวันออก

ติมอร์ตะวันออก เป็นเกาะเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ตรงใจกลางหมู่เกาะน้อยใหญ่ของอินโดนีเซีย มีเนื้อที่ 34000 ตร.กม. และประชากรราว 6 แสนคน เริ่มเป็นที่สนใจของชาวโลกครั้งแรกในช่วงปี 1974-1975 ระหว่างที่เกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสแห่งนี้ ช่วงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในโปรตุเกส ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้นซึ่งรอโอกาสมานานออกปากขอติมอร์ตะวันออก จากโปรตุเกส แต่โปรตุเกสไม่ยินยอม

เหตุการณ์คาราคาซังจนติมอร์ตะวันออกได้รับเอกราชจากโปรตุเกส ในปี 1975 และมีโอกาสเฉลิมฉลองความเป็น ไท ในนาม สาธารณรับประชาธิปไตยติมอร์ตะวันออก ได้ไม่ถึงปี ก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารและลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง อินโดนีเซียจึงถือเป็นข้ออ้างส่งทหารเข้ายึดครองติมอร์ตะวันออก ในเดือนธันวาคมของปีเดียวกันนั้นเอง

อินโดนีเซียประกาศผนวกดินแดนติมอร์ตะวันออกเข้าเป็นจังหวัดที่ 27 ของตนเมื่อเดือน ก.ค.1976 ท่ามกลางเสียงประณามของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไม่ยอมรับการยึดครองครั้งนั้น และยังถือว่าโปรตุเกสเป็นผู้ปกครองติมอร์ตะวันออกโดยชอบธรรมอยู่

กล่าวกันว่า เฉพาะในช่วงที่อินโดนีเซียยกพลยุกติมอร์ตะวันออกนั้น มีชาวพื้นเมืองล้มตายถึง 6 หมื่นคนและนับตั้งแต่ตกอยู่ใต้อุ้งมือของอินโดนีเซียตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีชาวติมอร์ตะวันออก ราว 2 แสนคนจากประชากรทั้งสิ้น 6 แสนคน ต้องล้มตาย เพราะการสู้รบกับทหารอินโดนีเซีย และด้วยความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ

อินโดนีเซียพยายามคุมติมอร์ตะวันออก โดยใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม ไม้แข็งก็คือการใช้กำลังทหารปราบปรามพวกกบฏแบ่งแยกดินแดนอย่างเฉียบขาด ส่วนไม้นวมคือ การทุมเงินพัฒนาเกาะเล็กๆ แห่งนี้ขนานใหญ่ เพื่อสร้างความ ยอมรับนับถือ จากชาวพื้นเมือง

แต่วิธีการดังกล่าว เปรียบเสมือน ดาบสองคม ที่หวนมาบาดมืออินโดนีเซีย เพราะยิ่งพัฒนาคนก็ยิ่งหันมาต่อต้าน สิ่งหนึ่งที่ผู้นำจากอินโดนีเซียมองข้ามไปก็คือ ติมอร์ตะวันออก แทบไม่มีประวัติความเป็นมาร่วมกับอินโดนีเซียมาก่อน เนื่องจากเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส นาน 400 ปี แถบยังนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกต่างจากประชากรส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม

นานาประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกาต่างไม่เข้าใจพฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีติมอร์ตะวันออกของอินโดนีเซีย แต่อินโดนีเซียก็มีเหตุผลของตัวเอง รัฐบาลประธานาธิบดีซูฮาร์โตได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดเดิมที่ว่า รับอินโดนีเซียสืบทอดมาจากอาณานิคมอินโดฮอลันดา และรัฐอินโดนีเซียเป็นแก่นกลางของชาวมาเลย์มุสลิม มาเป็นแนวคิดใหม่ รัฐหมู่เกาะที่ต้องสร้างความมั่นคง โดยการเข้าควบคุมทุกหมู่เกาะ หรือเรียกว่า หลักการแห่งหมู่เกาะ

การผนวกติมอร์ตะวันออกจึงเป็นไปตามแนวทางนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อินโดนีเซีย ต้องการสร้างอิทธิพลขึ้นในภูมิภาคของตน หากซูฮาร์โตยึดมั่นในหลักการอย่างเด็ดเดี่ยวก็อย่าหวังว่าปัญหาติมอร์ตะวันออกจะยุติลงได้ง่าย

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

อัฟกานิสถาน

ประเทศอัฟกานิสถานนั้นดิ้นรนเพื่อการเอาตัวรอดจากการครอบงำของรัสเซียนาน เป็นการต่อสู้เพื่อเอกราชที่ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้คนทั่วโลก และเป็นธรรมชาติอยู่เองที่การต่อสู้เยี่ยงนั้นจะได้รับชัยชนะในบั้นปลาย แม้ว่าจะลงเอยด้วยการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลก็ตาม

หลังจากรัสเซียถอนทัพกลับไป หลายคนคิดว่าอัฟกานิสถานจะสงบสุขเสียที แต่การณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิดหลายปีที่ผ่านมา คนอัฟกันเสมือนหนึ่งตกอยู่ในท่ามกลางสงครามกลางเมืองตลอดเวลา ในเวลาดังกล่าว บรรดาบุนศึกที่เคยร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านการยึดครอง กลับหันมาก่อสงครามกันเอง เพราะความกระหายอำนาจและแย่งชิงส่งที่หลงเหลืออยู่ของประเทศชาติ

ประมาณกันว่า สงครามระหว่างกลุ่มและระหว่างชนเผ่ากลืนกินชีวิตของชาวอัฟกันไปอีกไม่น้อยกว่า 20000 คน แต่เมื่อราวกลางปี 1994 ในดินแดนแห่งสงครามแห่งนี้ได้มีการปรากฏตัวของกองกำลังที่เรียกตัวเองว่า ทาลิบัน

ทาลิบัน เผยโฉมออกมาในรูปของกองกำลังติดอาวุธจำนวนไม่เกิน 800 คนบุกเข้ายึดเมืองกันดาฮาร์ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานไว้ได้หลังจากสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลา 4 วัน เมื่อเดือน ต.ค.1994 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทาลิบัน กรีธาทัพด้วยการเดินเท้าเป็นระยะทาง 480 กิโลเมตร รุกคืบเข้ามาถึงกรุงคาบูล เมืองหลวงของประเทศ ขยายขอบเขตอิทธิพลของตนออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ ด้วยเกิดการสู้รบขึ้นในระหว่างนั้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

จากจำนวน 800 คน จากเมืองเล็กๆ อย่างกันดาฮาร์ ทาลิบันชุมนุมผู้คนของตนเองไม่น้อยกว่า 25000 คน อยู่ห่างจากคาบูลไปทางใต้เพียง 14 กิโลเมตรพร้อมรถถังไม่น้อยกว่า 200 คัน นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมสำคัญและชัดเจนมากที่สุด สำหรับการยอมแพ้ต่อกระแสของทาลิบัน คือ การถอนตัวออกจากที่มั่นสำคัญทางตอนใต้ของกรุงคาบูล ของกุลบัดดิน เฮกมัตยาร์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของบรรดากองกำลังในอัฟกานิสถาน นายเฮกมัตยาร์ตัดสินใจถอนตัวออกจากที่มั่นที่ใช้เป็นกองบัญชาการใหญ่ของพวกตนมาเป็นเวลานานกว่าที่จะเปิดฉากสู้รบกับกองกำลังทาลิบัน ที่รุกคืบเข้ามาใกล้ จนถึงขณะนี้ ทาลิบัน ครอบครองพื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ของพื้นที่อัฟกานิสถานทั้งหมด และได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับความร่วมมือจากชาวอัฟกันทั่วไปมากที่สุดเช่นกัน ในระหว่างการเดินทัพเป็นระยะทางเกือบ 500 กิโลเมตรและขยายขอบเขตอิทธิพลของตนนั้น ทาลิบัน จัดการกับบรรดาโจรทางหลวงที่เป็นปัญหาซ้ำเติมชาวบ้านอัฟกันอยู่ตลอดเวลา นอกเหนือจากสงครามหมดไปจากเขตอิทธิพลของตน และมีรายงานด้วยว่าสมาชิกของทาลิบันจัดการทำลาย ไร่ฝิ่นไปเป็นหมื่นๆ ไร่ และประหารชีวิตพ่อค้ายาเสพติดไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นคำตอบที่ชาวอัฟกันแสวงหามานานแสนนานแล้วก็ได้ หลายกลุ่มหลายกำลังจึงยอมหนีหรือไม่ก็ยุบตัวเองเข้าร่วมเป็นพวกเดียวกับทาลิบันมากกว่าที่จะต่อสู้ขัดขืน

นักวิเคราะห์กิจการอัฟกานิสถานเชื่อว่าการเติบโตอย่างน่าสนใจ การเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วนและการได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วของทาลิบัน ว่าสะท้อนให้เห็นว่าชาวอัฟกันเบื่อหน่ายกับสงคราม และสภาพการณ์กระหายอำนาจของกลุ่มขุนศึกที่เคยครองอำนาจอิทธิพลอยู่อย่างมากมายนั้นเอง ทาลิบันมีแนวความคิดโน้มเอียงไปในทางการจัดตั้งรัฐบาลอิสลามขึ้นปกครองประเทศ และต้องการที่จะปลดอาวุธกองกำลังต่างๆ ในขณะที่ยึดถือระเบียบและกฏหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.1996 กลุ่มทาลิบันยึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ ได้นำตัวอดีตประธานาธิบดี นาจิบุลเลาห์ แขวนคอต่อหน้าสาธารณชนและสังหารองครักษ์ของเขาอย่างทารุณ ผู้นำของทาลิบัน คือ นายโมฮัมหมัด โอมาร์ อากุน นักวิชาการศาสนาเป้าหมายคือ เปลี่ยนอัฟกานิสถานเป็นรัฐอิสลามที่เข้มงวดที่สุดในโลก ดังนั้นนับจากทาลิบันยึดกรุงคาบูลได้ ได้บังคับให้ใช้กฏเหล้กภายใต้การบริหารและปกครองด้วยกฏหมายในรูปแบบรับอิสลามทันที แต่มีความเข้มงวด เคร่งครัดกว่าเพื่อนบ้านที่นับถือด้วยกันหลายเท่า

สตรีเพศให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนไม่ต้องทำงานนอกบ้าน ยกเว้นที่ทำงานด้านวิชาชีพชั้นสูง เช่น แพทย์ พยาบาล หรือครู และหากมีความจำเป็นต้องออกมานอกบ้าน ต้องปิดบังใบหน้าให้มิดชิด ผู้ใดทำผิดกฏจะถูกทุบด้วยโซ่เส้นยาวต่อหน้าสาธารณชน สำหรับผู้ชายต้องไว้หนวด ห้ามตัด ตกแต่งเป็นอันขาด ทั้งยังห้ามไว้ทรงผมทรงสไตน์ตะวันตก โดยให้มีการโพกศีรษะด้วย ทาลิบันยังถือการติดสินบน ตลอดจนการกระทำสิ่งที่ละอายใดๆ เป็นพฤติกรรมของคนชั่ว ไม่ควรที่ผู้ใดจะล่วงละเมิด

ประชาชนไม่ควรละเลยการสวดมนต์ตามลิทธิศาสนาในแต่ละวัน ผู้ใดละเมิดจะถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ลงโทษ และหากมีใครคบชู้หรือเสพย์ยาเสพติด จะถูกประหารชีวิตด้วยการให้ประชาชนรุมประชาทัณฑ์ด้วยการปาก้อนหิน และเพื่อย้ำเตือนและป้องกันไม่ให้ประชาชนเดินออกนอกรอบ ฝ่ายทาลิบันจึงได้จัดทำคู่มือพลเรือนอัฟกานิสถาน ซึ่งยังระบุห้ามชาวต่างชาติทั้งหมด และชาวอัฟกานิสถานถ่ายทำวีดีโอหรือนำออกนอกประเทศ

ปัจจุบัน ทาลิบันยึดพื้นที่สองในสามของอัฟกานิสถาน แม้จะชนะใจประชาชนได้ ในกรณีสามารถขจัดโจรภัยต่างๆ อย่างราบคาบ และกวาดล้างบรรดาเจ้าพ่อท้องถิ่นที่ชอบรีดไถเงินจากนักเดินทาง แต่ตามเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงคาบูลที่บังคับใช้กฏหมายอิสลามเข้มงวด ก็ยังคงยากที่จะได้รับการยอมรับจากปัญญาชน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

ศรีลังกา

ประเทศศรีลังกาเป็นหมู่เกาะเล็กๆ ในภูมิภาคเอเซียใต้ ซึ่งได้รับเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1948 และนับแต่นั้นมา ความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างชาวสิงหล กับ ชาวทมิฬ ก็นับวันจะรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 1983 โดยฝ่ายทมิฬซึ่งพยายามเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพได้ก่อสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของศรีลังกาที่มีชาวทมิฬอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินมาถึงขั้นรุนแรงที่สุดในปี 1991 จากนั้นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏทมิฬก็ได้เริ่มหันมาหาช่องทางที่จะสร้างสันติภาพขึ้น

ในขณะที่สงครามกลางเมืองที่ยึดเยื้อมานานถึง 11 ปี และเป็นเหตุให้ประชาชนที่บริสุทธิ์ต้องล้มตายไปกว่า 3000 คน ดูเหมือนมีโอกาสที่จะก้าวไปสู่เส้นทางของสันติภาพมากขึ้น เมื่อมีการลงนามครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีจันทริกา กุมาราตุงคะแห่งศรีลังกา กับเวลูพิลัย พราบฮาคารัน ผู้นำฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬอิแลมในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างฝ่ายรัฐบาลศรีลังกากับฝ่ายพยัคฆ์อีแลมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเตรียมต้องรับการเดินทางมาเยือนของพระสันตปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ซึ่งจะเสด็จประทับ ณ กรุงโคลัมโบ เป็นเวลา 2 วัน โดยข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.1995 ซึงการหยุดยิงครั้งนี้จะมีผู้แทนจากต่างชาติ ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วย คือ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และแคนาดา และฝ่ายทมิฬจะเสนอชื่ออีก 3 คน นับเป็นครั้งแรกที่สองฝ่ายยินยอมให้นานาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ

การตกลงครั้งนี้มีผลให้รัฐบาลศรีลังกายกเลิกการคว่ำบาตรสินค้าที่ดำเนินการถึง 4 ปีจำนวน 28 รายการจาก 76 รายการ ซึ่งก่อนหน้านี้นางจันทริกา กุมาราตุงคะก็ได้ประกาศยกเลิกการปิดล้อมทางเศรษฐกิจบางส่วนต่อคาบสมุทรนาจาฟ ซึ่งเป็นดินแดนที่ชาวทมิฬส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ทำให้ราคาก๊าซโซลีนลดราคาลงจากลิตรละ 31 เหรียญสหรัฐ เหลือ 12 เหรียญสหรัฐ เกโรซีน ลดจากลิตรละ 6 เหรียญสหรัฐ เหลือลิตรละ 71 เซนต์ นอกจากนี้ยังมีสินค้าอีกหลายชนิดที่เข้าไปสู่เมืองนาจาฟ และยังส่งผลให้รัฐบาลลดความเข้มงวดในการห้ามทำการประมงในเขตสู้รบ โดยอนุญาตให้ทำการประมงได้ในเขตที่กำหนดไว้ภายนอกฝั่งทะเลตอนเหนือบริเวณที่เชื่อมต่อกับเขตที่กำหนดไว้ในข้อตกลงยุติการรบชั่วคราว นอกจากนี้ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลยังเสนอความช่วยเหลือมูลค่า 804 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อการบูรณะจังหวัดทางตอนเหนือและภาคตะวันออกของศรีลังกาซึ่งถูกทำลายด้วยผลของสงคราม

ก่อนหน้าการลงนามครั้งนี้ได้เกิดความรุนแรงทางการเมืองที่นักสังเกตการณ์วิตกว่า จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการเจรจาสันติภาพ คือการลอบสังหารนายดิสซานายเก ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรค UNP พร้อมกับประชาชนอีก 53 คน ขณะกำลังรณรงค์หาเสียงในบริเวณตอนเหนือของกรุงโคลัมโบ เป็นเหตุให้การเจรจาสันติภาพต้องชะงักไป เพราะกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม เป็นผู้ต้องสงสัยในการลอบสังหารครั้งนี้ เนื่องจากการสังหารครั้งนี้คล้ายกับแบบแผนการกระทำของชาวทมิฬกลุ่มนี้ในอดีต นอกจากนี้นายดิสซานายเก ยังเป็นผู้ที่ต่อต้านการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลศรีลังกาได้พยายามหลีกเลี่ยงการชี้ลงไปว่าเป็นการกระทำของพรรคพยัคฆ์อีแลม อุปสรรคสำคัญของการเจรจาสันติภาพคือความไม่วางใจกันระหว่างทหารของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกบฏ โดยทหารฝ่ายรัฐบาลมองว่าการเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะผู้นำฝ่ายทมิฬต้องการใช้เวลาระหว่างการหยุดยิงเป็นโอกาสในการติดอาวุธหรือจัดรูปกองทัพใหม่

อย่างไรก็ตามรัฐบาลศรีลังการซึ่งมีนางกุมาราตุงคะ เป็นประธานาธิบดี ได้ดำเนินการปูทางเพื่อการเจรจายุติสงครามครั้งนี้มามากเกินกว่าจะยอมให้อุปสรรคเหล่านี้มีอิทธิพลเหนือกว่าได้ นางเชื่อว่าความขัดแย้งที่ยาวนานและป่าเถื่อนนี้จะไม่สามารถแก้ไขด้วยกำลังอาวุธ ดังนั้นนางจึงต้องการให้มีการเจรจากันมากกว่าการใช้ความรุนแรง และในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งรัฐบาลนั้น พรรค PA ของนางกุมาราตุงคะได้ใช้ประเด็นการยุติสงครามเป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งเป็นผลให้ได้รับชัยชนะเหนือพรรค UMP ที่ครองอำนาจมาถึง 17 ปี ทำให้นางกุมาราตุงคะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของศรีลังกา และในการสมัครรับเลือกชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นางกุมาราตุงคะก็ได้รับเสียงสนับสนุนมาก ซึ่งคะแนนสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬที่พอใจกับนโยบายแก้ไขปัญหาระหว่างเชื้อชาติด้วยการเจรจาสันติภาพที่เธอพยายามผลักดันอยู่ และการยืนยันถึงความเท่าเทียมทางสังคมสำหรับชาวทมิฬทั่วประเทศศรีลังกา รวมทั้งการมีสิทธิ์ในการปกครองตนเองในดินแดนทางภาคเหนือที่อยู่ในครอบครองของชาวทมิฬ

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลกับชาวทมิฬศรีลังกา เป็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่มีผลสืบเนื่องมาจากยุคอาณานิยม เช่นเดียวกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติในอีกหลายๆ ประเทศ อันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมและการเมืองที่ประเทศเจ้าของอาณานิคมก่อขึ้น โดยในยุคที่อังกฤษปกครองชาวทมิฬซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยมีสถานะทางสังคมสูงกว่าชาวสิงหลที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษ ชาวสิงหลได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลปกครองประเทศ ส่งผลให้ชาวทมิฬรู้สึกถึงการกีดกันทางสังคม ชาวทมิฬได้รับการศึกษาสูงและยังมีอายุน้อยต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานและก่อจลาจลขึ้นในที่สุด ก็เข้าร่วมกับฝ่ายทหารชาวทมิฬเพื่อสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อทำการแบ่งแยกดินแดน

การทำสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานไม่ได้ก่อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใด ศรีลังกานับเป็นหนึ่งในเอเซียใต้ที่ติดอันดับประเทศที่รายได้ต่อหัวของประชากรต่ำตามรายการของ World Bank ในปี 1991 ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเซียใต้ที่มีศรีลังกาเป็นผู้นำซึ่งยึดรูปแบบของประเทศสิงค์โปร์เป็นตัวอย่างไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรส่วนหนึ่งก็เพราะสงครามกลางเมืองที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเพื่อดูดซับการลงทุนจากต่างประเทศไม่ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมาย ประชาชนชาวทมิฬก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพความลำบากทางเศรษฐกิจจากการตัดขาดจากส่วนอื่นๆ ของประเทศมานาน เนื่องจากการปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยฝ่ายรัฐบาลส่งผลให้สินค้ามีราคาแพงมาก โดยเฉพาะเชื้อเพลิง การขาดแคลนสินค้ามีขึ้นทั่วไป

ปัจจัยประการหนึ่งที่แสดงว่าประชาชนชาวทมิฬเริ่มต้องการสภาพความเป็นอยู่ที่ดียังอาจเห็นได้จากการที่ชาวบ้านทมิฬเริ่มอพยพย้ายถิ่นเข้าไปอยู่ในดินแดนที่รัฐบาลควบคุม เมื่อรัฐบาลเสอนจะให้ผู้อพยพเหล่านี้ได้รับอาหารและเงินกู้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการตั้งถิ่นฐานใหม่และประกอบอาชีพ นอกจากนี้รัฐบาลก็ได้พยายามอย่างมากที่พัฒนาเมืองในบริเวณเขตควบคุมของรัฐบาล และไม่ไกลจากที่นั่งของฝ่ายกบฏชาวทมิฬ เพื่อดึงดูดให้ชาวทมิฬมาเข้ากับฝ่ายรัฐบาลแทนการสนับสนุนฝ่ายกบฏ นอกจากนี้ประชาชนชาวทมิฬต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก เมื่อทหารฝ่ายรัฐบาลทิ้งระเบิดในบริเวณตอนเหนือในการทำสงครามกับฝ่ายกบฏ เป็นเหตุให้บ้านเรือนเสียหายประชาชนต้องเสียชีวิตชาวบ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารโดยฝ่ายกบฏ

ในยุคหลังสงครามเย็นนี้ ขณะที่ประเทศต่างๆ กำลังทำสงครามทางเศรษฐกิจระหว่างกันความสงบภายในประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญของประเทศ ซึ่งผู้นำศรีลังกาและชาวศรีลังกาก็คงตระหนักดีถึงประเด็นนี้ ประธานาธิบดีกุมาราตุงคะจึงได้พยายามผลักดันนโยบายเพื่อยุติสงคราม ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามนางได้ให้สัญญาไว้ว่าจะยุติการครอบงำการบริหารประเทศโดยระบบประธานาธิบดีลงในเดือนกรกฏาคม 1995 และฟื้นฟูระบบรัฐสภาขึ้นใหม่ สำหรับการเอาชนะอุปสรรคบนหนทางแห่งสันติภาพของศรีลังกา

แต่การดำเนินการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างจริงใจของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏชาวทมิฬ อย่างไรก็ตามการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับสันติภาพภายในประเทศศรีลังกา

 

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

พม่า

การเดินหมากการเมืองของทหารพม่า หรือ สลอร์ก (State Law and order Restoration Council : SLORC) ที่ประกาศปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี วีรสตรีประชาธิปไตย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพวัย 50 ปี โดยไม่มีเงื่อนไข ผู้สันทัดการเมืองพม่าหลายคนเชื่อว่า ผู้อยู่เบื้องหลังอิสรภาพของนางอองซานซูจี คือ ญี่ปุ่น เนื่องจาก แหล่งข่าวของญี่ปุ่นเป็นผู้กระจายข่าวเรื่องนี้เป็นรายแรก ก่อนที่สลอร์กจะออกมาแถลง และไล่เลี่ยกัน ญี่ปุ่นประกาศแผนปล่อยเงินกู้ก้อนใหญ่ให้พม่าอีกครั้ง จากนั้นก็ประกาศอัดเงินถึง 11 ล้านเหรียญสหรัฐ ช่วยโครงการพัฒนาพม่า จึงอาจเป็นไปได้ว่าญี่ปุ่นวิ่งเต้นผลักดันเรื่องนี้

แต่นักการฑูตในกรุงร่างกุ้งจำนวนมาก ถึงกับช็อก กับข่าวนี้ เชื่อว่าสลอร์กยอมปล่อยตัวนางอองซาน ซูจีเพราะมีความมั่นใจในการเมืองภายในของตน โดยช่วงระยะเวลาผ่านมา สลอร์กสามารถสร้างเสถียรภาพและควบคุมระเบียบของชาติได้อย่างน่าพอใจ โดยสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกบฏชนกลุ่มน้อยได้เกือบทุกกลุ่ม และเพิ่งยกเครื่องคณะรัฐมนตรีใหม่ได้ลงตัว รวมทั้งวางตัวผู้นำระดับสูงในกองทัพเรียบร้อยโดยปูทางให้สายเลือดใหม่ เข้าไปร่วมด้วย ส่วนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นกำลังไปได้อย่างดี

แต่สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด สลอร์กอาจชั่งน้ำหนักถึงส่วนได้ส่วนเสียเรื่องนี้แล้ว โดยมั่นใจว่า การปล่อยตัว นางอองซานซูจี พม่ามีโอกาสได้มากกว่าเสีย ทั้งในเวทีการเมืองโลกและการเมืองภายในประเทศ เมื่อมีการปล่อยตัว แรงกดดันต่างๆ จะลดลงมากมาย เพราะถ้ากักตัวต่อไป สัญลักษณ์แห่งความเป็นวีรสตรี ตัวแทนแห่งการถูกกดขี่ จะเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ สร้างแรงกดดันมาก ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบเผด็จการในพม่า ยิ่งกว่าการปล่อยตัวเป็นอิสระเสียอีก สลอร์กอาจเล็งเห็นว่าการปล่อยตัวเธอคงไม่ทำให้เกิดกระแสการเมืองภายในที่รุนแรงจนควบคุมไม่อยู่ และถ้าเธอออกมาเป็นจุดเชื้อแห่งความวุ่นวายอีก สลอร์กก็สามารถจับกุมขังเธอได้อีกทุกเมื่อ เพียงตั้งข้อหา เป็นภัยต่อความมั่นคงภายใน ดังที่เคยทำ

นางอองซานซูจี เกิดที่กรุงย่างกุ้ง ปี 1945 เป็นบุตรสาวนายพลอู อองซาน ผู้นำขบวนการกอบกู้เอกราฃจากการปกครองของอังกฤษ มารดาเป็นนักการฑูต ชื่อ นางเขิ่น จีน นายพลอู อองซาน ผู้บิดาเป็นวีรบุรุษประจำใจชาวพม่ามาจนทุกวันนี้ จากบทบาทผู้นำการเรียกร้องเอกราชและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน เขาถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อปี 1957 ขณะมีอายุเพียง 32 และนางอองซานซูจี มีอายุเพียง 2 ขวบ ในวัยเยาว์ นางอองซาน เรียนหนังสือที่ย่างกุ้ง แล้วย้ายไปศึกษาต่อในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ในปี 1960 ตามมารดาซึ่งเป็นทูตที่นั่น นางอองซาน ซูจี มีสติปัญญาดีเลิศ ขนาดสอบได้เป็นนักเรียนทุนของออกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษ ในเวลาต่อมานางศึกษาจนจบปริญญาด้านการเมือง ปรัชญา และเศรษฐศาสตร์ เริ่มชีวิตการทำงานในสำนักเลขาธิการ สหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ค สมรสกับไมเคิล อารีส นักวิชาการชาวอังกฤษ มีบุตรชาย 2 คน จากนั้น นายและครอบครัวย้ายไปทำงานในหลายประเทศ ก่อนที่จะเดินทางกลับพม่าบ้านเกิด ในปี 1988 เพื่อดูแลมารดาที่ป่วยหนักใกล้เสียชีวิต

นางอองซาน ซูจี ก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองพม่าอย่างไม่ทันตั้งตัว ในปีเดียวที่นางคืนถิ่นกำเนิด ช่วงนั้นกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลทหารพม่าของกลุ่มนักศึกษาและนักการเมืองฝ่ายค้าน กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความจริงใจ ประกอบกับบุคลิกที่เชื่อมั่นและกร้าวแกร่ง เช่นเดียวกับนายพลอู อองซานผู้พ่อ นางกลายเป็นขวัญใจของบรรดาผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทั่วประเทศ นางอองซาน ซูจีทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน นางปราศรัยโจมตี นายพลเนวิน ที่เพิ่งเกษียณจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาลทหารมาหมาดๆ ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พม่าตกต่ำ นางกลายเป็นผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยหมายเลขหนึ่งของพม่าไปในที่สุด

รัฐบาลกักบริเวณ นางอองซาน ซูจีให้อยู่แต่ในบ้านห้ามพูดจาปราศรัยและพบปะผู้คนตั้งแต่ 20 ก.ค.1989 เนื่องจากเล็งเห็นว่า นางเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงในอำนาจของพวกตน การเรียกร้องประชาธิปไตยทวีความรุนแรงขึ้น จนในที่สุดทหาร ซึ่งปกครองพม่ามาตั้งแต่ปี 1962 ยอมให้มีการเลือกตั้งอ่างเสรีในปี 1990 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนางอองซานซูจี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นผู้นำได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย รัฐบาลทหารไม่ยอมรับความพ่ายแพ้และไม่ส่งมอบอำนาจ กลับออกกวาดล้างจับกุมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอย่างโหดเหี้ยม มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ที่รอดตายก็ต้องหนีเข้าป่า หรือไม่ก็ออกนอกประเทศ

นางอองซาน ซูจีได้รับรางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ ปี 1991 การกักบริเวณนาง ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าจากนานาประเทศ บุคคลสำคัญและองค์การใหญ่น้อยทั่วโลก ร่วมกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจีมาโดยตลอด และเพิ่งจะประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 10 ก.ค.1995 รวมเวลาที่นางถูกกักบริเวณทั้งสิ้นเกือบ 6 ปีเต็ม พม่าเข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน เมื่อเดือน ก.ค.1997

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

หมู่เกาะสแปรตลีย์

ต้นปี ค.ศ.1995 รัฐบาลฟิลิปปินส์ทำการประท้วงต่อรัฐบาลจีน และร้องเรียนต่อชาวโลกว่า จีนได้มีสิ่งปลูกสร้าง เพื่อประโยชน์ทางการทหารขึ้นบนเกาะที่มีชื่อว่า Mischief ซึ่งเป็นแนวปะการังเล็กๆ ในกลุ่มเกาะฟิลิปปินส์ให้ชื่อว่า kalayaan ซึ่งรวมอยู่ในหมู่เกาะใหญ่น้อยประมาณ 700 เกาะ ที่มีชื่อเรียกอย่างสากลว่า หมู่เกาะสแปรตลีย์ ฟิลิปปินส์ยังอ้างกรรมสิทธิ์ของตนในเกาะ Mischief จีนปฏิเสธว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ไม่ใช่มีเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์การทหาร หากแต่มีไว้เพื่อให้ความช่วยเหลือคุ้มกันภัยแก่ชาวประมงจีนที่ทำการจับปลาอยู่แถบนั้น ในยามที่เกิดพายุหรือลมมรสุม

Mischief หรือ หมู่เกาะแปรตลีย์ มีสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นทะเลจีนใต้ เป็นกลุ่มเกาะเล็กๆ น้อยๆ กระจัดกระจายอยู่กลางทะเลระหว่างชายฝั่งของเวียดนามทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ และทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียและบรูไนเหนือกลุ่มเกาะสแปรตลีย์นี้ ยังมีหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายฝั่งด้านตะวันออกของเวียดนาม และฝั่งตะวันตกของฟิลิปปินส์ หมู่เกาะนี้ร่วมกับสแปรตลีย์ และเกาะสแปรตลีย์จะปรากฏเป็นเพียงจุดเล็กๆ นิดเดียวบนแผนที่โลก ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้

  1.  มี 6 ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะแปรตลีย์ ได้แก่จีน เวียดนาม ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไน เช่นจีนอ้างว่าเคยครอบครองหมู่เกาะนี้เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว หรือบางประเทศก็อ้าง โดยเหตุผลของสถานะที่ตั้งใกล้เคียงทางภูมิศาสตร์ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และบรูไน
  2. ในการสำรวจทางธรณีวิทยาบางส่วนของหมู่เกาะนี้ คาดว่าจะมีน้ำมัน แก๊สธรรมชาติและแร่ธาตุมีค่าหลายชนิดจำนวนมหาศาล
  3.  ทะเลจีนใต้ส่วนที่เป็นพื้นน้ำผ่านหมู่เกาะแปรตลีย์เป็นเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์ที่สำคัญของหลายประเทศที่อ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะนี้ และที่สำคัญคือประเทศที่มิได้อ้างสิทธิ์ 2 ประเทศ คือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ต้องใช้เส้นทางการเดินเรือสายนี้ขนส่งสินค้าที่สำคัญของตน เช่น ญี่ปุ่นใช้เส้นทางนี้ขนถ่ายน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้ามาจากประเทศแถบตะวันออกลาง อินโดนีเซียและมาเลเซีย เข้ามาบริโภคภายในประเทศของตน ส่วนสหรัฐอเมริกา สินค้าออกที่ส่งเข้าไปยังฟิลิปปินส์ ฮ่องกง จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ต้องผ่านเส้นทางนี้

ดังนั้น ความผิดปกติใดๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ โดยเฉพาะหากขยายตัวไปถึงขั้นที่มีประเทศหนึ่งประเทศใดสามารถอ้างสิทธิ์ครอบครอง หมู่เกาะทั้งหมดและยังสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญได้แล้ว ผลเสียจะกระทบถึงหลายประเทศทั้งในและนอกบริเวณอย่างไม่มีปัญหา แม้ว่าหมู่เกาะนี้จะมีขนาดเล็ก แต่นักวิเคราะห์สถานการณ์โลกจำนวนไม่น้อย ถึงกับขนานนามว่า วิกฤตการณ์ที่อาจเกิดจากหมู่เกาะแปรตลีย์จะเป็นจุดระเบิดของความขัดแย้งครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในโลกหลังสงครามเย็นเลยทีเดียว

จากการประเมินเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสถานการณ์ปัจจุบัน จุดความสนใจต่างมุ่งไปอยู่ที่ประเทศจีนมากกว่าประเทศอื่น เพราะประเทศจีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวน 6 ประเทศ ที่อ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะนี้และมีกองทัพเรือที่มีพลานุภาพมากที่สุดแล้ว ท่าทีของจีนในอดีตและปัจจุบันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าเคลือบแคลงใจ แม้ว่าจีนจะอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของหมู่เกาะแปรตลีย์มาตั้งแต่ 1000 ปีแล้ว แต่จีนเพิ่งจะมีนโยบายใช้กำลังเพื่อสำแดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเมื่อ ค.ศ.1974 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 1974 จีนได้ปะทะกำลังทางเรือและทางอากาศกับเวียดนามใต้บนเกาะพาราเชล ทั้งจีนและเวียดนามต่างอ้างสิทธิ์ และเวียดนามใต้ได้สร้างค่ายทหารบนเกาะนี้ปะทะกำลังกันในครั้งนั้น กองทัพเรือที่ 7 ของสหรัฐอเมริกาซึ่งลาดตะเวนอยู่ในบริเวณน่านน้ำแถบนั้นและเคยมีบทบาทในการทำสงครามเวียดนาม แต่ในครั้งนี้ กองทัพเรือที่ 7 มิได้แสดงบทบาทใดๆ เพราะสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการขยายวิกฤตการณ์ให้กว้างออกไปมากกว่าการที่ได้เข้าร่วมอยู่ในการทำสงครามที่ยืดเยื้อกับเวียดนาม

หลังจากการปะทะหลังจากนั้น ไต้หวันและฟิลิปปินส์ต่างประกาศชัดเจนว่าต่างมีกรรมสิทธิ์ในบางส่วนของหมู่เกาะแปรตลีย์ และหลังจากที่เวียดนามเหนือสามารถรวมประเทศเวียดนามเป็นหนึ่งได้สำเร็จ ก็ได้ยึดอำนาจความเป็นเจ้าของหมู่เกาะแปรตลีย์และพาราเชลส่วนที่เวียดนามใต้เคยครอบครองอยู่มาเป็นของรัฐบาลสังคมนิยมชุดใหม่ทันที จีนซึ่งเคยช่วยเหลือเวียดนามสมัยที่เวียดนามเหนือ ทำสงครามยึดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา ในครั้งนี้จีนไม่พอใจต่อการกระทำของเวียดนาม จีนจึงได้ประกาศครอบครองน่านน้ำรอบหมู่เกาะแปรตลีย์และพาราเชล ซึ่งหมายความว่า เส้นสมมติที่จีนตีกรอบขึ้นมานั้น ได้ซ้อนทับกับน่านน้ำอาณาเขตของทั้ง 5 ประเทศที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นการอ้างความมีอิทธิพลเหนือเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น และยังเป็นการอ้างความมีอิทธิพลเหนือเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นอีกด้วย

ในปี 1988 จีนได้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้น โดยอ้างว่าเป็นสถานีวิจัยทางอุตุนิยมขององค์การยูเนสโก แต่ยูเนสโกปฏิเสธ จีนก็สามารถอ้างสาเหตุนั้นยึดครองเกาะเพิ่มอีก 6 เกาะ และมียุทธนาวีขนาดเล็กกับเวียดนามอีกครั้ง จนมีคนล้มตายประมาณ 72 คน

ปี 1992 จีนผ่านกฏหมายทางทะเลฉบับใหม่ ซึ่งอ้างสิทธิ์น่านน้ำอาณาเขตของจีนครอบคลุมเอาหมู่เกาะทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด และประกาศว่า จีนกับบริษัทขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในข้อตกลงระหว่างกันโดยจีนยินยอมให้บริษัทนั้นขุดค้นหาน้ำมันในบริเวณทะเลจีนใต้ ส่วนที่จีนอ้างว่าเป็นน่านน้ำในกรรมสิทธิ์ของจีน และอยู่ต่อเนื่องกับแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งของเวียดนาม และผู้บริหารบริษัทน้ำมันเอกชนของสหรัฐอเมริกาบริษัทนี้ได้ประกาศว่า การขุดเจาะน้ำมันของบริษัทของเขาจะได้รับการคุ้มกันโดยกองเรือของจีน นอกจากนี้กำลังทหารจีนได้ยกพลขี้นบนเกาะแนวปะการังแห่งหนึ่งในบริเวณนั้น ซึ่งเวียดนามอ้างเป็นกรรมสิทธิ์ของเวียดนาม แต่จีนประกาศว่าแนวปะการังนั้นอยู่ในเขตอธิปไตยของจีน แต่แล้วหลังจากนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนคือ เฉียน ฉีเฉิน ก็ยกเลิกคำอ้างสิทธิ์ดังกล่าว

ปฏิบัติการต่างๆของจีนสร้างความร้อนใจแก่สมาชิกกลุ่มอาเซียน เพราะต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะนี้ ดังนั้นปฏิบัติการของจีนจึงถือว่าเป็นการรุกรานดินแดนและคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศเหล่านั้น ดังนั้นระหว่างที่มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การอาเซียนที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ สมาชิกกลุ่มอาเซียนตกลงในคำประกาศร่วมกัน มีข้อความสำคัญคือ “ประเทศที่มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยและสิทธิ์ครอบครองหมู่เกาะ ตกลงกันว่าจะแก้ไขปัญหาขัดแย้งโดยสันติวิธี” เวียดนามได้รีบประกาศสนับสนุนคำประกาศนั้นทันที ส่วนจีนได้ประกาศสนับสนุนคำประกาศนั้นอย่างไม่เต็มใจ และย้ำว่าไม่ต้องการให้ประเทศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหมู่เกาะดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า ทุกประเทศ (นอกจากบรูไน) ที่อ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเชล ต่างพยายามมีสิ่งก่อสร้าง หรือมีปฏิบัติการทางเรือ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะจีนมิได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ และยังเตรียมกองทัพเรือจากเกาะไหหลำ ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะ 1000 กิโลเมตร ไว้พร้อมเพื่อการเคลื่อนย้ายได้ทุกขณะ เวียดนามยังอ้างว่า จีนได้นำกำลังทหารเข้ายึดครองเกาะร้าง 2 เกาะ ที่เวียดนามอ้างว่าเป็นของตน นอกจากนี้จีนยังมีฐานทัพอากาศขนาดเล็ก บนเกาะวู้ดดี้ ในหมู่เกาะพาราเซลอีกด้วยท่าทีและปฏิบัติการต่างๆ ของจีนบนหมู่เกาะสแปรตลีย์กับพาราเซล ซึ่งยากที่จะทำให้นานาชาตินิ่งนอนใจว่า จีนมีความจริงใจที่จะมีนโยบายสันติในแถบทะเลจีนใต้ ถ้าสถาวการณ์ด้านต่างๆ ในแถบนี้ขัดต่อผลประโยชน์ต่อจีน

ผู้สังเกตการณ์บางกลุ่มเชื่อว่า ถ้าประเทศอื่นที่อ้างสิทธิ์อยู่นิ่งเฉย โดยไม่ร้องเรียน รายงานความเคลื่อนไหวของจีนบนหมู่เกาะเหล่านี้เลย จีนก็จะค่อยๆ คืบคลานแสดงความเป็นเจ้าของมากขึ้นตามลำดับ เช่น สร้างฐานทัพ สร้างที่จอดเรือ หรือลานบิน รวมทั้งการขุดหาทรัพยากรอย่างเป็นล่ำเป็นสันและอพยพประชาชนจีนมาตั้งถิ่นฐานเป็นการถาวรอย่างแน่นอน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

::ไอร์แลนด์เหนือ::

ไอร์แลนด์เหนือ คือดินแดนส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึง ประเทศอังกฤษ ซึ่งรวมเอาสกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์แลนด์เหนือ มาไว้กับอังกฤษ

ไอร์แลนด์เหนือเกิดเมื่อปี 1921 เมื่อเกาะไอร์แลนด์ทั้งหมดได้ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากประเทศอังกฤษ ซึ่งข้ามทะเลไปยึดครองไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 การเรียกร้องอันยาวนานสำเร็จขั้นแรก เมื่อชาวไอริสสามารถประกาศตั้ง Irish Free State ขึ้นสำเร็จ ในค.ศ.1920 ซึ่งหมายถึง ดินแดนส่วนใต้ของเกาะไอร์แลนด์ โดยไม่รวม 6 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเรียกรวมกันว่า อัลสเตอร์ ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสเตียน นิกายโปรเตสแตนท์ และไม่ยอมไปเข้ารวมกับรัฐเสรีของชาวไอริส

ด้วยเหตุนี้ ในเวลาใกล้เคียงกับการเกิด Irish Free State อังกฤษก็ได้ประกาศก่อตั้ง Nothern Ireland เป็นเขตการปกครองของอังกฤษ มี 6 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัด Antrim, Armagh, Down, Fermanagh, Londondery และ Tyrone เขตทั้งหมดนี้อยู่ทางทิศเหนือของ Irish Free State มีประชากรใน ค.ศ.1921 ประมาณ 1.2 ล้านคน

ในขณะที่ Irish Free State มีการพัฒนาทางการเมืองของตนเป็นลำดับขั้น และได้ประกาศสถาปนาตนเองเป็น Republic of Ireland ในปี 1949 ซึ่งมีอำนาจอธิปไตยครบถ้วนทุกประการนั้น ไอร์แลนด์เหนือยังคงเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอังกฤษ แม้จะมีรัฐสภาและรัฐบาลของตนก็ตาม แต่ก็อยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษอย่างใกล้ชิด

Sinn Fein และ IRA คืออะไร

Sinn Fein เป็นองค์กรทางการเมืองของ IRA เป็นกองกำลังติดอาวุธของ Sinn Fein
Sinn Fein มีที่มาจากกลุ่มชาวไอริสรักชาติที่ต่อสู้กับอังกฤษมาหลายครั้งก่อนจะได้รับเอกราชในปี 1905 Arther Griffith ชาวไอริสรักชาติผู้หนึ่ง ได้ก่อตั้ง Sinn Fein อย่างเป็นทางการ คำนี้ Sinn Fein เป็นภาษาไอริช แปลว่า Ourselves เป็นการรวมตัวระหว่างชาวไอริสรักชาติหลายกลุ่ม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ไอร์แลนด์ทั้งเกาะเป็นเอกราชจากอังกฤษ

IRA (Irish Republican Army)เกิดขึ้นมาราวๆ ค.ศ.1969 เพื่อเป็นมือปฏิบัติการทางทหารให้แก่ Sinn Fein IRA เป็นองค์กรที่รับผิดชอบกรณีการปะทะกำลัง หรือการก่อการร้ายต่อต้านรัฐบาลอังกฤษระหว่างปี 1969-1994

ในทศวรรษที่ 1970 มีการแตกแยกภายใน Sinn Fein และ IRA ซึ่งเป็นเหตุให้องค์กรทั้งสองแตกออกไปเป็น Official Sinn Fein (OSF) ซึ่งมี Official Irish Republican Army (OIRA) เป็นเครื่องมือ และมี Provisional Sinn Fein Provisional Irish Republican Army (PIRA) เป็นเครื่องมือ

หัวหน้าของ OSF และ PIRA คือ นายเจอรี่ อดัมส์ หรือ Gerry Adams ซึ่งมีอายุได้ 48 ปี อยู่ในตำแหน่งหัวหน้ามาตั้งแต่ ปี 1983 นับว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่ของ Sinn Fein ซึ่งเปลี่ยนโฉมจากการที่หน่วยงานนี้เคยมีภาพลักษณ์เป็นขบวนการกองโจร ให้กลายมาเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีความชอบธรรมในการเรียกร้องเอกราชให้แก่ไอร์แลนด์เหนือ

การปกครองโดยตรงของอังกฤษ ระหว่างปี ค.ศ.1921-1972 อังกฤษปกครองไอร์แลนด์เหนือ โดยผ่านสภาและคณะมนตรีของไอร์แลนด์เหนือ ภายหลังจากปี ค.ศ.1969 เมื่อ IRA มีปฏิบัติการอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ใน ค.ศ. 1972 อังกฤษประกาศยุบรัฐบาลและรัฐสภาของไอร์แลนด์เหนือ และทำการปกครองโดยตรงจากอังกฤษ มีรัฐมนตรีไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของอังกฤษเป็นผู้กำกับดูแลนักการเมืองพรรคต่างๆ ในไอร์แลนด์เหนือ เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วต้องมานั่งที่สภาของอังกฤษ พฤิกรรมเช่นนี้ยิ่งเป็นการสร้างความเป็นศัตรูจากกลุ่มเรียกร้องเอกราชมากขึ้น

เส้นทางสู่การหยุดยิง ในวันที่ 13 ธันวาคม 1993 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นคือ นายจอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ และนายอัลเบิร์ต เรย์โนลด์ นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐไอร์แลนด์เหนือในขณะนั้น ได้ร่วมกันออกคำแถลงการณ์ Downing Street Declation มีความสำคัญว่า ประชาชนไอร์แลนด์เหนือมีสิทธิ์รวมเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษตราบเท่าที่คนเหล่านั้นปรารถนา แต่ถ้าหากประชาชนไอร์แลนด์เหนือต้องการเป็นเอกราช อังกฤษก็จะไม่ขัดขวาง ความหมายของข้อความนี้คือ ไอร์แลนด์เหนือจะมีสถานะอย่างไร ให้เป็นไปตามความปรารถนาของชาวไอร์แลนด์เหนือเอง ซึ่งอังกฤษแน่ใจว่าไอร์แลนด์เหนือยังจะเป็นของอังกฤษต่อไป เพราะชาวอังกฤษที่นับถือโปรเตสแตนท์เป็นชนกลุ่มใหญ่ของชาวไอร์แลนด์เหนือ อย่างไรก็ดี จากจุดนั้นได้นำมาซึ่งคำประกาศหยุดการใช้อาวุธโดย Sinn Fein ในวันที่ 31 ส.ค.1994 ซึ่งหมายถึง การใช้กำลังอาวุธปราบปรามโดยกองกำลังของอังกฤษ และกลุ่มติดอาวุธของชาวโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์เหนือก็ยุติลงด้วย

วันศุกร์ที่ 9 ก.พ.1996 เวลาประมาณ 19.01 น. เวลากรีนิช ได้เกิดระเบิดอย่างรุนแรงกลางกรุงลอนดอน ในย่านที่เรียกว่า South Quay หรือ Docklands ผลจากการระเบิด เป็นเหตุให้ผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีกราว 100 คน และตึกรามบ้านช่องแถบนั้นเสียหายยับเยิน ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการวางระเบิดครั้งนี้คือ ขบวนการ IRA ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มการเมืองที่มีชื่อว่า Sinn Fein ซินเฟน ซึ่งเป็นหัวหอกในการเรียกร้องเอกราชให้แก่ไอร์แลนด์เหนือ

การก่อการร้ายกลางกรุงลอนดอน มิใช่สิ่งแปลกระหว่างปี 1969-1994 เพราะในช่วงเวลา 25 ปีเต็มๆ จะมีเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นที่สถานีรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนบ้าง หน้าร้านสรรพสินค้าใหญ่ๆ บ้าง หรือที่สนามบินฮีทโรว์บ้าง

รวมทั้งได้มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นในเมืองอื่นๆ บนเกาะอังกฤษ และในเขตไอร์แลนด์เหนือ โดยเฉพาะในกรุงเบลฟาสท์เมืองหลวง หรือลอนดอนเดอรี่ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่ง เป็นต้น

จุดมุ่งหมายของการกระทำดังกล่าวคือ ฝ่ายชาวไอริส ที่นับถือศาสนาคริสเตียน นิกายโรมันคาทอลิก ต้องการดึงเอาเขตไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่สืบเชื้อสายจากอังกฤษ และนับถือศาสนาคริสเตียน นิกายโปรเตสแตนท์ ให้มารวมเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และเป็นเอกราชจากการปกครองของอังกฤษโดยเด็ดขาดตั้งแต่ปี 1949

ปัญหานี้เป็นปัญหายึดเยื้อ มีต้นเหตุสืบต่อมาจากประวัตศาสตร์อันยาวนานนับได้ไม่ต่ำกว่า 4 ศตวรรษ และเป็นบาดแผลทางการเมืองที่ตัดคะแนนความน่าเชื่อถือของอังกฤษไปจากการที่ควรเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรือง และมีความสมัยใหม่เทียบเท่าประเทศมหาอำนาจทั่วๆ ไป เพราะอังกฤษกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบตะวันตกในระดับประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว ที่ต้องต่อสู้กับปฏิบัติการรุนแรงเรื่องกองโจรในเมือง ติดต่อกันมานานไม่ต่ำกว่า 25 ปี

การระเบิดในเดือน ก.พ.1996 เป็นปฏิบัติการรุนแรงครั้งแรกในรอบ 17 เดือน หลังจากที่ได้มีการหยุดยิงระหว่างฝ่ายรัฐบาลอังกฤษและฝ่ายกลุ่มไอริสหัวรุนแรง ซึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องพยายามหาทางเจรจากันเพื่อสันติภาพที่ถาวร โดยไม่ต้องกลับไปใช้อาวุธเป็นเครื่องมืออีก แต่แล้วก็ต้องถึงทางตันที่ฝ่ายไอริสกลับมาใช้อาวุธอีกจนได้ จนประเทศทั่วโลกเกิดความหวั่นเกรงว่าสันติภาพจะไม่มีทางเกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือ

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

สหพันธ์รัฐรัสเซีย

ปัญหาเชื้อชาติในอดีตสหภาพโซเวียต

มีหลายประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ในยุโรป ซึ่งมีสภาพสังคมประกอบด้วยประชากรปะปนกันหลายเชื้อชาติ ซึ่งหมายถึงประชากรที่มีความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและผลประโยชน์ อดีตสหภาพโซเวียตเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีประชากรหลายชาติพันธ์คละเคล้ากันมากที่สุด

เมื่อครั้งยังเป็นอดีตสหภาพ ประเทศนี้มีการปกครองในลักษณะที่มีหลายสิ่งหลายอย่างขัดกันระหว่างตัวบทกฏหมายและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ตามรัฐธรรมนูญในประเทศรัสเซีย (ทั้งในสมัยของสหภาพโซเวียต และหลังจากนั้นคือ สหพันธ์รัฐรัสเซีย) ปกครองแบบสมาพันธ์รัฐ สมัยสหภาพโซเวียตมี 15 สาธารณรัฐ รวมอยู่ในสหภาพโซเวียต แต่ละสาธารณรัฐมี รัฐธรรมนูญ รัฐสภา ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของตนเอง

แต่ในความเป็นจริง สาธารณรัฐทังหมดอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองอย่างเคร่งครัดของรัฐบาลกลางที่กรุงมอสโก ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงของประเทศสหภาพโซเวียต และเมืองหลวงของสหพันธ์รัฐรัสเซีย อำนาจการปกครองอย่างเคร่งครัดนั้น ถูกกระทำอย่างเป็นระบบ โดยผ่านเครือข่ายสถาบันของรัฐ และสถาบันของพรรคคอมมิวนิสต์ แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญดูเหมือนว่าสาธารณรัฐต่างๆ ของอดีตสหภาพโซเวียตมีอำนาจในการปกครองตนเองมากกว่า รัฐ ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในความเป็นจริง สาธารณรัฐยูเครนหรือคาซักสถาน หรือจอร์เจีย ไม่มีอำนาจการปกครองมากเท่ากับที่รัฐแคลิฟอเนีย นิวยอร์ก หรืออินเดียนา มีในสหรัฐอเมริกา

เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง ได้มีการก่อตั้ง สหพันธ์รัฐอิสระ สาธารณรัฐทัง 15 ที่เคยอยู่ร่วมกันในสหภาพโซเวียต ต่างกลายเป็น ประเทศอิสระซึ่งสามารถเข้าเป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติได้ แต่ยังต้องผูกพันกับสหพันธ์รัสเซียในหลายระดับ ในฐานะที่สหพันธ์รัฐรัสเซียเป็นรัฐสืบทอดสิทธิและภารกิจระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ

ในส่วนของประเทศรัสเซียหรือสหพันธ์นั้น การปกครองแบบเดิมยังคงอยู่ต่อไป คือยังมีตัวบทกฏหมายแสดงสภาวะของสมาพันธ์รัฐ หลงเหลืออยู่ คือ ภายในสหพันธ์รัสเซียประกอบด้วย หน่วยปกครองส่วนภูมิภาคหลายระดับ ที่มีรัฐธรรมนูญ สถาบัน และบุคลากรในการปกครองตัวเองได้แก่

  • สาธารณรัฐปกครองตัวเอง จำนวน 20 สาธารณรัฐ
  • ภูมิภาคปกครองตัวเอง จำนวน 8 ภูมิภาค
  • เขตการปกครองตนเอง จำนวน 10 เขต

โดยที่สาธารณรัฐ ภูมิภาคและเขตที่มีอำนาจปกครองตนเองเหล่านี้ ไม่ว่าจะมีอำนาจและสิทธิทางกฏหมาย ในการปกครองตนเอง ระดับใดก็ตาม แต่ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจควบคุมจากรัฐบาลกลางที่กรุงมอสโก และไม่มีสิทธิแยกตัวออกเป็นประเทศอิสระได้ (ดังเช่นที่สาธารณรัฐต่างๆ ทั้ง 14 สาธารณรัฐเดิมได้เคยแยกไปแล้ว) แม้ว่ารัฐภูมิภาค หรือเขต จำพวกหลังนี้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติจากรัฐบาลกลาง ไม่ต่างจากรัฐในกลุ่มแรกก็ตาม

ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัสเซียขณะนี้คือ สาธารณรัฐปกครองตนเองที่มีชื่อว่า เชคเนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวน 20 สาธารณรัฐปกครองตนเอง ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของรัสเซีย ได้ประกาศแยกตัวออกเป็นประเทศอิสระ ตั้งแต่ส.ค.1991 ก่อนหน้าที่จะมีการสถาปนา CIS และในเดือน ต.ค.1991นายพลโช้คฮาร์ ดูดาเยฟ ได้รับเลือกจากประชาชนชาว เชคเช็น ให้เป็นประธานาธิบดี รัฐนี้ประชากรเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม

ในขณะที่ นายบอริส เยลท์ซิล ประธานาธิบดีของรัสเซีย ผู้ซึ่งมีส่วนในการยุบสลายอดีตสหภาพโซเวียตและเคยเรียกร้องต่ออดีตประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาซอฟ ให้ปลดปล่อยสาธารณรัฐทั้ง 15 ในอดีตสหภาพโซเวียต ให้เป็นประเทศอิสระ จนเป็นผลสำเร็จในเดือน ธ.ค.1991 แต่เมื่อมาถึงกรณีเชคเนีย ได้มีการส่งกองกำลังทหารเข้าไปปราบปราบรัฐกบฏแห่งนี้ในวันที่ 11 ธ.ค.1994

การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความกังขาในเวทีระหว่างประเทศว่า จุดยืนของประธานาธิบดีเยลท์ซิน ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่าเป็นชาวรัสเซียน ที่นิยมระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมนั้น แท้ที่จริงแล้ว เขามีจุดยืนอย่างใดกันแน่

กรณีของวิกฤตการณ์เชคเนีย ซึ่งเยลท์ซินไม่ยอมให้เชคเนียแยกตัวเนื่องจาก

  1. ท่ามกลางฝ่ายค้านที่เยลท์ซิลต้องเผชิญทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภานั้น การปล่อยให้เชคเนียให้เป็นอิสระจะเป็นเหตุผลให้ฝ่ายค้านจะหยิบยกมาโจมตีเยลท์ซิลได้ ว่าไม่เหมาะสมในกรณีเป็นผู้นำประเทศ เพราะไม่สามารถรักษาเอกภาพและความมั่นคงของประเทศได้ และยิ่งถ้าประธานาธิบดีเยลท์ซินต้องการสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีซ้ำอีกในปี 1996 โดยมีวลาดิมีร์ ซิรินอฟสกี้ หัวหน้าพรรค เสรีประชาธิปไตยเป็นคู่แข่ง ผู้ซึ่งมีนโยบายนำความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรรัสเซียให้กลับคืนมา เยลท์ซินต้องพ่ายแพ้ตอนายซิรินอฟสกี้อย่างแน่นอน
  2. เชคเนียตั้งอยู่ในเบริเวณเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนี้เป็นที่สำคัญยิ่งและกุมเส้นทางส่งออกน้ำมันด้านทะเลสาบแคสเปียน การเสียเชคเนียไปจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรและดินแดนที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม รัสเซียกำลังเผชิญมุมอับในการส่งกองกำลังเข้าไปปราบปราบกบฏเชคเนีย
  3. กำลังทหารของรัสเซียมีจำนวนน้อยลงมาก และอยู่ในวิสัยที่ไม่พร้อมรบ ทั้งด้านอาวุธและบุคลากร หลังจากที่ได้มีการตัดงบประมาณทางทหารอย่างมหาศาล ตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา
  4. มีความแตกแยกภายในกองทัพรัสเซียเกินกว่าจะสามารถประสานรอยร้าวได้ นายทหารชั้นผู้นำจำนวนมากได้ถูกรัฐมนตรีกลาโหม คือ นายพลปาเวล กราซอฟ ปลดออกเนื่องจากไม่สนับสนุนนโยบายปราบปรามเชคเนียของรัฐบาลเอง
  5. รัสเซียถูกประนามจากประเทศตะวันตกและกลุ่มรัฐอิสลาม ในการใช้กำลังอย่างรุนแรงในเชคเนีย อันเป็นเหตุให้พลเรือนล้มตายเป็นจำนวนมาก ความไม่เห็นด้วยจากกลุ่มนานาชาติดังกล่าว อาจนำไปสู่ความไม่ร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งรัสเซียในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจขณะนี้ต้องการความช่วยเหลือดังกล่าวอย่างมาก
  6. ภูมิประเทศของเชคเนียซึ่งเป็นป่าทึบและภูเขาสูงเป็นสมรภูมิที่ยากต่อการเอาชนะในสงครามเต็มรูปแบบ คล้ายกรณีอัฟกานิสถานที่สหภาพโซเวียตต้องถอนกำลังออกมาหลังจากเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่ 8 ปี โดยไม่ประสบความสำเร็จ
  7. ดังนั้น การไม่ประสบชัยชนะในเชคเนีย จะเป็นการเปิดแผล ให้ชาวโลกได้เห็นว่า รัสเซียยุคใหม่มีความอ่อนแอในด้านความสามารถทางทหารอย่างยิ่ง
  8. ครั้งจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าเผด็จศึกก็เป็นไปได้ หรือจะเพิ่มกองกำลังโหมมากกว่านี้ก็จะขัดต่อประชามติโลกมากเกินไป รวมทั้งเกินงบประมาณของรัสเซียในยุคที่เศรษฐกิจกำลังจะฟุบในขณะนี้

ความชะงักงันและสภาพจนตรอกของเยลท์ซิน แสดงให้เห็นว่า

  1. ปัญหาเชื้อชาติยังมีอยู่ และจะปะทุขึ้นอีกในรัสเซียและประเทศอื่นๆ ที่มีสังคมแบบหลากเชื้อชาติ
  2. ความดีและประโยชน์ ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่แข็งแกร่ง คือ เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพและเอกภาพของประเทศไว้ ไม่ให้กลุ่มเชื้อชาติที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลกลางลุกฮือแยกตัวออกเป็นอิสระ

ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในเดือน ธ.ค.1991 สหพันธ์รัฐรัสเซีย เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 15 ประเทศ ที่แตกแยกออกมาจากสหภาพโซเวียต ในจำนวน 15 ประเทศ ได้แก่ สหพันธ์รัฐรัสเซีย ยูเครน ไบโลรัสเซีย เอสโตเนีย ลัทเวีย ลิทัวเนีย อาเซอร์ไบจาน โมลดาเวีย อาร์เมเนีย คาซักสถาน คีร์กีสถาน ทิจิสถาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบคิสถาน

ในจำนวนประเทศเอกราชทั้ง 15 ประเทศนี้ มี 12 ประเทศ รวมตัวกันเป็นองค์กรคล้ายสมาพันธ์เรียกว่า ประชาคมรัฐอิสระ (CIS) 3 ประเทศที่ไม่ได้ร่วมอยู่ CIS คือประเทศริมทะเลบอลติก 3 ประเทศ ได้แก่ เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนีย

ดังนั้น เชคเนีย ก็คือ สาธารรัฐอิสระรัฐหนึ่งภายในสหพันธ์รัฐรัสเซีย ก่อนปี 1993 รัฐนี้รวมอยู่กับรัฐ อินทุชเทีย มีประชากรรวมกันทั้งสิ้น 1,270,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเชื้อชาติ เชคเช็น กับอินกุช ร้อยละ 71 เปอร์เซนต์ และเป็นเชื้อชาติรัสเซียนร้อยละ 23 ประชากรที่เป็นเชื้อชาติพื้นเมืองนั้น ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และมีความรู้สึกต่อต้านชนชาติสลาฟ โดยเฉพาะรัสเซียอย่างรุนแรง

เมื่อเกิดการรัฐประหารในรัสเซียก่อนการล่มสลาย เมื่อเดือน ส.ค.1991 แม้ว่าฝ่ายก่อการรัฐประหาร จะทำการไม่สำเร็จ แต่ปีเดือนเดียวกัน ทันทีที่การรัฐประหารสิ้นสุดลง นายพลโจคฮาร์ ดูดาเยฟ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และเป็นนายพลนักบินอยู่ในกองทัพอากาศของรัสเซียก็ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองของรัฐเชคเนีย

ในเดือน ต.ค.1991 นายพลดูดาเยฟ ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนชาวเชคเช็นให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทันทีที่ได้รับการเลือกตั้ง นายพลดูดาเยฟ ก็ประกาศเอกราชให้แก่ รัฐเชคเนีย หมายถึง การแยกตัวออกจากการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย ผลก็คือ รัฐบาลกลางที่กรุงมอสโก

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: สงครามอ่าวเปอร์เซีย ::

บทนำ

คู เ ว ต เป็นประเทศในกลุ่มอาหรับขนาดเล็ก ตั้งอยู่ตอนบนของอ่าวเปอร์เซีย ทางเหนือและตะวันตกติดกับอิรัก ทางตะวันออกติดกับอ่าวเปอร์เซีย ทางใต้ติดกับซาอุดิอาระเบีย มีการค้นพบน้ำมันปิโตรเลียมในคูเวต เมื่อ ค.ศ 1930 ในปริมาณมาก ซึ่งประมาณว่า มีปริมาณร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำมันทั้งโลก นับตั้งแต่ ค.ศ.1946 คูเวตเป็นประเทศผู้นำผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกและส่งน้ำมันมากเป็นอันดับสองของโลก คูเวตเคยเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษระหว่างค.ศ 1914-1961 เมื่อคูเวตได้รับเอกราชในวันที่ 19 มิถุนายน 1961 รัฐบาลอิรักอ้างสิทธิว่าคูเวตเป็นส่วนหนึ่งของตนตามหลักเชื้อชาติ ภูมิศาสตร์ และสังคม แต่สันนิบาตอาหรับรับรองเอกราชของคูเวต

ภายหลังสงครามอิรัก-อิหร่านซึ่งกินเวลาถึง 8 ปี ส่งผลให้อิรักบอบช้ำมากจากภาระบูรณะประเทศ อิรักต้องเป็นหนี้ต่างประเทศจำนวนประมาณ 80,000 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา ทำให้ฐานะเศรษฐกิจของอิรักทรุดหนัก อิรักมีสินค้าออกหลักคือน้ำมัน ซึ่งมีปริมาณร้อยละ 99 ของมูลค่าสินค้าออกทั้งหมด อิรักจึงพยายามผลักดันให้องค์การโอเปกกำหนดโควตาการผลิตน้ำมันและกำหนดราคาน้ำมันเสียใหม่ให้อิรักมีรายได้เพิ่มขึ้น อิรักอ้างว่าการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง เพราะคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ลอบผลิตและขายน้ำมันเกินโควตา นอกจากนี้อิรักยังกล่าวหาว่าระหว่างอิรักทำสงครามกับอิหร่านเป็นเวลา 8 ปี คูเวตได้ขยายพรมแพนล่วงล้ำเข้ามาทางใต้ของอิรัก4 กิโลเมตร เพื่อตั้งค่ายทหารและตั้งสถานีขุดเจาะน้ำมันเป็นการขโมยน้ำมันของอิรัก ยิ่งไปกว่านั้น อิรักทำสงครามกับอิหร่านในนามชาติอาหรับและเพื่อความมั่นคงของชาติอาหรับทั้งมวล จึงสมควรที่คูเวตต้องช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม ข้อเรียกร้องที่รุนแรงของอิรัก คือให้คูเวตคืนดินแดนที่รุกล้ำเข้ามา คือ เขต Rumailah oilfield ซึ่งมีน้ำมันอุดมสมบูรณ์และขอเช่าเกาะบูมิยัน กับเกาะวาร์บาห์ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อให้อิรักขายน้ำมันผ่านอ่าวเปอร์เซียโดยตรง โดยมิต้องขายน้ำมันทางท่อส่งน้ำมันผ่านซาอุดิอารเบียและตุรกีเช่นเดิม

สาเหตุ

กล่าวโดยสรุป เหตุผลที่อิรักบุกคูเวตอย่างสายฟ้าแลบในเดือนสิงหาคม 1990 มีดังนี้

  1. แรงกดดันจากหนี้สงครามอิรัก-อิหร่าน อิรักจึงต้องการคุมแหล่งน้ำมันของโลกคือ คูเวต เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการผลิตน้ำมันและการกำหนดราคาน้ำมัน
  2. อิรักไม่มีทางออกทะเลหรือทางอ่าวเปอร์เซีย เพราะมีเกาะบูมิยันและเกาะวาห์บาห์ของคูเวตขวางทางอยู่ อิรักจึงมิอาจขายน้ำมันโดยตรงแก่เรือผู้ซื้อได้ ทั้งอิรักยังตกลงกับอิหร่านเรื่องการใช้เมืองท่าบัสราผ่านร่องน้ำซัตต์-อัล-อาหรับ ไม่ได้
  3. อิรักและคูเวตมีกรณีพิพาทดินแดน Rumailah Oilfield แหล่งน้ำมันที่สำคัญมาเป็นเวลานานและหาข้อยุติไม่ได้ อิรักจึงถือโอกาสยึดครองคูเวตด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์

ปฏิกริยาของประเทศต่างๆ

ปฏิกริยาของประเทศต่างๆ ที่มีต่อการยึดครองคูเวตของอิรักแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ

สหประชาชาติ ชาติอภิมหาอำนาจ รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เห็นตรงกันที่ต้องรักษาดุลอำนาจในตะวันออกลาง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติเป็นเอกฉันท์ประณามการรุกรานและเรียกร้องให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวตโดยไม่มีเงื่อนไข มติของคณะมนตรีความมั่นคงอันดับต่อมา คือ การประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่อิรักและคูเวต ยกเว้นอุปกรณ์ทางการแพทย์และอาหร เพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่อิรักก็ไม่ได้ปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ
กลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ

  1. อิยิปต์ ซีเรีย ซาอุดิอารเบีย เรียกร้องให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวต สนับสนุนการเข้ามาของกองกำลังพันธมิตรและถือว่าตนปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ
  2. จอร์แดน เยเมน ตูนีเซีย แอลจีเรีย และองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ กลุ่มนี้เรียกร้องให้ชาติอาหรับเจรจาหาทางแก้ปัญหากันเอง โดยไม่ต้องให้เป็นภาระขององค์การระดับโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติเท่ากับเป็นการรังแกชาวอาหรับด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาดำเนินการต่างๆ เพื่อเรียกร้องนานาชาติกดดันให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวต ภาพของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน กลายเป็นวีรบุรุษชาวอาหรับที่กล้าท้าทายโลกตะวันตก สาเหตุที่สหรัฐอเมริกามีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงนั้น เพราะอิรักทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง และแสนยานุภาพของอิรักอาจเป็นอันตรายต่ออิสราเอลพันธมิตรที่ดีของสหรัฐอเมริกาในอนาคตอีกด้วย

ผลของสงคราม

เมื่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรประเทศต่างๆ ส่งกำลังเข้าไปในซาอุดิอารเบีย เพื่อป้องกันการรุกรานของอิรัก อิรักหันไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐอเมริกาและเคยเป็นศัตรูของอิรักเองในสงครามอิรัก-อิหร่าน อิรัก-อิหร่านได้ทำการแลกตัวประกันจำนวน 70,000 คน และอิรักได้ถอนทหารของตนออกจากดินแดนของอิหร่าน ซึ่งอิรักยึดครองมาตั้งแต่สงครามอิรัก-อิหร่าน การกระทำของอิรักชี้ให้เห็นว่าอิรักต้องการให้สถานการณ์ด้านอิหร่านสงบ เพื่อไม่ต้องพะวงศึกสองด้าน

กองกำลังนานาชาติเพิ่มจำนวนเข้าไปในซาอุดิอาระเบียมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่สองอภิมหาอำนาจมีความเห็นตรงกันในการแก้ปัญหาการรุกรานคูเวตของอิรัก ส่วนอิรักตอบโต้มติสหประชาชาติด้วยการเพิ่มกำลังเข้าไปในคูเวต อิรักมีศักยภาพทางทหารสูงกว่าประเทศอาหรับอื่นๆ คือ มีทหารประจำการถึง 1 ล้านคนและมีอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงแต่ต้นทุนการผลิตต่ำ อาวุธเหล่านี้อิรักได้รับความช่วยเหลือบ้างจากประเทศยุโรปตะวันตกในช่วงทำสงครามกับอิหร่าน

สงครามอ่าวเปอร์เซียเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 1991 ภายหลังจากประธานาธิบดีจอร์ช บุช แห่งสหรัฐอเมริกาสามารถดำเนินวิธการทางการฑูตให้สหประชาชาติลงมติให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวตโดยเด็ดขาดภายใน 15 มกราคม 1991 มิฉะนั้น กองกำลังพันธมิตรจะใช้มาตรการบังคับด้วยกำลังต่ออิรัก เมื่อครบกำหนดเส้นตาย สหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีทางอากาศนในอิรักและคูเวตด้วยยุทธการ พายุทะเลทราย กองกำลังพันธมิตรร่วมมือโจมตีอิรักอย่างต่อเนื่อง อิรักซึ่งอยู่ในฐานะเป็นรองพยายามดึงอิสราเอลเข้าร่วมสงคราม โดยยิงจรวดสกั๊ด (SCUD) โจมตีเมืองเทลอาวีปและเมืองท่าไฮฟา หากอิสราเอลหลงกลตอบโต้อิรัก อิรักก็จะได้ประเทศอาหรับที่เป็นศัตรูกับอิสราเองมาเสริมกำลัง แต่ความพยายามของประธานาธิบดีซัดดัมล้มเหลว เมื่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรสามารถยับยั้งมิให้อิสราเอลใช้กำลังตอบโต้สงครามดำเนินต่อไปด้วยความร่วมมือของฝ่ายพันธมิตร ปฏิบัติการพายุทะเลทราย ได้ดำเนินมาถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1991 หลังจากนั้นกองกำลังพันธมิตรได้เปิดฉากการโจมตีภาคพื้นดินต่ออิรัก ในระยะเวลาเพียง 100 ชั่วโมงกองกำลังพันธมิตรก็ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการยึดคูเวตมาได้สำเร็จในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นั่นเอง หลังจากอิรักยึดครองคูเวตเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน

ข้อควรพิจารณาจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย คือ บทบาทที่เด่นชัดของสหประชาชาติในการระงับกรณีพิพาททั้งวิธีการฑูตและกำลังทหาร รวมทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ มาตรการต่างๆ เหล่านี้สหประชาติาจะเลือกใช้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม บทบาทของสหประชาชาติในสงครามอ่าวเปอร์เซียอยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจนด้วยเวทีทางการฑูตและการทหารแสดงให้เห็นว่า บทบาทผู้นำโลกของสหรัฐอเมริกาลดความศักดิ์สิทธิ์ลงในสถานการณ์การเมืองโลกปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนั้น ยังแสดงให้เห็นความสำเร็จเป็นครั้งแรกที่สหประชาชาติสามารถออกมติเพื่อลงโทษประเทศสมาชิกที่ละเมิดกฏบัตรด้วยการรุกรานประเทศอื่น ทั้งนี้เป็นผลของการยุติการเผชิญหน้าของสองอภิมหาอำนาจและความจำเป็นของการร่วมมือของประเทศทั้งสอง

แม้สงครามอ่าวเปอร์เซียยุติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1991 แล้วก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติได้บีบคั้นเศรษฐกิจของอิรักมากขึ้นกว่าเดิม ประชาชนอดอยากขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคจนมีสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมและต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ในเดือน พฤศจิกายน 1991นั้น สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษตรวจสอบอาวุธของอิรัก (unscom) เข้าไปตรวจสอบแหล่งผลิตและที่ซ่อนอาวุธเคมี อาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพของอิรัก เพื่อให้อิรักทำลายล้างอาวุธเหล่านี้ หลังจากนั้นสหประชาชาติจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิรัก

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหประชาชาติกับอิรักได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่อันสคอมถูกส่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในอิรักจนถึงปัจจุบัน อิรักจะขัดขวางการทำงานของอันสคอมอยู่เสมอๆ เช่นกัน นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคม 1992 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งเขตห้ามบินทางตอนใต้ของอิรักและขยายมายังตอนเหนือเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน 1996 ภายหลังสหรัฐอเมริกาได้โจมตีทางตอนใต้องอิรักอีก เพื่อเป็นการตอบโต้อิรักปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดอย่างรุนแรง

เมื่อ ค.ศ.1997 อิรักได้ขับไล่ชาวอเมริกันออกจากทีมงานอันสคอมโดยกล่าวหาว่า ชาวอเมริกาคนหนึ่งเป็นสายลับ ซึ่งสหรัฐอเมริกาปฏิบัติคำกล่าวหานี้ การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอันสคอม กับอิรักได้ตึงเครียดมาตามลำดับ

ค.ศ.1998 เมื่ออิรักขัดขวางเจ้าหน้าที่อันสคอม (ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ รวมทั้งไทย) ไม่ให้เข้าไปตรวจสอบอาวุบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน นายโคฟี อันนาม เลขาธิการสหประชาชาติเดินทางไปเจรจากับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เพื่อยุติการเผชิญหน้าระหว่างอิรักกับสหรัฐอเมริกา อิรักยินยอมให้อันสคอมตรวจสอบอาวุธบริเวณทำเนียบประธานาธิบดี อันสคอมร้องเรียนสหประชาชาติว่าอิรักไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร และยังขัดขวางการปฏิบัติงานของอันสคอมอีกด้วย

การเผชิญหน้าระหว่างอิรักและสหรัฐอเมริกาทวีความรุนแรงมากขึ้น ในเดือนธันวาคม 1998 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเตือนอิรักว่า อาจจะมีการโจมตีอิรักได้ทุกเวลาหากอิรักยังคงขัดขวางการปฏิบัติงานของอันสคอม

16 ธันวาคม 1998 เจ้าหน้าที่ของอันสคอมต้องเดินทางออกจากอิรักเพราะเกรงจะได้รับอันตรายจากอิรัก และเช้าตรู่ของวันรุ่นขึ้น ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้ส่งกำลังทหารไปยังอ่าวเปอร์เซียร่วมกับกองกำลังทหารอังกฤษเพื่อยิงถล่มอิรักภายใต้ปฏิบัติการชื่อ “ปฏิบัติการจิ้งจอกทะเลทราย” เป็นเวลา 4 วัน จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส รวมทั้งบรรดาชาติอาหรับอื่นๆ ต่างประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติการโจมตีอิรัก ส่วนสมาชิกนาโต ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ต่างสนับสนุนมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

ปัญหาอิรักคือปัญหาที่ท้าทายบทบาทของสหประชาชาติ ในเวลาเดียวกันก็เป็นปัญหาภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาที่ชี้นำและดำเนินการโดยพลการในนามสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฏบัตรสหประชาชาติและหลักการของประชาคมโลก นายโคฟี อันนาม กล่าวแสดงความรู้สึกของเขาว่า “วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าของยูเอ็นและชาวโลก ผมได้ทำทุกสิ่งเท่าที่มีอำนาจหน้าที่สร้างความสงบตามปณิธานของยูเอ็น เพื่อระวังการใช้กำลัง สิ่งนี้ไม่ใช่ของง่าย เป็นกระบวนการเจ็บปวดไม่มีที่สิ้นสุด”

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ผลของสงครามเย็น ::

นอกจากทวีปยุโรปแล้ว สองอภิมหาอำนาจยังแข่งขันกันในภูมิภาคต่างๆ ส่งผลให้สงครามเย็นเพิ่มความตึงเครียด ทวีปเอเซียเป็นอีกเวทีหนึ่งของสงครามเย็น ในแถบตะวันออกไกล จีนเป็นดินแดนที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด เมื่อจีนคอมมิวนิสต์นำโดยเหมาเจ๋อตุง เป็นฝ่ายมีชัยชนะในสงครามกลางเมือง ยึดครองแผ่นดินใหญ่ของจีนได้ รัฐบาลจีนคณะชาติซึ่งเป็นฝ่ายโลกเสรีและได้รับความสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา ต้องหนีไปตั้งรัฐบาลที่เกาะฟอร์โมซา ชัยชนะของจีนคอมมิวนิสต์มีผลกระทบต่อดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศ ถือเป็นการพ่ายแพ้ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและเป็นการเสียดุลอำนาจครั้งสำคัญของโลกเสรี สหภาพโซเวียตและจีนเป็นสองประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีทรัพยากรมาก และมีจำนวนประชากรมหาศาล ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจึงตึงเครียดมานับตั้งแต่นั้น

ความขัดแย้งของสงครามเย็นส่งผลให้ประเทศเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ ที่มีอุดมการณ์ต่างกัน กองทัพของประเทศเกาหลีเหนือซึ่งปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ได้ยกข้ามเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือเข้ารุกรานประเทศเกาหลีใต้อย่างฉับพลัน สหประชาติจึงมีมติให้สหรัฐอเมริกาและกองกำลังทหารของสหประชาชาติจาก 18 ประเทศสมาชิกเข้าช่วยเกาหลีใต้จากการรุกรานครั้งนี้ จีนส่งกองทัพช่วยเกาหลีเหนือ ก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันจนกระทั่ง ค.ศ.1953 จึงมีการทำสนธิสัญญาสงบศึก สงครามเกาหลีก่อให้เกิดความตื่นตัวต่อการขยายอิทธิพของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเซีย สหรัฐอเมริกาเห็นความจำเป็นของการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเซียอย่างจริงจัง สำหรับประเทศญี่ปุ่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ประสบความสำเร็จในวงแคบ เสถียรภาพทางการเมือง ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและมาตรฐานสังคมในระดับสูงของประเทศญี่ปุ่น อันเป็นผลงานส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นกำลังสำคัญของโลกเสรีในทวีปเอเซีย

การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มจากอินโดจีน คือ ประเทศเวียดนาม เขมร และลาว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศส เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยใช้เส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเขตแบ่งชั่วคราว เวียดนามเหนืออยู่ใต้การปกครองของลัทธิคอมมิวนิสต์ มีโฮจิมินห์เป็นผู้นำ เวียดนามใต้ปกครองระบอบประชาธิปไตย มีโงดินห์เดียมเป็นผู้นำ โดยให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเวลา 1 ปี เพื่อรวมเวียดนามเป็นประเทศเดียวกัน แต่การเลือกตั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเกิดการสู้รบระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้

การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาในอินโดจีน ทำให้สหรัฐอเมริกานำนโยบายล้อมกรอบการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์มาใช้ในเอเซียด้วย นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาขณะนั้นประกาศอย่างแข็งขันว่าจะไม่ยอมให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายตัวต่อไป โดยเชื่อมั่นในทฤษฏีโดมิโนว่า ถ้าประเทศใดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ก็จะพลอยเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1954 จึงได้มีการสนธิสัญญาที่กรุงมะนิลาเพื่อจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ประกอบด้วย 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ไทย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ด้วยวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกับนาโต

ในตะวันออกลาง หรือเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ เป็นภูมิภาคที่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับด้วยกันเอง และระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับกับประเทศอิสราเอล สหภาพโซเวียตฉวยโอกาสขยายอิทธิพลของตนด้วยวิธีารต่างๆ เช่น เสนอให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารแก่ประเทศอิยิปต์ ในการปฏิรูปประเทศในสมัยประธานาธิบดีนัสเซอร์ด้วยการให้เงินสร้างเขื่อนอัสวาน อืยิปต์เป็นผู้นำของกลุ่มประเทศอาหรับที่สหภาพโซเวียตต้องการส่งเสริมอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ให้แพร่หลายในภูมิภาคตะวันออกลาง ฝ่ายโลกเสรีจึงหาทางสกัดกั้นด้วยการจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาเซ็นโต หรือองค์การสนธิสัญญากลาง (Central Treaty Organization:CENTO) ซึ่งมีสมาชิก 5 ประเทศ คือ สหราชอาณาจักร ตุรกี อิรัก อิหร่าน และปากีสถาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการแทรกแซงและขยายอำนาจของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้

ส่วนในทวีปแอฟริกา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆ ได้รับเอกราช โดยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง เช่น คองโก จึงเกิดการจลาจลแย่งอำนาจระหว่างชนเผ่าต่างๆ คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติเกรงว่าความวุ่นวายนี้จะเป็นภัยต่อสันติภาพของโลก จึงมีมติให้ส่งกองกำลังของสหประชาชาติเข้าไปรักษาความสงบเรียบร้อยในคองโก สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ความช่วยเหลือแก่ประธานาธิบดีลูมุมบาของคองโก และนายครุฟเซฟผู้นำสหภาพโซเวียตประนามการแทรกแซงสหประชาชาติ ส่วนสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในแทนซาเนียด้วยการช่วยเหลือในการสร้างทางรถไฟยาว 1,000 ไมล์ ในขณะที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้พยายามรักษาอิทธิพลในแอฟริกา โดยเฉพาะกับประเทศอดีตอาณานิคมของตน

กล่าวโดยสรุป แม้สงครามเย็นตั้งแต่ ค.ศ.1945 จะไม่ลุกลามกลายเป็นสงครามอย่างเปิดเผย แต่ก็นำไปสู่ความขัดแย้งระดับวิกฤตการณ์ทางการเมืองจนกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคขึ้นในหลายแห่งของโลก

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: รูปแบบสงครามเย็น ::

การแข่งขันเพื่อความเป็นใหญ่ในยุคสงครามเย็นนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นความสำเร็จของอุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายตน ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ชี้ความเสมอภาคของประชาชน เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของแต่ละฝ่ายคือ สำนักงานข่าวสารเผยแพร่ข่าวสาร สำนักงานวัฒนธรรม โครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา บางครั้งใช้วิธีการทางการเมืองและการฑูตเพื่อแสวงหาพันธมิตรในการเมืองระดับประเทศ หรือใช้วิธีการเศรษฐกิจแก่ประเทศพันธมิตรในรูปของเงินช่วยเหลือเงินกู้ระยะยาว เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ในทางตรงกันข้าม อาจใช้มาตรการทางเศรษฐกิจตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม เช่น การงดความสัมพันธ์ทางการค้า กับบางประเทศ นอกจากนั้นวิธีการทางทหารนับว่าเป็นวิธีการที่ใช้มากที่สุด มีการสะสมกำลังอาวุธ การให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศพันธมิตรด้านกำลังทหาร กำลังอาวุธ จัดส่งเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญทางการทหาร ตลอดจนการส่งกองกำลังของตนเข้าไปตั้งมั่นในประเทศพันธมิตร จนในที่สุดก็ได้ตั้งองค์การป้องกันร่วมกันในภูมิภาคต่างๆ เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (Nato) องค์การสนธิสัญญาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) และกลุ่มกติกาสนธิสัญญวอร์ซอ (Warsaw Pact) วิธีการเผยแพร่อิทธิพลวิธีสุดท้าย คือ วิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ ความพยายามแสดงออกถึงความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การคิดค้นอาวุธ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ รวมทั้งโครงการสำรวจอวกาศเพื่อสร้างความศรัทธาแก่ประเทศพันธมิตรและสร้างความยำเกรงแก่ประเทศฝ่ายตรงข้าม

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการเผชิญหน้าของสองอภิมหาอำนาจในภูมิภาคต่างๆ เริ่มต้นจากปัญหาความมั่นคงในยุโรป สหภาพโซเวียตขยายอิทธิพลเข้าไปในยุโรปในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกกลายเป็นกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์

สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วยการประกาศหลักการทรูแมน ในเดือน มีนาคม ค.ศ.1947 ซึ่งมีสาระสำคัญว่าสหรัฐอเมริกาจะได้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยให้พ้นจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งภายนอกและภายในประเทศ รัฐสภาอนุมัติเงินและให้ความช่วยเหลือตุรกีและกรีกให้รอดพ้นจากเงื้อมมือลัทธิคอมมิวนิสต์ ในปีเดียวกันสหภาพโซเวียตได้ตั้งสำนักงานข่าวคอมมิวนิสต์ (Cominform) ขึ้นที่กรุงเบลเกรด ทำหน้าที่เผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์และเป็นเครื่องมือของสหภาพโซเวียต เพื่อป้องกันมิให้โลกเสรีเข้าแทรกแซงในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก เป็นการตอบโต้หลักการทรูแมน การประกาศหลักการทรูแมนของสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นการเริ่มต้นอย่างแท้จริงของสงครามเย็นระหว่างสองอภิมหาอำนาจ

สหรัฐอเมริกาพยายามกอบกู้และฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรปเป็นเป้าหมายต่อไปโดยการเสนอให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ทุกประเทศในยุโรป ตามแผนการณ์มาร์แชล ซึ่งแผนการนี้มีระยะเวลา 4 ปี ด้วยงบประมาณ 13,500 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาในรูปของเงินทุน วัตถุดิบ อาหารและเครื่องจักรกล ส่วนประเทศในยุโรปตะวันออกถูกสหภาพโซเวียตกดดันให้ปฏิเสธข้อเสนอของอเมริกา โดยสหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกได้ร่วมมือกันจัดตั้งสภาความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจหรือโคมีคอน (Comecon)ด้วยเหตุนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรปจึงแยกเป็น 2 แนวทางตั้งแต่นั้นมา

นอกจากนี้สหรัฐอเมริกายังสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้านการเมืองการทหารแก่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ในค.ศ.1949 สหรัฐอเมริกาและแคนาดาร่วมกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก 10 ประเทศ จัดตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกทั้งด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งการตั้งนาโตถือว่าเป็นจุดสำคัญของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในการต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียต โดยใช้ความร่วมมือทางทหารของกลุ่มประเทศโลกเสรี กฏบัตรขององค์การนาโต กำหนดไว้ว่า หากยุโรปตะวันตกถูกรุกราน สหรัฐอเมริกาจะเข้าร่วมสงครามโดยทันทีตามหลักการป้องกันตนเอง ส่วนสหภาพโซเวียตก็จำเป็นต้องมีกองทหารไว้ควบคุมเขตอิทธิพลของตน จึงมีการประชุมเพื่อดำเนินการจัดตั้งระบบพันธมิตรทางทหารของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกขึ้นที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ก่อให้เกิดกลุ่มกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอ ทำให้สหภาพโซเวียตสามารถมีกองกำลังของตนไว้ในประเทศสมาชิกได้

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

ความหมายและรูปแบบสงครามเย็น (COLD WAR)

สงครามเย็นคือลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วง ค.ศ.1945-1991 ที่กลุ่มประเทศโลกเสรีและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ต่างพยายามต่อสู้โดยวิธีการต่างๆ ยกเว้นการทำสงครามกันโดยเปิดเผย เพื่อขัดขวางการขยายอำนาจของกันและกัน

สงครามเย็นมีผลสืบเนื่องมาจากสภาพบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทั้งประเทศผู้ชนะและแพ้สงคราม ได้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทวีปยุโรปซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างยิ่ง ต้องสูญเสียอำนาจและอิทธิพลในสังคมโลกให้กับสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจมั่นคงจนเป็นหลักในการบูรณะฟื้นฟูประเทศอื่นๆ สหรัฐอเมริกาก้าวสู่ความเป็นผู้นำของโลกเสรีประชาธิปไตย ในขณะที่สหภาพโซเวียตมีอำนาจและอิทธิพลเนื่องมาจากความสำเร็จในการขยายลัทธิคอมมิวนิสต์สู่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก อยู่ในฐานะประเทศผู้นำของโลกคอมมิวนิสต์ คำว่า อภิมหาอำนาจ จึงหมายถึง ความเป็นผู้นำโลกของประเทศทั้งสอง ซึ่งแข่งขันกันขยายอำนาจและอิทธิพล จนทำให้ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันเกิดความตึงเครียดสูง

สาเหตุของสงครามเย็นเกิดจากการแข่งขันกันของประเทศอภิมหาอำนาจจากประเสบการณ์ที่ผ่านมาในสงครามโลกทั้งสองครั้ง ทำให้สหรัฐอเมริกาเสียหายน้อยกว่าประเทศคู่สงครามในยุโรป ทั้งยังเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสูง และเป็นประเทศแรกที่สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีความรู้สึกว่าตนเป็นตำรวจโลกเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งวิถีทางประชาธิปไตยและเสรีภาพ

ส่วนสหภาพโซเวียตฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็ว เพราะพื้นที่กว้างใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติมาก สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ สหภาพโซเวียตต้องการเป็นผู้นำในการปฏิวัติโลกเพื่อสถาปนาระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ตามแนวคิดของมาร์กซ์ขึ้น ดังนั้น ทั้งสองอภิมหาอำนาจจึงใช้ความช่วยเหลือที่ให้แก่ประเทศต่างๆ เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพล อำนาจ และอุดมการณ์ของตน เพื่อหาประเทศที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกันมาเป็นเครื่องถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายตรงข้าม

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: การสร้างชาติของอาณานิคมในทวีปอเมริกาใต้ ::

ทวีปอเมริกาใต้ (กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา) ดินแดนอาณานิคมในลาตินอเมริกาได้รับเอกราชจากสเปน ในช่วง ค.ศ 1810-1825 และใช้รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรรัฐทั้งหมด ในระหว่างค.ศ1825-1880 เกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองของลาตินอเมริกา เนื่องจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้นำชั้นสูงที่ต้องการผูกขาดอำนาจปกครอง รวมทั้งปัญหาความแตกแยกระหว่างประชาชนในส่วนต่างๆ ของประเทศ ช่วง ค.ศ 1880 ถึงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดความรู้สึกชาตินิยมทางการเมืองและเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ไปสู่การต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ขยายอิทธิพลเข้ามาในเขตอเมริกากลางและหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน

ลัทธิชาตินิยมของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ก่อให้เกิดการผนึกกำลังภายในชาติและการกำหนดเขตแดนของแต่ละประเทศ โดยมีการรบพุ่งระหว่างประเทศน้อยครั้ง ลักษณะสำคัญของลัทธิชาตินิยมของดินแดนละตินอเมริกานำไปสู่การสร้างความเข้มแข้งของกองทัพ บ่อยครั้งประเทศเหล่านี้ปกครองด้วยคณะรัฐบาลทหารที่มีแนวโน้มในทางนิยมความเด็ดขาดของลัทธินาซีและลัทธิฟาสซิสต์

สภาพการเมืองของดินแดนลาตินอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

  1. อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อดินแดนลาตินอเมริกา เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้หลักการมอนโร ในค.ศ.1823 คือ ห้ามประเทศอื่นใดแสวงหาอาณานิยมในเขตซีกโลกตะวันตก อันหมายรวมถึงดินแดนลาตินอเมริกา การประกาศหลักการมอนโรเป็นการอ้างเอกสิทธิของอเมริกาเหนือดินแดนลาตินอเมริกาและกีดกันมิให้ประเทศอื่นเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนดังกล่าว
  2. บทบาทของสหรัฐอเมริกาในลาตินอเมริกาเด่นชัดขึ้นในยุคสงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงในกิจการภายในประเทศลาตินอเมริกาโดยตรงหลายประเทศ ตลอดจนเกี่ยวข้องในการล้มรัฐบาลของบางประเทศ เช่น รัฐบาลประธานาธิบดีซัลวาดอร์ อาเยนเดของชิลี เป็นต้น
  3. การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์และแนวคิดสังคมนิยม เริ่มจากคิวบาเป็นประเทศแรกในลาตินอเมริกาที่เป็นคอมมิวนิสต์ แนวคิดทั้งสองแพร่หลายไปทั่วทวีป และได้รับการยอมรับจากสหพันธ์กรรมกรและปัญญาชนของประเทศต่างๆ ความแตกต่างกันอย่างมากในระดับเศรษฐกิจทำให้แนวคิดนิยมซ้าย (ใช้ในความหมายแนวคิดนิยมลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ ในขณะที่แนวคิดนิยมขวา หมายถึง แนวคิดนิยมลัทธิเสรีประชาธิปไตย) และการต่อต้านรัฐบาลที่มักเป็นเผด็จการได้รับการสนับสนุนจากคนทั่วๆ ไป ในบางประเทศกลุ่มฝ่ายซ้ายได้รับความนิยมมากจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลปกครองประเทศได้ บ้างก็มีกำลังที่ท้าทายรัฐบาลจนยากแก่การปราบปราม
  4. บทบาทรัฐบาลทหารในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ทหารเป็นกลุ่มผลประโยชน์เพียงกลุ่มเดียวที่มีการบริหารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเข้ามาเป็นรัฐบาลในหลายวาระในหลายประเทศ รัฐบาลทหารมักใช้การปกครองอย่างเฉียบขาดเป็นเผด็จการทหาร กลุ่มประเทศที่มีรัฐบาลทหารมักเป็นประเทศเล็ก ซึ่งไม่ค่อยมีบทบาทในวงการเมืองระหว่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐโดมินิกัน กัวเตมาลา เฮตี ฮอนดูรัส นิการากัว และปารากวัย ส่วนกลุ่มประเทศที่มีรัฐบาลทหารเป็นครั้งคราว ได้แก่ อาร์เจนตินา โบลีเวีย บราซิล ชิลี โคลัมเบีย เปรูและเวเนซูเอลา ส่วนคอสตาริกาและอุรุกวัย ซึ่งมีความมั่นคงในการเมืองระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจ ไม่เคยมีรัฐบาลทหารปกครอง
  5. การเมืองระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา กลุ่มประเทศลาตินอเมริกาพยายามรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพิงชาติมหาอำนาจตะวันตก เช่น จัดตั้งตลาดร่วมแห่งอเมริกากลาง จัดตั้งสมาคมการเสรีเสรีของลาตินอเมริกา หรือ LAFTA และตั้งกลุ่มสนธิสัญญาแอนดีน เป็นต้น

 

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: การสร้างชาติของอาณานิคมในทวีปเอเซีย ::

  1. ทวีปเอเซีย อาณานิคมในเอเซียที่ได้รับเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดำเนินนโยบายเป็นกลางในช่วงแรก เนื่องจากเข็ดหลาบที่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมานาน เมื่อได้รับเอกราชจึงไม่ต้องการผูกพันใกล้ชิดกับประเทศอภิมหาอำนาจ เพราะเกรงว่าจะทำให้เอกราชของตนไม่สมบูรณ์ เช่น อินเดีย พม่า อินโดนีเซีย และอินโดจีน ต่างดำเนินนโยบายเป็นกลาง
  2. ในขณะเดียวกัน จากการที่ลัทธิคอมมิวนิสต์อันเป็นหลักการสากลของสหภาพโซเวียตโจมตีลัทธิจักรวรรดินิยมของกลุ่มประเทศค่ายโลกเสรี และสหภาพโซเวียตยังสามารถพัฒนาประเทศได้รวดเร็ว จนเป็นอภิมหาอำนาจในช่วงเวลาอันสั้น ทำให้ประเทศเกิดใหม่แม้จะวางตัวเป็นกลาง แต่มีความโน้มเอียงนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ตัวอย่างเช่น ค.ศ.1920 อินโดนีเซียก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นเป็นประเทศแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีจุดมุ่งหมาย คือการต่อสู้เพื่อเอกราชด้วยวิธีการอันรุนแรงและทำลายล้างระบบนายทุนควบคู่ไปด้วย ใน ค.ศ.1930 หัวหน้าขบวนการชาตินิยมของเวียดนาม คือ เหงียน ไอ คว้อค หรือรู้จักกันต่อมาในนามว่า โฮจีมินห์ ได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามขึ้น ใช้วิธีการดำเนินงานแบบใต้ดิน เพื่อเรียกร้องเอกราช
  3. หลังได้รับเอกราช ประเทศเกิดใหม่เหล่านี้ต้องต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานด้านอารยธรรมของตน รวมทั้งอาศัยประโยชน์จากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ข้อสังเกต คือ ผู้นำขบวนการชาตินิยมเอเซียมักมีโอกาสเป็นผู้ตั้งรัฐบาลปกครองประเทศหลังได้รับเอกราช
  4. ปัญหาร่วมกันของประเทศเกิดใหม่ในเอเซียได้แก่ความพยายามที่จะคานอำนาจระหว่างสองผู้นำสงครามเย็น มิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอิทธิพลเหนือประเทศตน ซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะความต้องการปัจจัยในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเงินทุน วัตถุดิบ ผู้ชำนาญการ และเทคโนโลยี ทำให้ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว ประเทศผู้รับความช่วยเหลือจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงจากการถูกอิทธิพลของมหาอำนาจเข้าแทรกแซง
  5. ปัญหาความแตกแยกด้านเชื้อชาติ ศาสนา และปัญหาชนกลุ่มน้อย ทำให้หลายประเทศขาดเอกลักษณ์และอุดมการณ์แห่งชาติร่วมกัน จนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น ในพม่า อินเดีย เวียดนามและลาว เกิดขบวนการอิสระหรือขบวนการก่อการร้ายที่พยายามแยกตัวออกจากการปกครองของรัฐบาลกลาง ซึ่งทำสำเร็จในกรณีของปากีสถานที่แยกออกจากอินเดีย และสิงค์โปร์ แยกออกจากมาเลเซีย เป็นต้น แต่ในหลายประเทศ รัฐบาลกลางต้องใช้เวลาและทรัพยากรอย่างมาก สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลกลางเป็นกรณีขัดแย้งจนทุกวันนี้ เช่น พม่า ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
  6. ความล้มเหลวของการนำระบบการปกครองแบบตะวันตกมาใช้ ซึ่งไม่สำเร็จทั้งระบบประชาธิปไตยหรือระบบสังคมนิยม รวมไปถึงความล้มเหลวในการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ เช่น การกระจายรายได้ในสังคม และการจัดสวัสดิการเพื่อส่วนรวม ความล้มเหลวทั้งสองด้านนี้เปิดโอกาสให้ทหารแทรกแซงการบริหารประเทศ นับเป็นปัญหาใหม่ของภูมิภาคนี้

 

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

ขบวนการชาตินิยม

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน ค.ศ.1945 ชาติมหาอำนาจจักรวรรดินิยมในทวีปยุโรปต่างอ่อนแอลง ประกอบกับขบวนการชาตินิยมของดินแดนอาณานิคมพัฒนาขึ้น การฟื้นฟูอำนาจของตนในอาณานิคมเป็นไปอย่างยากลำบาก เป็นผลจากการช่วยตนเองในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มิอาจอาศัยเมืองแม่ได้ กลุ่มผู้นำขบวนการชาตินิยมของอาณานิคม คือ กลุ่มคนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาแบบตะวันตก รับถ่ายทอดแนวความคิดและวัฒนธรรมแบบตะวันตก รวมทั้งรับรู้ปรัชญาการเมืองตะวันตกที่เน้นเรื่องเสรีภาพและเสมอภาค กลุ่มผู้นำเหล่านี้คือผู้ผลักดันให้ชาวอาณานิคมเกิดความรู้สึกตื่นตัวที่จะได้รับสิทธิปกครองตนเองและเรียกร้องเอกราช

ขบวนการชาตินิยมในแต่ละภูมิภาคมีวัตถุประสงค์เหมือนกัน แต่มีวิธีการดำเนินงานที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของเมืองแม่และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างเมืองแม่กับดินแดนอาณานิคมนั้นๆ

กล่าวโดยสรุป อาณานิคมต่างๆ ได้รับเอกราชด้วยวิธีการ 2 แบบ คือ การเจรจาต่อรองด้วยสันติวิธีและด้วยวิธีการรุนแรงโดยการจับอาวุธขึ้นขับไล่เมืองแม่

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

การฟื้นฟูยุโรปตะวันออก

กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก คือ กลุ่มประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ที่สหภาพโซเวียตเข้าไปปลดปล่อยจากการยึดครองของกองทัพนาซี ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง แต่ภายหลังการปลดปล่อยย สหภาพโซเวียตกลับคงกองทัพของตนไว้ในประเทศเหล่านั้นและสนับสนุนให้พรรคคอมมิวนิสต์ของแต่ละประเทศที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลเดิม เปลี่ยนฐานะเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์และเป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียต<

  1. ด้านการเมือง กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ โดยใช้รูปแบบรัฐธรรมนูญและองค์กรการปกครองของสหภาพโซเวียต พรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลของกลุ่มประเทศเหล่านี้
  2. ด้านเศรษฐกิจ ทุกประเทศใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งรัฐเป็นผู้วางแผนและเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทุกอย่าง เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกผูกพันกับระบบเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต เช่น เชคโกสโลวะเกียถูกกำหนดให้เป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมหนัก เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า ในขณะที่ประเทศกลุ่มยุโรปตะวันออกอื่นๆ มีรายได้หลักจากการเกษตรในรูปนารวม แม้สหภาพโซเวียตจะให้ความช่วยเหลือด้านอุตสาหกรรมแก่ประเทศเหล่านี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม
  3. ด้านสังคม รัฐบาลของแต่ละประเทศเข้าควบคุมศาสนจักรอย่างใกล้ชิด ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ สหภาพโซเวียตเป็นผู้กำหนดระบบการศึกษาและการดำรงชีวิต
  4. ด้านต่างประเทศ ในระยะแรกทุกประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกต้องดำเนินนโยบายต่าประเทศผูกพันกับสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็น หลังจากนั้น แต่ละประเทศพยายามปรับท่าทีและลดระดับความผูกพันกับสหภาพโซเวียตลง เช่น ยูโกสลาเวียแม้ปกครองระบอบคอมมิวนิสต์คลายความเข้มงวดทางการเมืองและเศรษฐกิจลง และหันไปผูกมิตรกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ส่วนแอลบาเนียหันไปรับความช่วยเหลือและผูกพันกับจีนคอมมิวนิสต์ โรมาเสียก็ดำเนินนโยบาย เป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศ

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

การฟื้นฟูประเทศยุโรปตะวันตก

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ภารกิจอย่างแรกของทุกประเทศในยุโรป คือ การบูรณะและฟื้นฟูประเทศอย่างรีบด่วน แม้ทุกประเทศต้องเผชิญกับปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ประเทศเหล่านั้นก็มิได้ท้อแท้ ต่างพยายามกอบกู้ความเป็นมหาอำนาจกลับคืนมา ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้

  1. กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ต่างศรัทธาและยึดมั่นการปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตย แม้จะถูกท้าทายจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ รวมทั้งมีภาระหนักในการสร้างศักดิ์ศรีและขวัญกำลังใจแก่ประชาชน หลายประเทศมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพปกครองมาเป็นเวลานาน จนสามารถสร้างความก้าวหน้าแก่ประเทศ เช่น เยอรมันตะวันตก และอังกฤษ บางประเทศมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง หรือปกครองโดยรัฐบาลผสม เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี
  2. ด้านเศรษฐกิจ ความนิยมในลัทธิเสรีนิยมลดลงและถูกแทนทีด้วยการวางแผนเศรษฐกิจโดยรัฐบาลและการโอนกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ กิจการใดก็ตามที่มีความจำเป็นต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งเอกชนไม่อาจทำได้ดีหรือเอกชนค้ากำไรเกินควร รัฐบาลจะเข้าดำเนินกิจการนั้นแทน เช่น รัฐบาลอังกฤษได้โอนกิจการธนาคาร กิจการไฟฟ้า โทรศัพท์ และการขนส่งทางบกมาดำเนินการโดยรัฐ
  3. ด้านสังคม ทุกประเทศใช้นโยบายรัฐสวัสดิการ แต่มีมาตรการดำเนินงานที่แตกต่างกันและเน้นการให้บริการที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและความจำเป็นของแต่ละประเทศ งานสวัสดิการสังคมพื้นฐานที่รัฐบาลแต่ละประเทศพยายามดำเนินการเพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตอยู่อย่างมั่นใจตั้งแต่เกิดจนตาย คือ การประกันสุขภาพและสาธารณสุข การศึกษา บริการที่อยู่อาศัย การสงเคราะห์คนชรา คนพิการ เป็นต้น นโยบายรัฐสวัสดิการจะทำควบคู่กับการเรียกเก็บภาษีระบบก้าวหน้าซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ที่มีรายได้สูงกับผู้ที่มีรายได้ต่ำ
  4. ด้านการต่างประเทศ ประเทศยุโรปส่วนใหญ่ดำเนินนโยบายต่างประเทศและผูกมิตรกับสหรัฐอเมริกานอกเหนือจากความร่วมมือและการรวมกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกด้วยกันเอง บางประเทศยังคงดำเนินนโยบายเป็นกลาง เช่น สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต แต่เป็นที่ตั้งขององค์การกาชาดสากล และองค์การชำนัญพิเศษหลายองค์การของสหประชาชาติ

1 Comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

บทบาทของสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ลัทธิคอมมิวนิสต์ในสหภาพ โซเวียตเติบโตและมีอิทธิพลมากขึ้น สามารถขยายอิทธิพลเข้าไปในยุโรปตะวันออก จนประเทศ ในยุโรปตะวันออกกลายเป็นบริวาร ดำเนินนโยบายไปตามการดูแลของสหภาพโซเวียต เช่น ลัตเวีย ลิธัวเนีย และเอสโทเนีย เป็นต้น สตาลินประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตปกครองประเทศแบบ เผด็จการเพื่อสร้างโซเวียตให้เข้มแข็ง และขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปทั่วโลก และกำหนดนโยบายเปลี่ยนแปลงสหภาพโซเวียตให้พัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น สตาลินถึงแก่อสัญกรรม ในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1953 นายมาเลนคอฟ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตต่อมา เขาเห็นว่า สหภาพโซเวียตไม่สามารถควบคุมกลุ่มประเทศบริวารในยุโรปตะวันออกได้ ตราบใด ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นให้ดีขึ้น ดังนั้น เขาจึงปรับปรุงนโยบายด้านเศรษฐกิจในฮังการี เชโกสโลวะเกีย และโปแลนด์ เป็นอันดับแรก แต่เขาอยู่ในตำแหน่งในระยะสั้น ก็หมดอำนาจไป

ในช่วงปี ค.ศ. 1955 นิกิตา ครุสชอฟ สามารถกำจัดนายกอร์กี มาเลนคอฟ ออกจากเส้นทางการเมืองของตนได้สำเร็จ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปกครองประเทศต่อมาเขามองว่าการจะพัฒนาสหภาพโซเวียตให้เจริญก้าวหน้านั้น จำเป็นต้องทำลายล้างระบบเก่าที่สตาลินสร้างไว้ให้สิ้นซากก่อน นโยบายใหม่ของครุสชอฟก็คือ การสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศบริวารของสหภาพโซเวียต มิใช่สหภาพโซเวียตไปแสวงหาผลประโยชน์จกาประเทศเหล่านั้น เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นที่จะต้องให้เสรีภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจแก่ประเทศบริวาร ลดการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเหล่านั้นลง ซึ่งประเทศที่ได้รับความสำเร็จจากนโยบายนี้ คือ ประเทศยูโกสลาเวีย แต่ภายหลังตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ยูโกสลาเวียก็ถูกสหภาพโซเวียตเข้าควบคุมและแทรกแซงอีก นิกิตา ครุสชอฟ ให้ความเป็นเพื่อนที่ฐานะเท่าเทียมกันแก่จีน พร้อมกับเพิ่มความช่วยเหลือแก่จีน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 200 แห่ง พร้อมกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงงานเหล่านั้นให้แก่จีนอีก แต่จีนมองการให้ความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตว่าหวัง ที่จะหาผลประโยชน์ เพื่อตอบสนองนโยบายในโลกคอมมิวนิสต์นั้น ในปี ค.ศ. 1956 สหภาพโซเวียตจัดประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 ในที่ประชุม ครุสชอฟกล่าวโจมตีสตาลินอย่างรุนแรงที่นำเอาระบอบเผด็จการมาใช้ จนเป็นผลการกระทบกระเทือนสหภาพโซเวียตและคอมมิวนิสต์อื่นๆ แต่ย้ำหลักการใหม่ให้อยู่รวมกันอย่างสันติระหว่างประเทศนายทุนกับประเทศสังคมนิยม นโยบายใหม่ของนายเหมา เจ๋อ ตุง ไม่เห็นด้วย เพราะขัดกับหลักการของมาร์กซ์และเลนิน เหมาเห็นว่า การขยายอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ต้องใช้วิธีรุนแรงตามอุดมการณ์ของมาร์กซ์และเลนิน สงครามเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ในที่สุด คอมมิวนิสต์ก็แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. คอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต
  2. คอมมิวนิสต์จีน

ผู้นำจีนประณามสหภาพโซเวียตว่าเป็นคอมมิวนิสต์นอกคอกหรือลัทธิแก้ จีนเท่านั้นที่ดำเนินนโยบายตามอุดมการณ์ของมาร์กซ์และเลนิน อย่างแท้จริง ในกลางเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1964 ครุสชอฟถูกปลดออกจากตำแหน่ง นายลีโอนิด เบรซเนฟ เข้าดำรงตำแหน่งแทน เขาดำเนินนโยบายการแทรกแซงประเทศต่างๆ โดยส่งกองกำลังทหารเข้าไป เริ่มตั้งแต่ โปแลนด์ อังการี บัลแกเรีย เชโกสโลวะเกีย รวมไปถึงเยอรมันตะวันออก ในช่วงปี ค.ศ. 1972 และ 1979 สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาได้เจรจาจำกัด อาวุธยุทธศาสตร์ เรียกชื่อการประชุมว่า “ซอลต์ 1” และ “ซอลต์ 2” (SALT-1, SALT-2) สัญญาที่ ตกลงกันระหว่างอภิมหาอำนาจนี้มีระยะเวลาไม่จำกัด แต่จะมีการทบทวนทุก 5 ปี และสามารถ แก้ไขประเด็นสัญญาได้ คู่สัญญาสามารถถอนตัวได้แต่ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 6 เดือน นอกจากซอลต์ 1 และซอลต์ 2 แล้ว ยังมีข้อตกลงอื่นๆ เกี่ยวกับการจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ คือ

  1. ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1970 สหภาพโซเวียตและฝรั่งเศสได้เรียกร้องให้มีการจัดประชุมเพื่อ ลดอาวุธ
  2. วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 มีการลงนามระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำสหภาพโซเวียต ในสัญญาว่าด้วยการห้ามมิให้ทดลองอาวุธนิวเคลียร์ชนิดที่มีน้ำหนักเกินกว่า 150 กิโลกรัม
  3. วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1975 ผู้นำสหภาพโซเวียตและฝรั่งเศสได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อป้องกันการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ โดยอุบัติเหตุและไม่ได้รับอนุญาติ และ
  4. ในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1979 เบรซเนฟผู้นำสหภาพโซเวียต ขอร้องให้กลุ่มนาโตไม่ให้ติดตั้งขีปนาวุธในภาคพื้นยุโรปตะวันตก แต่การ ขอร้องขอเบรซเนฟก็ไร้ผลเมื่อภาคีนาโต้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ติดตั้งขีปนาวุธในภาคพื้นยุโรป เพื่อถ่วงดุลอาวุธและทหารของกลุ่มวอร์ซอ ในปี ค.ศ. 1973 สหภาพโซเวียตช่วยเหลือด้านอาวุธแก่อียิปต์และซีเรียเพื่อโจมตีอิสราเอล พร้อมกับการสนับสนุนเวียดนามเหนือโจมตีเวียดนามใต้จนได้ชัยชนะ
  5. ในที่สุดในปี ค.ศ. 1979 สหภาพโซเวียตส่งกองกำลังทหารเข้าไปในอัฟกานิสถาน เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต่อสู้กับฝ่ายกบฏ และคงกำลังทหารของตนไว้เป็นเวลายาวนานถึง 8 ปี จึงถอนกำลังทหารออกจาก อัฟกานิสถาน ในช่วงสมัยของนายเบรซเนฟนี้ สหภาพโซเวียตประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างมาก ซึ่งความจริงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหภาพโซเวียตได้มีมาแต่สมัยของครุสซอฟแล้ว แต่มารุนแรงอย่างหนักหน่วงในสมัยของเบรซเนฟ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สหภาพ โซเวียตประสบกับความทุกข์ยาก ก็เพราะผู้นำทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการผลิตอาวุธ และการทหาร เบรซเนฟถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1980 รวมอายุได้ 76 ปี นายแอนโดรปอฟดำรงตำแหน่งต่อมาด้วยวัย 68 ปี ที่สุขภาพไม่ดีนัก เขาบริหารประเทศเพียง 15 เดือน ก็ถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1984 นโยบายของแอนโดรปอฟส่วนใหญ่มุ่งไปในด้านปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาภายในประเทศ คือ การแก้ไขความไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตในองค์การ ของพรรค องค์การของรัฐและวิสาหกิจต่างๆ เร่งปรับปรุงนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูให้ดีขึ้น
  6. บุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยแอนโดรปอฟมากที่สุดคนหนึ่ง คือ นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งต่อมา ได้เป็นประธานาธิบดี แต่การปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้ผลสำเร็จเท่าที่ควร ในด้านการลดอาวุธของอภิมหาอำนาจนั้น ในปี ค.ศ. 1983 แอนโดรปอฟได้เสนอลดความตึงเครียดทางทหารและจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ในภาคพื้นยุโรป โดยสหภาพโซเวียตยอมถอนขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วย จรวดติดหัวรบนิวเคลียร์แบบ เอส.เอส.-20 ออกจากเขตทวีปยุโรป ให้เหลือจำนวน เท่ากับขีปนาวุธพิสัยกลางที่อังกฤษและฝรั่งเศสมีอยู่ แต่มีเงื่อนไขว่า องค์การนาโต้จะต้องไม่นำ ขีปนาวุธนิวเคลียร์แบบครุสและเพอร์ชิ่ง-2 ของสหรัฐฯ ไปติดตั้งในยุโรป โดยมุ่งเป้าหมายมายัง สหภาพโซเวียต แต่ข้อเสนอของแอนโดรปอฟก็ไม่เป็นผล เพราะสหรัฐฯ ไม่ยอมปฏิบัติตามด้วย เหตุผลว่า สหภาพโซเวียตไม่ยอมแจ้งรายละเอียดของการถอนขีปนาวุธให้ชัดเจน เป็นอันว่า ในต้นปี ค.ศ. 1984 การเจรจาและข้อเสนอเกี่ยวกับการจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ประสบความล้มเหลวอย่าง สิ้นเชิง หลังจากอสัญกรรมของประธานาธิบดีแอนโดรปอฟ นายคอนสแตนติน เชอร์เนนโก ดำรงตำแหน่งต่อมา เขาดำเนินนโยบายต่อจากนายแอนโดรปอฟ แต่เขาอยู่ในตำแหน่งเพียง 13 เดือน ก็ถึงแก่อสัญกรรม ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งก็คือ นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งเป็นผู้ช่วยนายเชอร์เนนโกมาก่อน เมื่อกอร์บาชอฟขึ้นสู่อำนาจแล้ว ก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของสหภาพโซเวียตทันที ซึ่งเห็นว่านโยบายแบบเดิมของสหภาพโซเวียตนั้นไม่ถูกต้องที่สหภาพโซเวียตต้องแบกภาระในการอุ้มชูช่วยเหลือประเทศโลกคอมมิวนิสต์ การจะพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตและมั่นคงนั้น ไม่จำเป็นต้องขยายแสนยานุภาพทางการทหาร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ สหรัฐฯ ที่กำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมันนีตะวันตก ที่พัฒนาประเทศจนเจริญ เติบโตได้โดยไม่ต้องอาศัยแสนยานุภาพทางการทหาร กอร์บาชอฟเห็นว่า การต่อสู้แบบใหม่ต้องให้ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จากแนวคิดเช่นนี้ มิคาอิล กอร์บาชอฟ จึงเปลี่ยนนโยบายทั้งในและต่างประเทศเสียใหม่ สำหรับนโยบายต่างประเทศ สหภาพโซเวียตลดบทบาท บนเวทีโลกให้น้อยลง ไม่เข้าไปหนุนเวียดนามให้รุกรานกัมพูชา ไม่เข้าไปแทรกแซงอัฟกานิสถานไม่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และจีน ถ้าไม่จำเป็น ลดงบประมาณของกลาโหมลง แล้วนำงบประมาณ ไปพัฒนาด้านอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้า ดังนั้น กอร์บาชอฟได้ประกาศแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของสหภาพโซเวียตใหม่ คือ
  1. เปเรสทรอยก้า คือ การปฏิรูปโครงสร้างภายในให้ดีขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงจากเดิม เช่น ความไร้ประสิทธิภาพและเฉื่อยชาของคณะกรรมการเมือง การทุจริตของระบบพรรค รัฐ และวิสาหกิจ ด้วยวิธีการปลดปรับเปลี่ยนบุคลากรที่เฉื่อยชาไม่มีแนวคิดก้าวหน้าออก และสร้างบุคลากรขึ้นมาแทนจากผู้ที่มีความกระตือรือล้นและมีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมกับสร้างสังคมเศรษฐกิจใหม่ให้พ้นจากภาวะตกต่ำและชะงักงัน
  2. กลาสนอสต์ คือ นโยบายเปิดกว้างทางความคิด เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยมากขึ้น ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง ตลอดถึงการให้ประชาชนได้รับข่าวสารทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ปิดหูปิดตาประชาชน นอกจากนี้ให้ประชาชนมีเสรีภาพทางความคิดสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคและรัฐบาลได้ เพื่อเป็นการระดมความคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาสหภาพโซเวียตให้เจริญก้าวหน้า ประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ กล่าวว่า “สหภาพโซเวียตต้องลดความขัดแย้งกับนานาประเทศทางตะวันตกจนถึงระดับการยุติความขัดแย้งโดยสิ้นเชิง” เพื่อให้คำกล่าวของตนเกิดเป็นจริง กอร์บาชอฟก็เดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศตะวันตกบ่อยครั้ง และเป็นประธานาธิบดีสหภาพ โซเวียตเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ที่เดินทางไปเยือนตะวันตกมากที่สุด เริ่มตั้งแต่การประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีเรแกนแห่งสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1985 เป็นต้นมา การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กอร์บาชอฟแสดงท่าทีผ่อนปรน มากขึ้นเพื่อแสดงให้สหรัฐฯ ทราบว่า เขาต้องการล้มเลิกนโยบายต่างประเทศแบบเดิม พร้อมกับต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของสหภาพโซเวียตเสียใหม่ การใช้นโยบายเปเรสทรอยก้าและกลาสนอสต์ของกอร์บาชอฟ ทำให้สหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และรวดเร็วเกินกว่าชาวโซเวียตจะปรับตัวทัน จึงเป็นสาเหตุให้ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ต้องเผชิญปัญหามากมายในภายหลัง ซึ่งเกิดความสับสนวุ่นวาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำให้เกิดทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศก็เป็นเหตุให้ประเทศบริวารประกาศแยกตัวออกมาเป็นอิสระ เช่น สาธารณรัฐลัตเวีย เอสโทเนีย และลิธัวเนีย เป็นต้น ส่วนรัฐที่ประกอบกันเข้าเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐรัสเซีย ก็ประกาศตนเป็นอิสระเช่นกัน เหตุการณ์ภายในสหภาพโซเวียตได้เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น เกิดกบฎขึ้นเพื่อโค่นล้มอำนาจของนายกอร์บาชอฟ เป็นต้น ในที่สุด นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก็ลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 และมอบอำนาจแก่นายบอริส เยลต์ซิน ปกครองประเทศต่อมา ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน เข้ารับตำแหน่งในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสหภาพ โซเวียต เขาต้องเผชิญกับปัญหามากมายทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภายในค่อนข้างหนักหน่วง ซึ่งเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากสมัยกอร์บาชอฟ คือ ปัญหาภาวะขาดแคลนอาหารและสินค้าอุปโภคที่ทวีความรุนแรงขึ้น เยลต์ซินนำเอาระบบตลาดเสรีมาใช้แก้ปัญหา ทำให้สามารถ แก้ปัญหาภาวะการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคได้บ้าง แต่ชาวรัสเซียนต้องซื้อสินค้าเหล่านั้นด้วยราคาที่สูงลิวลิ่ว สถานภาพของค่าเงินรูเบิลก็ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็เกิดกรณีพิพาทระหว่าง เชื้อชาติขึ้น บรรดานักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมหัวรุนแรงก็พยายามหยิบยกเอาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาโจมตีรัฐบาลของนายบอริส เยลต์ซิน อย่างต่อเนื่องว่ามีสาเหตุมาจากนโยบายปฏิรูปของรัฐบาล ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1993 เยลต์ซินขอมติของชาวรัสเซียนว่า สนับสนุนการปฏิรูปของรัฐบาลหรือไม่ ผลของการลงมติออกมาว่า ประชาชนชาวรัสเซียนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล แต่นักการเมืองที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมยังคงคัดค้านและโจมตีรุนแรงขึ้น จนทำให้นายเยลต์ซินตัดสินใจประกาศยุบสภาในปลายเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1993 ความขัดแย้งยิ่งทวี ความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การบุกเข้ายึดรัฐสภาตั้งเป็นหน่วยปฏิบัติการต่อต้านของกลุ่มฝ่ายค้านระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม ค.ศ. 1993 เยลต์ซินตัดสินใจส่งหน่วยรบพิเศษเข้าปิดล้อมและยิ่งถล่ม พร้อมกับจู่โจมเข้าไปในรัฐสภา สามารถจับกุมพวกคัดค้านได้ ผลของการปฏิบัติการครั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลเสียชีวิต จำนวน 150 คน บาดเจ็บกว่าพันคน อาคารรัฐสภาเสียหาย ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1993 รัฐบาลจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทั่วประเทศ ผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาว่า พรรคการเมืองที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมได้รับเสียงข้างมาก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีการลงมติด้วยว่า ประชาชนจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประชามติออกมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเยลต์ซิน สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ระบุว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองและสามารถจัดการกับรัฐสภาได้ เช่น การยุบสภา เป็นต้น โดยภาพรวมก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดี ค่อนข้างมาก ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 เปิดการประชุมสภาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ทั่วไป นายบอริส เยลต์ซิน พยายามที่จะเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยและคล้อยตามแนว ความคิดที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้ดำเนินการไปสู่ความสำเร็จ แต่เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาเป็นของฝ่ายค้านและพยายามคัดค้านนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลของบอริส เยลต์ซิน ไม่สะดวกนัก เขาต้องบริหารประเทศด้วยความเยือกเย็นสุขุม หลีกเลี่ยงการขัดแย้ง เพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่ออำนาจของตน แม้รัสเซียจะประสบปัญหาภายในประเทศอย่างหนัก และกำลังแก้ปัญหาภายในอยู่นั้น แต่รัสเซียก็ยังคงมีบทบาทบนเวทีการเมืองของโลกอยู่มาก ไม่ยอมให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทของอภิมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว แต่สหภาพโซเวียตลดบทบาทที่จะเข้าไปแสดงบทบาทของตน โดยตรง จะเล่นบทบาททางการเมืองผ่านองค์การสหประชาชาติ และพยายามผลักดันให้สหรัฐอเมริกาดำเนินบทบาทอยู่ในกรอบของกฎบัตรของสหประชาชาติ ก่อนการล่มสลายของสหภาพ โซเวียต สหรัฐฯ กับรัสเซียมีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ให้คำปรึกษาและ ให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาต่างๆ รัสเซียจะดำเนินการในเรื่องใด ก็มักจะปรึกษากับ สหรัฐอเมริกาเสมอ แต่ในสมัยของเยลต์ซิน รัสเซียได้เปลี่ยนท่าทีใหม่ การตัดสินใจทำอะไรจึงไม่ปรึกษาสหรัฐฯ เช่นเคยทำ จึงเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ต้องหันมาทบทวนความสัมพันธ์กับรัสเซียอีก ที่ทำเช่นนี้ นายบอริส เยลต์ซิน ก็อาจมีเหตุผลของตนเองเช่นว่า ทำไมจึงไม่ปรึกษาหารือกรับสหรัฐฯ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร เขาอาจจะทำเพื่อการเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ได้ สำหรับ บทบาทของรัสเซียบนเวทีโลกจะดำเนินไปอย่างไร ก็ต้องจับตามองต่อไป การสถาปนารัฐในเครือจักรภพ รัฐอิสระจากการล่มสลายของรัสเซียได้ เครือจักรภพรัฐอิสระ Commonwealth of Independent states หรือที่เรียกว่าจักรภพสล๊าฟ หรือโซดรูเซลโว (ภาษารัสเซีย) นั้น หลักการกว้างของการรวมตัวเป็นเครือจักรภพรัฐอิสระ คือ การร่วมมือกันของรัฐหลายๆ รัฐ โดยไม่ถือเป็นรัฐเดียว มีสภาไดเอตซึ่งมีลักษณะเป็นที่ประชุมทางการทูตเป็นสถาบันกลาง สมาชิกสภาได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลของรัฐสมาชิก แต่ละรัฐจะมีรัฐบาล มีประธานาธิบดีเป็นของตนเอง ซึ่งแต่ละรัฐจะปฏิบัติตามรัฐบาลของตน สามารถออกกฎหมาย และมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่เป็นของตนเอง แต่อาจจะเลือกร่วมมือกัน โดยทำให้มีตัวบทกฏหมายเดียวกันได้ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจการเงินก็เช่นเดียวกัน แต่ละรัฐต่างก็มีงบประมาณและหารายได้เป็นของ ตนเองโดยไม่มีการเก็บเงินจากส่วนกลาง เครือจักรภพรัฐอิสระประกอบด้วยสาธารณรัฐ 12 สาธารณรัฐ ดังนี้
  • สาธารณรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐรัสเซีย ถือได้ว่าเป็นสาธารณรัฐที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่มากกว่า 70 % ของพื้นที่ ทั้งหมดของเครือจักรภพรัฐอิสระ และพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างทวีปยุโรปและเอเซีย คือ ตั้งแต่ทะเลบอลติคไปจนถึงทะเลญี่ปุ่น และมีประชากรมากกว่า 50 % ของประชากรทั้งหมดในเครือจักรภพ รัฐอิสระ เป็นสาธารณรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญๆ ให้กับ สาธารณรัฐอื่น ได้แก่ ทองคำ เพชร น้ำมัน ป่าไม้ เป็นต้น นายบอริส เยลต์ซิน ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐรัสเซีย ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1990 ภายหลังได้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐรัสเซีย เยลต์ซิน ได้เรียกร้องให้รัสเซียมีอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมือง
  • สาธารณรัฐยูเครน สาธารณรัฐยูเครนเป็นสาธารณรัฐที่มีความสำคัญรองมาจากสาธารณรัฐรัสเซีย มีจำนวนประชาชนหนาแน่นที่สุดในจักรภพรัฐอิสระ มีพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางด้านเกษตรกรรมและ อุตสาหกรรม ถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของเครือจักรภพรัฐอิสระ สาธารณรัฐยูเครน ถือว่าเป็นสาธารณรัฐแรกที่มีการลงคะแนนเสียงประชามติทั้งประเทศ ในการขอเสียงสนับสนุน ในการแยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงเพราะ ประชาชนให้การสนับสนุนการแยกตัวถึงร้อยละ 90 หลังจากนั้นก็มีหลายประเทศที่ให้การรับรองสนับสนุนแก่สาธารณรัฐยูเครน เช่น โปแลนด์ แคนาดา ฮังการี และประเทศอื่นๆ
  • สาธารณรัฐไบโลรัสเซีย (รัสเซียขาว) สาธารณรัฐไบโลรัสเซียมีเมืองหลวงชื่อกรุงมินส์ อุตสาหกรรมสำคัญของไบโลรัสเซีย ได้แก่ การผลิตเครื่องจักรกล เครื่องใช้ต่างๆ จักรยาน นาฬิกา เหล็กกล้า ซีเมนต์ สิ่งทอ พืชสำคัญ ได้แก่ ต้นแฟซ์ มันฝรั่ง ต้นบี๊ต
  • สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน มีเมืองหลวงชื่อ มากู ที่ใกล้ๆ เมืองบากูอุตม สมบูรณ์ด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีเหมืองแร่เหล็ก โคบอลท์ ฯลฯ มีการผลิตเหล็กกล้า ซีเมนต์ ปุ๋ย ยางสังเคราะห์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ มีพรมแดนติดกับอิหร่านและตุรกี ในปี ค.ศ. 1988 มีการปะทะกันระหว่างอาเซอร์ไบจัน ซึ่งเป็นมุสลิมกับชาวอาร์เมเนีย ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนา กองทหารรัฐบาลกลางต้องส่งกำลังเข้าระงับศึก
  • สาธารณรัฐจอร์เจีย สาธารณรัฐจอร์เจียตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของทรานส์คอเคเซีย ที่เหมืองแมงกานิส ใหญ่ที่สุดในโลก มีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นยังมีเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน ได้แก่ อาหาร สิ่งทอ เหล็ก เหล็กกล้า ข้าวสาลี ชา ยาสูบ ผลไม้ องุ่น มีเมืองหลวงชื่อ ทิฟลิส
  • สาธารณรัฐอาร์เมเนีย สาธารณรัฐอาเมเนียเต็มไปด้วยเทือกเขา มีอากาศกึ่งร้อน มีระบบชลประทานอย่าง กว้างขวาง มีทรัพยากรมีค่ามากมาย เช่น ทองแดง สังกะสี อะลูมิเนียม โมลิบดีนัม และมีเหมือง หินอ่อน อาร์เมเนียมีปัญหากับอาร์เซอร์ไบจัน เรื่องเชื้อชาติ มีเมืองหลวงชื่อ เยเรวัน
  • อุซเบกิสถาน สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน เป็นสาธารณรัฐอยู่ในเอเชียกลาง เป็นดินแดนมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นดินแดนปลูกฝ้ายสำคัญในเครือจักรภพรัฐอิสระ อุตสาหกรรมสำคัญมีการผลิตเหล็ก รถยนต์ รถแทรกเตอร์ ทีวี วิทยุ สิ่งทอ และอาหาร สินแร่อุดมสมบูรณ์ ได้แก่ ถ่านหิน กำมะถัน ทองแดง และน้ำมัน มีเมืองหลวงชื่อ ทาสเค้นท์
  • สาธารณรัฐเติร์กเมนิสถาน สาธารณรัฐเติร์กเมนิสถาน ตั้งอยู่ในเอเชียกลาง เป็นดินแดนเพาะปลูกฝ้าย ข้าวโพด พรม เคมีภัณพ์ สินแร่ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ถ่านหิน กำมะถัน แบไรท์ หินปูน เกลือ ยิปซั่ม มีทะเลทราย การากุม คลุมพื้นที่ 80 % ของพื้นที่รัฐ มีเมืองหลวงชื่อ กรุงอัสคาบัด
  • สาธารณรัฐทาดซิกีสถาน สาธารณรัฐทาดซิกีสถาน มีพรมแดนติดอยู่กับจีนและอัฟกานิสถาน ประชากรมากกว่า ครึ่งหนึ่งของสาธารณรัฐนี้คือ ชาวทาดซิก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษาอิหร่าน อาชีพสำคัญ ได้แก่ การทำเกษตรกรรม และเลี้ยงวัว ปลูกฝ้าย ปลูกข้าว และผลไม้ต่างๆ อุตสาหกรรมหนัก ใช้สินแร่ที่มีอยู่อย่างมากมายภายในสาธารณรัฐ มีเมืองหลวงชื่อ ดูซานเบ
  • สาธารณรัฐคาซัคสถาน สาธารณรัฐคาซัคสถาน มีพื้นที่ตั้งแต่แม่น้ำวอลก้าในยุโรป จนถึงเทือกเขาอัลไต ตรงแนวเขตแดนติดต่อกับจีน มีถ่านหิน น้ำมัน เหล็ก ดีบุก ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ฯลฯ อุดมสมบูรณ์ จับปลาจากทะเลแคสเปี้ยนและทะเลอาราล มาสร้างอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง เมืองหลวงชื่อ อัลมดอตา ประมาณ 50 % ของประชากร ไม่เป็นชาวรัสเซียก็เป็นชาวยูเครน
  • สาธารณรัฐเคอร์กีเซีย สาธารณรัฐเคอร์กีเซียตั้งอยู่ในเอเชียกลาง มีแนวเขตแดนติดต่อกับซินเกียงของจีน ประชากรเลี้ยงวัวและม้า ปลูกยาสูบ ฝ้าย ข้าว ต้นบี๊ต มีอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกล ทำเครื่องมือและเคมีภัณฑ์ เมืองหลวงชื่อ กรุงฟรุนซ์
  • สาธารณรัฐมอลตาเวีย สาธารณรัฐมอลตาเวีย ตั้งอยู่ทางภาคคตะวันตกเฉียงใต้ของจักรภพรัฐอิสระ เป็นบริเวณ พื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีชายแดนติดกับโรมาเนีย เป็นดินแดนประกอบเกษตรกรรม เพาะปลูกข้าวผลไม้ ผัก และยาสูบ อุตสาหกรรมมีการผลิตสิ่งทอ เหล้า อาหาร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เมืองหลวงชื่อกิซิเนฟ ดินแดนมอลตาเวีย ซึ่งยึดมาจากโรมาเนีย เมื่อ ปี ค.ศ. 1940 ประชากรใช้ภาษาโรมาเนีย เมื่อแต่ละสาธารณรัฐได้รวมตัวกันแล้ว ได้จัดตั้งประชาคมแห่งรัฐเอกราชหรือ ซีไอเอส ขึ้นโดยทำหน้าที่เหมือนหนึ่งผู้แทนของสหภาพโซเวียต ที่ล่มสลายไปแล้ว ดังนั้นรัสเซียและ สาธารณรัฐอื่นๆ ได้สร้างสนธิสัญญาระหว่างกันที่จะควบคุมปัญหาและความวุ่นวายต่างๆ ของอาณาจักรที่ล่มไปแล้ว แต่นโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของอดีตประธานาธิบดีกอร์บาซอฟ ก็ยังคงสร้างปัญหาที่ต่อเนื่องให้รัสเซียต่อไป

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

บทบาทของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

บทบาทของประเทศอภิมหาอำนาจ : สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต

การสูญเสียอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของประเทศในยุโรป เปิดเวทีการเมืองโลกให้แก่สองประเทศอภิมหาอำนาจ คือสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต

สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศซึ่งเสียหายน้อยกว่าประเทศคู่สงครามในยุโรป ทั้งยังเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสูง ประกอบกับเป็นประเทศแรกที่สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีความต้องการเป็นผู้นำเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งวิถีประชาธิปไตยและเสรีภาพของโลก

ส่วนสหภาพโซเวียต ซึ่งแม้จะบอบช้ำจากสงครามโลก แต่ก็ฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีทรัพยากรมาก ต่อมาก็สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ และประสบความสำเร็จในการขยายลัทธิคอมมิวนิสต์สู่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก พร้อมต้องการเป็นผู้นำในการปฏิวัติโลกเพื่อสถาปนาลัทธิคอมมิวนิสต์

บทบาทของอภิมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต มีดังนี้

  1. สหรัฐอเมริกา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาอยู่ในฐานะที่มีเศรษฐกิจมั่นคั่งมากได้เข้าไปช่วยเหลือประเทศที่เสียหายจากภัยสงคราม เป็นผู้นำฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย และเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของสหภาพโซเวียตที่เป็นผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งกำลังมีนโยบายจะขยายอำนาจและอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าไปยังส่วนต่างๆ ของโลก เช่น สหภาพโซเวียต เข้าไปมีบทบาทและควบคุมประเทศในยุโรปตะวันออก เป็นต้น สหรัฐฯ จึงดำเนินนโยบายสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์
  2. ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1947 เฮนรี่ เอส. ทรูแมน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศ “วาทะทรูแมน” (Truman Doctrine) ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ เพื่อรักษาเอกราช และอธิปไตยให้พ้นจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์ วาทะทรูแมนนี้เอง ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นของสงครามเย็น และได้จัดตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน แอตแลนติกเหนือ หรือเรียกว่า “นาโต้” ขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือทางทหารต่อต้านคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ เริ่มเข้าไปติดตั้งขีปนาวุธให้กับยุโรปตะวันตก และตั้งแนวป้องกันลัทธิคอมมิวนิสต์ทั่วโลก
  3. ในปี ค.ศ. 1962 สหภาพโซเวียตพยายามจะเข้าไปมีบทบาทและอิทธิพลในเลบานอน สหรัฐฯ ก็ส่งกองกำลังของตนมาประจำที่ชายหาดของเบรุตเพื่อผลักดันให้สหภาพโซเวียตถอนตัวออกไป และในปีเดียวกัน เครื่องบินจารกรรมของสหรัฐฯ ค้นพบฐานยิงจรวดของสหภาพโซเวียตบนเกาะคิวบา สหรัฐฯ ก็บีบให้โซเวียตถอนฐานจรวดออกไปจากคิวบา โดยให้สัญญาว่า เมื่อถอนออกไปแล้ว สหรัฐฯ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคิวบาอีก
  4. ในปี ค.ศ. 1950 สหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่มีระบบป้องกันการถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อมิให้เกิดการถล่มกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นการสกัดกั้นการทดลองนิวเคลียร์ สหรัฐฯ สหภาพโซเวียต และอังกฤษ ได้ลงนามในสัญญาห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ และตกลงกันว่าจะเลิกทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ในบรรยากาศสำหรับภูมิภาคอินโดจีน นับตั้งแต่ฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกไป เนื่องจากพ่ายแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู
  5. ในปี ค.ศ. 1954 เวียดนามถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ซึ่งต่อมาแต่ละส่วนมีระบอบการปกครองแตกต่างกัน ไม่อาจรวมกันได้ตามสัญญาที่เคยทำไว้ จนกลายมาเป็นสงครามลัทธิ สหรัฐฯ เข้าไปช่วยเหลือเวียดนามใต้ เพื่อป้องกันการคุกคามของ เวียดนามเหนือที่ปกครองแบบคอมมิวนิสต์ สงครามได้ยืดเยื้อมาเป็นเวลายาวนาน สหรัฐฯ ทุ่มเท ทั้งกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และการเงินจำนวนมหาศาล เวียดนามใต้อ่อนแอเกินกว่าจะป้องกันตนเองได้ ขณะเดียวกัน ผู้นำก็ไม่มีความจริงใจ กลับหาผลประโยชน์ใส่ตนกับพวกพ้อง สหรัฐฯ ต้องขอเจรจาเพื่อถอนกำลังออกจากเวียดนามใต้ เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกไป เวียดนามใต้ก็ตกอยู่ในอำนาจของเวียดนามเหนืออย่างสิ้นเชิง ก็เท่ากับเป็นการพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ในการป้องกัน การคุกคามของคอมมิวนิสต์ หลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม สหรัฐฯ เริ่มดำเนินนโยบายผ่อนคลายกับ สหภาพโซเวียต แต่ในอินโดจีนในช่วงนั้น นับว่าเป็นความโชคดีของสหรัฐฯ และกลุ่มโลกเสรีประชาธิปไตย เช่น ประเทศไทย นั่นคือ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้แตกคอกันและต่อสู้กันเอง เพื่อเข้าไปมีอำนาจและอิทธิพลในกัมพูชาและลาว เรียกว่า คอมฯ พิฆาตคอมฯ หมายถึง สหภาพโซเวียตกับจีนต่อสู้กัน สหรัฐฯ ไม่ขัดขวางการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติของจีน
  6. ในปี ค.ศ. 1972 ริชาร์ด นิกสัน เดินทางไปเยือนจีนเพื่อทำสันถวไมตรี ต่อจากนั้นก็เดินทางไปเจรจาสันติภาพกับสหภาพโซเวียต ครั้นถึงสมัยของประธานาธิบดี โรแนลด์ เรแกน สหภาพโซเวียตได้ยกกองกำลังบุกอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ไม่พอใจกับการกระทำของสหภาพโซเวียตอย่างมาก จนทำให้ความสัมพันธ์ของประเทศ ทั้ง 2 เสื่อมลง สหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจด้วยการประท้วงสหภาพโซเวียต ในช่วงต่อมา ไม่ว่าสหรัฐฯ หรือสหภาพโซเวียตต้องประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง หากทั้ง 2 ต้องทุ่มงบประมาณในด้านผลิตอาวุธ แข่งขันด้านแสนยานุภาพ และเข้าไปโอบอุ้มประเทศบริวารต่อไปแล้ว ประชาชนภายในประเทศก็จะต้องอดอยาก
  7. ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1985 สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตก็จัดประชุมสุดยอดเพื่อลดการแข่งขันทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ และมีความร่วมมือกันมากขึ้น นายมิคาอิล กอร์บาชอฟถึงกับเปลี่ยนนโยบายของสหภาพโซเวียต โดยนำเอานโยบายเปเรสทรอยก้าและกลาสนอสต์มาใช้ ต่อมาก็เปิดประชุมสุดยอดอีกครั้ง ณ กรุงวอชิงตัน ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตมีการลงนามในสัญญา 2 ฉบับ เพื่อลดการ แข่งขันด้านอาวุธ จนกระทั่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สงครามเย็นจึงสิ้นสุดลง ก่อนที่เรแกนจะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่ในภาวะตกต่ำ ซึ่งสาเหตุมาจากการทุ่งเงินไปในการทำสงคราม พอเรแกนเข้ามาก็เกิดภาวะเงินเฟ้อ เรแกนพยายามแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีและปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผลกลับทำให้ภาครัฐฯ เริ่มขาดดุลจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เรแกนก็ให้ความสำคัญในด้านทหารมาก เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย สหรัฐฯ ก็ยังมีอำนาจและอิทธิพล เป็นผู้พิทักษ์และจัดการเกี่ยวกับระเบียบของโลก
  8. ในปี ค.ศ. 1983 สหรัฐฯ ส่งหน่วยกำลังเฉพาะกิจบุกเกรนาด้า และร่วมกับสัมพันธมิตร 3 ประเทศของยุโรปที่คงกองกำลังรักษาสันติภาพไว้ใน กรุงเบรุตและเลบานอน ในสมัยของประธานาธิบดียอร์ชบุช ก็ยังคงรักษาสถานภาพอำนาจทางทหารอยู่ต่อมา แม้จะมีปัญหาการขาดดุลการเงินมากทั้งการขาดดุลงบประมาณและดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีบุช แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการตัดงบประมาณทางทหารลงพยายาม ลดความตึงเครียดของสงครามเย็น ด้วยการสนับสนุนการปฏิรูปสังคมแบบคอมมิวนิสต์ให้เป็นประชาธิปไตยของสหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออกระหว่างปี ค.ศ. 1989-1990 ได้จัดประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟแห่งสหภาพโซเวียต ผลการเจรจาของ ผู้นำทั้ง 2 สามารถทำให้สงครามเย็นยุติลงได้ ในปี ค.ศ. 1990 สงครามอ่าวเปอร์เซียเกิดขึ้น สหประชาชาติได้ลงมติให้อิรักถอนกำลังทหารที่บุกเข้าไปยึดครองคูเวตออกจากคูเวต แต่อิรักไม่ยอมปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ สหรัฐฯ ร่วมกับนานาชาติในนามทหารของสหประชาชาติ ส่งกองกำลังเข้าขับไล่กองกำลังของอิรักออกไปจากดินแดนของคูเวต
  9. ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1990 บุชได้รับความนิยมชมชอบจากชาวอเมริกันมากในกรณีนี้ แต่บุชไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้กระเตื้องขึ้นมาได้ ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประชาชนชาวอเมริกันจึงหันไปเลือกนายบิล คลินตัน ผู้เสนอแนวการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ให้ตัดภาษีเงินได้จากชนชั้นกลางลงร้อยละสิบ และสร้างแรงจูงใจด้านภาษีสำหรับการลงทุนในภาคธุรกิจ เมื่อคลินตันได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแล้ว เขาให้ความสนใจกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก นโยบายระยะสั้นเขาเพิ่มรายจ่ายให้แก่ภาครัฐบาลด้วยการเสนอเงินงบประมาณ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากสภาคองเกรส เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน การฝึกอบรมคน ที่ว่างงาน เพิ่มงบเพื่อการศึกษา ลดรายจ่ายด้านการทหารลงปีละ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ปิดฐานทัพ 60 แห่ง ในสหรัฐฯ และอีก 14 แห่ง ที่ตั้งอยู่นอกประเทศลดภาระในการป้องกัน ทางทหารให้แก่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ให้ทั้ง 2 ประเทศ รับภาระทางทหารป้องกันตนเอง ยุติการให้ความช่วยเหลือกรีซ อิตาลี อังกฤษ และเยอรมันนีลง แล้วนำงบประมาณส่วนนี้มาปรับปรุงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมภายในประเทศและนานาประเทศด้วย การช่วยเหลือของสหรัฐฯ ในสมัยของคลินตันเปลี่ยนจากการช่วยเหลือด้านทหารและ การช่วยเหลือที่เป็นเม็ดเงินมาเป็นการช่วยเหลือในรูปแบบของการค้า การลงทุนรวมไปถึงการ ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแต่ละภูมิภาค สำหรับนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน รัฐบาลของนายคลินตันได้ ปรับเปลี่ยนใหม่ โดยเน้นที่พื้นฐานของความถูกต้องและการเคารพอธิปไตย และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น เช่น สหรัฐฯ ใช้ความพยายามผลักดันให้อิสราเอลและองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ) ลงนามในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องเขตแดนการผลักดันเป็นผลสำเร็จจริงจัง มีขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1994 นับได้ว่าเป็นการระงับความขัดแย้งที่ดำเนินมาเป็นเวลา ยาวนานให้เกิดสันติภาพขึ้นได้ระดับหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย ลงนาม กันแล้ว จะเหลือเพียงความเห็นที่แตกต่างบางประเด็น เช่น การกำหนดเวลา จำนวนเจ้าหน้าที่ของ ปาเลสไตน์จะเข้าไปรับหน้าที่แทนทหารอิสราเอล การปล่อยนักโทษ เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 และจากสถิตินับตั้งแต่ศตวรรษ ที่ 20 เป็นต้นมาปรากฏว่ามนุษย์โลกเราได้ทำสงครามที่สามารถบันทึกไว้เป็น ประวัติศาสตร์ถึงประมาณ 150 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมดแล้วประมาณ 100 ล้านคน สงครามโลกนั้นทำลายชีวิต และทรัพย์สินของผู้คนบนโลกมากมายและตั้งแต่โลกเริ่มมีอารยธรรมเจริญ อย่างมากมาย มนุษย์ต้องผ่านการทำลายตัวเองมาแล้วถึง 2 หนโดยแบ่งความ เสียหายได้ดังนี้

สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยนโปเลียน สงครามโลกครั้งที่ 1 นี้เกิดสงครามเน้นเฉพาะไปที่ยุโรปเป็นส่วนใหญ่ มีประชากรโลกเสียชีวิตไป19 ล้านคน โดยแบ่งออกได้เป็นทหาร 95 % และพลเรือน 5 % เพราะเป็นการรบด้วยการใช้กองกำลังทหารราบเข้าประชิดและต่อสู้กัน แบบพื้นราบเป็นส่วนใหญ่ซึ่งก็จะรบกันตามสมรภูมิรบต่างๆที่เป็นทุ่งกว้าง ประชาชนพลเรือนจึงได้รับความเดือดร้อนและเสียชีวิตน้อย

สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2

  1. ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์
  2. เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี ค.ศ.1929-1931
  3. ความอ่อนแอขององค์การสันนิบาตชาติ เพราะสหรัฐฯ และรัสเซียไม่ได้เป็นสมาชิก

เหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

  1. ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย แล้วตั้งเป็นรัฐแมนจูกัว เพื่อเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและแหล่งทำทุนใหม่สำหรับตลาดการค้าของญี่ปุ่น
  2. การเพิ่มกำลังอาวุธของเยอรมัน
  3. กรณีพิพาทระหว่างอิตาลีกับอังกฤษ ในกรณีที่อิตาลีบุกเอธิโอเปีย
  4. เยอรมนีเข้าครอบครองแคว้นไรน์ ซึ่งเป็นการละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และสนธิสัญญาโลคาร์โน -สงครามกลางเมืองในสเปน -เยอรมันผนวกออสเตรีย
  5. เยอรมันเข้ายึดครองเชคโกสโลวะเกีย สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1939 เมื่อฮิตเลอร์ (เยอรมัน) โจมตีโปแลนด์ อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งปกป้องโปแลดน์อยู่จึงต้องทำสงครามกับเยอรมัน
  6. ในปี ค.ศ. 1942 ฝ่ายอักษะ (ญี่ปุ่น เยอรมัน อิตาลี) ได้บุกยึดยุทธภูมิสำคัญคือ รัสเซีย แอฟริกาเหนือ และแปซิฟิก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเกือบทุกแห่ง โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งได้รับชัยชนะมากที่สุดในการยึดครองจักรวรรดิแปซิฟิก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากอาณานิคมของตะวันตกไม่ตกสู้กับญี่ปุ่นเพื่อชาวยุโรป ซึ่งผิดกับญี่ปุ่นที่ถือประโยชน์จากคำขวัญที่ว่า “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย”

สาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะญี่ปุ่นเข้าโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ซึ่งเป็นฐานทัพเรือของสหรัฐในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941 เยอรมันยอมแพ้ฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 1945 ส่วนญี่ปุ่นยอมแพ้เพราะโดนสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ญี่ปุ่นจึงประกาศยอมแพ้ในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1945

ผลของสงครามโลกครั้งที่ 2

  1. ตามข้อตกลงปอตสดัม ทำให้เยอรมันถูกแบ่งออกเป็น 4 เขต และถูกยึดครองจากกลุ่มประเทศที่แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ฝ่ายหนึ่ง และรัสเซีย อีกฝ่ายหนึ่ง
  2. ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ของรัสเซียกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เยอรมันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก 3. สหรัฐฯได้เข้าปกครองญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 6 ปี
  3. การรบกันในยุโรปเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน แต่เริ่มมีการรบขยายวงกว้างมาในทวีปอื่นคือทวีปเอเซียโดยการร่วมมือการแบ่ง เป็นพรรคเป็นพวกเยอรมัน โดย นาซี และอิตาลี โดยฟาสซิสต์ เป็นผู้นำรบในยุโรป ญี่ปุ่นเป็นผู้นำรบในทวีปเอเซียและมีการรบเพื่อจุดประสงค์รวมประเทศและ ขยายดินแดนทำให้ต้องเข้าไปเก็บโดย ฟาสซิส พลเรือน มีการทำสงครามจิตวิทยา เพื่อหาพรรคพวกร่วมสงครามนับเป็นสงครามมีมนุษย์พัฒนาการต่อสู้ที่รุกรานไปทั่วโลก เกือบทุกหนแห่งโดยการใช้อาวุธที่สามารถยิงจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้ทำให้สมรภูมิรบ เปลี่ยนจากที่ราบเป็นทุกที่ไม่ว่าจะในหรือนอกเมืองหลวง สงครามครั้งนี้ทำให้ มีประชากรโลกเสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์ถึง 50 ล้านคน เกือบ 3 เท่าของ สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยแบ่งผู้สูญเสียออกเป็น ทหาร 50 % พลเรือน 50% เรียกได้ว่าครึ่งต่อครึ่งเลย โดยผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ก็เป็นชาวยิวอย่างไรก็ตาม สถิติที่นักคิดได้รวบรวมไว้กล่าวว่าสงครามและการต่อสู้จะรุนแรงขึ้นและ เสียชีวิตมนุษย์มากขึ้นเพราะอาวุธที่ทำลายล้างรุนแรงและมีอำนาจทำลาย กว้างขวางแม้แต่อัลเบริด์ ไอซ์ไตล ผู้เป็นต้นคิดระเบิดปรมาณูด้วยสูตรสั้นๆอย่าง E=MC2 บอกว่าพลังที่เพิ่มขึ้นนั้นจะมากมายมหาศาสถ้ามีมวลที่เพิ่มความเร็ว ในการเคลื่อนที่เป็นสองเท่าพลังงานนั้นก็จะให้พลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการแตกตัวของอะตอมที่มีการแตกตัวด้วยความเร็วสูงและจะปลดปล่อย พลังงานที่เพิ่มขึ้นมากดังนั้นปรมาณูสองลูกจึงถูกปล่อยลงที่ประเทศญี่ปุ่น คือ เมื่อ ฮิโรชิม่า กับเมื่อนางาซากิ สงครามโลกครั้งที่ 2ก็จบลง

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความรู้พื้นฐานเหตุการณ์ปัจจุบัน ::

คำว่า เหตุการณ์ หมายถึง เรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นแล้วในอดีตหรือกำลังเกิดขึ้น ในปัจจุบัน เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์ และเหตุการณ์นั้นต้องอยู่บนสภาวะแห่งความเป็นจริง ต่างแต่ว่าเกิดขึ้น ในเวลาใด หากเกิดในปัจจุบัน ก็ถือว่า เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

สังคมแต่ละสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงจะเห็นได้จากสังคมไทยในอดีต เป็นสังคมสัมพันธ์ ไม่ว่าสังคมนั้นจะเป็นสังคมชนบท หรือสังคมเมือง ต่างก็มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดในหมู่เดียวกันและในปัจจุบัน สังคมชนบทซึ่งเป็นสังคมเล็กๆ ยังคงมีการติดต่อเสริมสร้างสัมพันธภาพต่อกันและกันเหมือนเดิม แต่ต่างจากสังคมเมืองที่เป็นสังคมหนาแน่น มีอาชีพธุรกิจการค้าขายหรือธุรกิจ การติดต่อสัมพันธภาพจึงเป็นลักษณะเพื่อการดำรงชีพของตนในรูปแบบธุรกิจ ลักษณะต่างคนต่างอยู่

ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหา เช่น การพัฒนาจากสังคมเก่าแก่มาเป็นสังคมสมัยใหม่ตามความเจริญของสังคมและเทคโนโลยีนั้นๆ ปัจจัยที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ก็มีมากขึ้นตามลำดับ   โดยเฉพาะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก ความขัดแย้ง ซึ่งก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินทั้งของตนและส่วนรวม

การแก้ปัญหาความขัดแย้งขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะนำทรัพยากรทางธรรมชาติมาใช้เป็นเครื่อง อุปโภคและบริโภค และอาศัยคุณธรรม จริยธรรมที่งอกงามควบคู่กับความเจริญเติบโตของสังคม มนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน ย่อมจะต้องทำประโยชน์แก่ชุมชนของตน

การเกิดเหตุการณ์ปัจจุบัน

ศึกษาเหตุการณ์จากข่าวประจำวัน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก ล้วนมีสาเหตุทั้งสิ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนใน เหตุการณ์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไม่มากก็น้อย ซึ่งอาจจะขยายออกไปสู่ส่วนอื่นๆ ของโลกมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเกี่ยวพันกับส่วนอื่นๆ ในลักษณะใด ปัจจุบันโลกที่เคยคิดว่า กว้างใหญ่ได้แคบลงเหมือนโรงละครเล็กๆ ที่พลโลกได้มองเห็นและสัมผัสกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอาศัยความก้าวหน้าทางโทรคมนาคมสื่อสารและเทคโนโลยี โลกยุคใหม่เต็มไปด้วย การเปลี่ยนแปลงและแข่งขัน ความผันผวนทางการเมืองวิถีทางการฑูต การชิงความได้เปรียบในด้านการค้าขายได้ขยายไปทั่วโลก จึงเรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งข่าวสารและข้อมูล หากประเทศใดได้รับ ข่าวสารและมีข้อมูลมากอยู่ในมือก็ถือว่าเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะฉะนั้น การศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์โลกปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องฉับไวและทันต่อ เหตุการณ์ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาพื้นฐานเบื้องต้นให้เข้าใจถึงสาเหตุมูลฐานทั่วไปก่อน โดยแยกออกเป็นข้อๆ ดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากรของโลกในปี ค.ส. 1963 ปรากฏว่า ประชากรของโลกเพิ่มจำนวนมากขึ้นถึง 55-60 ล้านคน เมื่อจำนวนพลโลกเพิ่มขึ้นนี้ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น การขาดแคลนอาหาร การว่างงาน ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงการจัดการศึกษาไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนประชากร ที่เพิ่มขึ้น มีการแบ่งกลุ่มเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้วก็มักจะขยายอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของตนเข้าไปยังประเทศที่ด้อยพัฒนา ปัญหาที่ตามมาก็คือ ประเทศที่ด้อยพัฒนาบางประเทศรับเอาอารยธรรมของประเทศที่พัฒนาแล้วเข้ามาใช้ โดยไม่มีการเลือกเฟ้นว่าจะเป็นผลดีและมีประโยชน์ต่อประเทศตนหรือไม่ จึงก่อให้เกิดปัญหาการขัดแย้งเรื่องวัฒนธรรมภายในประเทศ ประเพณีอันดีงามหลายอย่างถูกทำลายและทอดทิ้งไป ทำให้เกิดความสับสนในด้านการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น ความจำเป็นเกี่ยวกับเครื่องอุปโภคบริโภคก็ตามมา ทำให้มีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นประเทศที่ร่ำรวย มีทุนมาก ก็พยายามพัฒนาเครื่องจักรกลและวิธีการผลิตให้ก้าวหน้า ทำให้เกิดระบบสังคม อุตสาหกรรมและพัฒนาการค้าของโลก แล้วขยายอำนาจและอิทธิพลเข้าไปยังดินแดนส่วนต่างๆ ของโลก เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จนก่อให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามแบบใหม่ที่เรียกว่า “สงครามเย็น” (Cold War) ได้เกิดขึ้นและดำเนินมาซึ่งเป็นสงครามระหว่างลัทธิโลกเสรีกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ต่อสู้กันทุกรูปแบบ ยกเว้นการปะทะกันด้วยกำลังทหารและอาวุธ การศึกษาเกี่ยวกับพื้นฐานของเหตุการณ์ปัจจุบันของโลกดังกล่าว จะต้องอาศัยปัจจัยและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ โทรเลข โทรคมนาคม เทเล็กซ์ ดาวเทียม เป็นต้น และสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ จุลสาร วารสาร เอกสาร หนังสือ ตำรา เป็นต้น

วิธีศึกษาเหตุการณ์ปัจจุบัน

อ่านเพื่อวิเคราะห์ข่าว

การศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะให้ได้ความจริงและความถูกต้องนั้น จำต้องอาศัย กระบวนการที่เป็นระบบ ไม่ควรด่วนสรุปหรือลงความเห็นไปตามข้อมูลหรือข่าวสารที่รับมา ขณะนั้น เพราะข้อมูลและข่าวสารที่ออกมานั้นมาจากแหล่งต่างๆ มากมาย บางแหล่งก็น่าเชื่อได้ บางแหล่งก็ไม่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะออกมาจากแหล่งใดก็ไม่ควรด่วนเชื่อไปตามนั้น แต่ควรปฏิบัติไปตามกระบวนดังต่อไปนี้

2.1 การแยกใจความของข่าวหรือเนื้อข่าว ขั้นต้นนี้ ผู้ศึกษาควรแสวงหาข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วนำข้อมูลจากแต่ละแหล่งมาวิเคราะห์แยกแยะ ให้ทราบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับอะไร เกิดขึ้นที่ไหน เกิดขั้นเมื่อใด และใครหรืออะไรเป็นผู้กระทำหรือเป็นผู้ก่อ แล้วแยกออกเป็นส่วนๆ แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือลงความเห็นลงไปว่า แหล่งข่าวนั้นผิด แหล่งข่าวนี้ถูก เพียงให้ทราบที่มาของเนื้อข่าวว่าเป็นเรื่องอะไร ที่ไหน และเมื่อไร ใครหรืออะไรเป็นต้นเหตุเท่านั้น
2.2 การแยกส่วนที่เป็นทัศนคติของข่าว ขั้นตอนที่สองนี้ ผู้ศึกษาต้องแยกส่วนที่เป็น ทัศนคติของข่าวแต่ละแหล่งที่ได้มา ควรจะให้ทราบว่าส่วนใดที่เป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเนื้อหา ของข่าว และส่วนใดที่เป็นทัศนคติส่วนตัวของผู้เสนอข่าว ซึ่งผู้เสนอข่าวมักจะสอดแทรกทัศนคติของตนด้วยการวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความ คิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนหลังนี้อาจจะทำให้ผู้รับข่าวสารเชื่อตามหรือเข้าใจผิดได้ เพราะการมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของผู้เสนอข่าว อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางความคิดและทัศนคติของผู้เสนอข่าว ตัวอย่างเช่น ประชาชน กลุ่มหนึ่งพากันชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องตามสิทธิเสรีภาพที่มีอยู่ ผู้เสนอข่าวจากแหล่งหนึ่ง มองว่า ประชาชนกลุ่มนี้กำลังก่อความวุ่นวายและสร้างความไม่สงบให้แก่บ้านเมือง รัฐบาลควรเข้าปราบปรามคนกลุ่มนี้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อีกแหล่งหนึ่งเสนอข่าวโดยการมองว่า ประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินขบวนเรียกร้องไปตามสิทธิเสรีภาพที่พวกเขาสามารถ กระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือไปจากกฎเกณฑ์ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงจำเป็นต้องแยกทัศนคติของข่าวให้ได้ก่อน อย่าปลงใจเชื่อไปตามทัศนคติของข่าวแม้จะตรงกับแนวคิด ของตนก็ตาม
2.3 ศึกษาแหล่งข่าวเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ขั้นตอนที่สาม ผู้ศึกษาต้องศึกษาและค้นหาแหล่งที่มาของข่าวว่ามาจากแหล่งใดบ้าง การรู้แหล่งที่มาของข่าวนั้นจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ถึงทัศนคติของข่าวได้ง่ายขึ้น การวิเคราะห์แหล่งข่าวใช้หลักการวิเคราะห์ในสาเหตุ 2 ประการ คือ

ผู้เสนอข่าวมีผลประโยชน์อยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ และ
ผู้เสนอข่าวยึดติดกับลัทธิชาตินิยม หรือไม่ ตัวอย่างเช่น กรณีที่มีการขัดแย้งและเกิดการปะทะกันที่พรมแดนระหว่างประเทศ นักข่าวที่เสนอข่าวออกมานั้นมาจากแหล่งใดหรือเป็นคนชาติใด นับถือลัทธิอะไร และมีผลประโยชน์ผูกพันอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นต้น แหล่งข่าวระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีสำนักงานที่ให้บริการข่าวแก่ประเทศต่างๆ ได้แก่

1. สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ของอังกฤษ
2. สำนักข่าวทาสซ์ (Tass) ของรัสเซีย
3. สำนักข่าว AP หรือ The Associated Press ของสหรัฐอเมริกา
4. สำนักข่าว UPI หรือ The United Press International ของสหรัฐอเมริกา
5. สำนักข่าว AFP หรือ Agence France Press ของฝรั่งเศส
6. สำนักข่าวซินหัว (Sinhua) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ฯลฯ

การวิเคราะห์ข่าวควรตระหนักใน 2 เรื่อง คือ การศึกษาถึงภูมิหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการตีความและวิเคราะห์เหตุการณ์ การศึกษาภูมิหลังของเหตุการณ์กระทำได้โดยวิธีการ ทางประวัติศาสตร์บางส่วน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเหตุการณ์นั้น

การวิเคราะห์ข่าว มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

  • * ช่วยให้เราทราบเรื่องราวเกี่ยวกับตัวบุคคล เกี่ยวกับปัญหาระหว่างประเทศ
  • * การรู้เรื่องราวระหว่างประเทศ จะช่วยให้เราประชาสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ดีขึ้น
  • * สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายไทยเราว่า หันเหไปในทางทิศใดและมีลักษณะอย่างใด
  • * ให้ความรู้รอบตัว มีหูตาสว่างไสว ทันต่อเหตุการณ์ของโลก

สิ่งที่ควรใช้ประกอบในการวิเคราะห์ข่าว

  1. * มีหลักฐานและข้อมูลที่สะสมและรวบรวมไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิง
  2. * ติดตามข่าวโดยต่อเนื่องกันทุกระยะ
  3. * ศึกษาประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ในอดีตเพื่อเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ดีขึ้น
  4. * อ่านบทนำจากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศฉบับที่มีชื่อเสียงของโลก เพื่อศึกษาวิธีจับประเด็นของข่าวมาวิเคราะห์ และศึกษาวิธีเรียบเรียง

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::