Category Archives: :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: การเมืองการปกครองหน้า 7 ::

• ผลของการปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 มีดังนี้

  1. การที่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทรงใช้หลักการปกครองแบบผสมระหว่างบิดาปกครองบุตรในสมัยสุโขทัยและหลักการเทวราชาในสมัยอยุธยา ทำให้มีความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และราษฏรใกล้ชิดกว่าสมัยอยุธยา
  2. การปฏิรูประเบียบการปกครองทุกระดับชั้น ทำให้เกิดการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง
  3. การปรับปรุงกระทรวง ทบวง และกรม ส่วนกลางทำให้ประเทศมีระบบการบริหารที่ทันสมัย
  4. การปรับปรุงการบริหารส่วนภูมิภาคทำให้เกิดเอกภาพและความมั่นคงภายในชาติ
  5. การจัดให้มีการปกครองท้องถิ่นแบบสุขาภิบาล  เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น
Advertisements

Leave a comment

Filed under :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: การเมืองการปกครองหน้า 6 ::

• สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินหรือเสนาบดีสภาประกอบด้วย พระราชวงศ์ ข้าราชการ และผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาและความคิดเห็นต่าง ๆ ถ้าหากว่าคำปรึกษาหรือความคิดเห็นนั้นๆ ที่ประชุมเห็นเห็นก็จะตราเป็นกฏหมายใช้บังคับได้

• กระทรวงที่จัดตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 มี 12 กระทรวงได้แก่

  1. กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาว ประเทศราช
  2. กระทรวงกลาโหม มีหน้าที่ บังคับบัญชาหัวเมิองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตก ตะวันออก และเมืองมลายูประเทศราช
  3. กระทรวงต่างประเทศ มีหน้าที่ จัดการเกี่ยวกับการต่างประเทศ
  4. กระทรวงวัง มีหน้าที่  รับผิดชอบเกี่ยวกับในพระราชวังและกรมซึ่งใกล้เคียงกับราชการในพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  5. กระทรวงเมือง หน้าที่ รับผิดชอบเกี่ยวกับ กิจการตำรวจ และราชฑัณฑ์
  6. กระทรวงเกษตราธิการ หน้าที่รับผิดขอบ  เกียวกับการเพาะปลูก และการค้าขาย การป่าไม้ และเหมืองแร่
  7. กระทรวงพระคลังมหาสมบัตื มีหน้าที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับ ภาษีอากร รายจ่ายของแผ่นดิน
  8. กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ ศาล ชำระคดี
  9. กระทรวงยุทธนาธิการ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านการทหาร
  10. กรทรวงธรรมการ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านพระสงฆ์ การศึกษา สาธารณสุข
  11. กร่ะทรวงโยธาธิการ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการก่อสร้าง ทำถนน การไปรษณีย์ โทรเลข รถไฟ
  12. กระทรวงมุรธาธร มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ การรักษาพระราชลัญจกร  หรือตราแผ่นดิน

• ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ยุบรวมคงเหลือ 10 กระทรวง ได้แก่ มหาดไทย /กลาโหม นครบาล /ต่างประเทศ /และธรรมการ

• การจัดการบริหารส่วนภูมิภาคมีลักษณะสำคัญ ได้แก่

  1. ให้บรรดาหัวเมืองต่างๆ ที่เคยแยกกันอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานทั้งสาม คือมหาดไทย กลาโหม และกรมท่า มารวมอยู่ภายใต้ มหาดไทยแต่กระทรวงเดียว
  2. ตั้งมณฑลเทศาภิบาล เป็นหน่วยการปกคอรงสว่นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด
  3. หัวหน้าผู้บังคับบัญชามณฑลเทศาภิบาล คือ สมุหเทศาภิบาล หรือข้าหลวงเทศาภิบาล ทำหน้าที่ด้านการปกครองและการบริหารราชการในส่วนภูมิภาค

• การจัดระเบียบบริหารส่วนท้องถิ่น มีลักษณะสำคัญ คือ

  1. การจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพ
  2. การจัดการสุขาภิบาลหัวเมือง เริ่มจากตำบลท่าฉลอม จ.สมุทรสาคร

Leave a comment

Filed under :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: การเมืองการปกครองหน้า 5 ::

  • ผลที่ปรากฏในการปกครองสมัยอยุธยา ได้แก่
    1. วัฒนธรรมการปกครองแบบเจ้าปกครองข้า มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเข้มแข้งให้แก่สถาบันกษัตริย์ ดังนั้นการมีกฏระเบียบที่เข้มงวด กวดขัน จำเป็นในการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม
    2. วัฒนธรรมการปกครองสมัยอยุธยาก่อให้เกิดระบบศักดินา คือ มีการแบ่งฐานะของบุคคลออกเป็นชั้นต่างๆ ตามตำแหน่งหน้าที่การงาน
    3. วัฒนธรรมการปกครองอยุธยาเป็นระบอบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ และขุนนาง ข้าราชการร่วมกันใช้อำนาจการปกครอง ประชาชนอยู่ในฐาะนเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด
    4. การจัดระเบียบการปกครองแบบจตุสดมภ์สมัยอยุธยา และที่ไดรับการปรับปรุงในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ นับว่าเป็นการวางรากฐานการปกครองที่เป็นระเบียบ
    5. การปกครองสมัยอยุธยามีลักษณะที่เป็นระบบและเป็นสัดส่วนชัดเจน ทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่นและความเจริญในชาติ ทำให้อยุธยาอยู่มั่นคงยาวนานถึง 417 ปี

การปกครองสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์

การปกครองสมัยธนบุรี (พ.ศ.2310-2325)

  • ลักษณะการปกครองสมัยกรุงธนบุรีที่สำคัญคือ รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีสั้นมากเพียง 15 ปี มีปัญหาเรื่องการรวบรวมอาณาจักรใหม่ และต้องป้องกันราชธานี ทรงไม่มีเวลาพอทีวางรูปแบบการปกครองกรุงธนบุรีใหม่  จึงทรงใช้รูปแบบการปกครองเดิมที่ใช้สมัยอยุธยา
  •  การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-4) มีลักษณะสำคัญดังนี้
  1. ใช้รูปแบบการปกครองสมัยอยุธยาตอนปลายเป็นส่วนใหญ่
  2. มีการเพิ่มอำนาจให้พระยาพระคลัง  โดยคุมหัวเมืองชายฝั่งทะเล
  3. ในสมัยรัชกาลที่ 4 ฐานะกษัตริย์ได้เปลี่ยนจากสมมติเทพมาเป็นอเนกนิกรสโมสรสมมติ คือ พระราชาที่ประชาชนพร้อมใจกันเลือกให้เป็นผู้ปกครอง
  • การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะเด่นได้แก่
  1. เปลียนรูปแบบการปกครองจากเดิมไปเป็นแบบตะวันตก
  2. เป็นการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์
  • สาเหตุของการปฏิรูปการปกครอง คือ
  1. เพื่อดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
  2. เพื่อลดอำนาจขุนนางและเจ้านายท้องถิ่น
  3. การปกครองแบบเดิมล้าสมัยและขาดประสิทธิภาพ
  4. อิทธิพลของลัทธิจักรวรรดินิยม และการล่าอาณานิคม
  5. ผลจากการเสด็จประพาสดูงานในยุโรป
  • การปฏิรูปการปกครองแบ่งได้เป็น 3  ส่วน คือ ส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น
  • การจัดระเบียบบริหารส่วนกลางมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
  1. การตั้งสภาที่ปรึกษา 2 สภา คือ สภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์และสดภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
  2. การตั้งกระทรวง 12 กระทรวง
  • สภาที่ปรึกษามีกี่สภาอะไรบ้าง ถวายคำปรึกษาข้อราชการและข้อคิดเห็นต่าง ๆที่จะทรงนำเข้าเสนอต่อสภาที่ปรึกษาแผ่นดิน

Leave a comment

Filed under :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: การเมืองการปกครองหน้า 4 ::

• ลักษณะสำคัญของรูปแบบบริหารส่วนกลาง มีดังนี้

  1. เป็นการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าศูนย์กลางมากขึ้น
  2. แยกราชการทหารและพลเรือนออกจากกัน
  3. การปรับปรุงจตุสดมภ์ให้มีฐานะเป็นกรม ส่วนหน้าที่คงเดิม แต่เรียกชื่อใหม่ดังนี้
    1. กรมเมือง เรียก นครบาล
    2. กรมวัง เรียก ธรรมาธิกรณ์
    3. กรมคลัง เรียก โกษาธิบดี
    4. กรมนา เรียก เกษตราธิการ

• การจัดระเบียบบริหารส่วนภูมิภาคหรือหัวเมือง มีการปรับปรุงอย่างไรบ้าง

  1.  ยกเลิกเมืองลูกหลวง หรือหัวเมืองชั้นใน และลดฐานะลงเป็นเมืองจัตวา มีผู้รั้งปกครอง
  2. ลดอำนาจของเจ้าเมืองหัวเมืองชั้นในให้หเป็นผู้รั้ง ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการขยายเขตการปกครองของเมืองหลวงออกไป
  3. แบ่งเมืองพระยามหานครเป็นเมือง เอก โท ตรี ตามขนาดของเมือง
  4. ภายในเมืองในราชธานีและหัวเมืองชั้นนอกจัดการปกครองท้องที่เป็นเมือง แขวง ตำบล

การเมืองการปกครองสมัยอยุธยาตอนปลาย เริ่มตั้งแต่สมัย พระเพทราชาถึงสิ้นกรุงศรีอยุธยา

ข้อแตกต่างระหว่างการปกครองสมัยอยุธยาตอนปลายกับสมัยพระบรมไตรโลกนาถคือ ไม่มีการแบ่งทหารและพลเรือนออกจากกัน โดยอัครมหาเสนาบดีทั้งสมุหกลาโหมและสมุหนายกดูแลทั้งทหารและพลเรือน แต่แบ่งหัวเมืองดูแล คือ ให้สมุหกลาโหมดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ และสมุหนายกดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ

 

Leave a comment

Filed under :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: การเมืองการปกครองหน้า 3 ::

• ผลที่ปรากฏในการปกครองสมัยสุโขทัย ได้แก่

  1. ฝ่ายปกครองและราษฏรมีความใกล้ชิดกัน ปัญหาช่องว่างระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองมีน้อยมาก
  2. เกิดความสามัคคีภายในชาติ เพราะการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และการใช้หลักธรรมในการปกคอรง
  3. เป็นการวางรากฐานแบบประชาธิปไตยในด้านการให้สิทธิเสรีภาพประชาชน ความเสมอภาค และการปกครองโดยกฏหมาย
  4. ประมุขคือพ่อขุนมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับประชาชนในฐานะที่เป็นหลักของบ้านเมืองที่ช่วยสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนช่วยให้ราษฏรมีความสุข ให้ความคุ้มครอง ช่วยระงับข้อพิพาทระหว่างประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

การปกครองสมัยอยุธยา การแบ่งสมัยการปกครองของอยุธยา แบ่งเป็น

• สมัยอยุธยาตอนต้น เริ่มตั้งแต่สมัย พระเจ้าอู่ทองถึงก่อนสมัยพระบรมไตรโลกนาถ

• ลักษณะสำคัญของการปกครองสมัยอยุธยาตอนต้น คือ

  1. เป็นระบอบราชาธิปไตย
  2. พระมหากษัตริย์เป็ฯทั้งประมุขและผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุด
  3. ลักษณะการปกครองราษฏร เป็นการปกครองของเจ้านายปกครองบ่าว ใช้ระบบศักดินา และระบบไพร่เพื่อควบคุมกำลังคน
  4. การจัดระเบียบการปกครองเป็นแบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา

• สมัยอยุธยาตอนกลาง หรือสมัยปฏิรูปใหญ่ เริ่มตั้งแต่ พระบรมไตรโลกนาถถึงสมัยพระเพทราชา

Leave a comment

Filed under :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: การเมืองการปกครอง หน้า 2 ::

  • ผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองในสมัยสุโขทัยตอนต้น มีความสัมพันธ์แบบ 2 ทาง คือ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
  • การจัดระเบียบการปกครองในสมัยสุโขทัย ประกอบด้วย เมืองราชธานี หัวเมืองชั้นใน และหัวเมืองชั้นนอก
  • เมืองราชธานี คือ สุโขทัย เป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลาง เป็นศูนย์รวมอำนาจการปกครอง
  • ลักษณะของหัวเมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองลูกหลวง หรือเมืองหน้าด่านล้อมรอบราชธานีทั้ง 4 ด้าน
  • ลักษณะของหัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองท้าวพระยามหานคร เป็นเมืองที่ขนาดเล็กกว่าเมืองลูกหลวง ผู้ปกครองคือเจ้านายเชื้อพระวงศ์ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
  • ลักษณะของเมืองประเทศราชคือ เมืองต่างชาติต่างภาษาอยู่ภายนอกราชอาณาจักร อยู่ภายใต้การปกครองของสุโขทัยในฐานะประเทศราชโดยการแพ้สงคราม หรือโดยการสวามิภักดิ์ พระมหากษัตริย์แต่งตั้งให้เจ้านายราชวงศ์พื้นเมืองเป็นผู้ปกครองอย่างสิทธิ์ขาด

อธิบายเพิ่มเติม

เขตการปกครองแบบ เมืองราชธานี (หัวเมืองชั้นใน) คือเมืองที่ตั้งนครหลวงอันได้แก่กรุงสุโขทัยมีตัวเมืองชั้นในรายรอบเป็นปริมณฑลเรียกว่า เมืองลูกหลวงซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านล้อมรอบราชธานีไว้ทั้ง 4 ด้านระยะทางระหว่างเมืองลูกหลวงกับราชธานี นั้นมีหลักว่าจะต้องไม่เกินระยะที่จะเดินติดต่อถึงกันได้ภายในเวลา 2 วันทั้งนี้เพื่อให้การคมนาคมระหว่างเมืองหลวงและเมืองลูกหลวงได้เป็นไปโดยสะดวกด้วยเหตุนี้วงเขตของราชธานีจึงไม่กว้างใหญ่ แต่การจัดระเบียบราชธานี ซึ่งมีประโยชน์มากในทางยุทธศาสตร์สมัยนั้น เพราะทำให้รวมกำลังป้องกันราชธานีได้สะดวกและรวดเร็วเวลามีสงครามกำลังทั้งราชธานีและเมืองที่รายรอบก็รวมกันเป็นกองทัพหลวง    เมืองที่อยู่ในวงราชธานีสมัยกรุงสุโขทัย ถ้าระบุเมืองในครั้งนั้น ก็คือ

  • เมืองสุโขทัย เป็นตัวราชธานี หัวเมืองชั้นในรอบเมืองสุโขทัยทั้ง 4 ด้าน คือ

ด้านเหนือ มีเมืองศรีสัชชนาลัย(สวรรคโลก)เป็นเมืองที่พระมหาอุปราชหรือเรียกง่ายๆว่าเมืองอุปราชซึ่งมีอยู่เมืองเดียวในสมัยกรุงสุโขทัยและชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นระยะที่พ่อขุนบาลเมืองเป็นพระมหากษัตริย์ และแต่งตั้งพระอนุชาพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นอุปราชไปครองเมืองศรีสัชชนาลัยมีฐานะสูงเกือบเท่าราชธานี
ด้านตะวันออก เมืองสองแคว (พิษณุโลก)
ด้านใต้ เมืองสระหลวง (พิจิตร)
ด้านตะวันตก เมืองกำแพงเพชร

เขตการปกครองแบบ เมืองพระยามหานคร (หัวเมืองชั้นนอก)  คือ เมืองใหญ่ ๆ นอกราชธานีออกไปเรียกว่า เมืองพระยามหานคร เป็นหัวเมืองชั้นนอก เมืองหนึ่งๆ  มีเมืองเล็กๆขึ้นอยู่มากบ้างน้อยบ้างทำนองเดียวกับมณฑลในสมัยต่อมาซึ่งมีเมืองรวมอยู่ หลายเมืองเจ้าเมืองเป็นเจ้าหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เวลาเกิดศึกสงครามราษฎรในเมืองพระยามหานคร เมืองหนึ่งๆ ก็รวมกันเข้าเป็นกองพลหนึ่ง เมืองพระยามหานครสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ครั้งสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีดังนี้

ทิศเหนือ เมืองแพร่
ทิศใต้ เมืองแพรก (สรรค์บุรี) เมืองสุพรรณบุรี (อู่ทอง) เมืองราชบุรี เมืองเพชรบูรณ์    เมืองตะนาวศรี
ทิศตะวันออก  เมืองหล่ม เมืองเพชรบูรณ์ เมืองศรีเทพ
เมืองในราชอาณาจักร แบ่งออกเป็นราชธานีและเมืองพระยามหานครโดยมีคนไทยเป็นเจ้าเมืองปกครองทั้งสิ้น

เขตการปกครองแบบ เมืองประเทศราช  คือ เมืองที่อยู่นอกราชอาณาจักร อันชาวเมืองเป็นชนต่างชาติมีเจ้าเป็นชาวพื้นเมืองนั้นซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยทรงแต่งตั้งปกครองอย่างสิทธิ์ขาดเหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินในเมืองของตนเองแต่ต้องถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองและเครื่องราชบรรณาการต่อพระมหากษัตริย์ไทยตามกำหนดและเวลาเกิดสงครามก็เกณฑ์กองทัพออกมาช่วยเท่านั้นเมืองที่เป็นประเทศราชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชสันนิฐานตามประวัติศาสตร์  มีดังนี้

ทางทิศใต้ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองมะละกา และเมืองยะโฮร์
ทางทิศตะวันตก เมืองทะวาย เมืองเมาะตะมะ เมืองหงสาวดี
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองน่าน เมืองเซ่า(คือเมืองหลวงพระบาง) เวียงจันทร์ เวียงคำ

สมัยสุโขทัยตอนปลาย

  • พระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไท มีลักษณะการปกครองที่สำคัญ คือ ปกครองแบบธรรมราชา ที่ยึดคติเทวราชา โดยผสมหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร
  • การจัดระเบียบการปกครองราชอาณาจักรเป็นเมือง 4 ประเภท เช่นเดียวกับสุโขทัยตอนต้น

Leave a comment

Filed under :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: การเมืองการปกครอง หน้า 1 ::

การปกครองสมัยสุโขทัย การแบ่งสมัยการปกครองของสุโขทัย แบ่งเป็น สมัยสุโขทัยตอนต้น มีลักษณะการปกครองที่สำคัญ ดังนี้

• หลักการปกครองแบบบิดาปกครองบุตร มีลักษณะสำคัญคือ เป็นแบบราชาธิปไตยที่ถือหลักการปกครองครอบครัว กษัตริย์เหมือนบิดาของประชาฃนและปกครองแบบทหารที่ยามปกติทำมาหากิน ยามสงครามชายฉกรรจ์ทุกคนเป็นทหาร

• หลักธรรมที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ในการปกครอง เรียกว่า ทศพิธราชธรรม ได้แก่

  1. ทาน คือ การให้
  2. ศีล คือ ความประพฤติดีงาม  การสำรวมระวังกายและวาจา
  3. บริจาค การเสียสละ
  4. อาชชวะ ความซื่อตรง หรือความสุจริต
  5. มัททวะ คือ ความอ่อนโยน ความสุภาพเรียบร้อย
  6. ตบะ คือความเพียรเผากิเลส
  7. อักโกธะ คือ  ความไม่โกรธ
  8. อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน คือ ความกรุณา
  9. ขันติ คือ ความอดทน
  10. อวิโรธนะ ความไม่คลาดจากธรรม

จักรวรรดิวัตร 12 คือธรรมอันเป็นพระราชจริยานุวัตร ทรงถือและอาศัยธรรมข้อนี้เป็นหลักสำหรับการปกครองประเทศ ดังนี้

  1. ควรอนุเคราะห์คนในราชสำนักและคนภายนอกให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย
  2. ควรผูกไมตรีกับประเทศอื่น
  3. ควรอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์
  4. ควรเกื้อกูลพราหมณ์ คหบดี และคฤบดีชน คือเกื้อกูลพราหมณ์และผู้ที่อยู่ในเมือง
  5. ควรอนุเคราะห์ประชาชนที่อยู่ในชนบท
  6. ควรอนุเคราะห์สมณพรามณ์ผู้มีศีล
  7. ควรจักรักษาฝูงเนื้อ นก และสัตว์ทั้งหลายมิให้สูญพันธ์
  8. ควรห้ามชนทั้งหลายมิให้ประพฤติผิดธรรม และชักนำด้วยตัวอย่างให้อยู่ในกุศลสุตจริต
  9. ควรรเลี้ยงดูคนจน เพื่อมิให้ประกอบการทุจริตและอกุศลต่อสังคม
  10. ควรเข้าใกล้สมณพราหมณ์เพื่อศึกษาบุญและบาป กุศล และอกุศลให้แจ่มชัด
  11. ควรห้ามจิตมิให้ต้องการไปในที่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ควรเสด็จ
  12. ควรระงับความโลภมิให้ปรารถนาในลาภที่พระมหากษัตริย์มิควรจะได้

ราชสังคหวัตถุ 4 ราชสังคหวัตถุ 4 คือ

1. ทาน แบ่งปันสิ่งของให้กัน
2. ปิยวาจา พูดจาดีต่อกัน
3. อัตถจริยา ทำประโยชน์ให้กัน
4. สมานัตตา วางตัวเหมาะสม

          พระราชจริยานุวัตรอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวนำใจประชาชน สำหรับเป็นแนวทางในการวางนโยบายปกครองบ้านเมือง ดังนี้ ทรงพระปรีชาในการบำรุงธัญญาหารให้บริบูรณ์ ทรงพระปรีชาในการสงเคราะห์บุรุษที่ประพฤติดี ทรงพระปรีชาในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร และการตรัสพระวาจาที่อ่อนหวานแก่ชนทุกชั้นโดยควรแก่ฐานะ

Leave a comment

Filed under :: เฉลยใบงานที่ 5 ประวัติศาสตร์ ม.6 ::