Category Archives: :: หน้าที่พลเมือง ::

:: ชุดที่ ๓ ::

  1. ส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นความหมายของอะไร
    1. พหุสังคม
    2. ลักษณะสังคม
    3. โครงสร้างสังคม
    4. ส่วนประกอบสังคม
  2. พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูลูกเกี่ยวข้องกับสถาบันใด
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันการศึกษา
    3. สถาบันครอบครัว
    4. สถาบันทางเศรษฐกิจ
  3. กลุ่มสังคมมีลักษณะอย่างไร
    1. มีการกระทำระหว่างกัน
    2. มีวัตถุประสงค์สำคัญต่างกัน
    3.  สมาชิกในกลุ่มมีสถานภาพเดียวกัน
    4.  มีความผูกพันแบบเป็นทางการเท่านั้น
  4. ข้อใดเป็นสัญลักษณ์และค่านิยมของสถาบันการศึกษา
    1. สีประจำโรงเรียน
    2. ความประพฤติของนักเรียน
    3. แบบแผนการเรียนการสอน
    4. แบบแผนการจัดระบบการศึกษา
  5. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสถาบันสังคม
    1. มีแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม
    2. มีการรวมกลุ่มของคนในสังคม
    3. ไม่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
    4. มีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติกิจกรรม
  6. “ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า” ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของสถาบันใด
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันการศึกษา
    3. สถาบันครอบครัว
    4. สถาบันทางเศรษฐกิจ
  7. ข้อใดเป็นกลุ่มสังคม
    1. กลุ่มคนที่เดินข้ามถนนบริเวณทางม้าลาย
    2. กลุ่มคนที่เป็นสมาชิกชมรมลูกเสือชาวบ้าน
    3. กลุ่มคนที่นั่งรับประทานอาหารในร้านอาหาร
    4. กลุ่มคนที่รอรถโดยสารอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง
  8. ข้อใดกล่าวเกี่ยวกับสถาบันสังคมได้ถูกต้องที่สุด
    1. สถาบันสังคมมีลักษณะเป็นรูปธรรม
    2. สถาบันสังคมประกอบด้วยกลุ่มบุคคลเดียวกันเท่านั้น
    3. สถาบันสังคมเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงได้ยาก
    4. สถาบันสังคมเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกในสถาบันนั้น
  9. สถาบันครอบครัวมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร
    1. สร้างสมาชิกใหม่แก่สังคม
    2. ถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคม
    3. เป็นที่พึ่งทางใจให้แก่สมาชิกของสังคม
    4. ถูกทุกข้อ
  10. สถาบันสังคมใดมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตของสมาชิกในสังคม
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันเศรษฐกิจ
    3. สถาบันการศึกษา
    4. สถาบันการเมืองการปกครอง
  11. นายอนุชาเป็นพ่อค้ารับซื้อสินค้าการเกษตรไปขายให้แก่คนที่อาศัยอยู่ในเมือง กรณีนี้แสดงว่านายอนุชาทำหน้าที่ของสมาชิกในสถาบันใด
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันเศรษฐกิจ
    3. สถาบันการศึกษา
    4. สถาบันครอบครัว
  12. เมื่อเดชาได้ยินเสียงเพลงชาติ เขาจะยืนตรงทุกครั้ง กรณีนี้เดชากำลังปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสถาบันใด
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันเศรษฐกิจ
    3. สถาบันครอบครัว
    4. สถาบันการเมืองการปกครอง
  13. สถาบันแรกของสมาชิกสังคมทุกคนคือสถาบันใด
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันการศึกษา
    3. สถาบันครอบครัว
    4. สถาบันการเมืองการปกครอง
  14. เหตุใดจึงต้องมีการจัดระเบียบสังคม
    1. เพื่อให้สังคมเกิดความสวยงาม
    2.  เพื่อให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย
    3. เพื่อที่จะแยกประเภทของสังคมได้ง่าย
    4. ไม่มีข้อใดถูก
  15. การแสดงความกตัญญูรู้คุณแก่บุพการี จัดเป็นบรรทัดฐานทางสังคมข้อใด
    1. จารีต
    2. กฎหมาย
    3. วิถีชาวบ้าน
    4. บรรทัดฐาน
  16. ข้อใดเป็นการปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคมไทย
    1. ไปลามาไหว้
    2. ยิ้มทักทายครู
    3. จับมือทักทายญาติผู้ใหญ่
    4. ถูกทุกข้อ
  17. การกระทำของบุคคลใดต่อไปนี้จัดเป็นวิถีชาวบ้าน
    1. มาลีเข้าพิธีแต่งงานกับมานะ
    2. วีนาไปเสียภาษีอากรตามกำหนด
    3. สมศักดิ์รับประทานอาหารด้วยช้อน
    4. วิภาข้ามถนนโดยใช้ทางม้าลายทุกครั้ง
  18. สมหมายขับรถฝ่าไฟแดงจึงถูกปรับไป 200 บาท จัดเป็นบรรทัดฐานทางสังคมข้อใด
    1. จารีต
    2. กฎหมาย
    3. สถานภาพ
    4. วิถีชาวบ้าน
  19. การละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมในข้อใดที่จะได้รับโทษรุนแรงน้อยที่สุด
    1. จารีต
    2. กฎหมาย
    3. วิถีชาวบ้าน
    4. กฎศีลธรรม
  20. สถานภาพใดเป็นได้ทั้งสถานภาพโดยกำเนิดและสถานภาพที่ได้มาจากความสามารถ
    1. สามี
    2. สัญชาติ
    3. นักเรียน
    4. นักธุรกิจ
  21. ข้อใดเป็นสถานภาพที่ได้มาโดยความสามารถ
    1. สมชายมีเชื้อชาติไทย
    2. สมศรีเกิดมาเป็นเพศหญิง
    3. สมคิดเป็นญาติกับสมชาย
    4. สมบัติเป็นผู้จัดการบริษัทรถยนต์
  22. ข้อใดเป็นการควบคุมทางสังคม
    1. การติฉินนินทา
    2. การลงโทษทางกฎหมาย
    3. การให้ใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ทำความดี
    4. ถูกทุกข้อ
  23. กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด
    1. สถาบันสังคม
    2. ช่วงชั้นทางสังคม
    3. บรรทัดฐานทางสังคม
    4. การควบคุมทางสังคม
  24. การฝ่าฝืนบรรทัดฐานทางสังคมในข้อใดจะต้องถูกรับโทษตามที่ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน
    1. จารีต
    2. กฎหมาย
    3. วิถีประชา
    4. กฎศีลธรรม
  25. การเรียนรู้งานประดิษฐ์จากครูภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นการขัดเกลาทางสังคมด้วยวิธีการใด
    1. การขัดเกลาทางตรง
    2. การขัดเกลาทางอ้อม
    3. การขัดเกลาขั้นปฐมภูมิ
    4. การขัดเกลาขั้นทุติยภูมิ
  26. เพราะอะไรจึงต้องมีการขัดเกลาทางสังคม
    1. คนทุกคนเกิดมาเป็นคนดี
    2. คนทุกคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
    3. คนสามารถใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังได้
    4. เมื่อคนเกิดมายังไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด
  27. ข้อใดเป็นการขัดเกลาขั้นปฐมภูมิ
    1.  พ่อสอนลูก
    2. ครูสอนลูกศิษย์
    3. หัวหน้างานสอนงานลูกน้อง
    4. การมีพฤติกรรมเลียนแบบเพื่อน
  28. ข้อใดเป็นการขัดเกลาทางอ้อม
    1. แม่สอนลูกทำอาหาร
    2. ครูสอนวิชาสังคมศึกษาแก่นักเรียน
    3. เด็กได้ยินแม่พูดคำหยาบจึงพูดตาม
    4. เพื่อน ๆ ช่วยกันสอนการบ้านเพื่อนคนที่ยังไม่เข้าใจบทเรียน
  29. ประเพณีบุญบั้งไฟเกี่ยวข้องกับสังคมใด
    1. สังคมเกษตรกรรม
    2. สังคมที่มีการแบ่งชนชั้น
    3. สังคมที่มีค่านิยมทางสังคมร่วมกัน
    4. สังคมที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นวิถีชีวิตร่วมกัน
  30. สถาบันใดที่มีการฝึกทักษะการใช้ชีวิตเพื่อให้พร้อมที่จะทำงาน
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันการศึกษา
    3. สถาบันครอบครัว
    4. สถาบันทางเศรษฐกิจ
  31. สังคมไทยมีลักษณะตามข้อใด
    1. เป็นสังคมอุตสาหกรรม
    2.  คนส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนา
    3.  มีการแบ่งชนชั้นอย่างเข้มงวด
    4.  มีโครงสร้างสังคมแบบหลวม ๆ
  32. สมาชิกในสถาบันเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด
    1. อุตสาหกรรม
    2. เกษตรกรรม
    3. เทคโนโลยีสมัยใหม่
    4. ข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน
  33. ศาสนาใดเกี่ยวข้องกับสถาบันศาสนาของไทยมากที่สุด
    1. คริสต์ศาสนา
    2. ศาสนาอิสลาม
    3. พระพุทธศาสนา
    4. ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู
  34.  เพราะอะไรอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่จึงเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
    1. ขาดความรู้ทางด้านเทคโนโลยี
    2. คนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร
    3. ไม่มีทุนมากพอที่จะดำเนินการอุตสาหกรรมในรูปแบบอื่น
    4. ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากพอที่จะทำอุตสาหกรรมในรูปแบบอื่น
  35. สถาบันใดมีความสำคัญต่อสังคมมากที่สุด
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันการศึกษา
    3.  สถาบันครอบครัว
    4. สถาบันทางเศรษฐกิจ
  36. ข้อใดเป็นลักษณะของสถาบันการเมืองการปกครองไทย
    1. ปกครองในระบอบเผด็จการ
    2.  ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ
    3. ประชาชนถูกจำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง
    4. ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  37. อะไรเป็นปัจจัยภายในที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    1. สงคราม
    2. การเผยแผ่ศาสนา
    3. การค้าขายกับต่างประเทศ
    4. การเพิ่มและลดลงของประชากร
  38. ข้อใดเป็นการเปลี่ยนปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
    1. การเกิดภัยพิบัติ
    2. การเกิดโรคระบาด
    3. การเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
    4. ถูกทุกข้อ
  39. ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมที่มีลักษณะประชากรอย่างไร
    1. เป็นสังคมของเด็ก
    2. เป็นสังคมผู้สูงอายุ
    3. เป็นสังคมคนหนุ่มสาว
    4. เป็นสังคมคนวัยแรงงาน
  40. การเปลี่ยนแปลงสภาพจากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมอุตสาหกรรมก่อให้เกิดผลอย่างไร
    1. วิถีชีวิตเปลี่ยนไป
    2. ขาดระเบียบกฎเกณฑ์
    3. ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ
    4. ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่พอเพียง
  41. อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของมนุษย์
    1. การมีค่านิยมร่วมกัน
    2. การอยู่รวมกันเป็นสังคม
    3. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
    4. การปรับตัวเพื่อสนองความต้องการ
  42. ข้อใดเป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม
    1. การเพิ่มจำนวนประชากร
    2. การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ
    3. การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
    4. การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
  43. ข้อใดเป็นปัจจัยภายในที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    1. สงคราม
    2. การเผยแผ่ศาสนา
    3. การค้าขายกับต่างประเทศ
    4. การเพิ่มและลดลงของประชากร
  44. ปัจจัยใดที่เป็นสาเหตุให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน
    1. ความก้าวหน้าทางการแพทย์
    2. ความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ
    3. ความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม
    4. ไม่มีข้อใดถูก
  45. เมื่อสังคมต้องประสบกับปัญหาการว่างงานควรแก้ไขอย่างไร
    1. วางแผนครอบครัว
    2. อบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
    3. ให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า
    4. รอเวลาให้เศรษฐกิจดีขึ้นปัญหาก็จะหมดไป
  46. สิ่งใดที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนจากแบบพอยังชีพไปเป็นการผลิตเพื่อการตลาด
    1. สนธิสัญญาเบาว์ริง
    2. สนธิสัญญาโตเกียว
    3. สนธิสัญญาเบอร์นีย์
    4. สนธิสัญญาแวร์ซายส์
  47. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของพระมหากษัตริย์ทรงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
    1.  เป็นเสมือนเทวราชา
    2. เป็นเสมือนเจ้าชีวิตของประชาชน
    3. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของปวงชน
    4. ทรงเป็นผู้บริหารประเทศด้วยพระองค์เอง
  48. ข้อใดเป็นค่านิยมที่มีความสำคัญต่อการมีชีวิตของมนุษย์
    1. การยึดถือว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว
    2. เกณฑ์ที่ระบุว่าควรประพฤติอย่างไร
    3. การประกอบความดีตามสภาพแวดล้อม
    4. ความเห็นเกี่ยวกับชีวิตและความประพฤติ
  49. ข้อใดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    1. พระสงฆ์ไม่ได้สอนหนังสือชาวบ้าน
    2. ชาวนาเปลี่ยนอาชีพเป็นกรรมกร
    3. แม่บ้านนิยมใช้เครื่องซักผ้ากันมากขึ้น
    4. ชาวสวนค้นพบวิธีการปลูกพืชแบบใหม่
  50. ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม
    1. สิ่งแวดล้อมทางสังคม
    2. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    3. ความไม่เป็นระเบียบของสังคม
    4. ถูกทุกข้อ
  51. กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เป็นปัญหาสังคมที่สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งใด
    1. การขาดการศึกษา
    2. การขาดระเบียบทางสังคม
    3. การเอาเปรียบกันทางสังคม
    4. การขาดความร่วมมือกันในสังคม
  52. ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ จัดเป็นปัญหาสังคมที่สาเหตุมาจากปัจจัยใด
    1. สิ่งแวดล้อมทางสังคม
    2. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    3. ความไม่เป็นระเบียบของสังคม
    4. ความเอารัดเอาเปรียบกันทางสังคม
  53. กระบวนการเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ขององค์กรทางสังคมเรียกว่าอะไร
    1. บรรทัดฐานทางสังคม
    2. ความสัมพันธ์ทางสังคม
    3. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    4. ความเป็นระเบียบทางสังคม
  54. ปัญหาทารกในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างไร
    1. คงที่
    2. ลดลง
    3. เพิ่มขึ้น
    4. เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  55. เมื่อ พ.ศ. 2547 เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าศึกษาต่อในระดับสูงเพราะเหตุใด
    1. ขาดทุนทรัพย์
    2. ขาดแคลนโรงเรียน
    3. ขาดถิ่นที่อยู่ที่ถาวร
    4. ระบบการศึกษายังไม่ได้มาตรฐาน
  56. ปัญหาที่พบมากของคนวัยทำงานคืออะไร
    1. ติดอบายมุข
    2. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
    3. ขาดที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม
    4. ถูกทุกข้อ
  57. อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในเมืองขาดแคลนที่อยู่อาศัย
    1. ขาดการวางผังเมืองที่ดี
    2. คนไทยไม่ชอบอยู่ตึกสูง ๆ
    3. ที่ดินในเมืองหายากและมีราคาแพง
    4. ประชากรในเมืองลดลงอย่างรวดเร็ว
  58. ประเทศไทยใช้อะไรเป็นกรอบในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
    1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
    2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
    3. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
    4. พระราชบัญญัติการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
  59. “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับใดมากที่สุด
    1. ฉบับที่ 4
    2. ฉบับที่ 6
    3. ฉบับที่ 8
    4. ฉบับที่ 10
  60. แผนพัฒนาฯ ฉบับใดที่เปลี่ยนจากการเน้นเศรษฐกิจมาเป็นการเน้นคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา
    1. ฉบับที่ 6
    2. ฉบับที่ 7
    3. ฉบับที่ 8
    4. ฉบับที่ 9

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

:: ชุดที่ 4 ::

  1. แบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบสังคมเป็นความหมายของอะไร
    1. ช่วงชั้นทางสังคม
    2. รูปแบบทางสังคม
    3. โครงสร้างทางสังคม
    4. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  2. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของกลุ่มสังคม
    1. มีวัฒนธรรมย่อย
    2.  มีการกระทำระหว่างกัน
    3.  มีความรู้สึกเป็นสมาชิกร่วมกัน
    4. มีสถานภาพและบทบาทเหมือนกัน
  3.  สมาคมชาวไร่อ้อยเป็นกลุ่มสังคมในสถาบันใด
    1. สถาบันการศึกษา
    2. สถาบันเศรษฐกิจ
    3. สถาบันครอบครัว
    4. สถาบันการเมืองการปกครอง
  4. คนที่มีปัญหาทางจิตใจมักจะแก้ปัญหาโดยพึ่งสถาบันสังคมใด
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันเศรษฐกิจ
    3. สถาบันการศึกษา
    4. สถาบันการเมืองการปกครอง
  5. สถาบันใดมีหน้าที่อบรมปลูกฝังระเบียบทางสังคมแก่สมาชิก        
    1. สถาบันศาสนา
    2. สถาบันการศึกษา
    3. สถาบันครอบครัว
    4. ถูกทุกข้อ
  6. การไปลามาไหว้เป็นการปฏิบัติตามองค์ประกอบของการจัดระเบียบสังคมในข้อใด  
    1. บทบาททางสังคม
    2. สถานภาพทางสังคม
    3. บรรทัดฐานทางสังคม
    4. การควบคุมทางสังคม
  7. ข้อใดเป็นสถานภาพทางสังคมที่ได้มาโดยกำเนิด
    1. ลูกจ้าง
    2. เชื้อชาติ
    3. ผู้จัดการ
    4. นักเรียน
  8. ข้อใดไม่ใช่ผลที่เกิดจากสถานภาพทางสังคม        
    1. ก่อให้เกิดเกียรติยศ
    2. ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่
    3. ก่อให้เกิดการครอบงำทางสังคม
    4. ก่อให้เกิดการจัดช่วงชั้นทางสังคม
  9. สิ่งใดที่ช่วยทำให้คนปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
    1. บทบาททางสังคม
    2. สถานภาพทางสังคม
    3. การควบคุมทางสังคม
    4. การขัดเกลาทางสังคม
  10. ข้อใดเป็นการขัดเกลาขั้นปฐมภูมิ    
    1. พ่ออบรมสั่งสอนลูก
    2. ครูอบรมสั่งสอนนักเรียน
    3. หัวหน้างานสอนงานแก่ลูกน้อง
    4. พระสงฆ์เทศนาสั่งสอนพุทธศาสนิกชน
  11. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของสังคมไทย
    1. เป็นสังคมอุตสาหกรรม
    2. มีโครงสร้างแบบหลวม ๆ
    3. เคารพและเทิดทูนพระมหากษัตริย์
    4. คนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา
  12. ครอบครัวไทยมีลักษณะอย่างไร
    1. มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครองครัว
    2. ให้ความสำคัญกับความอาวุโส
    3. ครอบครัวในชนบทมักจะมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว
    4. ถูกทุกข้อ
  13. การที่ประเทศไทยมีการอพยพของคนจากชนบทเข้ามาทำงานในเมืองถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยใด
    1. ปัจจัยทางสังคม
    2. ปัจจัยทางธรรมชาติ
    3. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
    4. ปัจจัยทางวัฒนธรรม
  14.  อะไรเป็นปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    1. ภัยธรรมชาติ
    2. การเผยแผ่ศาสนา
    3. การค้าระหว่างประเทศ
    4. การก่อการร้ายข้ามชาติ
  15. สนธิสัญญาใดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่การค้าขายของไทยมากที่สุด
    1. สนธิสัญญานาโต
    2. สนธิสัญญาเบาว์ริง
    3. สนธิสัญญาเบอร์นีย์
    4. สนธิสัญญาแวร์ซายส์
  16. การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของการเมืองการปกครองไทยเกิดขึ้นในปีใด
    1. 2475
    2. 2500
    3. 2525
    4. 2549
  17. ต้นเหตุของปัญหาเกษตรกรขาดความมั่นคงทางด้านรายได้เกิดขึ้นจากสาเหตุใด
    1. ภัยแล้ง
    2. ภัยสงคราม
    3. การขาดตลาดเพื่อระบายสินค้า
    4. การขาดแรงงานในภาคการเกษตร
  18. ประเทศไทยใช้อะไรเป็นกรอบในการพัฒนาสังคม
    1. ประมวลรัษฎากร
    2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
    3. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
    4. กฎกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  19. การพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ของไทย มุ่งเน้นการพัฒนาอะไรเป็นสำคัญ
    1. คน
    2. สังคม
    3. เศรษฐกิจ
    4. สิ่งแวดล้อม
  20. แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ได้เปลี่ยนแนวคิดจากการเน้นพัฒนาเศรษฐกิจมาเป็นการเน้นพัฒนาอะไร
    1. คน
    2. ภาคการเกษตร
    3. หน่วยงานราชการ
    4. องค์กรรัฐวิสาหกิจ
  21. วัฒนธรรมมีความสำคัญอย่างไร        
    1. เป็นประเพณีที่ดีงาม
    2. เป็นแบบอย่างให้คนปฏิบัติตาม
    3. เป็นตัวกำหนดความสามารถของมนุษย์
    4. เป็นตัวกำหนดความประพฤติของมนุษย์ในแต่ละสังคม
  22. มนุษย์สร้างวัฒนธรรมขึ้นเพราะเหตุใด
    1. มีการรวมกลุ่มกัน
    2. ต้องการความปลอดภัย
    3. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
    4. ต้องการสร้างความเข้มแข็งในสังคม
  23. ข้อใดหมายถึงวัฒนธรรมที่เป็นวิถีชีวิต
    1. มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
    2. มีการดำเนินชีวิตแตกต่างกันในแต่ละสังคม
    3. มีการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
    4. มีการถ่ายทอดโดยการเรียนรู้แบบรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
  24. คนไทยทักทายกันด้วยการยกมือไหว้ ส่วนฝรั่งใช้วิธีจับมือ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงวัฒนธรรมด้านใด  
    1. ค่านิยมและความเชื่อ
    2. การพัฒนาวิถีชีวิตมนุษย์
    3. การสร้างสรรค์และการเรียนรู้
    4. สภาพแวดล้อมด้านกายภาพและสังคม
  25. กระบวนการขัดเกลาทางสังคมเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมด้านใด
    1. การแต่งเติม
    2. การปรับปรุง
    3. การถ่ายทอด
    4. การเปลี่ยนแปลง
  26.  “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท” เป็นวัฒนธรรมประเภทใด 
    1. วัฒนธรรมทางวัตถุ
    2. วัฒนธรรมทางจิตใจ
    3. วัฒนธรรมทางสุนทรียะ
    4. วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณคดี
  27. พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้จนทำให้คนไทยมีภาษาเป็นของตนเอง จัดเป็นวัฒนธรรมประเภทใด 
    1. วัฒนธรรมทางวัตถุ
    2. วัฒนธรรมทางจิตใจ
    3. วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณคดี
    4. วัฒนธรรมทางจารีตหรือขนบธรรมเนียมประเพณี
  28. วัฒนธรรมทางวัตถุเกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด
    1. ความเชื่อทางศาสนา
    2. อิทธิพลของธรรมชาติ
    3. ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    4. ความสามารถของมนุษย์ในการดัดแปลงธรรมชาติ
  29. การทำพิธีละหมาดของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม จัดเป็นวัฒนธรรมประเภทใด
    1. วัฒนธรรมทางวัตถุ
    2. วัฒนธรรมทางจิตใจ
    3. วัฒนธรรมทางสุนทรียะ
    4. วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณคดี
  30. ข้อใดเป็นลักษณะของคนไทยที่เกิดจากอิทธิพลของพระพุทธศาสนา   
    1. ชอบอยู่สันโดษ
    2. เป็นคนมีระเบียบ
    3. เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
    4. ชอบใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
  31. วัฒนธรรมไทยมีความสำคัญอย่างไร
    1. ช่วยธำรงความเป็นไทย
    2. ช่วยให้ชาติไทยมีเอกลักษณ์
    3. สร้างความเจริญแก่ชาติไทย
    4. ถูกทุกข้อ
  32. “นักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรียนซึ่งเป็นระเบียบที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา” ข้อความนี้เป็นวัฒนธรรมประเภทใด   
    1. วัฒนธรรมทางวัตถุ
    2. วัฒนธรรมทางจิตใจ
    3. วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณคดี
    4. วัฒนธรรมทางจารีตหรือขนบธรรมเนียมประเพณี
  33. นิตยาใส่เสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น และสวมรองเท้าแตะไปทำบุญที่วัด จึงถูกตำหนิติเตียนว่าแต่งตัวไม่เหมาะสม การกระทำนี้ขัดต่อวัฒนธรรมด้านใด 
    1. ขนบประเพณี
    2. จารีตประเพณี
    3. ระเบียบแบบแผน
    4. ธรรมเนียมประเพณี
  34. วัฒนธรรมไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีลักษณะอย่างไร  
    1. มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น
    2. มีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น
    3. สังคมเรียบง่ายไม่สลับซับซ้อน
    4. ถูกทุกข้อ
  35. ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในสังคมชนบทมากที่สุดในปัจจุบันคืออะไร        
    1. การมีประชากรเพิ่มขึ้น
    2. การมีการศึกษาที่สูงขึ้น
    3. การเปลี่ยนของธรรมชาติ
    4. การคมนาคมและการสื่อสาร
  36. วัฒนธรรมไทยต้องมีการอนุรักษ์เอาไว้ นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอะไร        
    1. เห็นด้วย เพราะจะได้ดำรงความเป็นไทยไว้สืบไป
    2. ไม่เห็นด้วย เพราะวัฒนธรรมไทยเริ่มล้าสมัยแล้ว
    3. เห็นด้วย เพราะวัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่สวยงาม
    4. ไม่เห็นด้วย เพราะควรจะรับวัฒนธรรมใหม่เข้ามาปรับใช้ตลอดเวลา
  37. ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมสากลในด้านความเชื่อและค่านิยมคืออะไร
    1. เชื่อพรหมลิขิต
    2. เชื่อในความถูกต้อง
    3. เชื่อในความสามารถ
    4. เชื่อในความเท่าเทียมกัน
  38. วัฒนธรรมครอบครัวของไทยแตกต่างจากอังกฤษในข้อใด   
    1. นิสัยมัธยัสถ์
    2. มีวินัยในตนเอง
    3. รู้จักช่วยเหลือตนเอง
    4. ถูกทุกข้อ
  39. ใครที่เลือกรับวัฒนธรรมสากลอย่างมีวิจารณญาณ
    1. นิภารับทุกวัฒนธรรมที่เข้ามา
    2. มาลีไม่ยอมรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้าประเทศ
    3. วินัยเลือกรับเฉพาะวัฒนธรรมที่ดีและเหมาะสม
    4. สุชาติรับเฉพาะวัฒนธรรมของประเทศในแถบเอเชียเท่านั้น
  40. การเรียนรู้วัฒนธรรมอย่างเหมาะสมทำได้อย่างไร   
    1. ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัว
    2. ส่งเสริมการเรียนรู้ในกลุ่มเพื่อน
    3. ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
    4. ถูกทุกข้อ
  41. วัฒนธรรมทำให้เกิดความเป็นเอกภาพได้จริงหรือไม่
    1. ไม่จริง เพราะความคิดและความเชื่อแตกต่างกัน
    2. จริง เพราะสมาชิกในสังคมจะมีระเบียบแบบแผนที่ดี
    3. ไม่จริง เพราะความเป็นเอกภาพจะขึ้นอยู่กับค่านิยมเท่านั้น
    4. จริง เพราะคนที่อยู่ในสังคมเดียวกันย่อมมีความผูกพันต่อกัน
  42. กระเป๋าที่ทำจากผักตบชวาจัดเป็นวัฒนธรรมทางด้านใด  
    1. ด้านวัตถุ
    2. ด้านสุนทรียะ
    3. ด้านจารีตประเพณี
    4. ด้านธรรมเนียมประเพณี
  43. “เมื่อเพื่อนมาเยี่ยมน้อยที่บ้าน น้อยจึงต้อนรับอย่างดี” หมายถึงวัฒนธรรมด้านใด  
    1. ขนบประเพณี
    2. จารีตประเพณี
    3. ระเบียบแบบแผน
    4. ธรรมเนียมประเพณี
  44. ข้อใดเป็นวัฒนธรรมสากลที่เราควรรับมาใช้ในสังคมไทย        
    1. ดนตรีสากล
    2. อินเทอร์เน็ต
    3. ภาษาอังกฤษ
    4. ถูกทุกข้อ
  45. ข้อใดเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ
    1. ต้มยำกุ้ง
    2. กฎหมาย
    3. คริสต์ศาสนา
    4. ประเพณีลอยกระทง
  46. การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยควรปฏิบัติอย่างไร
    1. ไม่เผยแพร่ให้ผู้อื่นรู้
    2. เก็บรักษาไว้อย่างมิดชิด
    3. ห้ามปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง
    4. ปลูกฝังให้คนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของวัฒนธรรม
  47. การบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมีวิธีการอย่างไร
    1. ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการอนุรักษ์วัฒนธรรม
    2. จัดกิจกรรมเชิดชูวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ
    3. ส่งเสริมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมและร่วมดำเนินการด้วยตนเอง
    4. ส่งเสริมให้มีการนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต
  48. วัฒนธรรมญี่ปุ่นในข้อใดที่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมไทยมากที่สุด
    1. ตรงต่อเวลา
    2. ระลึกบุญคุณ
    3. การทำงานเป็นทีม
    4. แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว
  49. วัฒนธรรมใดของไทยที่ต่างจากวัฒนธรรมสากลและถือเป็นอุปสรรคของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
    1. ระบบไพร่
    2. ความมีเหตุผล
    3. ความเท่าเทียมกัน
    4. การประนีประนอม
  50. หากเราไม่ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมจะส่งผลอย่างไร
    1. ทำให้เกิดการแตกแยก
    2. ทำให้วัฒนธรรมก้าวหน้าขึ้น
    3. ทำให้วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์
    4. ทำให้วัฒนธรรมที่ดีของชาติสูญหายไป
  51. พลเมืองดีคืออะไร        
    1. คนที่มีฐานะดี
    2. คนที่มีการศึกษาสูง
    3. คนที่มีชื่อเสียงในสังคม
    4. บุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและศีลธรรม
  52. พลเมืองดีต้องมีลักษณะอย่างไร   
    1. มีความสุขุมรอบคอบ
    2. มีความสัมพันธ์ที่ดีเฉพาะกับกลุ่มเพื่อน
    3. มีความรับผิดชอบต่อสังคมและศีลธรรม
    4. มีความรอบรู้ทางด้านการประกอบอาชีพ
  53. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะของพลเมืองดี        
    1. ใฝ่เรียนรู้
    2. มีความซื่อสัตย์สุจริต
    3. อยู่อย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย
    4. ยึดหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
  54. ใครเป็นพลเมืองดี
    1. ตุ้ยเลี้ยงสุราเพื่อน
    2. เอกเป็นผู้นำชุมชน
    3. กุ้งไม่เคยทำผิดกฎหมาย
    4. ปิ่นบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนเสมอ
  55. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีมีความสำคัญอย่างไร
    1. ทำให้สังคมเกิดสันติสุข
    2. ทำให้มีชื่อเสียงในสังคม
    3. ทำให้คนในสังคมนิยมชมชอบ
    4. ทำให้ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ
  56. ใครปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีโดยการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น  
    1. แป้งโมโหน้องจึงจับไปขังไว้ในห้องมืด
    2. ก้อยยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่ม
    3. นิดเปิดเพลงเสียงดังเพื่อให้เพื่อนบ้านได้ฟังด้วย
    4. น้อยเดินเข้าไปหยิบน้ำตาลทรายในบ้านนกเนื่องจากที่บ้านหมด
  57. การกระทำใดเป็นการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในกิจกรรมทางสังคม 
    1. มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่
    2. กตัญญูต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ
    3. แสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาของหมู่บ้าน
    4. แต่งกายด้วยชุดสุภาพเมื่อไปติดต่อสถานที่ราชการ
  58. รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนไทยต้องมีหน้าที่อย่างไร
    1. ป้องกันประเทศ
    2. รับการศึกษาอบรม
    3. ปฏิบัติตามกฎหมาย
    4. ถูกทุกข้อ
  59. การทำงานเป็นกลุ่มเมื่อสมาชิกมีความคิดเห็นแตกต่างกันควรปฏิบัติอย่างไร
    1. แบ่งหน้าที่กันตามความถนัด
    2. แบ่งหน้าที่กันตามความสามารถ
    3. ฟังเหตุผลและเคารพซึ่งกันและกัน
    4. ทำงานตามที่ตนเองได้รับมอบหมาย
  60. ครเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ  
    1. นุชมาทำงานสายเป็นประจำ
    2.  ก้องทำงานไม่เคยเสร็จตามเวลา
    3. หน่อยตั้งใจทำงานจนสำเร็จทันเวลา
    4. นิดเอางานส่วนตัวมาทำที่ทำงานเป็นประจำ
  61. เด็กชายแดงไปทำงานที่บ้านนายเขียว แต่นายเขียวบังคับให้ทำงานหนักเกินไปและไม่มีเวลาให้พัก จนเด็กชายแดงเป็นลม การกระทำของนายเขียวถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด 
    1. ถูกต้อง เพราะจ้างมาทำงานแล้ว
    2. ถูกต้อง เพราะต้องทำงานให้คุ้มกับค่าจ้าง
    3. ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
    4. ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กยังไม่มีสิทธิที่จะทำงานเนื่องจากอายุยังไม่ถึงวัยทำงาน
  62. ใครเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ        
    1. มุกเล่นการพนันในบ้านของตนเอง
    2. อุ๊ปฏิบัติตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด        
    3. ก้อยดื่มสุราในวัดโดยไม่ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น
    4. นิดจอดรถในที่ห้ามจอดเพราะต้องส่งลูกไปโรงเรียนให้ทันเข้าแถวเคารพธงชาติ
  63. ใครมีความรับผิดชอบต่อตนเอง
    1. แก้วชอบทำบุญใส่บาตร
    2. ปิ่นช่วยลูกแมวตกน้ำขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย
    3. รินตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถทุกครั้ง
    4. พิมช่วยเพื่อนบ้านทำอาหารเลี้ยงแขกที่มาเยี่ยมบ้าน
  64. เมื่อเพื่อนมีความคิดเห็นต่างจากเรา เราควรปฏิบัติอย่างไร
    1. เดินหนี
    2. เห็นด้วยกับความคิดเพื่อนทันที
    3. บอกว่าความคิดของเราถูกต้องที่สุด
    4. รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนแล้วนำมาคิดเปรียบเทียบกับความเห็นของเราด้วยเหตุผล
  65. เสรีภาพในการนับถือศาสนามีขอบเขตอย่างไร    
    1. ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
    2. ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่พลเมือง
    3. ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
    4. ถูกทุกข้อ
  66. หากปัจจุบันนักเรียนมีอายุ 17 ปี จะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งในท้องถิ่นได้อย่างไร
    1. ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
    2. รณรงค์การเลือกตั้ง
    3. ลงสมัครรับเลือกตั้ง
    4. สมัครเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  67. ใครมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ        
    1. ตุ้ยไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
    2. เอกเป็นหัวคะแนนให้พรรคการเมือง
    3. ต้นร่วมชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคาข้าว
    4. ปอยร่วมเข้าชื่อเพื่อเสนอให้ถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริตออกจากตำแหน่ง
  68. นักเรียนมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองการปกครองของรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะเหตุใด  
    1. ได้ เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นไม่ใช่การทำร้ายรัฐบาล
    2. ได้ เพราะในระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
    3. ไม่ได้ เพราะยังเป็น เด็กไม่มีสิทธิที่จะวิจารณ์การเมือง
    4. ไม่ได้ เพราะยังมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอที่จะวิจารณ์
  69. ใครไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
    1.  จุ๋มไม่ไปวัดในวันพระ
    2. เก่งซื้อเหล้าไปดื่มในวัด
    3. น้อยใส่รองเท้าแตะไปโรงเรียน
    4. อ้อไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับรถยนต์
  70. ใครต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรุงเทพมหานคร
    1. คนที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร
    2. คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร
    3. คนที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพมหานคร
    4. ถูกทุกข้อ
  71. เมื่อมีเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ เกิดขึ้นในประเทศ ในฐานะที่เป็นพลเมืองดีของสังคมควรปฏิบัติตนอย่างไร
    1. ไม่ต้องใส่ใจ
    2. ติดตามข่าวตลอดเวลา
    3. ให้ความช่วยเหลือ เช่น บริจาคสิ่งของเป็นอาสาสมัคร
    4. ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เพราะอาจจะก่อความวุ่นวายแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่
  72. ข้อใดเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการสื่อสารที่ถูกต้อง
    1. ต้อยแอบฟังเพื่อนคุยกัน
    2. ก้องอ่านจดหมายของแม่
    3. เข็มใช้อินเทอร์เน็ตสื่อสารกับเพื่อนชาวต่างประเทศ
    4. รัฐบาลดักฟังโทรศัพท์ของประชาชนทุกคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  73. ข้อใดเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองที่ถูกต้อง
    1. นายดำขับรถพาพระไปเลือกตั้ง
    2. เด็กนักเรียนร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
    3. ชาวบ้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งหลังเวลาปิดหีบบัตรเลือกตั้ง
    4. นักการเมืองจัดงานเลี้ยงให้แก่หัวคะแนนในคืนก่อนวันเลือกตั้ง
  74. ใครปฏิบัติตนได้ถูกต้องที่สุด
    1. ต้อมนำขยะในบ้านไปทิ้งไว้ข้างถนน
    2. เอ๋ปล่อยน้ำเสียที่ยังไม่ได้บำบัดลงในแม่น้ำ
    3. แววใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพในการปรุงอาหารขายแก่ลูกค้า
    4. ปุ้ยใส่สารบอแรกซ์ลงในผลไม้ดองที่ตนทำขายเพื่อให้กรอบน่ารับประทาน
  75. เมื่อทำผิดเราจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร
    1. ให้ผู้อื่นแก้ไข
    2. ยอมรับและหาทางแก้
    3. โยนความผิดให้กับผู้อื่น
    4. ปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่ต้องสนใจ
  76. ในสังคมประชาธิปไตยจะต้องปฏิบัติตามข้อใดมากที่สุด
    1. จารีต
    2. กฎหมาย
    3. วิถีประชา
    4. ขนบธรรมเนียม
  77. ใครละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น   
    1. อ้อวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล
    2. หน่อยไม่คาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถยนต์
    3. ตุ้ยขอแทรกแถวซื้ออาหารกลางวันกับเพื่อนเพราะตนเองหิวมากกว่าเพื่อน
    4. ถูกทุกข้อ
  78. ใครปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี
    1. อุ๊ทำงานเก่งจนมีฐานะร่ำรวย
    2. วรรณมักทำบุญเพื่อให้ตนเองมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น
    3. กิ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่างหน้าตาของตน
    4. ขิมเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือเพื่อน แม้ว่าจะทำให้ตนเองลำบากไปบ้างก็ตาม
  79. เราควรร่วมกิจกรรมทางการเมืองการปกครองในข้อใด
    1. ให้ผู้อื่นไปใช้สิทธิเลือกตั้งแทนตนเอง
    2. ชุมนุมกดดันรัฐบาลโดยการปิดล้อมสถานที่ราชการ
    3. วิจารณ์รัฐบาลในทางเสียหาย แม้จะไม่มีข้อมูลมายืนยันก็ตาม
    4. ติดตามข่าวสารทางการเมืองการปกครองจากหนังสือพิมพ์ทุกวัน
  80. ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างไร
    1. การลงประชามติ
    2. การร่วมรับฟังการประชุมสภาท้องถิ่น
    3. ชมการถ่ายทอดประชุมรัฐสภาทางโทรทัศน์
    4. การบริจาคเงินเข้ากองทุนพัฒนาพรรคการเมือง

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

:: หน้าที่พลเมือง ::

  1. ปัจจัยในข้อใดที่เป็นผลทำให้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
    1. เป็นสัตว์เลือดอุ่น
    2. มีสันชาติญาณตามธรรมชาติที่ดี
    3. มีความสามารถทางสมองที่เป็นเลิศ
    4. มีทักษะการต่อสู้เหนือกว่าสัตว์ประเภทอื่น
  2. ข้อใดเป็นสถาบันทางสังคมซึ่งเป็นพื้นฐานแรกสุดของมนุษย์
    1. สถาบันศาสนา
    2.  สถาบันเศรษฐกิจ
    3. การสถาบันครอบครัว
    4. สถาบันการเมืองการปกครอง
  3. ข้อใดเกี่ยวข้องกับสถาบันการเมืองการปกครองโดยตรง
    1. ผลิตสินค้าบริโภค
    2. ขัดเกลาสมาชิกของสังคม
    3. เผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณะ
    4. บริหารประเทศตามนโยบาย
  4. ข้อใดเป็นลักษณะของสถานภาพสัมฤทธิ์
    1. แก้วได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนก
    2. นิดเป็นลูกของนักธุรกิจชื่อดังในประเทศไทย
    3. เตยมีผิวขาว ผมเหยียดตรงสีดำ และมีปานที่แขนข้างซ้าย
    4. จอมเกิดวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2525 ที่โรงพยาบาลศิริราช
  5. วัฒนธรรมไทยในข้อใดเป็นของภาคใต้
    1. งานบุญบั้งไฟ
    2. ประเพณีผีตาโขน
    3. ประเพณีการรำโนรา
    4. การแสดงหมอลำซิ่ง
  6. การรับวัฒนธรรมต่างชาติมาใช้ควรคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ
    1. เลือกวัฒนธรรมที่ตนเองชอบ
    2. เลือกวัฒนธรรมที่คนทั่วไปนิยม
    3. รับวัฒนธรรมต่างชาติมาทั้งหมด
    4. เลือกวัฒนธรรมที่มีประโยชน์นำมาปรับใช้
  7. วัฒนธรรมสากลในข้อใดที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเรามากที่สุด
    1. แฟชั่น
    2. อินเทอร์เน็ต
    3. การใช้ของราคาแพง
    4. การรับประทานอาหารตะวันตก
  8. การปฏิบัติในข้อใดคือบทบาทสำคัญของนักเรียนในการเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว
    1. เชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจเรียน
    2. สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมไทย
    3. ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทุกครั้ง
    4. ติดตามข่าวสารและเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง
  9. สภาพของชุมชนใดที่แสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกของชุมชนที่ดี
    1. สมาชิกชุมชนรักสันโดษ
    2. สมาชิกชุมชนมีฐานะร่ำรวย
    3. สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน
    4. สมาชิกชุมชนต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน
  10. ผู้ใดถือได้ว่าปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก
    1. ตุ๊กชอบลอกข้อสอบในห้องเรียน
    2. นิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของเพื่อน
    3. แอ๊ดนิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
    4. ทรายให้การยอมรับนับถือคนที่มีฐานะร่ำรวย
  11. สุเมทเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนทุกปี การกระทำของสุเมท เป็นบทบาทหน้าที่ของพลเมืองดีในด้านใด
    1. ด้านการกุศล
    2. ด้านการเมือง
    3. ด้านเศรษฐกิจ
    4. ด้านสังคมและวัฒนธรรม
  12. แนวความคิดเกี่ยวกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ใดสิ้นสุดลง
    1. สงครามเวียดนาม
    2.  สงครามโลกครั้งที่ 1
    3. สงครามโลกครั้งที่ 2
    4. สงครามอ่าวเปอร์เซีย
  13. ในปัจจุบัน ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีพันธกรณีกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทั้งหมด กี่ฉบับ
    1. 3 ฉบับ
    2. 4 ฉบับ
    3. 5 ฉบับ
    4.  6 ฉบับ
  14. แนวคิดใดขัดแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชน
    1. ผู้ชายย่อมเก่งกว่าผู้หญิง
    2. เด็กจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเหมาะสมตามวัย
    3. คนจนมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน
    4. ผู้พิการต้องได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมคนทั่วไป
  15. อำนาจใดคืออำนาจสูงสุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
    1. อำนาจทหาร
    2. อำนาจอธิปไตย
    3. อำนาจเผด็จการ
    4. อำนาจทางการเงิน
  16. ข้อใดคือหลักการของระบอบเผด็จการ
    1. ผู้นำมาจากการเลือกตั้ง
    2. สื่อมวลชนไม่ถูกแทรกแซง
    3. ประชาชนมีอิสระทางการเมือง
    4. อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ผู้นำเท่านั้น
  17. ข้อใดคือองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
    1. กรมการค้าภายใน
    2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
    3. สำนักนายกรัฐมนตรี
    4. สำนักงานประกันสังคม
  18. ข้อใดเป็นบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมือง
    1. ควบคุมการจัดการเลือกตั้ง
    2. ตัดสินคดีความขัดแย้งภายในรัฐบาล
    3. อนุมัติงบประมาณประจำปีแก่กระทรวง
    4. วางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ
  19. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เท่าใดของประเทศไทย
    1.  ฉบับที่ 16
    2.  ฉบับที่ 17
    3. ฉบับที่ 18
    4. ฉบับที่ 19
  20. ข้อใดคือความสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
    1. มีบทบัญญัติหลายมาตรา
    2. คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
    3. เป็นหลักประกันความมั่งคั่งของประเทศ
    4. ช่วยให้ประชาชนภายในประเทศเป็นพลเมืองดี
  21. สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนกี่คน
    1. 200 คน
    2. 300 คน
    3. 400 คน
    4. 500 คน
  22. หน่วยงานใด มีบทบาทหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง
    1. กกต.
    2. คตง.
    3. ปปส.
    4. คตส.
  23. การทำบัตรประชาชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
    1. กฎหมายทรัพย์สิน
    2. กฎหมายเรื่องบุคคล
    3. กฎหมายเรื่องครอบครัว
    4. กฎหมายเรื่องการละเมิด
  24. ข้อใดถือเป็นอสังหาริมทรัพย์
    1. เรือ
    2. รถยนต์
    3. บ้านพร้อมที่ดิน
    4. เครื่องปรับอากาศ
  25. ข้อใดเป็นการลงโทษทางอาญาในระดับเบาที่สุด
    1. ปรับ
    2. จำคุก
    3. กักขัง
    4. ริบทรัพย์สิน
  26. การคอร์รัปชั่นเกิดจากการขาดคุณธรรมประการใดเป็นสำคัญ
    1. ความสามัคคี
    2. ความเมตตากรุณา
    3. ความวิริยอุตสาหะ
    4. ความซื่อสัตย์สุจริต
  27. การปฏิรูปกฎหมายและระบบศาลของไทยเกิดขึ้นอย่างจริงจังในรัชสมัยใด
    1. รัชกาลที่ 4
    2. รัชกาลที่ 5
    3. รัชกาลที่ 6
    4. รัชกาลที่ 7
  28. ตามหลักกฎหมายอาญาความผิดทางอาญาจะ ไม่ เกิดขึ้นหากปราศจากสิ่งใด
    1. โทษ
    2. สิทธิ
    3. เจตนา
    4. กฎหมาย
  29. พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์มีที่มาอย่างไร
    1. เกิดจากธรรมชาติ
    2. เกิดจากการเรียนรู้
    3. เกิดจากพันธุกรรม
    4. เกิดจากสัญชาตญาณ
  30. ข้อใดมีความหมายสอดคล้องกับคำว่า “บรรทัดฐาน” มากที่สุด
    1. ค่านิยม
    2. บทบาท
    3. ประเพณี
    4. สัญลักษณ์
  31. ข้อใดเป็นปัญหาสำคัญที่เป็นรากฐานของปัญหาอื่นๆในสังคมไทย
    1. ปัญหายาเสพติด
    2. ปัญหาครอบครัว
    3. ปัญหาสิ่งแวดล้อม
    4.  ปัญหาอาชญากรรม
  32. หลักการปกครองแบบเผด็จการให้ความสำคัญต่อสิ่งใดน้อยที่สุด
    1. ความมั่นคงของรัฐบาล
    2. ความจงรักภักดีต่อชาติ
    3. ความเสมอภาคในสังคม
    4. ความเป็นเอกภาพของรัฐ
  33. พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยผ่านทางสถาบันทางการเมืองใด
    1. ศาล
    2. รัฐสภา
    3. คณะรัฐมนตรี
    4. คณะองคมนตรี
  34. การกำหนดให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิออกเสียงประชามติเป็นการสนับสนุนแนวคิดในเรื่องใด
    1. การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
    2. การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
    3. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
    4. การกระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง
  35. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่ากี่ปี
    1. 6 ปี
    2. 9 ปี
    3. 12 ปี
    4. 15 ปี
  36. การที่นายดำหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแสดงว่านายดำขาดความตระหนักถึงสิ่งใด
    1. สิทธิของพลเมือง
    2. หน้าที่ของพลเมือง
    3. เสรีภาพของพลเมือง
    4. ความเสมอภาคของพลเมือง
  37. พฤติกรรมของบุคคลใดมีลักษณะเป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
    1. สมพงษ์เคารพเหตุผลของผู้อื่น
    2. สมพลยึดมั่นในเหตุผลที่ถูกต้อง
    3. สมพรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
    4. สมพิศคำนึงถึงเหตุผลก่อนตัดสินใจ
  38. กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใดเป็นสำคัญ
    1. การใช้อำนาจอธิปไตย
    2. การจัดระเบียบบริหารราชการ
    3. การถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
    4. การคุ้มครองสิทธิของประชาชน
  39. ข้อใดเป็นความสามารถพิเศษของมนุษย์ที่แตกต่างจากสัตว์อื่น
    1. การใช้สัญลักษณ์
    2. การใช้สัญชาตญาณ
    3. การตอบสนองสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ
    4. การตอบสนองสิ่งเร้าตามพันธุกรรม
  40. คนไทยในสังคมเมืองและชนบทมีค่านิยมที่สอดคล้องกันในเรื่องใด
    1. รักความเป็นอิสระ
    2. ไม่ชอบการแข่งขัน
    3. ไม่ชอบคนแปลกหน้า
    4. ชอบความสะดวกรวดเร็ว
  41. ครูเกลียว เสร็จกิจ (ขวัญจิต ศรีประจันต์) ได้รับยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย ในฐานะที่เป็นผู้ฟื้นฟู เพลงพื้นบ้านประเภทใด
    1. เพลงเรือ
    2. เพลงฉ่อย
    3. เพลงอีแซว
    4. เพลงรำโทน
  42. ข้อใดเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประเทศมีลักษณะเป็นสาธารณรัฐหรือไม่
    1.  ประชากรในรัฐ
    2. ระบบเศรษฐกิจ
    3.  ประมุขของประเทศ
    4. ระบอบการปกครอง
  43. กิจกรรมใดมีส่วนสำคัญในการปูพื้นฐานประชาธิปไตยในประเทศไทย
    1. การจัดตั้งมณฑล
    2. การจัดระบบภาษี
    3. การจัดตั้งสุขาภิบาล
    4. การจัดระบบเทศาภิบาล
  44.  ส่วนราชการใดมีฐานะเป็นกระทรวง
    1. สำนักงบประมาณ
    2. สำนักนายกรัฐมนตรี
    3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  45. รัฐธรรมนูญฉบับใดได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ
    1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
    2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
    3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
    4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
  46. ผู้ปกครองประเทศควรยึดหลักใด สังคมจึงจะสงบสุขและมีสันติ
    1. เบญจศีล
    2. อริยวัฑฒิ
    3. อปริหานิยธรรม
    4. ทศพิธราชธรรม
  47. ข้อใดไม่ใช่ กฎหมายสารบัญญัติ
    1. กฎหมายอาญา
    2. กฎหมายลักษณะพยาน
    3. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
    4. พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
  48. ทรัพย์ในข้อใดเป็นอสังหาริมทรัพย์
    1. บ้าน
    2. รถยนต์
    3. สิทธิจำนำ
    4. สิทธิจำนอง
  49. สภาพบังคับตามข้อใดเป็นการลงโทษทางอาญา
    1. การปรับ
    2. การยึดทรัพย์ 
    3. การริบทรัพย์สิน
    4. การชดใช้ค่าเสียหาย
  50. ครอบครัวในข้อใดเป็นครอบครัวเดี่ยว
    1. โต้งอยู่กับลุงและป้า
    2. ตุ้มอยู่กับพ่อและแม่
    3. แต้วอยู่กับแม่และยาย
    4. ต้อยอยู่กับพ่อและพี่ชาย
  51. ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความแตกด่างกันในเรื่องใด
    1. รูปแบบของรัฐ
    2. ที่มาของรัฐบาล
    3. ระบอบการปกครอง
    4. เจ้าของอำนาจอธิปไตย
  52. หลักการใดสอดคล้องกับการปกครองแบบประชาธิปไตย
    1. หลักเอกภาพ
    2. หลักนิติธรรม
    3. หลักเหตุผลแห่งรัฐ
    4. หลักการกระจายอำนาจ
  53. กิจกรรมใดเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
    1.  การประกาศสงคราม
    2.  การตราพระราชกำหนด
    3. การยุบสภาผู้แทนราษฎร
    4. การแต่งตั้งตุลาการศาลปกครอง
  54. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ 2550 กำหนดเรื่องใดไว้ตรงกัน
    1. ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา
    2. ขนาดของคณะรัฐมนตรี
    3. ผู้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา
    4. จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  55. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กลุ่มบุคคลใดมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ
    1. รัฐมนตรี 10 คน
    2. สมาชิกวุฒิสภา15คน
    3. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 10,000 คน
    4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 20 คน

1 Comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

:: ข้อดี ข้อเสียของการปกครองแต่ละรูปแบบ ::

ข้อดี ข้อเสียของการปกครองแต่ละรูปแบบ
ระบอบการปกครองแต่ละรูปแบบย่อมมีส่วนดีและส่วนด้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความรู้ความเข้าใจและระดับการศึกษาของคนในชาติ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจ และสภาพสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนปัญหาต่างๆ ภายในสังคม เช่น ความอดอยาก ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นมูลเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้มีการจัดระบบการปกครอง เป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือระบบประชาธิปไตยกับระบบเผด็จการ

ข้อดีข้อเสียของการปกครองแบบประชาธิปไตย
ข้อดีของการปกครองแบบประชาธิปไตย

  1. ช่วยให้ประชาชนมีส่วนในการปกครองตนเองได้
  2. ช่วยให้รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนสามารถสนองความต้องการของประชาชนส่วนรวมได้
  3. ช่วยให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ
  4. ช่วยให้บุคคลสามารถสำนึกในผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนเอง และส่วนรวม
  5. ช่วยให้บุคคลเป็นผู้ที่ยึดในหลักการที่ถูกต้อง มีระเบียบวินัย
  6. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในจริยธรรมและคุณธรรมที่จะใช้
  7. ชีวิตร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมเดียวกันด้วยดี
  8. ช่วยให้การปกครองมีเสถียรภาพมั่นคง เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก
  9. ช่วยให้ประเทศมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข
  10. ช่วยพัฒนาประเทศให้เกิดความเจริญก้าวหน้า
  11. ประชาชนกินดีอยู่ดี

 ข้อเสียของการปกครองแบบประชาธิปไตย

  1. แม้ว่าหลักการดี แต่การบรรลุเป้าหมายนั้นค่อนข้างยากทฤษฏีกับปฏิบัติอาจไม่สอดคล้องกัน
  2. รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอาจจะอ่อนแอและไม่มีประสิทธิภาพ
  3. พรรคการเมืองที่มีอำนาจและอิทธิพลในการปกครองบางพรรคอาจจะผูกขาดอำนาจหรือทำไปเพื่อประโยชน์ตน
  4. อาจจะมีการปลุกระดมชี้นำประชาชนในทางที่มิชอบ
  5. เป็นการปกครองที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเช่น ค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้งระดับต่างๆ
  6. ผู้แทนราษฏรอาจจะเห็นแก่ประโยชน์ของท้องถิ่นของตนมากกว่าของประเทศโดยส่วนรวม
  7. อาจมีการใช้เสียงข้างมากกีดกันการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคล
  8. อาจมีการใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยบางประการไปในทางที่มิชอบ
  9. อาจจะเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่ภายนอก ส่วนภายในเป็นการปกครองโดยคนเพียงบางกลุ่มบางพวก
  10. ขาดความเข้าใจในการใช้สิทธิและหน้าที่
  11. อำนาจและอิทธิพลของระบบราชการที่มีมากขึ้น อาจจะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ข้อดีของการปกครองแบบเผด็จการ
  1.  ช่วยให้การปกครองมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
  2. สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์หรือภาวะฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

<ยกย่องผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงเพื่อช่วยปรับปรุงประเทศให้ก้าวหน้า สร้างความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม
ตัวอย่างเช่น
-ประเทศเยอรมัน ในสมัยรัฐบาลนาซีภายใต้ฮิตเลอร์
-ประเทศอิตาลีในสมัยรัฐบาลฟาสซิสม์ภายใต้มุสโสลินี
-ประเทศโซเวียต ภายใต้การนำพรรคคอมมิวนิสต์
-ประเทศจีน ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์
ข้อเสียของการปกครองแบบเผด็จการ

  1. จำกัดและขัดขวางสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  2. สกัดกั้นมิให้ผู้มีความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
  3. ผู้ปกครองและพรรคพวกอาจใช้อำนาจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
  4. ก่อให้เกิดการต่อต้าน ประเทศชาติขาดความสงบสุข
  5. ก่อให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจและสังคม อันเนื่องมาจากการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นผู้นำและพวกพ้อง

5 Comments

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

:: โครงสร้าง รูปแบบการเมืองการปกครอง ::

รูปแบบการเมืองการปกครองของสังคมโลกนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน

รูปแบบการปกครองในอดีต ในสมัยอดีตการการที่จะวิเคราะห์ว่าบ้านเมืองใดมีการปกครองแบบใด เราสามารถพิจารณาได้จากองค์ประกอบ 2 องค์ประกอบคือ

  1. การปกครองนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของส่วนรวม
  2. การปกครองนั้นรับใช้ผลประโยชน์ของคนๆ เดียว กลุ่มคนหรือพรรค

ทั้งนี้ อาจแบ่งแยกรูปแบบการปกครองตามลักษณะของผู้รับผลประโยชน์ และจำนวนผู้ที่ปกครองตามที่อริสโตเติ้ลแบ่งเอาไว้ได้ 6 รูปแบบ ดังนี้

ปกครองโดย
เพื่อประโยชน์/ผู้รับประโยชน์
ชื่อรูปแบบ
คนเดียว
ส่วนรวม
ราชาธิปไตย
คนเดียว
ส่วนตน
ทรราช
กลุ่ม/คณะบุคคล
ส่วนรวม
อภิชนาธิปไตย
กลุ่ม/คณะบุคคล
ส่วนตน
คณาธิปไตย
ประชาชน
ส่วนรวม
ระบอบรัฐธรรมนูญ
ประชาชน
พรรค
ประชาธิปไตย

รูปแบบการปกครองในปัจจุบัน มี 2 ระบบใหญ่ ๆ คือ

ระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึง ระบบการปกครองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองอย่างแท้จริง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

  1. ประชาธิปไตยทางตรง คือ ประชาชนร่วมกันลงประชามติ กำหนดแนวทาง หรือตัดสินใจในทางการเมืองการปกครอง เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์และสิทธิ เสรีภาพของตนได้โดยตรงซึ่งมักใช้ในสังคมที่มีขนาดเล็ก
  2. ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ การที่ประชาชนคัดเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่แทนตน โดยการใช้สิทธิออกเสียงในสภาเพื่อพิทักษ์ ผลประโยชน์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยรวม

ประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนในประเทศจะมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองด้วยการเลือกตั้งผู้แทนราษฏรเข้ามาใช้อำนาจปกครองประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม หน่วยการปกครองประกอบด้วยสภานิติบัญญัติ และคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของประชาชน ที่ได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งอย่างในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อครบวาระจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาปกครองประเทศตามความต้องการของประชาชน

ระบบการเมืองการปกครองแบบเผด็จการ หมายถึง ระบบการปกครองที่ให้ความสำคัญกับอำนาจและผลประโยชน์ของรัฐ หรือชนชั้นผู้นำการปกครองมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์และสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยผู้นำการปกครองอาจเป็นคนเดียวหรือกลุ่มคน
ปกติประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ จะมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจปกครองประเทศอย่างเต็มที่และครองอำนาจอย่างยาวนาน การสืบทอดอำนาจหรือตำแหน่ง มักดำเนินการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากพ่อสู่ลูก บุคลลในครอบครัวหรือพวกพ้องใกล้ชิด เป็นต้น
ระบบการเมืองการปกครองทั้ง 2 ระบบนี้ สามารถแบ่งออกเป็นรูปแบบการปกครองแบบย่อยๆ ที่มีลักษณะเฉพาะได้ ดังนี้

รูปแบบการปกครองในระบบประชาธิปไตย

  • การปกครองแบบรัฐสภา การปกครองแบบนี้เริ่มเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษและได้แพร่หลายในทวีปยุโรป เอเซียและแอฟริกา หลักการสำคัญก็คือ ให้รัฐสภา กับคณะรัฐมนตรี มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ โดยกำหนดให้รัฐสภามีฐานะอำนาจและความสำคัญเหนือกว่าคณะรัฐมนตรี คือ คณะรัฐมนตรีจะเข้าดำรงตำแหน่งได้ต่อเมื่อได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาและจะอยู่ในตำแหน่งเท่าที่สภายังให้ความไว้วางใจ ถ้ารัฐสภาไม่ให้ความไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีจะต้องลาออกจากตำแหน่ง รัฐสภามีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีจะต้องนำเอากฏหมายที่รัฐสภาได้บัญญัติขึ้นไว้ไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีอาจจะยุบสภาได้ในบางกรณี กล่าวโดยสรุป การปกครองแบบนี้รัฐสภาอยู่ในฐานะพิเศษ คือ เป็นทั้งฝ่ายที่ให้ความยินยอมในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ด้วย ดังนั้น จึงถือว่าเป็นรูปแบบการปกครองที่ไม่มีการแบ่งแยกอำนาจกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แต่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งรวมเป็นคณะรัฐมนตรีจะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ประเทศที่เป็นต้นแบบการปกครองแบบรัฐสภา คือ ประเทศอังกฤษ ตัวอย่างของประเทศที่ปกครองแบบนี้ ได้แก่ อังกฤษ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ อิตาลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น
  • การปกครองแบบประธานาธิบดี เป็นการปกครองที่มีการแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติออกจากกัน โดยให้ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนและมีอำนาจบริหารให้สภานิติบัญญัติได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเช่นกันและมีอำนาจนิติบัญญัติ โดยทฤษฏีแล้วทั้งสองฝ่ายสามารถคนอำนาจกันได้

กล่าวคือ การปกครองแบบประธานาธิบดี จะมีการแบ่งแยกอำนาจปกครองออกจากกันอย่างอิสระ คือ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง โดยมีรัฐสภา อันประกอบด้วย วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งมีอำนาจทางด้านนิติบัญญัติ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกกฏหมายต่างๆ ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเช่นกัน

สำหรับอำนาจตุลาการ มีศาลซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษา ทำหน้าที่ตีความตามรัฐธรรมนูญของประเทศและกำกับดูแล การใช้อำนาจยุติธรรมตามกฏหมาย ทั้งนี้ ผู้พิพากษามิได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี โดยความยินยอมเห็นชอบของวุฒิสภา ประเทศที่มีการปกครองแบบประธานาธิบดี ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

  • การปกครองแบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา หลักการปกครองที่สำคัญ คือให้ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของชาติและเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกันก็มีนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีร่วมใช้อำนาจบริหารด้วยส่วนหนึ่ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา รัฐสภามีอำนาจในการออกกฏหมายและควบคุมคณะรัฐบาล ถ้าสภาลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐบาลต้องลาออก แต่ประธานาธิบดีไม่ต้องลาออก ประเทศที่ให้กำเนิดรูปแบบการปกครองแบบนี้ คือ ประเทศฝรั่งเศส ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศที่ใช้ระบอบการปกครองแบบนี้ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน และบางประเทศในยุโรป เช่น กรีซ เป็นต้น

รูปแบบการปกครองในระบบเผด็จการ

  1. เผด็จการแบบทหารมีอำนาจปกครอง โดยทหารดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของประเทศ ทหารเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารประเทศทุกด้าน รวมทั้งใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยการออกกฏหมายต่างๆ รวมทั้งแต่งตั้งรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายทหารหรือผู้ใกล้ชิด และอาจมีการตั้งสภาทหารหรือสภาปฏิวัติ ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เช่น พม่า อิรัก และปากีสถาน เป็นต้น
  2. เผด็จการแบบประธานาธิบดี ประเทศที่มีการปกครองในรูปแบบเผด็จการแบบมีประธานาธิบดี มีการจัดระบบการปกครองแบบนี้ให้ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารมีอำนาจสูงสุดและสามารถดำรงตำแหน่งอยู่ได้ตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะสละอำนาจแก่ทายาททางการเมืองที่ตนเป็นผู้เลือก ประเทศที่มีการปกครองแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในโลกที่สามหรือประเทศยากจนในแถบแอฟริกา และบางประเทศในเอเซีย
  3. เผด็จการแบบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นการปกครองที่พระมหากษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองแคว้น มีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการปกครองประเทศ โดยพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขประเทศ และควบคุมอำนาจทางการบริหารตุลาการและนิติบัญญัติ ตลอดจนเป็นผู้กำหนดนโยบายของประเทศ รวมถึงแบบแผนการดำเนินชีวิตของประชาชน ตัวอย่างประเทศที่มีการปกครองแบบนี้ ได้แก่ ประเทศสวาซีแลนด์ ในแอฟริกา รวมทั้งไทยและลาวในอดีตก็มีการปกครองแบบนี้เช่นกัน
  4. เผด็จการแบบพรรคการเมืองพรรคเดียวมีอำนาจปกครองสูงสุด ประเทศที่มีการปกครองแบบนี้มักมีพรรคการเมืองที่ยึดอุดมการณ์แบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เป็นหลักในการปกครองประเทศ โดยมีพรรคการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด คือ พรรคคอมมิวนิสต์ ตัวอย่างประเทศที่มีการปกครองแบบนี้ ได้แก่ จีน เกาหลีเหนือ ลาว เวียดนาม และสหภาพโซเวียต(ก่อนล่มสลาย) เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

วัฒนธรรมไทย ประเพณีและภูมิปัญญาไทย

วัฒนธรรม หมายถึง วีถีการดำรงชีวิตที่ดีงาม ได้รับการสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบันเป็นผลผลิตของมนุษย์ที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ทั้งด้านวัตถุ แนวคิดจิตใจ วัฒนธรรมในท้องถิ่นจะเป็นเอกลักษณ์ของสังคมท้องถิ่นนั้นๆ วัฒนธรรมคงอยู่ได้เพราะการเรียนรู้ของมนุษย์ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรมไทยที่สำคัญ

วัฒนธรรมไทยที่สำคัญ จนกลายเป็นวัฒนธรรมซึ่งนานาชาติยกย่อง และคนไทยมีความภาคภูมิใจมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ได้แก่

  1. ภาษาไทย ไทยเรามีภาษาและตัวอักษรเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้ใน พ.ศ.1826 และได้มีการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ เนื่องจากเราได้มีการติดต่อเกี่ยวกับนานาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จึงได้รับวัฒนธรรมภาษาต่างชาติเข้ามาปะปนใช้อยู่ในภาษาไทย แต่ก็ได้มีการดัดแปลงจนกลายเป็นภาษาไทยในที่สุด ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
  2. ศาสนา พลเมืองไทยส่วนใหญ่ของประเทศเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนาที่อยู่คู่บ้านบ้านมาช้านานแล้ว ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมด้านอื่นๆ คนไทยได้ยึดถือเอาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ทั้งส่วนรวมและส่วนบุคคล จะมีพิธีทางศาสนาพุทธเกี่ยวข้องอยู่เสมอ
  3. การแต่งกาย การแต่งกายของคนไทยมีแบบฉบับ และมีวิวัฒนาการมานานแล้ว โดยจะมีการแต่งกายที่แตกต่างกัน ตามสมัยและโอกาสต่างๆ โดยมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่แต่งกายตามสากลอย่างชาวตะวันตก หรือตามแฟชั่นที่แพร่หลายเข้ามา แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีจิตใจที่รักในวัฒนธรรมการแต่งกายของไทยแบบดั้งเดิมอยู่ ดังจะเห็นได้จากในงานพิธีกรรมต่างๆ จะมีการรณรงค์ให้ใส่ผ้าไทย หรือชุดไทย หรือรณรงค์ให้ใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ชาติอื่นให้ความชื่นชม
  4. ศิลปกรรม ถือเป็นภูมิปัญญาไทยที่สำคัญ โดยเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามก่อให้เกิดความสุขทางใจ ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา และเป็นการแสดงความเคารพและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ผลงานที่ปรากฏตามวัดวาอารามต่างๆ เรือนไทยที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษ ศิลปกรรมไทยที่สำคัญได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วรรณกรรม

ประเพณีไทย
ประเพณี หมายถึง สิ่งที่แต่ละสังคมนิยมยึดถือประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นแบบแผนที่ดีงาม ทั้งนี้การปฏฺบัติตามประเพณีย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบ้าง คงไว้บ้าง ประเพณีเป็นสิ่งที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของชาติ ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด ต้องมีประเพณีประจำท้องถิ่นหรือชุมชน ประจำชาติของตน สามารถจำแนกประเพณีออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

จารีตประเพณี ได้แก่ ประเพณีที่สังคม ปฏิบัติกันมานานตั้งแต่บรรพชน ถ้าใครฝ่าฝืน งดเว้นไม่ประพฤติปฏิบัติตามถือว่าเป็นความผิด
ขนบธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ ประเพณีที่สังคมที่เป็นระเบียบแบบแผนที่ต้องปฏิบัติตามเป็นที่รับรู้ต้นทางสังคม เช่น ระเบียบของโรงเรียน ชุมชน เป็นต้น
ธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ ประเพณีที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ใครจะฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ไม่ถือว่าผิดศีลธรรม เป็นแต่เพียงสิ่งที่นิยมกันว่ามีคนประพฤติปฏิบัติ มิได้วางไว้เป็นแบบแผนเป็นแต่เพียงการเห็นว่าดี เห็นสมควรปฏิบัติตามต่อๆ กันมา เช่น การต้อนรับแขก การปฏิบัติตนในฐานะเจ้าของบ้าน การพูดจาทักทาย เป็นต้น

เราอาจแบ่งประเภทของประเพณีไทยออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. ประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิตหรือประเพณีครอบครัว ได้แก่ประเพณีการเกิด ประเพณีการบวช ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีงานศพ
  2. ประเพณีท้องถิ่นของชุมชนหรือประเพณีส่วนรวมตามเทศกาล ประเพณีการชักพระ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีงานบุญบั้งไฟ ประเพณีการรับประทานอาหาร
  3. ประเพณีท้องถิ่น ได้แก่ ประเพณีที่เกียวกับอาชีพ เช่น ภาคใต้ ได้แก่ การลงขันลงหิน การทำขันและเครื่องลงยา การทำผ้าบาติก การทำโสร่งปาเต๊ะ ประเพณีการแต่งกาย ประเพณีการแต่งกาย ประเพณีการละเล่นในงานนักขัตฤกษ์ เช่น การละเล่นหนังตะลุง มโนราห์ เป็นต้น
  4. ประเพณีราชการ คือประเพณีที่ทางราชการเป็นผู้กำหนดขึ้น จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ รัฐพิธีและพระราชพิธี
    รัฐพิธี เป็นพิธีประจำปีที่ทางราชการกำหนดขั้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธาน หรือโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสด็จไปแทนพระองค์ ได้แก่ รัฐพิธีที่ระลึกวันจักรี ตรงกับวันที่ 6 เมษายน ของทุกปี รัฐพิธีวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี

พระราชพิธี หมายถึง พิธีที่จัดขึ้นอันเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ เป็นพิธีหลวง ได้แก่ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีกาญจนาภิเษก(วโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 50 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2539)
ภูมิปัญญาไทย

ตัวอย่างภูมิปัญญาไทยที่ควรรู้

  1. ด้านภาษา และวรรณธรรม ได้แก่ สุภาษิต คำพังเพย เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทายต่างๆ
  2. ด้านประเพณี ได้แก่ กิจกรรมที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ชุมชน โดยการแสดงออกทางประเพณีพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้านในท้องถิ่นต่างๆ เช่น การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ประเพณีวันลอยกระทง วันเข้าพรรษา วันสงกรานต์ การละเล่นพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่น เช่น การระบำรำฟ้อนประเภทต่างๆ เซิ้ง กลองยาว เพลงอีแซว หมอลำ มโนราห์ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีความแตกต่างกัน
  3. ด้านศิลปวัตถุและศิลปกรรม ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ การทำเครื่องปั้นดินเผาไปแกะสลัก หนังตะลุง เป็นต้น
  4. ด้านการแต่งกาย ได้แก่ การทอผ้าไหม ทอผ้าฝ้าย ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะมีลักษณะและความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่น
  5. ด้านอาหาร ได้แก่ การจัดประดับตกแต่งอาหารให้มีความสวยงาม ด้วยการแกะสลักด้วยความประณีต การจัดเลี้ยงอาหารแบบขันโตกของทางเหนือ ด้านอาหารที่ขึ้นชื่อของไทย คือ ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเลียง ข้าวยำปักษ์ใต้ ข้าวซอย ส้มตำ เป็นต้น
  6. ด้านเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากิน ได้แก่ การทำระหัดน้ำ การประดิษฐ์กระเดื่องสำหรับตำข้าว การทำเครื่องมือจับสัตว์ เช่น แห อวน ยอ เป็นต้น
  7. ด้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ การคิดรูปแบบและวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านที่สัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศ และลักษณะภูมิอากาศ เช่น รูปแบบบ้านทรงไทยโบราณ ซึ่งมีใต้ถุนสูง และหลังคามีหน้าจั่วสูง ซึ่งเหมาะกับภูมิอากาศในประเทศไทย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
  8. ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ได้แก่ การคิดค้นนำส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพร นอกจากมาเป็นอาหารแล้ว ยังนำมาใชสกัดเป็นยารักษาโรค เช่น ขิง กระชายดำ พริกไทย เป็นต้น นอกจากนี้พืชสมุนไพรยังนำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลง เช่น เปลือก ใบและผลสะเดา ตะไคร้หอม นอกจากนี้การแพทย์แผนไทยแต่ดั้งเดิมมามีการนวดจุดเพื่อรักษาโรคต่างๆ หรือแม้แต่ท่าฤาษีดัดตน เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

ลักษณะสังคมไทย

ประเทศไทย เป็นชาติที่มีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน ลักษณะของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามยังมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทยอยู่ สรุปได้ดังนี้

  1. สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักทางเศรษฐกิจไทยมาแต่ดั้งเดิม ทั้งยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งทำเงินเข้าประเทศปีละมากๆ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเกษตรในสังคมไทย ลักษณะของสังคมเกษตรได้หล่อหลอมชีวิตจิตใจของคนไทยให้รักอิสระอยู่อย่างเรียบง่าย มีจิตใจอ่อนโยนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลกันและกัน แม้วิถีชีวิตในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีการแข่งขันกันในทางธุรกิจมากขึ้น แต่จากการที่สังคมไทยเป็นสังคมชาวพุทธ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันทำให้สมาชิกในสังคม สามารถปรับตัวเข้าหากันได้อย่างสงบสุข ไม่มีปัญหาการขัดแย้งกันเหมือนในสังคมประเทศอื่นๆ บางประเทศ
  2. สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความผูกพันกันในระหว่างเครือญาติกันอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เนื่องจากการที่สังคมไทยเป็นสังคมเกษตร จึงจำเป็นต้องอาศัยแรงงานของคนในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ครอบครัวของคนไทยแต่เดิมเป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ ลูก หลาน ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติอื่นๆ รวมอยู่ด้วยเป็นสายสัมพันธ์ทางระบบเครือญาติ เกิดความผูกพัน ห่วงใยดูแลทุกข์สุขกัน เป็นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ต้องอุปการะเกื้อกูลกัน กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และญาติผู้ใหญ่
  3. สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีทางพุทธศาสนา มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตคนไทย นับตั้งแต่เกิดมา สังคมไทยคนไทยจะมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาตลอดจนกระทั่งตาย
  4. สังคมไทยเป็นสังคมที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากประเทศไทยมีการปกครองในระบอบกษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ทรงมีฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ยึดถือหลักทศพิธราชธรรม ในการปกครองประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ถึงแม้ในปัจจุบันการปกครองของไทยได้เปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับการเคารพเทิดทูนอย่างเช่นในอดีต โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ทรงตรากตรำงานหนักเพื่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงเป็นมิ่งขวัญ และศูนย์รวมแห่งความสามัคคีของคนในชาติ ได้รับการยกย่องเทิดทูนอย่างสูงในสังคมไทย
  5. สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญในเรื่องอาวุโส ให้เกียรติยกย่องผู้ใหญ่ หรือผู้ที่อาวุโสกว่า ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของสังคมไทย ซึ่งจะพบเห็นได้ในทุกกลุ่มทุกชั้น โดยพ่อแม่ ผู้ปกครองจะสั่งสอนลูกหลานกันต่อๆ มา ให้เด็กมีสัมมาคารวะต่อผู้ที่อาวุโสกว่า ซึ่งในทางพุทธศาสนากล่าวรับรองว่าเป็นความดีงาม ผู้ที่ปฏิบัติจะไดรับความสุขความเจริญ
  6. สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความแตกต่างกันมากระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมือง

ลักษณะของสังคมเมือง

  1. เป็นสังคมที่มีประชากรมากและอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
  2. เป็นศูนย์กลางการศึกษา
  3. เป็นศูนย์รวมด้านการค้า พาณิชยกรรม อุตสาหกรรมและการบริการอื่นๆ
  4. ในด้านเศรษฐกิจ ประชาชนในเมืองมักจะมีรายได้และรายจายทางเศรษฐกิจสูง
  5. เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครอง
  6. เป็นศูนย์รวมในด้านศาสนา สาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง รวมทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
  7. ความเคร่งครัดในศาสนาน้อยกว่าในชนบท
  8. เป็นสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เกิดขึ้นรวดเร็ว
ลักษณะของสังคมชนบท

  1. เป็นสังคมที่มีประชากรเบาบาง กระจัดกระจายกันเป็นหมู่บ้าน
  2. ประชาชนในกลุ่มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
  3. ระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ โอกาสในการศึกษาแสวงหาความรู้มีน้อยกว่าในเมือง
  4. ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชาวนา ชาวไร่ ผลิตผลการเกษตรค่อนข้างต่ำ รายได้ไม่แน่นอน
  5. การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองของประชาชนมีน้อย
  6. มีความเชื่อถือศรัทธาในศาสนาสูง เคร่งครัดในประเพณี
  7. การสื่อสาร การคมนาคมขนส่งไม่สะดวก เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้า

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

สิทธิมนุษยชน

สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีสิทธิที่กฏหมายกำหนดและสิทธิที่ไม่ระบุไว้เป็นกฏหมาย

ความหมายของสิทธิมนุษยชน
หมายถึง สิทธิที่ทุกคนมีอยู่ในฐานะเป็นมนุษย์ ทั้งสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในส่วนบุคคลและสิทธิในการอยู่ร่วมกันในสังคม สิทธิในความเป็นมนุษย์นั้น มีทั้งสิทธิตามกฏหมายและสิทธิที่มีอยู่โดยไม่ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของกฏหมาย แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากมาตรฐานเพื่อความถูกต้อง ความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม แต่เดิมสิทธิมนุษยชนจะกล่าวถึงในชื่ออื่น เช่น สิทธิในธรรม สิทธิในธรรมชาติ เป็นต้น

สิทธิมนุษยชนจะครอบคลุมสิทธิต่างๆ ในการดำรงชีวิตของมนุษย์เพื่อให้มีชีวิตที่ดีในสังคมดังนี้

  1. สิทธิในชีวิต ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้และได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัยได้รับการตอบสนองตามความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าด้วยกันทั้งสิ้น ไม่วาจะเป็นบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อการดำรงชีวิตอยู่เป็นพิเศษจากผู้อื่น เช่น คนพิการ คนชรา ฯลฯ ดังนั้นทุกคนควรปฏิบัติต่อบุคคลด้อยโอกาส ให้ความสำคัญ ให้โอกาสและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เพื่อให้ทุกชีวิตมีความเท่าเทียมกันมากที่สุด
  2. สิทธิในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ถูกต้อง คนในสังคมต้องให้โอกาสกับคนที่เคยกระทำไม่ถูกต้อง ให้โอกาสคนเหล่านี้ได้รับการอบรมแก้ไขและพัฒนาตนเองใหม่ ให้สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น
  3. สิทธิในการยอมรับนับถือ หมายถึง การที่บุคคลพึงปฏิบัติต่อกันด้วยการยอมรับซึ่งกันและกัน ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและคุณค่าของชีวิตด้วยความเท่าเทียมกัน

ประเทศไทยได้เข้าร่วมรับรอง “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ดังนั้นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนตระหนักในความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และเป็นแนวทางปฏิบัติต่อกันในฐานะเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน โดยตระหนักว่าทุกคนมีสิทธิในชีวิต มีสิทธิในการยอมรับนับถือ และมีสิทธิในการดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ถูกต้องนั้นเอง

บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ประกอบด้วย ประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นอีกสิบคน ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

  1. เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฏหมาย กฏ หรือข้อบังคับ ต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
  2. ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสมอมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคล หรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าว เพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
  3. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน และองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน
  4. ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชน
  5. สรุปได้ว่า ทุกคนมีสถานภาพและบทบาทของตนเอง บุคคลต้องแสดงบทบาทให้สอดคล้องประสานกับสถานภาพของตนเอง

นอกจากนี้ทุกคนยังมีสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ต้องปฏิบัติซึ่งกฏหมายจะกำหนดไว้ ทุกคนควรให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เพื่อจะได้ปกป้องคุ้มครองตนเองและผู้อื่นให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างสงบสุข

การละเมิดสิทธิมนุษยชน

แม้ว่าจะได้มีการให้สัตยาบันตามปฏิญญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองพลเมืองในแต่ละประเทศให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกันก็ตาม ก็ยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ปรากฏอยู่ตลอดเวลา เช่น

หลายประเทศยอมให้มีการตรวจสอบ ว่าได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นในประเทศของตน เช่น อิสราเอลที่ยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ สาธารณรัฐประชาชนจีน และอีกหลายประเทศจากการสำรวจเมื่อปี 1994 องค์กรเอกชนที่มีชื่อว่า Amnesty International (องค์การอภัยโทษนานาชาติ) พบว่าในปี ค.ศ1993 นั้นใน 53 ประเทศมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก กล่าวคือ มีการกักขังนักโทษทางการเมือง หรือที่ขยายความให้มีขอบข่ายกว้างขวางมากกว่าเดิมคือ นักโทษแห่งจิตสำนึกที่แตกต่างออกไป มีเกินกว่า 1,000,000 คน ที่เสียอิสรภาพโดยไม่มีข้อกล่าวหาหรือไม่นำขึ้นไปสู่การพิพากษาในศาลสถิตยุติธรรม

ตัวอย่างในยุโรปคือ การสังหารโหดในบอสเนีย เฮอร์เซโกวินาจนต้องแยกออกมาจากยูโกสลาเวีย ในปี ค.ศ.1992 มีประชากร 4.6 ล้านคน เป็นคนมุสลิม ร้อยละ 44 ชาวเซอร์บ ร้อยละ 31 ชาวโครท ร้อยละ 17 นอกจากนั้นเป็นเชื้อชาติอื่น (ประเด็นการสู้รบคือ ชาวเซอร์บต้องการสร้างรัฐอิสระเชื้อชาตินิยมขึ้นมา)

ในทวีปเอเซียนั้นได้มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นจำนวนมาก สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีจำนวนประชากรมาก (จีนมีมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก 1200 ล้านคน ) อันดับสอง คือ อินเดีย ประมาณ 950 ล้านคน

ตัวอย่างในกัมพูชา อัฟกานิสถาน จีน อินโดนีเซีย (กรณีติมอร์ตะวันออก)

ในอินเดียมีปัญหาศาสนาในแคชเมียร์และปันจาบ ส่วนในพม่า หรือเมียนม่า (Myanmar) มีปัญหากับชนกลุ่มน้อย 27 กลุ่ม

ในกลุ่มประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็มีปัญหามาก เช่น ในบราซิล เอลซัลวาดอร์ เปรู เม็กซิโก และคิวบา

นอกเหนือจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรัฐบาลหรือกลุ่มทางสังคมและการเมืองแล้วยังมีการละเมิดภายในครอบครัว และกลุ่มหรือหน่วยทางเศรษฐกิจอีกด้วย ภายในครอบครัวมีกรณีการละเมิดสิทธิเด็ก หรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัว

การกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือบังคับให้ทำงานมากเกินขอบเขตในโรงงานต่างๆ ก็มีปรากฏอยู่เสมอ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในโรงงานของคนไทยในมลรัฐแคลิฟอเนีย และผู้ตกเป็นเหยื่อคือคนไทยด้วยกันเอง

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

สิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540

สิทธิของปวงชนชาวไทย

เสรีภาพของปวงชนชาวไทย

หน้าที่ของปวงชนชาวไทย

สรุป

สิทธิของปวงชนชาวไทย ตามกฏหมายได้บัญญัติไว้ ดังนี้

สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายโดยเท่าเทียมกัน หมายถึง การที่ประชาชนชาวไทยมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันตามกฏหมาย โดยไม่คำนึงถึง เพศ วัย ศาสนา
สิทธิทางการเมือง หมายถึง ประชาชนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง
สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน หมายถึง ประชาชนมีสิทธิที่เจ้าของทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ เช่น ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของตนได้ตามต้องการ ซึ่งบุคคลอื่นจะล่วงละเมิดทรัพย์สินส่วนบุคคลไม่ได้
สิทธิในครอบครัว หมายถึง การที่ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐในเรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียง และการดำรงชีวิตในสังคม
สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ หมายถึง การที่ประชาชนเมื่อได้รับความไม่เป็นธรรมหรือถูกละเมิด ไม่ว่าในกรณีใดๆ ประชาชนมีสิทธิที่จะเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อทางราชการได้
สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโทษอย่างเป็นธรรม โดยได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้สุจริต
สิทธิที่จะได้รับค่าทดแทน หากศาลพิพากษาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
บุคคลจะใช้สิทธิตามอำเภอใจไม่ได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและหลักการที่กฏหมายกำหนด โดยใช้โดยสุจริตและไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมและความสงบเรียบร้อย ไม่ขัดต่อกฏหมาย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น การใช้สิทธิสามารถทำได้ด้วยตนเองและแต่งตั้งมอบอำนาจ เป็นลายลักษณ์อักษรหรือเรียกว่ามอบฉันทะ ให้ไปทำแทนผู้มีสิทธินั้นๆ ก็ได้ แต่สำหรับสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฏรนั้น ไม่สามารถใช้แทนกันได้ หรือการใช้สิทธิแทนผู้เยาว์ หรือบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ตามกฏหมายก่อนนจึงจะใช้สิทธินั้นได้

เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตามกฏหมายได้บัญญัติไว้ ดังนี้

เสรีภาพในการนับถือศาสนา ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน
เสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นๆ ทั้งนี้จะต้องไม่ใช้เสรีภาพนั้นไปละเมิดความมั่นคงของชาติหรือเกียรติยศชื่อเสียงของบุคคลอื่น
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
เสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร

หน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ได้แก่

หน้าที่ในการรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หน้าที่ในการป้องกันประเทศ ได้แก่ การช่วยสอดส่องดูแลและแจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบถึงภัยที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ เช่น การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด การสมัครเป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน เป็นต้น
หน้าที่ในการรับราชการทหารตามกฏหมาย โดยชายไทยทุกคนเมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์จะต้องไปตรวจเข้ารับการเกณฑ์เพื่อเป็นทหารประจำการเป็นเวลา 2 ปี เพื่อเป็นกำลังสำคัญเมื่อเกิดภาวะสงคราม
หน้าที่ในการปฏิบัติตนตามกฏหมายกำหนด ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้สังคมมีความสงบสุข และสมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
หน้าที่ในการเสียภาษีอากรตามที่กฏหมายกำหนด เพื่อรัฐจะได้มีรายได้ เพื่อนำมาใช้จ่ายภายในประเทศ รวมทั้งจัดสวัสดิการต่างๆ ให้กับประชาชนและชุมชนในประเทศ
หน้าที่ในการรับการศึกษาภาคบังคับตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฏหมายกำหนด เพื่อช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไป
มีหน้าที่ในการช่วยเหลือราชการตามกฏหมายกำหนด เพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม
หน้าที่ในการใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริต ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศ เป็นการจรรโลงการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยให้ยั่งยืนสืบต่อไป
หน้าที่ในการพิทักษ์และปกป้องศิลปวัฒนธรรมของชาติ เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติไทย ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยต้องดูแลและปกป้องรักษาไว้ให้คงอยู่สืบไป
หน้าที่ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สรุป

สิทธิ คือ อำนาจหรือประโยชน์ของบุคคลที่มีกฏหมายให้ความคุ้มครองโดยบุคคลอื่นจะละเมิดไม่ได้

เสรีภาพ คือ อิสระในการกระทำของบุคคลภายในขอบเขตกฏหมาย

หน้าที่ คือ ภาระหรือความรับผิดชอบที่บุคคลจะปฏิบัติตามกฏหมาย

สิทธิเสรีภาพเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีหน้าที่คอยกำกับมิให้การใช้สิทธิ เสรีภาพจนเกินขอบเขตที่กฏหมายกำหนด

สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมีบัญญัติไว้ในกฏหมายรัฐธรรมนูญอย่างแจ้งชัด พลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฏหมาย ทั้งนี้ในสังคมประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี อิสรภาพและความสามารถของมนุษย์ โดยเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในชีวิต ทรัพย์สินและการแสวงหาความสุข ซึ่งมิได้หมายความว่า ทุกคนจะมีความสุขเท่ากัน แต่หมายถึง ทุกคนมีสิทธิ์เลือกหาความสุขตามวีถีทางที่ต้องการ โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

นอกจากนี้ มนุษย์พึงได้รับความเสมอภาคแห่งโอกาส ซึ่ง หมายความว่า ทุกคนควรมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะมีชีวิตที่ดี มีความสุขตามที่ตนปรารถนา แม้ว่าความสามารถของแต่ละคน จะไม่เท่ากัน แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องพยายามสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันให้แก่ประชาชนให้มากที่สุด เช่น จัดบริการสาธารณูปโภค ขยายการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระจายอำนาจในการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

:: สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ ::

สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ

ความหมาย

สถานภาพ หมายถึง ฐานะหรือเกียรติภูมิของบุคคลหรือกลุ่ม เป็นตำแหน่งของบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งทีได้รับความนับถือจากสาธารณชน

กล่าวโดยสรุป สถานภาพเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้น เป็นสิ่งกำหนดเฉพาะตัวบุคคลที่ทำให้แตกต่างจากผู้อื่น

สถานภาพแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

สถานภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ได้แก่
สถานภาพทางวงศาคณาญาติ เช่น เป็นลูก หลาน พี่น้อง
สถานภาพทางเพศ เช่น เพศหญิง เพศชาย
สถานภาพทางอายุ เช่น เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่
สถานภาพทางเชื้อชาติ เช่น คนไทย คนอังกฤษ
สถานภาพทางถิ่นกำเนิด เช่น คนในภาคเหนือ คนในภาคใต้
สถานภาพทางชนชั้นในสังคม เช่น เชื้อพระวงศ์ คหบดี หรือชนชั้นต่างๆ ในกลุ่มชนที่นับถือศาสนาฮินดู เช่น ชนชั้นพราหมณ์
สถานภาพที่ได้มาภายหลัง หมายถึง สถานภาพที่ได้จากการแสวงหาหรือได้มาจากความสามารถของตนเอง ได้แก่
สถานภาพทางการศึกษา เช่น จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก
สถานภาพทางอาชีพ เช่น เป็นครู เป็นหมอ หรือนักการเมือง
สถานภาพทางการเมือง เช่น เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เป็นนายกรัฐมนตรี
สถานภาพทางการสมรส เช่น โสด สมรส ม่าย
บทบาท
บทบาท หมายถึง การทำหน้าที่หรือพฤติกรรมตามที่สังคมกำหนดสถานภาพและบทบาทที่จะเกียวข้องสัมพันธ์กัน บุคคลใดจะดำเนินตนตามบทบาทใดนั้นขึ้นอยู่กับสถานภาพเป็นตัวกำหนด เช่น ผู้ที่มีสถานภาพความเป็นพ่อ ต้องดำเนินบทบาทในการให้การอบรมเลี้ยงดู สั่งสอนบุตรให้เป็นคนดี ส่งเสียบุตรให้ได้รับการศึกษาที่สมควรตามวัย ส่วนสถานภาพการเป็นบุตรต้องดำเนินบทบาทเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา ตั้งใจหมั่นเพียรในการศึกษา ช่วยเหลือบิดามารดาในการทำงานบ้านตามควรแก่วัย

สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่
สิทธิ หมายถึง อำนาจหรือผลประโยชน์ของบุคคลที่มีกฏหมายให้ความคุ้มครอง โดยบุคคลอื่นจะต้องให้ความเคารพ จะละเมิดล่วงเกินหรือกระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของบุคคลไม่ได้

เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทำของบุคคล ซึ่งการกระทำนั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย

หน้าที่ หมายถึง ภาระหรือความรับผิดชอบที่บุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฏหมาย

สิทธิและเสรีภาพ เป็นรากฐานสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย การที่จะรู้ว่าการปกครองของประเทศใดมีความเป็นประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียงใด ต้องดูที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศนั้นๆ เป็นสำคัญ ถ้าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมาก ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้นก็มีมาก หากสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัดหรือถูกริดรอนโดยผู้มีอำนาจในการปกครอง ประชาธิปไตยก็จะมีไม่ได้ ด้วยเหตุนี้กฏหมายรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับ จึงได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างแจ้งชัด

ส่วนหน้าที่นั้นเป็นกรอบหรือมาตรฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะว่า การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องอาศัยกฏหมายเป็นหลักในการดำเนินการ หากประชาชนไม่รู้จักหน้าที่ของตน ไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย ระบอบประชาธิปไตยก็จะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้

ดังนั้น สิทธิเสรีภาพและหน้าที่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะขาดเสียไม่ได้เป็นอันขาด

ความสำคัญของสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่

การที่รัฐได้บัญญัติ สิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของบุคคลใช้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชน ได้รับความคุ้มครองและปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เสมอภาคและยุติธรรม
บุคคลทุกคนจะต้องรับทราบและพึงปฏิบัติตามขอบเขตของสิทธิ เสรีภาพ และหน้าทีที่ได้บัญญัติใช้ในรัฐธรรมนูญ
การใช้อำนาจรัฐ จะต้องคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชน
ทั้งรัฐและประชาชนพึงปฏิบัติตามหน้าที่ที่บัญญัติใช้ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดย่อมก่อให้เกิดความสงบ ร่มเย็น ผาสุกในชาติ

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

:: วิถีประชาธิปไตย ::

วิถีประชาธิปไตย

สังคมใดจะเป็นสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ สังคมนั้นจักต้องปลูกฝังความเป็นประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนทั้งในแง่ความคิด อุดมการณ์และวิถีการดำเนินชีวิตตั้งแต่เด็กเป็นต้นไป

โดยในชีวิตประจำวันของบุคคลในครอบครัว ชุมชนและสังคม จะดำเนินไปอย่างสงบสุขได้เมื่อบุคคลทุกคนที่เป็นสมาชิกต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการใช้คุณลักษณะประชาธิปไตยเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดังนี้

ประชาธิปไตยในครอบครัว
ประชาธิปไตยในครอบครัวจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่คิดและประพฤติปฏิบัติต่อกัน ต่อลูกๆ และต่อบุคคลอื่นอย่างเป็นประชาธิปไตย ในการดำเนินชีวิตประจำวันทุกๆ ด้าน ได้แก่

  1. การแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
  2. การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  3. การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
  4. การแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผล
  5. การลงมติโดยใช้เสียงส่วนใหญ่
  6. การเคารพกฏระเบียบของครอบครัว
  7. การกล้าแสดงความคิดเห็นต่อส่วนรวม
  8. การยอมรับเมื่อผู้อื่นมีเหตุผลที่ดีกว่าตนเอง

บทบาทของพ่อแม่ในการปลูกฝังและส่งเสริมประชาธิปไตยในครอบครัว คือ

  1. เล่นบทบาทและหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ให้ถูกต้อง
  2. รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในครอบครัว
  3. มีความรับผิดชอบในบทบาทที่ตนรับผิดชอบอยู่
  4. มีวินัยในตนเอง
  5. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
  6. เคารพ และปฏิบัติตามกฏ ระเบียบแบบแผนที่กำหนดขึ้นไว้ในครอบครัว
  7. ให้เกียรติแก่กันและกัน รวมถึงลูกๆ ทุกคนในครอบครัว
  8. ใช้เหตุผลในการแก้ไขและตัดสินปัญหา โดยชี้แจงให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวเข้าใจและยอมรับ
  9. เป็นผู้ฟังและผู้ตามที่ดี
  10. ยอมรับและเคารพในสิทธิและหน้าที่ของผู้อื่น
  11. มีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม และชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่
  12. ยึดมั่นในความกตัญญู เชิดชูสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์

ประชาธิปไตยในชุมชน ท้องถิ่น
วิถีชีวิตประชาธิปไตยในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชน เป็นการรวมกลุ่มของบุคคลภายในชุมชน สมาชิกในชุมชนต้องมีลคุณลักษณะประชาธิปไตยที่สำคัญ คือ

  1. การเคารพในระเบียบ กฏหมายของท้องถิ่นและกฏหมายบ้านเมือง
  2. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น
  3. การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น
  4. การตัดสินใจในส่วนรวมโดยใช้การลงมติเสียงส่วนใหญ่
  5. การแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลต่อชุมชน
  6. การร่วมกันวางแผนในการทำงานเป็นกลุ่มหรือตัวแทนของกลุ่ม

ในการดำเนินชีวิตของกลุ่มคนในสังคม มักจะมีการรวมกลุ่มคนในรูปแบบต่างๆ เช่น สมาคมแม่บ้านผู้ผลิตสมุนไพรบ้านห้วยไต้ สหกรณ์ออมทรัพย์แม่แตง สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียน มูลนิธิต่างๆ ในการดำเนินชีวิตในกลุ่มสมาชิกควรมีคุณลักษณะประชาธิปไตย ได้แก่

  1. เคารพในกฏระเบียบข้อบังคับของกลุ่มหรือองค์กร
  2. มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
  3. ยอมรับฟังความคิดเห็นทุกคนที่ดีกว่า โดยไม่ใช่อารมณ์ อดทนต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
  4. การยอมรับในเหตุผลที่ดีกว่า
  5. การทำงานโดยวิธีการประชุมวางแผนและแก้ปัญหาร่วมกัน
  6. การลงมติของกลุ่มหรือองค์กรโดยใช้การลงมติเสียงข้างมาก

Leave a comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

:: การเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ::

การจะเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยนั้น ประชาชนจะต้องเข้าใจและมีวิถีชีวิตในลักษณะประชาธิปไตย โดยจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ สันติสุข และเสรีภาพ คือประชาชนในสังคมมีความสงบสุข ปลอดภัยและมีอิสระที่จะกระทำการใดๆ ภายใต้ขอบเขตกฏหมาย โดยไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ทั้งนี้จะต้องทำความเข้าใจในลักษณะของประชาธิปไตยว่ามี 3 ลักษณะ คือ

  1. ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นอุดมคติ ซึ่งหมายถึง การมีศรัทธาและความเชื่อมั่นในเหตุผลความสามารถ อิสรภาพและเสรีภาพของมนุษย์
  2. ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นระบบการเมือง และวิธีการจัดระเบียบการปกครอง ซึ่งหมายถึง ระบบการเมืองที่ถือว่าอำนาจสุงสุดเป็นของประชาชนหรือการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน
  3. ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นวีถีชีวิต หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งหมายถึง การอยู่รวมกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความเสมอภาคในสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกทุกคนไม่ก้าวก่ายในสิทธิของผู้อื่น เคารพกฏเกณฑ์ของสังคม ร่วมกันรับผิดชอบและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ตลอดจนใช้สติปัญญาแก้ปัญหาโดยสันติวิธี

ความหมายของประชาธิปไตย

  • ประชาธิปไตย มาจากคำว่า ประชา+อธิปไตย ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Democracy ซึ่งมาจากคำภาษากรีกว่า Demukratia อันประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ demos (ประชาชน) และCratos (การปกครอง) ฉะนั้น ประชาธิปไตย จึงหมายถึง ประชาชนปกครอง หรือการปกครองโดยประชาชน
  • ความหมายของประชาธิปไตย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หมายถึง “ระบอบการปกครองที่ถือมติของปวงชนเป็นส่วนใหญ่หรือการถือเสียงข้างมากเป็นส่วนใหญ่”
  • ศ.ดร.กมล ทองธรรมชาติ ได้ให้ความหมายของประชาธิปไตยว่า “ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน”

สรุปได้ว่า ประชาธิปไตยนั้นมีความหมายได้สองนัย ได้แก่ ประชาธิปไตยในการดำรงชีวิตร่วมกันของสมาชิกในสังคม หมายถึง รูปแบบของพฤิตกรรมมนุษย์ที่สอคดล้องกับหลักการของประชาธิปไตย และความหมายโดยนัยทางการปกครองในสังคม จะหมายถึง การปกครองที่ประชาชนมีอำนาจและมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ในการกำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมเป็นหลัก

หลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

  1. หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หมายถึง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
  2. หลักเสมอภาค ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมาย ความเท่าเทียมกันทางการเมือง
  3. หลักสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ ได้แก่ การที่ประชาชนมีอำนาจอันชอบทำในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน มีอิสระในการกระทำในขอบเขต                  ของกฏหมายและมีแนวทางปฏิบัติตนที่เป็นอิสระภายใต้ขอบเขตของกฏหมาย
  4. หลักนิติธรรม การปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีหลักกฏหมายเป็นกฏเกณฑ์และกติกาของประเทศ คือ การที่ประชาชนใช้กฏหมายเป็นหลักในการทำงานเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเกิดความยุติธรรมในสังคม
  5. หลักการยอมรับเสียงข้างมาก คือ การที่ประชาชนในรัฐใช้มติของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักในการทำงาน
  6. หลักการใช้เหตุผล คือ การที่ประชาชนใช้หลักเหตุผลเป็นหลักในการหาข้อสรุปเพื่อทำงานรวมกันหรือการอยู่ร่วมกัน
  7. หลักประนีประนอม คือ การที่ประชาชนไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา แต่ใช้การตกลงร่วมกันในการขจัดข้อขัดแย้งที่ไม่เห็นด้วย
  8. หลักการยินยอม คือ การที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเป็นตัวของตัวเองโดยปราศจากการบังคับ มีความเห็นตรงกันจึงตัดสินใจผ่านตัวแทนของประชาชนในการดำเนินงานทางการเมืองและการปกครอง

ลักษณะของสังคมประชาธิปไตย

ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนจะปฏิบัติต่อกัน ดังนี้

  1. การเคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามขอบเขตที่บัญญัติไว้ในกฏหมาย
  2. การใช้หลักเหตุผลในการตัดสินปัญหา ข้อขัดแย้ง
  3. การเคารพในกฏ กติกาของสังคมเพื่อความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม
  4. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของส่วนรวมและสังคม
  5. การมีน้ำใจเป็นประชาธิปไตย ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
  6. การยึดมั่นในหลักความยุติธรรม และการปฏิบัติต่อกันอย่างสม่ำเสมอภาคเท่าเทียมกันของสมาชิกทุกคนในสังคม

คุณลักษณะที่สำคัญของสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย

  1. มีความยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย
  2. มีการรู้จักใช้ปัญญา เหตุผลในการแก้ปัญหา
  3. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งมีเหตุผลและมีการประนีประนอมกันในทางความคิด
  4. เคารพในสิทธิและการตัดสินใจของผู้อื่น
  5. มีความเสียสละและเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
  6. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น
  7. ใช้เสียงข้างมากโดยไม่ละเมิดสิทธิเสียงข้างน้อย
  8. ยึดถือหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของสมาชิก
  9. ปฏิบัติตนตามกฏข้อบังคับของสังคม
  10. ปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรม ยึดมั่นในวัฒนธรรม ประเพณี
  11. รู้จักแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
  12. เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
  13. มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวีถีประชาธิปไตย

  1. ทำให้สังคมและประเทศชาติมีการพัฒนาไปอย่างมั่นคง
  2. เกิดความรักและความสามัคคีในหมู่คณะ
  3. สังคมมีความเป็นระเบียบ สงบเรียบร้อย
  4. สมาชิกทุกคนได้รับสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ จากกฏหมายความเท่าเทียมกัน เกิดความเป็นธรรมในสังคม
  5. สมาชิกในสังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีน้ำใจต่อกัน

คุณค่าของประชาธิปไตย

คุณค่าทางการเมือง

  1. ประชาชนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร
  2. ประชาชนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงตัวผู้ปกครองรัฐ เมื่อนำการบริหารงานผิดพลาด
  3. คุณค่าทางเศรษฐกิจ
  4. ประชาชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้
  5. ประชาชนมีเสรีภาพในการผลิต การบริการ การลงทุนต่างๆ
  6. ประชาชนมีอำนาจในการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า
  7. ประชาชนได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างเป็นธรรมในการรับบริการทางเศรษฐกิจ

คุณค่าทางสังคม

  1. ประชาชนมีโอกาสได้รับความคุ้มครองจากรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน
  2. ประชาชนมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์
  3. ประชาชนมีความเท่าเทียมกันในโอกาสและสิทธิในการดำเนินชีวิตภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย
  4. ประชาชนรู้จักอยู่ร่วมกันโดยสันติวิธี
  5. ประชาชนร่วมมือกันทำงานเพื่อความสงบสุขในรัฐ

คุณธรรมของการเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยระดับประเทศชาติ

คนดี หมายถึง การเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักศีลธรรมและค่านิยมที่ดีงามในสังคม การเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยมีความหมายและขอบเขตข้อจำกัดมากกว่าการเป็นคนดีโดยทั่วไป พลเมืองดี นอกจากจะเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมแล้ว ยังต้องประกอบด้วยคุณลักษณะของระบบการปกครองตามอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐนั้นๆ

การเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตย หมายถึง การที่พลเมืองมีหลักการดำเนินชีวิตที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีบทบาทในการกระทำที่มีคุณลักษณะทางประชาธิปไตยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินชีวิต คุณธรรมของการเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยมีดังนี้

ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หมายถึง การที่บุคคลมีความสำนึกถึงความสำคัญของความเป็นคนไทย มีจิตใจฝักใฝ่ศาสนา และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนในการผดุงรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป

  • การยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนเองนับถือ ทุกศาสนามีหลักศีลธรรมที่ช่วยสร้างจิตใจของคนให้กระทำดี ไม่เบียดเบียนกัน มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน สมาชิกในสังคมสมควรศรัทธาในศาสนาที่ตนนับถือ แล้วปฏิบัติตามหลักศีลธรรมของศาสนาที่ตนนับถืออย่างสม่ำเสมอ
  • ความซื่อสัตย์ หมายถึง การกระทำที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ยึดเอาสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน บุคคลควรซื่อสัตย์ต่อตนเอง คือ กระทำตนให้เป็นคนดี และบุคคลควรซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่นๆ หมายถึงกระทำดีและถูกต้องตามหน้าที่ต่อผู้อื่น
  • ความเสียสละ หมายถึง การคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นและส่วนรวม
  • ความรับผิดชอบ หมายถึง การยอมรับการกระทำของตนเองหรือการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง
  • การมีระเบียบวินัย หมายถึง การกระทำที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้
  • การตรงต่อเวลา หมายถึง การทำงานหรือทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงทันตรงตามเวลาที่กำหนดโดยใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
  • ความกล้าหาญทางจริยธรรม หมายถึง การกระทำที่แสดงออกในทางที่ถูกที่ควรโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ความกล้านี้ไม่ใช่การอวดดี แต่เป็นการแสดงออกอย่างมีเหตุผล เพื่อความถูกต้อง

2 Comments

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::

พลเมืองดี

ความหมายของประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย มาจากคำว่า ประชา+อธิปไตย ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Democracy ซึ่งมาจากคำภาษากรีกว่า Demukratia อันประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ demos (ประชาชน) และCratos (การปกครอง) ฉะนั้น ประชาธิปไตย จึงหมายถึง ประชาชนปกครอง หรือการปกครองโดยประชาชน

ความหมายของ ประชาธิปไตย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หมายถึง “ระบอบการปกครองที่ถือมติของปวงชนเป็นส่วนใหญ่หรือการถือเสียงข้างมากเป็น ส่วนใหญ่”

ศ.ดร.กมล ทองธรรมชาติ ได้ให้ความหมายของประชาธิปไตยว่า “ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน”

สรุปได้ว่า ประชาธิปไตยนั้นมีความหมายได้สองนัย ได้แก่ ประชาธิปไตยในการดำรงชีวิตร่วมกันของสมาชิกในสังคม หมายถึง รูปแบบของพฤิตกรรมมนุษย์ที่สอคดล้องกับหลักการของประชาธิปไตย และความหมายโดยนัยทางการปกครองในสังคม จะหมายถึง การปกครองที่ประชาชนมีอำนาจและมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ในการกำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมเป็นหลัก

 

หลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

* หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หมายถึง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
* หลักเสมอภาค ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมาย ความเท่าเทียมกันทางการเมือง
* หลักสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ ได้แก่ การที่ประชาชนมีอำนาจอันชอบทำในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน มีอิสระในการกระทำในขอบเขตของกฏหมายและมีแนวทางปฏิบัติตนที่เป็นอิสระภายใต้ ขอบเขตของกฏหมาย
* หลักนิติธรรม การปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีหลักกฏหมายเป็นกฏเกณฑ์และกติกาของประเทศ คือ การที่ประชาชนใช้กฏหมายเป็นหลักในการทำงานเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเกิดความยุติธรรมในสังคม
* หลักการยอมรับเสียงข้างมาก คือ การที่ประชาชนในรัฐใช้มติของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักในการทำงาน
* หลักการใช้เหตุผล คือ การที่ประชาชนใช้หลักเหตุผลเป็นหลักในการหาข้อสรุปเพื่อทำงานรวมกันหรือการอยู่ร่วมกัน
* หลักประนีประนอม คือ การที่ประชาชนไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา แต่ใช้การตกลงร่วมกันในการขจัดข้อขัดแย้งที่ไม่เห็นด้วย
* หลักการยินยอม คือ การที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเป็นตัวของตัวเองโดยปราศจากการบังคับ มีความเห็นตรงกันจึงตัดสินใจผ่านตัวแทนของประชาชนในการดำเนินงานทางการเมืองและการปกครอง

 

ลักษณะของสังคมประชาธิปไตย

ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนจะปฏิบัติต่อกัน ดังนี้

* การเคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามขอบเขตที่บัญญัติไว้ในกฏหมาย
* การใช้หลักเหตุผลในการตัดสินปัญหา ข้อขัดแย้ง
* การเคารพในกฏ กติกาของสังคมเพื่อความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม
* การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของส่วนรวมและสังคม
* การมีน้ำใจเป็นประชาธิปไตย ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
* การยึดมั่นในหลักความยุติธรรม และการปฏิบัติต่อกันอย่างสม่ำเสมอภาคเท่าเทียมกันของสมาชิกทุกคนในสังคม

 

คุณลักษณะที่สำคัญของสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย

* มีความยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย
* มีการรู้จักใช้ปัญญา เหตุผลในการแก้ปัญหา
* รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งมีเหตุผลและมีการประนีประนอมกันในทางความคิด
* เคารพในสิทธิและการตัดสินใจของผู้อื่น
* มีความเสียสละและเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
* สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น
* ใช้เสียงข้างมากโดยไม่ละเมิดสิทธิเสียงข้างน้อย
* ยึดถือหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของสมาชิก
* ปฏิบัติตนตามกฏข้อบังคับของสังคม
* ปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรม ยึดมั่นในวัฒนธรรม ประเพณี
* รู้จักแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
* เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
* มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

ความสำคัญของการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวีถีประชาธิปไตย

* ทำให้สังคมและประเทศชาติมีการพัฒนาไปอย่างมั่นคง
* เกิดความรักและความสามัคคีในหมู่คณะ
* สังคมมีความเป็นระเบียบ สงบเรียบร้อย
* สมาชิกทุกคนได้รับสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ จากกฏหมายความเท่าเทียมกัน เกิดความเป็นธรรมในสังคม
* สมาชิกในสังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีน้ำใจต่อกัน

คุณค่าของประชาธิปไตย

1. คุณค่าทางการเมือง

* ประชาชนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร
* ประชาชนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงตัวผู้ปกครองรัฐ เมื่อนำการบริหารงานผิดพลาด

2. คุณค่าทางเศรษฐกิจ

* ประชาชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้
* ประชาชนมีเสรีภาพในการผลิต การบริการ การลงทุนต่างๆ
* ประชาชนมีอำนาจในการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า
* ประชาชนได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างเป็นธรรมในการรับบริการทางเศรษฐกิจ

3. คุณค่าทางสังคม

* ประชาชนมีโอกาสได้รับความคุ้มครองจากรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน
* ประชาชนมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์
* ประชาชนมีความเท่าเทียมกันในโอกาสและสิทธิในการดำเนินชีวิตภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย
* ประชาชนรู้จักอยู่ร่วมกันโดยสันติวิธี
* ประชาชนร่วมมือกันทำงานเพื่อความสงบสุขในรัฐ

 

คุณธรรมของการเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยระดับประเทศชาติ

คนดี หมายถึง การเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักศีลธรรมและค่านิยมที่ดีงามในสังคม การเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยมีความหมายและขอบเขตข้อจำกัดมากกว่าการ เป็นคนดีโดยทั่วไป พลเมืองดี นอกจากจะเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมแล้ว ยังต้องประกอบด้วยคุณลักษณะของระบบการปกครองตามอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐ นั้นๆ

การเป็นพลเมืองดี ในสังคมประชาธิปไตย หมายถึง การที่พลเมืองมีหลักการดำเนินชีวิตที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีบทบาทในการกระทำที่มีคุณลักษณะทางประชาธิปไตยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญใน การดำเนินชีวิต คุณธรรมของการเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยมีดังนี้

* ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หมายถึง การที่บุคคลมีความสำนึกถึงความสำคัญของความเป็นคนไทย มีจิตใจฝักใฝ่ศาสนา และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนในการผดุงรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป
* การยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนเองนับถือ ทุกศาสนามีหลักศีลธรรมที่ช่วยสร้างจิตใจของคนให้กระทำดี ไม่เบียดเบียนกัน มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน สมาชิกในสังคมสมควรศรัทธาในศาสนาที่ตนนับถือ แล้วปฏิบัติตามหลักศีลธรรมของศาสนาที่ตนนับถืออย่างสม่ำเสมอ
* ความซื่อสัตย์ หมายถึง การกระทำที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ยึดเอาสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน บุคคลควรซื่อสัตย์ต่อตนเอง คือ กระทำตนให้เป็นคนดี และบุคคลควรซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่นๆ หมายถึงกระทำดีและถูกต้องตามหน้าที่ต่อผู้อื่น
* ความเสียสละ หมายถึง การคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นและส่วนรวม
* ความรับผิดชอบ หมายถึง การยอมรับการกระทำของตนเองหรือการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง
* การมีระเบียบวินัย หมายถึง การกระทำที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้
* การตรงต่อเวลา หมายถึง การทำงานหรือทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงทันตรงตามเวลาที่กำหนดโดยใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
* ความกล้าหาญทางจริยธรรม หมายถึง การกระทำที่แสดงออกในทางที่ถูกที่ควรโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ความกล้านี้ไม่ใช่การอวดดี แต่เป็นการแสดงออกอย่างมีเหตุผล เพื่อความถูกต้อง

1 Comment

Filed under :: หน้าที่พลเมือง ::