Category Archives: :: มานุษยวิทยา ::

:: ข้อสอบมานุษยวิทยา ::

1. ข้อใดไม่ใช่สิ่งแวดล้อมกายภาพ
ก. ทรัพยากร
ข. พืช สัตว์
ค. เทคโนโลยี
ง. ภูมิประเทศ

2. ข้อใดเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคม
ก. กลุ่มคนที่มีเทคโนโลยีแตกต่างกัน
ข. ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม
ค. ค่านิยมทางวัฒนธรรม
ง. สัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่

3. เขตสิ่งแวดล้อมใดดีที่สุดสำหรับอยู่อาศัยของประชากรโลกในปัจจุบัน
ก. เขตป่าเมืองร้อน
ข. เขตป่าอบอุ่น
ค. เขตทุ่งหญ้า
ง. เขตภูเขา

4. ลักษณะทางนิเวศวิทยาที่เฉพาะเหมือนกันมีแบบแผนวัฒนธรรมคล้ายกันเรียกว่าอะไร
ก. เขตวัฒนธรรม
ข. ค่านิยมทางวัฒนธรรม
ค. มโนภาพทางวัฒนธรรม
ง. การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม

5. ในอดีต 99 % ของการมีชีวิตอยู่ เกิดจากอาชีพใด
ก. เพาะปลูก
ข. ทำไร่เลื่อนลอย
ค. การจับสัตว์น้ำ
ง. ล่าสัตว์หาของป่า

6. การเกษตรกรรมประเภทใดที่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม
ก. เลี้ยงสัตว์เร่ร่อน
ข. ล่าสัตว์หาของป่า
ค. ทำไร่เลื่อนลอย
ง. เกษตรกรรมแบบกว้าง

7. ข้อใดไม่ใช่การประกอบอาชีพในชุมชนที่พัฒนาแล้ว
ก. เกษตรกรม
ข. อุตสาหกรรม
ค. พาณิชยกรรม
ง. การบริการ

8. การดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมดั้งเดิมมีลักษณะใด
ก. การอุตสาหกรรม
ข. ล่าสัตว์และเก็บพืชผักผลไม้
ค. การเกษตรกรรมแบบเก่า
ง. การเกษตรกรรมแบบใหม่

9. ปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจคืออะไร
ก. ทรัพยากรมีจำกัด ความต้องการของมนุษย์มีจำกัด
ข. ทรัพยากรมีจำกัด ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด
ค. ทรัพยากรมีไม่จำกัด ความต้องการของมนุษย์มีจำกัด
ง. ทรัพยากรมีไม่จำกัด ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด

10. การแลกเปลี่ยนแบบใดมีข้อผูกพันทางด้านศีลธรรมมากที่สุด
ก. การแลกเปลี่ยนระหว่างเพื่อนๆ
ข. การแลกเปลี่ยนภายในเผ่าเดียวกัน
ค. การแลกเปลี่ยนกับเครือญาติใกล้ชิด
ง. การแลกเปลี่ยนภายในวรรณะเดียวกัน

11. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยการผลิต
ก. ที่ดิน
ข. ทุน
ค. แรงงาน
ง. การใช้บริการ

12. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลักทางเศรษฐกิจ
ก. การผลิต
ข. การแลกเปลี่ยน
ค. การบริโภค
ง. การพาณิชย์
13. สังคมที่อาชีพหลักเน้นหนักในด้านอุตสาหกรรม มักมีครอบครัวในรูปแบบใด
ก. ครอบครัวเดี่ยว
ข. ครอบครัวขยาย
ค. ครอบครัวที่ฝ่ายชายเป็นใหญ่
ง. ครอบครัวที่ฝ่ายหญิงเป็นใหญ่

14. ข้อใดคือระดับสังคมการเมืองที่ซับซ้อนน้อยที่สุด
ก. ระดับแบนด์
ข. ระดับเผ่า
ค. ระดับ Chiefdom
ง. ระดับรัฐ

15. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะสังคมระดับแบนด์
ก. มีความเท่าเทียมกันสูง
ข. เป็นสังคมล่าสัตว์หาของป่า
ค. เป็นสังคมรวมกลุ่มขนาดใหญกว่ากลุ่มอื่น
ง. เป็นสังคมที่ไม่มีใครอยากเป็นเจ้าของทรัพยากรพื้นฐาน

16. ข้อใดเป็นการลงโทษของสังคมระดับแบนด์
ก. การใช้คนกลางไกล่เกลี่ย
ข. การใช้กำลังตำรวจเข้าควบคุม
ค. นินทาเยาะเย้ย หลีกเลี่ยงกันไป
ง. การลงโทษตามกฏหมายของรัฐ

17. ข้อใดไม่ใช่การแก้ไขความขัดแย้งของเอสกิโม
ก. แข่งขันชกมวย
ข. ร้องเพลงแข่ง
ค. เอาหัวชนของแข็ง
ง. แข่งขันกันล่าควายป่า

18. สังคมประเภทใดที่ให้ความสำคัญกับหัวหน้า การทำผิดคิดกบฏต่อหัวหน้าจะถูกลงโทษโดยประหารชีวิต
ก. ระดับแบนด์
ข. ระดับเผ่า
ค. ระดับ Chiefdom
ง. ระดับรัฐ

19. สังคมเผ่าเหมือนสังคมระดับแบนด์ในด้านใด
ก. เป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมกันสูง
ข. การจัดระเบียบสังคมโดยกลุ่มเครือญาติ
ค. สมาชิกไม่แตกต่างกันในเรื่องอำนาจและตำแหน่ง
ง. ถูกทุกข้อ

20. การจัดระเบีบการเมืองของสังคมแบบใดที่มีผู้เชี่ยวชาญทางกฏหมาย และศาลในการลงโทษทุกประเภท
ก. ระดับแบนด์
ข. ระดับเผ่า
ค. ระดับ Chiefdom
ง. ระดับรัฐ

Advertisements

Leave a comment

Filed under :: มานุษยวิทยา ::

วัฒนธรรม

ความหมายของวัฒนธรรม แบ่งได้ 3 ความหมาย

1. ความหมายตามรากศัพท์เดิม หมายถึง สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ได้รับการปรุงแต่งและได้รับการยกย่องมาเป็นเวลานาน ตัวอย่างได้แก่

1.1 ภาพวาดของจิตรกรที่มีชื่อเสียง เช่น แองเจโล
1.2 ดนตรีของคีตกวีเอก เช่น หลวงประดิษฐ์ไพเราะ
1.3 วรรณคดี เช่น รามเกียรติ์

2. วัฒนธรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี

2.1 ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับวาระสำคัญของการดำเนินชีวิตของบุคคล ได้แก่ การทำบุญ การสมรส เป็นต้น
2.2 ประเพณีเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนในสังคม ได้แก่ ประเพณีแห่นางแมวขอฝน ประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น

3. วัฒนธรรมตามความหมายสังคมศาสตร์

3.1 วัฒนธรรมได้แก่ พฤติกรรมที่มีลักษณะ กระสวน ซึ่งมีการถ่ายทอดโดยใช้สัญลักษณ์
3.1.1 คำว่ากระสวน หมายถึง รูปแบบอันเกิดจากการกระทำซ้ำๆ กัน เช่น การทักทายกัน การเขียนหนังสือ การเข้าแถว ฯลฯ
3.1.2 วัฒนธรรมตามความหมายนี้จะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุ (รูปธรรม)ได้แก่ สมุด ปากกา เทคโนโลยี ฯลฯ หรืออวัตถุ (นามธรรม) ได้แก่ ศาสนา ศีลธรรม ความเชื่อ ฯลฯ
3.1.3 หมายถึง พฤติกรรมที่มีลักษณะดังนี้
-พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
-เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีหรือจารีตประเพณีที่ประพฤติปฏิบัติต่อกันมา
-เป็นสถาบันสังคมต่างๆ เช่น สถาบันศาสนา การศึกษา การปกครอง ฯลฯ

สาเหตุของการมีวัฒนธรรมในมนุษย์

  1. มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้ ซึ่งต่างกับสัตว์โลกบางประเภท แม้จะสอนได้ แต่ก็มีความสามารถในการเรียนรู้ต่ำกว่ามนุษย์ เช่น จากการทดลองของ Kellogg and Kellongg,1933 ซึ่งนำทารกมนุษย์และลูกลิงซิมแปนซีมาเลี้ยงด้วยกัน ให้มีสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน พบว่าเมื่อต่างโต เด็กสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าลูกลิงมาก
  2. มนุษย์มีความสามารถในการสื่อสาร โดยการใช้สัญลักษณ์ ภาษาพูด ภาษาเขียน และยังมีการถ่ายทอดวัฒนธรรมถึงกันได้
  3. มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความผูกพันกับกาลเวลา คือ มีอดีต ปัจจุบันและอนาคต เพราะเมื่อตายไปจะทิ้งผลงานในอดีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และยังมีการคิดก้าวหน้าไปสู่อนาคตอีกด้วย

วัฒนธรรมของมนุษย์ต่างสังคม ต่างบริเวณมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน ส่วนที่แตกต่างกันได้แก่

  1. ความแตกต่างกันในเรื่องการสมรสและครอบครัว เช่น พหุสามี พหุภรรยา
  2.  ความแตกต่างในเรื่องศาสนา เช่น เอกเทวนิยม พหุเทวนิยม และอเทวนิยม เป็นต้น
  3. ความแตกต่างในเรื่องการเมือง เช่น การปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบเผด็จการ เป็นต้น
  4.  ความแตกต่างในเรื่องการศึกษา เช่น การศึกษาระบบปิด การศึกษาระบบเปิด เป็นต้น

วัฒนธรรมสากลหรือความเหมือนกันทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรมสากลที่ทุกสังคมต้องเหมือนกัน ได้แก่

  1. ทุกสังคมมีภาษาพูด
  2. ทุกสังคมมีระบบการสมรส ระบบครอบครัว และระบบเครือญาติ
  3. ทุกสังคมมีการแบ่งมนุษย์ตามอายุและเพศ    ตามอายุ เช่น เด็กมีหน้าที่แตกต่างจากผู้ใหญ่  ส่วนตามเพศ แบ่งออกเป็น เอกเพศวัฒนธรรม คือ มาตรฐานเหมือนกันทั้งชายและหญิง และทวิมาตรฐาน ได้แก่ การที่ชายมีพฤติกรรมตามเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากผู้หญิง
  4. ทุกสังคมมีการเมืองการปกครอง
  5. ทุกสังคมมีศาสนา
  6. ทุกสังคมมีระบบความรู้ เช่น ความรู้ในการประกอบอาชีพ ฯลฯ
  7. ทุกสังคมมีระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ การผลิต การบริโภค ฯลฯ
  8. ทุกสังคมมีกิจกรรมนันทนาการ เช่น การละเล่นและการพักผ่อนหย่อนใจ
  9. ทุกสังคมมีศิลปะ

โครงสร้างของวัฒนธรรม
วัฒนธรรมในความหมายที่กว้างที่สุดประกอบด้วยหน่วยต่างๆ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. หน่วยที่เล็กที่สุด คือ พฤติกรรมอันเกิดจากการเรียนรู้หรือผลผลิตทางวัตถุซึ่งย่อยที่สุด
1.1 หน่วยเล็กที่สุดในวัฒนธรรมทางวัตถุ เช่น ดินสอ ปากกา ฯลฯ
1.2 หน่วยที่เล็กที่สุดในวัฒนธรรมทางอวัตถุ เช่น การจับมือ ฯลฯ
2. หน่วยที่สลับซับซ้อน คือการรวมกลุ่มหรือการรวมเป็นชุดของหน่วยย่อยที่สุดที่เกี่ยวพันกัน เช่น การเต้นรำ ซึ่งต้องมีจังหวะ มีดนตรี และมีท่าเต้นต่างๆ

อนุวัฒนธรรม

อนุวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมย่อย หมายถึง รูปแบบของพฤติกรรมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ของตนเองในสังคม หรือมีลักษณะเด่น และสอดคล้องกับวัฒนธรรมหลักในสังคม

อนุวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  1. อนุวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้แก่ การมีขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา สำเนียงพูด และอุปนิสัยใจคอ ที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น คนใต้กินข้าวยำ คนเหนือกินแกงฮังเล เป็นต้น
  2. วัฒนธรรมทางอาชีพ ได้แก่ การมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของผู้ประกอบอาชีพ เช่น ในสังคมอินเดียจะมีความต่างกันมากในอาชีพ ดังจะเห็นได้จากระบบวรรณะ เป็นต้น
  3. วัฒนธรรมทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งจะเห็นได้ชัดในเรื่องการแต่างกาย ภาษา รสนิยม ศาสนา เป็นต้น

ปฏิวัฒนธรรม

หมายถึง ลักษณะซึ่งไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม เช่น กลุ่มวัยรุ่นสร้างวัฒนธรรมในระบบความสัมพันธ์ในกลุ่มตน โดยเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้อง

ความเฉื่อยหรือความล้าทางวัฒนธรรม

วิลเลี่ยม อ็๋อกเบิร์น นักวิชาการชาวอเมริกัน กล่าวว่า ความเฉื่อยทางวัฒนธรรม ได้แก่ ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่จนเกินเลยเวลาที่เป็นประโยชน์ได้ โดยล้าหลังหรือตามไม่ทันวัฒนธรรมอื่นๆ

ความเฉื่อยทางวัฒนธรรม แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ

  1. อัตราการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมทางวัตถุด้วยกัน เช่น รถยนต์มีเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเนื้อที่ถนน
  2. อัตราการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมทางวัตถุกับอวัตถุ เช่น สภาพการณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเกินกว่าที่ประเพณีปฏิบัติเปลี่ยนแปลงตามไม่ทัน เป็นต้น

แบบฝึกหัด

1. สรุปความหมาย วัฒนธรรม ตามความคิดของนักศึกษา
2. นักศึกษาลองสำรวจตนเองว่าได้รับวัฒนธรรมใดบ้างจากคนรุ่นก่อน
3. ยกตัวอย่างวัฒนธรรมที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปรากฏในท้องถิ่นนักศึกษา 3 ตัวอย่าง
4. ยกตัวอย่างวัฒนธรรมที่ดีงามในสังคมไทย 5 ตัวอย่าง
5. ยกตัวอย่างวัฒนธรรมที่ดีและไม่ดีของสังคมอื่นที่ปรากฏในสังคมไทย 5 ตัวอย่าง
6. ยกตัวอย่างความเฉื่อยทางวัฒนธรรมระหว่างวัตถุ และอวัตถุ และผลกระทบต่อสังคม 3 ตัวอย่าง

Leave a comment

Filed under :: มานุษยวิทยา ::

:: การศึกษาเกี่ยวกับมานุษยวิทยา ::

มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังที่จะะเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง ด้วยการตั้งคำถามว่า มนุษย์เรานี้มาจากไหน หรือเกิดจากอะไร ทำไมคนบางกลุ่มจึงแตกต่างไปจากกลุ่มเราทั้งในด้านสรีระ วิถีชีวิต และขนบธรรมเนียม ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในทุกสังคม โดยค้นพบได้ในนิทาน นิยายชาวบ้าน ชาดก จดหมายเหตุ บันทึกการเดินทาง ฯลฯ

ตัวอย่างที่น่าสนใจที่เล่าถึงการกำเนิดของมนุษย์ ได้แก่ นิยายปรัมปราของชาวเขาเผ่าเย้า ที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษพวกเขาว่า

แต่เดิมมีเทวดาองค์หนึ่งชื่อ เปี้ยนโกฮูง เป็นผู้สร้างโลกและสวรรค์ (ท้องฟ้า) ซึ่งในการสร้างโลกนี้ก็ได้สร้างภูเขา ทะเล แม่น้ำลำคลอง หนองน้ำ ตลอดจนทำให้เกิดมีข้าวและไร่นาด้วย นอกจากนี้ยังได้สร้างมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิง และอนุญาตให้สมสู่เป็นสามีภรรยากันได้…ต่อมาในวันที่แปดเดือนสี่ของปีหนึ่ง ได้เกิดน้ำท่วมโลกเจ็ดวันเจ็ดคืน ผู้คนล้มตายจนเหลือเพียงหญิงชายคู่หนึ่งซึ่งเป็นพี่น้องกัน เทวดาจึงแปลงตนเป็นชายชราและบอกสองพี่น้องให้แต่งงานกันเพื่อสร้างมนุษย์ต่อไป… เมื่อน้องสาวคลอดลูกเป็นฟัก และมีเทวดาองค์หนึ่งเสด็จลงมาผ่าลูกฟักพร้อมกับรับสั่งว่า ให้โยนเมล็ดฟักลงบนพื้นราบข้างล่าง ส่วนเนื้อฟักให้โยนขึ้นไปบนดอย แต่พี่ชายผู้เป็นสามีเกิดจำคำสั่งไขว้เขวไป คือได้โยนเนื้อฟักลงบนพื้นราบข้างล่าง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้คนทำมาหากินในที่ราบ ส่วนเมล็ดฟักได้โยนขึ้นไปบนดอย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชาวเย้าและชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ทำมาหากินอยู่บนดอย…

นิทานชาวบ้านของชนกลุ่มต่างๆ มากกว่า 65 กลุ่มที่อาศัยอยู่ในบริเวณเขตสุวรรณภูมิเช่นเดียวกับกลุ่มชนเผ่าไทยของเรานี้ก็มีการกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดมนุษย์ที่น่าสนใจดังเช่นของชาวเขาเผ่าเย้านี้เช่นกัน

ตำนานซึ่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชนแต่ละกลุ่มของไทยเรา ได้แก่ ตำนานสุวรรณโคมคำ ตำนานสิงหนวัติกุมาร และตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน ซึ่งเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ล้านนาโบราณในยุคที่เริ่มก่อตั้งชุมชนเจ้านคร โดยได้กล่าวถึงความสำคัญของลุ่มแม่น้ำกกว่าเป็นแหล่งกำเนิดแห่งแรกของอารยธรรมล้านนา อนึ่งข้อมูลจากตำนานดังกล่าวบ่งบอกว่าความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนานี้มีขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 มาแล้ว

ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานอย่างละเอียด และกล่าวว่าตำนานได้ให้ภาพความรู้ทางประวัติศาสตร์พื้นเมืองของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำนานพระยาเจือง ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน และตำนานจามเทวีวงศ์ ซึ่งงานเหล่านี้เขียนขึ้นเป็นภาษาบาลี ยกเว้นตำนานมูลศาสนาที่เขียนขึ้นเป็นภาษาไทยเหนือ (ไทยยวน)

ตำนานเหล่านี้จะเขียนลงบนใบลานหรือเรียกว่า คัมภีร์ใบลานและสมุดข่อย หรือเรียกว่า คัมภีร์สมุดข่อย ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของสังคมต่างๆ ในแถบสุวรรณภูมิ ทำให้คนไทยในปัจจุบันสามารถสืบสาวเรื่องราวอารยธรรมที่เกี่ยวกับสภาพสังคม ศิลปวัฒนธรรม และศาสนาของผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณแถบนี้ได้

นอกจากตำนานแล้ว ศิลาจารึกก็เป็นงานเขียนที่บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้บนแผ่นหินทำให้คนไทยและทั่วโลกสามารถรับรู้เรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีด้วย เช่น ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง

งานเขียนเรื่องราวของชนต่างชาติที่ได้รับความสนใจแพร่หลายที่สุดคือ พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ของรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปในระหว่างปี พ.ศ. 2449 – 2450 โดยพระองค์ทรงเขียนเป็นพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงนิภานภดล (สมเด็จหญิงน้อย) จำนวน 43 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโฉมหน้าของการศึกษาสาขาวิชามานุษยวิทยาโดยแท้

การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ของชนชาวตะวันตก
นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของกรีกชื่อ ฮีโรโดตัส (Herodotus, 484 – 426 B.C.) ได้บรรยายถึงข้อแตกต่างระหว่างชาวอียิปต์กับชาวกรีกว่า “…ในอียิปต์ ผู้หญิงเป็นผู้ทำการค้าขายในตลาด ในขณะที่ผู้ชายทอผ้าอยู่ที่บ้าน ผู้หญิงใช้หัวไหล่เพื่อแบกสิ่งของ ส่วนผู้ชายใช้ศีรษะ ลูกชายไม่ช่วยพ่อแม่ทำงาน นอกจากลูกผู้หญิง…” ซึ่งจากผลงานเหล่านี้เองทำให้นักมานุษยวิทยาสังคมชาวอังกฤษยกย่องว่า ฮีโรโดตัสเป็นนักมานุษยวิทยาคนแรกของโลก

ในยุคต่อมานักประวัติศาสตร์ชาวโรมันชื่อ ทาซิตัส (Tacitus, A.D. 55 – 117) ได้เขียนเรื่องราวของคนเถื่อน (ชนเผ่าเยอรมัน) ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของยุโรปอย่างละเอียด

ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 เมื่อพวกมองโกลขยายอาณาบริเวณมาทางภาคตะวันตกของทวีปเอเชีย มีชาวยุโรปสองคนชื่อ คาร์ปินีและรูโบรคถูกจับและถูกนำขึ้นศาลของพวกมองโกล โดยชายทั้งสองได้เขียนเล่าถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่านี้และนำไปเผยแพร่ในยุโรป

ในปลายคริสต์ศตวรรษเดียวกัน มาร์โคโปโล ผู้ซึ่งเคยรับราชการในสมัยกุบไล ข่าน เป็นเวลาถึง 17 ปี ก็ได้เขียนเรื่องราวของคนจีนและอารยธรรมอันสูงส่งของคนในซีกโลกตะวันออก ข้อเขียนเหล่านี้เป็นผลให้ชาวยุโรปที่เชื่อว่า ศูนย์กลางของอารยธรรมของโลกอยู่เฉพาะในทวีปยุโรปได้ค่อยๆ ลดความเชื่อนี้ลง

จะเห็นได้ว่า ความรู้เรื่องราวของมนุษย์เป็นหัวข้อที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ ซึ่งการแสวงหาความรู้ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

มานุษยวิทยาคืออะไร

ก่อนจะได้อธิบายว่ามานุษยวิทยาคืออะไร จะกล่าวถึงแนวการจัด ศาสตร์ต่างๆ ทั้งหลายในโลกก่อน
ศาสตร์ (science) มาจากภาษาละตินแปลว่า “รู้”เป็นที่เข้าใจกันดีว่า หมายถึง วิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 3 หมวด

1. Natural Science หรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นความรู้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติตามความเป็นจริง วิชาการในหมวดนี้ได้แก่ ชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี เป็นต้น

2. Humanities หรือมนุษยศาสตร์ เป็นความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ ได้แก่ ปรัชญา ดนตรี วรรณคดี ภาษา เป็นต้น

3. Social science หรือสังคมศาสตร์ เป็นความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ตามความเป็นจริง หรือในแง่วัตถุวิสัย ได้แก่ รัฐศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มานุษยวิทยา จึงเป็นวิชาในหมวดสังคมศาสตร์ ที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมในสังคม

ความเป็นมาของวิชามานุษยวิทยา
มนุษย์ในสังคมต่างก็มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับประวัติ ความเป็นมา ถิ่นกำเนิดของตนและประเพณีในสังคมต่างๆ คำตอบของคำถามเหล่านี้ สามารถค้นพบได้ในนิทานหรือนิยายชาวบ้าน จดหมายเหตุและบันทึกการเดินทาง

สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความสนใจในวิชามานุษยวิทยาเป็นครั้งแรก คือ การสำรวจทางทะเล เพราะทำให้ค้นพบมนุษย์ที่มีความแตกต่างทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรม ในเวลาเดียวกัน ทั้งในทวีปเอเซีย แอฟริกาและอื่นๆ นิยายปรัมปราที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเรื่องเล่าการผจญภัยจึงไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป เพราะจะศึกษาเฉพาะพฤติกรรมมนุษย์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น

มานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในทุกแง่ทุกมุม โดยคำว่า Anthropology นี้ เป็นคำผสมในภาษากรีกสองคำคือ คำว่า Anthropos แปลว่า มนุษย์หรือคน กับคำว่า Logos แปลว่า การศึกษาหรือศาสตร์หรือความรู้ที่ได้รับการจัดให้เป็นระบบ เมื่อนำคำ 2 คำนี้มาผสมกันแล้วจึงมีความหมายว่า “วิชาที่ศึกษาเรื่องมนุษย์ทุกๆ ด้าน”

เนื้อหาสาระของวิชานี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. การศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์ เนื้อหาสาระของกลุ่มแรกนี้ก็คือ วิชามานุษยวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์ หมายถึง ศึกษาถึงสรีรวิทยาทางชีวภาพที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวมนุษย์ ดังนั้นจึงมีการแยกองค์ความรู้กลุ่มนี้ออกเป็นสาขาหนึ่งเรียกว่า มานุษยวิทยากายภาพ หรือมานุษยวิทยาเชิงชีววิทยา

2. การศึกษาผลงานที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ เนื้อหาสาระของกลุ่มที่สองนี้ก็คือ วิชามานุษยวิทยาที่ศึกษาผลงานอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หมายถึง การศึกษา “สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น” ทั้งผลผลิตทางรูปธรรมและผลงานทางนามธรรม ซึ่งเราเรียกสิ่งที่มนุษย์คิดค้นและทำขึ้นนี้ว่า วัฒนธรรม และเรียกองค์ความรู้ในสาขานี้ว่า มานุษยวิทยาวัฒนธรรม

มานุษยวิทยาจึงเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคมได้พยายามใช้วิธีการศึกษาเหมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษามนุษย์และสังคมมนุษย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การศึกษาวิชามานุษยวิทยานั้น มีลักษณะดังนี้

1. มีคำจำกัดความที่แน่นอน
2. มีการสังเกตและใช้การศึกษาที่เป็นระบบ
3. มีการจำแนกปรากฏการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่
4. มีการจัดระเบียบปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์เหล่านั้น
5. มีการควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้
6. มีการตั้งและทดสอบสมมติฐาน ตลอดจนการตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบายสมมติฐานต่าง ๆ
7. มีการวิเคราะห์ต่อเนื่องกันไปเพื่อติดตามผลว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

Leave a comment

Filed under :: มานุษยวิทยา ::