Category Archives: :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระพุทธศาสนาในกัมพูชา

ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเผยแผ่เข้าสู่ประเทศกัมพูชาในช่วงที่อาณาจักรฟูนันและอาณาจักรเจนละเจริญรุ่งเรืองแต่เดิมประชาชนในอาณาจักรเหล่านี้นับถือนิกายไศวะ คือนับถือพระศิวะประพระอิศวรตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์
ส่วนพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาภายหลัง สาเหตุที่ชาวกัมพูชาหันมานับถือพระพุทธศาสนา เนื่องจากในรัชสมัยของพระเจ้าวรมัน (พ.ศ. 1021-1057) พระภิกษุนาคเสนซึ่งได้ติดตามพ่อค้าชาวฟูนันมาจากเมืองกวางตุ้งและได้นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ด้วย ทำให้พระองค์เกิดความเลื่อมใสและทรงยกย่องและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ต่างก็มีความเจริญและความเสื่อมใสไม่คงที่สุดแล้วแต่พระมหากษัตริย์ในแต่ละสมัยทรงเลื่อมใสศาสนาใดพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนี่งในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ( พ.ศ. 1511-1544)โดยทรงโปรดให้มีการนำเอาคัมภีร์จากต่างประเทศเข้ามาสู่อาณาจักรเป็นครั้งแรกและมีการส่งเสริมการปฎิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1545-1593) พระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานซึ่งได้รับอิทธิพลจากนครศรีธรรมราชอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1762) ทรงโปรดฯให้สร้างวัดคติมหายาน ต่อมาประชาชนส่วนใหญ่ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยานมากขึ้นและแม้แต่ปัจจุบันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของกัมพูชาก็นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานเช่นเดียวกับไทย เนื่องมาจากการได้รับอิทธิพลการแพร่หลายไปจากไทยนั่นเอง

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระพุทธศาสนาในประเทศเมียนมาร์

พระพุทธศาสนาในประเทศเมียนมาร์ (MYANMAR
พระพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้าสู่ประเทศสหภาพพม่าในระยะแรกคือพระพุทธศาสนาสัทธิเถรวาทหรือนิกายหินยานได้เข้าไปประดิษฐานที่เมืองสุธรรมบุรีหรือเมืองสะเทินซึ่งเป็นเมืองหลวงของมอญซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศส่วนพม่าตอนเหนือมีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง
พระพุทธศาสนาลัทธิอาจริยวาทหรือนิกายมหายานได้เผยแผ่มาจากแคว้นเบงกอลและโอริสาของอินเดียในสมัยของพระเจ้าอนุรุทธมหาราช  (พระเจ้าอโนรธามังช่อ)ทรงครองราชย์ที่เมืองพุกาม(พ.ศ. 1587) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงปรีชาสามารถมากทรงรวบรวมดินแดนของพม่าให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน ได้สำเร็จและเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองสะเทินได้จึงทรงโปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์และไตรปิฎกจากเมืองสะเทิมไว้ที่เมืองพุกาม พร้อมกันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยาน และพระองค์ทรงเสื่อมใสศรัทธาในลัทธิหินยานด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาในพม่าตอนใต้เสื่อมลง
นอกจากนี้พระเจ้าอโนรธามังช่อยังได้ทรงส่งสมณฑูตไปติดต่อกับลังกาและไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์มาจากลังกาด้วยในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมเจดีย์กษัตริย์มอญขึ้นครองราชย์พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริว่าพระพทุธศาสนาในเมืองมอญในขณะนั้นเสื่อมลงมากจึงโปรดให้มีการชำระพระพุทธศาสนาในบริสุทธิ์โดยทรงให้พระภิกษุทุกรูปในเมืองมอญลาสิกขาและเข้ารับการอุปสมบทใหม่จากพระอุปัชฌาย์และพระอันดับที่ล้วนได้รับอุปสมบทจากลังกาเป็นผู้ให้อุปสมบทแต่หลังจากนั้นพระพุทธศาสนาก็เลื่อมลงอีก สาเหตุเนื่องมาจากพม่ากับมอญทำสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงประมาณ พ.ศ. 2300 เมื่อพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้ยกทัพไปทำลายกรุงหงสาวดีอย่างราบคาบ ชนชาติมอญก็สูญสิ้นอำนาจลงอย่างเด็ดขาดพระพุทธศาสนาในประเทศพม่าได้รับการทำนุบำรุงจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยพระเจ้ามินดง( พ.ศ. 2395-2420) พระองค์ได้ทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาพระไตรปิฎกที่พม่าระหว่าง พ.ศ. 2411-2414 ณ เมืองมัณฑเลย์และโปรดเกล้าฯให้จารึกพระไตรปิฎกลงบนแผ่นหินอ่อนแล้วทำสถูปครอบไว้ ซึ่งยังปรากฎอยู่ที่เชิงเขาเมืองมัณฑะเลจนถึงทุกวันนี้ปี พ.ศ. 2429 พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกล้มลง จึงส่งผลให้พระพุทธศาสนาได้รับความกระทบกระเทือนตามไปด้วยแต่ถึงกระนั้น ประชาชนชาวพม่าก็ยังคงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่นตลอดมา จนเมื่อพม่าได้รับเอกราช เมื่อ พ.ศ. 2491 ฯพณฯ อุนุ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อ พ.ศ. 2493 และต่อมารัฐบาลได้ออกกฎหมายรับรองให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในปี พ.ศ. 2500

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพานที่เมืองกุสินาราแล้ว ได้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัย จัดไว้เป็นหมวดหมู่จนกระทั่งสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชพระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งและได้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งที่ 3 ในสมัยของพระองค์หลังจากทำสังคายนาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงจัดส่งสมณทูต จำนวน 9 สาย เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังประเทศต่างๆทำให้พระพุทธศาสนาขยายไปทั่วและเจริญรุ่งเรืองเท่าทุกวันนี้สำหรับดินแดนสุวรรณภูมิ(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)คณะสมณทูตที่เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้แก่ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะเผยแผ่เข้ามาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 500 เพราะปรากฏหลักฐานอยู่ในดินแดนแถบนี้ ได้แก่ เจดีย์ สถูป พระพุทธรูป ธรรมจักรศิลา เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

มิตตวินทุกะ

เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภถึงพระภิกษุซึ่งเป็นผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ทรงตรัสเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่า พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ความมีอยู่ว่า นายมิตตวินทุกะถูกจักรพัดอยู่บนศีรษะตลอดเวลา จึงได้รับความทุกข์ทรมานมาก ขณะนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าได้เดินผ่านมา นายมิตตวินทุกะ จึงถามว่า“ข้าแด่พระองค์ ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรไว้แก่เทวดา ข้าพเจ้าได้กระทำความชั่วอะไร จักรนี้ได้จรดที่ศีรษะแล้วพัดผันอยู่บนกระหม่อมของข้าพเจ้า”พระโพธิสัตว์ตรัสว่า“เพราะเหตุใดเล่า ท่านผ่านทั้งปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน ปราสาทแก้วมณี และปราสาททองมาแล้วจึงมาถึงณที่นี่ได้”นายมิตตวิทุกะกล่าวว่า“ขอพระองค์ท่านจงดูข้าพเจ้าผู้มีความหายนะเนื่องเพราะสำคัญว่าที่นี่มีโภคทรัพย์สมบัติมากมายกว่าปราสาททั้ง 4 หลังที่กล่าวมานี้”พระโพธิสัตว์ จึงตรัสตอบว่า “เนื่องเพราะท่านมีความปรารถนามากเกินไป ได้ครอบครองนารี ๔ นาง ไม่พอใจทั้ง ๔ นางได้ครอบครองนารีทั้ง ๘ นาง ไม่พอใจทั้ง ๘ นาง ได้ครอบครองนารีทั้ง ๑๖ นาง ไม่พอใจทั้ง ๑๖ นางได้ครอบครองทั้ง ๓๒ นาง ไม่พอใจทั้ง ๓๒ นาง ท่านจึงได้ประสบกับจักรที่พัดอยู่บนศีรษะของท่าน เพราะถูกความโลภ ความปรารถนาที่มากเกินไป “ พระพุทธองค์จึงตรัสสั่งสอนว่า “ขึ้นชื่อว่าความอยาก มีสภาพแผ่ไปยิ่งใหญ่ไพศาล ทำให้เต็มได้ยาก (ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด) หาชนเหล่าใดตกอยู่ภายใต้อำนาจของความอยากแล้ว ก็ยากที่จะถอนตัวออกได้ง่าย ๆ เหมือนกับท่านในปัจจุบันนี้ ต้องเทินจักรไว้อยู่บนศีรษะตลอดเวลา”พระโพธิสัตว์ตรัสเช่นนี้แล้ว ก็เสด็จสู่เทวสถานแห่งตนทันที ฝ่ายมิตตวินทุกะ ก็ยังคงมีจักรพัดอยู่บนศีรษะอยู่ตลอดเวลา และได้รับความทุกขเวทนาหนักเรื่อยไป จนกว่าบาปกรรมที่กระทำไว้จะหมดสิ้นไป

การที่นายมิตตวินทุกะ ได้รับกรรมเช่นนี้ ก็เนื่องด้วยความโลภ ความปรารถนา และความอยากไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระราโชวาท

พระราโชวาท คือ คำสอนของพระมหากษัตริย์นั้นปรากฏในเตสกุณชาดก ความว่า ณวันหนึ่งพระเจ้าโกศลทรงตัดสินคดีเรื่องหนึ่งแต่ไม่สำเร็จเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับความเอียง (อคติ) จึงตัดสินยาก หลังจากตัดสินเรียบร้อยแล้ว จึงเสวยพระกระยาหารเช้า จากนั้นจึงทรงเสด็จขึ้น
ราชรถ ไปสู่สำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงย่อพระกายลง ณ ที่ใกล้พระบาท แล้วถวายบังคมพระพุทธองค์ต่อจากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสถามพระเจ้าโกศลว่า “ขอถวายพระพรมหากษัตริย์ พระองค์จะเสด็จไปไหน จึงมาถึงที่นี่แต่กลางวัน”พระเจ้าโกศลกราบทูลว่า
”ข้าพระพุทธเจ้าวันนี้หม่อมฉันกำลังตัดสินคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความลำเอียง ยากที่จะตัดสินได้บัดนี้การพิจารณาคดีได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงเสด็จมายังสำนักพระองค์ “ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า”ขอถวายพระพรแก่พระมหากษัตริย์ เชื่อว่าการตัดสินคดีโดยให้เสมอกัน (ไม่ลำเอียง) เป็นกุศลอย่างแท้จริง” หลังจากนั้นพระเจ้าโกศลทูลขอให้พระองค์ทรงเล่านิทานในอดีตที่ผ่านมา พระพุทธองค์จึงเล่าดังนี้คือ

ครั้งหนึ่งพระเจ้าพรหมทัต ได้เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตไดัรับพระราชทานเครื่องบำรุงครรภ์เป็นอย่างดี เมื่อครบกำหนดก็ประสูติจากพระครรภ์มารดาโดยปลอดภัย พระองค์ได้รับขนานพระนาม (ตั้งชื่อ) ว่า”พรหมทัตกุมาร” เมื่อพระชนมายุได้ 16 พรรษาจึงได้เสด็จไปศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักกศิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต จึงเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติและประพฤติปฏิบัติตนโดยชอบธรรมอยู่สม่ำเสมอและเมื่อมีการสั่งการตัดสินคดีก็มิได้ลำเอียงแต่อย่างใด ตัดสินด้วยความเที่ยงตรง เมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติเป็นธรรมเช่นนี้จึงส่งผลให้พวกอำมาตย์ก็ได้ตัดสินสำนวนคดีโดยชอบธรรมเช่นกัน เมื่อสำนวนคดีทั้งหลายได้รักการตัดสินโดยเป็นธรรม ขึ้นชื่อว่าคดีที่มีเงื่อนงำบิดพริ้วกัน จึงไม่มี ดังนั้นการถวายฎีการ้องทุกข์ที่พระลานหลวงเพื่อประโยชน์ในทางคดีจึงหมดไป พวกอำมาตย์นั่งคอยอยู่ที่ศาลวันยังค่ำก็ไม่พบผู้ใดผู้หนึ่งจะมาให้ตัดสินคดี ฎีการ้องทุกข์ก็หมดไป ศาลก็ถึงภาวะเป็นที่ร้าง พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เมื่อเราเสวยราชสมบัติอยู่โดยชอบธรรม กลับไม่มีผู้คนมาให้ตัดสินคดี ฎีกา ร้องทุกข์ก็หมด ศาลก็ถึงภาวะที่ร้าง บัดนี้ควรที่จะตรวจดูสิ่งที่ไม่เป็นคุณประโยชน์แก่ตน ครั้นรู้ว่า ชื่อว่าสิ่งนี้ไม่เป็นคุณ เป็นโทษแก่ตนก็ละเสีย แล้วประพฤติแต่สิ่งที่เป็นคุณและเป็นประโยชน์เท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์คอยสืบดูว่ามีใครบ้างไหม ที่พูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นคุณแก่เรา ทั้งข้าทาสบริวารที่อยู่ใกล้ชิด ข้าทาสบริวารทั่ว ๆไปชาวหมู่บ้านที่อยู่รอบตัวเมืองก็ไม่พบว่ามีใครพูดสิ่งที่ไม่เป็นคุณแก่พระองค์เลยมีแต่การสรรเสริญในสิ่งที่พระองค์กระทำ จึงมอบหมายราชการให้พวกอำมาตย์ แล้วจึงปลอมพระองค์ไม่ให้ใครรู้จักเสด็จขึ้นราชรถพร้อมกับนายสารถีเสด็จออกจากกพระนคร เพื่อสืบดูตามชนบท แต่ก็ไม่พบใคร ๆ พูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นคุณต่อพระองค์เลย จึงเสด็จกลับจากพรมแดนบ่ายพระพักตร์เข้าสู่พระนครตามถนนใหญ่

ในกาลครั้งนั้น ฝ่ายพระเจ้าโกศล ทรงพระนามว่าพัลลิกะ เสวยราชสมบัติอยู่โดยธรรม ก็ทรงแสวงหาสิ่งที่ไม่เป็นคุณ มิได้พบผู้ที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่เป็นคุณ แต่อย่างใด จึงทรงพระประสงค์จะสืบดูตามชนบทอยู่เช่นเดียวกัน และได้เสด็จถึงประเทศแห่งนั้น ท้าวเธอทั้งสองพระองค์ ได้สวนกันที่ทางเกวียน ณ ที่เนินแห่งหนึ่ง ที่ ๆ เป็นถนนแคบ รถไม่สามารถจะวิ่งสวนกันได้ จะต้องหลีกหลบอยู่คันหนึ่ง ลำดับนั้นนายสารถีของพระเจ้าพัลลิกะจึงบอกนายสารถีของพระเจ้าพาราณสีว่า ”ท่านจงหลีกรถของท่านออกไป” ฝ่ายสารถีของพระเจ้าพาราณสีก็กล่าวว่า”ท่านสารถีผู้เจริญ ท่านจงหลีกรถของท่านออกไป พระเจ้าพรหมทัตมหาราชผู้เป็นเจ้าของราชสมบัติ ณ พาราณสี ประทับนั่งบนรถคันนี้” ฝ่ายสารถีพระเจ้าพัลลิกะกล่าวว่า “ท่านสารถีผู้เจริญ พระเจ้าพัลลิกะมหาราช ผู้เป็นเจ้าของราชสมบัติ ณ โกศล ประทับนั่งบนรถนี้ ท่านจึงเอารถของท่านหลีกออกไป ให้โอกาสแก่รถของพระราชาพวกเราเถิด” สารถีพระเจ้าพาราณสีนึกในใจว่า ได้ยินว่า แม้ท่านผู้นี้ก็เป็นพระราชาเหมือนกันจะทำอย่างไรดี คิดขึ้นได้ว่า ยังมีอุบายอยู่อย่างหนึ่งตกลงใจว่า เราจักถามวัยดูแล้ว ให้รถของพระราชาผู้ทรงพระชนมายุอ่อนหลีกทาง ให้โอกาสแก่รถของพระราชาผู้ทรงพระชนมายุแก่กว่า จึงถามวัยของพระเจ้าโกศลกับนายสารถี กำหนดดูรู้ว่าทั้งสองพระองค์ครอบครองราชอาณาจักรองค์ละสามร้อยโยชน์ มีพล ทรัพย์ ยศ ชาติโคตร ตระกูล ประเทศเท่า ๆ กัน จึงคิดว่า เราจักยอมยกให้โอกาสแก่พระองค์ที่มีศีล จึงถามว่า ท่านสารถีผู้เจริญ ศีลาจารของพระราชาของพวกท่าน เป็นเช่นไร นายสารถีพระเจ้าพัลลิกะ จึงกล่าวอวดพระเกียรติคุณพระราชาของตนว่า“พระเจ้าพัลลิกะทรงขจัดคนกระด้างด้วยความกระด้าง ทรงชนะคนอ่อนโยนด้วยความอ่อนโยนทรงชนะคนดีด้วยความดี ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดีพระราชาองค์นี้เป็นเช่นนี้ สารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด”นายสารถีของพระเจ้าพาราณสีจึงกล่าวตอบถึงพระเกียรติคุณของพระราชาของตนว่า“พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความดีทรงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ทรงชนะคนพูดเหลาะแหละด้วยคำสัตย์พระราชาองค์นี้เป็นเช่นนี้ นายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด”เมื่อสารถีของพระเจ้าพาราณสีกล่าวเช่นนี้แล้ว พระเจ้าพัลลิกะและสารถี ลงจากรถปลดม้าถอยรถออก ยอมให้ทางแก่พระเจ้าพาราณสีทั้งสองพระองค์เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร ก็ทรงทำบุญกุศลและได้ทรงบำเพ็ญทางสวรรค์ไว้ครบริบูรณ์แล้วถึงกาลสมัยสิ้นพระชนมายุทั้งสองพระองค์

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระเจ้าพิมพิสาร

พระเจ้าพิมพิสาร เป็นพระราชาแห่งแคว้นมคธ มีเมืองหลวงชื่อกรุงราชคฤห์ มีพระมเหสีทรงพระนามว่า เวเทหิ มีพระโอรส ๑ พระองค์ทรงพระนามว่า อชาตศัตรูเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ได้เสด็จออกบรรพชา ได้เสด็จมาพักที่เชิงเขาปัณฑวะ แคว้นมคธ ขณะนั้นพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าว ได้เสด็จไปพบ ทรงพอพระทัยในบุคลิกลักษณะของพระสิทธัตถะเป็นอย่างมาก และได้ทูลเชิญให้ครองราชสมบัติครึ่งหนึ่งแห่งแคว้นมคธ ซึ่งพระสิทธัตถะ ได้ตอบปฏิเสธและชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายในการออกบวช พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ทรงขอร้องว่า เมื่อทรงสำเร็จธรรมที่ปรารถนาแล้วขอให้เสด็จกลับมายังกรุงราชคฤห์เพื่อโปรดพระองค์บ้าง

เมื่อพระสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและได้ทรงเสด็จไปเผยแพร่ประกาศพระศาสนาแล้ว ได้เสด็จไปยังแคว้นมคธ ได้ประทับอยู่ที่
ลัฏฐิวัน ชานเมืองราชคฤห์พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าว ได้เสด็จไปเฝ้าพร้อมกับข้าราชบริพารและชาวเมืองเป็นจำนวนมากพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารพร้อมทั้งข้าราชบริพารพร้อมชาวเมือง หลังจบพระธรรมเทศนาพระเจ้าพิมพิสารได้สำเร็จมรรคผลชั้นโสดาบันทรงประกาศพระองค์เป็นอุบาสกนับถือพระพุทธเจ้าพระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลถึงความปรารถนาของพระองค์5 ประการ
แก่พระพุทธเจ้าและความปรารถนาทั้ง 5 ประการนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วในวันนี้ความปรารถนาของพระเจ้าพิมพิสาร 5 ประการ

1. ขอให้ได้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ
2. ขอให้พระอรหันต์ได้มาสู่แคว้นของพระองค์
3. ขอให้พระองค์ได้เข้าไปนั่งใกล้พระอรหันต์
4. ขอให้พระอรหันต์ได้แสดงธรรมแก่พระองค์
5. ขอให้พระองค์ได้รู้ธรรมของพระอรหันต์

พระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์เสด็จไปรับภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น
ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงรับอาราธนาในวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์พุทธสาวก ได้เสด็จไปทรงรับภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร หลังจากเสร็จจากภัตตกิจแล้วพระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลถวายอุทยานเวฬุวัน ซึ่งเป็นสวนหลวงแด่พระพุทธเจ้าสำหรับใช้เป็นสถานที่ประทับ พระพุทธเจ้าทรงรับไว้ เพราะฉะนั้น เวฬุวัน หรือสวนไม้ไผ่จึงเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาพระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนาจนตลอดพระชนม์ชีพ

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. ทรงมีน้ำพระทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะเห็นได้จากเมื่อพระองค์เสด็จไปพบพระสิทธัตถะ พระองค์ได้ทูลเชิญให้พระสิทธัตถะอยู่ครองราชสมบัติครึ่งหนึ่งแห่งแคว้นมคธ โดยมิทรงหวงแหนหรือตระหนี่แต่ประการใด

2. ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จากเมื่อพระองค์สดับพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้ว ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ประกาศตนเป็นอุบาสก นับได้ว่าพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นพระองค์แรก

3. ทรงเอาพระทัยใส่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระเจ้าพิมพิสารทรงดำริว่าสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์ที่อุทยานลัฏฐิวันนั้น คับแคบไม่เพียงพอเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์หมู่มาก พระองค์จึงได้ถวายพระอุทยานเวฬุวันเป็นสถานที่ประทับแห่งใหม่และพระเวฬุวันจึงได้ชื่อว่าเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาด้วย

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระโมคคัลลานะ

พระโมคคัลลานะ เดิมชื่อ โกลิตะ เป็นบุตรของนายโกลิตะคาม ชื่อโกลิตะเช่นเดียวกับท่าน มารดาชื่อนางโมคคัลลีเมื่อบวชแล้วพระสงฆ์เรียกท่านในนามมารดาว่า โมคคัลลานะ ท่านเป็นสหายที่สนิทกันกับอุปติสสะ (พระสารีบุตร) ได้บวชพร้อมกับพระสารีบุตร บวชแล้วได้สำเร็จอรหันต์ก่อนพระสารีบุตร 7 วันพระโมคคัลลานะ นับแต่อุปสมบทได้ 7 วัน ไปทำความเพียรที่หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เกิดความโงกง่วงเข้าครอบงำพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่นั่นและทรงแสดงวิธีแก้ความง่วง พร้อมกับประทานโอวาทว่าด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ใช้ปัญญาพิจารณาเวทนาทั้งหลายว่า เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอนท่านได้ปฏิบัติตามโอวาทที่ทรงสั่งสอนก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้นนั่นเองพระโมคคัลลานะ ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในทางมีฤทธิ์ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า คู่กับพระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวา ท่านเป็นที่เกรงขามของคนอื่น พูดอะไรคนมักเชื่อฟัง เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนา ทำหน้าที่ในการปกครอง ดูแลพระภิกษุที่ประพฤติมิชอบ นอกจากนั้นท่านยังมีความสามารถในงานก่อสร้าง เช่น คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าได้มอบหมายให้ท่านควบคุมงานก่อสร้างโลหะปราสาทที่นางวิสาขาสร้างถวายจนเสร็จสมบูรณ์พระโมคคัลลานะ นิพพานที่ตำบลกาฬศิลา เหตุที่นิพพาน เนื่องจากถูกลัทธิตรงข้ามกับพระพุทธศาสนา เกิดความอิจฉาริษยาเกรงวาเมื่อท่านยังอยู่จะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น จึงจ้างพวกโจรทุบตีท่าน แต่ก็ไม่สามารถทำอันตรายท่านได้ เพราะท่านรู้ตัวและหลบหนีไปก่อนถึงสองครั้ง พอครั้งที่สามท่านพิจารณาเห็นว่าคงกรรมเก่า จึงไม่ได้หลบหนีไปไหน พวกโจรก็ทุบตีท่านจนกระดูกแตกละเอียดและเข้าใจว่าท่านตายแล้ว จึงนำไปทิ้งไว้ที่พุ่มไม้แล้วพากันหลบหนีไป ท่านได้พยายามรักษาร่างกายและไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลลานิพพานแล้วกลับมานิพพาน ณ จุดเดิม พระโมคคัลลานะนิพพานเมื่อวันสิ้นเดือน 12 ภายหลังพระสารีบุตรนิพพานได้ 15 วัน
คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีฤทธิ์มาก หมายถึงสามารถแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ เพราะพระโมคคัลลานะได้ผ่านการบำเพ็ญสมาธิอย่างเชี่ยวชาญ ทำให้สามารถใช้ฤทธิ์ปราบปรามคนชั่ว คนดุร้าย สามารถชักจูงให้เขาเหล่านั้นละการประพฤติชั่วหันกลับมาถือศีลปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น

2. เป็นผู้มีกุศโลบายในการสอนคน เนื่องจากพระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก แต่ก็ไม่ได้ใช้ฤทธิ์พร่ำเพรื่อ ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ท่านถึงจะใช้ฤทธิ์นั้นเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสอนคนและปราบคนชั่วให้เป็นผู้หันมานับถือพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นท่านยังมีความสามารถพิเศษเหนือสาวกอื่น ๆ ในด้านการชี้แจงให้พุทธบริษัทเห็นบาปบุญคุณโทษได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::