Category Archives: :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระพุทธศาสนาในกัมพูชา

ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเผยแผ่เข้าสู่ประเทศกัมพูชาในช่วงที่อาณาจักรฟูนันและอาณาจักรเจนละเจริญรุ่งเรืองแต่เดิมประชาชนในอาณาจักรเหล่านี้นับถือนิกายไศวะ คือนับถือพระศิวะประพระอิศวรตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์
ส่วนพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาภายหลัง สาเหตุที่ชาวกัมพูชาหันมานับถือพระพุทธศาสนา เนื่องจากในรัชสมัยของพระเจ้าวรมัน (พ.ศ. 1021-1057) พระภิกษุนาคเสนซึ่งได้ติดตามพ่อค้าชาวฟูนันมาจากเมืองกวางตุ้งและได้นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ด้วย ทำให้พระองค์เกิดความเลื่อมใสและทรงยกย่องและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ต่างก็มีความเจริญและความเสื่อมใสไม่คงที่สุดแล้วแต่พระมหากษัตริย์ในแต่ละสมัยทรงเลื่อมใสศาสนาใดพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนี่งในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ( พ.ศ. 1511-1544)โดยทรงโปรดให้มีการนำเอาคัมภีร์จากต่างประเทศเข้ามาสู่อาณาจักรเป็นครั้งแรกและมีการส่งเสริมการปฎิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1545-1593) พระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานซึ่งได้รับอิทธิพลจากนครศรีธรรมราชอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1762) ทรงโปรดฯให้สร้างวัดคติมหายาน ต่อมาประชาชนส่วนใหญ่ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยานมากขึ้นและแม้แต่ปัจจุบันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของกัมพูชาก็นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานเช่นเดียวกับไทย เนื่องมาจากการได้รับอิทธิพลการแพร่หลายไปจากไทยนั่นเอง

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระพุทธศาสนาในประเทศเมียนมาร์

พระพุทธศาสนาในประเทศเมียนมาร์ (MYANMAR
พระพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้าสู่ประเทศสหภาพพม่าในระยะแรกคือพระพุทธศาสนาสัทธิเถรวาทหรือนิกายหินยานได้เข้าไปประดิษฐานที่เมืองสุธรรมบุรีหรือเมืองสะเทินซึ่งเป็นเมืองหลวงของมอญซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศส่วนพม่าตอนเหนือมีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง
พระพุทธศาสนาลัทธิอาจริยวาทหรือนิกายมหายานได้เผยแผ่มาจากแคว้นเบงกอลและโอริสาของอินเดียในสมัยของพระเจ้าอนุรุทธมหาราช  (พระเจ้าอโนรธามังช่อ)ทรงครองราชย์ที่เมืองพุกาม(พ.ศ. 1587) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงปรีชาสามารถมากทรงรวบรวมดินแดนของพม่าให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน ได้สำเร็จและเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองสะเทินได้จึงทรงโปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์และไตรปิฎกจากเมืองสะเทิมไว้ที่เมืองพุกาม พร้อมกันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยาน และพระองค์ทรงเสื่อมใสศรัทธาในลัทธิหินยานด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาในพม่าตอนใต้เสื่อมลง
นอกจากนี้พระเจ้าอโนรธามังช่อยังได้ทรงส่งสมณฑูตไปติดต่อกับลังกาและไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์มาจากลังกาด้วยในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมเจดีย์กษัตริย์มอญขึ้นครองราชย์พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริว่าพระพทุธศาสนาในเมืองมอญในขณะนั้นเสื่อมลงมากจึงโปรดให้มีการชำระพระพุทธศาสนาในบริสุทธิ์โดยทรงให้พระภิกษุทุกรูปในเมืองมอญลาสิกขาและเข้ารับการอุปสมบทใหม่จากพระอุปัชฌาย์และพระอันดับที่ล้วนได้รับอุปสมบทจากลังกาเป็นผู้ให้อุปสมบทแต่หลังจากนั้นพระพุทธศาสนาก็เลื่อมลงอีก สาเหตุเนื่องมาจากพม่ากับมอญทำสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงประมาณ พ.ศ. 2300 เมื่อพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้ยกทัพไปทำลายกรุงหงสาวดีอย่างราบคาบ ชนชาติมอญก็สูญสิ้นอำนาจลงอย่างเด็ดขาดพระพุทธศาสนาในประเทศพม่าได้รับการทำนุบำรุงจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยพระเจ้ามินดง( พ.ศ. 2395-2420) พระองค์ได้ทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาพระไตรปิฎกที่พม่าระหว่าง พ.ศ. 2411-2414 ณ เมืองมัณฑเลย์และโปรดเกล้าฯให้จารึกพระไตรปิฎกลงบนแผ่นหินอ่อนแล้วทำสถูปครอบไว้ ซึ่งยังปรากฎอยู่ที่เชิงเขาเมืองมัณฑะเลจนถึงทุกวันนี้ปี พ.ศ. 2429 พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกล้มลง จึงส่งผลให้พระพุทธศาสนาได้รับความกระทบกระเทือนตามไปด้วยแต่ถึงกระนั้น ประชาชนชาวพม่าก็ยังคงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่นตลอดมา จนเมื่อพม่าได้รับเอกราช เมื่อ พ.ศ. 2491 ฯพณฯ อุนุ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อ พ.ศ. 2493 และต่อมารัฐบาลได้ออกกฎหมายรับรองให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในปี พ.ศ. 2500

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพานที่เมืองกุสินาราแล้ว ได้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัย จัดไว้เป็นหมวดหมู่จนกระทั่งสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชพระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งและได้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งที่ 3 ในสมัยของพระองค์หลังจากทำสังคายนาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงจัดส่งสมณทูต จำนวน 9 สาย เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังประเทศต่างๆทำให้พระพุทธศาสนาขยายไปทั่วและเจริญรุ่งเรืองเท่าทุกวันนี้สำหรับดินแดนสุวรรณภูมิ(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)คณะสมณทูตที่เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้แก่ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะเผยแผ่เข้ามาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 500 เพราะปรากฏหลักฐานอยู่ในดินแดนแถบนี้ ได้แก่ เจดีย์ สถูป พระพุทธรูป ธรรมจักรศิลา เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

มิตตวินทุกะ

เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภถึงพระภิกษุซึ่งเป็นผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ทรงตรัสเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่า พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ความมีอยู่ว่า นายมิตตวินทุกะถูกจักรพัดอยู่บนศีรษะตลอดเวลา จึงได้รับความทุกข์ทรมานมาก ขณะนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าได้เดินผ่านมา นายมิตตวินทุกะ จึงถามว่า“ข้าแด่พระองค์ ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรไว้แก่เทวดา ข้าพเจ้าได้กระทำความชั่วอะไร จักรนี้ได้จรดที่ศีรษะแล้วพัดผันอยู่บนกระหม่อมของข้าพเจ้า”พระโพธิสัตว์ตรัสว่า“เพราะเหตุใดเล่า ท่านผ่านทั้งปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน ปราสาทแก้วมณี และปราสาททองมาแล้วจึงมาถึงณที่นี่ได้”นายมิตตวิทุกะกล่าวว่า“ขอพระองค์ท่านจงดูข้าพเจ้าผู้มีความหายนะเนื่องเพราะสำคัญว่าที่นี่มีโภคทรัพย์สมบัติมากมายกว่าปราสาททั้ง 4 หลังที่กล่าวมานี้”พระโพธิสัตว์ จึงตรัสตอบว่า “เนื่องเพราะท่านมีความปรารถนามากเกินไป ได้ครอบครองนารี ๔ นาง ไม่พอใจทั้ง ๔ นางได้ครอบครองนารีทั้ง ๘ นาง ไม่พอใจทั้ง ๘ นาง ได้ครอบครองนารีทั้ง ๑๖ นาง ไม่พอใจทั้ง ๑๖ นางได้ครอบครองทั้ง ๓๒ นาง ไม่พอใจทั้ง ๓๒ นาง ท่านจึงได้ประสบกับจักรที่พัดอยู่บนศีรษะของท่าน เพราะถูกความโลภ ความปรารถนาที่มากเกินไป “ พระพุทธองค์จึงตรัสสั่งสอนว่า “ขึ้นชื่อว่าความอยาก มีสภาพแผ่ไปยิ่งใหญ่ไพศาล ทำให้เต็มได้ยาก (ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด) หาชนเหล่าใดตกอยู่ภายใต้อำนาจของความอยากแล้ว ก็ยากที่จะถอนตัวออกได้ง่าย ๆ เหมือนกับท่านในปัจจุบันนี้ ต้องเทินจักรไว้อยู่บนศีรษะตลอดเวลา”พระโพธิสัตว์ตรัสเช่นนี้แล้ว ก็เสด็จสู่เทวสถานแห่งตนทันที ฝ่ายมิตตวินทุกะ ก็ยังคงมีจักรพัดอยู่บนศีรษะอยู่ตลอดเวลา และได้รับความทุกขเวทนาหนักเรื่อยไป จนกว่าบาปกรรมที่กระทำไว้จะหมดสิ้นไป

การที่นายมิตตวินทุกะ ได้รับกรรมเช่นนี้ ก็เนื่องด้วยความโลภ ความปรารถนา และความอยากไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระราโชวาท

พระราโชวาท คือ คำสอนของพระมหากษัตริย์นั้นปรากฏในเตสกุณชาดก ความว่า ณวันหนึ่งพระเจ้าโกศลทรงตัดสินคดีเรื่องหนึ่งแต่ไม่สำเร็จเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับความเอียง (อคติ) จึงตัดสินยาก หลังจากตัดสินเรียบร้อยแล้ว จึงเสวยพระกระยาหารเช้า จากนั้นจึงทรงเสด็จขึ้น
ราชรถ ไปสู่สำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงย่อพระกายลง ณ ที่ใกล้พระบาท แล้วถวายบังคมพระพุทธองค์ต่อจากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสถามพระเจ้าโกศลว่า “ขอถวายพระพรมหากษัตริย์ พระองค์จะเสด็จไปไหน จึงมาถึงที่นี่แต่กลางวัน”พระเจ้าโกศลกราบทูลว่า
”ข้าพระพุทธเจ้าวันนี้หม่อมฉันกำลังตัดสินคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความลำเอียง ยากที่จะตัดสินได้บัดนี้การพิจารณาคดีได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงเสด็จมายังสำนักพระองค์ “ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า”ขอถวายพระพรแก่พระมหากษัตริย์ เชื่อว่าการตัดสินคดีโดยให้เสมอกัน (ไม่ลำเอียง) เป็นกุศลอย่างแท้จริง” หลังจากนั้นพระเจ้าโกศลทูลขอให้พระองค์ทรงเล่านิทานในอดีตที่ผ่านมา พระพุทธองค์จึงเล่าดังนี้คือ

ครั้งหนึ่งพระเจ้าพรหมทัต ได้เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตไดัรับพระราชทานเครื่องบำรุงครรภ์เป็นอย่างดี เมื่อครบกำหนดก็ประสูติจากพระครรภ์มารดาโดยปลอดภัย พระองค์ได้รับขนานพระนาม (ตั้งชื่อ) ว่า”พรหมทัตกุมาร” เมื่อพระชนมายุได้ 16 พรรษาจึงได้เสด็จไปศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักกศิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต จึงเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติและประพฤติปฏิบัติตนโดยชอบธรรมอยู่สม่ำเสมอและเมื่อมีการสั่งการตัดสินคดีก็มิได้ลำเอียงแต่อย่างใด ตัดสินด้วยความเที่ยงตรง เมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติเป็นธรรมเช่นนี้จึงส่งผลให้พวกอำมาตย์ก็ได้ตัดสินสำนวนคดีโดยชอบธรรมเช่นกัน เมื่อสำนวนคดีทั้งหลายได้รักการตัดสินโดยเป็นธรรม ขึ้นชื่อว่าคดีที่มีเงื่อนงำบิดพริ้วกัน จึงไม่มี ดังนั้นการถวายฎีการ้องทุกข์ที่พระลานหลวงเพื่อประโยชน์ในทางคดีจึงหมดไป พวกอำมาตย์นั่งคอยอยู่ที่ศาลวันยังค่ำก็ไม่พบผู้ใดผู้หนึ่งจะมาให้ตัดสินคดี ฎีการ้องทุกข์ก็หมดไป ศาลก็ถึงภาวะเป็นที่ร้าง พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เมื่อเราเสวยราชสมบัติอยู่โดยชอบธรรม กลับไม่มีผู้คนมาให้ตัดสินคดี ฎีกา ร้องทุกข์ก็หมด ศาลก็ถึงภาวะที่ร้าง บัดนี้ควรที่จะตรวจดูสิ่งที่ไม่เป็นคุณประโยชน์แก่ตน ครั้นรู้ว่า ชื่อว่าสิ่งนี้ไม่เป็นคุณ เป็นโทษแก่ตนก็ละเสีย แล้วประพฤติแต่สิ่งที่เป็นคุณและเป็นประโยชน์เท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์คอยสืบดูว่ามีใครบ้างไหม ที่พูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นคุณแก่เรา ทั้งข้าทาสบริวารที่อยู่ใกล้ชิด ข้าทาสบริวารทั่ว ๆไปชาวหมู่บ้านที่อยู่รอบตัวเมืองก็ไม่พบว่ามีใครพูดสิ่งที่ไม่เป็นคุณแก่พระองค์เลยมีแต่การสรรเสริญในสิ่งที่พระองค์กระทำ จึงมอบหมายราชการให้พวกอำมาตย์ แล้วจึงปลอมพระองค์ไม่ให้ใครรู้จักเสด็จขึ้นราชรถพร้อมกับนายสารถีเสด็จออกจากกพระนคร เพื่อสืบดูตามชนบท แต่ก็ไม่พบใคร ๆ พูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นคุณต่อพระองค์เลย จึงเสด็จกลับจากพรมแดนบ่ายพระพักตร์เข้าสู่พระนครตามถนนใหญ่

ในกาลครั้งนั้น ฝ่ายพระเจ้าโกศล ทรงพระนามว่าพัลลิกะ เสวยราชสมบัติอยู่โดยธรรม ก็ทรงแสวงหาสิ่งที่ไม่เป็นคุณ มิได้พบผู้ที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่เป็นคุณ แต่อย่างใด จึงทรงพระประสงค์จะสืบดูตามชนบทอยู่เช่นเดียวกัน และได้เสด็จถึงประเทศแห่งนั้น ท้าวเธอทั้งสองพระองค์ ได้สวนกันที่ทางเกวียน ณ ที่เนินแห่งหนึ่ง ที่ ๆ เป็นถนนแคบ รถไม่สามารถจะวิ่งสวนกันได้ จะต้องหลีกหลบอยู่คันหนึ่ง ลำดับนั้นนายสารถีของพระเจ้าพัลลิกะจึงบอกนายสารถีของพระเจ้าพาราณสีว่า ”ท่านจงหลีกรถของท่านออกไป” ฝ่ายสารถีของพระเจ้าพาราณสีก็กล่าวว่า”ท่านสารถีผู้เจริญ ท่านจงหลีกรถของท่านออกไป พระเจ้าพรหมทัตมหาราชผู้เป็นเจ้าของราชสมบัติ ณ พาราณสี ประทับนั่งบนรถคันนี้” ฝ่ายสารถีพระเจ้าพัลลิกะกล่าวว่า “ท่านสารถีผู้เจริญ พระเจ้าพัลลิกะมหาราช ผู้เป็นเจ้าของราชสมบัติ ณ โกศล ประทับนั่งบนรถนี้ ท่านจึงเอารถของท่านหลีกออกไป ให้โอกาสแก่รถของพระราชาพวกเราเถิด” สารถีพระเจ้าพาราณสีนึกในใจว่า ได้ยินว่า แม้ท่านผู้นี้ก็เป็นพระราชาเหมือนกันจะทำอย่างไรดี คิดขึ้นได้ว่า ยังมีอุบายอยู่อย่างหนึ่งตกลงใจว่า เราจักถามวัยดูแล้ว ให้รถของพระราชาผู้ทรงพระชนมายุอ่อนหลีกทาง ให้โอกาสแก่รถของพระราชาผู้ทรงพระชนมายุแก่กว่า จึงถามวัยของพระเจ้าโกศลกับนายสารถี กำหนดดูรู้ว่าทั้งสองพระองค์ครอบครองราชอาณาจักรองค์ละสามร้อยโยชน์ มีพล ทรัพย์ ยศ ชาติโคตร ตระกูล ประเทศเท่า ๆ กัน จึงคิดว่า เราจักยอมยกให้โอกาสแก่พระองค์ที่มีศีล จึงถามว่า ท่านสารถีผู้เจริญ ศีลาจารของพระราชาของพวกท่าน เป็นเช่นไร นายสารถีพระเจ้าพัลลิกะ จึงกล่าวอวดพระเกียรติคุณพระราชาของตนว่า“พระเจ้าพัลลิกะทรงขจัดคนกระด้างด้วยความกระด้าง ทรงชนะคนอ่อนโยนด้วยความอ่อนโยนทรงชนะคนดีด้วยความดี ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดีพระราชาองค์นี้เป็นเช่นนี้ สารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด”นายสารถีของพระเจ้าพาราณสีจึงกล่าวตอบถึงพระเกียรติคุณของพระราชาของตนว่า“พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความดีทรงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ทรงชนะคนพูดเหลาะแหละด้วยคำสัตย์พระราชาองค์นี้เป็นเช่นนี้ นายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด”เมื่อสารถีของพระเจ้าพาราณสีกล่าวเช่นนี้แล้ว พระเจ้าพัลลิกะและสารถี ลงจากรถปลดม้าถอยรถออก ยอมให้ทางแก่พระเจ้าพาราณสีทั้งสองพระองค์เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร ก็ทรงทำบุญกุศลและได้ทรงบำเพ็ญทางสวรรค์ไว้ครบริบูรณ์แล้วถึงกาลสมัยสิ้นพระชนมายุทั้งสองพระองค์

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระเจ้าพิมพิสาร

พระเจ้าพิมพิสาร เป็นพระราชาแห่งแคว้นมคธ มีเมืองหลวงชื่อกรุงราชคฤห์ มีพระมเหสีทรงพระนามว่า เวเทหิ มีพระโอรส ๑ พระองค์ทรงพระนามว่า อชาตศัตรูเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ได้เสด็จออกบรรพชา ได้เสด็จมาพักที่เชิงเขาปัณฑวะ แคว้นมคธ ขณะนั้นพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าว ได้เสด็จไปพบ ทรงพอพระทัยในบุคลิกลักษณะของพระสิทธัตถะเป็นอย่างมาก และได้ทูลเชิญให้ครองราชสมบัติครึ่งหนึ่งแห่งแคว้นมคธ ซึ่งพระสิทธัตถะ ได้ตอบปฏิเสธและชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายในการออกบวช พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ทรงขอร้องว่า เมื่อทรงสำเร็จธรรมที่ปรารถนาแล้วขอให้เสด็จกลับมายังกรุงราชคฤห์เพื่อโปรดพระองค์บ้าง

เมื่อพระสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและได้ทรงเสด็จไปเผยแพร่ประกาศพระศาสนาแล้ว ได้เสด็จไปยังแคว้นมคธ ได้ประทับอยู่ที่
ลัฏฐิวัน ชานเมืองราชคฤห์พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าว ได้เสด็จไปเฝ้าพร้อมกับข้าราชบริพารและชาวเมืองเป็นจำนวนมากพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารพร้อมทั้งข้าราชบริพารพร้อมชาวเมือง หลังจบพระธรรมเทศนาพระเจ้าพิมพิสารได้สำเร็จมรรคผลชั้นโสดาบันทรงประกาศพระองค์เป็นอุบาสกนับถือพระพุทธเจ้าพระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลถึงความปรารถนาของพระองค์5 ประการ
แก่พระพุทธเจ้าและความปรารถนาทั้ง 5 ประการนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วในวันนี้ความปรารถนาของพระเจ้าพิมพิสาร 5 ประการ

1. ขอให้ได้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ
2. ขอให้พระอรหันต์ได้มาสู่แคว้นของพระองค์
3. ขอให้พระองค์ได้เข้าไปนั่งใกล้พระอรหันต์
4. ขอให้พระอรหันต์ได้แสดงธรรมแก่พระองค์
5. ขอให้พระองค์ได้รู้ธรรมของพระอรหันต์

พระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์เสด็จไปรับภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น
ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงรับอาราธนาในวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์พุทธสาวก ได้เสด็จไปทรงรับภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร หลังจากเสร็จจากภัตตกิจแล้วพระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลถวายอุทยานเวฬุวัน ซึ่งเป็นสวนหลวงแด่พระพุทธเจ้าสำหรับใช้เป็นสถานที่ประทับ พระพุทธเจ้าทรงรับไว้ เพราะฉะนั้น เวฬุวัน หรือสวนไม้ไผ่จึงเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาพระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนาจนตลอดพระชนม์ชีพ

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. ทรงมีน้ำพระทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะเห็นได้จากเมื่อพระองค์เสด็จไปพบพระสิทธัตถะ พระองค์ได้ทูลเชิญให้พระสิทธัตถะอยู่ครองราชสมบัติครึ่งหนึ่งแห่งแคว้นมคธ โดยมิทรงหวงแหนหรือตระหนี่แต่ประการใด

2. ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จากเมื่อพระองค์สดับพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้ว ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ประกาศตนเป็นอุบาสก นับได้ว่าพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นพระองค์แรก

3. ทรงเอาพระทัยใส่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระเจ้าพิมพิสารทรงดำริว่าสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์ที่อุทยานลัฏฐิวันนั้น คับแคบไม่เพียงพอเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์หมู่มาก พระองค์จึงได้ถวายพระอุทยานเวฬุวันเป็นสถานที่ประทับแห่งใหม่และพระเวฬุวันจึงได้ชื่อว่าเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาด้วย

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระโมคคัลลานะ

พระโมคคัลลานะ เดิมชื่อ โกลิตะ เป็นบุตรของนายโกลิตะคาม ชื่อโกลิตะเช่นเดียวกับท่าน มารดาชื่อนางโมคคัลลีเมื่อบวชแล้วพระสงฆ์เรียกท่านในนามมารดาว่า โมคคัลลานะ ท่านเป็นสหายที่สนิทกันกับอุปติสสะ (พระสารีบุตร) ได้บวชพร้อมกับพระสารีบุตร บวชแล้วได้สำเร็จอรหันต์ก่อนพระสารีบุตร 7 วันพระโมคคัลลานะ นับแต่อุปสมบทได้ 7 วัน ไปทำความเพียรที่หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เกิดความโงกง่วงเข้าครอบงำพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่นั่นและทรงแสดงวิธีแก้ความง่วง พร้อมกับประทานโอวาทว่าด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ใช้ปัญญาพิจารณาเวทนาทั้งหลายว่า เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอนท่านได้ปฏิบัติตามโอวาทที่ทรงสั่งสอนก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้นนั่นเองพระโมคคัลลานะ ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในทางมีฤทธิ์ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า คู่กับพระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวา ท่านเป็นที่เกรงขามของคนอื่น พูดอะไรคนมักเชื่อฟัง เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนา ทำหน้าที่ในการปกครอง ดูแลพระภิกษุที่ประพฤติมิชอบ นอกจากนั้นท่านยังมีความสามารถในงานก่อสร้าง เช่น คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าได้มอบหมายให้ท่านควบคุมงานก่อสร้างโลหะปราสาทที่นางวิสาขาสร้างถวายจนเสร็จสมบูรณ์พระโมคคัลลานะ นิพพานที่ตำบลกาฬศิลา เหตุที่นิพพาน เนื่องจากถูกลัทธิตรงข้ามกับพระพุทธศาสนา เกิดความอิจฉาริษยาเกรงวาเมื่อท่านยังอยู่จะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น จึงจ้างพวกโจรทุบตีท่าน แต่ก็ไม่สามารถทำอันตรายท่านได้ เพราะท่านรู้ตัวและหลบหนีไปก่อนถึงสองครั้ง พอครั้งที่สามท่านพิจารณาเห็นว่าคงกรรมเก่า จึงไม่ได้หลบหนีไปไหน พวกโจรก็ทุบตีท่านจนกระดูกแตกละเอียดและเข้าใจว่าท่านตายแล้ว จึงนำไปทิ้งไว้ที่พุ่มไม้แล้วพากันหลบหนีไป ท่านได้พยายามรักษาร่างกายและไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลลานิพพานแล้วกลับมานิพพาน ณ จุดเดิม พระโมคคัลลานะนิพพานเมื่อวันสิ้นเดือน 12 ภายหลังพระสารีบุตรนิพพานได้ 15 วัน
คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีฤทธิ์มาก หมายถึงสามารถแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ เพราะพระโมคคัลลานะได้ผ่านการบำเพ็ญสมาธิอย่างเชี่ยวชาญ ทำให้สามารถใช้ฤทธิ์ปราบปรามคนชั่ว คนดุร้าย สามารถชักจูงให้เขาเหล่านั้นละการประพฤติชั่วหันกลับมาถือศีลปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น

2. เป็นผู้มีกุศโลบายในการสอนคน เนื่องจากพระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก แต่ก็ไม่ได้ใช้ฤทธิ์พร่ำเพรื่อ ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ท่านถึงจะใช้ฤทธิ์นั้นเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสอนคนและปราบคนชั่วให้เป็นผู้หันมานับถือพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นท่านยังมีความสามารถพิเศษเหนือสาวกอื่น ๆ ในด้านการชี้แจงให้พุทธบริษัทเห็นบาปบุญคุณโทษได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

นางขุชชุตตรา

เป็นสตรีรูปค่อม เป็นธิดาของแม่นมของโฆษกเศรษฐีผู้เป็นบิดาเลี้ยงของพระนางสามาวดีซึ่งต่อมาได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน กษัตริย์กรุงโกสัมภีนางขุชชุตตราได้รับมอบหมายจากเศรษฐีให้เป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของพระนางสามาวดีตั้งแต่ยังสาว ต่อมาเมื่อพระนางได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทนและเข้าไปอยู่ในราชสำนักแล้วนางขุชชุตตราก็ได้ติดตามไปรับใช้ด้วยพระเจ้าอุเทนพระราชทานเงินค่าดอกไม้แก่พระนางสามาวดีวันละ 8 กหาปณะ ซึ่งพระนางได้มอบหมายให้นางขุชชุตตราเป็นผู้จัดซื้อดอกไม้ และนางขุชชุตตราก็ได้ยักยอกเงินค่าดอกไม้วันละ 4 กหาปณะ ซื้อมาเพียง 4กหาปณะเท่านั้นเป็นประจำทุกวันวันหนึ่ง คนขายดอกไม้ทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่อนางขุชชุตตราได้ช่วยจัดเตรียมภัตตาหารถวายและได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล วันนั้นนางได้ซื้อดอกไม้ทั้ง 8 กหาปณะมาถวายพระนางสามาวดี ทำให้พระนางสามาวดีเกิดความสงสัยจึงซักถาม นางขุชชุตตราก็ได้รับสารภาพ และเล่าเรื่องที่ตนได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าจนเข้าใจแจ่มแจ้งและบรรลุโสดาปัตติผลแล้วพระนางสามาวดีมีความสนพระทัยใคร่อยากฟังธรรมที่นางขุชชุตตราได้ฟังแล้ว จึงให้นางขุชชุตตราอาบน้ำแต่งตัวอย่างดี ปูอาสนะให้นั่งแสดงธรรมแก่พระนางและหญิงบริวารดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เมื่อจบการแสดงธรรม หญิงเหล่านั้นทั้งหมดบรรลุโสดาปัตติผล พระนางจึงแสดงคารวะและตรัสให้นางขุชชุตตราไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ให้นางอยู่ ในฐานะเป็นผู้นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาแสดงทุกวันซึ่งนางก็ได้ปฏิบัติเป็นประจำ ทำให้นางเป็นผู้มีความแตกฉานในธรรมมีความเชี่ยวชาญในธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางขุชชุตตราว่า”เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้เป็นธรรมกถึก คือ ” ผู้แสดงธรรม ”

คุณธรรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. มีความเพียรช่วยเหลือตนเอง แม้ร่างกายจะพิการ คือ หลังค่อม แต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต ประกอบการงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง

2. เป็นฝึกฝนตนเอง ถึงแม้ว่านางขุชชุตตราจะยักยอกค่าดอกไม้เป็นประจำทุกวันก็ตาม แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมีความสำนึกผิด ละเว้นในสิ่งไม่ดีที่ได้กระทำและตั้งมั่นอยู่ในความดีได้ในที่สุด

3. เป็นผู้มีปัญญามาก เอาใจใส่จดจำพระธรรมคำสอนและนำมาถ่ายทอดได้อย่างเชี่ยวชาญ จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในการเทศน์สอนคนอื่น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระสารีบุตร

พระสารีบุตร เดิมชื่อ อุปติสสะ เป็นบุตรของวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อสารี บิดาเป็นนายบ้าน อุปติสสคาม ใกล้เมืองราชคฤห์ บิดามารดามีฐานะร่ำรวย เหตุที่ท่านได้ชื่อว่า สารีบุตร เนื่องจากเมื่อท่านบวชแล้วเพื่อนพระภิกษุด้วยกันมักเรียกท่านว่า สารีบุตร แปลว่า บุตรนางสารีตามชื่อมารดาของท่านอุปติสสะมีสหายคนหนึ่งชื่อว่า โกลิตะ เป็นบุตรของนายบ้านโกลิตคามซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน เที่ยวด้วยกันและศึกษาศิลปวิทยาร่วมกัน วันหนึ่งทั้งสองได้ไปเที่ยวชมมหรสพในเมืองเห็นความไร้สาระของมหารสพเกิดความเบื่อหน่ายในการเสพสุขสำราญจึงปรึกษากันแล้วชวนกันพร้อมกับบริวารบวชเป็นปริพพาชกอยู่ในสำนักสัญชัย เวลัฏฐบุตร เพื่อศึกษาธรรมแต่ยังมิได้บรรลุธรรมพิเศษเป็นที่สุดที่พอใจ จึงนัดหมายกันว่าผู้ใดได้บรรลุธรรมพิเศษก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่ผู้อื่น
ขณะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ พระอัสสชิซึ่งเป็นองค์หนึ่งในจำนวนปัญจวัคคีย์ได้เดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและกำลังบิณฑบาตอยู่ อุปติสสะได้พบท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงติดตามไปเมื่อพระอัสสชิฉันอาหารเสร็จแล้ว จึงได้เข้าไปถามถึงข้อปฏิบัติ พระอัสสชิได้แสดงธรรมให้ฟังสั้น ๆ ว่า “สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ จะดับไปก็เพราะเหตุดับ”อุปติสสะได้ฟังเกิดดวงตาเห็นธรรม คือ เข้าใจแจ่มแจ้งสิ้นความสงสัยบรรลุโสดาบัน เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่พระเวฬุวันจึงนำธรรมที่ตนได้ฟังไปเล่าถ่ายทอดให้โกลิตะผู้เป็นสหายฟัง โกลิตะเมื่อฟังแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกัน จึงไปลาอาจารย์สัญชัย พร้อมทั้งบริวารพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ขอบวชเป็นพระสาวกพร้อมทั้งบริวาร พระพุทธเจ้าประทานบวชให้ทั้งหมด เมื่อบวชแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาอบรม บริวารทั้งหมดได้สำเร็จอรหันต์ก่อน ส่วนอุปติสสะ ได้บำเพ็ญธรรมต่อมาอีก 15 วันจึงได้สำเร็จอรหันต์พระสารีบุตรได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในทางปัญญา เป็นผู้มีคุณธรรมดีเด่นด้านปัญญา เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนาพระสารีบุตรนิพพานวันเพ็ญกลางเดือน 12 นิพพานก่อนพระโมคคัลลานะ 15 วัน และก่อนพระพุทธเจ้าประมาณ 7 เดือน ก่อนนิพพานท่านได้เทศนากล่อมเกลาจิตใจของบิดามารดาจของท่านให้กลับใจมานับถือพระพุทธศาสนาจนเป็นผลสำเร็จ
คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีปัญญาเลิศ สามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนของพรพุทธเจ้าได้อย่างลึกซึ้งและอธิบายให้คนอื่นฟังได้อย่างดียิ่ง แม้เรื่องยากเพียงไรก็ตาม ก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย เมื่อมีพระสงฆ์สาวกจะทูลลาไปต่างเมือง พระพุทธเจ้ามักตรัสให้ไปลาและรับฟังโอวาทจาก
พระสารีบุตรด้วย

2. เป็นผู้มีขันติเป็นเลิศ มีความสงบเสงี่ยมไม่คิดร้ายใคร ไม่โกรธหรือคิดตอบโต้ใคร ๆ เช่น ท่านถูกพราหมณ์คนหนึ่งซึ่งทราบว่า ท่านไม่โกรธและมีความอดทน ย่องไปทุบข้างหลังจนท่านเซไปข้างหน้า ท่านก็ไม่เหลียวมอง ทำให้พราหมณ์เกิดความสำนึกผิดและขอขมาท่าน

3. เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ พระสารีบุตรเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที ท่านนับถือพระอัสสชิเป็นพระอาจารย์องค์แรกของท่าน เมื่อรู้ว่าพระอัสสชิอยู่ในทิศใด เวลาจะนอนท่านจะหันศีรษะไปทางทิศนั้น นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ยอดกตัญญูรู้คุณแม้เพียงเพราะพรามหณ์แก่ชื่อว่าราธะซึ่งเคยตักข้าวใส่บาตรท่านทัพพีท่านก็จำได้และเมื่อราธพราหมณ์ประสงค์จะบวชแต่ไม่มีใครรับรองให้บวช
ท่านก็กราบทูลพระพุทธเจ้าขอรับหน้าที่บวชให้

4.เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน พระสารีบุตร เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ถึงแม้จะได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่ามีปัญญาเทียบเท่าพระองค์ ท่านก็ไม่เคยลืมตนท่านอ่อนโยนต่อทุกคน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวท่านจึงเป็นที่รักของเพื่อนพระสาวกด้วยกันเป็นอย่างมาก

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การจัดระเบียบสังคม

การจัดระเบียบสังคม โดยทั่วไป หมายถึง การทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยดีงาม รวมทั้งการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข องค์ประกอบการจัดระเบียบสังคมในทางสังคมวิทยาจะประกอบด้วย วัฒนธรรม โครงสร้างทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม นิวเศวิทยา ครอบครัว ศาสนา เศรษฐกิจและการเมืองในทางพระพุทธศาสนา มีหลักคะสอนและหลักปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสะท้องถึงเจตนารมณ์ของพระพุทธศาสนาในด้านความสัมพันธ์ทางสังคมมากที่สุดก็คือ คำสอนและหลักปฏิบัติในขั้น “ศีล” เพราะศีลเป็นระบบการควบคุมชีวิตด้านนอกเกี่ยวด้วยการแสดงออกทางกาย วาจาเป็นระเบียบว่าด้วยความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน การดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหมู่ การจัดสภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมให้เรียบร้อยและเกื้อกูลแก่การดำรงอยู่ด้วยดีของหมู่ชนนั้น และแก่ความผาสุขแห่งสมาชิกทั้งปวงของหมู่ชน อันจะเอื้ออำนวยให้ทุกคนสามารถบำเพ็ญกิจการที่ดีงามยิ่งๆ ขึ้นไป ศีลพื้นฐานหรือขั้นต้นที่สุด คือศีล 5 (พระธรรมปิฏก, 2545:431)

อย่างไรก็ตามปัญหาวิกฤตทางสังคมต่างๆ นั้น เกิดขึ้นจาก ”คน” ดังนั้นการที่จะดำเนินการไม่ให้สังคมเกิดความวุ่นวายหรือเกิดวิกฤติ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาที่เป็นต้นเหตุ นั่นคือ “คน” เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง การดำเนินการจัดสังคมให้เป็นระเบียบจะดำเนินการอยู่ 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 การควบคุมพฤติกรรมของคน ในทางโลก เครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมของคน ก็คือ ระเบียบข้อบังคับ กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ส่วนในทางพระพุทธศาสนาเห็นว่า “ศีล” เป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมของคน ศีลแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับที่หนึ่ง ระดับธรรม คือ เป็นข้อแนะนำสั่งสอน หรือหลักของความประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม เช่น โอวาทปาฏิโมกข์ กฏแห่งกรรม เป็นต้น ระดับที่สอง ระดับวินัย คือเป็นแบบแผนข้อบังคับที่บัญญัติไว้ คำว่าวินัย มีความหมายอยู่ 2 นัยคือ (พระธรรมปิฏก,2543:449-450)

ก. การฝึกให้มีความประพฤติและความเป็นอยู่เป็นระเบียบแบบแผน หรือการบังคับควบคุมตนให้อยู่ในระเบียบแบบแผน รวมทั้งการใช้ระเบียบแบบแผนต่างๆ เป็นเครื่องจัดระเบียบความประพฤติ ความเป็นอยู่ของตนและกิจการของสังคม

ข. ระเบียบแบบแผน กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ ที่วางไว้เป็นหลักหรือเป็นมาตรฐานสำหรับใช้ฝึกคนหรือใช้บังคับควบคุมตนตลอดจนเป็นเครื่องจัดระเบียบความประพฤติ ความเป็นอยู่ของคนและกิจการของสังคมให้เรียบร้อยดีงาม ดังนั้น ความสำนึกในการรักษาศีลหรือปฏิบัติตามศีล แยกออกเป็น 2 ด้าน คือ การฝึกหัดขัดเกลาตนเอง และการคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นหรือของสังคม
ศีลในระดับวินัย เรียกว่า คิหิวินัย พระธรรมปิฏกกล่าวถึงวินัยชาวพุทธ ที่จะต้องปฏิบัติเป็นมาตรฐาน ดังนี้คือ
กฎที่ 1: เว้นจากความชั่ว 14 ประการ คือ

1) กุศลกรรมบท 10 ได้แก่ ทางกาย 3 ประการ คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากความประพฤติผิดในกาม ทางวาจา 4 ประการ คือ เว้นจากการกล่าวเท็จ เว้นจากการกล่าวส่อเสียด เว้นจากการกล่าวคำหยาบ และเว้นจากการกล่าวเพ้อเจ้อ ทางใจ 3 ประการ คือ เว้จากความโลภ เว้นจากการพยาบาท และเว้น จากความหลงผิด
2) เว้นจากอคติ 4 คือ ลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะกลัว ลำเอียงเพราะเขลา
3) เว้นจากอบายมุข 6 คือ ไม่ดื่มของมึนเมาทุกชนิด ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เที่ยวดูการมหรสพต่าง ๆ ไม่เล่นการพนัน ไม่คบคนชั่ว เป็นมิตรและไม่เกียจคร้านทำการงาน
4) ปฏิบัติตามทิศ 6 เป็นต้น
กฎที่ 2 เตรียมทุนชีวิต 2 ด้าน คือ

ก.เลือกสรรคนที่จะเสวนา คบคนที่จะนำชีวิตไปในทางแห่งความเจริญและสร้างสรรค์ โดยหลักเว้นมิตรเทียม คบหามิตรแท้คือ

1) รู้ทันมิตรเทียม 4 ประเภท คือ

(1) คนปอกลอก มีลักษณะ 4 คือ คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว,ยอมเสียน้อย โดยหวังเอามาก, ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน และคบเพื่อน เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์
(2) คนดีแต่พูด มีลักษณะ 4 คือ ดีแต่ใช้ของหมดแล้วมาปราศรัย ,สงค์เคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้ และเมื่อเพื่อนมีกิจอ้างแต่เหตุขัดข้อง
(3) คนหัวประจบ มีลักษณะ 4 คือ จะทำชั่วก็เห็นด้วย , จะทำดีก็เห็นด้วย,ต่อหน้าสรรเสริญ และลับหลังนินทา
(4) คนชวนฉิบหาย มีลักษณะ 4 คือ คอยเป็นเพื่อนดื่มน้ำเมา, คอยเป็นเพื่อนเที่ยวกลางคืน , คอยเป็นเพื่อนเที่ยวดูการเล่น และคอยเป็นเพื่อนไปเล่นการพนัน

2) รู้ถึงมิตรแท้ 4 ประเภท คือ

(1) มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ 4 คือ เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน , เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน , เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ และมีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
(2) มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ 4 คือ บอกความลับแก่เพื่อน,รักษาความลับของเพื่อน, มีภัยอันตราย ไม่ละทิ้ง และแม้ชีวิตก็สละให้ได้
(3) มิตรแนะนำประโยชน์ มีลักษณะ 4 คือ จะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปราม,แนะนำสนับสนุนให้ตั้งอยู่ในความดี ,ให้ได้ฟัง ได้รู้สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ได้ฟัง และบอกทางสุขทางสวรรค์ให้
(4) มิตรมีใจรัก มีลักษณะ 4 คือ เพื่อนมีทุกข์ พลอยไม่สบายใจ,เพื่อนมีสุข พลอยยินดีด้วย, เขาติเตียนเพื่อนช่วยยับยั้งแก้ให้และเขาสรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน
ข.จัดสรรทรัพย์ที่หามาได้ ด้วยสัมมาชีพ ดังนี้

ขั้นที่ 1 ขยันหมั่นทำงานเก็บออมทรัพย์ ดังผึ้งเก็บรวบรวมน้ำหวาน
ขั้นที่ 2 เมื่อทรัพย์มากมาย พึงวางแผนใช้จ่ายคือ
– แบ่ง 1 ส่วน เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว ดูแลคนเกี่ยวข้อง ทำความดี
– แบ่ง 2 ส่วน ใช้ทำหน้าที่การงานประกอบกิจการอาชีพ
– แบ่ง 3 ส่วน เก็บไว้เป็นหลักประกันชีวิตและกิจการคราวจำเป็น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

กฎที่ 3: รักษาความสัมพันธ์ 4 ทิศ

ก. ทำทุกทิศให้เกษมสันต์ คือปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลที่สัมพันธ์กับตนให้ถูกต้องตามฐานะทั้ง 6 คือ

ทิศที่ 1 ทิศเบื้องหน้า ในฐานะบุตรพึงเคารพบิดามารดาและบิดามารดาพึงอนุเคราะห์บุตร
ทิศที่ 2 ทิศเบื้องขวา ในฐานะที่เป็นศิษย์ พึงแสดงความเคารพอาจารย์ และอาจารย์พึงอนุเคราะห์ศิษย์
ทิศที่ 3 ทิศเบื้องหลัง ในฐานะที่เป็นสามีพึงให้เกียรติบำรุงภรรยา และภรรยาพึงอนุเคราะห์ตอบ
ทิศที่ 4 ทิศเบื้องซ้าย ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย พึงปฏิบัติต่อมิตรสหาย และมิตรสหายพึงอนุเคราะห์ตอบ
ทิศที่ 5 ทิศเบื้องล่าง ในฐานะที่เป็นนายจ้าง พึงบำรุงลูกน้องและลูกน้องพึงแสดงน้ำใจต่อนายจ้าง
ทิศที่ 6 ทิศเบื้องบน ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน พึงแสดงความเครารพนับถือต่อพระสงฆ์ และพระสงฆ์พึงอนุเคราะห์คฤหัสถ์
ข.เกื้อกูลกันประสานสังคม คือ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ร่วมสร้างสรรค์สังคม ให้สงบสุขมั่นคงสามัคคีมีเอกภาพ ด้วยสังคหวัตถุ 4 คือ

1) ทาน คือ เผื่อแผ่แบ่งปัน
2) ปิยวาจา คือ พูดวาจาไพเราะอ่อนหวาน
3) อัตถจริยา คือ ทำประโยชน์แก่สังคม บำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ
4) สมานัตตตา คือ ช่วยประสานสัมพันธ์
เรื่องของศีลทางสังคม ซึ่งอยู่ฝ่ายของวินัยนั้น ย่อมครอบคลุมเรื่องการจัดระเบียบชีวิตด้านนอกทั้งหมด เท่าที่จะช่วยทำสภาพความเป็นอยู่โดยทั่วไป กิจการทั้งหลายของสังคม ความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม และสภาพแวดล้อมที่ควรจัดได้ ให้มีสภาพที่เกื้อกูลแก่ความเจริญงอกงามของชีวิตตนเอง และส่งผลต่อการเจริญงอกงามของสังคมโดยรวมด้วย
ระดับที่ 2 สร้างจิตสำนึก การควบคุมพฤติกรรมของคนเป็นการควบคุมเบื้องต้น สามารถควบคุมพฤติกรรมได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างจิตสำนึกให้กับ “คน”ในสังคมให้มีจิตสำนึกที่ดีงาม และเป็นกรอบในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นกระบวนการสร้างจิตสำนึกจะต้องควบคุมโดยอาศัย “สมาธิ” โดยการสร้างจิตที่มีคุณภาพ สร้างสมรรถภาพทางจิตและสร้างสุขภาพจิตที่ดี ดังที่กล่าวแล้วในเบื้องต้น กระบวนการของสมาธิถือว่าเป็น “เกราะป้องกันจิต” ไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาในอกุศล หรือความชั่วทั้งหลาย เช่นมีความอดทน(ขันติ) มีความข่มใจ(ทมะ) ต่อสิ่งยั่วยุทั้งหลาย เป็นต้น
ระดับที่ 3 สร้างองค์ความรู้ การสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เข้าใจสภาพตามความเป็นจริง ถือว่า เกิด “ปัญญา” การมีปัญญาสามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ใช้ปัญญาไปในทางที่ดีงาม ก็จะก่อให้เกิดการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างมีสันติสุขได้ในที่สุด

ครั้นมาถึงปัจจุบัน เมื่อแนวโน้มของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอีกโดยหันมาเน้นการพัฒนาจิตใจและการพัฒนาด้านคนมากขึ้น ก็เป็นโอกาสที่วัดและพระสงฆ์หรือพระพุทธศาสนาทั้งหมด จะได้รื้อฟื้นบทบาทในการพัฒนาและบทบาทของผู้นำในการพัฒนาขึ้นใหม่ โดยปรับตัวปรับวิธีการและปรับบทบาทนั้นให้เข้ากับสภาพปัจจุบันการที่จะนำทางพัฒนาและรับบทบาทต่างๆ ในการพัฒนาให้ได้ผลดี จะต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทที่เหมาะสม และขอบเขตของการดำเนินบทบาทของวัดและพระสงฆ์แล้ว สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีหลักธรรมนำทาง สำหรับชี้แนวทางของการพัฒนาอย่างชัดเจน หลักธรรมในการพัฒนาได้แก่ ภาวนา 4 คือ
แปลว่า พัฒนากาย ได้แก่ การพัฒนาร่างกายให้แข็งแรง ไร้โรค มีสุขภาพดี และที่สำคัญก็คือ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เริ่มแต่ปัจจัย 4 เป็นต้นไป อย่างถูกต้องดีงาม ในทางที่เป็นคุณประโยชน์ เช่น สัมพันธ์กับอาหาร โดยการกินเพื่อช่วยให้ร่างกายมีกำลัง มีสุขภาพดี ไม่ใช่เพื่อมุ่งความอร่อย อวดโก้ แสดงฐานะ สัมพันธ์กับโทรทัศน์ โดยดูเพื่อติดตามข่าวสาร แสวงหาความรู้ ส่งเสริมปัญญา มิใช่เพื่อหมกมุ่นในความสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือเอาเป็นเครื่องมือเล่นการพนัน เป็นต้น

YouTube Video
2. ศีลภาวนา แปลว่า พัฒนาศีล หมายถึง การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมให้เป็นไปด้วยดี เริ่มแต่ไม่ก่อการเบียดเบียน ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นและสังคม ประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อผู้อื่นต่อสังคม มีระเบียบวินัย ประกอบสัมมาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนอบรมกายวาจาของตนให้ประณีต ปราศจากโทษ ก่อคุณประโยชน์และเป็นเครื่องสนับสนุนการฝึกอบรมจิตใจยิ่งขึ้นไป

3. จิตภาวนา แปลว่า พัฒนาจิต คือ พัฒนาจิตใจให้มีคุณสมบัติงามพรั่งพร้อม ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ คือ

3.1 คุณภาพจิต คือให้มีคุณธรรมต่างๆ ที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม เป็นผู้มีจิตใจสูง ละเอียดอ่อน เช่น มีเมตตา มีความรัก ความเป็นมิตร มีกรุณา อยากช่วยเหลือปลดเปลื้องความทุกข์ของผู้อื่น มีจาคะ คือมีน้ำใจสูง ละเอียดอ่อน เช่น มีเมตตา มีความรัก ความเป็นมิตร มีกรุณา อยากช่วยเหลือปลดเปลื้องความทุกข์ของผู้อื่น มีจาคะ คือมีน้ำใจเผื่อแผ่ มีคารวะ มีความกตัญญู เป็นต้น

3.2 สมรรถภาพจิต คือ ให้เป็นจิตที่มีความสามารถ เช่น มีสติ มีวิริยะ คือ ความเพียร มีขันติ คือความอดทน มีสมาธิ คือจิตตั้งมั่นแน่วแน่ มีสัจจะ คือ ความจริงจัง มีอธิฐาน คือ ความเด็ดเดี่ยวแน่นอนต่อจุดมุ่งหมาย เป็นจิตใจที่พร้อมและเหมาะที่จะใช้งานโดยเฉพาะงานทางปัญญา คือ การคิดพิจารณาให้เห็นความจริงแจ่มแจ้งชัดเจน

4. ปัญญาภาวนา แปลว่า พัฒนาปัญญา คือ พัฒนาความรู้ความเข้าใจ ให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง และใช้ความรู้แก้ปัญหา ทำให้เกิดสุขได้ เริ่มแต่รู้ เข้าใจศิลปวิทยา เรียนรู้ถูกต้องตามเป็นจริง ไม่บิดเบือนหรือเอนเอียงด้วยอคติ (ความลำเอียง) คิดวินิจฉัยใช้ปัญญาโดยบริสุทธิ์ใจ รู้เข้าใจโลกและชีวิตามเป็นจริง รู้จักแก้ไขปัญหาและทำการให้สำเร็จตามแนวทางของเหตุปัจจัย ตลอดจนรู้เท่าทันธรรมดาของสังขาร ถึงขั้นที่ทำให้มีจิตใจเป็นอิสระหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์โดยสิ้นเชิง
นอกจากกระบวนการพัฒนาจิตใจหรือพัฒนาคนดังที่กล่าวมาแล้ว ประเวศ วะสี(2540:71-82) ได้กล่าวถึงบทบาทของพระสงฆ์และวัด โดยสังเขป คือ

1. สงฆ์ต้องเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยไว้เพื่อให้พระสงฆ์อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน มีการพบปะกันเป็นประจำ ไม่ปลีกตัวอยู่ผู้เดียว มีความเอื้ออาทรต่อกันมีวิธีพูดจาปฏิบัติต่อกันที่ยังความเป็นปึกแผ่นของหมู่คณะ วัตถุประสงค์ของการบวช คือ เพื่อการเรียนรู้ ฉะนั้นสงฆ์คือชุมชนแห่งการเรียนรู้
การเรียนรู้หรือการศึกษา (สิกขา) นั้นก็ทรงวางไว้เป็นหลักแล้วว่า ประกอบด้วย ศีลลิกขา สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา ซึ่งสงฆ์ควรปฏิบัติให้ครบถ้วนในสิกขาทั้ง 3
นอกจากนั้น ในสังคมปัจจุบัน การเรียนรู้ของสงฆ์ควรจะเรียนรู้ใน 3 เรื่องใหญ่ คือ

1.1 เรียนรู้พุทธธรรม ให้ลึกซึ้งที่สุดทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ
1.2 เรียนรู้สังคมปัจจุบันให้รู้เท่าทันสังคมปัจจุบันเพื่อประโยชน์ในการสอน
1.3 เรียนรู้การติดต่อสื่อสาร ให้เป็นที่สนใจของผู้คน ให้จับใจผู้คน ให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือที่เรียกว่ามีอนุสานีปาฏิหาริย์นั่นเอง ในข้อนี้รวมทั้งการใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสารสมัยใหม่ด้วย

2. การศึกษาของพระสงฆ์ การศึกษาของพระสงฆ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งควรที่จะเป็นเรื่องที่อยู่ในนโยบายของรัฐบาล ในแผนการศึกษาแห่งชาติ มีการคิดหลักสูตรสำหรับการศึกษาของคณะสงฆ์

3. การทำวัดให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ความสำคัญสูงสุดของวัดคือ การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน เพราะถ้าเป็นดังนี้ ก็เท่ากับวัดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งความสำคัญทีสุดต่อการบังเกิดขึ้นของศีลธรรมในสังคมดังกล่าวแล้ว พระสงฆ์จะต้องเป็นผู้นำชุมชนด้วยการปรึกษาหารือ การสั่งสอนและที่สำคัญก็คือสั่งสอนให้ประชาชนเรียนรู้จากการวิเคราะห์ปัญหา วินิจฉัยปัญหา วิเคราะห์ทางเลือกและตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ถูกต้อง ซึ่งการส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งนั้นจะต้องอาศัยสมาชิกในชุมชน เช่น พระ ครู ผู้นำชาวบ้าน หมออนามัย เกษตรตำบล พัฒนาการตำบล เป็นต้น ร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งเมื่อชุมชนเข้มแข็งก็ย่อมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการเมืองพร้อมกันไป

4. วัดกับการจัดการศึกษา การศึกษาโดยทั่วไปของไทยยังไม่เป็นการศึกษาที่ผลิตคนที่มีความเข้มแข็งทางปัญญาและทางศีลธรรม โดยมีกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ความสุขกับผู้เรียน การศึกษากำลังรอการปฏิรูปให้เกิดการะบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาคนให้เต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์ วัดบางวัดที่มีความพร้อมโดยมีพระสงฆ์ที่สนใจและมีความสามารถควรจะจัดให้มีโรงเรียน โดยพยายามคิดหลักสูตรที่ดีที่สุดควรเป็นอย่างไร แสวงหาคำตอบต่อคำถามนี้ ปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง วัดก็สามารถทำประโยชน์ที่สำคัญต่อสังคมอย่างยิ่ง

5. พระสงฆ์กับการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ขณะนี้ความรุนแรงกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก พระสงฆ์ควรศึกษาให้เข้าใจถึงความหมายของความรุนแรง ขอบเขต ประเภท สาเหตุ วิธีการป้องกันและแก้ไข จะแก้ไขด้วยวิธีใดที่ได้ผลและจะพัฒนาวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นได้อย่างไร เป็นต้น ดังนั้นพระสงฆ์จะต้อง “การจัดการการแก้ความขัดแย้ง” ที่จะเป็นผู้เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยเข้าใจสถานการณ์ตามที่เป็นจริง เข้าไปอยู่ในใจและเข้าใจความรู้สึกและความคิดของแต่ละฝ่าย สามารถชักจูงให้มีการเจรจากันได้ เหล่านี้ต้องการความรู้และต้องการการฝึกอบรมให้มีความชำนาญ จึงจะสามารถแก้ความขัดแย้งด้วนสันติวิธีได้

6. วัดกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วิกฤติการณ์สิ่งแวดล้อมกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดต่ดความอยู่รอดของมนุษยชาติ กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นกระแสใหญ่ของโลกและจะใหญ่มากขึ้น จะใหญ่จนดึงปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้ามาเชื่อมโยง จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ศาสนาจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ที่ดีที่สุดคือพระสงฆ์พยายามศึกษาให้เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมและวิธีแก้ไข และในด้านปฏิบัติที่ใกล้ตัวที่สุดคือภายในบริเวณวัดต้องมีสิ่งแวดล้อมที่สงบ สะอาด ร่มเย็น เป็นต้น นอกจากนี้พระสงฆ์และวัดยังอาจหนุนช่วยขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่กำลังมีกิจกรรมต่างๆ ในทางที่เหมาะสมแก่สมณสารูป

7. การบริหารจัดการวัด พระสงฆ์จะต้องบริหารจัดการวัด โดยให้ก่อประโยชน์สูงสุดแก่สังคมตามอุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนาโดยความร่วมมือกันระหว่างพระสงฆ์กับชุมชน เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

พระพุทธศาสนากับการพัฒนาชุมชน

สังคมไทยปัจจุบันมีปัญหามากมาย หาความสงบมิได้ ทั้งที่เป็นแดนแห่งพระพุทธศาสนา เมื่อพิจารณาถึงเหตุที่แท้จริงแล้วจะพบว่ามูลเหคุของปัญหามีจุดกำเนิดมาจากความเสื่อมทางจิตใจของคนในสังคมเป็นเพราะการขาดคุณธรรมประจำใจ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องที่สุด คือการทำให้คนในสังคม มีศีลธรรมประจำใจ การปลูกฝังศีลธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจได้ดังนั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยอยู่หลายประการข้อสำคัญที่สุดก็คือ “การมีแบบอย่างที่ดีของสังคม”การมีแบบอย่างที่ดีของสังคม หมายถึง คุณความดีที่คนไทยทุกคนสมควรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ทั้งหมด มีอยู่แล้วใน “หลักพุทธธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา” (ธีรยุทธ พึ่งเทียร. 2541: 46)

พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตโต) (2543) ได้กล่าวถึงพระพุทธศาสนา เป็นหลักนำทางในการพัฒนา ไว้อย่างน่าสนใจว่าปัจจุบันนี้ ได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า การที่จะพัฒนาประเทศให้สำเร็จผลดีบรรลุจุดหมายที่ต้องการได้อย่างแท้จริงนั้น จะพัฒนาเพียงด้านวัตถุอย่างเดียวเท่านั้นไม่เพียงพอประสบการณ์ในการพัฒนาตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมาได้สอนให้เป็นตระหนักว่าการมุ่งพัฒนาวัตถุภายนอกอย่างเดียวนั้น แม้จะระดมทุนลงไปอย่างมากมาย ก็ไม่ทำให้สังคมบรรลุความมั่งคั่งรุ่งเรืองและสันติสุขที่แท้จริงได้ ตามวัตถุประสงค์ กลับสร้างปัญหาอย่างมากมาย เช่น

1. ปัญหาความยากจน ปรากฏว่ามีคนยากจนแร้นแค้นแผ่ขยายทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท การกระจายรายได้ของประชากรไม่ดำเนินไปด้วยดีฐานะทางเศรษฐกิจของคนกลับห่างไกลกันมากขึ้น

2. ปัญหาด้านสุขภาพ ประชากรขาดแคลนแม้กระทั่งสาธารณสุขขั้นมูลฐาน เกิดโรคระบาดที่ร้ายแรง นอกจากสุขภาพทางกายไม่ดีแล้ว สุขภาพทางจิตก็เสื่อมโทรมลง ชีวิตคนในถิ่นที่เรียกว่าเจริญมีลักษณะสับสนวุ่นวาย คนมีทุกข์ใจมากขึ้น เป็นโรคจิตโรคประสาทมากขึ้น

3. ปัญหาด้านการศึกษา ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาก็ยังอยู่ในภาวะสัมฤทธิ์ผลได้ยาก เกิดความล้มเหลวในการจัดการศึกษา ก่อให้เกิดปัญหามากมายในสังคม เช่น ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ความไม่ซื่อตรง เป็นต้น

4. ปัญหาทางการเมือง การพัฒนาประชาธิปไตยก้าวหน้าไปได้ไม่มากกว่าถอยหลัง

5. ปัญหาด้านจริยธรรมคุณธรรม ผู้คนไม่มีระเบียบวินัย เข่น ระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน อุบัติเหตุมีสถิติสูงอย่างน่ากลัวยิ่ง เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จนทำให้คนส่วนมากเกิดความหวาดกลัว อาชญากรรมยังแพร่หลาย คดีปล้น ฆ่า ข่มขืน ที่ร้ายแรงปรากฏขึ้นบ่อย เป็นต้น

6. ปัญหาด้านวัฒนธรรม มีความเสื่อมโทรมทางด้านวัฒนธรรม มีค่านิยมที่ไม่พึงปรารถนาและไม่เอื้อต่อการพัฒนา เช่น ค่านิยมบริโภคและความนิยมฟุ้งเฟ้อแผ่กระจายทั่วไป

7. ปัญหาทางเพศและอบายมุข มีปัญหาทางเพศเพิ่มสูง มีอัตราคนถูกข่มขืนสูง อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น อบายมุขระบาดทั่วไป ทั้งในกรุงและชนบทประชากรฝากความหวังไว้กับการพนันในรูปแบบต่างๆและหมกมุ่นจนยากที่จะแก้ไขเยาวชนมากมายทำลายอนาคตของตนเองและก่อปัญหาแก่สังคมโดยเป็นผลสืบเนื่องจากการติดยาเสพติด

8. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทวีสูงขึ้น ป่าไม้ถูกทำลายไปมาก ต้นน้ำลำธารร่อยหรอลง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แผ่นดินแห้งแล้ง ทำให้ทำการเกษตรยากลำบากมากขึ้น ส่งผลต่อความยากกจนแร้นแค้นยิ่งขึ้นไปอีก ประสบปัญหาทางการตลาด มีการเอารัดเอาเปรียบกันมาก เกิดมลภาวะทั้งในดิน ในน้ำ และท้องฟ้า คุกคามต่อชีวิตแบะสุขภาพของประชากรทั่วทุกคน
บทเรียนจาการพัฒนาสอนให้รู้ว่า การพัฒนาจะต้องดำเนินไปอย่างรอบด้านและอย่างทั่วถึง ไม่ใช่มุ่งพัฒนาแต่เพียงด้านวัตถุอย่างเดียว
โดยเฉพาะตัวคนซึ่งเป็นผู้ร่วมในกระบวนการพัฒนาและได้รับผลจากการพัฒนาโดยตรง จะต้องได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี และในการพัฒนาคนนั้นส่วนสำคัญที่สุดก็คือ จิตใจ ดังนั้นในยุคปัจจุบัน งานพัฒนาจึงหันมาให้ความสนใจแก่การพัฒนาจิตใจมากขึ้น การพัฒนาจิตใจนั้น รวมถึงการพัฒนา คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนสุขภาพจิตโดยทั่วไป การพัฒนาจิตใจ ตลอดจนการพัฒนาคนนั้นเป็นหน้าที่หลักของพระพุทธศาสนา และพระสงฆ์มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติมาโดยตลอด
โดยเฉพาะในอดีตและแม้ปัจจุบันในชนบทหลายแห่งพระสงฆ์ได้เป็นผู้นำในการพัฒนาและวัดได้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเพราะพระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตใจและปัญญาของชุมชนและวัดก็เป็นศูนย์กลางของชุมชน เริ่มแต่บทบาทสำคัญที่สุด คือ เป็นศูนย์กลางการศึกษาของประชาชน โดยมีพระสงฆ์เป็นครู-อาจารย์ ศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ พัฒนาขึ้นในวัด หรืออกไปจากวัด เมื่อไปอยู่ในชุมชนก็ใช้ความรู้วิชาการอื่นๆที่ไดศึกษาจากวัดนั้น เป็นเครื่องนำครอบครัวและชุมชน ในการดำเนินขีวิตและประกอบอาชีพการงานให้เจริญก้าวหน้าและอยู่ร่วมกันด้วยดี มีความร่มเย็นเป็นสุขควรแก่ความประพฤติปฏิบัติ
ต่อมาเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรมจากประเทศตะวันตกแพร่หลายเข้ามาและระบบการต่างๆ แบบตะวันตกได้รับการยอมรับ และแนวทางการพัฒนาก็เปลี่ยนแปลงไป วัดก็เหินห่างออกไปจากกระบวนการพัฒนาตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อการพัฒนามุ่งเน้นด้านวัตถุ บทบาทของวัด พระสงฆ์และพระพุทธศาสนาก็ยิ่งลางเลือนลง เหลือแต่บทบาทในด้านการเอื้อต่องานพัฒนา เช่น อำนวยสถานที่และอุปกรณ์ของวัด การให้กำลังใจและคำกล่าวสอนสนับสนุนในคราวชุมนุมอย่างมีพิธีกรรม เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ เป็นวิธีการแห่งปัญญา เป็นการใช้ความคิดอย่างถูกวิธี โยนิโสมนสิการเป็นการฝึกการใช้ความคิด ให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างมีระเบียบ รู้จักคิดวิเคราะห์ไม่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้นเขิน ผิวเผิน เป็นขั้นสำคัญในการสร้างปัญญาที่บริสุทธิ์ เป็นอิสระ ทำให้ทุกคนช่วยตนเองได้ และนำไปสู่จุดหมายของพุทธธรรมแท้จริง

วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรมพระธรรมปิฎก กล่าวว่า วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม หรือเรียกว่าคิดแบบเร้ากุศล หรือคิดแบบกุศลภาวนาเป็นวิธีคิดในแนวสะกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลาตัณหา จึงจัดได้ว่าเป็นข้อปฏิบัติระดับต้น ๆ สำหรับส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม และสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบนี้ คือ ประสบการณ์คือสิ่งที่ได้ประสบหรือได้รับรู้อย่างเดียวกันบุคคลผู้ประสบหรือรับรู้ต่างกันอาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่าง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่ได้สะสมไว้ หรือขึ้นอยู่กับจิตนึกคิดในขณะนั้น เช่น คนหนึ่งมองสิ่งหนึ่งแล้วคิดปรุงแต่งไปในทางที่ดีงาม เป็นประโยชน์ เป็นกุศล แต่อีกคนหนึ่งกลับคิดไปในทางที่ไม่ดีไม่งาม เป็นโทษ เป็นอกุศล แม้แต่บุคคลเดียวกันมองเห็นอย่างเดียวกัน หรือประสบอารมณ์อย่างเดียวกัน แต่ต่างเวลากัน ก็อาจคิดปรุงแต่งที่แตกต่างกันก็ได้ ดังนั้น การทำใจที่ช่วยตั้งต้นและชักนำความคิดให้เป็นไปในทางที่ดีงาม และเป็นประโยชน์ เรียกว่าเป็นวิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มีความสำคัญทั้งในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงาม เป็นประโยชน์ในขณะนั้น ๆ และในแง่ที่ช่วยแก้นิสัยความเคยชินที่คิดร้าย ๆ หรือมองโลกในแง่ร้าย ของจิตที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิม พร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ ๆ ที่ดีงามให้แก่จิตไปในเวลาเดียวกันด้วย เช่น เมื่อเราเกิดโรคร้ายแล้วคิดถึงความตาย แล้วสลดหดหู่เกิดความเศร้าความเหี่ยวแห้งใจบ้าง เกิดความหวาดหวั่นบ้าง เป็นต้น แต่ถ้าคิดให้ถูกวิธี ก็จะเกิดกุศลธรรม คือ เกิดความรู้สึกตื่นตัว กระตุ้นจิตใจ ไม่ประมาทเร่งขวนขวายปฏิบัติหน้าที่ ทำสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ ประพฤติธรรม ตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมของสังขาร
วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์
พระธรรมปิฏก กล่าวว่า วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย คือพิจารณาให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ธรรม กับอรรถ หรือ หลักการ กับความมุ่งหมาย เป็นความคิดที่มีความสำคัญมาก ในเมื่อจะลงมือปฏิบัติธรรมหรือทำกิจกรรมตามหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลตรงตามความมุ่งหมายไม่กลายเป็นการกระทำที่คลาดเคลื่อน หรืองมงาย คำว่า ธรรม แปลว่า หลัก หรือหลักการ คือหลักความจริง หลักความดีงาม หลักการปฏิบัติ หรือหลักที่จะเอาไปใช้ไปปฏิบัติ รวมทั้งหลักคำสอนที่จะให้ประพฤติปฏิบัติและกระทำการได้ถูกต้อง คำว่า อรรถ แปลว่า ความหมาย ความมุ่งหมาย จุดหมาย ประโยชน์ที่ต้องการ หรือ สาระที่พึงประสงค์ ในการปฏิบัติธรรมหรือกระทำการตามหลักการใด ๆ ก็ตาม จะต้องเข้าใจความหมาย และความมุ่งหมายของธรรมหรือหลักการนั้น ๆ ว่าปฏิบัติหรือทำไปเพื่ออะไร มีวิธีการอย่างไร วางแผนไว้อย่างไร นำไปสู่ผลหรือจุดมุ่งหมายใดบ้าง ความเข้าใจถูกต้องเรื่องหลักการและความมุ่งหมายนี้ นำไปสู่การปฏิบัติถูกต้องที่เรียกว่า ธรรมานุธรรมปฏิบัติธรรมานุธรรมปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมถูกหลัก คือ ทำให้ข้อปฏิบัติส่วนย่อย สอดคล้องกับหลักการส่วนใหญ่ เป็นไปเพื่อจุดหมายที่ต้องการ เช่น การปฏิบัติเป็นไปเพื่อตอบสนองตามนโยบาย เรียนหนังสือเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย นั่นคือ เกิดความรู้(ปัญญา) เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วิธีการบริหารจิตและเจริญปัญญาไปใช้ในชีวิตประจำวัน

การบริหารจิตก่อให้เกิดปัญญา ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้เจริญขึ้น จนสูงสุดคือนิพพาน หรือความหลุดพ้นเป็นอิสระจากโลกนี้ การบริหารจิตและเจริญปัญญาสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ยกตัวอย่างเช่น การนำเอาการปฏิบัติอานาปานสติไปใช้ในชีวิตประจำวัน (เสนาะ ผดุงฉัตร,2539:6) จะทำให้การปฏิบัติง่ายและสะดวก ทั้งนี้ เพราะ

1. บุคคลสามารถจะกระทำให้ทุกสถานที่และทุกเวลา เพราะทุกคนมีลมหายใจอยู่ทุกอิริยาบท

2. บุคคลผู้ปฏิบัติสม่ำเสมอ ย่อมจะมีสุขภาพกายและใจดีเพราะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติด้วยการนั่งเพียงอย่างเดียวแต่อาจปฏิบัติโดยวิธีเดินจงกรมเป็นการผลัดเปลี่ยนอิริยาบทแก่ผู้ปฏิบัติ

3. บุคคลผู้ปฏิบัติอานาปานสติ ย่อมรู้ความจริงได้ตั้งแต่เมื่อเริ่มปฏิบัติขั้นต้นๆ คือจะมองเห็นความไม่เที่ยงไม่คงที่ และความเสื่อมสลาย ความทุกข์ คือภาวะที่บีบคั้น กดดัน หรือขัดแย้ง ความบกพร่อง และความไม่มีตัวตน ไม่อาจบังคับให้อยู่ในอำนาจได้

4. เป็นการปฏิบัติที่ประหยัดเวลามากที่สุด สามารถปรับได้ตามความสมารถของแต่ละบุคคล

5. เมื่อปฏิบัติเป็นประจำจิตย่อมประณีต โดยลำดับขั้น หมดความทุกข์ตั้งแต่ขั้นหยาบ จนกระทั่งขั้นละเอียดดังนั้นบุคคลสามารถนำเอาการบริหารจิตและเจริญปัญญาไปใช้ทั้งในที่ทำงาน ในขณะที่เรียนหนังสือและการทำกิจกรรมทุกๆอย่างในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่มีจำกัด และจะก่อให้เกิดความสุขในที่สุด

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

ฝึกการบริหารจิตและเจริญปัญญา

ฝึกการบริหารจิตและเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐานเน้นอานาปานสติ

โครงสร้างอานาปานสติ โดยย่อ
ขั้นที่ 1 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจยาว
ขั้นที่ 2 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจสั้น กายานุปัสสนา
ขั้นที่ 3 รู้ความที่ลมหายใจปรุงแต่งกาย
ขั้นที่ 4 ระงับลมหายใจที่ปรุงแต่งกาย
ขั้นที่ 5 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับปีติ
ขั้นที่ 6 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสุข
ขั้นที่ 7 รู้ความที่ปีติ- สุขที่ปรุงแต่งจิต เวทนานุปัสสนา
ขั้นที่ 8 ระงับปีติ-สุขที่ปรุงแต่งจิต สติปัฏฐาน 4
ขั้นที่ 9 รู้ลักษณะจิตทุกชนิดตามความจริง
ขั้นที่ 10 บังคับจิตให้ปราโมทย์(ตามต้องการ) จิตตานุปัสสนา
ขั้นที่ 11 บังคับจิตให้ตั้งมั่น(ตามต้องการ)
ขั้นที่ 12 บังคับจิตในสลัดสิ่งควรสลัดได้
ขั้นที่ 13 ใช้จิตตามพิจารณาอนิจจาของทุกสิ่ง
ขั้นที่ 14 ใช้จิตตามพิจารณาวิราคะที่เกิดขึ้น สัมมานานุปัสสนา
ขั้นที่ 15 ใช้จิตตามพิจารณานิโรจที่เกิดขึ้น
ขั้นที่ 16 ใช้จิตตามพิจารณาอาการสลัดคืนสิ่งที่เคยยึดมั่น

ความสัมพันธ์กันของอานาปานสติทั้ง 16 ขั้น
ขั้นที่ 1-2 ครั้งแรกสูดลมหายใจยาว ถ้ามีอารมณ์ร้ายมาแทรกแซง ลมหายใจจะสั้น คือมองให้เห็นความสัมพันธ์กันในความเป็นอยู่ระหว่างลมหายใจสั้นลมหายใจยาว ซึ่งสลับกันอยู่ตามอารมณ์ที่เกิดอยู่ในขณะนั้น มองให้เห็นเหตุและผลที่ทำให้เป็นลมหายใจยาวและสั้นที่สัมพันธ์กับอารมณ์ต่าง ๆ

ขั้นที่ 3 รู้จักกายทั้งปวง คือลมหายใจและร่างกาย ในลักษณะที่สัมพันธ์กันอยู่ในฐานะเป็นเครื่องปรุงแต่งซึ่งกันและกัน ร่างกายเป็นที่ตั้งแห่งการหายใจ การหายใจก็ช่วยปรุงแต่งร่างกายในชั้นนี้เน้นในการดูลมหายใจปรุงแต่งกาย ถ้าลมหายใจหยาบร่างกายก็หยาบ ถ้าลมหายใจละเอียดร่างกายก็จะละเอียด ถ้าลมหายใจระงับร่างกายก็ระงับ เป็นต้น

ขั้นที่ 4 ในระหว่างชั้นที่ 3 กับชั้นที่ 4 จะต่อเนื่องกันตรงที่ต้องรู้จักธรรมชาติแท้ของลมหายใจ ที่ต่อเนื่องกันอยู่กับร่างกายให้ดีเสียก่อนจึงจะสามารถใช้วิธีฝึกให้ละเอียดลงเกือบจะไม่รู้สึกว่าเราหายใจซึ่งก็จะทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจละเอียดและระงับลงไปด้วย

ขั้นที่ 5 ความสำเร็จของชั้นที่ 4 ทำให้เกิดปีติและสุข กำหนดไปที่ความรู้สึกที่เป็นปีติที่ปรากฏอยู่ในใจกำหนดทุกแง่ทุกมุมทำจิตให้ประกอบอยู่ด้วยปีติซึมซาบในรสของปีติ สังเกตในแง่อื่น ๆ ว่ามีผลสะท้อน(Effect) ต่อสิ่งอื่นอย่างไร

ขั้นที่ 6 ดูความสุขที่เนื่องมาจากปีติ จนกระทั่งเรารู้จักความสุขดีว่าลักษณะหรือรสชาติของความสุขเป็นอย่างไร มีผลสะท้อนต่อสิ่งใด เกี่ยวเนื่องอยู่กับสิ่งใด

ขั้นที่ 7 มองดูความสุขในฐานะด้านการคอยปรุงแต่งจิตที่สำคัญที่สุดในบาลี ใช้คำว่า เวทนา เวทนาที่รู้สึกว่าเป็นสุขนี้จะปรุงแต่งให้เกิด สัญญาความสำคัญมั่นหมายว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สุขสัญญา สัญญาว่าสุข อัตตสัญญา สัญญาว่าสุขนี้เป็นตัวตน เป็นต้น พอเกิดสัญญาความสำคัญมั่นหมายก็จะปรุงแต่ง วิตก ความนึกคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วิตกไปในทางรัก ทางเกลียดสรุปในชั้นนี้ว่ามองดูเวทนาทุกชนิดปรุงแต่งสัญญาและวิกตกตามสมควรแก่กรณี

ขั้นที่ 8 ใช้อุตสาหะวิริยะเต็มที่ ที่จะควบคุมการที่เวทนาปรุงแต่งจิต ควบคุมกำลังเวทนา ควบคุมอิทธิพลของเวทนาในการที่มันจะปรุงแต่งจิตโดยเฉพาะซึ่งเป็นกรณี ๆ ไป ขั้นที่ 8 นี้ จุดสำคัญอยู่ที่การบังคับอิทธิพลของเวทนาในการที่มันปรุงแต่งจิต เรียกว่า ทำจิตตสังขารให้ระงับอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก

ขั้นที่ 9 ฝึกการดูลักษณะอาการนานาชนิดของสิ่งที่เรียกว่า จิต ดูจิตที่กำลังเป็นจริงในภายใน รู้สึกว่าจิตขณะนั้นกำลังเป็นอย่างไร เช่น มีราคะหรือไม่มี จิตสงบหรือไม่สงบ เป็นต้น ในขั้นนี้ฝึกดูลักษณะของจิตอย่างทั่วถึงทั้งเหตุที่ปรุงแต่งจิตและอาการที่จิตแปรไปเป็นผลเนื่องจากเวทนาชนิดไหน เป็นต้น

ขั้นที่ 10 ฝึกบังคับจิตให้ปราโมทย์ ให้พอใจอยู่เสมอได้ตามต้องการ คือทำจิตให้บันเทิงอยู่ในทางธรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก

ขั้นที่ 11 บังคับจิตให้หยุดหรือตั้งมั่นให้มั่นคงให้แข็งแรง การตั้งมั่นต้องประกอบด้วยองค์คุณ 3 ประการ คือ สะอาด(Pure) ตั้งมั่น คือจิตมีลักษณะสำรวมความคิด (Concentrate) ถึงที่สุดแล้วจึงตั้งมั่น ไวต่อการงาน (Activeness) ในขั้นนี้เอาความตั้งมั่นเป็นหลักมั่นคงเป็นหลักให้ตั้งมั่นนานเท่าไรก็ได้

ขั้นที่ 12 หัดบังคับให้จิตปลดเปลื้อง คือกำหนดดูอยู่ในขณะนั้น จิตกำลังมีอะไรห่อหุ้ม กลุ้มรุมอยู่หรือไม่ ถ้ามีปลดเปลื้องออกไปสลัดออกไปให้หมดจะเรียกว่า ปลดเปลื้องจิตจากอารมณ์ก็ได้ หรือปลดเปลื้องอารมณ์ออกไปจากจิตก็ได้ คือจิตที่เกลี้ยงเกลาสะอาดปราศจากสิ่งมากลุ้มรุมแม้สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดก็ไม่มี

ขั้นที่ 13 ใช้จิตที่ฝึกดีแล้ว เพ่งดูความหลอกลวงความเป็นมายาของสุขเวทนาทุกๆ ครั้งที่หายใจเข้าออก จนกว่าจะรู้สึกลงไป จริง ๆ จนกว่าจะก้าวลงไปสู่ขั้นที่ 14 คือ ระอา เบื่อหน่ายต่อสุขเวทนา เรียกว่า วิราคะ (ความสิ้นราคะ) หรือนิพพิทา(ความเบื่อหน่าย)

ขั้นที่ 14 กำหนดอยู่ที่ความเบื่อหน่าย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย และเมื่อเบื่อหน่ายแล้วควบคุมความรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าอก เมื่อเบื่อหน่ายแล้วจะไม่มีทุกข์ มองเห็นความไม่มีทุกข์ ความเย็นสนิทของความไม่มีทุกข์ ความดับไปแห่งความทุกข์ เป็นความไม่มีทุกข์

ขั้นที่ 15 กำหนดภาวะดับทุกข์ของจิตที่ไม่มีทุกข์ ที่ดับทุกข์อยู่อย่างไรด้วยเหตุใด รู้สึกอยู่ในใจทุกครั้งที่หายใจเข้าออก

ขั้นที่ 16 มองดูว่า บัดนี้เราได้สลัดคืนสิ่งที่เคยยึดมั่นออกไป รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การเจริญปัญญา

การเจริญปัญญา

อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิสริวรรณ (2544:89-91) กล่าวว่า ปัญญา แปลว่า ความรู้ทั่วถึง หรือความรอบรู้ รอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และในการพัฒนาปัญญา สามารถพัฒนาปัญญาจากบ่อเกิดปัญญา 3 ประการ คือ

1. สุดมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง แบ่งออกเป็น 2 ระดับระดับธรรมดา หมายถึง การศึกษาเล่าเรียนโดยทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยการพูด การฟัง การอ่าน การเขียน ผู้เรียนจะต้องมีความสนใจและความตั้งใจเรียนตามสมควร จึงจะได้ความรู้สามารถสอบผ่านได้ระดับสูง หมายถึงการศึกษาจนเป็นพหูสูต หรือเป็นนักปราชญ์ ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ การตั้งใจฟัง การจำได้ การท่องหรือพูดให้ผู้อื่นฟังได้ คิดพิจารณาที่ความเข้าใจและสามารถเปรียบเทียบความเห็นของตนว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

2. จิตตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด หมายถึง การนำความรู้จากการฟัง การอ่าน มาคิดให้เกิดความเข้าใจ มีความสัมพันธ์กัน ความรู้จากการคิดมี 2 ระดับ คือ

ระดับธรรมดา หมายถึง การนำความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่มาจัดให้เป็นระบบ มีความสัมพันธ์กันเป็นเรื่อง ๆ ไป
ระดับสูง หมายถึง การนำความรู้ที่ได้จากการฟัง การอ่านมาจัดระบบใหม่ตามหลักเกณท์ที่แน่นอนและเป็นวิชาการ เช่น การจัดโดยปริมาณ (มาก,น้อย จำนวน ,ขนาด) การจัดโดยคุณภาพ (ดีเยี่ยม ดีมาก ปานกลาง น้อย) จัดโดยการวิเคราะห์(จัดรายละเอียดเข้าเป็นหมวดหมู่ ) จัดโดยวิเคราะห์ (จำแนกแจงแจงให้ละเอียด)

3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการอบรมหรือการทำให้มีขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือระดับธรรมดา หมายถึง การลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อได้ศึกษาทฤษฎี ก็ศึกษาภาคปฏิบัติต่อไป เช่น การทดลองวิทยาศาสตร์ การฝึกปฏิบัติทางภาษา การฝึกซ้อมกีฬา การทำวิจัย การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เป็นต้นระดับสูง หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิ มีสมาธิเป็นพื้นฐาน ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาปัญญาเป็นปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งปวงและสามารกำจัดกิเลสให้ลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปได้

ประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา
นอกจากประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญาดังได้กล่าวไว้ใน ม.1 แล้ว ถ้าสรุปตามพระบาลี การฝึกอบรมเจริญสมาธิมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ดังนี้ (พระธรรมปิฏก. 2543:835-836)

1. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร (การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) ได้แก่ การเจริญฌาน ในลักษณะที่เป็นวิธีหาความสุขแบบหนึ่ง พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย นิยมเจริญฌานโอกาสว่าง เพื่อเป็นการพักผ่อนอย่างสุขสบาย ที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร

2. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ญาณทัสสนะ หมายถึง การนำเอาสมาธิไปใช้เพื่อผลสำเร็จทางจิตคือความสามารถพิเศษจำพวกอภิญญา (ความรู้ขั้นสูง 6 อย่างคือ แสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ หูทิพย์ ทายใจคนอื่นได้ ระลึกชาติได้ตาทิพย์ และทำให้อาสวะสิ้นไป) รวมทั้งอิทธิปาฏิหาริย์

3. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ คือ การรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือดับไปในความเป็นอยู่ประจำวันของตน

4. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้แก่การเป็นอยู่โดยใช้ปัญญาพิจารณาเห็นอยู่เสมอถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไปของอุปาทานขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) กล่าวง่าย ๆ ว่า การใช้สมาธิเพื่อประโยชน์ทางปัญญา

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วิธีปฏิบัติและประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา

จิตที่ไม่ได้รับการฝึกมักจะหวั่นไหวเอนเอียงได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบ เช่น หากมีใครมาทำให้โกรธก็มักจะโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ใช้คำด่าที่ก้าวร้าว หยาบคาย ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่มีอาการเช่นนี้หรือบางครั้งเมื่อเกิดความรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจบ่นเพ้อถึงกับเสียสติไปก็มี หรือเมื่อดีใจก็ระงับตัวเองไม่อยู่ พลอยกระโดดโลดเต้น ถึงกับร้องไห้ไปเลยก็มี ลักษณะอาการเช่นนี้ เรียกว่าเป็นจิตอ่อนแอ การที่จะฝึกจิตให้เข้มแข็งไม่อ่อนแอได้นั้น จะต้องหมั่นพยายามฝึกฝนอยู่เสมอ เพราะจิตของคนเราเป็นสภาพที่กลับกลอก ไม่อยู่กับที่ ห้ามยาก โอนเอนง่าย สังเกตดูว่า เมื่อเราถูกเพื่อนชักชวนไปเที่ยว หากมีจิตอ่อนแอไม่เข้มแข็ง หรือไม่เคยผ่านการบริหารฝึกฝนอบรมจิตมาก่อน ก็อาจโอนเอนหนีไปเที่ยวตามเพื่อนได้

วิธีเจริญสมาธิ
พระธรรมปิฏก กล่าวว่า ผู้ปฏิบัติธรรมอาจใช้สมาธิเพียงชั้นต้น ที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ(สมาธิชั่วขณะ : กล่าวแล้วใน ม.1)เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับใช้ปัญญาพิจารณาสภาวธรรมตามหลักวิปัสสนา และสมาธินั้นก็จะเจริญขึ้นไปกับการเจริญวิปัสสนาด้วย อย่างใดก็ดีแม้ว่าสมาธิที่เจริญขึ้นไปด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ ในที่สุดจะมีกำลังพอที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติบรรลุผลของการวิปัสสนาคือความหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ประจักษ์แจ้งนิพพานได้ก็จริงแต่ก็ไม่แรงกล้าเพียงพอที่จะให้ได้ผลสำเร็จทางจิตที่เป็นส่วนพิเศษออกไป คือ อภิญญาชั้นโลกีย์ต่าง ๆ มีอิทธิปาฏิหาริย์ เป็นต้น นอกจากนั้น การเริ่มต้นด้วยสมาธิที่ยังอ่อน ก็เหมือนคนเดินทางที่มีกำลังน้อยไม่เข้มแข็ง ทำให้มีความพร้อมในการเดินทางน้อยลง แม้จะหวังไปค่อย ๆ เสริมกำลังข้างหน้า ก็สู้คนที่เตรียมพร้อมเต็มที่ไปแต่ต้น เริ่มเดินทางด้วยความมั่นคงไม่มีห่วงกังวลเลยไม่ได้ ยิ่งถ้าปัญญาไม่เฉียบแหลมอีกด้วยก็ยิ่งยากลำบาก หรือถ้ามีปัญญาแกล้วกล้ามากไปบางทีก็พาให้ฟุ้งซ่านเข้าไปอีก ดังนั้นจึงความนิยมที่จะฝึกอบรมเน้นหนักด้านสมาธิให้เป็นพื้นฐานไว้ก่อนไม่มาก็น้อย แม้จะไม่หวังเอาผลสำเร็จทางด้านพลังจิตถึงขั้นฤทธิ์อภิญญาอะไร แต่ก็พอให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคงพอสมควรในการเจริญปัญญาต่อไปเรื่องที่ว่านี้ ถ้ามองดูความเป็นไปในชีวิตจริงจะเห็นชัดยิ่งขึ้น คนบางคนถ้าอยู่ในสถานที่มีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อย หรือมีคนอื่นเดินผ่านไปผ่านมา จะทำอะไรที่ใช้ความคิดไม่ได้เลย ที่จะใช้ปัญญาพิจารณาอะไรอย่างลึกซึ้งยิ่งไม่ได้เลย แต่คนบางคนมีจิตแน่วแน่มั่นคงดีกว่า แม้จะมีเสียงต่าง ๆ รบกวนรอบด้าน มีคนพลุกพล่านจอแจ ก็สามารถใช้ความคิดพิจารณาทำงานที่ต้องใช้สติปัญญาได้ อย่างปกติ บางคนมีกำลังจิตเข้มแข็งมาก แม้อยู่ในสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นหวาดกลัวก็ไม่หวั่นไหว สามารถใช้ปัญญาคิดการณ์ต่าง ๆ อย่างได้ผลดีดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ การฝึกอบรมเจริญสมาธิมีหลักสำคัญกว้าง ๆ ดังนี้คือ

การเจริญสมาธิตามวิธีธรรมชาติ

การเจริญสมาธิตามวิธีธรรมชาติ คือ การปฎิบัติตามหลักการเกิดขึ้นของสมาธิในกระบวนธรรมที่เป็นไปเองตามธรรมดาของธรรมชาติ ซึ่งพุทธพจน์แสดงไว้มากมายหลายแห่ง สาระสำคัญของกระบวนธรรมนี้คือ กระทำสิ่งที่ดีงามอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เกิดปราโมทย์(ความบันเทิงใจ ปลื้มใจ) ขึ้น จากนั้นก็จะเกิดมีปีติ(ความอิ่มใจ)ซึ่งตามมาด้วยปัสสัทธิ (ความสงบกายสงบใจ) ความสุขและสมาธิในที่สุด หลักการทั่วไปมีอยู่อย่างหนึ่งว่า การที่กระบวนธรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น ตามปกติจะต้องมีศีลเป็นฐานรองรับอยู่ก่น สำหรับคนทั่วไปศีลนี้ก็หมายเอาเพียงแต่การที่มิได้ไปเบียดเบียนล่วงละเมิดใครมา ที่จะเป็นเหตุให้ใจคอวุ่นวายคอยระแวงหวาดหวั่นกลัวโทษหรือเดือดร้อนในใจความผิดความชั่วร้ายของตนเอง มีความประพฤติสุจริตเป็นที่สบายใจตน ทำให้เกิดความมั่นใจตัวเองได้ ส่วนการกระทำที่จะให้เกิดปราโมทย์ก็มีได้หลายอย่าง เช่นอาจนึกถึงความประพฤติดีงามสุจริตของตนเองแล้วเกิดความปลาบปลื้มบันเทิงใจขึ้นก็ได้ อาจระลึกถึงการทำงานบำเพ็ญประโยชน์ของตน อาจระลึกถึง
พระรัตนตรัยและสิ่งดีงามอื่น ๆ อาจหยิบยกเอาหลักธรรมบางอย่างขึ้นมาก็ได้ทั้งสิ้น องค์ธรรมสำคัญที่จะเป็นบรรทัดฐานหรือเป็นปัจจัยใกล้ชิดที่สุดให้สมาธิเกิดขึ้นได้ ก็คือความสุข ดังพุทธพจน์ที่ตรัสเป็นแบบไว้เสมอ ๆ ว่า “สุขิโน จิตตํ สมาธิยติ” แปลว่า ผู้มีสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ

2) การเจริญสมาธิตามหลักอิทธิบาท

อิทธิบาท แปลว่า ธรรมเครื่องให้ถึงอิทธิ(ฤทธิหรือความสำเร็จ)หรือธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ทางแห่งความสำเร็จ มี 4 อย่าง คือ ฉันทะ ความพอใจ วิระยะ ความเพียร จิตตะ ความคิดจดจ่อ และวิมังสา ความคิดใตร่ตรอง

1. ฉันทะ ความพอใจ ได้แก่ ความมีใจรักในสิ่งที่ทำ และพอใจอยากทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ดังนั้นหากเรามีความพอใจในสิ่งที่เรากระทำดำเนินสู่
จุดหมาย ไม่ฟุ้งซ่าน ฉันทาสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากความพอใจ)ก็เกิดขึ้น

2. วิริยะ ความเพียร ได้แก่ ความอาจหาญ แกล้วกล้า ความบากบั่น การที่มีใจสู้ไม่ย่อท้อหวาดหวั่นกลัวต่ออุปสรรคและความยากลำบากทั้งหลาย คนที่มีความเพียรเท่ากับมีแรงหนุนเวลาทำงานหรือปฏิบัติธรรมก็ตาม จิตใจจะแน่วแน่ มั่นคง มุ่งสู่จุดมุ่งหมาย สมาธิก็เกิดขึ้นได้ เรียกว่า
เป็นวิริยสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากความเพียร)

3. จิตตะ ความคิดจดจ่อ หรือเอาใจฝักใฝ่ ได้แก่ ความมีจิตผูกพัน จดจ่อ เฝ้าคิดเรื่องนั้น ใจอยู่กับงานนั้น ถ้ามีใจจดจ่อแต่ในเรื่องนั้นๆ จิตใจก็ตั้งมั่น จิตจะแน่วแน่ในกิจที่ทำ มีกำลังมากเฉพาะสำหรับกิจนั้น เรียกว่าเป็นจิตตะสมาธิ(สมาธิที่เกิดจากจิตใจจดจ่อ)

4. วิมังสา ความคิดไตร่ตรอง ได้แก่ การใช้ปัญญาพิจารณาหมั่นใคร่ครวญตรวจหาเหตุผลและตรวจสอบข้อบกพร่องหรือ ข้อขัดข้องในกิจที่ทำ รู้จักทดสอบคิดค้นหาทางแก้ไขปรับปรุง ข้อนี้เป็นการใช้ปัญญาชักนำสมาธิ การคิดไตร่ตรองอย่างนี้ ย่อมช่วยรวมจิตให้คอยกำหนดและติดตามเรื่องที่พิจารณาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เป็นเหตุให้จิตแน่วแน่แล่นดิ่งไปกับเรื่องที่พิจารณา ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก และมีกำลัง เรียกว่าเป็นวิมังสาสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากการคิดใคร่ไตร่ตรอง)ความจริงอิทธิบาท 4 อย่างนี้ เกื้อหนุนกันและมักมาด้วยกัน เช่น เกิดฉันทะ มีใจรักแล้วก็ทำให้พากเพียร เมื่อมีความพากเพียร ก็เอาใจจดจ่อใจจดจ่อใฝ่ใจอยู่เสมอ และเปิดช่องให้ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองสาระของการสร้างสมาธิตามหลักอิทธิบาท ก็คือเอางาน สิ่งที่ทำหรือจุดหมายที่ต้องการเป็นอารมณ์ของจิต แล้วปลุกเร้าระดับฉันทะ วิริยะ จิตตะ หรือวิมังสา เช้านำหนุน สมาธิก็เกิดขึ้นและมีกำลังแข็งกล้า ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขและบรรลุผลสำเร็จด้วยดี

โดยนัยนี้ ในการปฏิบัติธรรมก็ดี ในการเล่าเรียนศึกษา หรือประกอบกิจการงานอื่นใดก็ดี เมื่อต้องการสมาธิ เพื่อให้กิจที่ทำนั้นดำเนินไปอย่างได้ผลดี ก็พึงปลุกเร้าและชักจูงอิทธิบาท 4 อย่างนี้ ให้เกิดเป็นองค์ธรรมเด่นนำขึ้นสักข้อหนึ่ง แล้วสมาธิความสุขสบายใจและการทำงานที่ได้ผล ก็เป็นอันหวังได้เป็นอย่างมากว่าจะเกิดมีตามมาเอง พร้อมกันนั้นการฝึกสมาธิหรือการปฏิบัติธรรมส่วนหนึ่งก็จะเกิดมีขึ้นในห้องเรียน ในบ้าน ในทุ่งนา ในที่ทำงาน และในสถานที่ทุก ๆ แห่ง

ตัวอย่างเช่น เมื่อจะสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ครูก็ทำตนเป็นกัลยาณมิตร โดยอาจชี้แจงให้นักเรียนเห็นคุณค่าความดีของของวิชานั้นหรือเรื่องราวนั้น ให้มองเห็นว่าวิชานั้นมีประโยชน์อย่างไร อาจเป็นประโยชน์ของตัวผู้เรียนเองเกี่ยวกับการหางานทำ การได้รับผลตอบแทนหรือความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เป็นต้น หรือถ้าจะให้ดีควรเป็นประโยชน์ของส่วนรวม เช่น ความเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์จนทำให้นักเรียนเกิดความรักความพอใจอยากเรียนเพราะอยากรู้วิชานั้น เรียกว่ากระตุ้นฉันทะให้เกิดขึ้นหรืออาจพูดปลุกเร้าในแง่ที่เป็นสิ่งท้าทายสติปัญญาความสามารถทำให้เกิดความเข้มแข็งคึกคักที่จะเรียน หรือกล่าวถึงตัวอย่างการกระทำสำเร็จของผู้อื่น ให้เกิดกำลังใจสู้ เป็นต้นเรียกว่ากระตุ้นวิริยะให้เกิดขึ้นหรืออาจกระตุ้นในแง่ของความรู้สึกเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบ ให้เห็นความเกี่ยวข้องและความสำคัญของเรื่องนั้นต่อชีวิตหรือต่อสังคม เช่น เรื่องเกี่ยวกับภัยอันตรายและปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งแม้นักเรียนจะมิได้ชอบมิได้รัก เรื่องนั้น แต่ก็จะเอาใจใส่ตั้งจิตจดจ่อเรียนอย่างแน่วแน่ เรียกว่า ทำจิตตะให้เกิดมีขึ้น หรือ ครูอาจสอนตามแนวของการสำรวจ ตรวจสอบ สืบสวน ทดลอง หรือค้นคว้าหาเหตุผล เช่น ตั้งเป็นปัญหาหรือคำถาม เป็นต้น ซึ่งนักเรียนจะต้องคิดไตร่ตรอง(วิมังสา) นักเรียนก็จะเรียนอย่างมีสมาธิได้เหมือนกัน

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การทอดผ้าป่า

ครั้งพุทธกาลเรียกว่า ผ้าบังสกุลจีวร คือผ้าเปื้อนฝุ่นที่ไม่มีเจ้าของหวงแหนทิ้งอยู่ตามป่าดงบ้าง ตามป่าดงบ้าง ตามป่าช้าบ้าง ตามถนนหนทางและห้อยอยู่ตามกิ่งไม้บ้าง ที่สุดจนกระทั่งที่เขาอุทิศวางไว้แทบเท้า ประเพณีการทอดผ้าป่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาล คือ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ ๆ ยังไม่ได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวร คือจีวรที่ชาวบ้านถวายโดยเฉพาะ ทรงอนุญาตแต่เพียงให้ภิกษุแสวงหาผ้าสุกุล คือผ้าเปื้อนฝุ่นที่ไม่มีเจ้าของเขาทิ้งแล้ว หรือผ้าที่เขาห่อซากศพทิ้งไว้ตามป่าช้า และเศษผ้าที่ทิ้งอยู่ตามถนนหนทาง นำมาซักฟอกตัดเย็บเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่งที่ต้องการ แล้วใช้นุ่งห่ม ชนผู้นับถือพระพุทธศาสนาส่วนมากในสมัยนั้นเห็นความลำบากของภิกษุในเรื่องนี้ มีความประสงค์จะบำเพ็ญกุศลไปไม่ขัดต่อพุทธบัญญัติในขณะนั้นจึงได้จัดผ้าที่สมควรแก่สมณบริโภคไปทอดทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ โดยมากเป็นป่าช้าที่รู้ว่าภิกษุผู้แสวงหาเดินไป เห็นจะเป็นด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า ผ้าป่า ในภาษาไทยเรา

แต่ครั้งนั้น การทอดผ้าป่าไม่ได้นิยมกาล แล้วแต่ใครศรัทธาจะทำเมื่อไร ก็ทอดเมื่อนั้น เมื่อทรงบัญญัติจีวรกาล คือ การแสวงหาและทำจีวรขึ้นจำกัด 1 เดือน นับแต่ออกพรรษาแล้วและถ้าได้กรานกฐินด้วยขยายออกไปอีก 4 เดือน จนถึงวันเพ็ญเดือน 4 การทอดผ้าป่าจึงนิยมทำกันในระยะนี้ ส่วนมากในฤดูออกพรรษาใหม่ ๆการทอดผ้าป่าที่ทำกันในประเทศไทย มีทำกันหลายอย่าง ได้แก่
ผ้าป่าหางกฐิน หรือผ้าป่าแถมกฐิน หมายถึง ผ้าป่าที่นำไปถวายวัดพร้อมกับการทอดกฐิน โดยจะถวายหลังจากการทอดกฐินแล้ว
ผ้าป่าโยง หมายถึง ผ้าป่าที่นำไปทอดตามวัดต่าง ๆ มากกว่า 1 วัดขึ้นไปในคราวเดียวกัน โดยจะนำพุ่มผ้าป่าไปหลาย ๆ พุ่มเมื่อถึงวัดใดก็ถวายวัดนั้น วัดละ 1 กองบ้าง 2 กองบ้าง เรื่อยไปจนกว่าจะหมด

พิธีทอดผ้าป่านี้จะเป็นแบบไหนก็ตาม ข้อสำคัญมีอยู่ว่าให้อุทิศเป็นผ้าป่าจริง ๆ อย่าถวายแก่ใครโดยเฉพาะ ถ้าทอดลับหลังพระสงฆ์ผู้รับเพียงแต่ตั้งใจขณะทอดว่า ขออุทิศผ้าและเครื่องบริวารเหล่านี้แก่ภิกษุผู้ต้องการผ้าบังสุกุลมาถึงเฉพาะหน้า เท่านี้ ก็ได้ชื่อว่าทอดและถวายผ้าป่าแล้ว แต่ถ้าเป็นการทอดหมู่ต่อหน้าพระสงฆ์ผู้รับ หัวหน้าทายกพึงนำว่าคำอุทิศถวายเป็นคำ ๆ ทั้งคำบาลี และคำแปล สำหรับ
ขั้นตอนปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อพระสงฆ์ในวัดและเจ้าภาพพร้อมกัน ณ บริเวณพิธีแล้ว เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย กราบ 3 ครั้ง
2. กราบพระสงฆ์ 3 ครั้ง อาราธนาศีล เสร็จแล้วกล่าวคำถวายผ้าป่า ดังนี้
คำถวายผ้าป่า

คำบาลี อิมานิ มะยัง ภันเต, ปังสุกูลจีวะรานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ, สาธุ โน
ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, ปังสุกูลจีวรานิ, สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ.

คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ของพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญฯ
3. พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุล เรียกว่า ชักผ้าป่าหรือชักผ้าบังสุกุล

4. ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแก่พระสงฆ์ (ถ้ามี)

5. พระสงฆ์อนุโมทนา ผู้อยู่ในพิธีกรวดน้ำ รับพร เป็นเสร็จพิธี

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การทอดกฐิน

กฐิน แปลว่า กรอบไม้หรือสะดึงสำหรับขึงผ้าเย็บจีวรของภิกษุ การทอดกฐิน คือ การนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างต่ำ 5 รูป แล้วให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ทั้งหมดเป็นเอกฉันท์ให้เป็นผู้รับกฐินนั้น การทอดกฐิน นิยมทำกันตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงกลางเดือน 12 ในวัดหนึ่ง ๆ จะทอดกฐินได้เพียง 1 ครั้ง ใน 1 ปี และพุทธศาสนิกชนนิยมทอดกฐินเพราะถือว่าจะได้รับอานิสงส์มากกว่าทานพวกอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ทุกเวลาประเพณีทอดกฐินมีมาตั้งแต่พุทธกาล มีเรื่องเล่าว่า ในครั้งพุทธกาลภิกษุชาวปาไถยรัฐ
(ปาวา) ผู้ถือธุดงค์จำนวน 30 รูป เดินทางไกลไปไม่ทันวันเข้าพรรษาโดยเหลือทางอีก 6 โยชน์จะถึงพระนครสาวัตถี จึงตกลงพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตตลอดไตรมาส (สามเดือน)ครั้นออกพรรษาแล้วจึงพากันเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เชตวันมหาวิหาร และในระยะทางที่เดินทางไปนั้น ฝนกำลังตกซุกอยู่ ภิกษุเหล่านี้มีจีวรเก่า เปื้อนโคลนและเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ได้รับความลำบากตรากตรำมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงถือเป็นมูลเหตุ ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุที่จำพรรษาครบ 3 เดือนกรานกฐินได้อานิสงส์กฐิน ภิกษุผู้ได้รับกรานกฐินย่อมได้รับอานิสงส์ 5 ประการ คือ

(1) เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา
(2) ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ
(3) ฉันคณะโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้
(4) ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
(5) จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้นจะได้แก่พวกเธอ และได้ขยายเขตอานิสงส์ 5 อีก 4 เดือนนับแต่กรานกฐินแล้ว

ชนิดของกฐิน กฐินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามระยะเวลาในการจัดเตรียม คือ

1. จุลกฐินคือ กฐินเร่งด่วน อาศัยความเคร่งครัดรีบด่วน การทำจีวรพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทจะละเลยมิได้ ถือเป็นสำคัญทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เสร็จภายในกำหนดวันหนึ่ง ทำฝ้ายปั่น กรอ ทอ ตัดเย็บ ย้อม ทำให้เป็นขันธ์ได้ขนาดตามพระวินัยแล้วทอดถวายให้เสร็จในวันนั้น

2. มหากฐิน คือ กฐินที่มีการเตรียมตัวมากเป็นเวลานาน พร้อมทั้งมีการตระเตรียมอื่น ๆ อีกมาก อาศัยปัจจัยไทยธรรมบริวารเครื่องกฐินจำนวนมากไม่รีบด่วนเพื่อจะให้ส่วนหนึ่งเป็นทุนบำรุงวัดเพื่อพัฒนาความเจริญของวัด มีการซ่อมแซมบูรณะของเก่าบ้าง ดังเช่นกฐินสามัคคีในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ ในประเทศไย นิยมเรียกชื่อกฐินตามประเภทวัดที่จะไปทอด คือ

1. กฐินหลวง หมายถึง กฐินที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ที่โปรดเกล้า ฯ นำไปทอดถวายที่พระอารามหลวง
2. กฐินพระราชทาน หมายถึง กฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้หน่วยราชการ เอกชน องค์กร หรือบุคคลต่าง ๆ
นำไปทอดที่พระอารามหลวง โดยผู้ที่มีความประสงค์จะทอดกฐินที่พระอารามหลวง จะต้องติดต่อที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ
3. กฐินสามัคคี หมายถึง กฐินที่หน่วยงาน องค์กร กลุ่มบุคคลหรือบุคคลต่าง ๆ นำไปทอดถวายที่วัดราษฏร์การเตรียมการ

1. จองกฐิน หมายถึง การแจ้งความประสงค์ทีจะนำผ้ากฐินไปทอดยังวัดที่ต้องการ สำหรับพระอารามหลวงให้แจ้งที่สำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ
2. บอกบุญแก่ญาติพี่น้องเพื่อร่วมทำพิธีในวันเวลาตามที่กำหนด
3. ตระเตรียมเครื่องกฐินและบริวาร ได้แก่ ผ้าไตรจีวร 3 ไตร สำหรับถวายพระผู้ครองกฐินและคู่สวด แต่ผ้าที่จะเป็นผ้ากฐินจริง ๆ จะใช้เพียง 1 ผืนเท่านั้น ส่วนบริวารกฐิน ได้แก่ จตุปัจจัย ไทยทาน เครื่องใช้ของพระภิกษุ เครื่องนวกรรม เช่น จอบ มีด ขวาน เป็นต้น

การถวายกฐิน
กฐินพระราชทาน ในการถวายกฐินนั้นนิยมถวายในโบสถ์ โดยเฉพาะกฐินพระราชทานจะถวายกันในโบสถ์ และก่อนจะถึงกำหนดเวลา จะนำเครื่องบริวารกฐินไปจัดตั้งไว้ในโบสถ์ก่อน ส่วนผ้าพระกฐินจะยังไม่เข้าไปพอถึงกำหนดเวลาพระสงฆ์แห่งวัดนั้นจะรับกฐิน จะลงโบสถ์พร้อมกันนั่งเป็นระเบียบบนอาสนะที่ซึ่งจัดไว้ เจ้าภาพเจ้าของกฐิน หรือผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐินไปทอดพร้อมด้วยผู้ร่วมในงานจะพากันไปยังโบสถ์ เมื่อถึงหน้าโบสถ์เจ้าหน้าที่จะนำผ้ากฐินไปรอส่งให้ประธานผู้ทอดกฐินซึ่งเจ้าภาพหรือผู้รับพระราชทานผ้าพระกฐินนั้นประธานรับผ้าพระกฐินวางบนมือถือประคองนำคณะเดินเข้าสู่โบสถ์แล้วนำผ้าพระกฐินไปวางไว้บนพานทีจัดไว้หน้าพระสงฆ์และหน้าพระประธานในโบสถ์ คณะที่ตามมาเข้านั่งที่ ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วทราบพระพุทธรูปประธานในโบสถ์ แบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้งแล้วลุกมายกผ้าพระกฐินในพานขึ้น ดึงผ้าห่มพระประธานมอบเจ้าหน้าที่รับไปห่มพระประธานทีหลัง แล้วประนมมือวางผ้าพระกฐินบนมือทั้งสองหันหน้าตรงพระสงฆ์แล้วกล่าวคำถวายผ้าพระกฐินจบแล้ว พระสงฆ์รับสาธุการ ประธานวางผ้าพระกฐินลงบนพานเช่นเดิม แล้วกลับเข้านั่งที่ ถัดจากนี้ไปเป็นพิธีกรานกฐินของพระสงฆ์

กฐินสามัคคี กฐินของประชาชนหรือกฐินสามัคคี ในวัดบางวัดนิยมถวายกันที่ศาลาการเปรียญหรือวิหารสำหรับทำบุญ เจ้าหน้าที่จึงนำผ้ากฐินที่ถวายแล้วไปถวายพระสงฆ์พิธีกรานกฐินในโบสถ์เฉพาะพระสงฆ์อีกทีหนึ่ง
การทำพิธีกฐินัตถารกิจของพระสงฆ์ เริ่มจากการกล่าวคำขอความคิดเห็นที่เรียกกันว่า อปโลกน์และการสวดญัตติทุติยกรรม คือ การยินยอมยกให้ ต่อจากนั้นพระสงฆ์รูปที่ได้รับความยินยอมนำผ้าไตรไปครองเสร็จแล้วขึ้นนั่งยังอาสนะที่เดิม ประชาชนผู้ถวายผ้ากฐินทายกทายิกาและผู้ร่วมบำเพ็ญกุศล ณ ที่นั้นเข้าประเคนสิ่งของอันเป็นบริวารขององค์กฐินตามลำดับจนเสร็จแล้ว พระสงฆ์ทั้งหมดจับพัด ประธานสงฆ์เริ่มสวดนำด้วยคาถาอนุโมทนา ประธานหรือเจ้าภาพผู้ถวายกฐินกรวดน้ำ จนจบบทยถาแล้ว คฤหัสถ์ทั้งหมดนั่งประนมมือรับพรพระจนจบเป็นเสร็จพิธี

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การกรวดน้ำ

การกรวดน้ำ หมายถึง การตั้งใจแผ่ส่วนบุญหรือส่วนกุศลที่ได้ทำไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปหรือผู้ใดผู้หนึ่ง โดยการรินน้ำใส่ภาชนะเพื่อเป็นเครื่องบ่งถึงเจตนาอุทิศนั้นกิริยาหลั่งน้ำใส่ภาชนะนิยมทำในหลายกรณี คือ

1. ให้วัตถุสิ่งของที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้
2. ให้สิ่งของที่ใหญ่โตซึ่งไม่สามารถหยิบยกให้ได้
3. ใช้ประกาศการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพ
4. ใช้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง
การกรวดน้ำที่นิยมโดยทั่วไปมี 2 วิธีคือ

1. การกรวดน้ำโดยใช้น้ำหลั่งลงในภาชนะที่รองรับ หากที่หลั่งมีปากเล็ก เวลากรวดน้ำให้ค่อย ๆ รินใส่ที่รองโดยมิให้ขาดสาย เมื่อกรวดเสร็จให้นำไปเทไว้ที่โคนไม้หรือที่กลางแจ้ง ห้ามเทใส่ถังขยะหรือสถานที่สกปรก

2. การกรวดน้ำโดยไม่ต้องใช้น้ำ ใช้ในกรณีที่ไม่ได้จัดเตรียมน้ำสำหรับกรวดหรือหาน้ำกรวดไม่ได้ ผู้กรวดพึงตั้งใจอุทิศส่วนกุศลที่ตนได้ทำให้แก่ผู้ที่ต้องการอุทิศไปให้

การกรวดน้ำ สามารถทำได้ทุกเมื่อหลังการบำเพ็ญบุญกุศล ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล ส่วนขั้นตอนการกรวดน้ำเริ่มจากที่พระสงฆ์กล่าวอนุโมทนาว่า ยถา วาริวหา…ให้เริ่มเทน้ำกรวดพร้อมกับตั้งในอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้แก่ผู้ที่ต้องการให้รับ โดยอาจระบุชื่อ นามสกุล ด้วยก็ได้ หรืออาจจะอุทิศโดยไม่เจาะจงผู้ใดผู้หนึ่งก็ได้เมื่อพระสงฆ์สวดบทว่า สพพีติโย…ให้เทน้ำที่เหลือลงในภาชนะรองรับให้หมดแล้วตั้งใจรับพรที่พระสงฆ์สวดให้จนกว่าจะจบ แล้ว
นำน้ำไปเทในที่ดังกล่าวแล้ว และในขณะกรวดน้ำและรับพรไม่ควรลุกขึ้นไปทำกิจอย่างอื่น หรือทำกิจอื่นใดควรตั้งใจฟังสวดจนจบ

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

ผ้าอาบน้ำฝน

ผ้าอาบน้ำฝน หรือที่เรียกว่า ผ้าวัสสิกสาฎก คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝน หรืออาบน้ำทั่วไป เรียกกันว่าผ้าอาบน้ำฝนและเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ผ้าอาบ” แต่เดิมพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ทรงไว้แต่ผ้า ๓ผืน ที่เรียกว่า ไตรจีวร คือ สังฆาฏิ ผ้าคลุมชั้นนอก อุตตาสงค์ ผ้าห่ม (จีวร) แลอันตรวาสก ผ้านุ่ง (สบง) เท่านั้น ยังหาได้ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าอาบน้ำฝนไม่ เมื่อเวลาฝนตกภิกษุบางรูปปราถนาจะอาบน้ำฝนไม่มีผ้าอื่นจะผลัดนุ่งอาบก็เปลือยกายอาบน้ำฝน ครั้งหนึ่ง นางวิสาขามหาอุบาสิกาใช้นางทาสีไปยังอาราม นางทาสีเห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนก็เข้าใจว่าเป็นพวกอาชีวก (ชีเปลือย) จึงกลับมาบอกนางวิสาขาว่า ไม่มีภิกษุในอารามเลย มีแต่อาชีวกนอกพระศาสนานางวิสาขาจึงได้ทูลขอพร
ต่อพระพุทธเจ้าเพื่อจะถวายผ้าสำหรับผลัดอาบน้ำฝนแก่ภิกษุทั้งหลายพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายรับผ้าอาบน้ำฝนได้แต่นั้นมา
ผ้าอาบน้ำฝนนี้ ต้องทำให้ถูกต้องพระวินัยบัญญัติ โดยประมารที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ คือ เป็นผ้าผืนยาว 6 คืบพระสุคต กว้าง 2 คืบครึ่ง คิดโดยประมาณของช่างไม้ปัจจุบัน ยาวรวม 4 ศอกกับ 3 กระเบียด กว้างราว 1 ศอก 1 คืบ กับ 4 นิ้ว 1 กระเบียดเศษ ถ้าทำให้ยาวหรือกว้างเกินประมาณนี้ไป ภิกษุใช้สอยต้องอาบัติ ต้องตัดส่วนที่กว้างหรือยาวเกินประมาณนั้นออกเสียจึงแสดงอาบัติได้อีกประการหนึ่ง ทรงบัญญัติเขตกาลที่จะแสวงหา เขตกาลที่จะทำเขตกาลที่จะนุ่งห่ม และเขตกาลอธิษฐานใช้สอยไว้ว่า

ก. ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน7๗ ถึงวันเพ็ญเดือน 8 รวมเวลา 2 ปักษ์เป็นเวลา 1 เดือนในปลายฤดูร้อน นี้เป็นเขตกาลแสวงหา
ข. ตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำเดือน 8 ถึงวันเพ็ญ เป็นเวลากึ่งเดือนท้ายฤดูร้อน เป็นเขตกาลทำนุ่งห่ม
ค. ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 8 ไปจนสิ้นฤดูฝน คือ เพ็ญเดือน 12 รวมเวลา 4 เดือน นี้เป็นเขตกาลอธิษฐานใช้สอย ถ้ายังไม่ถึงเขตกาลที่ทรงอนุญาตไว้นี้ ภิกษุแสวงหาได้มา หรือทำนุ่งห่ม หรืออธิษฐานใช้สอยท่านปรับอาบัติโดยความมุ่งหมายและเหตุผลดังกล่าวนี้ เมื่อถึงกาลที่ภิกษุจะต้องแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 7 เป็นต้นไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 8 ทายกจึงมักถือโอกาสบำเพ็ญกุศลโดยจัดหาผ้าอาบน้ำฝนเข้ากันหลาย ๆ คน จนครบจำนวนภิกษุสามเณรในวัดนั้น ๆแล้วนำไปถวายในที่ประชุมสงฆ์ กำหนดถวายระหว่างข้างขึ้นเดือน 8 ตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำไป แต่ในปัจจุบันโดยมากกำหนดวันถวายเป็นหมู่ ณ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 คือ ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน เพื่อพระสงฆ์รับแล้วใช้ได้ทันที่ไม่ต้องรอเพราะอยู่ในเขตกาลทำและใช้ จะกำหนดวันใดแล้วแต่ฝ่ายทายกนัดหมายและตกลงกับทางวัด ในการถวายมีระเบียบปฏิบัติ ดังนี้

1. ในวันกำหนดถวายผ้าสัสสิกสาฎก ภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาควรประชุมพร้อมกันในโรงอุโบสถ หรือในศาลาการเปรียญแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วแต่เหมาะสม ก่อนถวายเจ้าอาวาสหรือภิกษุผู้สามารถรูปหนึ่งพึงแสดงธรรมอนุโมทนาวัสสิกสาฎกทานของทายก 1 กัณฑ์ ถ้าวันถวายกำหนดในวันธรรมสวนะประจำ เทศน์กัณฑ์วันธรรมวสนะนี้ควรต่อท้ายอนุโมทนาวัสสิกสาฎกทานด้วยเลย

2. เมื่อแสดงธรรมจบแล้ว หัวหน้าทายกนำกราบพระและว่า นโม พร้อมกัน 3 จบก่อน ต่อนั้นนำถวายผ้าวัสสิกสาฎก ซึ่งตั้งไว้ ณเบื้องหน้าต่อหน้าพระสงฆ์ให้ว่านำเป็นคำๆ ทั้งคำบาลีและคำแปล

คำบาลี อิมานิ มยํ ภนฺเต, วสฺสิกสาฎกานี, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต,
ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ, วสฺสิกสาฎกานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ หิตาย, สุขาย.

คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารเหล่านี้แด่พระพระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
ถ้าไม่มีเครื่องบริวารถวายพ่วงด้วย ก็ตัดคำบาลีว่า “สปริวารานิ” และ คำแปลว่า”กับทั้งบริวาร” ออกเสียทุกแห่ง

3. ในระหว่างทายกกล่าวคำถวายพระสงฆ์ทั้งหมดควรประนมมือพอจบคำถวายแล้ว พระสงฆ์รับ “สาธุ” พร้อมกัน แล้วเจ้าอาวาสหรือภิกษุจีวรภาชนะ (เจ้าอธิการแจกจีวร) ของวัดนั้นออกรับผ้าแทนสงฆ์ หรือจะทำสลากติดผ้าและไทยธรรมที่มีประกอบสำรับหนึ่งให้พระสงฆ์จับอีกสำรับหนึ่ง โดยลงเลขตรงกัน รูปใดจับได้เลขอะไร เป็นของใคร ก็ให้เจ้าของไทยธรรมเลขนั้นนำมาประเคนรูปนั้นเป็นรายตัว ดังนี้ก็ได้

4. ประเคนเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา

5. ระหว่างพระว่า ยถา ทายกทั้งหมดพึงกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรไปจนจบเป็นอันเสร็จพิธี

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

สังฆทาน

การถวายทาน คือ การถวายวัตถุที่ควรให้เป็นทาน ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าวัตถุที่ควรให้เป็นทานนี้ว่า “ทานวัตถุ” จำแนกได้เป็น 10 ประการ คือ
1. ภัตตาหาร
2. น้ำรวมทั้งเครื่องดื่มอันควรแก่สมณบริโภค
3. ผ้า เครื่องนุ่งห่ม
4. ยานพาหนะ สงเคราะห์ปัจจัยค่าโดยสารเข้าด้วย
5. มาลัย และดอกไม้เครื่องบูชาพระ
6. ของหอม หมายถึงธูปเทียนบูชาพระ
7. เครื่องลูบไล้ หมายถึงเครื่องสุขภัณฑ์สำหรับชำระร่างกายให้สะอาด มรสบู่ เป็นต้น
8. ที่นอนอันควรแก่สมณะ
9. ที่อยู่อาศัย มีกุฎีเสนาสนะและเครื่องสำหรับเสนาสนะ เช่น เตียง ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
10. เครื่องตามประทีปมีเทียนจุดใช้แสง ตะเกียง น้ำมันตะเกียง และไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้ง 10 ประการนี้ ควรถวายเป็นทานแด่ภิกษุสามเณรเพื่อใช้สอยหรือบูชาพระตามสมควรสังฆทาน นั้น หมายถึง ทานที่อุทิศแก่สงฆ์ มิได้เจาะจงแก่บุคคล โดยนิยมที่เข้าใจทั่วไปในเรื่องการถวายสังฆทานนี้ ก็คือการจัดภัตตาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ไม่เกี่ยวกับการถวายวัตถุทางอย่างอื่น ๆ การจัดภัตตาหารถวายสงฆ์อย่างนี้ เรียกว่า ถวายสังฆทาน
เครื่องสังฆทาน ก็คือ ทานวัตถุที่จะถวายเป็นสังฆทานมีภัตตาหารเป็นที่ตั้ง นอกนั้นจะมีของเป็นบริวารอื่น ๆ ได้แก่ น้ำรวมทั้งเครื่องดื่มอันควรแก่สมรบริโภค ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ดอกไม้ ธูปเทียน สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก คิลานเภสัช ได้แก่ ยารักษาโรคต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยซึ่งอาจทำใบปวารณาถวายก็ได้

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การถวายภัตตาหาร สิ่งของที่ควรถวายและสิ่งของต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ

การถวายภัตตาหาร สิ่งของที่ควรถวายและสิ่งของต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ

สิ่งของที่ควรถวายพระภิกษุ

1. ข้าวและอาหารที่จะนำมาถวาย นิยมเป็นข้าวปากหม้อและกับข้าวปากหม้อ คือ เป็นสิ่งที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่ได้ตักออกไปเพื่อบริโภคหรือใช้อย่างอื่น ส่วนกับข้าวที่ปรุง หากเป็นเนื้อสัตว์ไม่ควรฆ่า เพื่อถวายพระโดยเฉพาะ
2. สิ่งของที่นำมาถวายพระทุกอย่างควรเป็นสิ่งของที่ได้มาหรือใช้ทรัพย์ที่บริสุทธิ์ จัดซื้อมารวมทั้งเจตนาที่จะถวายก็ต้องบริสุทธิ์ด้วย
3. ปกติสิ่งของที่จะนำมาถวาย ก็มี ข้าว กับข้าว และของหวาน แต่ในบางกรณีอาจถวายดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าที่สมควรแก่สมณะหรือสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ อันสมควรแก่สมณบริโภค
สิ่งของต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ
1. ภัตตาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะต้องไม่เป็นเนื้อสัตว์ที่ฆ่าเพื่อถวายพระโดยเฉพาะ
2. เนื้อสัตว์จะต้องไม่เป็นเนื้อสัตว์ 10 ชนิด ที่ห้ามพระภิกษุฉัน ได้แก่ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี เนื้อเสือดาว
3. ไม่ควรถามพระภิกษุว่าชอบอาหารชนิดใด ชอบอาหารที่ถวายหรือไม่ เพราะเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วันเทโวโรหณะ

วันเทโวโรหณะ แปลว่า วันเป็นที่ลงจากเทวโลก หมายถึง วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกมาสู่มนุษยโลก หลังจากที่ได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระมารดา และเสด็จจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพครบไตรมาสแล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในช่วง 5–4 ปีหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และแสดงธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ต่าง ๆ แล้วปรากฏว่าลาภสักการะของพวกเดียรถีย์ได้เสื่อมลงตามลำดับ ทั้งนี้เพราะประชาชนได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทำให้พวกเดียรถีย์เดือนร้อนต่างพากันคิดแสวงหาวิธีที่จะดึงให้ประชาชนกลับ มาเลื่อมใสตนโดยใส่ร้ายพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผลร้ายกลับตกมาสู่พวกของตนด้วยซ้ำ ในที่สุดจึงได้อาศัยข้อบัญญัติที่พระพุทธเจ้าห้ามเฉพาะพระสาวกแสดงปาฏิหาริย์ เที่ยวประกาศข่าวท้าพระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์แข่งกัน โดยลืมนึกไปว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามเฉพาะสาวกเท่านั้นไม่รวมถึงตัวพระองค์ เมื่อความทราบถึงพระพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงคิดถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากพระองค์ไม่แสดงปาฏิหาริย์ จึงทรงประกาศว่าในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8พระองค์จะแสดงปาฏิหาริย์ที่ต้นมะม่วงพวกเดียรถีย์ได้ฟังดังนั้นจึงหาวิธีแกล้งพระพุทธเจ้าโดยช่วยกันทำลายต้นมะม่วงในเมืองนั้นทั้งหมด แล้วก็ช่วยกันสร้างมณฑปของตนเพื่อแสดงปาฏิหาริย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตอนเช้าปรากฏว่าเกิดฝนตกและพายุพัดมณฑปของพวกเดียรถีย์พังจนหมดสิ้นส่วน
พระพุทธองค์ได้เสด็จไปสู่ที่แสดงปาฏิหาริย์ที่ทรงกำหนดไว้ ในระหว่างทางทรงรับผลมะม่วงสุกจากนายคัณฑะซึ่งเป็นคนเฝ้าพระราชอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงให้พระอานนท์นำมะม่วงมาทำน้ำปานะถวาย จากนั้น จึงให้นายคัณฑะนำเมล็ดมะม่วงปลูก ณ ที่นั่น แล้วใช้น้ำล้างพระหัตถ์รด ปรากฏว่า ต้นมะม่วงได้งอกขึ้นและใหญ่โตอย่างรวดเร็ว ด้วยปาฏิหาริย์ของพระพุทธองค์จากนั้น พระองค์จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ที่ต้นมะม่วงนั้นหลายประการ เมื่อทรงแสดงเสร็จ วันรุ่งขึ้นจึงเสด็จไปจำพรรษายังดาวดึงส์เทวโลก ตามธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย แสดงพระอภิธรรมโปรดพระมารดาตลอด 3 เดือนเมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นมหาปวารณา พระองค์จึงเสด็จลงจากดาวดึงศ์เทวโลกสู่ภพของมนุษย์ที่ประตูเมืองสังกัสสนครโดยมีขบวนเทพยดาและประชาชนตามส่งเสด็จและรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติและในวันนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงเนรมิตให้เทวดามนุษย์และสัตว์นรกมองเห็นซึ่งกันและกัน ตลอดทั้ง 3 โลก (สวรรค์ มนุษย์และนรก) การลงโทษในเมืองนรกยุติชั่วคราวในวันนี้ ดังนั้น วันนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันพระเจ้าเปิดโลกบางตำนานกล่าวว่าวันนั้นได้มีมหาชนมาเฝ้าถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระพุทธเจ้าเป็นอันมากเนื่องจากไม่ได้พบพระพุทธเจ้าถึง 3 เดือน เมื่อประชาชนมาก การถวายอาหารโดยใกล้ชิดจึงเป็นไปโดยไม่สะดวก คนที่เข้าไม่ถึงนำข้าวสาลีข้าวสุกที่นำมาปั้นเป็นก้อนๆ แล้วโยนใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นประเพณีที่นิยมทำข้าวต้มลูกโยนใส่บาตรพระในวันนี้ การทำบุญตักบาตรในวันนี้จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตักบาตรเทโว (เทโว ย่อมาจากคำว่า เทโวโรหณะนั่นเอง)
ระเบียบพิธี

1. ก่อนถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นกำหนดวันทำบุญตักบาตร ทางวัดที่จะจัดให้มีงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ จะต้องเตรียม

1) รถทรงพระพุทธรูป หรือคานหามพระพุทธรูป เพื่อชักหรือหามนำหน้าพระสงฆ์ในการรับบาตร มีที่ตั้งบาตรสำหรับบิณฑบาตตรงหน้าพระพุทธรูปด้วย จัดตกแต่งรถหรือคานหามประดับด้วยฉัตร ธง ให้สวยงาม ถ้าไม่สามารถจัดทรงหรือคานหามจะใช้อุบาสกเป็นผู้เชิญพระพุทธรูปก็ได้ และมีผู้ถือบาตรตามสำหรับรับบิณฑบาต
2) พระพุทธรูปยืน 1 องค์ สำหรับเชิญขึ้นประดิษฐานบนรถทรงหรือคานหาม
3) เตรียมสถานที่ให้ทายกทายิกาตั้งเครื่องใส่บาตร
4) แจ้งกำหนดการต่าง ๆ ให้ทายกทายิกาทราบล่วงหน้า

2. สำหรับทายกทายิกาเมื่อทราบกำหนดจากทางวัดแล้วจะต้องตระเตรียมและดำเนินการดังนี้

1) เตรียมภัตตาหารสำหรับใส่บาตร
2) ถึงกำหนดนัดในวันนั้น ก็นำเครื่องใส่บาตรทั้งหมดไปตั้งใส่ที่วัดตามที่วัดจัดเตรียมให้ รอจนขบวนพระมาถึงตรงหน้าตนจึงใส่บาตร ให้ใส่ตั้งแต่พระพุทธรูปในรถหรือคานหามที่นำหน้าพระสงฆ์ไปเป็นลำดับ จนหมดพระสงฆ์รับ หรือหมดของเตรียมมา
3) เมื่อใส่บาตรแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วันออกพรรษา

วันออกพรรษา ตรงกันวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันครบ 3 เดือน หลังจากที่พระภิกษุอธิษฐานตั้งใจจำพรรษาไม่จาริกไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในวันเข้าพรรษา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันมหาปวารณา ที่เรียกเช่นนี้เป็นเพราะเป็นวันที่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่ร่วมกัน ๓ เดือนตลอดพรรษา ได้ปวารณาตนต่อกัน คือ เปิดโอกาสให้ภิกษุอื่นเตือนเกี่ยวกับความประพฤติเสื่อมเสียใด ๆ ไม่ว่าจะโดยการได้เห็นได้ยินมาด้วยตนเองหรือโดยการระแวงสงสัยก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ภิกษุผู้อยู่ร่วมกันนาน ๆ ย่อมจะเห็นข้อบกพร่องของกันและกันจึงควรมีการว่ากล่าวตักเตือนกันขึ้น เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ความสามัคคีขึ้นในภายหมู่สงฆ์ ก่อนที่แต่ละรูปจะจาริกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ต่อไป
ระเบียบพิธี

ปวารณากรรม หรือการออกพรรษา มีระเบียบพิธีที่ภิกษุจะต้องปฏิบัติ ดังนี้

1. ในวันเพ็ญเดือน 11 นั้น ต้องทำบุพกรณ์และบุพกิจเหมือนการทำสังฆอุโบสถ เว้นแต่ในส่วนบุพกิจไม่นำปาริสุทธิ เปลี่ยนเป็นนำปวารณาของภิกษุไข้มา เมื่อถึงกำหนดเวลาที่พระสงฆ์เคยลงทำอุโบสถกรรมสวดพระปาติโมกข์ตามปกติ ตีระฆังสัญญาณให้ภิกษุทั้งวัดลงประชุมพร้อมกันในโรงอุโบสถ นั่งบนอาสน์สงฆ์ตามลำดับพรรษาแก่อ่อนจากขวามาซ้ายเรียงแถว ๆ ไป หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปประธาน กล่าวคำบูชา
พระรัตนตรัย

2. เจ้าอาวาสหรือพระสังฆเถระผู้ฉลาดในสังฆกรรม ขึ้นนั่งเตียงปาติโมกข์ ประกาศชี้แจงเรื่องทำปวารณากรรมให้เข้าใจทั้วกันก่อนแล้วเริ่มบอกบุพกรณ์บุพกิจของปวารณากรรม เสร็จแล้วตั้งญัตติปวารณากรรม ต่อนั้นพระสงฆ์พึงปวารณากัน ตามแบบโดยลำดับอาวุโส ถ้ามีจำนวนภิกษุจำพรรษามากเป็นร้อยๆ รูป จะให้ผู้มีพรรษาเท่ากันปวารณาพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ต้องบอกแจ้งในญัตติว่าจะใช้เอกวาจิกาสมานวัสสิกาปวารณาก่อน

3. ระเบียบปวารณาที่นิยมกัน ให้พระสงฆ์ทั้งหมดนั่งพับเพียบเรียงแถวไม่ละหัตถบาสตามลำดับอาวุโส ทุกรูปหันเข้าหาพระพุทธรูปประธาน ผู้แก่อาวุโสปวารณาก่อน ถึงลำดับตนแล้วพึงคุกเข่าว่าคำปวารณา จบแล้วนั่งราบพับเพียบตามเดิม โดยนัยนี้จนได้ปวารณาทั่วกันครบทุกรูป

4. เมื่อปวารณาเสร็จแล้วใหญ่จะมีสวดมนต์ต่อท้าย

5. ภิกษุทุกรูปเมื่อปวารณาแล้วในวันปวารณานั้นจำต้องรักษาราตรีอยู่

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

การเข้าพรรษา

การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุผูกใจว่าจะอยู่ประจำเสนาสนะวัดใดวันหนึ่ง ตลอดเวลา 3 เดือนในฤดูฝนไม่ไปค้างแรมให้ล่วงราตรีในที่แห่งอื่นระหว่างที่ผูกใจนั้น เป็นพิธีกรรมสำหรับภิกษุโดยตรง ซึ่งมีวินัยนิยมบรมพุทธานุญาตไว้ให้ปฏิบัติทุกรูป จะเว้นเสียมิได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ มีเรื่องราวปรากฎ อยู่ในวัสสูปนายิกขันธกะ พระวินัยปิฎกใจความย่อ ๆ ว่า สมัยเมื่อผ่านปฐมโพธิกาลไปแล้วมีกุลบุตรเข้ามาบวชเป็นภิกษุมากขึ้น พระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติให้ภิกษุจำพรรษา ถึงฤดูฝนมีน้ำขังเต็มพื้นที่ไร่นาทั่วไป ชาวบ้านอาศัยพื้นที่เหล่านั้นประกอบอาชีพทางกสิกรรมพวกพ่อค้าเป็นต้นที่มิใช่ชาวกสิกรต่างพักผ่อนหยุดสัญจรกันในฤดูนี้เพราะนอกจากไม่สะดวกแล้วยังเป็นอันตรายแก่พืชผลของชาวไร่ชาวนา แต่ภิกษุในสมัยนั้นบางจำพวกหาพักการจาริกไม่บ้างพากันย่ำเหยียบหญ้าระบัดและสัตว์เล็กตายเป็นอันมาก ชาวบ้านพากันติเตียน พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงบัญญัติให้ภิกษุสำพรรษาในฤดูฝนตลอด 3 เดือน นับแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 11 เหลือเวลา 1 เดือน ท้ายฤดูฝนคือแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงเพ็ญเดือน 12 ซึ่งเป็นเวลานำลดและพืชผลเริ่มสุกแล้วไว้เป็นจีวรกาล คือ เวลาแสวงหาจีวรผลัดเปลี่ยนของภิกษุ

ต่อมาทรงบัญญัติซ้ำเติมในเรื่องการจำพรรษานี้อีกให้ภิกษุทุกรูปถือเสนาสนะจะเป็นถ้ำ คูหา หรือกุฏิอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ที่มีมุง ที่บังแดดฝนครบถ้วน ห้ามจำพรรษาในที่กลางแจ้ง ในโพรงไม้ ในหลุมที่ขุดหรือในกุฏิดินซึ่งมีลักษณะเหมือนตุ่มอาจเป็นอันตรายพังลงมาทับเพราะน้ำฝนได้ โดยพระพุทธบัญญัติดังกล่าวนี้จึงถือเป็นประเพณีนิยมปฏิบัติสืบ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้
ระเบียบพิธี

การเข้าพรรษาเป็นวัตรปฏิบัติของภิกษุสามเณร ซึ่งมีระเบียบพิธีปฏิบัติดังนี้

1. ถึงวันเข้าพรรษา คือ วันแรมค่ำหนึ่ง เดือน 8 ถ้าเป็นปีมีอธิกมาสก็ตกวันแรมค่ำหนึ่ง เดือน 8 หลัง พระภิกษุ สามเณรทั้งหมดภายในวัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียนใส่พานหรือภาชนะที่สมควรเพื่อใช้สักการะปูชนียวัตถุต่าง ๆ ในวัด และใช้ทำสามีจิกรรมกันตามธรรมเนียมให้พร้อมก่อน และในวันนี้หรือวันก่อนวันนี้หนึ่งหรือสองวันทายกทายิกามักนำเครื่องสักการะมากถวายภิกษุสามเณรที่ตนนับถือ เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าอาบน้ำฝน เป็นต้น และมักจะนิยมหล่อเทียนขนาดใหญ่กุให้จุดอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนตลอด 3 เดือน ถวายสงฆ์เพื่อจุดเป็นพุทธบูชาเริ่มตั้งแต่วันเข้าพรรษา

2. ถึงกำหนดเวลา ส่วนใหญ่จะเป็นตอนเย็น พระภิกษุสามเณรลงพร้อมกันในโรงอุโบสถ จัดให้นั่งตามลำดับอาวุโสก่อนหลัง หันหน้าไปทางพระพุทธรูป เริ่มทำวัตรเย็น แสดงพระธรรมเทศนาหรืออ่านประกาศเรื่องวัสสูปนายิกา ทำสามีจิกรรม คือ ขอขมาโทษต่อกัน อธิษฐานพรรษา เสร็จแล้วสักการบูชาปูชนียสถานภายในวัด

3. การประกาศวัสสูปนายิกา นั้น ก็เพื่อบอกให้รู้เรื่องเข้าพรรษา บอกเขตของวัดนั้น ๆ ที่จะต้องรักษาพรรษา บอกเรื่องการถือเสนาสนะ และประกาศให้รู้ว่า จะให้ถืออย่างไร ปฏิบัติอย่างไร และหากมีกติกาอื่นใดอีกในเรื่องจำพรรษาร่วมกันก็ให้บอกได้ในประกาศนี้

4. การทำสามีจิกรรม ขอขมาโทษต่อกัน เป็นหน้าที่ของภิกษุสามเณรทุกรูปในวัดนั้น ๆ จะต้องทำตามวินัยนิยม ซึ่งมีระเบียบพิธีดังนี้

1) ผู้รับขอขมาโทษ นั่งพับเพียบหันหน้ามาทางผู้ขอขมา เมื่อผู้ขอขมากราบเริ่มประนมมือรับ
2) ผู้ขอขมาโทษคุกเข่ากราบพร้อมกัน 3 ครั้ง เฉพาะรูปที่เป็นพระสังฆเถระและเจ้าอาวาส
3) กราบแล้ว ยกพานเครื่องสักการะขึ้นประคองแค่อกน้อมกายลงเล็กน้อย กล่าวคำขอขมา
4) เมื่อผู้รับขอขมากล่าวคำอภัยโทษแล้ว ผู้ขอทั้งหมดรับคำให้อภัยพร้อมกัน ด้วยอาการยกพานเครื่องสักการะขึ้นใน
ท่าจบนิดหน่อย
5) เสร็จจากรูปหนึ่งแล้วทำกับอีกรูปหนึ่ง โดยวิธีดังกล่าวต่อเนื่องกันไปจนถึงสามเณรรูปสุดท้ายเป็นอันเสร็จพิธี

5. การอธิษฐานเข้าพรรษา มีระเบียบปฏิบัติสืบกันมา คือ ให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดคุกเข่าขึ้นพร้อมกัน หันหน้าทางพระพุทธรูป
ประธาน กราบพระพุทธรูป 3 ครั้งแล้ว พระสังฆเถระผู้เป็นประธานหรือเจ้าอาวาสนำประนมมือว่า นโม พร้อมกัน 3 จบ ต่อจากนั้นนำเปล่ง
คำอธิษฐานพรรษาพร้อมกัน 3 จบ ว่า“อิมสฺมึ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ” (หรือ อุเปมะ) เสร็จแล้วกราบพระอีก 3 ครั้ง นั่งราบพับเพียบตามเดิม

6. การสักการะบูชาปูชนียวัตถุสถานภายในวัด หากมิได้สักการบูชาปูชนียวัตถุสถานก่อนเข้าโรงอุโบสถ เมื่อออกจากโรงอุโบสถแล้ว พึงถือเครื่องสักการะร่วมกันไปสักการะปูชนียสถานอื่น ๆ ในบริเวณวัดเท่าที่มี เช่น พระเจดีย์ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้น เสร็จแล้วถ้าต้องการทำสามีจิกรรมกันตามกุฎีต่อ ก็พึงทำในระยะนี้ กลับถึงกุฎีของตนแล้ว ถ้าจะอุตสาหะอธิษฐานพรรษาซ้ำจำกัดเฉพาะเขตกุฎีของตนอีกก็ทำได้

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วันธรรมสวนะ

วันธรรมสวนะ คือ วันกำหนดประชุมฟังธรรมที่เรียกเป็นคำสามัญทั่วไปว่า ”วันพระ” เป็นประเพณีนิยมพุทธบริษัท ที่ได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วครั้งพุทธกาล โดยถือว่าการฟังธรรมตามกาลที่กำหนดไว้เป็นประจำ ย่อมก่อให้เกิดสติปัญญาและสิริมงคลแก่ผู้ฟัง ดังบาลีว่า
กาเลน ธมมสสวนํ เอตมมงคลมุตตมํ แปลว่า การฟังธรรมตามกาล เป็นมงคลอันสูงสุด วันกำหนดฟังธรรมนี้สำหรับประเทศไทยกำหนดไว้ 4 วัน ในเดือนหนึ่ง ๆ คือขึ้น/ แรม 8 ค่ำวันขึ้น/ แรม 15 ค่ำ หรือวันแรม 14 ค่ำ
ระเบียบพิธี

1. ในวันธรรมสวนะตอนเข้าประมาณ 09.00 นาฬิกา พระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ประชุมพร้อมกันในสภาพที่กำหนดแสดงธรรม จะเป็นวิหาร อุโบสถ ศาลาการเปรียญ วิหารคด หรือศาสนสถานแห่งหนึ่งแห่งใดก็ได้ จัดให้นั่งกันตามที่เป็นสัดส่วนเรียบร้อย มีพระพุทธรูปและที่บูชาประดิษฐานอยู่เบื้องหน้า จัดให้มีอาสนะสำหรับเป็นที่นั่งของพระภิกษุสามเณรเป็นสัดส่วน
2. เมื่อพร้อมกันแล้ว ภิกษุสามเณรเริ่มทำวัตรเช้า ตามแบบนิยมทั่ว ๆ ไป
3. เมื่อภิกษุสามเณรทำวัตรเช้าเสร็จแล้ว อุบาสกอุบาสิกาเริ่มทำวัตรเช้า
4. เมื่อเสร็จพิธีทำวัตรแล้ว หัวหน้าอุบาสก หรืออุบาสิกาประกาศอุโบสถ พระธรรมกถึกขึ้นธรรมาสน์
5. เมื่อจบประกาศอุโบสถแล้ว อุบาสกอุบาสิกาทั้งหมด คุกเข่าประนมมือ กล่าวคำอาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกัน พระธรรมกถึกให้ศีล 8 เป็นอุโบสถศีลเต็มที่ แต่ถ้าผู้ใดมีอุตสาหะจะรักษาเพียงศีล 5 ก็ได้
6. ต่อจากรับศีลแล้ว พระธรรมกถึกแสดงธรรม ระหว่างแสดงธรรมพึงประนมมือรับฟังด้วยความตั้งใจจนจบ
7. เมื่อเทศน์จบแล้ว หัวหน้านำกล่าวสาธุการ เป็นอันเสร็จพิธีประชุมฟังธรรมตอนเข้า จะกลับบ้านหรือจะอยู่ฟังธรรมในตอนบ่ายก็แล้วแต่อัธยาศัย

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 แต่ถ้าเป็นปีที่มีอธิกมาส จะต้องกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลัง ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน ความสำคัญของวันนี้ มี 3 ประการ คือ

1) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร
2) เป็นวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก
3) เป็นวันที่มีพระรัตนตรัยครบถ้วนสมบูรณ์

หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ
เนื้อหาของพระธรรมเทศนาที่แสดงในวันนี้เกี่ยวกับการทำตนให้สุดโต่ง 2 ประการ ที่ไม่ควรประพฤติปฏิบัติคือ

1. อัตตกิลมถานุโยค คือ การทำตนให้ลำบากเปล่า คือ ความพยายามเพื่อบรรลุผลที่มุ่งหมายด้วยวิธีทรมานตนเองให้ได้รับความลำบากต่าง ๆ

2. กามสุขัลลิกานุโยค คือ การทำตนให้พัวพันหมกมุ่นอยู่ในกามสุข โดยหลักการปฏิบัติที่สุดโต่งทั้ง 2 ประการนี้ พระพุทธเจ้าจึงให้มนุษย์ปฏิบัติตนอยู่ในทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมปฏิปทา” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุนิพพานไม่ตึง หรือไม่หย่อนจนเกินไป ประกอบด้วยมรรคองค์ 8 ได้แก่

1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
3. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ
4. สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ
5. สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพชอบ
6. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ
7. สัมมาสติ ระลึกชอบ
8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วันอัฏฐมีบูชา

วันอัฏฐมีบูชา หมายถึง การบูชาในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า ถัดจากวันวิสาขบูชา 8 วัน วันอัฏฐมีบูชา ถือว่าเป็นวันบูชาพระสรีระของพุทธเจ้าหลังจากพระเพลิงไหม้แล้ว พระสรีระในที่นี้ หมายถึง พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งหลังจากพระเพลิงไหม้พระสรีระของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีการสักการะ เคารพ นบนอบบูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคด้วยอาการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ระเบียบดอกไม้และของหอมตลอด 7 วันฉะนั้น จึงถือว่าวันอัฏฐมีบูชาเป็นระลึกถึงวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ทำให้พุทธศาสนิกชนได้ตั้งอยู่ในความไม่ ประมาทและเข้าใจหลักของไตรลักษณ์ คือ ลักษณะทั่วไปของสิ่งทั้งปวง ถือเป็นสามัญลักษณะ ประกอบ

1. อนิจจตา หมายถึง ความไม่เที่ยงไม่คงที่ ไม่อยู่ในภาพเดิมตลอดไป ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป กล่าวคือ ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดที่จะคงอยู่สภาพเดิมได้ตลอดชั่วนิรันดร์ ดุจดั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้จะเป็นผู้บรรลุพระสัมโพธิญาณหลุดพ้นแล้วก็ยังหนีไม่พ้นหลักของอนิจจตา มีภาวะการเกิด การเจ็บป่วย การแก่ และการตายในที่สุด เพียงแต่ว่าพระพุทธองค์ต่อแต่นี้ไปจะหลุดพ้น เป็นนิพพาน สู่บรมสุขสูงสุด โดยไม่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกแล้ว

2. ทุกขตา หมายถึง ความทุกข์ เป็นภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและการสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัวเพราะปัจจัยปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้นาน ภาวะเช่นนี้ พระพุทธองค์ทรงค้นพบหนทางพ้นทุกข์ ที่เรียกว่าอริยมรรค 8 ดังนั้น หากพุทธศาสนิกชนสามารถประพฤติปฏิบัติตามหลักอริยมรรค 8 ก็สามารถล่วงพ้นจากความทุกข์ได้ หรือสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประวันได้

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปริพพาน หลักธรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา มีดังนี้

1. การรำลึกถึงพุทธคุณ หรือความกตัญญู จุดมุ่งหมายของการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา ก็เพื่อรำลึกถึงพุทธคุณ คือ พระวิสุทธิคุณ
พระปัญญาคุณ และพระกรุณาคุณ ของพระพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์

2. หลักอริยสัจ 4 อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ (ความทุกข์,ปัญหา) สมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์,ปัญหา) นิโรธ (หนทางดับทุกข์,ปัญหา) และมรรค (ทางหรือวิธีการแก้ทุกข์,ปัญหา)

3. หลักความไม่ประมาท คือ การมีสติทั้งขณะที่ทำ ขณะพูดและขณะคิด

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::