Category Archives: :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การแสดงความเคารพ

การแสดงความเคารพมีหลายลักษณะ เช่น การประนมมือ การไหว้ การกราบ การคำนับ การถวายความเคารพ การถวายบังคม เป็นต้น การที่จะแสดงความเคารพในลักษณะใดนั้น ต้องพิจารณาผู้ที่จะรับความเคารพด้วยว่าอยู่ในฐานะเช่นใด หรือในโอกาสใด แล้วจึงแสดงความเคารพให้ถูกต้องและเหมาะสม การแสดงความเคารพแบ่งได้ดังนี้ คือ

  1. การประนมมือ (อัญชลี) ประนมมือให้นิ้วมือแนบชิดกัน ฝ่ามือราบ ปลายนิ้วตั้งขึ้น แขนแนบตัวระดับอก ไม่กางศอก ทั้งชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกัน การประนมมือนี้ใช้ในการสวดมนต์ ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา และขณะพูดกับพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เป็นต้น
  2. การไหว้ (วันทา) การไหว้เป็นการแสดงความเคารพโดยการประนมมือให้นิ้วชิดกันยกขึ้นไหว้ การไหว้แบบไทยแบ่งออกเป็น 3 แบบตามระดับของบุคคล ดังนี้
    1. ระดับที่ 1 การไหว้พระ ได้แก่ การไหว้พระรัตนตรัยรวมทั้งปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีที่ไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ โดยประนมมือให้ปลายนิ้วชี้จรดส่วนบนของหน้าผาก   ชาย ยืนแล้วค้อมตัวลงให้ต่ำพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้   หญิง ยืนแล้วย่อเข้าลงให้ต่ำโดยถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามถนัด พร้อมกับยกมือไหว้
    2. ระดับที่ 2 การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้มีอาวุโส ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ครู อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพนับถืออย่างสูง โดยประนมมือให้ปลายนิ้วชี้จรดระหว่างคิ้ว  ชาย ยืนแล้วค้อมตัวลงน้อยกว่าระดับการไหว้พระ พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้   หญิง ยืนแล้วย่อเข่าลงน้อยกว่าระดับการไหว้พระ โดยถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งเล็กน้อย พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้
    3. ระดับที่ 3 การไหว้บุคคลทั่ว ๆ ไป ที่เคารพนับถือหรือผู้มีอาวุโส รวมทั้งผู้ที่เสมอกันโดยประนมมือยกขึ้นให้ปลายนิ้วจรดปลายจมูก  ชาย ยืนแล้วค้อมตัวลงน้อยกว่าระดับการไหว้ผู้มีพระคุณพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้    หญิง ยืนแล้วย่อเข้าลงน้อยกว่าระดับการไหว้ผู้มีพระคุณ โดยถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งเล็กน้อย พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้   ในการไหว้ผู้เสมอกันทั้งชายและหญิงให้ยกมือขึ้นไหว้พร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกัน ในกรณีที่ทำพร้อมกันเป็นหมู่คณะ ควรจะนัดหมายให้ทำอย่างเดียวกัน
  3. การกราบ (อภิวาท) เป็นการแสดงความเคารพด้วยวิธีนั่งประนมมือขึ้นเสมอหน้าผากแล้วน้อมศีรษะลงจราดพื้นหรือจรดมือ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วน้อมศีรษะลงบนมือนั้น เช่น กราบลงบนตักก็อนุโลมถือว่าเป็นกราบ ถ้าหมอบแล้วน้อมศีรษะจรดมือที่ประนมถึงพื้นเรียกว่า หมอบกราบ การกราบมี 2 ลักษณะ คือ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์และการกราบผู้ใหญ่
    1. การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ใช้กราบพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ หมายถึง การที่ให้อวัยวะทั้ง 5 คือ เข่าทั้ง 2 มือทั้ง 2 และหน้าผากจรดพื้น การกราบจะมี 3 จังหวะและจะต้องนั่งอยู่ในท่าเตรียมกราบ
      • ท่าเตรียมกราบ
        • ชาย นั่งคุกเข่าปลายเท้าตั้ง นั่งบนส้นเท้า มือทั้งสองวางบนหน้าขาทั้งสองข้าง (ท่าเทพบุตร)
        • หญิง นั่งคุกเข่าปลายเท้าราบ นั่งบนส้นเท้า มือทั้งสองวางบนหน้าขาทั้งสองข้าง (ท่าเทพธิดา)
          • จังหวะที่ 1 (อัญชลี) ยกมือขึ้นประนมระหว่างอก ปลายนิ้วชิดกัน ตั้งขึ้นแนบตัวไม่กางศอก
          • จังหวะที่ 2 (วันทา) ยกมือขึ้นพร้อมกับก้มศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วชี้จรดหน้าผาก
          • จังหวะที่ 3 (อภิวาท) ทอดมือลงกราบ ให้มือและแขนทั้งสองข้างลงพร้อมกัน มือคว่ำห่างกันเล็กน้อยพอให้หน้าผากจรดพื้นระหว่างมือได้    ชาย ให้กางศอกทั้งสองข้างลง ต่อจากเข่าขนานไปกับพื้น หลังไม่โก่งหญิง ให้ศอกทั้งสองข้างคร่อมเข่าเล็กน้อย ทำสามจังหวะให้ครบสามครั้ง แล้วยกมือขึ้นจบโดยให้ปลายนิ้วชี้จรดหน้าผากแล้วปล่อยมือลง การกราบไม่ควรให้ช้าหรือเร็วเกินไป
    2. การกราบผู้ใหญ่ ใช้กราบผู้ใหญ่ที่มีอาวุโส รวมทั้งผู้มีพระคุณ ได้แก่ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ และผู้ที่เราเคารพ กราบเพียงครั้งเดียว โดยที่ผู้กราบทั้งชายและหญิงนั่งพับเพียบ ทอดมือทั้งสองข้างลงพร้อมกัน ให้แขนทั้งสองคร่อมเข่าที่อยู่ด้านล่างเพียงเข่าเดียว มือประนม ค้อมตัวลงให้หน้าผากแตะส่วนบนของมือที่ประนม ในขณะกราบไม่ควรกระดกนิ้วหัวแม่มือขึ้นรับหน้าผาก
  4. การเคารพพระรัตนตรัย

พระรัตนตรัย คือ สิ่งประเสริฐสุดสามสิ่งในพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งประเสริฐสุดสามสิ่งนี้ถือว่าเป็นที่สักการะบูชาของชาวพุทธ การแสดงความเคารพพระรัตนตรัย มีธรรมที่ถือว่าเป็นมารยาทของชาวพุทธที่ดีพึงปฏิบัติอยู่ 3 แบบ คือ การประนมมือ การไหว้ และการกราบ

  1. การประนมมือ (อัญชลีกรรม) การประนมมือ คือ การยกมือทั้งสองตั้งประนมขึ้นเป็นพุ่ม โดยให้ฝ่ามือทั้งสองชิดกันตั้งไว้ระหว่างอก นิ้วมือทั้งสิบชิดกัน ไม่เหยียดตรงไปข้างหน้า แขนทั้งสองกางห่างจากลำตัวพอสมควร คือไม่ห่างมากหรือติดแน่นกับลำตัว เงยหน้ามองตรงต่อสิ่งที่เคารพ ลำตัวตั้งตรงหลังไม่งอ การประนมมือเคารพพระรัตนตรัยควรทำด้วยความเคารพอ่อนน้อม อย่าปล่อยให้นิ้วมืองอหงิก อย่างเอานิ้วประสานกัน ไม่ยกมือประนมให้สูงจนจรดคาง และไม่ปล่อยให้มือตกลงมาอยู่ที่หน้าท้อง เป็นต้น
  2. การไหว้ (นมัสการ) ยกมือที่ประนมขึ้นจรดหน้าผากพร้อมกับน้อมหรือก้มศีรษะลงเล็กน้อยให้ปลายนิ้วชี้จรดตีนผม ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดกลางหน้าผากหรือระหว่างคิ้ว ไหว้ครั้งเดียวแล้วลดมือลง สำหรับชายยืนส้นเท้าชิด ปลายเท้าแยกออกเล็กน้อย สำหรับหญิงก้าวขาขวาออกไปข้างหน้าย่อตัวหรือค้อมตัวต่ำลงเล็กน้อย การไหว้พระรัตนตรัยกระทำในโอกาสต่าง ๆ เช่น ไหว้พระสงฆ์ขณะที่นั่งเก้าอี้หรือยืนอยู่หรือกำลังเดินผ่าน (ถ้าพระสงฆ์นั่งอยู่บนพื้นใช้การกราบแทน) การแสดงความเคารพปูชนียวัตถุและปูชนียสถานก็กระทำด้วยการไหว้
  3. การกราบ (อภิวาท) การกราบพระรัตนตรัยนั้นใช้วิธีการกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ คือ การกราบโดยให้อวัยวะทั้ง 5 ได้แก่ เข่า 2 มือ 2 หน้าผาก 1 จรดพื้น
    1. สำหรับชายนิยมนั่งคุกเข่า ปลายเท้าจรดพื้นนั่งทับส้นเท้า จังหวะที่หนึ่ง นั่งประนมมือ จังหวะที่สอง ยกมือขึ้นจรดหน้าผาก จังหวะที่สาม คว่ำมือทั้งสองลงแบนราบพร้อมกัน เมื่อมือถึงพื้นให้แยกออกจากกันพอที่หน้าผากจะจรดพื้นได้ ให้ศอกต่อกับหัวเข่าแล้วลุกนั่งตัวตรง ทำอย่างนี้จนครบ 3 ครั้ง แล้วยกมือขึ้น “จบ” อยู่ระหว่างคิ้วหรือหน้าผากอีกครั้ง
    2. สำหรับหญิงนั่งให้เข่ายันพื้นโดยให้หัวเข่าชิดกัน ทอดปลายเท้าเหยียดออกไปด้านหลัง หงายฝ่าเท้า นั่งทับส้นเท้า ส่วนจังหวะและวิธีการกราบทำอย่างเดียวกับชาย

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การไปวัด

วัดในประเทศไทยมีจำนวนหลายหมื่นวัด ทั้งวัดที่ราชการสร้างและวัดที่ราษฎรสร้าง ในสมัยก่อน วัดเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษา เป็นสถานที่สำหรับกุลบุตรได้เข้าศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกและทางธรรม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นแหล่งความรู้และเผยแผ่ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีอันหลากหลาย ปัจจุบันนี้ การศึกษาและกิจกรรมต่าง ๆ มิได้มีศูนย์กลางอยู่ที่วัด แต่อยู่ตามส่วนราชการและกิจการของเอกชน วัดจึงเป็นเพียงสถานที่สำหรับอยู่พักอาศัยของพระภิกษุ สามเณร กิจกรรมต่าง ๆ ของวัดคนภายนอกไม่สู้จะสนใจ ยิ่งมีกิจกรรมภายนอกมากเพียงใดวัดก็ลดความสำคัญลงเพียงนั้น วัดหลายแห่งจึงขาดการทำนุบำรุง ขาดการดูแลเอาใจใส่ กลายเป็นเพียงสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธก็คงต้องให้ความอุปถัมภ์และบำรุงวัดอยู่ เนื่องจากวัดเป็นสถานที่สำหรับรวมจิตใจของชาวพุทธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกิจกรรมหลายอย่างจะไม่ต้องพึ่งวัดก็ตาม แต่การไปวัดก็ยังมีประโยชน์และมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญหลายประการ เช่น เพื่อการทำนุบำรุงศาสนสถาน เพื่อการสงเคราะห์พระสงฆ์ เพื่อการสืบต่อกิจกรรมทางศาสนา และเพื่อการปฏิบัติธรรม เป็นต้น

การแต่งกาย และการปฏิบัติตนเมื่อไปวัด

  1. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ทำจิตใจให้สะอาด ปราศจากความโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา ตั้งใจคิด พูด และทำแต่สิ่งที่ดีงาม
  2.  เมื่อไปถึงวัด ถ้าพระอุโบสถเปิดให้เข้าไปกราบพระประธาน ถ้าพระอุโบสถไม่เปิดก็ไหว้ข้างนอกได้
  3. เมื่อพบพระสงฆ์ ยกมือไหว้ก่อนจึงสนทนากับท่านด้วยกิริยาวาจาสำรวม
  4. ไม่ส่งเสียงเอะอะอึกทึกภายในวัด
  5. ไม่ทำให้สิ่งของ ต้นไม้ หรือสิ่งก่อสร้างในวัดเสียหาย เมื่อเห็นสิ่งใดชำรุดเสียหายควรช่วยดูแลซ่อมแซม
  6. ไม่ทำอันตรายสัตว์หรือทำให้สัตว์ในวัดหรือบริเวณวัดตื่นตกใจเพราะวัดเป็นเขตอภัยทาน คือเขตที่ไม่เบียดเบียนสัตว์
  7. เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของวัด เช่น ฟังพระธรรมเทศนา หรือ ร่วมงานบุญกุศลที่ทางวัดจัดขึ้น
  8. หากจะปฏิบัติธรรมที่วัดควรแจ้งให้เจ้าอาวาสทราบก่อน ท่านจะได้เข้าใจเจตนาของการอยู่วัด และอำนวยความสะดวกให้
  9. การบริจาคเงินบำรุงวัดตามสมควร เช่น ค่าดอกไม้ ธูปเทียน ไฟฟ้า น้ำประปา การดูแลเสนาสนะ เป็นต้น

การนำเด็กไปวัด

การนำเด็กไปวัด เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกคนควรจะกระทำ เพื่อเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีต่อเด็ก และส่งเสริมให้เด็กเคารพนับถือในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามผู้ปกครองพึงปฏิบัติตนดังนี้

  1. ผู้ปกครองควรจะกระทำเป็นแบบอย่างให้กับเด็กในการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น การแสดงความเคารพ การกราบ การไหว้ การพนมมือ การแสดงความเคารพต่อสถานที่ เป็นต้น
  2. ผู้ปกครองควรจะสอนเรื่องกิริยามารยาทในการไปวัด ตั้งแต่การแต่งกาย การแสดงพฤติกรรมที่ดี การปฏิบัติตนให้ถูกต้องเมื่อไปวัด การรู้จักการฟังพระธรรมเทศนาอย่างสงบ เป็นต้น
  3. ผู้ปกครองควรสอนคำอาราธนาต่าง ๆ ที่เป็นบทง่าย ๆ คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย (อาจจะกล่าวนำให้กับเด็ก) การฝึกการทำสมาธิ เป็นต้น

การเข้าพบพระภิกษุ

การเข้าพบพระภิกษุที่วัดด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม ผู้ไปพบควรปฏิบัติพระภิกษุด้วยความเคารพบูชา รักษากิริยามารยาททางกาย ทางวาจา ตลอดถึงใจให้เรียบร้อยอันแสดงออกถึงความมีศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างดียิ่ง โดยมีหลักปฏิบัติดังนี้

  1. การแต่งกาย ผู้ที่ไปหาพระภิกษุควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย สีไม่ฉูดฉาด ถ้าเป็นหญิงเสื้อกระโปรงควรเป็นแบบสุภาพ ไม่สั้นบางและรัดรูปเกินไป
  2. การไปพบพระภิกษุเพื่อประสงค์จะอาราธนาไปประกอบพิธีงานมงคลหรืองานอวมงคล ควรนำเครื่องสักการะบูชา เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ใส่พานนำไปถวายเพื่อเป็นเครื่องแสดงความเคารพบูชาด้วย
  3. เมื่อไปถึงวัด ก่อนพบท่านควรติดต่อถามพระภิกษุสามเณร หรือศิษย์วัดว่าท่านอยู่หรือไม่ และขออนุญาตเข้าไปพบเมื่อท่านอนุญาตจึงเข้าพบ ถ้าไม่พบผู้ใดที่จะติดต่อถามได้ ก่อนที่จะเข้าพบ ควรเคาะประตูให้เสียงก่อน ท่านอนุญาตแล้วจึงเข้าไปได้เฉพาะชาย ส่วนหญิงไม่ควรเข้าไปหาพระภิกษุในห้องตามลำพัง ควรมีเพื่อนไปด้วยจึงจะเข้าไปได้
  4. เมื่อพบท่านถ้ามีพระพุทธรูปตั้งอยู่ ต้องกราบพระพุทธรูปก่อนแล้วจึงกราบพระภิกษุแบบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วนั่งพับเพียบแบบเก็บปลายเท้า ไม่นั่งบนอาสนะเสมอกับท่านหรือเสื่อผืนเดียวกัน หรือนั่งเก้าอี้เสมอกับพระภิกษุ การนั่งควรเว้นระยะห่างพอสมควร
  5. ในการสนทนาให้ใช้คำพูดที่เหมาะสม สุภาพ ไม่หยอกล้อ ไม่พูดจาหยาบคาย ไม่ควรตีเสมอท่านคล้ายเพื่อนเล่นหรือยกตนสูงกว่าท่าน สำหรับหญิงไม่ควรพูดกับพระภิกษุสองต่อสองในที่ลับตาคนทั้งภายในและภายนอกห้อง ถ้าพระภิกษุรูปนั้นเป็นพระเถระผู้ใหญ่ควรประนมมือพูดกับท่าน
  6. เมื่อเสร็จธุระแล้วควรรีบลากลับ ไม่ควรสนทนาอยู่นานเกินควร เพราะเป็นการรบกวนเวลาท่าน ก่อนกลับให้กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วเดินเข่าออกไป

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบทดสอบหน่วย 4

  1. ในการไหว้พระสวดมนต์ โดยปกติจะต้องใช้ธูป 3 ดอก “ธูป 3 ดอก” หมายถึงอะไร
    1. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    2. ศีล สมาธิ ปัญญา
    3. การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส
    4. พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ พระกรุณาคุณ
  2. วิธีการปฏิบัติต่อไปนี้ ข้อใดที่เป็นอานาปานสติ
    1. ส่งจิตตามลมที่เข้าทางจมูกลงไปสู่ท้อง และจากท้องออกมาทางจมูก
    2. กำหนดจิตตามลมอยู่ตรงจุดที่ลมกระทบ (ปลายจมูกหรือริมฝีปาก)
    3. ใช้การนับประกอบกับการกำหนดลมหายใจ โดยนับไปเรื่อย ๆ ไม่มีกำหนด
    4. นั่งสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่กำหนดลมหายใจ
  3. ข้อใดที่เป็นลักษณะของความคิดแบบโยนิโสมนสิการ
    1. ความคิดหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองอย่างเดียว
    2. ความคิดที่ต้องการผลเป็นวัตถุอย่างเดียว
    3. ความคิดที่พัฒนาปัญญายกระดับจิตใจ
    4. ความคิดที่เป็นแต่ทางดีฝ่ายเดียว
  4. เราสามารถนำการบริหารจิตและเจริญปัญญาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุด
    1. โดยการฝึกนั่งสมาธิทุกวัน
    2. การเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมจิต
    3. การทำงานหรือเรียนด้วยความตั้งใจ
    4. การไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน
  5. การคิดอย่างรอบคอบ คิดถึงข้อดี ข้อเสีย และทางออก ก่อให้เกิดแต่ประโยชน์ ยกเว้น
    1. แสดงถึงความเป็นคนเฉลียวฉลาดกว่าคนอื่น
    2. ทำให้การทำกิจการงานบรรลุตามเป้าหมาย
    3. ทำให้ได้รับประโยชน์มากกว่าโทษ
    4. เป็นคนที่ไม่ประมาท
  6. จุดมุ่งหมายสูงสุดของสมาธิที่ใช้อย่างถูกต้องคืออะไร
    1. สุขภาพจิตที่ดี
    2. จิตที่มีสมรรถภาพ
    3. สมาธิเพื่อปัญญา
    4. จิตที่มีคุณภาพ
  7. การนับก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร
    1. ทำให้จำตัวเลขได้ดี
    2. นับดูจำนวนลมหายใจเข้าออก
    3. ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง
    4. ทำให้ช่วยตรึงจิตได้ดี จิตตั้งมั่น
  8. ข้อใดแสดงถึงลักษณะของจิตที่ไม่เป็นสมาธิ
    1. เข้มแข็ง มีพลัง
    2. สงบ ราบเรียบ
    3. รุนแรง เร่าร้อน
    4. ปลอดโปร่ง แจ่มใส
  9. บุคคลใดที่คิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียมได้อย่างถูกต้อง
    1. สายใจซื้อโทรศัพท์มือถือเพราะต้องการอวดเพื่อน
    2. มุกดาชอบไปรับประทานอาหารตามภัตตาคารหรู ๆ
    3. สมชายชอบแต่งตัวหล่อเพื่ออวดสาว ๆ
    4. จินตนาชอบนั่งรถประจำทางมาโรงเรียนทุกวัน
  10. วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ จะต้องอาศัยใครเป็นสำคัญ
    1. ตนเอง
    2. ครู
    3. เพื่อน
    4. บิดามารดา
  11. ทำไมการนับเลขในขณะนั่งสมาธิไม่ควรเกิน 10
    1. ทำให้การนับไม่มีสิ้นสุด
    2. ทำให้จิตดิ้นรนในโอกาสอันแคบ
    3. ทำให้จิตพะวงกับการนับ
    4. ต้องการให้นับซ้ำ ๆ กัน
  12. ข้อใดแสดงให้เห็นว่าจิตสงบ
    1. ได้ยินลมพัดเบา ๆ
    2. ได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ
    3. ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย
    4. เกิดนิมิต
  13. ข้อดีของการนั่งสมาธิแบบ ขัดสมาธิ หรือนั่งคู้บรรลังก์
    1. ดูสวยงาม มีสง่าราศี
    2. ลมหายใจเดินสะดวก
    3. ทำให้อารมณ์แจ่มใส
    4. เคลื่อนไหวง่าย
  14. การตั้งใจปฏิบัติงานจนประสบความสำเร็จด้วยดี ถือว่าเป็นการปฏิบัติสมาธิขั้นใด
    1. สมาธิชั่วขณะ
    2. สมาธิเกือบจะแน่วแน่
    3. สมาธิแน่วแน่
    4. สมาธิตั้งมั่น
  15. คำว่า “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต” มีความหมายว่าอย่างไร
    1. ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
    2. ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยทั้งสามประการ
    3. ขอนอบน้อมแด่พระธรรมที่เป็นคำสั่งสอนของพระองค์
    4. ขอบนอบน้อมแด่พระสงฆ์พระองค์นั้น
  16. คำกล่าวที่ว่า “มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” เป็นการสนับสนุนแนวคิดแบบใด
    1. คุณค่าแท้
    2. คุณค่าเทียม
    3. แบบคุณ-โทษ
    4. แบบทางออก
  17. ข้อใดหมายถึง “สมาธิ” ได้อย่างถูกต้อง
    1. การนั่งสมาธิ
    2. การทำใจให้สงบแน่วแน่
    3. การฝึกจิต
    4. การควบคุมจิต
  18. บุคคลใดต่อไปนี้ที่ได้รับประโยชน์ของสมาธิ ในการส่งเสริมบุคลิกภาพ
    1. บุคคลที่มีหูทิพย์ ตาทิพย์
    2. บุคคลที่มีความมั่นคงทางอารมณ์
    3. บุคคลผู้หลุดพ้นจากกิเลส
    4. บุคคลมีอำนาจพลังจิต
  19. คำพังเพยที่ว่า “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” เป็นการแสดงให้เห็นแนวคิดแบบไหน
    1. คุณค่าแท้
    2. คุณค่าเทียม
    3. แบบคุณ-โทษ
    4. แบบทางออก
  20.  เหตุผลใดในการทำสมาธิช่วยเสริมสุขภาพกายและใช้รักษาโรคได้
    1. เพราะจิตเคลื่อนไหวตลอดเวลา
    2. เพราะจิตกด ข่มโรคไว้
    3. เพราะจิตอ่อนไหวได้ง่าย
    4. เพราะจิตเข้มแข็ง จิตหลุดพ้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ …………………………
  2. กรมการศาสนาได้ระบุถึงพิธีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยสรุป ดังนี้
    1. …………………………
    2. …………………………
    3. …………………………
    4. …………………………
    5. …………………………
    6. …………………………
    7. …………………………
  3. พระสงฆ์เข้าร่วมพิธีจำนวน…………..รูป
  4. คำปฏิญาณบาลีหน้าสงฆ์ทั้งคำบาลี คือ …………………………คำแปล………………..

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นของตน เป็นการแสดงตนให้ปรากฎว่า ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตนนั่นเอง

พิธีการ กรมการศาสนาได้ระบุถึงพิธีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยสรุป ดังนี้

  1. ให้ผู้จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะ นุ่งขาว ห่มขาวหรือแต่งเครื่องแบบของตนเรียบร้อยแล้วแต่กรณี ไปยังบริเวณพิธีก่อนกำหนด นั่งรอเวลาในที่ที่ทางวัดจัดไว้
  2. ถึงเวลากำหนด พระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปเข้าสู่บริเวณพิธี
  3.  ให้ผู้แสดงตนเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะหมู่บูชา จุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชาพระ ส่งใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เปล่งวาจาบูชาพระรัตนตรัย
  4. เข้าไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ตรงหน้าพระสงฆ์ผู้เป็นประธาน ถวายพานเครื่องสักการะแล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง ถ้าแสดงตนหมู่ ทุกคนคงนั่งคุกเข่าประนมมืออยู่กับที่ หัวหน้าหมู่คนเดียวนำสักการะที่เดียวเข้าถวายแทนทั้งหมู่แล้วกราบพร้อมกับหัวหน้า
  5.  เปล่งคำปฏิญาณตนหน้าหน้าสงฆ์ทั้งคำบาลี และคำแปลเป็นตอน ๆ ไป ดังนี้                                                                            คำนมัสการและคำแปล
    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
    ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น (ว่า 3 ครั้ง)
    คำปฏิญาณและคำแปล
    เอสาหํ ภนฺเต, สุจิรปรินิพฺพุตมฺปิ ตํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ,
    ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ พุทฺธมามโกติ (หญิงว่า พุทฺธมามกาติ) มํ สงฺโฆ ธาเรตุ.
    ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานไปนานแล้ว ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะที่ระลึกนับถือ ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน คือ ผู้นับถือพระพุทธเจ้าถ้าปฏิญาณพร้อมกันหลายคนทั้งชายหญิงคำปฏิญาณให้เปลี่ยนดังนี้

    เอสาหํ เป็น ชายว่า เอเต มยํ (หญิงว่า เอตา มยํ  คจฺฉามิ เป็น คจฺฉาม (ทั้ง ชายและหญิง)
    พุทฺธมามโกติ เป็น ชายว่า พุทฺธมามกาติ หญิงว่า พุทฺธมามกา (เหมือนเดิม)
    มํ เป็น โน (ทั้ง ชายและหญิง)
    คำแปล ก็เปลี่ยนเฉพาะคำ “ข้าพเจ้า” เป็น “ข้าพเจ้าทั้งหลาย” เท่านั้น นอกนั้นเหมือนเดิม สำหรับหญิงผู้ปฏิญาณคนเดียวว่า เอสาหํ ฯลฯ ถึง พุทฺธมามโกติ เปลี่ยนเป็นว่า พุทฺธมามกาติ ถ้าหญิงกับชายปฏิญาณคู่กันเฉพาะคู่เดียวให้ว่าแบบปฏิญาณคนเดียว คือ ขึ้น เอสาหํ ฯลฯ ถึง พุทฺธมามโกติ ชายว่า หญิงเปลี่ยนว่า พุทฺธมามกาติ เท่านั้น

    เมื่อผู้ปฏิญาณกล่าวคำปฏิญาณจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งหมดประนมมือรับ “สาธุ” พร้อมกัน ต่อนั้นให้ผู้ปฏิญาณลดลงนั่งราบแบบพับเพียบกับพื้นแล้วประนมมือฟังโอวาทต่อไป

    1. เมื่อจบโอวาทแล้ว ให้ผู้ปฏิญาณรับคำว่า “สาธุ” แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือน้อมตัวลงเล็กน้อย กล่าวคำอาราธนาเบญจศีล และสมาทานศีล ทั้งคำบาลีและคำแปล
    2. เมื่อจบการสมาทานศีลแล้ว ผู้ปฏิญาณพึงกราบอีก 3 ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ พึงนำมาประเคนในลำดับนี้ เสร็จแล้วนั่งราบตรงหน้าพระสงฆ์เตรียมกรวดน้ำเมื่อพระสงฆ์อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี
  6. เมื่อจบโอวาทแล้ว ให้ผู้ปฏิญาณรับคำว่า “สาธุ” แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือน้อมตัวลงเล็กน้อย กล่าวคำอาราธนาเบญจศีล และสมาทานศีล ทั้งคำบาลีและคำแปล
  7. เมื่อจบการสมาทานศีลแล้ว ผู้ปฏิญาณพึงกราบอีก 3 ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ พึงนำมาประเคนในลำดับนี้ เสร็จแล้วนั่งราบตรงหน้าพระสงฆ์เตรียมกรวดน้ำเมื่อพระสงฆ์อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา  พุทธศาสนิกชนต้องระมัดระวังรักษากิริยาและวาจาอย่างไร…………………….
  2. พุทธศาสนิกชนต้องระมัดระวังมารยาทเกี่ยวกับผู้อื่น อย่างไร…………………….
  3. การรักษามารยาทเกี่ยวกับสถานที่ ปฏิบัติอย่างไร………………………………….
  4. หลักในการประกอบพิธีกรรม ได้แก่
    1. ………………………………….
    2. ………………………………….
    3. ………………………………….
    4. ………………………………….

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การเข้าร่วมพิธีกรรม

ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจะต้องปฏิบัติตนโดยความเรียบร้อย สำรวมและด้วยอาการอันแสดงความเคารพตลอดพิธี ระมัดระวังรักษากิริยามารยาท ซึ่งได้แก่

  1. มารยาทเกี่ยวกับตนเอง ประกอบด้วย
    1. กิริยา มีความประพฤติปฏิบัติมีกิริยามารยาทงามเรียบร้อย สำรวม จะยืน เดิน นั่ง ต้องเรียบร้อย มีสติ ไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ตนและผู้อื่น
    2. วาจา ต้องสุภาพ ไพเราะ ระมัดระวังการใช้เสียงในขณะเข้าร่วมพิธีกรรม
  2. มารยาทเกี่ยวกับผู้อื่น ประพฤติตนให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของบุคคลอื่น ทั้งด้าน คุณวุฒิ ชาติวุฒิ และวัยวุฒิ
  3. มารยาทเกี่ยวกับสถานที่ ชาวพุทธไม่เพียงแต่มีมารยาทต่อบุคคลเท่านั้น ยังต้องมีมารยาทต่อสถานที่ด้วย เช่น การเวียนเทียนรอบศาสนสถาน ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นความเคารพในศาสนสถานนั้น ไม่ควรลบหลู่ศาสนสถานของศาสนาอื่น ๆ ด้วย

หลักในการประกอบพิธีกรรม

  1. ควรให้ถูกต้องตามหลักศาสนา หมายถึง ตรงตามจุดหมายและวิธีปฏิบัติทางศาสนา พิธีกรรมเหล่านี้ถ้าหากมาจากข้อกำหนดตามวินัยสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ก็ต้องทำตามนั้น ไม่อาจแก้ไข ไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก เช่น อุปสมบท พิธีบรรพชา เป็นต้น แต่ก็ไม่มีการห้ามมิให้มีพิธีรีตองถ้าต้องการ เช่น มีการทำขวัญนาค แห่องค์กฐิน เป็นต้น
  2. ควรมีการประหยัด อันหมายถึงการประหยัดทรัพย์ จุดประสงค์ของการประหยัดมิได้ให้คนเป็นคนตระหนี่ แต่หมายถึงความพอควรมุ่งตัดในทางที่เกินควรหรือเกินพอดี แต่ก็ไม่ได้มีการห้ามหากจะเป็นการอุทิศต่อศาสนาอย่างสุดกำลังศรัทธา
  3. ควรคำนึงถึงประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ที่เป็นคุณความดีตามหลักศาสนา ไม่ใช่เพื่อประชันแข่งขันกันหรือเพื่อให้มีหน้ามีตา แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นบุญกุศลจริง ๆ
  4. ไม่ขัดกับประเพณีนิยม พิธีกรรมบางพิธีมีหลายขั้นตอน หากตัดบางขั้นตอนออกไปได้ ไม่ทำให้ขัดกับประเพณีนิยมแต่จะช่วยให้ประหยัด ได้ความหมายและได้ประโยชน์เท่าเดิม การทำได้เช่นนี้ผู้ทำต้องทราบว่าอะไรเป็นสาระของพิธีกรรมที่ควรคงไว้ และอะไรที่ไม่ใช่สาระควรตัดออกไปได้

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. ทิศเบื้องซ้าย หมายถึง
  2. การเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เรียกว่า…………………..
  3. ความเป็นเพื่อนในทิศ 6 ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย ถึงปฏิบัติต่อ มิตรสหาย ดังนี้
    1. …………………..
    2. …………………..
    3. …………………..
    4. …………………..
    5. …………………..
  4. มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
    1. …………………..
    2. …………………..
    3. …………………..
    4. …………………..
    5. …………………..
  5. มิตรแท้ ได้แก่
    1. ………………….. มีลักษณะ 4 ประเภทดังนี้
      1. …………………..
      2. …………………..
      3. …………………..
      4. …………………..
    2. …………………..มีลักษณะ 4 ประเภทดังนี้
      1. ………………….
      2. ………………….
      3. ………………….
      4. ………………….
    3. …………………..มีลักษณะ 4 ประเภทดังนี้
      1. ………………….
      2. ………………….
      3. ………………….
      4. ………………….
    4. …………………..มีลักษณะ 4 ประเภทดังนี้
      1. ………………….
      2. ………………….
      3. ………………….
      4. ………………….
  6. มิตรเทียมได้แก่
    1. ………………….. มี 4 ประเภทดังนี้
      1. …………………..
      2. …………………..
      3. …………………..
      4. …………………..
    2. …………………..มีลักษณะ 4 ประเภทดังนี้
      1. ………………….
      2. ………………….
      3. ………………….
      4. ………………….
    3. …………………..มีลักษณะ 4 ประเภทดังนี้
      1. ………………….
      2. ………………….
      3. ………………….
      4. ………………….
    4. …………………..มีลักษณะ 4 ประเภทดังนี้
      1. ………………….
      2. ………………….
      3. ………………….
      4. ………………….

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

ทิศเบื้องซ้าย ในทิศ 6

ทิศเบื้องซ้าย ในทิศ 6

การเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เรียกว่า กัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่มีความรัก ความหวังดี เป็นผู้ช่วยขวนขวายในกิจการทั้งปวง ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย ย่อมช่วยให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ความเป็นเพื่อนในทิศ 6 ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย ถึงปฏิบัติต่อ มิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องซ้าย ดังนี้

  1. เผื่อแผ่แบ่งปัน
  2. พูดจามีน้ำใจ
  3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
  4. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
  5. ซื่อสัตย์จริงใจ

มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัติดังนี้

  1. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน
  2. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
  3. ในคราวที่มีภัย เพื่อนเป็นที่พึ่งได้
  4. ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ยาก
  5. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของเพื่อน

มิตรแท้ 4  มิตรเทียม 4

การคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าและความเสื่อมของชีวิตอย่างมาก จึงควรทราบหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องมิตรที่เป็นข้อสำคัญ ๆ ไว้ ดังนั้นจึงกล่าวถึงคนที่ควรคบ คนที่ไม่ควรคบ และหลักปฏิบัติต่อกันระหว่างมิตรสหาย ดังนี้คือ

มิตรแท้ 4

  1. มิตรที่ใจดี มิตรที่จริงใจ มี 4 ประเภทดังนี้
    1. มิตรอุปการะ มีลักษณะ 4
    2. เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
    3. เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
    4. เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
    5. เมื่อเพื่อนมีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
  2. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ 4
    1. บอกความลับแก่เพื่อน
    2. รักษาความลับของเพื่อน
    3. เมื่อเพื่อนมีภัยอันตรายไม่ละทิ้ง
    4. แม้ชีวิตก็สละให้ได้
  3. มิตรแนะนำประโยชน์ มีลักษณะ 4
    1. เพื่อนจะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปรามไว้
    2. แนะนำสนับสนุนให้เพื่อนตั้งอยู่ในความดี
    3. ให้เพื่อนได้ฟังได้รู้สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ได้ฟัง
    4. บอกทางสุขทางสวรรค์ให้เพื่อน
  4. มิตรมีน้ำใจ มีลักษณะ 4
    1. เพื่อนมีทุกข์ พลอยไม่สบายใจ (ทุกข์ ทุกข์ด้วย)
    2. เพื่อนมีสุข พลอยแช่มชื่นยินดี (สุข สุขด้วย)
    3. เขาติเตียนเพื่อน ช่วยยับยั้งแก้ไขให้
    4. เขาสรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน

มิตรเทียม 4  

  1. ศัตรูผู้มาในร่างของมิตร มี 4 ประเภทดังนี้
    1. คนปอกลอก คนที่เอาของเพื่อนไปฝ่ายเดียว มีลักษณะ 4
    2. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
    3. ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
    4. ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน
    5. คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ประโยชน์
  2. คนดีแต่พูด มีลักษณะ 4
    1. พูดแต่เรื่องที่พูดไปแล้ว เช่น พูดทวงบุญคุณ บอกว่าจะช่วยเหลือเพื่อน แต่ไม่ช่วยเหลือ
    2. พูดแต่เรื่องที่ห่างไกล ที่ยังมาไม่ถึง
    3. สงเคราะห์เพื่อนด้วยสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
    4. เมื่อเพื่อนมีกิจ อ้างแต่เหตุขัดข้อง
  3. คนหัวประจบ มีลักษณะ 4
    1.  เพื่อนจะทำชั่วก็เออออหรือสนับสนุนด้วย
    2. เพื่อนจะทำดีก็เออออไปด้วย
    3. อยู่ต่อหน้าเพื่อนสรรเสริญเยินยอ
    4. ลับหลังเพื่อนก็ติฉินนินทา
  4. คนชวนให้ฉิบหาย มีลักษณะ 4
    1. คอยเป็นเพื่อนดื่มน้ำเมา
    2. คอยเป็นเพื่อนเที่ยวกลางคืน
    3. คอยเป็นเพื่อนเที่ยวดูการละเล่น
    4. คอยเป็นเพื่อนไปเล่นการพนัน

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. คนมีศีลธรรม  หรือมีมนุษยธรรม ที่เรียกได้ว่าเป็นอารยชน มีคุณสมบัติดังนี้คือ………………………….
  2. ผู้ มีสุจริตทั้งสาม คือ มีความประพฤติดีประพฤติชอบ 3 ประการ ได้แก่
    1. ………………………….
    2. ………………………….
    3. ………………………….
  3. กายสุจริต คือ ………………………….
  4. วจีสุจริต คือ ………………………….
  5. มโนสุจริต คือ………………………….
  6. ประพฤติตามอารยธรรม โดยปฏิบัติถูกต้องตามทางแห่งกุศลกรรม 10 ประการคือ
    1. ทางกาย 3 ประการ คือ
      1. ………………………….
      2. ………………………….
      3. ………………………….
    2. ทางวาจา 4 ประการ คือ
      1. ………………………….
      2. ………………………….
      3. ………………………….
      4. ………………………….
    3. ทางใจ 3 ประการ คือ
      1. ………………………….
      2. ………………………….
      3. ………………………….
  7. คุณธรรมของมนุษย์ คือ ศีล 5 ได้แก่
    1. ………………………….
    2. ………………………….
    3. ………………………….
    4. ………………………….
    5. ………………………….

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม

หน้าที่ของชาวพุทธอย่างหนึ่งในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี จะต้องปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นแนวปฏิบัติตนได้อย่างมีความสุข ดังนั้นชาวพุทธจึงต้องปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมด้านกาย วาจา และใจ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “คนมีศีลธรรม” ซึ่งพระธรรมปิฎก ได้กล่าวถึง คนมีศีลธรรม  หรือมีมนุษยธรรม ที่เรียกได้ว่าเป็นอารยชน มีคุณสมบัติดังนี้คือ

  1.  มีสุจริตทั้งสาม คือ มีความประพฤติดีประพฤติชอบ 3 ประการ ได้แก่
    1. กายสุจริต คือ มีความสุจริตทางกาย ทำสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยกาย
    2. วจีสุจริต คือ มีความสุจริตทางวาจา พูดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยวาจา
    3. มโนสุจริต คือ มีความสุจริตทางใจ คิดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยใจ
  2. ประพฤติตามอารยธรรม โดยปฏิบัติถูกต้องตามทางแห่งกุศลกรรม 10 ประการคือ
    1. ทางกาย 3 ประการ คือ
      1. ละเว้นการฆ่า การสังหาร การบีบคั้นเบียดเบียน; มีเมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์กัน
      2. ละเว้นการแย่งชิงลักขโมย และการเอารัดเอาเปรียบ; เคารพสิทธิในทรัพย์สินของกันและกัน
      3. ละเว้นการประพฤติผิดล่วงละเมิดในของรักของหวงแหนของผู้อื่น; ไม่ข่มเหงจิตใจ หรือทำลายลบหลู่เกียรติและวงศ์ตระกูลของกันและกัน
    2. ทางวาจา 4 ประการ คือ
      1. ละเว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง; กล่าวแต่คำสัตย์ ไม่จงใจพูดให้ผิดจากความจริง เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ใด ๆ
      2. ละเว้นการพูดส่อเสียด ยุยง สร้างความแตกแยก; พูดแต่คำที่สมานและส่งเสริมสามัคคี
      3. ละเว้นการพูดคำหยาบคาย สกปรกเสียหาย; พูดแต่คำสุภาพ นุ่มนวลชวนฟัง
      4. ละเว้นการพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ; พูดแต่คำจริง มีเหตุมีผล มีสาระประโยชน์ ถูกกาลเทศะ
    3. ทางใจ 3 ประการ คือ
      1. ไม่ละโมบ ไม่เพ่งเล็งคิดหาทางเอาแต่จะได้; คิดให้ คิดเสียสละ ทำใจให้เผื่อแผ่กว้างขวาง
      2. ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียน หรือจ้องที่จะทำลาย; ตั้งความปรารถนาดี แผ่ไมตรี มุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่กัน
      3. มีความเห็นถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ เข้าใจในหลักกรรมว่า ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว; รู้เท่าทันความจริงที่เป็นธรรมดาของโลกและชีวิต มองเห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
  3. มีศีล 5
    1. เว้นจากปาณาติบาต ละเว้นการฆ่า การสังหาร ไม่ประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย
    2. เว้นจากอทินนาทาน ละเว้นการลักขโมยเบียดเบียนแย่งชิง ไม่ประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน
    3. เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ละเว้นการประพฤติผิดในกาม ไม่ประทุษร้ายต่อของรักของหวง อันเป็นการทำลายเกียรติภูมิและจิตใจ ตลอดจนทำวงศ์ตระกูลของเขาให้สับสน
    4. เว้นจากมุสาวาท ละเว้นการพูดเท็จโกหกหลอกลวง ไม่ประทุษร้ายเขา หรือประโยชน์สุขของเขาด้วยวาจา
    5. เว้นจากสุราเมรัย ไม่เสพเครื่องดองของมึนเมาสิ่งเสพติด อันเป็นเหตุให้เกิดความประมาทมัวเมา ก่อความเสียหายผิดพลาดเพราะขาดสติ เช่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แม้อย่างน้อยก็เป็นผู้คุกคามต่อความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยของผู้ร่วมสังคม

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. ประเทศไทยประชาชน นับถือพระพุทธศาสนา มากกว่าร้อยละ ……………….
  2. หน้าที่สำคัญของชาวพุทธ คือ………………………………
  3. หน้าที่หลักใหญ่ของพระภิกษุมี…………. ประการคือ
    1. ………………………………
    2. ………………………………
    3. ………………………………
  4. “คันถธุระ” หมายถึง ………………………………
  5. “วิปัสสนาธุระ” หมายถึง ………………………………
  6. พระพุทธเจ้าได้ตรัสหน้าที่ของพระภิกษุในการสั่งสอนเผยแพร่หลักธรรมแก่ประชาชนไว้ 6 ประการคือ
    1. ………………………………
    2. ………………………………
    3. ………………………………
    4. ………………………………
    5. ………………………………
    6. ………………………………

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

หน้าที่ชาวพุทธ

พุทธศาสนิกชนยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะในการดำรงชีวิต ในประเทศไทยประชาชนมากกว่าร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนา เป็นเวลากว่าพันปีแล้วที่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาผสมกลมกลืนกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย จนแยกกันไม่ออก ความเจริญหรือความเสื่อมของพระพุทธศาสนาย่อมมีผลกระทบต่อสังคมไทย พวกเราชาวพุทธจึงมีหน้าที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป หน้าที่สำคัญของชาวพุทธมีดังนี้

การเรียนรู้วิถีชีวิตของพระภิกษุที่ต้องศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระ  ในฐานะที่เป็นชาวพุทธต้องเรียนรู้วิถีชีวิตของพระภิกษุซึ่งเป็นพุทธบริษัทระดับนำ จึงมีภาระหน้าที่ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยทำหน้าที่หลักใหญ่ ๆ 3 ประการ คือ

  • การศึกษา
  • การปฏิบัติ
  • การสั่งสอนและเผยแพร่พระธรรม
  1. การศึกษา ได้แก่ การทำ “คันถธุระ” หมายถึง พระภิกษุจะต้องศึกษาหลักพระธรรมวินัย ตามพระคัมภีร์พระไตรปิฎก เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย อย่างถูกต้อง สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสมณเพศ
  2. การปฏิบัติ ได้แก่การทำ “วิปัสสนาธุระ” หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นสมาธิ ให้มีพลัง เพื่อนำไปใช้ในการข่มหรือกำจัดกิเลสคือความเศร้าหมองแห่งจิต และให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง   จากการทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ส่วนตนทั้ง 2 ประการนั้นก็เพื่อนำไปสั่งสอน ถ่ายทอด และเผยแพร่พระธรรม แก่พุทธศาสนิกชนและบุคคลทั่วไป
  3. การสั่งสอนและเผยแพร่พระธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของพระภิกษุในการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้พุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไป ได้เข้าใจในหลักธรรมและสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนเองและสังคมได้อย่างปกติสุข เป็นการทำประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 11 พระพุทธเจ้าได้ตรัสหน้าที่ของพระภิกษุในการสั่งสอนเผยแพร่หลักธรรมแก่ประชาชนไว้ 6 ประการคือ
    1. สอนให้ละเว้นความชั่ว คือ การชักจูงใจให้บุคคลพึงละเว้นจากสิ่งที่กระทำลงไปแล้วเกิดโทษ ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ทำให้เกิดเป็นความทุกข์
    2. สอนให้ทำความดี คือ การชักจูงใจให้บุคคลประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สิ่งที่เป็นกุศล เป็นไปเพื่อประโยชน์สุข
    3. อนุเคราะห์ด้วยจิตใจอันงาม หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ และแนะนำสั่งสอนด้วยความปรารถนาดี มุ่งประโยชน์ที่บุคคลถึงได้รับเป็นสำคัญ ไม่หวังสินจ้างรางวัล ลาภ ยศ หรือชื่อเสียงใด ๆ เป็นการตอบแทน
    4. สอนสิ่งที่เขาไม่เคยสดับตรับฟังมาก่อน ประชาชนส่วนมากมักวุ่นวายอยู่กับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาและสดับพระธรรม พระสงฆ์ผู้ได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติมากกว่าชาวบ้าน จึงต้องนำเอาสิ่งที่ตนเรียนรู้มาถ่ายทอดให้เขาได้รู้ด้วย
    5. อธิบายสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังมาแล้วให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น บางเรื่องที่เขาฟังมาแล้วเกิดความสงสัยไม่แน่ใจ ก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งหายสงสัย โดยรู้จักการจับประเด็นที่สำคัญมาขยาย และชี้แจงแต่ละประเด็นให้ชัดเจน
    6. บอกทางสวรรค์ให้ หมายถึง การบอกทางสุข ทางเจริญ โดยการแนะนำทางดำเนินชีวิตที่ดีงาม และเป็นประโยชน์สุขแก่ประชาชน

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบทดสอบ

  1. นางวิสาขาได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะ (เลิศกว่าผู้อื่น) ในด้านใด
    1. ด้านความเฉลียวฉลาด
    2. ด้านมีฤทธิ์มาก
    3. ด้านพระวินัย
    4. ด้านการถวายทาน
  2. พระมหากัสสปะ ยึดถือธุดงค์ 3 ข้ออย่างเคร่งครัดคือ ถือผ้าบังสุกุล เที่ยวบิณฑบาตร และอยู่ป่าเป็นวัตร แสดงถึงลักษณะนิสัยของท่านในด้านใด
    1. เป็นผู้วางตนที่เหมาะสม
    2. ชอบความสงบ สันโดษ
    3. มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
    4. เป็นผู้มีความเพียร
  3. จากติตติรชาดก บุคคลใดที่จะสมควรแก่เสนาสนะอันล้ำเลิศ
    1. พระวินัยธร พระธรรมกถึก และพระที่ได้ปฐมญาณ
    2. พระที่บรรลุโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอรหันต์
    3. พระภิกษุผู้เจริญโดยลำดับ (พระผู้เจริญเรียงลำดับอาวุโส
    4. พระผู้ที่ได้ไตรวิชาและอภิญญาหก
  4. นางวิสาขา มีคุณสมบัติที่พรั่งพร้อมด้วยเบญจกัลยาณี หมายถึงลักณษะงดงามพร้อม 5 ประการ คือข้อใด
    1. ผมงาม เนื้องาม กระดูกงาม ผิวงาม วัยงาม
    2. รูปกายงาม จิตใจดีงาม วัยงาม ผิวงาม ผมงาม
    3. รูปกายงาม จิตใจดีงาม ชาติตระกูลงาม วัยงาม ผิวงาม
    4. สำรวมด้วยศีล สำรวมด้วยสติ สำรวมด้วยญาณ สำรวมด้วยขันติ สำรวมด้วยความเพียร
  5. จากการศึกษาอัมพชาดก นักเรียนได้แบบอย่างที่ดีในด้านใด
    1. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
    2. ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม
    3. ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
    4. ทำกรรมเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น
  6. คำว่า “อนาถบิณฑิกะ แปลว่า ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา” มีสาเหตุมาจากเรื่องใด
    1. อนาถบิณฑิกะถวายข้าวพระพุทธเจ้าเพียงก้อนเดียว
    2. อนาถบิณฑิกะให้ข้าวแก่ยาจกวณิพกเพียงก้อนเดียว
    3. อนาถบิณฑิกะตั้งโรงทานแก่ยาจกวณิพกเป็นประจำ
    4. อนาถบิณฑิกะวันหนึ่งทานข้าวเพียงก้อนเดียว
  7. อนาถบิณฑิกะมีการเตรียมการใหญ่โดยสร้างที่พักค้างคืน และสร้างที่ประทับถาวร เพื่อถวายการต้อนรับพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์ ที่เสด็จไปเมืองสาวัตถี เป็นแบบอย่างในด้านใด
    1. ด้านความพยายาม
    2. ด้านความกตัญญูกตเวที
    3. ด้านความไม่ประมาท
    4. ด้านการวางแผนที่ดี
  8. เราสามารถนำเอาคุณธรรมของพระอุบาลีมาเป็นแบบอย่างในด้านใด
    1. การมีชีวิตที่เรียบง่าย
    2. ทรงภูมิรู้ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
    3. ยึดมั่นในการทำบุญ
    4. กตัญญูกตเวที
  9. บทบาทที่สำคัญที่สุดของพระมหากัสสปะหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน คือบทบาทด้านใด
    1. เป็นผู้นำในการสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์
    2. เป็นผู้นำศาสนา
    3. เป็นผู้นำในการถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า
    4. เป็นผู้นำในการทำสังคายนา
  10. จากติตติรชาดก สัตว์ทั้ง ๓ คือ ช้าง วานร และนกกระทา เป็นตัวแทนของอะไร
    1. ความพยายาม
    2. การทำความเพียร
    3. การรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
    4. การเคารพยำเกรงกัน

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

ติตติรชาดก

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า เมื่อคราวเสด็จไปเมืองสาวัตถี ทรงปรารภการห้ามเสนาสนะของพระสารีบุตร เรื่องมีอยู่ว่า สมัยนั้นเมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างวิหารเสร็จแล้ว ส่งทูตไปนิมนต์พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ มีพระสงฆ์สาวกแวดล้อมได้เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์มารับการถวายวิหาร พวกอันเตวาสิกของฉัพพัคคีย์ภิกษุ เดินทางล่วงหน้าไปถึงกรุงสาวัตถีก่อนใคร แล้วพากันจับจองเสนาสนะเอาไว้ให้พระอุปัชฌาย์และอาจารย์ของตนเอง ทำให้พระสารีบุตรเถระผู้มาถึงทีหลังไม่ได้เสนาสนะ จึงเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วตรัสว่า
” ภิกษุทั้งหลาย ในศาสนานี้ ควรกระทำอภิวาท การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมต่อผู้แก่กว่า ภิกษุควรได้อาสนะเลิศ น้ำอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศ ตามลำดับผู้ที่แก่กว่า ” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสัตว์สามสหายคือ นกกระทา ลิงและช้าง อาศัยต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์ สัตว์ทั้งสามอยู่อย่างไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ไม่เสมอภาคกัน ต่อมาสัตว์ทั้งสามตัวตกลงจะทำความเคารพกันตามความอาวุโส จึงคิดหาวิธีรู้ว่าใครจะเกิดก่อนกัน

อยู่มาวันหนึ่ง สัตว์ทั้งสาม ขณะอยู่ที่ต้นไทรได้ถามกันและกันว่า  ” ท่านรู้จักต้นไทรนี้เมื่อไหร่ ?”

ช้างพูดว่า       ” สมัยที่เราเป็นลูกช้าง ต้นไทรนี้อยู่ระดับขาอ่อนของเรา เราเห็นมันตั้งแต่เป็นพุ่มไม้ ”

ลิงพูดว่า        ” เราเป็นลูกลิงนั่งอยู่พื้นดิน ก็เคี้ยวกินหน่อของต้นไทรอ่อนนี้ เราเห็นมันตั้งแต่เป็นต้นเล็ก ๆ อยู่ ”

ส่วนนกกระทาพูดว่า      ” สหายทั้งสองเอ๋ย เมื่อก่อนต้นไทรใหญ่อยู่ที่โน้น เราไปกินผลของมันแล้วมาถ่ายอุจจาระลงในที่นี้ จึงทำให้มีต้นไทรต้นนี้ขึ้น ”

จึงทำให้สัตว์ทั้งสามทราบลำดับอาวุโสของกันและกัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลิงและช้าง จึงอยู่ในโอวาทของนกกระทา ทำความเคารพยำเกรงกันและกัน

พระพุทธองค์ เมื่อตรัสอดีตนิทานจบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาว่า
” นรชนเหล่าใด ฉลาดในธรรม นอบน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่  นรชนเหล่านั้น เป็นผู้ได้รับความสรรเสริญ ในปัจจุบันนี้   และมีสุคติภพในเบื้องหน้า “

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. ชาดก   คือ  …………..
  2. พราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งได้เล่าเรียนมนต์เสกมะม่วงให้ออกผลได้ในชั่วพริบตาโดยอาจารย์ซึ่งเป็น…………..
  3. ข้อแม้ของมนต์เสกมะม่วงคือ …………..
  4. เพราะเหตุใดมนต์จึงเสื่อม………………
  5. พระราชาลงโทษพราหมณ์หนุ่มอย่างไร…………..
  6. เพราะเหตุใดอาจารย์จัณฑาลจึงไม่สอนวิชามนต์เสกมะม่วงให้ใหม่…………..
  7. พราหมณ์หนุ่มในอดีตชาติคือ…………..
  8. อาจารย์จัณฑาลในอดีตชาติคือ…………..
  9. คติธรรมจากชาดกเรื่องนี้คือ…………..

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

อัมพชาดก

ชาดก
ชาดก   คือ  เรื่องราวของพระโพธิสัตว์ผู้มีความมุ่งมั่นและเพียรพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นพระพุทธเจ้า  ด้วยการบำเพ็ญบารมีตามคติทางพระพุทธศาสนา  ชาดกมีทั้งสิ้น  ๕๔๗  เรื่อง  ชาวบ้านมักเรียกว่า  พระพุทธเจ้า  ๕๐๐  ชาติ

อัมพชาดก
 พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่อง  “อัมพชาดก”  ประกอบเรื่องที่พระเทวทัตคิดเป็นใหญ่และจะปกครองสังฆมณฑลแทนพระพุทธเจ้า  รวมทั้งสังฆเภท  (ทำให้สงฆ์แตกกัน)  สร้างความแตกแยกขึ้นในพระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า  “มิใช่แต่ชาตินี้เท่านั้นที่เทวทัตบอกคืนอาจารย์  ชาติก่อนก็เช่นกัน”  แล้วจึงทรงเล่าเรื่องอัมพชาดก  ความว่า
ในอดีตกาลมีพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งได้เล่าเรียนมนต์เสกมะม่วงให้ออกผลได้ในชั่วพริบตาโดยอาจารย์ซึ่งเป็นจัณฑาล  มีข้อแม้ว่า  “มนต์นี้หาค่ามิได้   อาศัยมนต์นี้แล้วจะได้ลาภสักการะมากมาย  ถ้ามีคนถามว่าเรียนมนต์นี้มาจากใคร  ให้บอกตามความเป็นจริงว่าศึกษามาจากอาจารย์ผู้เป็นจัณฑาล  มิฉะนั้นแล้วมนต์ก็จะเสื่อม”
พราหมณ์หนุ่มใช้มนต์เสกมะม่วงในการเลี้ยงชีพ  วันหนึ่งคนรัษาพระราชอุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสีซื้อมะม่วงที่เกิดจากมนต์ไปถวายพระราชา  พระองค์ทรงติดใจรสชาติของมะม่วง  จึงให้ถามพราหมณ์หนุ่มว่าเรียนมนต์เสกมะม่วงมาจากใคร  ด้วยความละอายที่จะบอกว่าอาจารย์ของตนเป็นจัณฑาล  พราหมณ์หนุ่มจึงกราบทูลเป็นเท็จว่าได้เล่าเรียนมนต์มาจากทิศาปาโมกข์แห่งกรุงตักศิลา  ทันทีที่พราหมณ์กล่าวเท็จ  มนต์ก็เสื่อมโดยไม่รู้ตัว  เมื่อพระราชารับสั่งให้เสกมะม่วงให้เสวย  แม้พราหมณ์จะร่ายมนต์อย่างไร  ก็ไม่ได้ผลอย่างเช่นเคย  พราหมณ์หนุ่มจึงกราบทูลความจริงว่าตนได้เรียนมนต์มาจากอาจารย์จัณฑาล
เมื่อพระราชาทรงทราบความจริงก็กริ้วพราหมณ์หนุ่ม  แล้วตรัสว่า  “บุคคลใดรู้แจ้งธรรมจากอาจารย์ใด  ไม่ว่าเป็นกษัตริย์  พราหมณ์  แพศย์  ศูทร  คนจัณฑาล  อาจารย์นั้นแลเป็นคนที่ประเสริฐสุดของเขา”  เมื่อตรัสแล้วพระราชาก็รับสั่งให้เฆี่ยนพราหมณ์หนุ่ม และขับไล่ออกจากพระนคร
พราหมณ์หนุ่มกลับไปยังที่อยู่ของอาจารย์จัณฑาล  กราบแทบเท้าอาจารย์แล้วสารภาพความผิด  และขอเรียนมนต์ใหม่  แต่อาจารย์จัณฑาลกล่าวว่า  ”  เราประสาทมนต์แก่เจ้าโดยธรรม  เจ้าก็รับเอาไปโดยธรรม  ถ้าเจ้าตั้งอยู่ในธรรม  มนต์ก็จะไม่เสื่อม  ดูก่อนเจ้าทรามปัญญา  มนต์นั้นเจ้าได้มาโดยลำบาก  เป็นของหายากที่จะหาได้ในมนุษย์ในโลกนี้  เราอุตส่าห์ถ่ายทอดให้เจ้าเพื่อเป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ  แต่เจ้ากลับทำลายด้วยการพูดเท็จ  หลอกลวง  เจ้าคนชั่วเอย  มนต์ใดจะมีแก่เจ้า  เราไม่มีวันถ่ายทอดมนต์ให้เจ้าอีกแล้ว”  เมื่อกล่าวจบ  อาจารย์จัณฑาลก็ขับไล่พราหมณ์หนุ่มไปให้พ้นจากบ้านของตน  พราหมณ์หนุ่มออกจากบ้านอาจารย์จัณฑาลด้วยจิตใจแตกสลาย  คิดว่าตนจะมีชีวิตอยู่ทำไม  ตายเสียดีกว่า  แล้วก็เดินทางเข้าป่า  ตายอย่างคนอนาถา

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

นางวิสาขา

  1. นางวิสาขา เกิดในตระกูล…………………………
  2. นางวิสาขา ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่ออายุได้ ……. ปี
  3. นางวิสาขา มีคุณสมบัติที่พรั่งพร้อมด้วยเบญจกัลยาณี ทั้ง 5 ประการ ได้แก่
    1. …………………………
    2. …………………………
    3. …………………………
    4. …………………………
    5. …………………………
  4. นางวิสาขาได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ ได้ส่งคำเชิญไปยัง…………………ให้มาร่วมทำบุญและเมื่อฟังจบก็สำเร็จเป็น…………………………
  5. นางวิสาขาเป็นผู้ริเริ่มการถวาย…………………………แก่ภิกษุผู้เข้าพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีมาถึงทุกวันนี้
  6. นางวิสาขาได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะในด้าน…………………………
  7. นางวิสาขาเป็นสาวิกาที่อุปถัมถ์พระพุทธศาสนาที่สำคัญคนหนึ่งคู่กับ…………………………
  8. คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่างของนางวิสาขาคือ
    1. …………………………
    2. …………………………
    3. …………………………
    4. …………………………

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. อนาถบิณฑิกะ  เดิมมีชื่อว่า…………………………..
  2.  คำว่า “อนาถบิณฑิกะ” เป็นชื่อที่เกิดจาก…………
  3. อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า จนสำเร็จมรรคผลเป็น………………..
  4. อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เตรียมการใหญ่ใที่จะถวายการต้อนรับพระพุทธเจ้า 2 ประการ คือ
    1. ………………………….
    2. ………………………….
  5. อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น ……………………..
  6. คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่างของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้แก่
    1. ………………………….
    2. ………………………….

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

อนาถบิณฑิก

อนาถบิณฑิกะ  เดิมมีชื่อว่า “สุทัตตะ” เป็นบุตรชายของเศรษฐีชื่อสุมนะ ในเมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล ส่วนมารดาไม่ปรากฏนาม คำว่า “อนาถบิณฑิกะ” เป็นชื่อที่เกิดจากคุณธรรมของท่าน เนื่องจากท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน โดยได้ตั้งโรงทานให้ทานแก่ยาจกวณิพกเป็นประจำ คนทั้งหลายจึงเรียกว่าอนาถบิณฑิกะ แปลว่า ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา ภายหลังต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งจากทางราชการสมัยนั้นให้อยู่ในตำแหน่งเศรษฐี โดยการสืบทายาทจากบิดาของท่าน ท่านจึงได้รับการเรียกชื่อว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้มาพบและได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ เหตุที่ได้เข้าเฝ้าเนื่องจากท่านได้มาทำกิจธุระเกี่ยวกับการค้าขายที่นี้และได้พักกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่มีฐานะเป็นเศรษฐีเหมือนกัน และวันนั้นท่านได้เห็นคนในบ้านตระเตรียมอาหารเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น จึงสอบถามเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากเศรษฐีผู้เป็นเพื่อนแล้ว ก็เกิดความรู้สึกดีใจที่ได้ทราบว่ามีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นพระองค์ทรงประทับอยู่ที่สีตวัน หรือป่าไม้สีเสียดใกล้กับพระเวฬุวัน ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า จนสำเร็จมรรคผลเป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบัน ประกาศตนเป็นอุบาสกนับถือพระรัตนตรัยด้วยศรัทธามั่นคง

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถี เพื่อประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้าทรงรับคำทูลอาราธนา เมื่อท่านกลับมายังเมืองสาวัตถีแล้วได้วางแผนเตรียมการใหญ่ในการที่จะถวายการต้อนรับพระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ที่จะเสด็จไปเมืองสาวัตถี การวางแผนนั้นมี 2 ประการ คือ

  1. สร้างที่พักค้างคืนระหว่างทางจากเมืองราชคฤห์ ถึงเมืองสาวัตถีไว้เป็นระยะ ๆ พร้อมกับเตรียมอาหารไว้ถวายทุกแห่งด้วย
  2. เตรียมสร้างที่ประทับถาวรไว้ที่เมืองสาวัตถี โดยการขอซื้อสวนของเจ้าชายองค์หนึ่งที่เมืองสาวัตถี นามว่า เจ้าเชต ซึ่งมีบริเวณกว้างใหญ่ ซึ่งเจ้าเชตได้ตกลงขายสวนป่าแห่งนี้แก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อซื้อได้แล้ว ท่านได้สร้างเสนาสนะคือที่อยู่อาศัยสำหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ อาคารที่พักทั้งหมดเรียกว่า วิหาร แปลว่า วัด และตั้งชื่อวัดนี้ว่า “เชตวัน”

เมื่องานทุกอย่างเสร็จแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกจำนวนมาก อนาถบิณฑิกเศรษฐีพร้อมด้วยชาวเมืองได้รับเสด็จพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกอย่างยิ่งใหญ่ ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระสงฆ์ทุกวัน นอกจากนี้อนาถบิณฑิกเศรษฐียังได้รับเชิญไปให้คำแนะนำและจัดการงานบุญกุศลที่ชาว เมืองสาวัตถีเขาจัดทำเป็นประจำ เมื่อท่านไม่อยู่บ้านก็มอบหมายให้สุภัททาซึ่งเป็นลูกสาวคนโตช่วยจัดการถวายทานที่บ้านแทน เมื่อลูกสาวคนโตแต่งงานไปอยู่บ้านสามี ก็มอบหมายให้จูฬสุภัททาลูกสาวคนรองรับหน้าที่แทน ครั้นลูกสาวคนรองแต่งงานไปอยู่บ้านสามี ก็มอบให้สุมนาลูกสาวคนเล็กรับหน้าที่สืบแทน

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำตนเป็นผู้อุปัฏฐากบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นเวลานาน ท่านจึงเป็นคนที่ได้รับประทานของอร่อยด้วยมือตนเองก่อน แล้วก็ต้องการให้บุคคลอื่นได้รับประทานของอร่อยด้วยเช่นนั้นบ้าง จึงได้พยายามเชิญชวน ชักชวนเพื่อนฝูงที่คุ้นเคยสนิทสนมกันให้มาสนใจฟังธรรมะ ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก จนคนเหล่านั้นได้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอำนวยผลให้มีความสุขโดยทั่วกัน

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น “อัครสาวก” ในบั้นปลายชีวิต ท่านป่วยหนัก ได้ให้คนไปนิมนต์
พระสารีบุตรมาเทศน์โปรด พระสารีบุตรได้แสดงธรรมะระดับวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้ท่านเกิดความปีติปราโมทย์ในชีวิตของท่าน และเข้าใจความจริงของชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมาว่าจะต้องเป็นอย่างนี้เอง ทำให้ท่านลดความเจ็บปวดของโรคไปได้ เพราะไม่ให้ความสำคัญแก่โรคที่กำลังเสียดแทงท่านอยู่ และจิตใจของท่านมาจดจ่ออยู่ที่ธรรมะ เมื่อพระเถระลากลับไปแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ถึงแก่นธรรมด้วยอาการสงบ

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นผู้มั่นคงในการทำบุญ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้มีความมั่นคงในการทำบุญตั้งแต่ยังเยาว์วัย เป็นคนใจบุญสุนทานมาก ชอบทำบุญกุศลโดยเฉพาะการให้ทานและฟังธรรมเป็นประจำ
  2. เป็นทายกตัวอย่าง ท่านเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของชาวพุทธได้อย่างยอดเยี่ยม กล่าวคือ การอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ การชักชวนมหาชนให้ทำบุญกุศล ด้วยการให้ทาน และเมื่อบ้านใดมีกิจการงานบุญเกิดขึ้น ท่านมักจะได้รับการเชื้อเชิญให้ไปร่วมงานบุญนั้น ๆ อยู่เสมอ ๆ นอกจากนั้น ท่านยังชักชวนให้เพื่อนสนิทมิตรสหายตลอดจนบริวารให้หมั่นสดับตรับฟังธรรมะ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผล แห่งการปฏิบัติอย่างแท้จริง นับว่าเป็นทายกที่เป็นแบบอย่างคนหนึ่ง

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. พระอุบาลีเถระ มีตำแหน่งเป็น……………………
  2. พระอุบาลีออกบวชพร้อมกับ…………………..
  3. พระอุบาลีได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้าน…………………..
  4. เมื่อครั้งกระทำปฐมสังคายนา ท่านได้รับหน้าที่เป็น………………………….
  5. คุณธรรมที่ควรถือเอาเป็นแบบอย่าง
    1. …………………..
    2. …………………..
    3. …………………..

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

พระอุบาลี

พระอุบาลีเถระ เป็นบุตรของนายช่างกัลบก ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญวัย ได้เป็นที่พอพระทัยเจ้าศากยะทั้ง 5 พระองค์ จึงได้รับตำแหน่งเป็นนายภูษามาลา

ต่อมาเมื่อศากยกุมารทั้ง 5 พระองค์เสด็จออกบวช ตนก็ได้ติดตามออกบวชด้วย พากันมาเฝ้าที่อนุปิยอัมพวันแห่งมัลลกษัตริย์ แคว้นมัลละ ศากยกุมารเหล่านั้นทูลขอให้บวชท่านก่อน เมื่อบวชแล้วได้ฟังพระกรรมฐานที่พระประทานสอนไม่ประมาทในการบำเพ็ญเพียร ในไม่ช้าก็บรรลุอรหันตผล ท่านได้ศึกษาและทรงจำพระวินัยอย่างแม่นยำชำนิชำนาญ จนกระทั่งได้รับพุทธานุญาตให้วินิจฉัยอธิกรณ์ 3 เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ อัชชุกวัตถุ และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงพระวินัย

ภายหลังเมื่อครั้งกระทำปฐมสังคายนา ท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้วิสัชชนาพระวินัยปิฎก ท่านดำรงอายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลเวลา ก็ดับขันธปรินิพพาน

คุณธรรมที่ควรถือเอาเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นผู้ทรงภูมิความรู้ เนื่องจากท่านได้ทรงจำและผ่านการศึกษาเล่าเรียนมามาก จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มีหน้าที่วิสัชชนาพระวินัยปิฎก
  2. เป็นผู้ที่วางตนเหมาะสม เป็นที่เคารพนับถือของบุคคลผู้ใกล้ชิด
  3. เป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียร และมีความทรงจำอย่างแม่นยำชำนิชำนาญ

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. พระมหากัสสะ เดิมชื่อ ……………………………………
  2. ปิปผลิมาณพ กระทำการอาวาหมงคล กับผู้ใด……….
  3. ปิบผลิมาณพและนางภัททกาปิลานี ทั้งสองท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ในทางธรรม  จึงชวนกัน…………….
  4. พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ปิปผลิมาณพ 3 ข้อ คือ
    1. ………………………
    2. ………………………
    3. ………………………
  5.  พระมหากัสสปะมีนิสัยชอบความสงบ สงัด ยึดถือธุดงค์ 3 ข้ออย่างเคร่งครัด คือ
    1. ……………………..
    2. ……………………..
    3. ……………………..
  6. หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ……….เดือน พระมหากัสสปะและพระอรหันต์ จำนวน ……….รูป กระทำ
  7. สังคายนา คือ ……………………
  8.  พระมหากัสสปะ มีความดีเด่นด้วยประการต่าง ๆ ดังนี้
    1. ……………………
    2. ……………………
    3. ……………………
    4. ……………………
  9. คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง
    1. ……………………
    2. ……………………
    3. ……………………
    4. ……………………
  10. พระมหากัสสปะมีอายุยืนยาวถึง ……… พรรษา จึงนิพพานที่ เมือง……….

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

พระมหากัสสปะ

พระมหากัสสะ เดิมชื่อ ปิปผลิ เป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อ กปิล หมู่บ้านมหาติฏฐะ เมืองราชคฤห์ นามเดิมของท่านไม่มีใครนิยมเรียก ส่วนใหญ่จะเรียกท่านว่า กัสสปะ ตามสกุลของท่าน

ปิปผลิมาณพ มีจิตใจใฝ่ในทางธรรม ไม่สนใจในกามคุณตั้งแต่เล็ก ๆ พอท่านอายุได้ 20 ปี บิดามารดาปรารถนาให้ท่านได้แต่งงานเป็นหลักฐาน จึงได้รบเร้าท่าน แต่ท่านก็พยามเบี่ยงบ่าย จนในที่สุดเมื่อทนความรบเร้าของบิดามารดาไม่ได้ จึงให้ช่างทองหล่อรูปสตรีที่สวยงามแล้วพูดว่า ถ้าหาสตรีที่มีความสวยงามเช่นรูปหล่อทองคำนี้ ก็จะแต่งงานด้วย บิดามารดาจึงสั่งให้พราหมณ์ 8 คน ค้นหาสตรีผู้มีรูปงามดั่งรูปหล่อทองคำ พราหมณ์ทั้งหมดจึงได้เดินทางไปแสวงหาจนถึงเมืองสาคละ แคว้นมัททะ ได้พบกับ นางภัททกาปิลานี ซึ่งเป็นบุตรสาวของโกลิยะพราหมณ์ เห็นว่ามีความสวยงามเช่นเดียวกับรูปหล่อทองคำ จึงไปเจรจาสู่ขอกับบิดามารดาของนางเพื่อให้สมรสกับท่านกัสสะ จนเป็นที่ตกลงกัน จึงแจ้งข่าวไปบอกแก่บิดามารดาของปิบผลิทราบ และได้กระทำการอาวาหมงคล (การแต่งงานโดยนำเจ้าสาวมาอยู่บ้านเจ้าบ่าว)

ทั้งปิบผลิมาณพและนางภัททกาปิลานี ทั้งสองท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ในทางธรรม การแต่งงานจึงเป็นเพียงแต่แต่งในนามเท่านั้น ทั้งสองท่านไม่เกี่ยวข้องกันในทางกามารมณ์ เมื่อบิดามารดาของทั้งสองท่านสิ้นชีวิตลง ทรัพย์สมบัติของทั้งสองตระกูลก็ตกเป็นสมบัติของท่านทั้งสอง แต่ 2 สามีภรรยาก็หายินดีในทรัพย์สมบัติไม่ เมื่อทั้งสองเบื่อหน่ายในการครองเรือน จึงชวนกันออกบวชโดยการโกนผมนุ่งผ้ากาสาวะ สะพายหม้อดิน อุทิศต่อพระอรหันต์ในโลก

วันหนึ่ง ทั้งสองสามีภรรยาได้เดินมาถึงทาง 2 แพร่ง จึงแยกกันไป ปิปผลิเดินทางมาถึงตำบลระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทะต่อกัน ได้พบพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ใต้พหุปุตตนิโครธ (ต้นกร่าง) จึงเข้าไปทูลขอบวช พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาท 3 ข้อ คือ

  1. เราจะพึงสำนึกด้วยความละอายใจและเกรงกลัวให้หนักแน่นในพระภิกษุสงฆ์ทุกระดับ หมายถึงให้มีความเคารพ
  2. เมื่อฟังพระธรรมจะตั้งใจฟังธรรมนั้น พร้อมพิจารณาเนื้อความจนเกิดความเข้าใจความหมายของธรรมนั้น
  3. จะตั้งสติไว้ในร่างกายไว้ให้มั่นคง

พระพุทธเจ้าทรงโปรดให้ปิปผลิได้รับการอุปสมบทด้วยการรับโอวาท 3 ข้อ หลังจากอุปสมบทแล้วท่านมีชื่อเรียกตามสกุลเดิมของท่านว่า “มหากัสสปะ” เมื่อพระมหากัสสปะอุปสมบทแล้วได้ประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาท 3 ข้อนั้น และในวันที่ 8 ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล พระมหากัสสปะมีนิสัยชอบความสงบ สงัด ยึดถือธุดงค์ 3 ข้ออย่างเคร่งครัด คือ

  1. ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
  2. เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
  3. อยู่ป่าเป็นวัตร

หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน พระมหากัสสปะได้ชักชวนพระสงฆ์ที่สำเร็จพระอรหันต์ จำนวน 500 รูป กระทำสังคายนา คือ ร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและทรงบัญญัติไว้ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พระมหากัสสปะ มีความดีเด่นด้วยประการต่าง ๆ ดังนี้

  1. พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านว่ามีคุณธรรมเสมอด้วยพระองค์
  2. ทรงแลกเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิของพระองค์กับผ้าสังฆาฏิของท่าน
  3. พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ
  4. ท่านเป็นผู้รักษาศรัทธาของชาวบ้านได้มาก

พระมหากัสสปะมีอายุยืนยาวถึง 120 พรรษา จึงนิพพานที่ระหว่างเขาสามลูก เมืองราชคฤห์

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ถึงแม้ว่าพระมหากัสสปะจะมีความประสงค์ไม่อยากแต่งงานมีครอบครัว แต่ด้วยความเคารพเชื่อฟังต่อบิดามารดา จึงได้ปฏิบัติตาม
  2. เป็นผู้มีชีวิตเรียบง่าย พระมหากัสสปะ ได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในการปฏิบัติมักน้อยสันโดษ ท่านมีนิสัยชอบสงบ อยู่ในป่า ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
  3. เป็นผู้เคร่งครัดในข้อปฏิบัติ ดังที่ท่านประพฤติปฏิบัติตนในธุดงค์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตนเพื่อขัดเกลาตนเองให้อยู่ในระเบียบวินัย และเพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนได้ประพฤติปฏิบัติตาม
  4. เป็นผู้รับภาระหน้าที่พิทักษ์พระพุทธศาสนาไม่ทอดทิ้ง จากการที่พระมหากัสสปะได้ทราบถึงความมัวหมองของพระศาสนาเพราะถูกคนดูหมิ่นหรือบิดเบือนความจริง ท่านกลับไม่นิ่งดูดาย ตรงกันข้ามกลับชักชวนพระภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ จำนวนถึง 500 รูป ทำการ สังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยจนสืบทอดต่อมาถึงทุกวันนี้

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบทดสอบ

  1.  จากปัญหาวิกฤติในสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด การพนัน โสเภณี ฯลฯ ก่อให้เกิดความเสื่อมถอยของสังคม และไม่พัฒนาเท่าที่ควร นักเรียนคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุใด เป็นด้านหลัก
    1. รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ขาดคุณธรรมในการปกครอง
    2. คนไทยส่วนใหญ่หลงมัวเมาในอบายมุข
    3. คนไทยส่วนใหญ่ขาดความสามัคคีกัน
    4. มีการประพฤติทุจริตและคอรัปชั่นกันมาก
  2. นักเรียนต้องการศึกษาวินัยของพระภิกษุและภิกษุณี จะค้นหาจากพระไตรปิฎกหมวดใด
    1. พระวินัยปิฏก
    2. พระสุตตันตปิฎก
    3. พระอภิธรรมปิฏก
    4. พระธรรมปิฎก
  3. พุทธสุภาษิตที่ว่า “ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ” ตรงกับหลักธรรมคู่ใด
    1. สติ – สมาธิ
    2. ปัญญา – กรรม
    3. สติ – ขันติ
    4. สติ – ปัญญา
  4. บุคคลใดที่ควร “บูชา” คือบุคคลเช่นใดในข้อต่อไปนี้
    1. บุคคลทำดีมากมายแต่มาทำชั่วเพียงครั้งเดียว
    2. บุคคลที่เคยทำชั่วแต่สำนึกผิดแล้วกลับมาทำดี
    3. บุคคลที่มีเงินจากการทุจริตแล้วนำมาทำบุญกุศล
    4. บุคคลที่มีอำนาจมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ในสังคม
  5. เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่พุทธศาสนิกชนจึงพึงระลึก และเคารพบูชาพระพุทธเจ้า
    1. เพราะทรงเป็นผู้มีพระพุทธคุณทั้ง 3
    2. เพราะเป็นผู้ที่ควรเคารพบูชา
    3. เพราะเป็นผู้มีความประพฤติดีประพฤติชอบ
    4. เพราะเป็นผู้ให้กำเนิดพระพุทธศาสนา
  6. ข้อใดตรงกับความหมายของคำว่า “บัณฑิต” มากที่สุด
    1. ทำดี พูดดี คิดดี
    2. เฉลียวฉลาด
    3. แก้ปัญหาได้อย่างแยบคาย
    4. วางแผนได้อย่างแยบคาย
  7. ข้อใดคือความหมายของกรรมฐานที่ถูกต้อง
    1. เด็กชายดำฝึกอบรมจิตให้สงบ
    2. เด็กชายขาวมีจิตตั้งมั่น
    3. เด็กหญิงแดงฝึกนั่งสมาธิ
    4. เด็กเขียวฝึกเดินจงกรม
  8. ข้อใดคือสาเหตุที่เกิดทุกข์อย่างแท้จริง ตามหลักพระพุทธศาสนา
    1. ผลกรรม
    2. กุศลกรรม
    3. ตัณหา
    4. สันโดษ
  9. การกระทำในข้อใดไม่หมายถึง กรรม
    1. เด็กชายคัมภีร์ขุดบ่อน้ำไว้ใช้ มีไก่ตกลงไปตาย
    2. เด็กหญิงอำไพพรรณไปทำบุณตักบาตรกับพ่อทุกวันพระ
    3. เด็กชายจักรวัชรชอบแกล้งเพื่อนในห้องเรียน
    4. เด็กหญิงฟางส่งภาพเข้าประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ
  10. คำว่า “พุทฺโธ” แปลว่า เป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หมายถึงข้อใด
    1. เป็นผู้สนุกสนานร่าเริง
    2. เป็นผู้มีอารมณ์ดีตลอดเวลา
    3. เป็นผู้มีอารมณ์แจ่มใส ไม่เศร้าหมอง
    4. เป็นผู้ไม่หลง ไม่ห่วงกังวลในสิ่งใด ๆ
  11. “การปฏิบัติเช่นไรย่อมได้รับผลของการปฏิบัติเช่นนั้น” หมายถึงข้อใด
    1. ปริยัติ
    2. ปฏิบัติ
    3. ปฏิเวธ
    4. ปฏิสัมพันธ์
  12. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ หมายความว่าอย่างไร
    1. เป็นพระอรหันต์ และตรัสรู้ชอบ
    2. เป็นผู้มีความรู้ และประพฤติดี
    3. เป็นผู้รู้แจ้ง และเป็นศาสดา
    4. เป็นผู้ถึงพร้อม และมีโชค
  13. คำว่า ปธาน จัดอยู่ในมรรคข้อใดในมรรคมีองค์ 8
    1. ประกอบอาชีพชอบ
    2. ความเพียรชอบ
    3. ตั้งจิตมั่นชอบ
    4. ความเห็นชอบ
  14. “การให้พิจารณาถึงความเจ็บอยู่เสมอ” มีจุดประสงค์เพื่ออะไร
    1. เพื่อทำให้ไม่เป็นโรคต่าง ๆ
    2. เพื่อทำให้บรรเทาจากโรคต่าง ๆ
    3. เพื่อทำให้หมกมุ่นอยู่กับโรคต่าง ๆ
    4. เพื่อทำให้ระมัดระวังป้องกันโรคต่างๆ
  15. ข้อใดหมายถึง “รูปขันธ์”
    1. ที่ประกอบไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก
    2. สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้น
    3. ส่วนที่ประกอบจากวัตถุหรือสสารทั้งปวง
    4. สิ่งที่กำหนดรู้ในอารมณ์
  16. คำว่า “สัญญา” หมายถึงข้อใด
    1. ความรู้สึก
    2. การจำได้ , หมายรู้
    3. สิ่งที่ปรุงแต่ง
    4. สิ่งที่รับรู้
  17. บุคคลมีพฤติกรรมใดต่อไปนี้ที่เข้าใจใน ธาตุ 4
    1. นายคนองไม่สนใจดูแลสภาพร่างกายของตนเอง
    2. นายณรงค์มีร่างกายที่อ้วนเกินไป ต้องลดน้ำหนัก โดยการอดอาหาร
    3. นางสาวเสาวนีย์เข้าไปใช้บริการสถานที่ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง สมส่วน
    4. นางสาวเกศินีไม่วิตกกังวลกับรูปร่างของตนเอง ปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ
  18. พระภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติจนขาดจากความเป็นภิกษุ ได้แก่อาบัติในข้อใด
    1. ปาราชิก
    2. สังฆาทิเสส
    3. ปาจิตตีย์
    4. ทุกกฎ
  19. ข้อใดก่อให้เกิดความสุขมากที่สุด
    1. ทำบุญตักบาตร
    2. บริจาคทรัพย์ สิ่งของต่าง ๆ
    3. ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้มีอุปการะคุณ
    4. ทำจิตให้มั่น เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง
  20. ในความสุข 4 ประการ (คิหิสุข) คือ ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์ การใช้จ่ายทรัพย์ ความไม่เป็นหนี้ และความสุขที่เกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ ท่านถือว่าความสุขที่เกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษสำคัญที่สุด เพราะเหตุใด
    1. เพราะบุคคลประพฤติที่ไม่มีโทษย่อมก่อให้เกิดความสุขอีก 3 ประการตามมา
    2. เพราะบุคคลประพฤติที่ไม่มีโทษแล้วย่อมเป็นบุคคลที่มีทรัพย์
    3. เพราะบุคคลประพฤติที่ไม่มีโทษย่อมไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์ ใช้จ่ายทรัพย์ และไม่เป็นหนี้
    4. เพราะบุคคลประพฤติที่ไม่มีโทษย่อมเป็นบุคคลที่ไม่มีหนี้
  21. ทำไมคำว่า ทุกข์ จึงเป็น “ธรรมที่ควรรู้”
    1. เพราะควรศึกษาไว้ประดับความรู้
    2. เพราะเป็นต้นเหตุของการเกิดทุกข์หรือปัญหาทั้งปวง
    3. เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้
    4. เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนา
  22. มรรคข้อใดบ้างที่จัดเข้าในศีลสิกขา
    1. วาจาชอบ ความเพียรชอบ ความเห็นชอบ
    2. วาจาชอบ การงานชอบ ประกอบอาชีพชอบ
    3. ความเพียรชอบ ระลึกชอบ การงานชอบ
    4. ความเห็นชอบ การงานชอบ ประกอบอาชีพชอบ
  23. “ความฉลาดในความเสื่อม” ในโกศล 3 หมายถึงข้อใด
    1. เป็นความฉลาดในการที่จะทำตนให้เสื่อม
    2. เป็นความฉลาดในการที่จะไม่ดำเนินชีวิตของตนไปในทางที่เสื่อม
    3. เป็นความฉลาดในการใช้กลอุบายให้ตนเองอยู่รอด
    4. เป็นความฉลาดให้ตนเองเจริญแต่คนทำคนอื่นให้เสื่อม
  24. การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ข้อใดบ้างที่บรรลุประโยชน์สูงสุด
    1. วาจาชอบ การงานชอบ
    2. ประกอบอาชีพชอบ ความเพียรชอบ
    3. ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ
    4. ความเห็นชอบ ดำริชอบ
  25. เมื่อนักเรียนเข้าใจเรื่องขันธ์ 5 แล้วจะทำให้เป็นคนเช่นไร
    1. ไม่หลงมัวเมา และยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ
    2. ไม่มีความรู้สึกในอารมณ์ต่าง ๆ
    3. ไม่ประพฤติดีไม่ประพฤติชั่ว
    4. ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
  26. ในส่วนของรูปขันธ์ มีธาตุ 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ส่วนประกอบของธาตุดินคือข้อใด
    1. น้ำดี น้ำตา น้ำเลือด น้ำหนอง
    2. อุณหภูมิในร่างกาย
    3. ลมในท้อง ลมหายใจ
    4. ผม หนัง กระดูก เอ็น
  27. คำว่า “อาบัติ” หมายถึงข้อใด
    1. ข้อห้าม
    2. การตักเตือน
    3. ข้อละเว้น
    4. การล่วงละเมิด
  28. พระพุทธคุณ 3 หมายถึงข้อใด
    1. พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระกรุณาคุณ
    2. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    3. ศีล สมาธิ ปัญญา
    4. พระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ และพระมุทิตาคุณ
  29. ในมรรคมีองค์ 8 ข้อใดที่ถือว่าสำคัญที่สุด และเป็นส่วนนำที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมข้ออื่น ๆ
    1. สัมมาสังกัปปะ
    2. ดำริชอบ
    3. สัมมาวายามะ
    4. ความเพียรชอบ
  30. คำว่า “อนุตฺตโร ปริสทมฺมสารถิ” เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ หมายความว่าอย่างไร
    1. ฝึกบุคคลอื่นให้เป็นสารถี
    2. ฝึกฝนบุรุษที่ฝึกได้ให้เป็นสารถี
    3. เป็นสารถีให้บุคคลอื่นได้ดี
    4. เป็นผู้ฝึกคนได้ดีเยี่ยม
  31. “กรรมเป็นข้อเตือนใจในอนาคต” หมายความว่าอย่างไร
    1. เป็นการกระทำที่รอคอยโชคชะตาที่จะมาถึงในอนาคต
    2. เป็นความคาดหวังสิ่งที่ดีในอนาคต
    3. เป็นเครื่องวัดความสำเร็จในอนาคต
    4. เป็นผลของการกระทำในปัจจุบันที่จะส่งผลต่ออนาคต
  32. “จงเตือนตนด้วยตนเอง” หมายความว่าอย่างไร
    1. เตือนตนเองได้เท่านั้นคนอื่นเตือนไม่ได้
    2. จดบันทึกเตือนความจำของตนเองตลอดเวลา
    3. เตือนตนเองว่าสิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ
    4. หมั่นตรวจตราตนเองอยู่เสมอ
  33. ข้อใดเป็น “อกุศลกรรม”
    1. เด็กชายคัมภีร์ขุดบ่อน้ำไว้ใช้ มีไก่ตกลงไปตาย
    2. เด็กหญิงอำไพพรรณไปทำบุณตักบาตรกับพ่อทุกวันพระ
    3. เด็กชายจักรวัชรชอบแกล้งเพื่อนในห้องเรียน
    4. เด็กหญิงฟางส่งภาพเข้าประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ
  34. อบายมุข 6 เป็นสิ่งที่ควรละ ทั้งนี้เพราะสาเหตุต่อไปนี้ ยกเว้น
    1. เป็นสาเหตุแห่งทุกข์หรือสาเหตุแห่งปัญหา
    2. เป็นสาเหตุแห่งความเสื่อม
    3. เป็นสาเหตุแห่งความพินาศ ความย่อยยับ
    4. เป็นสาเหตุแห่งการแสวงหาความสุขทางกาย

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. ยํ เว เสวติ ตาทิโส
    • อ่านว่า……………………………….
    • ความหมาย…………………………
  2. อตฺตนา โจทยตฺตานํ
    • อ่านว่า……………………………….
    • ความหมาย…………………………
  3. นิสมฺม กรณํ เสยฺโย 
    • อ่านว่า……………………………….
    • ความหมาย…………………………
  4. ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา
    • อ่านว่า……………………………….
    • ความหมาย…………………………
  5.  ฆราวาสธรรมมี 4 ประการ ได้แก่
    1. ………….หมายถึง………………..
    2. …………หมายถึง………………..
    3. …………หมายถึง………………..
    4. …………หมายถึง………………..

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

พุทธศาสนสุภาษิต

ยํ เว เสวติ ตาทิโส “คบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้น”

คนมีอัธยาศัยอย่างหนึ่ง อาจเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมที่น่าหนักใจอย่างหนึ่ง คือปัญหาของวัยรุ่น บิดามารดาก็เป็นห่วง ครูอาจารย์ก็เป็นห่วง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบก็หาทางป้อนกันไม่ให้บุตรหลานของตน หรือลูกศิษย์ของตนมั่วสุมกันในทางที่ผิด โดยเฉพาะการเสพยาเสพติดให้โทษ การเที่ยวในสถานเริงรมย์ การประพฤติผิดศีลธรรมต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะตระหนักดีว่า วัยรุ่นหรือเยาวชน คือทรัพยากรของชาติที่จะต้องมีชีวิตที่สดใส จำต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เว้นคบคนชั่ว เสวนากับคนดี เพราะถ้าคบคนเช่นใด นิสัยใจคอก็จะเปลี่ยนแปลง มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับคนที่ตนคบ ผู้หวังความเจริญแก่ตน พึงเลือกคบแต่คนดีมีคุณธรรม ไม่ควรคบคนชั่ว.

อตฺตนา โจทยตฺตานํ จงเตือนตนด้วยตน

คำแนะนำตักเตือนด้วยความหวังดีและจริงใจนั้น เป็นคำพูดที่ประเสริฐ มีคุณค่าเหมือนลายแทงบอกขุมทรัพย์ คำแนะนำตักเตือน มีพลังสำคัญในการช่วยผลักดันให้ชีวิตคนเรารุ่งเรือง ลูกที่เชื่อฟังคำตักเตือนของพ่อแม่ นักเรียนที่เชื่อฟังคำตักเตือนของครู ชีวิตจะแตกต่างจากลูกที่ไม่เชื่อคำตักเตือนของพ่อแม่ และนักเรียนที่ไม่เชื่อคำตักเตือนของครูอาจารย์
แม้ว่าคนเราจำเป็นจะต้องมีผู้คอยตักเตือนก็จริง ถึงกระนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเห็นว่า คนที่เตือนตนเองได้ดีกว่า เพราะตนของตนย่อมอยู่กับตนเสมอ ย่อมรู้อยู่ทุกเวลาว่าตนกำลังทำอะไร จึงมีโอกาสเตือนตน ให้สติแก่ตนได้ทุกเวลา ส่วนคนอื่นอยู่ห่างตัวเราย่อมรู้สิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรของเราเพียงบางอย่าง จึงสามารถตักเตือนได้เฉพาะสิ่งที่ตนรู้เท่านั้น และถ้าเป็นคำตักเตือนของคนที่เราไม่เคารพ เราอาจจะไม่เชื่อฟังก็ได้ ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำว่า จงเตือนตนด้วยตน ส่วนเหตุผลก็คงเป็นดังที่กล่าวแล้ว

การเตือนตน คือ การพร่ำสอนตนให้มีสติสัมปชัญญะขึ้นมา เพื่อเตือนตนให้รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ และพยายามสอดส่องดูโทษ ความผิดพลาด และข้อบกพร่องของตนด้วยตนเองอยู่เสมอ ไม่ต้องให้ใครมาคอยเตือน พร้อมทั้งอย่ามัวไปคอยเพ่งดูโทษ หรือ ความผิดของคนอื่นอยู่เลย จงหมั่นตรวจดูความผิดของตนเองอยู่ทุกเมื่อ เมื่อเราพยายามเพ่งจับผิดตนบ่อย ๆ ความผิดมันก็ไม่เกิดขึ้นหรือถ้าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นน้อย และเมื่อพบแล้วต้องใช้สติปัญญาแก้ไขความผิดนั้นให้หมดไป โดยไม่ทำความผิดขึ้นอีก

นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ

ใคร่ครวญ หมายถึง การใช้สติสัมปชัญญะ และปัญญาเพ่งดูเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในเมื่อจะประกอบการนั้น ๆ ถึงจะใช้เวลานานหน่อยก็ยังดีกว่าทำอะไรรีบร้อน ใจเร็ว ด่วนไปได้ โดยขาดการใคร่ครวญก่อนทำ บางครั้งทำอะไรรีบร้อนก็อาจเสียหายได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพราะฉะนั้น เวลาจะทำอะไรก็ตาม ต้องใช้สติปัญญาใคร่ครวญพิจารณาดูก่อนแล้วจึงค่อยทำ จะทำให้การงานหรือสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีประสิทธิภาพและสำเร็จได้ตามจุดประสงค์
การทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะประสบผลสำเร็จได้ ผู้ทำจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการทำงาน คือต้องพิจารณาให้รู้ก่อนว่า ถ้าเราทำงานสิ่งนี้ ผลออกมาจะเป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่าการงานนั้น ๆ ถ้าทำแล้วจะเป็นผลดีแก่ตนและสังคมอย่างมากมายก็ควรทำ หรือถ้ามีผลค่อนข้างมากก็ควรทำ ถ้ามีผลนิดหน่อยและยังว่างงานอยู่ก็ควรทำรองาน แต่ทั้งหมดต้องเป็นงานไม่มีโทษ แต่ถ้าเราพิจารณาเห็นว่างานนั้น ๆ ไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เราเสียเวลาเปล่า บางทีจะทำให้เราได้รับโทษ เพราะการทำงานนั้น ๆ ก็เป็นได้ ฉะนั้น ก่อนจะทำอะไรลงไป จึงควรพิจารณาให้ดีก่อน แล้วจึงลงมือทำ

ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา เรือนที่ครองไม่ดี นำทุกข์มาให้

การปกครองเหย้าเรือน ก็คือการดูแลตัวอาคารและดูแลคนที่อาศัยอยู่ร่วมกันในอาคารนั้น ทั้งสองประการนี้ ถ้าปกครองไม่ดีย่อมจะเกิดความทุกข์ขึ้นได้มาก
เหย้าเรือนคืออาคารอันเป็นที่พักอาศัย มีกิจที่จะต้องเอาใจใส่ปฏิบัติอยู่มาก เช่น การปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ และเมื่อชำรุดทรุดโทรมต้องซ่อมแซม การดูแลบ้านเรือนจึงต้องทำทุกวันทุกเวลา หากไม่เอาใจใส่จะสกปรกรกรุงรัง ก่อความทุกข์ความไม่สบายให้ผู้อยู่อาศัย อีกประการหนึ่ง เหย้าเรือนยังมีผู้อยู่อาศัยร่วมกันหลายคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างเพศต่างวัย ต่างความคิด ต่างพฤติกรรม จึงมักมีการขัดแย้งกัน รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้าง ถ้าผู้ปกครองเหย้าเรือนไม่รู้จักวิธีแก้ไขให้ดีแล้ว จะมีแต่ความทุกข์ หาความสุขได้ยาก

นอกจากนั้น คำว่าเหย้าเรือน ยังหมายถึงฆราวาสผู้ครองเรือน ถ้าปกครองไม่ดีปราศจากธรรมะของผู้ครองเรือนแล้วมีแต่ทุกข์ถ่ายเดียว เพราะจะเกิดมีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นมากมาย ธรรมะของผู้ครองเรือนเรียกว่า ฆราวาสธรรมมี 4 ประการ ได้แก่

  1. สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน
  2. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
  3. ขันติ อดทน
  4. จาคะ สละให้ปันสิ่งของต่าง ๆ แก่ผู้ควรให้

การปกครองเหย้าเรือนให้ดีต้องอาศัยความขยัน ไม่ปล่อยปละละเลยและอาศัย ความอะลุ้มอล่วย การผ่อนหนักผ่อนเบา ทำความเข้าใจกันบนพื้นฐานของความรักความเมตตา

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. บุคคลผู้ควรบูชา หมายถึง …………………………..
  2. คำว่าบูชา  หมายถึงการปฏิบัติ 3 อย่าง คือ
    1. ………………………….
    2. ………………………….
    3. ………………………….
  3. ปัคคัณหะ แปลว่า ………………………….
  4. สักการะ บูชาด้วยเครื่องสักการะ หมายถึง …….
  5. สัมมานะ แปลว่า …………………………………..
  6. บุคคลผู้ควรบูชา ได้แก่
    1. ………………………….
    2. ………………………….
    3. ………………………….
    4. ………………………….
    5. ………………………….
    6. ………………………….
  7. ธรรมของผู้ใหญ่ อันได้แก่ ………………………….
  8. วัตถุที่ควรบูชา เรียกว่า ……………………………..
  9. สังเวชนียสถาน 4 แห่ง ได้แก่ …………………….
  10. การบูชานั้นมี 2 อย่างคือ
    1. ………………………….
    2. ………………………….

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

บูชาผู้ควรบูชา

การบูชาผู้ควรบูชา หรือ การถือเอาตัวอย่างของคนดีมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของตน อันจะทำให้เรามีความกล้าหาญในการทำดียิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต

บุคคลผู้ควรบูชา หมายถึง บุคคลที่มีบุญคุณ ผู้มีคุณธรรม ผู้เป็นเนื้อนาบุญ (นักบวช) ผู้เป็นบัณฑิต นักปราชญ์หรือผู้รู้

คำว่าบูชา ไม่เพียงแต่การนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาเท่านั้น ตามความหมายของมงคลข้อนี้ หมายถึงการปฏิบัติ 3 อย่าง คือ

  1. ปัคคัณหะ แปลว่า ยกย่อง ได้แก่การเชิดชู เทิดทูน สนับสนุนบุคคลที่เราเห็นว่าเป็นคนดี เช่นการเลือกตั้งผู้แทนที่ดี หัวหน้าที่ดี ประธานที่ดี เป็นต้น
  2. สักการะ บูชาด้วยเครื่องสักการะ หมายถึง การบูชาด้วยการแสดงออกมาภายนอก ประกอบด้วยอุปกรณ์บางอย่าง เช่น ธูป เทียน ดอกไม้ และอื่น ๆ ตามความนิยม ของที่ใช้ประกอบในการบูชาเหล่านี้ รวมเรียกว่า “เครื่องสักการะ” คำว่า “สักการะ” แปลว่า เครื่องประกอบพิธีการ
  3. สัมมานะ แปลว่า นับถือ คือยอมรับนับถือบุคคลผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ แล้วถือเอาเป็นคติเป็นแบบอย่าง

บุคคลผู้ควรบูชา

  1. พระพุทธเจ้า ชื่อว่าทรงเป็นปูชนียบุคคลของพุทธศาสนิกชน เพราะทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ และทรงตั้งพระพุทธศาสนา ประกาศสัจธรรม บัญญัติพระวินัย ให้ประชาชนเว้นสิ่งที่ควรเว้น และประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ และเป็นแบบอย่างของมนุษย์ที่หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง มีชีวิตเป็นอิสระ
  2. พระสงฆ์สาวก ชื่อว่าเป็นปูชนียบุคคลของพุทธศาสนิกชน เพราะประกอบด้วยคุณความดี คือ เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติสมควร เป็นนาบุญของโลก และนำสืบต่อพระพุทธศาสนามาโดยลำดับ
  3. ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ ชื่อว่าเป็นปูชนียบุคคลของศิษยานุศิษย์ เพราะประกอบด้วยคุณความดี คือ เป็นผู้ประสาทศิลปวิทยา และบำเพ็ญกรณียกิจอันเป็นหน้าที่ของตนอีก 5 ประการ คือ แนะนำอบรมให้เป็นคนดี สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง บอกศิลปวิทยาให้สิ้นเชิงไม่ปิดบังอำพราง ส่งเสริมยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ และสร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ คือ สอนฝึกศิษย์ให้ใช้วิชาเลี้ยงชีพได้จริงและรู้จักดำรงตนด้วยดี ที่จะเป็นประกันให้ดำเนินชีวิตที่ดีงามโดยสวัสดี มีความสุขความเจริญ
  4. บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณธรรม บิดามารดาชื่อว่าเป็นปูชนียบุคคลของบุตรธิดา เพราะประกอบด้วยคุณความดี คือ เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ และยังบำเพ็ญกรณียกิจหน้าที่ของตนอีก 5 ประการคือ ห้ามปรามป้องกันจากความชั่ว ดูแลฝึกอบรมให้ตั้งอยู่ในความดี ให้การศึกษาศิลปวิทยา เป็นธุระเมื่อถึงคราวจะมีคู่ครองที่สมควร และมอบทรัพย์สมบัติให้เมื่อถึงโอกาสอันควร
  5. พระมหากษัตริย์ ชื่อว่าเป็นปูชนียบุคคลของพสกนิกรทั้งปวงที่จงรักภักดี เพราะทรงประกอบด้วยคุณความดี คือ ทรงเป็นประมุขของชนทั้งชาติ และทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม 10 ประการ คือ พระราชทานวัตถุสิ่งของ พระราโชวาทแนะนำสั่งสอนแก่พสกนิกร ทรงสังวรระวังรักษาพระอาการกาย วาจา ใจ ให้สะอาดปราศจากโทษ ทรงสละไทยธรรมบรรเทามัจฉริยโลภ พระอัธยาศัยประกอบด้วยความซื่อตรง พระอัธยาศัยอ่อนละมิน ทรงบำเพ็ญกุศลวัตรเผาผลาญอกุศลวิตก ไม่ทรงเกรี้ยวกราดมีพระเมตตาเป็นนิสัย ไม่ทรงเบียดเบียนใครมีพระกรุณาเป็นนิสัย ทรงมีพระหฤทัยดำรงมั่นในขันติธรรม และทรงรักษายุติธรรมไม่ให้แปรผันจากสิ่งที่เที่ยงที่ตรง
  6. ผู้นำสังคม ผู้นำองค์การ นักปราชญ์ ผู้ดำรงอยู่ในศีลในธรรม ชื่อว่าเป็นปูชนียบุคคลของผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะเป็นผู้ประกอบคุณ

ธรรมของผู้ใหญ่ อันได้แก่ เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข กรุณา ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ มุทิตา ความพลอยยินดีในเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาได้ดี อุเบกขา ความวางเฉย คือ วางใจเป็นกลางออกห่างจากอคติธรรม มีจิตใจอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง มุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

วัตถุที่ควรบูชา เรียกว่า ปูชนียวัตถุ ก็นับเข้าในมงคลข้อนี้ ปูชนียวัตถุนั้น ได้แก่ วัตถุที่ควรบูชาที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ซึ่งประมวลลงในพุทธเจดีย์ 4 ประการ คือ ธาตุเจดีย์ เจดีย์คือ พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุสาวก บริโภคเจรีย์ เจดีย์คือสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ได้แก่ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และสถานที่ปรินิพพาน ตลอดถึงพุทธบริขารและต้นพระศรีมหาโพธิ์ ธรรมเจดีย์ เจดีย์คือพระไตรปิฎก คัมภีร์พระธรรมที่จารไว้ในใบลาน ที่พิมพ์เป็นเล่ม ตลอดจนคำสั่งสอนที่จารึกในแผ่นศิลาและอื่น ๆ อุเทสิกเจดีย์ เจดีย์คือพระพุทธรูป รอยพระบาทและรูปพระสงฆ์สาวก

การบูชานั้นมี 2 อย่างคือ

  1. บูชาด้วยสิ่งของ มีดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น เรียกว่า อามิสบูชา
  2. บูชาด้วยความเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งสอน เรียกว่า ปฏิบัติบูชา

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::