Category Archives: :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การแสดงความเคารพ

การแสดงความเคารพมีหลายลักษณะ เช่น การประนมมือ การไหว้ การกราบ การคำนับ การถวายความเคารพ การถวายบังคม เป็นต้น การที่จะแสดงความเคารพในลักษณะใดนั้น ต้องพิจารณาผู้ที่จะรับความเคารพด้วยว่าอยู่ในฐานะเช่นใด หรือในโอกาสใด แล้วจึงแสดงความเคารพให้ถูกต้องและเหมาะสม การแสดงความเคารพแบ่งได้ดังนี้ คือ

  1. การประนมมือ (อัญชลี) ประนมมือให้นิ้วมือแนบชิดกัน ฝ่ามือราบ ปลายนิ้วตั้งขึ้น แขนแนบตัวระดับอก ไม่กางศอก ทั้งชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกัน การประนมมือนี้ใช้ในการสวดมนต์ ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา และขณะพูดกับพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เป็นต้น
  2. การไหว้ (วันทา) การไหว้เป็นการแสดงความเคารพโดยการประนมมือให้นิ้วชิดกันยกขึ้นไหว้ การไหว้แบบไทยแบ่งออกเป็น 3 แบบตามระดับของบุคคล ดังนี้
    1. ระดับที่ 1 การไหว้พระ ได้แก่ การไหว้พระรัตนตรัยรวมทั้งปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีที่ไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ โดยประนมมือให้ปลายนิ้วชี้จรดส่วนบนของหน้าผาก   ชาย ยืนแล้วค้อมตัวลงให้ต่ำพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้   หญิง ยืนแล้วย่อเข้าลงให้ต่ำโดยถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามถนัด พร้อมกับยกมือไหว้
    2. ระดับที่ 2 การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้มีอาวุโส ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ครู อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพนับถืออย่างสูง โดยประนมมือให้ปลายนิ้วชี้จรดระหว่างคิ้ว  ชาย ยืนแล้วค้อมตัวลงน้อยกว่าระดับการไหว้พระ พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้   หญิง ยืนแล้วย่อเข่าลงน้อยกว่าระดับการไหว้พระ โดยถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งเล็กน้อย พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้
    3. ระดับที่ 3 การไหว้บุคคลทั่ว ๆ ไป ที่เคารพนับถือหรือผู้มีอาวุโส รวมทั้งผู้ที่เสมอกันโดยประนมมือยกขึ้นให้ปลายนิ้วจรดปลายจมูก  ชาย ยืนแล้วค้อมตัวลงน้อยกว่าระดับการไหว้ผู้มีพระคุณพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้    หญิง ยืนแล้วย่อเข้าลงน้อยกว่าระดับการไหว้ผู้มีพระคุณ โดยถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งเล็กน้อย พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้   ในการไหว้ผู้เสมอกันทั้งชายและหญิงให้ยกมือขึ้นไหว้พร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกัน ในกรณีที่ทำพร้อมกันเป็นหมู่คณะ ควรจะนัดหมายให้ทำอย่างเดียวกัน
  3. การกราบ (อภิวาท) เป็นการแสดงความเคารพด้วยวิธีนั่งประนมมือขึ้นเสมอหน้าผากแล้วน้อมศีรษะลงจราดพื้นหรือจรดมือ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วน้อมศีรษะลงบนมือนั้น เช่น กราบลงบนตักก็อนุโลมถือว่าเป็นกราบ ถ้าหมอบแล้วน้อมศีรษะจรดมือที่ประนมถึงพื้นเรียกว่า หมอบกราบ การกราบมี 2 ลักษณะ คือ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์และการกราบผู้ใหญ่
    1. การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ใช้กราบพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ หมายถึง การที่ให้อวัยวะทั้ง 5 คือ เข่าทั้ง 2 มือทั้ง 2 และหน้าผากจรดพื้น การกราบจะมี 3 จังหวะและจะต้องนั่งอยู่ในท่าเตรียมกราบ
      • ท่าเตรียมกราบ
        • ชาย นั่งคุกเข่าปลายเท้าตั้ง นั่งบนส้นเท้า มือทั้งสองวางบนหน้าขาทั้งสองข้าง (ท่าเทพบุตร)
        • หญิง นั่งคุกเข่าปลายเท้าราบ นั่งบนส้นเท้า มือทั้งสองวางบนหน้าขาทั้งสองข้าง (ท่าเทพธิดา)
          • จังหวะที่ 1 (อัญชลี) ยกมือขึ้นประนมระหว่างอก ปลายนิ้วชิดกัน ตั้งขึ้นแนบตัวไม่กางศอก
          • จังหวะที่ 2 (วันทา) ยกมือขึ้นพร้อมกับก้มศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วชี้จรดหน้าผาก
          • จังหวะที่ 3 (อภิวาท) ทอดมือลงกราบ ให้มือและแขนทั้งสองข้างลงพร้อมกัน มือคว่ำห่างกันเล็กน้อยพอให้หน้าผากจรดพื้นระหว่างมือได้    ชาย ให้กางศอกทั้งสองข้างลง ต่อจากเข่าขนานไปกับพื้น หลังไม่โก่งหญิง ให้ศอกทั้งสองข้างคร่อมเข่าเล็กน้อย ทำสามจังหวะให้ครบสามครั้ง แล้วยกมือขึ้นจบโดยให้ปลายนิ้วชี้จรดหน้าผากแล้วปล่อยมือลง การกราบไม่ควรให้ช้าหรือเร็วเกินไป
    2. การกราบผู้ใหญ่ ใช้กราบผู้ใหญ่ที่มีอาวุโส รวมทั้งผู้มีพระคุณ ได้แก่ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ และผู้ที่เราเคารพ กราบเพียงครั้งเดียว โดยที่ผู้กราบทั้งชายและหญิงนั่งพับเพียบ ทอดมือทั้งสองข้างลงพร้อมกัน ให้แขนทั้งสองคร่อมเข่าที่อยู่ด้านล่างเพียงเข่าเดียว มือประนม ค้อมตัวลงให้หน้าผากแตะส่วนบนของมือที่ประนม ในขณะกราบไม่ควรกระดกนิ้วหัวแม่มือขึ้นรับหน้าผาก
  4. การเคารพพระรัตนตรัย

พระรัตนตรัย คือ สิ่งประเสริฐสุดสามสิ่งในพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งประเสริฐสุดสามสิ่งนี้ถือว่าเป็นที่สักการะบูชาของชาวพุทธ การแสดงความเคารพพระรัตนตรัย มีธรรมที่ถือว่าเป็นมารยาทของชาวพุทธที่ดีพึงปฏิบัติอยู่ 3 แบบ คือ การประนมมือ การไหว้ และการกราบ

  1. การประนมมือ (อัญชลีกรรม) การประนมมือ คือ การยกมือทั้งสองตั้งประนมขึ้นเป็นพุ่ม โดยให้ฝ่ามือทั้งสองชิดกันตั้งไว้ระหว่างอก นิ้วมือทั้งสิบชิดกัน ไม่เหยียดตรงไปข้างหน้า แขนทั้งสองกางห่างจากลำตัวพอสมควร คือไม่ห่างมากหรือติดแน่นกับลำตัว เงยหน้ามองตรงต่อสิ่งที่เคารพ ลำตัวตั้งตรงหลังไม่งอ การประนมมือเคารพพระรัตนตรัยควรทำด้วยความเคารพอ่อนน้อม อย่าปล่อยให้นิ้วมืองอหงิก อย่างเอานิ้วประสานกัน ไม่ยกมือประนมให้สูงจนจรดคาง และไม่ปล่อยให้มือตกลงมาอยู่ที่หน้าท้อง เป็นต้น
  2. การไหว้ (นมัสการ) ยกมือที่ประนมขึ้นจรดหน้าผากพร้อมกับน้อมหรือก้มศีรษะลงเล็กน้อยให้ปลายนิ้วชี้จรดตีนผม ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดกลางหน้าผากหรือระหว่างคิ้ว ไหว้ครั้งเดียวแล้วลดมือลง สำหรับชายยืนส้นเท้าชิด ปลายเท้าแยกออกเล็กน้อย สำหรับหญิงก้าวขาขวาออกไปข้างหน้าย่อตัวหรือค้อมตัวต่ำลงเล็กน้อย การไหว้พระรัตนตรัยกระทำในโอกาสต่าง ๆ เช่น ไหว้พระสงฆ์ขณะที่นั่งเก้าอี้หรือยืนอยู่หรือกำลังเดินผ่าน (ถ้าพระสงฆ์นั่งอยู่บนพื้นใช้การกราบแทน) การแสดงความเคารพปูชนียวัตถุและปูชนียสถานก็กระทำด้วยการไหว้
  3. การกราบ (อภิวาท) การกราบพระรัตนตรัยนั้นใช้วิธีการกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ คือ การกราบโดยให้อวัยวะทั้ง 5 ได้แก่ เข่า 2 มือ 2 หน้าผาก 1 จรดพื้น
    1. สำหรับชายนิยมนั่งคุกเข่า ปลายเท้าจรดพื้นนั่งทับส้นเท้า จังหวะที่หนึ่ง นั่งประนมมือ จังหวะที่สอง ยกมือขึ้นจรดหน้าผาก จังหวะที่สาม คว่ำมือทั้งสองลงแบนราบพร้อมกัน เมื่อมือถึงพื้นให้แยกออกจากกันพอที่หน้าผากจะจรดพื้นได้ ให้ศอกต่อกับหัวเข่าแล้วลุกนั่งตัวตรง ทำอย่างนี้จนครบ 3 ครั้ง แล้วยกมือขึ้น “จบ” อยู่ระหว่างคิ้วหรือหน้าผากอีกครั้ง
    2. สำหรับหญิงนั่งให้เข่ายันพื้นโดยให้หัวเข่าชิดกัน ทอดปลายเท้าเหยียดออกไปด้านหลัง หงายฝ่าเท้า นั่งทับส้นเท้า ส่วนจังหวะและวิธีการกราบทำอย่างเดียวกับชาย
Advertisements

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การไปวัด

วัดในประเทศไทยมีจำนวนหลายหมื่นวัด ทั้งวัดที่ราชการสร้างและวัดที่ราษฎรสร้าง ในสมัยก่อน วัดเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษา เป็นสถานที่สำหรับกุลบุตรได้เข้าศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกและทางธรรม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นแหล่งความรู้และเผยแผ่ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีอันหลากหลาย ปัจจุบันนี้ การศึกษาและกิจกรรมต่าง ๆ มิได้มีศูนย์กลางอยู่ที่วัด แต่อยู่ตามส่วนราชการและกิจการของเอกชน วัดจึงเป็นเพียงสถานที่สำหรับอยู่พักอาศัยของพระภิกษุ สามเณร กิจกรรมต่าง ๆ ของวัดคนภายนอกไม่สู้จะสนใจ ยิ่งมีกิจกรรมภายนอกมากเพียงใดวัดก็ลดความสำคัญลงเพียงนั้น วัดหลายแห่งจึงขาดการทำนุบำรุง ขาดการดูแลเอาใจใส่ กลายเป็นเพียงสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธก็คงต้องให้ความอุปถัมภ์และบำรุงวัดอยู่ เนื่องจากวัดเป็นสถานที่สำหรับรวมจิตใจของชาวพุทธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกิจกรรมหลายอย่างจะไม่ต้องพึ่งวัดก็ตาม แต่การไปวัดก็ยังมีประโยชน์และมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญหลายประการ เช่น เพื่อการทำนุบำรุงศาสนสถาน เพื่อการสงเคราะห์พระสงฆ์ เพื่อการสืบต่อกิจกรรมทางศาสนา และเพื่อการปฏิบัติธรรม เป็นต้น

การแต่งกาย และการปฏิบัติตนเมื่อไปวัด

  1. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ทำจิตใจให้สะอาด ปราศจากความโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา ตั้งใจคิด พูด และทำแต่สิ่งที่ดีงาม
  2.  เมื่อไปถึงวัด ถ้าพระอุโบสถเปิดให้เข้าไปกราบพระประธาน ถ้าพระอุโบสถไม่เปิดก็ไหว้ข้างนอกได้
  3. เมื่อพบพระสงฆ์ ยกมือไหว้ก่อนจึงสนทนากับท่านด้วยกิริยาวาจาสำรวม
  4. ไม่ส่งเสียงเอะอะอึกทึกภายในวัด
  5. ไม่ทำให้สิ่งของ ต้นไม้ หรือสิ่งก่อสร้างในวัดเสียหาย เมื่อเห็นสิ่งใดชำรุดเสียหายควรช่วยดูแลซ่อมแซม
  6. ไม่ทำอันตรายสัตว์หรือทำให้สัตว์ในวัดหรือบริเวณวัดตื่นตกใจเพราะวัดเป็นเขตอภัยทาน คือเขตที่ไม่เบียดเบียนสัตว์
  7. เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของวัด เช่น ฟังพระธรรมเทศนา หรือ ร่วมงานบุญกุศลที่ทางวัดจัดขึ้น
  8. หากจะปฏิบัติธรรมที่วัดควรแจ้งให้เจ้าอาวาสทราบก่อน ท่านจะได้เข้าใจเจตนาของการอยู่วัด และอำนวยความสะดวกให้
  9. การบริจาคเงินบำรุงวัดตามสมควร เช่น ค่าดอกไม้ ธูปเทียน ไฟฟ้า น้ำประปา การดูแลเสนาสนะ เป็นต้น

การนำเด็กไปวัด

การนำเด็กไปวัด เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกคนควรจะกระทำ เพื่อเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีต่อเด็ก และส่งเสริมให้เด็กเคารพนับถือในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามผู้ปกครองพึงปฏิบัติตนดังนี้

  1. ผู้ปกครองควรจะกระทำเป็นแบบอย่างให้กับเด็กในการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น การแสดงความเคารพ การกราบ การไหว้ การพนมมือ การแสดงความเคารพต่อสถานที่ เป็นต้น
  2. ผู้ปกครองควรจะสอนเรื่องกิริยามารยาทในการไปวัด ตั้งแต่การแต่งกาย การแสดงพฤติกรรมที่ดี การปฏิบัติตนให้ถูกต้องเมื่อไปวัด การรู้จักการฟังพระธรรมเทศนาอย่างสงบ เป็นต้น
  3. ผู้ปกครองควรสอนคำอาราธนาต่าง ๆ ที่เป็นบทง่าย ๆ คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย (อาจจะกล่าวนำให้กับเด็ก) การฝึกการทำสมาธิ เป็นต้น

การเข้าพบพระภิกษุ

การเข้าพบพระภิกษุที่วัดด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม ผู้ไปพบควรปฏิบัติพระภิกษุด้วยความเคารพบูชา รักษากิริยามารยาททางกาย ทางวาจา ตลอดถึงใจให้เรียบร้อยอันแสดงออกถึงความมีศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างดียิ่ง โดยมีหลักปฏิบัติดังนี้

  1. การแต่งกาย ผู้ที่ไปหาพระภิกษุควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย สีไม่ฉูดฉาด ถ้าเป็นหญิงเสื้อกระโปรงควรเป็นแบบสุภาพ ไม่สั้นบางและรัดรูปเกินไป
  2. การไปพบพระภิกษุเพื่อประสงค์จะอาราธนาไปประกอบพิธีงานมงคลหรืองานอวมงคล ควรนำเครื่องสักการะบูชา เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ใส่พานนำไปถวายเพื่อเป็นเครื่องแสดงความเคารพบูชาด้วย
  3. เมื่อไปถึงวัด ก่อนพบท่านควรติดต่อถามพระภิกษุสามเณร หรือศิษย์วัดว่าท่านอยู่หรือไม่ และขออนุญาตเข้าไปพบเมื่อท่านอนุญาตจึงเข้าพบ ถ้าไม่พบผู้ใดที่จะติดต่อถามได้ ก่อนที่จะเข้าพบ ควรเคาะประตูให้เสียงก่อน ท่านอนุญาตแล้วจึงเข้าไปได้เฉพาะชาย ส่วนหญิงไม่ควรเข้าไปหาพระภิกษุในห้องตามลำพัง ควรมีเพื่อนไปด้วยจึงจะเข้าไปได้
  4. เมื่อพบท่านถ้ามีพระพุทธรูปตั้งอยู่ ต้องกราบพระพุทธรูปก่อนแล้วจึงกราบพระภิกษุแบบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วนั่งพับเพียบแบบเก็บปลายเท้า ไม่นั่งบนอาสนะเสมอกับท่านหรือเสื่อผืนเดียวกัน หรือนั่งเก้าอี้เสมอกับพระภิกษุ การนั่งควรเว้นระยะห่างพอสมควร
  5. ในการสนทนาให้ใช้คำพูดที่เหมาะสม สุภาพ ไม่หยอกล้อ ไม่พูดจาหยาบคาย ไม่ควรตีเสมอท่านคล้ายเพื่อนเล่นหรือยกตนสูงกว่าท่าน สำหรับหญิงไม่ควรพูดกับพระภิกษุสองต่อสองในที่ลับตาคนทั้งภายในและภายนอกห้อง ถ้าพระภิกษุรูปนั้นเป็นพระเถระผู้ใหญ่ควรประนมมือพูดกับท่าน
  6. เมื่อเสร็จธุระแล้วควรรีบลากลับ ไม่ควรสนทนาอยู่นานเกินควร เพราะเป็นการรบกวนเวลาท่าน ก่อนกลับให้กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วเดินเข่าออกไป

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบทดสอบหน่วย 4

  1. ในการไหว้พระสวดมนต์ โดยปกติจะต้องใช้ธูป 3 ดอก “ธูป 3 ดอก” หมายถึงอะไร
    1. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    2. ศีล สมาธิ ปัญญา
    3. การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส
    4. พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ พระกรุณาคุณ
  2. วิธีการปฏิบัติต่อไปนี้ ข้อใดที่เป็นอานาปานสติ
    1. ส่งจิตตามลมที่เข้าทางจมูกลงไปสู่ท้อง และจากท้องออกมาทางจมูก
    2. กำหนดจิตตามลมอยู่ตรงจุดที่ลมกระทบ (ปลายจมูกหรือริมฝีปาก)
    3. ใช้การนับประกอบกับการกำหนดลมหายใจ โดยนับไปเรื่อย ๆ ไม่มีกำหนด
    4. นั่งสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่กำหนดลมหายใจ
  3. ข้อใดที่เป็นลักษณะของความคิดแบบโยนิโสมนสิการ
    1. ความคิดหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองอย่างเดียว
    2. ความคิดที่ต้องการผลเป็นวัตถุอย่างเดียว
    3. ความคิดที่พัฒนาปัญญายกระดับจิตใจ
    4. ความคิดที่เป็นแต่ทางดีฝ่ายเดียว
  4. เราสามารถนำการบริหารจิตและเจริญปัญญาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุด
    1. โดยการฝึกนั่งสมาธิทุกวัน
    2. การเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมจิต
    3. การทำงานหรือเรียนด้วยความตั้งใจ
    4. การไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน
  5. การคิดอย่างรอบคอบ คิดถึงข้อดี ข้อเสีย และทางออก ก่อให้เกิดแต่ประโยชน์ ยกเว้น
    1. แสดงถึงความเป็นคนเฉลียวฉลาดกว่าคนอื่น
    2. ทำให้การทำกิจการงานบรรลุตามเป้าหมาย
    3. ทำให้ได้รับประโยชน์มากกว่าโทษ
    4. เป็นคนที่ไม่ประมาท
  6. จุดมุ่งหมายสูงสุดของสมาธิที่ใช้อย่างถูกต้องคืออะไร
    1. สุขภาพจิตที่ดี
    2. จิตที่มีสมรรถภาพ
    3. สมาธิเพื่อปัญญา
    4. จิตที่มีคุณภาพ
  7. การนับก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร
    1. ทำให้จำตัวเลขได้ดี
    2. นับดูจำนวนลมหายใจเข้าออก
    3. ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง
    4. ทำให้ช่วยตรึงจิตได้ดี จิตตั้งมั่น
  8. ข้อใดแสดงถึงลักษณะของจิตที่ไม่เป็นสมาธิ
    1. เข้มแข็ง มีพลัง
    2. สงบ ราบเรียบ
    3. รุนแรง เร่าร้อน
    4. ปลอดโปร่ง แจ่มใส
  9. บุคคลใดที่คิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียมได้อย่างถูกต้อง
    1. สายใจซื้อโทรศัพท์มือถือเพราะต้องการอวดเพื่อน
    2. มุกดาชอบไปรับประทานอาหารตามภัตตาคารหรู ๆ
    3. สมชายชอบแต่งตัวหล่อเพื่ออวดสาว ๆ
    4. จินตนาชอบนั่งรถประจำทางมาโรงเรียนทุกวัน
  10. วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ จะต้องอาศัยใครเป็นสำคัญ
    1. ตนเอง
    2. ครู
    3. เพื่อน
    4. บิดามารดา
  11. ทำไมการนับเลขในขณะนั่งสมาธิไม่ควรเกิน 10
    1. ทำให้การนับไม่มีสิ้นสุด
    2. ทำให้จิตดิ้นรนในโอกาสอันแคบ
    3. ทำให้จิตพะวงกับการนับ
    4. ต้องการให้นับซ้ำ ๆ กัน
  12. ข้อใดแสดงให้เห็นว่าจิตสงบ
    1. ได้ยินลมพัดเบา ๆ
    2. ได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ
    3. ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย
    4. เกิดนิมิต
  13. ข้อดีของการนั่งสมาธิแบบ ขัดสมาธิ หรือนั่งคู้บรรลังก์
    1. ดูสวยงาม มีสง่าราศี
    2. ลมหายใจเดินสะดวก
    3. ทำให้อารมณ์แจ่มใส
    4. เคลื่อนไหวง่าย
  14. การตั้งใจปฏิบัติงานจนประสบความสำเร็จด้วยดี ถือว่าเป็นการปฏิบัติสมาธิขั้นใด
    1. สมาธิชั่วขณะ
    2. สมาธิเกือบจะแน่วแน่
    3. สมาธิแน่วแน่
    4. สมาธิตั้งมั่น
  15. คำว่า “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต” มีความหมายว่าอย่างไร
    1. ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
    2. ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยทั้งสามประการ
    3. ขอนอบน้อมแด่พระธรรมที่เป็นคำสั่งสอนของพระองค์
    4. ขอบนอบน้อมแด่พระสงฆ์พระองค์นั้น
  16. คำกล่าวที่ว่า “มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” เป็นการสนับสนุนแนวคิดแบบใด
    1. คุณค่าแท้
    2. คุณค่าเทียม
    3. แบบคุณ-โทษ
    4. แบบทางออก
  17. ข้อใดหมายถึง “สมาธิ” ได้อย่างถูกต้อง
    1. การนั่งสมาธิ
    2. การทำใจให้สงบแน่วแน่
    3. การฝึกจิต
    4. การควบคุมจิต
  18. บุคคลใดต่อไปนี้ที่ได้รับประโยชน์ของสมาธิ ในการส่งเสริมบุคลิกภาพ
    1. บุคคลที่มีหูทิพย์ ตาทิพย์
    2. บุคคลที่มีความมั่นคงทางอารมณ์
    3. บุคคลผู้หลุดพ้นจากกิเลส
    4. บุคคลมีอำนาจพลังจิต
  19. คำพังเพยที่ว่า “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” เป็นการแสดงให้เห็นแนวคิดแบบไหน
    1. คุณค่าแท้
    2. คุณค่าเทียม
    3. แบบคุณ-โทษ
    4. แบบทางออก
  20.  เหตุผลใดในการทำสมาธิช่วยเสริมสุขภาพกายและใช้รักษาโรคได้
    1. เพราะจิตเคลื่อนไหวตลอดเวลา
    2. เพราะจิตกด ข่มโรคไว้
    3. เพราะจิตอ่อนไหวได้ง่าย
    4. เพราะจิตเข้มแข็ง จิตหลุดพ้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ …………………………
  2. กรมการศาสนาได้ระบุถึงพิธีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยสรุป ดังนี้
    1. …………………………
    2. …………………………
    3. …………………………
    4. …………………………
    5. …………………………
    6. …………………………
    7. …………………………
  3. พระสงฆ์เข้าร่วมพิธีจำนวน…………..รูป
  4. คำปฏิญาณบาลีหน้าสงฆ์ทั้งคำบาลี คือ …………………………คำแปล………………..

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นของตน เป็นการแสดงตนให้ปรากฎว่า ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตนนั่นเอง

พิธีการ กรมการศาสนาได้ระบุถึงพิธีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยสรุป ดังนี้

  1. ให้ผู้จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะ นุ่งขาว ห่มขาวหรือแต่งเครื่องแบบของตนเรียบร้อยแล้วแต่กรณี ไปยังบริเวณพิธีก่อนกำหนด นั่งรอเวลาในที่ที่ทางวัดจัดไว้
  2. ถึงเวลากำหนด พระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปเข้าสู่บริเวณพิธี
  3.  ให้ผู้แสดงตนเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะหมู่บูชา จุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชาพระ ส่งใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เปล่งวาจาบูชาพระรัตนตรัย
  4. เข้าไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ตรงหน้าพระสงฆ์ผู้เป็นประธาน ถวายพานเครื่องสักการะแล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง ถ้าแสดงตนหมู่ ทุกคนคงนั่งคุกเข่าประนมมืออยู่กับที่ หัวหน้าหมู่คนเดียวนำสักการะที่เดียวเข้าถวายแทนทั้งหมู่แล้วกราบพร้อมกับหัวหน้า
  5.  เปล่งคำปฏิญาณตนหน้าหน้าสงฆ์ทั้งคำบาลี และคำแปลเป็นตอน ๆ ไป ดังนี้                                                                            คำนมัสการและคำแปล
    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
    ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น (ว่า 3 ครั้ง)
    คำปฏิญาณและคำแปล
    เอสาหํ ภนฺเต, สุจิรปรินิพฺพุตมฺปิ ตํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ,
    ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ พุทฺธมามโกติ (หญิงว่า พุทฺธมามกาติ) มํ สงฺโฆ ธาเรตุ.
    ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานไปนานแล้ว ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะที่ระลึกนับถือ ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน คือ ผู้นับถือพระพุทธเจ้าถ้าปฏิญาณพร้อมกันหลายคนทั้งชายหญิงคำปฏิญาณให้เปลี่ยนดังนี้

    เอสาหํ เป็น ชายว่า เอเต มยํ (หญิงว่า เอตา มยํ  คจฺฉามิ เป็น คจฺฉาม (ทั้ง ชายและหญิง)
    พุทฺธมามโกติ เป็น ชายว่า พุทฺธมามกาติ หญิงว่า พุทฺธมามกา (เหมือนเดิม)
    มํ เป็น โน (ทั้ง ชายและหญิง)
    คำแปล ก็เปลี่ยนเฉพาะคำ “ข้าพเจ้า” เป็น “ข้าพเจ้าทั้งหลาย” เท่านั้น นอกนั้นเหมือนเดิม สำหรับหญิงผู้ปฏิญาณคนเดียวว่า เอสาหํ ฯลฯ ถึง พุทฺธมามโกติ เปลี่ยนเป็นว่า พุทฺธมามกาติ ถ้าหญิงกับชายปฏิญาณคู่กันเฉพาะคู่เดียวให้ว่าแบบปฏิญาณคนเดียว คือ ขึ้น เอสาหํ ฯลฯ ถึง พุทฺธมามโกติ ชายว่า หญิงเปลี่ยนว่า พุทฺธมามกาติ เท่านั้น

    เมื่อผู้ปฏิญาณกล่าวคำปฏิญาณจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งหมดประนมมือรับ “สาธุ” พร้อมกัน ต่อนั้นให้ผู้ปฏิญาณลดลงนั่งราบแบบพับเพียบกับพื้นแล้วประนมมือฟังโอวาทต่อไป

    1. เมื่อจบโอวาทแล้ว ให้ผู้ปฏิญาณรับคำว่า “สาธุ” แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือน้อมตัวลงเล็กน้อย กล่าวคำอาราธนาเบญจศีล และสมาทานศีล ทั้งคำบาลีและคำแปล
    2. เมื่อจบการสมาทานศีลแล้ว ผู้ปฏิญาณพึงกราบอีก 3 ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ พึงนำมาประเคนในลำดับนี้ เสร็จแล้วนั่งราบตรงหน้าพระสงฆ์เตรียมกรวดน้ำเมื่อพระสงฆ์อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี
  6. เมื่อจบโอวาทแล้ว ให้ผู้ปฏิญาณรับคำว่า “สาธุ” แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือน้อมตัวลงเล็กน้อย กล่าวคำอาราธนาเบญจศีล และสมาทานศีล ทั้งคำบาลีและคำแปล
  7. เมื่อจบการสมาทานศีลแล้ว ผู้ปฏิญาณพึงกราบอีก 3 ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ พึงนำมาประเคนในลำดับนี้ เสร็จแล้วนั่งราบตรงหน้าพระสงฆ์เตรียมกรวดน้ำเมื่อพระสงฆ์อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

แบบฝึกหัด

  1. ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา  พุทธศาสนิกชนต้องระมัดระวังรักษากิริยาและวาจาอย่างไร…………………….
  2. พุทธศาสนิกชนต้องระมัดระวังมารยาทเกี่ยวกับผู้อื่น อย่างไร…………………….
  3. การรักษามารยาทเกี่ยวกับสถานที่ ปฏิบัติอย่างไร………………………………….
  4. หลักในการประกอบพิธีกรรม ได้แก่
    1. ………………………………….
    2. ………………………………….
    3. ………………………………….
    4. ………………………………….

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::