Category Archives: :: พระพุทธศาสนา ::

:: บทนำ ::

คำว่า “ศาสนา” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Religion” าชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของ “ศาสนา” ว่า “ลัทธิความเชื่อของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัถต์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็น หรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้น ๆ”

มูลเหตุการเกิดศาสนา

  1. ความไม่รู้ (อวิชชา)
  2. ความกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ
  3. ความต้องการความรู้แจ้งความจริงแห่งชีวิต
  4. ความต้องการหาหลักประกันสังคม
องค์ประกอบขอองศาสนา
  1. ศาสดา คือ ผู้ก่อตั้งศาสนา แบ่งออกได้เป็น ประเภท คือ     
    1. ศาสดาของศาสนาเทวนิยม หมายถึง องค์อวตาร/ ศาสนฑูตของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาป 
    2. ศาสดาของศาสนาอเทวนิยม คือมนุษย์ผู้ค้นพบหลักสัจธรรมด้วยตนเอง ตั้งศาสนาของตนขึ้นได้โดยสอนให้พึ่งตนเองไม่สอนให้กราบไหว้วิงวอนสิ่งภายนอก
  2. หลักคำสอนหรือคัมภีร์ องค์ประกอบที่ ๒ นี้ถือว่าสำคัญที่สุดขององค์ประกอบของศาสนา 
  3. นักบวช    
  4. ศาสนสถาน  
  5. พิธีกรรมหรือศาสนพิธี      
  6. ศาสนิกชน คือ บุคคลผู้นับถือเลื่อมใสศรัทธาในศาสนานั้นๆ
          บางศาสนาอาจขาดข้อใดข้อหนึ่งไป แต่ก็ยังถือว่าเป็นศาสนา เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ขาดองค์ประกอบคือ ศาสดาไม่ได้มีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ขาดนักบวช เป็นต้น

ประเภทของศาสนา

  1. แบ่งตามลักษณะเผ่าพันธ์
    1. กลุ่มอารยัน 4 ศาสนา คือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาเชน พุทธศาสนาและศาสนาสิกข์
    2. กลุ่มมองโกล 3 ศาสนา คือ ศาสนาเต๋า ศาสนาขงจื้อ และศาสนาชินโต
    3. กลุ่มเซเมติก 4 ศาสนา คือ ศาสนาโซโรฮัสเตอร์ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม
  2. แบ่งตามตามลำดับแห่งวิวัฒนาการของศาสนา
    1. ศาสนาธรรมชาติ
    2. ศาสนาองค์กร
  3. แบ่งตามประเภทของผู้นับถือศาสนา
    1. ศาสนาเผ่า  เพราะมีการนับถือเฉพาะในชาติใดชาติหนึ่ง เช่น ศาสนาฮินดูมีนับถือกันในเฉพาะประเทศอินเดีย ศาสนาโซโรฮัสเตอร์นับถือเฉพาะชนเผ่าเปอร์เซีย ศาสนายูดายนับถือกันในเฉพาะในหมู่ชาวอิสราเอล ศาสนาชินโตนับถือกันเฉพาะญี่ปุ่น และศาสนาขงจื้อนับถือกันเฉพาะในหมู่ชาวจีน
    2. ศาสนาโลก เช่น พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เรียกอีกอย่างว่าศาสนาสากล
  4. แบ่งตามการนับถือพระเจ้า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
    1. อเทวนิยม ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน
    2. เทวนิยม  ได้แก่ คริสต์ ยูดาย อิสลาม สิกข์ บาไฮ ไซโรอัสเตอร์ และ พราหมณ์

คุณค่า ความสำคัญของศาสนา

  1. ศาสนาเป็นเครื่องสั่งสอนให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้องดีงาม
  2. ศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งศีลธรรมจรรยาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ชอบ
  3. ศาสนาช่วยยกระดับจิตใจ ทำให้เป็นผู้ควรแก่การเคารพนับถือ อีกทั้งยังช่วยสร้างจิตสำนึกในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ให้กับคนในสังคมอีกด้วย

 

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: ศาสนาพราหมณ์ ::

ศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นศาสนาเกิดที่ดินแดนชมพูทวีปก่อนพุทธศาสนา ซึ่งไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นศาสดามีคัมภีร์ศาสนาเรียกว่า “พระเวท” มีพัฒนาการสืบต่อยาวนานนับจากลัทธิพราหมณ์จนถึงยุคที่เรียกว่าศาสนาฮินดู  ศาสนานี้นับถือเทพเจ้าหลายองค์  เรียกว่า “พหุเทวนิยม”

ที่มาของศาสนา 

ศาสนาพราหมณ์ฮินดู ได้วิวัฒนการสืบทอดกันมาตามลำดับ ช่วงเวลาที่ยังเป็นศาสนาพราหมณ์อยู่นั้นในสมัยพระพุทธกาล ครั้นกาลล่วงมาถึงสมัยหลังพระพุทธกาลศาสนาพราหมณ์ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นศาสนาฮินดู  แบ่งออกเป็น 2 สมัย

1.สมัยพระเวท  ชาวอารยันได้พัฒนาการนับถือเทพเจ้าให้มีระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น มีพิธีกรรมต่างๆมากมายและมีความวิจิตรพิสดารมากขึ้น พราหมณ์ผู้ทำพิธีได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ คัมภีร์พระเวทมี 3 หมวด จึงเรียกว่า ไตรเวทหรือไตรเพท ได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท ต่อมามีการแต่งเพิ่มอีกหนึ่งคัมภีร์  คือ อาถรรพเวท ในสมัยนี้พระอินทร์  ซึ่งเป็นเทพแห่งพายุและสงคราม มีอาวุธประจำกายคือฟ้าผ่าเป็นเทพที่โปรดปรานงานเลี้ยงและการดื่นน้ำโสม สมัยพระเวทได้แบ่งเทพเจ้าเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 11 องค์ดังนี้

  1. เทพเจ้าบนพื้นโลก
  2. เทพเจ้าในอากาศ
  3. เทพเจ้าบนสวรรค์

 2.สมัยพราหมณ์ เป็นสมัยที่วรรณะพราหมณ์เรืองอำนาจ มีอิทธิพลเหนือวรรณะอื่นๆ เพราะเป็นผู้มีอำนาจผูกขาดในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ คนในวรรณะอื่นไม่มีโอกาสได้ศึกษาคัมภีร์พระเวท การที่พราหมณ์ได้รับการยกย่องสูงทำให้พวกพราหมณ์หลงอำนาจ มองคนในวรรณะอื่นต่ำกว่าตน พวกพราหมณ์ยกย่องพระศิวะและพระนารายณ์ให้มีศักดิ์เสมอพระพรหม  เรียกว่า ตรีมูรีติ ในสมัยนี้เชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล พระพรหมได้สร้างมนุษย์โดยแบ่งภาคจากพระองค์

  1. พวกพราหมณ์เกิดจากปากของพระพรหมมีหน้าที่สั่งสอน สีประจำวรรณะ คือ ขาว
  2. พวกกษัตริย์เกิดจากแขนของพระพรหมมีหน้าที่รบ สีประจำวรรณะ คือ แดง
  3. พวกแพศย์เกิดจากสะโพกของพระพรหมมีหน้าที่ทำงานหนัก สีประจำวรรณะ คือ เหลือง
  4. พวกศูทรเกิดจากเท้าของพระพรหมมีหน้าที่รับใช้วรรณะอื่น สีประจำวรรณะ คือ  ดำ

ที่มาของศาสนาฮินดู 

ศาสนาพราหมณ์ได้รุ่งเรืองเป็นลำดับกระทั่งประมาณ ปีพ.ศ.700 จึงเข้าสู่ยุคใหม่เรียกว่ายุคระบบทั้งหก ได้แก่

  1. นยายะ ตั้งขึ้นโดยเคาตมะมีลักษณะเป็นตรรกวิทยาขั้นสูง เชื่อว่าอาจบรรลุได้โดยอาศัยการคิดอย่างมีเหตุผลทุกขั้นตอน
  2. ไวเศษิกะ ตั้งขึ้นโดยคณาทะ  จัดเป็นคู่กับนยายะ ปรัชญาทรรศนะนี้แบ่งสิ่งต่างๆ ในโลกออกเป็น สัจธรรม 9 ประเภท
  3. สางขยะ กปิละเป็นผู้สถาปนาขึ้น โดยแบ่งโลกออกเป็น 25 ชนิด โดยจำแนกทั้ง25 ชนิด ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สสารและวิญญาณ
  4. โยคะ เป็นคู่กับสางขยะ ปตาญชลิเป็นผู้ตั้งขึ้น เน้นวิธีปฏิบัติให้หลุดพ้นโดยการดับทุกข์ทางจิต
  5. มีมางสา  ไซมินิ เป็นผู้คิดค้นปรัชญานี้ขึ้น เป็นปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับการตีความพิธีกรรมและคัมภีร์พระเวท
  6. เวทานตะ ตั้งขึ้นโดยพราทรายณะ เป็นปรัชญาที่ว่าด้วยการสืบค้นหาพรหม มีอิทธิพลจากอภิปรัชญาของอุปนิษัทอย่างชัดเจนที่สุด ปรัชญาของเวทานตะกล่าวถึงพรหมว่าย่อมมีหนึ่งเดียว สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกล้วนเกิดมาแต่พรหม ที่เรามองเห็นว่ามีรูปและนามต่างๆ นั้น ล้วนเป็นมายาของพรหมแท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งเดียวกันคืออาตมันอันเกิดจากพรหม

ความเชื่อในศาสนาฮินดู 

  1. ความเชื่อในอมตภาพของวิญญาณ
  2. ความเชื่อในกรรมและการเกิดใหม่
  3. การตั้งข้อบังคับของวรรณะ
  4. เทพเจ้าอวตารลงมาเป็นวีรบุรุษ
  5. ตรีมูรติ
  6. พระพรหม  พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ในแนวคิดยุคแรกๆ พระพรหมมีลักษณะที่ไม่มีตัวตน แต่ครั้นเวลาต่อมา พวกพราหมณ์ได้พบข้อบกพร่องว่า เมื่อพระพรหมไม่มีตัวตนประชาชนเคารพบูชาไม่ได้ พวกพราหมณ์จึงได้กำหนดให้พระพรหมมีตัวตน มี 4 พักตร์ สามารถมองดูได้ทั่วทิศ พาหนะประจำพระพรหม คือ หงส์ โลกที่พระพรหมทรงสร้างกำหนดอายุขัย เมื่อครบกำหนดขัยก็มีการล้างโลกแล้วสร้างโลกขึ้นมาใหม่ ระยะเวลาระหว่างเริ่มสร้างโลก โลกตั้งอยู่และโลกพินาศไป เรียกว่า กัลป์ กัลป์หนึ่งกินเวลา  4 ยุค
    1. กฤตยุค  เป็นยุคที่สัจธรรมสมบูรณ์  มีความดีอยู่ทั่วไป
    2. ไตรดายุค เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อมลงหนึ่งในสี่
    3. ทวาปรยุค  เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อลงครึ่งหนึ่ง
    4. กลียุค  เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อมลงเหลือเพียงหนึ่งในสี่
  7. พระศิวะ เป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้นผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งทุกข์ มีพระชายาชื่อ พระอุมาเทวี พาหนะประจำพระองค์คือ โคสีขาว
  8. พระนารายณ์ มีหน้าที่คุ้มครองดแลลทั้ง 3 โลก รูปร่างลักษณะมีพระวรกายจะมีสีเปลี่ยนไปตามยุคฉลองพระองค์ดั่งกษัตริย์ มีมงกุฎทอง อาภรณ์สีเหลือง มี 4 กร ถือ สังข์ จักร ตรี คฑา โดยมีพระชายา คือ พระลักษมีมหาเทวี คอยเฝ้าดูแลอยู่ข้างๆเสมอ พาหนะ คือ พญาครุฑ พระนารายณ์จะอวตารลงมาจากสวรรค์และเกิดเป็นสัตว์หรือมนุษย์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือโลกเรียกว่า นารายณ์อวตารจำนวน 10 ปาง

นิกายในศาสนาพราหมณ์ฮินดู

  1. นิกายพรหม เป็นนิกายดั้งเดิมและเก่าแก่ที่สุด ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหมด
  2. นิกายไวษณวะ เป็นนิกายที่บูชาพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เชื่อการอวตารหรือการลงมาเกิดเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เช่น การอวตารลงเป็นพระรามในมหากาพย์รามายณะเป็นพระกฤษณะในคัมภีร์ภควัทคีตา และเป็นพระพุทธเจ้า หน้าที่ของพระนารายณ์ไม่ใช่เพียงรักษาโลกให้ดารงอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างและผู้ทำลายโลกอีกด้วย นิกายนี้จึงเป็นเอกนิยม นับถือพระวิษณุเพียงองค์เดียว
  3. นิกายไศวะ นิกายนี้ถือว่า พระศิวะเป็นผู้สร้างโลก เป็นแก่นแท้ของจักรวาล การนับถือของนิกายนี้มี 2 ลักษณะ คือ
    1. นับถือและบูชาลิงคะ หรือ ศิวลึงค์ คือ เครื่องหมายเพศบุรุษ เป็นเครื่องแทนพระศิวะในฐานะเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง
    2. นับถือและบูชาโคนันทิ  ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ เป็นผู้ให้น้านมและเนื้อแก่มนุษย์ เปรียบเหมือนเป็นมารดาของคนอินเดีย เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู
  4. นิกายศักติ คำว่า ศักติ แปลว่า ความสามารถ อำนาจ พลัง ความสูงส่ง บุคคลผู้มีพลังดังกล่าวคือเทวีหรือเทพเจ้าผู้หญิง นิกายนี้จึงนับถือมเหสีของมหาเทพทั้ง 3 องค์ การนับถือศักติหรือมหาเทวีไม่ได้แยกออกเป็นนิกายเอกเทศ แต่แฝงอยู่ในนิกายไศวะ และไวษณวะนั่นเอง กล่าวคือ ในนิกายไศวะก็นับถือพระชายาของพระศิวะซึ่งมีเพียงองค์เดียวแต่มีหลายชื่อส่วนนิกายไวษณวะก็นับถือพระนางลักษมีซึ่งเป็นพระชายาของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ นิกายที่นับถือพระพรหมก็นับถือพระนางสรัสวดีซึ่งเป็นมเหสีของพระพรหม แต่โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะนับถือพระนางอุมายิ่งกว่าเทพีองค์อื่นๆ เพราะ พระนางเป็นมเหสีของพระศิวะซึ่งเป็นเทพเจ้าที่คนเกรงกลัว

คัมภีร์ทางศาสนา 

  1. คัมภีร์ศุรติ  ศรุติ  แปลตามรูปศัพท์ว่า ได้ยิน ได้ฟัง ได้แก่ คัมภีร์ที่ถือว่าได้ยินได้ฟังมาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง ไม่มีผู้แต่ง เป็นสัจธรรมที่มีความจริงแท้ เพราะเป็น คาสอนของพระเจ้าเป็นประมวลความรู้ต่างๆอันเป็นความรู้ทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นบทสวดสรรเสริญอ้อนวอน พิธีกรรมเพื่อการบูชาพระเจ้า เวทมนต์คาถา และกวีนิพนธ์อันไพเราะ บันทึกด้วยภาษาสันสกฤต เรียกว่า คัมภีร์พระเวทแบ่งออกเป็น 4 คัมภีร์หรือหมวด เรียกว่า สังหิตา คือ
    1.  ฤคเวท  เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุด เป็นบทสวดหรือมนต์สรรเสริญอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าบทสวดในคัมภีร์ฤคเวทเป็นบทร้อยกรอง
    2. ยชุรเวท  เป็นคัมภีร์ที่เป็นคู่มือประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ซึ่งเป็นบท ร้อยแก้วที่อธิบายวิธีการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงและการทาพิธีบูชายัญ
    3. สามเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทสวดมนต์ ซึ่งเป็นบทร้อยกรอง ใช้สาหรับสวดในพิธีถวายน้าโสมและขับกล่อมเทพเจ้า
    4. อาถรรพเวท  เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่ในปลายสมัยพราหมณ์ เป็นคาถาอาคมมนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์สำหรับทาพิธีขับไล่เสนียดจัญไร และอัปมงคลให้กลับมาเป็นมงคลนำความชั่วร้ายไปบังเกิดแก่ศัตรู
        คัมภีร์พระเวท  แม้จะมีจานวน  4 เล่ม แต่ก็เรียกว่า ไตรเพทหรือไตรเวท เพราะพวกพราหมณ์ได้แต่งคัมภีร์อาถรรพเวทขึ้นมาในภายหลังยุคพระเวท
  2. คัมภีร์สมฤติ  สมฤติ  แปลตามรูปศัพท์ว่า สิ่งที่จาไว้ได้ จึงเป็นคัมภีร์ที่จดจาและถ่ายทอดกันสืบต่อมา ได้แก่ คัมภีร์ที่ปราชญ์ทางศาสนาได้แต่งขึ้นเพื่ออธิบายเนื้อหาและ สนับสนุนให้การศึกษาคัมภีร์พระเวทเป็นไปโดยถูกต้อง

หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์ฮินดู อาศรม 4

บัญญัติวิถีชีวิตสาหรับบุคคลที่จะเป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ โดยกาหนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิตไว้ 4 ตอนๆ ละ 25 ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม หรือ วัย มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

  1.  ขั้นพรหมจรรย์ ในขั้นตอนนี้ เด็กชายในตระกูลพราหมณ์ กษัตริย์และไวศยะที่มีอายุครบ 8 ปีจะต้องเข้า พิธีอุปานยัน คือ ให้พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีต เป็นการประกาศตนเป็นพรหมจารี เป็นการประกาศตนว่าเป็นนักเรียน หรือแปลตามศัพท์ว่าผู้มีความประพฤติประเสริฐจนอายุครบ 25 ปี  พรหมจารีมีหน้าที่ดังนี้
    1. ตั้งใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน
    2. เชื่อฟังและปฏิบัติตามคาสั่งสอนของครูอาจารย์
    3. ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ
    4. ไม่คบกับเพศตรงกันข้าม
    5. เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วต้องทำพิธีเกศานตสันสกา (ตัดผม) และพิธีคุรุทักษิณามอบสิ่งตอบแทนครูอาจารย์
  2. ขั้นคฤหัสถ์  ในขั้นตอนนี้ พรหมจารีผู้ผ่านอาศรมที่ 1 แล้ว ก็กลับมาสู่บ้านของตนช่วย พ่อ-แม่ทางานแต่งงานเป็นหัวหน้าครอบครัวประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวทาการบูชาเทวดาทุกเช้าค่าชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของเทพเจ้าจึงต้องกระทาแต่สิ่งที่ดีงามอยู่ในช่วงอายุ 26-50 ปี
  3. ขั้นวานปรัสถ์  ในขั้นตอนนี้ คฤหัสถ์ผู้ต้องการแสวงหาความสงบสุขทางใจ ก็จะออกจากครอบครัวไปอยู่ในป่าบาเพ็ญสมาธิ โดยอาจจะกลับมาสู่ครอบครัวอีกก็ได้ อยู่ในช่วงอายุ 51-75 ปี
  4. ขั้นสันยาสี ในขั้นตอนนี้ พราหมณ์ที่ปรารถนาความหลุดพ้น เรียกว่า โมกษะ จะออกจากครอบครัวไปอยู่ป่าออกบวช เพื่อปฏิบัติธรรมขั้นสูง และไม่กลับมาสู่โลกียวิสัยอีกเลย เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้บาเพ็ญสมาธิแสวงหาความหลุดพ้น อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 76 ปีขึ้นไป

หลักปุรุษารถะ หรือประโยชน์ 4 สอนจุดมุ่งหมายของชีวิตไว้ 4 ประการ ได้แก่

  1. อรรถ หมายถึง การสร้างทรัพย์สมบัติเป็นการสร้างฐานะให้มั่นคง
  2. กาม หมายถึง การแสวงหาความสุขในทางโลกตามวิสัยของผู้ครองเรือน
  3. ธรรม หมายถึง หลักศีลธรรมหรือระเบียบปฏิบัติของคนในสังคม
  4. โมกษะ  หมายถึง เป็นอุดมคติและคุณค่าสูงสุดในชีวิตเป็นการปฏิบัติตนให้ถึงการหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง

หลักปรัชญาภควคีตา

หมายถึง “บทเพลงแห่งพระเป็นเจ้า” เป็นชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เล่าเรื่องโดยฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส โดยฤาษีตนนี้ ได้เล่าเรื่องราวของมหาภารตะให้แก่  พระพิฆเนศ และพระพิฆเนศก็ได้จดจารบันทึกไว้เป็นตัวอักษร ก่อเกิดเป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดูใช้ปฏิบัติกันจวบจนปัจจุบัน  มหาภารตะ เป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก แต่งเป็นกาพย์มี 700บท โศลกรูปเรื่องแต่งเป็นการสนทนาระหว่างบุคคล 2 บุคคล คือ พระอรชุน  กับ พระกฤษณะ

หลักธรรม 10 ประการ

  1. ธฤติ ได้แก่ ความมั่นคง ความกล้า ความพอใจ ความสุข ซึ่งเป็นผลมาจากความพากเพียร
  2. กษมา  ได้แก่ อดทน โดยยึดหลักความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง
  3. ทมะ ได้แก่ ความข่มใจในกิเลส
  4. อัสเตยะ ได้แก่ การไม่ลักขโมย
  5. เศาจะ ได้แก่ การทำตนให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ
  6. อินทรีย์นิครหะ ได้แก่ การระงับประสาทสัมผัสทั้ง 10 ประเภท ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เท้า
    ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ ไม่ให้เกิดกิเลส
  7. ธี ได้แก่ การมีปัญญา มีสติ
  8. วิทยา ได้แก่ ความรู้ทางปรัชญา
  9. สัตยะ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน
  10. อโกธะ ได้แก่ ความไม่โกรธ

 หลักปรมันต์และโมกษะ

    หลักปรมันต์ ปรมาตมัน บางครั้งเรียกว่า พรหมัน ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน มีฐานะเป็นวิญญาณดั้งเดิมหรือความจริงสูงสุดของโลกและสรรพสิ่งในโลก เพราะสรรพสิ่งมาจากปรมาตมันหรือพรหมัน ดำรงอยู่ และในที่สุดก็จะกลับคืนสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันหรือพรหมัน ปรมาตมันหรือพรหมัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองไม่มีรูปร่างปรากฏมีอยู่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวงเป็นความจริงแท้หรือสัจธรรมเพียงสิ่งเดียว ส่วนโลกและสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาที่มีอยู่เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น

หลักโมกษะ  วิญญาณเป็นอมตะจึงไม่ตายตามร่างกายการตายเป็นเพียงวิญญาณออกจากร่างกายเพราะร่างกายเดิมไม่สามารถอาศัยอยู่ได้วิญญาณก็จะไปถือเอาร่างใหม่หรือที่เรียกว่าเกิดใหม่ ดุจคนสวมเสื้อผ้าที่เก่าคราคร่า ไปหาชุดใหม่สวมใส่ เรียกว่า สังสารวัฏ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่าไปตราบที่ยังไม่บรรลุความหลุดพ้น
หรือโมกษะ ชาวฮินดูเชื่อว่า โมกษะเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต ผู้เข้าถึงโมกษะจะไปอยู่กับพระพรหม ชั่วนิรันดร ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป การปฏิบัติเพื่อบรรลุโมกษะนั้น มีหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ

  1. กรรมมรรค (กรรมโยคะ) คือ การปฏิบัติด้วยการประกอบการงานตามหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง
    แต่ทางานด้วยจิตใจสงบ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ผู้ปฏิบัติเรียก กรรมโยคิน
  2. ชยานมรรค (ชยานโยคะ) คือ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงว่าว่า ปรมาตมันเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่
    วิญญาณที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล (ชีวาตมัน) เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันกับปรมาตมันหรือวิญญาณสากล
  3. ภักติมรรค (ภักติโยคะ) คือ ความจงรักภักดีต่อเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ ผู้ปฏิบัติเรียกว่า ภักติโยคิน
  4. ราชมรรค (ราชโยคะ) คือ การปฏิบัติเกี่ยวกับการฝึกทางใจ บังคับใจให้อยู่ในอานาจด้วยการบาเพ็ญโยคะผู้ปฏิบัติเรียกว่า ราชโยคิน

 พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ฮินดู

  1. พิธีสังสการ เป็นพิธีกรรมที่คนในวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์และวรรณะไวศยะจะต้องทำโดยมีพราหมณ์หรือนักบวชเป็นผู้ทำพิธี จานวน 12 ประการ คือ
    1. ครรภาธาน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ถัดจากวันวิวาห์
    2. ปุงสวัน  เป็นพิธีปฏิบัติต่อเด็กในครรภ์ที่เข้าใจว่าเป็นเพศชาย
    3. สีมันโตนยัน  เป็นพิธีตัดผมหญิงมีครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4, 6 หรือ 8 เดือน
    4. ชาตกรรม  พิธีคลอดบุตร
    5. นามกรรม  พิธีตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ 12 หรือ 14 ถัดจากวันคลอด
    6. นิษกรมณ  พิธีนำเด็กออกไปดูแสงอาทิตย์ยามเช้า เมื่ออายุได้ 4 เดือน
    7. อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเด็ก เมื่ออายุได้ 7 เดือนหรือ 8 เดือน
    8. จูฑากรรม พิธีโกนผมไว้จุก เมื่ออายุได้ 3 ขวบ
    9. เกศานตกรรม  พิธีตัดผม ถ้าเป็นวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 16 ปี ถ้าวรรณะกษัตริย์ ตัดเมื่ออายุ 22 ปี ถ้าวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 24 ปี
    10. อุปานยัน  พิธีเข้ารับการศึกษา พวกวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ จะต้องทาพิธีเข้ารับการศึกษา และเมื่ออาจารย์ในสานักนั้นๆ รับเด็กไว้แล้วก็จะสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีตผู้ที่ได้สวมสายนี้แล้วก็เรียกว่า ทวิชหรือทิชาชาติ ได้แก่ เกิด 2 ครั้ง คือครั้งแรกเกิดจากครรภ์มารดาและครั้งที่ 2 เกิดจากการสวมสายยัชโญปวีต ส่วนพวกศูทรและจัณฑาลเป็นเอกชาติ คือ เกิดครั้งเดียวไม่อาจเป็นทวิชาติได้
    11. สมาวรรตน์ พิธีกลับบ้าน จัดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มสาเร็จการศึกษาและเตรียมตัวกลับบ้าน
    12. วิวาหะ พิธีแต่งงาน  พิธีสังสการทั้ง 12 ประการ ถ้าเป็นผู้หญิงห้ามทำพิธีอุปานยันอย่างเดียว นอกนั้นทำได้หมดและห้ามสวดคัมภีร์พระเวท เพราะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนเฉพาะผู้ชาย และคนบางวรรณะเท่านั้น
  2. พิธีศราทซ์  เป็นพิธีทาบุญอุทิศให้มารดาบิดา หรือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ในเดือน 10 ตั้งแต่ วันแรม 1ค่ำ ถึงวันแรม 15 ค่ำ การทาบุญอุทิศนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บิณฑะ พิธีบูชาเทวดาหรือบูชาเทพเจ้า ผู้ที่เกิดในวรรณะสูงสมัยก่อนได้บูชาพระศิวะและพระวิษณุ เป็นต้น เวลาต่อมาเกิดลัทธิอวตารขึ้น มีการบูชาพระกฤษณะและพระรามขึ้นอีก แต่บุคคลในวรรณะต่ามักถูกกีดกันมิให้ร่วมบูชาเทพเจ้าของบุคคลในวรรณะสูง ดังนั้น บุคคลในวรรณะต่าจึงต้องสร้างเทพเจ้าของตนเองขึ้น เช่น เจ้าแม่กาลี เทพลิง เทพงู เทพเต่า รุกขเทพ เทพช้าง เป็นต้น การทาพิธีบูชานั้นก็มีความแตกต่างกันออกไปตามวรรณะ แต่บุคคลในวรรณะสูงมีพิธีในการบูชาพอจะกำหนดได้ดังนี้
    1. สวดมนต์ภาวนา  สนานกาย ชาระและสังเวยเทวดาทุกวัน สาหรับผู้เคร่งครัดในศาสนาต้องทาเป็นกิจวัตร ส่วนพวกที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่มักไม่ค่อยปฏิบัติกัน
    2. พิธีสมโภช ถือศีล และวันศักดิ์สิทธิ์ เช่น ลักษมีบูชา วันบูชาเจ้าแม่ลักษมี สรัสวดีบูชา วันบูชาเจ้าแม่สรัสวดี ทุรคาบูชา วันบูชาเจ้าแม่ทุรคาเป็นต้น ซึ่งอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละนิกายและท้องถิ่น
    3. การไปนมัสการบาเพ็ญกุศลตามเทวาลัยต่างๆ เพื่อแสดงความเคารพเทพเจ้าที่ตนนับถือ

 จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู

     ศาสนาพราหมณ์ฮินดู  มีจุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิต อันเป็นความสงบสุขนิรันดรและแท้จริงคือ ความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพรหม หรือ ปรมาตมัน 

สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู

     สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู  คือ เครื่องหมายอันเป็นอักษรเทวนาครี ที่อ่านว่า โอม คำว่า โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ฮินดู อันหมายถึง ตรีมูรติ หรือพระเจ้าทั้ง 3 คือ อักษร อ. แทน พระศิวะ อักษร อุ แทน พระวิษณุ อักษร ม. แทน พระพรหม เพราะฉะนั้น อ+อุ+ม เท่ากับ โอม ชาวฮินดูไม่ว่าจะประกอบพิธีกรรมใด จะเริ่มต้นการสวดต้องเอ่ยคำว่า โอม ก่อน เพราะถือว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: ศาสนาคริสต์ ::

ศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์  กำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์  เป็นศาสนาซึ่งสืบทอดมาจากศาสนายิวหรือยูดาย

คำว่า “ คริสต์ เป็นคำมาจากภาษากรีกว่า คริสตอส ” (Christos) ซึ่งหมายถึง ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า

ประวัติพระเยซู

มีหญิงพรหมจารีคนหนึ่งชื่อ  มารีย์ หมั้นหมายไว้แล้วกับชายที่ชื่อโยเซฟ ในวันหนึ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งมีทูตสวรรค์กาเปรียลเข้ามาหามารีย์แล้วพูดว่า ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เยซูขณะที่มารีย์ตั้งครรภ์อยู่นั้น จักรพรรดิซีซาร์ออกัสตัสได้มีรับสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โยเซฟและมารีย์จึงต้องเดินทางกลับไปยังเมืองดาวิด เมื่อถึงที่นั้นมารีย์ก็ประสูติบุตรชาย เรื่องราวชีวิตของพระเยซูในช่วงอายุ 12 ปี จนถึงตอนรับศีลจุ่มไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก  ชาวคริสต์เรียกช่วงนี้ว่า
พระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซูเจ้า” 

เมื่อพระเยซูอายุ 30 ปี ทรงได้รับศีลจุ่ม หลังจากนั้นก็เสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเริ่มกิจจานุกิจ ในระหว่างที่ประกาศศาสนาอยู่  3 ปี  พระองค์ได้อัครสาวก 12 องค์  เพื่อช่วยในการสั่งสอนศาสนา ต่อมาถูกเรียกว่า อัครทูต” คำสอนของพระเยซูถือว่าเป็นการประกาศศาสนาใหม่ ซึ่งนั้นก็คือ  ศาสนาคริสต์

ในระยะแรกๆ มีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เนื่องจากคำสอนของพระองค์ผิดจากคำสอนเดิมของศาสนายูดาย และการที่พระองค์กล่าวตำหนิพวกผู้นำศาสนายูดายว่าทำตนไม่เหมาะสมนั้น ทำให้พวกผู้นำในศาสนายูดายไม่พอใจ จึงคิดหาช่องทางที่จะฆ่าพระองค์ ซึ่งพระองค์ก็ทรงทราบว่าจะต้องทุกข์ทรมานเพราะพวกผู้นำศาสนายูดาย จนถูกประหารชีวิต แต่หลังจากถูกประหารชีวิต 3 วัน พระองค์จะฟื้นขึ้นมาใหม่ ยูดาส 1 ใน 12 คน ได้ไปหาพวกผู้นำศาสนายูดาย  เพื่อตกลงว่าจะคอยหาทางให้จับพระเยซูได้ เพื่อแลกกับเงิน 30 เหรียญ ซึ่งเรื่องที่ยูดาสคิดทรยศก็ทรงทราบเช่นกัน เมื่อถึงวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ พระองค์กับเหล่าสาวกร่วมเสวยอาหารด้วยกัน อาหารที่พระองค์เสวยในคืนนั้น คือ ขนมปังและน้ำองุ่น ซึ่งถือเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่พระองค์เสวยก่อนสิ้นพระชนม์ และหลังจากที่เสวยอาหารยูดาสออกไปจากบ้าน ไม่มีสาวกคนใดทราบว่ายูดาสไปไหน  ทันใดนั้น ยูดาสได้พาพวกผู้นำศาสนายูดายมาจับตัวพระองค์ พวกผู้นำศาสนายูดายได้กล่าวหาพระองค์ต่อทางการ และยุประชาชนว่าพระเยซูนั้น พูดดูหมิ่นพระเจ้าและจะยกตัวขึ้นมาเป็นพระเจ้า ประชาชนจึงต้องการให้ปรับโทษพระเยซูถึงตาย ยูดาสเห็นว่าตนเอาทำบาป รู้สึกผิดจึงนำเงินไปคืนพวกผู้นำศาสนายูดาย แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจยูดาสจึงทิ้งเงินไว้และผูกคอตาย ในช่วงเทศกาลปัสกา
จะมีธรรมเนียมที่เจ้าเมืองจะปล่อยนักโทษคนใดก็ได้ตามใจของประชาชน ในคราวนั้นมีนักโทษชื่อ บารับบัส
ซึ่งต้องโทษฆ่าคน  พวกผู้นำศาสนายูดายยุให้ประชาชนปล่อยบารับบัส เจ้าเมืองจึงต้องปล่อยบารับบัสและให้โบยตีพระเยซูก่อนนำไปตรึงกางเขนพร้อมกับนักโทษอีก 
2 คน เมื่อพระองค์ถูกตรึงบนกางเขนก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ได้ตรัสว่า พระบิดา ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา” เมื่อตรัสเสร็จก็สิ้นพระชนม์ซึ่งวันนั้นเป็นวันศุกร์ที่ 13 พวกยิวไม่ต้องการให้ศพอยู่บนกางเขนจนถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันสะบาโต มีชายคนหนึ่งชื่อ โยเซฟ มาขอพระศพของพระเยซูเจ้าไป เพื่อไปประดิษฐานในอุโมงค์ฝังศพใหม่ที่ยังไม่ได้ฝังศพผู้ใดเลย

ผ่านไป วัน เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น มีหญิงคนหนึ่งมาที่อุโมงค์ได้พบทูตของพระเจ้าองค์หนึ่ง
ได้กลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์ แล้วกล่าวแก่หญิงคนนั้นว่า พระเยซูทรงฟื้นจากความตายแล้ว หญิงคนนั้นจึงรีบไปบอกสาวกของพระเยซู พวกทหารที่เฝ้าอุโมงค์อยู่ได้ไปเล่าเรื่องให้พวกผู้นำศาสนายูดายฟัง พวกเขาจึงให้เงินพวกทหารและสั่งให้พูดว่า พวกสาวกมาแอบลักศพออกไปตอนกลางคืน หลังจากที่พระเยซูฟื้นจากความตายแล้ว ก็ไปปรากฏให้เหล่าสาวกและคนจำนวนมากเห็น เพื่อที่จะได้เชื่อและวางใจในพระองค์ก่อนจะเสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าพวกเขา
 

 นิกายในศาสนาคริสต์

 นิกายโรมันคาทอลิก  คาทอลิก แปลว่าสากล  เป็นนิกายดั้งเดิมที่ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์เคารพพระนางมารีย์และนักบุญต่าง ๆ ภายในโบสถ์ของนิกายนี้จะมีรูปเคารพพระเยซูคริสต์  พระแม่มารีย์  และนักบุญต่างๆนิกายนี้ถือว่าบาทหลวงเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์  นิกายโรมันคาทอลิกมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ นักบุญเปโตร ได้รับการสถาปนาจากพระเยซูให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร อาจกล่าวได้ว่า ท่านเป็นสันตะปาปาคนแรกที่ทุกคนต้องยอมรับนับถือและมีศรัทธาเชื่อฟังในฐานะ ” ผู้ดูแลฝูงแกะ” ของพระเจ้า ความคิดแบบนี้ได้สืบทอดกันต่อมาจนปัจจุบัน พระสันตะปาปาจึงมิได้อยู่ในฐานะนักบวชเท่านั้น แต่เป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

สมณศักดิ์ทางศาสนา

  1. สมเด็จพระสันตะปาปา เป็นประมุขสูงสุด
  2. พระคาร์ดินัล เป็นพระสังฆราชที่ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงขึ้นมีสิทธิ์เลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่เมื่อองค์เดิมสิ้นพระชนม์
  3. พระสังฆราช เป็นประมุขของชาวคริสต์ในระดับท้องถิ่น ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากกรุงวาติกัน
  4. บาทหลวง เป็นผู้นำศาสนาในชุมชนต่างๆ
  5. ภารดาและแม่ชี เป็นนักบวชชายและหญิงที่คอยรับใช้ศาสนา โดยครองความเป็นโสดไปตลอดชีวิต

 พิธีกรรมทางศาสนา ปฏิบัติทั้ง 7 ข้อ

ประเทศที่นับถือ  ส่วนใหญ่ทางยุโรปใต้และอเมริกาใต้

หลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติของนิกายโรมันคาทอลิก

  1. เชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ
  2. เชื่อว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อไถ่บาปแทนมนุษย์ด้วยการยอมรับการทรมาน
  3. ยกย่องพระนางมารีย์
  4. ยกย่องโยเซฟเป็นนักบุญ
  5. เชื่อในเรื่องแดนชำระ
  6. มีพระสันตะปาปา
  7. มีศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 พิธี

 2.นิกายออร์ธอดอกซ์

ออร์ธอดอกซ์ แปลว่า เป็นที่ยอมรับหรือคิดว่าถูกในคนส่วนมากสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน(Constantine the Great) เมื่อพระองค์ได้ตั้งราชธานีใหม่ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน
พระราชทานนามว่า “คอนสแตนติโนเปิล” (
Constantinople) หรือโรมันตะวันออกซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine) อาณาจักรนี้มีความอิสระแยกออกจากโรมันตะวันตกซึ่งมีกรุงโรม
(
Rome) เป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อนานวันอาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในทุกด้าน
จึงตีตนออกห่าง แยกการปกครองเป็นเอกเทศ รวมถึงการปกครองทางศาสนามีความเป็นอิสระจากกรุงโรม
ไม่ยอมรับในพระราชอำนาจของพระสันตะปาปา จึงทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกายเพราะไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจของสันตะปาปาซึ่งมีอำนาจมากสูงกว่ากษัตริย์

ส่วนที่แตกต่างจากคาทอลิก

  1. ไม่ยอมรับอำนาจของพระสันตะปาปา
  2. รูปแบบพิธีกรรม  ภาษา  การปกครอง  และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับนักบุญก็เปลี่ยนแปลงไป

สมณศักดิ์ทางศาสนา  มีเพทริอา เป็นประมุขทางศาสนาของแต่ละประเทศ

พิธีกรรม ปฎิบัติทั้ง 7 ข้อ

ประเทศที่นับถือ  ยุโรปตะวันออก

หลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติของนิกายออร์ธอดอซ์

  1. ไม่ขึ้นต่อศาสนจักรและพระสันตะปาปา
  2. มีประมุขของแต่ละประเทศเรียกว่าเพทริอา
  3. บาทหลวงชั้นผู้น้อยแต่งงานได้ แต่บาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ตั้งแต่ชั้นบิชอปขึ้นไปต้องไม่เคยแต่งงาน
  4. ถือว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าในร่างมนุษย์
  5. พระนางมารีย์เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
  6. ไม่นับถือยกย่องนักบุญทั้งหลาย
  7. การรับศีลล้างบาปใช้การจุ่มตัวลงน้ำ
  8. ไม่เชื่อเรื่องแดนชำระ

3.นิกายโปรแตสแตนท์

โปรแตสแตนท์ แปลว่า การประท้วงหรือต่อต้านแยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นนิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าสำคัญกว่าพิธีกรรม ซึ่งยังแตกย่อยออกเป็นหลายร้อยคณะ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้ไม่มีนักบวชเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยมิต้องอาศัยบาทหลวงและถือว่าพระเยซูได้ทรงไถ่บาปแก่ศาสนิกทุกคนไปเมื่อถูกตรึงกางเขนแล้ว นิกายนี้มีเพียงไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งศาสนาเท่านั้น จุดเริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เพื่อคัดค้านแบบโรมันคาทอลิกในปี ค.ศ. 1511 ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาราม ลูเทอร์ ได้มีโอกาสไปแสวงบุญที่โรม และได้พบเห็นชีวิตของพระสันตะปาปาโอ่โถงหรูหราจนเกือบไม่มีกษัตริย์องค์ใดสู้ได้ และเห็นว่านักบวชไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างนั้น จนในปี ค.ศ. 1515 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 อยากจะสร้างโบสถ์ให้งดงามสมตำแหน่งจึงได้ตั้งบัญญัติใหม่ว่า ถึงแม้จะทำความผิดเป็นอุกฉกรรจ์มหันตโทษเพียงไร ก็สามารถล้างบาปได้โดยซื้อใบยกโทษบาป และบรรดานายธนาคารทั้งหลายในประเทศต่าง ๆ ก็ตกลงเป็นเอเยนต์รับฝากเงินที่คนทั้งหลายจะชำระล้างบาปโดยไม่ต้องส่งไปกรุงโรม ลูเทอร์ได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลายมาปรึกษา โต้เถียงกับบัญญัติใหม่ จนเดือนตุลาคม ค.ศ. 1517 ลูเทอร์ได้นำประกาศที่เรียกว่า ญัตติ 95 เรื่อง” (The 95 Theses) ไปปิดไว้ที่ประตู้หน้าโบสถ์เมืองวิทเทนแบร์ก ซึ่งมีเนื้อหาประณามการขายใบไถ่บาปของสมเด็จพระสันตะปาปาและการกระทำที่เหลวแหลกอื่น ๆ ความคิดของลูเทอร์ได้รับการสนับสนุนจากมหาชนเยอรมันเป็นจำนวนมาก
แล้วแพร่หลายออกไปทั่วยุโรป ทำให้สมเด็จพระสันตะปาปาและฝ่ายสังฆราชไม่พอใจ ลูเทอร์ได้รับหมายการตัดขาดจากศาสนา ทำให้ลูเทอร์ต้องออกจากเขตปกครองของจักรพรรดิ

สมณศักดิ์ทางศาสนา   ไม่มีประมุขของศาสนา

พิธีกรรม ปฏิบัติเพียง 2 ข้อ คือ ศีลล้างบาป และ ศีลมหาสนิท

ประเทศที่นับถือ  ยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ

หลักความเชื่อและหลักปฏิบัติของนิกายโปรแตสแตนท์

  1. ถือว่าคัมภีร์เท่านั้นที่เป็นสิ่งสูงสุด
  2. การสารภาพบาป ต้องสารภาพต่อพระเจ้าโดยตรง
  3. ม่มีนักบวช มีแต่ผู้สอนศาสนา เรียกว่า  ศาสนาจารย์
  4. ศาสนจักรแต่ละประเทศเป็นอสระต่อกัน
  5. ไม่ยกย่องและบูชาพระแม่มารีย์ โยเซฟ และนักบุญต่างๆ สัญลักษณ์ คือ  ไม้กางเขนอย่างเดียว  ไม่มีรูปพระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน
  6. มีศีลศักดิ์เพียง 2 พิธี คือ ศีลล้างบาป  และ ศีลมหาสนิท
  7. การล้างบาปของนิกายนี้  ต้องลงไปในบ่อศักดิ์สิทธิ์จุ่มตัวลงไปในน้ำจนมิดศีรษะ
  8. พิธีกรรมอื่นไม่ถือว่าเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

 ความแตกต่างของนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายโปรแตสแตนท์

  1. การนับถือพระแม่มารีและนักบุญนิกายโรมันคาทอลิกนับถือทั้งพระเยซูและพระแม่มารี โดยเชื่อว่าพระแม่มารี พระมารดาของพระเยซู เป็นหญิงพรหมจรรย์ และให้เกียรติพระนางมารีเป็นพิเศษ เรียกว่า
    “แม่พระ” นอกจากนี้ยังมีการยกย่องนักบุญ (
    Saint : เซนต์) คือวีรบุรุษและวีรสตรีทางศาสนา องครักษ์
    ต่างจาก นิกายโปรเตสแตนต์ซึ่งนับถือแต่พระเยซู ส่วนพระแม่มารีและนักบุญนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเลย
  2. คัมภีร์  คัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิมของนิกายโรมันคาทอลิก มี 46 เล่ม ขณะที่ของนิกายโปรเตสแตนต์ มี 39 เล่ม โดยคัมภีร์ เล่มที่ฝ่ายโปรเตสแตนต์ไม่ยอมรับเข้าในสารบบนั้น เรียกว่า คัมภีร์อธิกธรรม
  3. พิธีกรรม นิกายโรมันคาทอลิก มีพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องปฏิบัติ 7 พิธี ได้แก่
    1. ศีลล้างบาป 
    2. ศีลกำลัง
    3. ศีลมหาสนิท
    4. ศีลบรรพชา
    5. ศีลสมรส
    6. ศีลอภัยบาป
    7. ศีลเจิมผู้ป่วย
      ต่างจากนิกายโปรเตสแตนต์ที่เหลือเพียง 2  พิธีที่ให้ความสำคัญ คือ ศีลล้างบาป
      (ศีลจุ่ม หรือบัพติสมา)  และศีลมหาสนิท
  4. ประมุขสูงสุด  คริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก มีพระสันตะปาปา (Pope) เป็นพระประมุขสูงสุด มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่สันตะสำนัก
  5. วันสำคัญ นิกายโรมันคาทอลิก โดยสำนักวาติกัน มีการกำหนดวันฉลองมากกว่านิกายอื่น (มักเกี่ยวกับพระแม่มารีและนักบุญ)
  6. คัมภีร์ทางศาสนา  เป็นหนังสือที่บอกเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า  มนุษย์  ความบาป และแผนการของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูเจ้าประสูติ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำสอน และการประกาศข่าวดีแห่งความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูตคัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่หนังสือเล่มเดียว แต่เป็นชุดหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้เขียนหลายคนและหลายช่วงเวลา แล้วได้รวมกันเป็นสารบบในปัจจุบันคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ยึดสารบบของคัมภีร์ต่างกันทำให้คัมภีร์ไบเบิลของทั้งสองนิกายมีเนื้อหาไม่เท่ากันคริสตจักรโรมันคาทอลิกยึดสารบบเซปตัวจินต์ซึ่งกำหนดให้คัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมมีหนังสือทั้งหมด 46 เล่ม แต่คริสตจักรฝ่ายโปรเตสแตนต์ยึดสารบบแจมเนียซึ่งกำหนดให้ภาคพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่ม

 

พระธรรมคำสั่งสอนที่สำคัญ   บัญญัติ 10 ประการ

  1. เจ้าจงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดต่อหน้าเรา
  2. เจ้าจงอย่าสร้างรูปเคารพสำหรับคนเป็นสัณฐานรูปใด ๆ ซึ่งมีอยู่ในท้องฟ้า อากาศเบื้องบน หรือแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำ ใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้ ปฏิบัติรูปนั้น ๆ ด้วยเราคือ พระยาห์เวห์พระเจ้าเบื้องบนของเจ้า เป็นผู้ทรงหวงแหน ให้โทษของบิดา ซึ่งชังเราติดถึงลูกหลาน กระทั่ง ๓-๔ ชั่วอายุคน แต่แสดงกรุณาต่อผู้ที่รักเรา และรักษาบัญญัติของเราหลายพันชั่วอายุคน
  3. อย่าออกพระนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้าเปล่า ๆ ด้วยผู้ที่ออกนามของพระองค์ท่านเล่นเปล่าๆ นั้น  พระเจ้าจะไม่ทรงปรับโทษก็หามิได้
  4. จงนับถือวันสะบาโต (sabbath day คือ วันเสาร์เป็นวันบริสุทธิ์ จงทำงานของเจ้าให้เสร็จใน ๖ วัน โดยสามารถตรวจสอบได้จากพระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับพระเยซูทรงฟื้นขึ้นหลังวันสะบาโต ซึ่งก็คือวันต้นสัปดาห์  และวันต้นสัปดาห์ตามหลักสากลก็คือวันอาทิตย์ แต่วันที่ ๗ เป็นวันสะบาโตของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นจงอย่าทำงานใด ๆ คือเจ้าเองหรือบุตรธิดาของเจ้า หรือทาสของเจ้า หรือบรรดาสัตว์ใช้งานของเจ้า   หรือแขกผู้อาศัยอยู่ข้างในประตูเมืองของเจ้า ทั้งนี้ เพราะพระเจ้าได้สร้างฟ้าแผ่นดิน และทะเล และทุกสิ่งที่มีอยู่ในที่ทั้งปวงนั้น จึงทรงพักในวันที่ ๗ ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงอวยพรแต่วันสะบาโต และทรงถือว่าเป็นวันบริสุทธิ์)
  5. จงนับถือบิดา มารดาของตน เพื่อเจ้าจะได้มีชีวิตยืนนานอยู่บนแผ่นดินที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าประทานแก่เจ้า
  6. อย่าฆ่าคน
  7. อย่าล่วงประเวณีในลูกเมียของเขา 
  8. อย่าขโมย 
  9. อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้านของเจ้า 
  10. อย่าโลภอยากได้เรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภมากอยากได้เมียของเพื่อนบ้าน หรือทาสของเขา โค ลา ของเขา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเพื่อนบ้านนั้น

หลักตรีเอกานุภาพ

สภาวะที่พระเจ้ามีพระองค์เดียวเป็นเอกภาพ แต่แบ่งเป็นสามพระบุคคล
คือ  
พระบิดา พระบุตร (เชื่อว่าเกิดเป็นพระเยซู)  และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ สามพระบุคคลในพระเจ้าองค์เดียว”  สามสิ่งนี้แตกต่างกันแต่มีธรรมชาติพระเจ้าองค์เดียว และปรัชญายังกล่าวต่อไปว่าพระบุตรหรือพระเยซูเป็นสองภาคในขณะเดียวกันคือเป็นพระเจ้าและขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์

  1. พระเจ้าพระบิดา” เป็นคำที่ใช้เรียกพระเจ้าในศาสนาคริสต์ ทรงเป็นผู้สร้าง ผู้บัญญัติธรรม และผู้ปกป้อง
  2. พระบุตร” พระเยซู
  3. พระวิญญาณบริสุทธิ์” (อังกฤษ: Holy spirit) หรือที่ชาวคาทอลิกเรียกว่าพระจิต แต่แต่ละศาสนาก็มีความเชื่อเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์แตกต่างกัน

 ความรัก

      ความรักในศาสนาคริสต์ไม่มีความรักใดใหญ่เท่ากับการพลีชีพของตนเพื่อคนอื่นบทบัญญัติแห่งความรัก
คือ ข้อสรุปของบัญญัติ  
10 ประการ บทบัญญัติที่สำคัญที่สุดคือ จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ สุดความคิด
และสุดกำลังของท่าน
” และ จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง

 อาณาจักรพระเจ้า

     ชาวยิว  หมายถึง ดินแดนคานาอัน   สำหรับพระเยซูคริสต์อาณาจักรพระเจ้าเป็นอาณาจักรแห่งจิตใจ  ใครก็ตามที่มีจิตใจบริสุทธิ์ก็เป็นบุตรของพระเจ้าเป็นสมาชิกของอาณาจักรของพระองค์ และมิใช่โลกนี้แต่เป็นสวรรค์

 พิธีกรรมทางศาสนา

  1. ศีลล้างบาป  เป็นพิธีกรรมแรกที่ผู้จะเป็นคริสต์ต้องรับ โดยใช้น้ำเทลงบนศีรษะ 3 ครั้ง เด็กเกิดใหม่ทุกคนต้องรับศีลนี้ ทำได้ครั้งเดียว ผู้ที่ทำพิธีนี้คือ บาทหลวง นิกายโปรแตสแตนท์ เรียกว่า ศีลบัพติศนาหรือศีลจุ่ม
  2. ศีลกำลัง เป็นพิธีที่เจิมด้วยน้ำมันสำหรับเด็กที่โตรู้รับผิดชอบแล้ว เป็นรูปกางเขนที่หน้าผากเพื่อเป็นการยืนยันว่า ต้องการเป็นคริสต์ มุขนายกมิสซังเป็นผู้ประกอบพิธี
  3. ศีลมหาสนิท เรียกว่า มิสซา ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนต้องไปร่วมพิธีในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เป็นการระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซูทั้งหมด บาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี มีการสวด อ่านคัมภีร์ บาทหลวงจะให้ขนมปังและเหล้าองุ่นที่เสกแล้วแก่ผู้ที่เข้าร่วมพิธี
  4. ศีลแก้บาป  เป็นพิธีที่ชาวคริสต์สำนึกตนว่าได้กระทำบาป เข้าไปหาบาทหลวงเพื่อทำการสารภาพบาปนั้น และขออภัยโทษจากพระเจ้า
  5. ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีการเจิมคนไข้ด้วยน้ำมันโดยบาทหลวง คนไข้ต้องป่วยหนักหรือป่วยเรื้อรัง เป็นการเจิมครั้งสุดท้ายก่อนตาย  จุดมุ่งหมายเพื่อให้เขาสำนึกว่าพระเจ้าอยู่กับเขา และเป็นผู้ให้พลังต่อสู้กับโรคภัย
  6. ศีลบวช เป็นพิธีที่มุขนายกมิสซัง โปรดให้ผู้ชายบางคนที่เตรียมตัวมา และได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นผู้อภิบาล ประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้ผู้รับการบวชเป็นบาทหลวง
  7. ศีลสมรส  พิธีกรรมที่คู่สมรสกระทำต่อบาทหลวง เพื่อเป็นพยานในความรัก คู่สมรสเมื่อทำพิธีแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะแยกจากกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสิ้นชีวิต

 จุดหมายปลายทางของศาสนาคริสต์

     ศาสนาคริสต์มีจุดหมายปลายทางที่เป็นความสุขนิรันดร์  คือ สวรรค์อันเป็นอาณาจักรของพระเจ้า

 สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์

     สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ คือ ไม้กางเขน ซึ่งใช้ตรงกันทุกนิกาย ไม้กางเขนประกอบด้วยไม้ 2 ท่อน
ท่อนหนึ่งอยู่ในแนวดิ่ง อีกท่อนหนึ่งอยู่ในแนวราบ ไม้ที่ชี้ขึ้นข้างบน หมายถึง ความรับผิดชอบที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า ส่วนไม้แนวขวางชี้ออกไป 
2 ข้างนั้น หมายถึง ความรับผิดชอบที่แต่ละคนมีต่อเพื่อนบ้าน ความหมายนี้นับว่าถูกต้องเหมาะสมกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต์อย่างยิ่ง เพราะศาสนาคริสต์สอนให้รักพระเจ้าสุดชีวิตจิตใจและสอนให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: ศาสนาสากล ::

  • บทนำ
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาพราหมณ์
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาเชน
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนายิว
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาคริสต์
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาอิสลาม
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ

 

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

-ศาสนา 5-

  1. พระเจ้าทรงมีโองการให้โมเสสพาชาวยิวอพยพจากที่ใดไปสู่ที่ใด
    1. โรมัน-อียิปต์
    2. คะนาอัน-โรมัน
    3. อียิปต์-คะนาอัน
    4. คะนาอัน-อียิปต์
  2. ชาวมุสลิมไม่เชื่อในเรื่องใด
    1. โลกมีวันสิ้นสุด
    2. เทวทูตมีจำนวนมาก
    3. ศาสนทูตมีหลายท่าน
    4. การตายแล้วเกิดใหม่บนโลกมนุษย์
  3. ข้อใดไม่ใช่ แนวคิดของศาสนาพุทธ
    1. สอนให้อุทิศตนแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
    2. สอนให้พิสูจน์คำบอกเล่าแล้วจึงเชื่อ
    3. เชื่อว่ากรรมเป็นตัวกำหนดสรรพสิ่ง
    4. หลักศีลธรรมเกิดจากการศึกษาของผู้รู้
  4. การรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในขันธ์ 5 คือข้อใด
    1. จิต
    2. เวทนา
    3. สังขาร
    4. วิญญาณ
  5. พระโพธิสัตว์ชาติสุดท้ายของทศชาติคือองค์ใด
    1. พระเตมีย์
    2. พระมโหสถ
    3. พระมหาชนก
    4. พระเวสสันดร
  6. ข้อใดแสดงถึง ‘‘สขีภริยา”
    1. สมศักดิ์มีภริยาที่เอาแต่บ่นและดุด่าว่ากล่าวตลอดเวลา
    2. สุธีโชคร้าย ทำงานหาเงินได้เท่าไร ภริยาของเขาเอาไปเล่นการพนันหมด
    3. สมพลถูกออกจากงาน แต่ภริยาของเขาให้กำลังใจและช่วยให้เขาหางานใหม่ได้
    4. สุระโชคดี ภริยาของเขาไม่เคยบ่นว่า แต่ให้ความเคารพและรับใช้ดูแลอย่างดีตลอด
  7. คำว่า “ราชา” ในพุทธศาสนสุภาษิต “ราชา มุขํมนุสฺสานํ” หมายถึงอะไร
    1. ผู้เป็นประมุข
    2. ผู้มีอำนาจสูงสุด
    3. ผู้อยู่เหนือประชาชน
    4. ผู้ทำให้เกิดความพอใจ
  8. พระพุทธเจ้าทรงสอนอริยสัจ 4 ในวันใด
    1. วันมาฆบูชา
    2. วันวิสาขบูชา
    3. วันอาสาฬหบูชา
    4. วันจาตุรงคสันนิบาต
  9. การฝึกสติปัฏฐานขั้นพิจารณาเวทนาคืออย่างไร
    1. รู้เท่าทันความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
    2. กำหนดรู้ว่าอิริยาบถขณะนั้นเป็นอาการใด
    3. กำหนดรู้ว่าขันธ์ 5 คืออะไร เกิดดับได้อย่างไร
    4. พิจารณาดูจิตของตนว่ามี ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่
  10. ในการประชุมสัมมนาเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ได้มีการกำหนดแนวทางประชุมโดยให้เริ่มตกลงกันว่าปัญหาความยากจนคืออย่างไร อะไรคือสาเหตุ เป้าหมายที่ต้องการหลังจากแก้ไขแล้วจะเป็นอย่างไร และวิธีการแก้ไขจะทำอย่างไรบ้าง แนวทางนี้ตรงกับหลักพระพุทธศาสนาเรื่องใด
    1. อริยสัจ 4
    2. วิภัชชวาท
    3. อิทัปปัจจยตา
    4. โยนิโสมนสิการ
  11. ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผู้สูงอายุจะปฏิบัติตามหลักอาศรม 4 ขั้นใด
    1. สันยาสี
    2. คฤหัสถ์
    3. วานปรัสถ์
    4. พรหมจารี
  12. การที่พระเยซูทรงถูกตรึงไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ แสดงถึงสิ่งใด
    1. การไถ่มนุษย์ออกจากบาป
    2. ความเสียสละของพระเจ้า
    3. มนุษย์ได้รับการปลดปล่อยให้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า
    4. พระเจ้าทรงประทานพระบุตรมาชั่วคราวเพื่อสอนศีลธรรมให้มนุษย์
  13. นายสนไปฆ่าคนด้วยความแค้น ถูกจับ และตัดสินลงโทษให้จำคุกตลอดชีวิต เป็นการรับกรรมประเภทใด
    1. ครุกรรม 
    2. อุปัชชเวทนียกรรม
    3. อปราปรเวทนียกรรม
    4. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม
  14. ธรรมใดสอนเรื่องความเพียร
    1. พละ 5
    2. อิทธิบาท 4
    3. วุฒิธรรม 4
    4. อริยวัฑฒิ 5
  15. พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) มีความสำคัญอย่างไร
    1. เป็นผู้ได้ชื่อว่า “นักเทศน์ฝีปากกล้า”
    2. เป็นผู้ก่อตั้งโครงการสวนโมกข์นานาชาติ
    3. เป็นผู้เดินทางไปเผยแผ่ธรรมยังทวีปยุโรป
    4. เป็นผู้ใช้วิธี “คั้นแก่นธรรม” เพื่อสอนธรรม
  16. คำว่า “พุทธ” มีความหมายอย่างไร
    1. ผู้รู้ ผู้ตื่น
    2. ผู้หลุดพ้น
    3. ผู้เบิกบาน
    4. ผู้มีปัญญา
  17. ข้อใดไม่ ถูกต้อง
    1. พระไตรปิฎกพัฒนามาจากพระธรรมวินัย
    2. การบันทึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกใช้ภาษามคธ
    3. พระไตรปิฎกได้รับการเผยแผ่ไปยังประเทศต่างๆ พร้อมกับคณะพระธรรมทูต
    4. การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกทำในสมัยพุทธกาลโดยพระอานนท์เป็นหัวหน้า
  18. การทำบุญในงานมงคล เมื่อพระสงฆ์นั่งประจำอาสนะแล้ว เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระ จะมีการอาราธนาใดบ้าง
    1. อาราธนาศีล
    2. อาราธนาพระสงฆ์
    3. อาราธนาพระธรรม 
    4. อาราธนาพระปริตร
  19. ข้อใดคือประโยชน์ที่บุคคลได้รับจากการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน
    1. ทำให้ระลึกชาติไต้
    2. ทำให้เชื่อในบาปบุญคุณโทษ
    3. ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพดี
    4. ทำให้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น
  20. ผู้ปกครองประเทศควรยึดหลักใด สังคมจึงจะสงบสุขและมีสันติ
    1. เบญจศีล
    2. อริยวัฑฒิ
    3. อปริหานิยธรรม
    4. ทศพิธราชธรรม

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::, :: พระพุทธศาสนา ม.6 ::

:: ศาสนา 4 ::

  1. พระพุทธศาสนาสอนหลักความจริงที่เป็นสากลในเรื่องใด
    1. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
    2. การทำลายชีวิตเป็นบาป
    3. ทุกชีวิตต้องเผชิญปัญหาด้วยความไม่ประมาท
    4. มนุษย์ใช้ปัญญาหาสาเหตุเพื่อแก้ปัญหาได้
  2. ข้อใด ไม่ใช่ ข้อห้ามในศาสนาอิสลาม
    1. ห้ามฆ่าตนเองและผู้อื่น
    2. ห้ามการคุมกำเนิดและทำแท้ง
    3. ห้ามการเสี่ยงโชคและการพนัน
    4. ห้ามกราบบุคคลอื่นยกเว้นบิดามารดา
  3. จุดมุ่งหมายสูงสุดในศาสนาคริสต์คือเรื่องใด
    1. การล้างบาปกำเนิด
    2. การไปรวมกับพระเจ้า
    3. การสร้างศรัทธาต่อพระเจ้า
    4. การรอดพ้นจากคำพิพากษา
  4. พิธีกรรมประจำบ้าน 12 ประการ ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือพิธีใด
    1. พิธีศารทธ์
    2. พิธีสังสการ
    3. พิธีบูชาเทวดา
    4. พิธีประจำวรรณะ
  5. อุดมเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด เลี้ยงชีพตามกำลังทรัพย์ และคบเพื่อนที่ดี อุดมปฏิบัติตามธรรมข้อใด
    1. โลกธรรม
    2. โภคอาทิยะ
    3. ทิฏฐธัมมิกัตถะ
    4. อปริหานิยธรรม
  6. พระมหาชนกเป็นผู้มีความเพียรตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตข้อใด
    1. อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก
    2. สนฺตุฏฺ ปรมํ ธนํ
    3. วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา
    4. ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺาตา วินทฺเต ธนํ
  7. คัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎกเรียกว่าอะไร
    1. ฎีกา
    2. อรรถกถา
    3. ปกรณ์พิเศษ
    4. สัททาวิเสส
  8. ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย…(1)… กับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ …(2)… กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญฯ  ข้อความข้างต้นเป็นคำถวายสังฆทานประเภทสามัญคำที่ต้องเติมในช่องว่างที่ (1) และ (2) คือข้อใด
    1. อัฐบริขาร
    2. ภัตตาหาร
    3. มตกภัตตาหาร
    4. ภัตตาหารและน้ำ
  9. ข้อใดคือความหมายของ “จิต” ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    1. ธรรม
    2. อารมณ์
    3. ความรู้สึก
    4. ความนึกคิด
  10. ในแนวทางพระพุทธศาสนาเราสามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อย่างไร
    1. รักษาศีลให้ครบ
    2. ยึดไตรสิกขาในการดำเนินชีวิต
    3. ฝึกสติปัฏฐานจนถึงขั้นสุดท้าย
    4. มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
  11. การคอร์รัปชั่นเกิดจากการขาดคุณธรรมประการใดเป็นสำคัญ
    1. ความสามัคคี
    2. ความเมตตากรุณา
    3. ความวิริยอุตสาหะ
    4. ความซื่อสัตย์สุจริต
  12. ศาสนามีความสำคัญอย่างไรต่อสังคม 
    1. ทำให้เกิดความสามัคคีมีเอกภาพ

    2. เป็นบ่อเกิดของการสร้างสรรค์วัฒนธรรม
    3. ตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของคนในสังคม
    4. เป็นหลักจริยธรรมควบคุมความประพฤติของกลุ่มคน
  13. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
    1. เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดา

    2. ก่อนพุทธกาลเรียกว่าศาสนาพราหมณ์
    3. ในยุคพระเวทนับถือพระเจ้าองค์เดียว
    4. ยกย่องพระพรหมว่ายิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าองค์อื่น
  14. วันพิพากษาในศาสนาอิสลามมีชื่อเรียกว่าอะไร
    1. วันสิ้นโลก
    2. วันฟื้นคืนชีพ
    3. วันแห่งศรัทธา
    4. วันกำหนดชะตา
  15. เรื่องใดปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลใหม่
    1. เรื่องราวชีวิตของพระเยซู

    2. การเผยแผ่ศาสนาของโมเสส
    3. การเทศนาสั่งสอนธรรมของพระเยซู
    4. ประวัติศาสตร์ชนชาติยิวในสมัยอับราฮัม
  16. หลักธรรมใดจัดอยู่ใน “ทุกข์” แห่งอริยสัจ 4
    1. ขันธ์ 5

    2. หลักกรรม

    3. โลกธรรม 8
    4. ทิฏฐธัมมิกัตถะ
  17. หมอชีวกโกมารภัจ เป็นอุบาสกที่ได้รับการยกย่องในด้านใด
    1. ใฝ่รู้

    2. กตัญญู

    3. เสียสละ
    4. จรรยาบรรณแพทย์
  18. เรื่องกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนาสอดคล้องกับเรื่องใด
    1. ภพ-ภูมิ

    2. ไตรสิกขา

    3. ไตรลักษณ์
    4. กฎธรรมชาติ
  19. วันเทโวโรหณะคือวันใด
    1. วันพระเจ้าเปิดโลก

    2. วันแรม 1 ค่ำเดือน 11
    3. วันหลังวันออกพรรษา 1 วัน
    4. วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์
  20. ข้อใดเป็นกุศลพิธี
    1. การเวียนเทียน 

    2. การถวายสังฆทาน
    3. การทำบุญเลี้ยงพระ 
    4. การสวดมนต์ไหว้พระ
  21. “ศีล” ในความหมายทางพระพุทธศาสนาสรุปได้จากมรรค 8 ข้อใด
    1. คิดชอบ

    2. วาจาชอบ

    3. ทำการชอบ
    4. เลี้ยงชีพชอบ

2 Comments

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::, :: พระพุทธศาสนา ม.6 ::

:: แนวข้อสอบชุด 3 ::

  1. ทรรศนะเกี่ยวกับความสุขและทุกข์ของชีวิตในชมพูทวีปมีลักษณะอย่างไร
    1. กลุ่มต่างๆ เชื่อว่าไม่มีความสุขความทุกข์ มนุษย์ล้วนคิดไปเอง
    2. กลุ่มต่างๆ เชื่อว่าความสุขทางกายเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
    3. กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นเอง อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย
    4. กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าพระเจ้าบันดาลสุข อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าภูตผีสร้างทุกข์เข็ญ
  2. การปฏิบัติตนของหมอชีวกโกมารภัจจ์สอดคล้องกับคำสอนในข้อใด
    1. เอาชนะคนพาลด้วยความเพียร
    2. ใฝ่เรียนรู้ศิลปวิทยาอยู่ตลอดเวลา
    3. คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
    4. รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
  3. บุคคลในข้อใดกล่าวได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติตนตามกุศลวิตก
    1. วิภาวางเฉยเมื่อเพื่อนถูกดำเนินคดีในความผิดที่เขาก่อขึ้น
    2. วินัยช่วยเหลือเพื่อนที่ถูกดำเนินคดีในความผิดที่เพื่อนเขาก่อขึ้น
    3. วิไลชี้แนะให้เพื่อนเข้าใจความผิดที่ก่อขึ้นอันเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี
    4. วิชัยขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจให้เพื่อนเขาพ้นจากคดีที่เพื่อนเขาก่อขึ้น
  4. บุคคลใดปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์ได้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการปฏิสันถารต่อพระสงฆ์
    1. เปิ้ลจัดรถไปรับและส่งท่านตามเวลาที่นิมนต์
    2. ปัทนั่งสนทนาตรงหน้าพระสงฆ์เมื่อท่านมาถึงบ้าน
    3. ปุ๋มให้พระสงฆ์นั่งอยู่รูปเดียวเพื่อความสงบทางจิตใจ
    4. ปอวางเก้าอี้สำหรับพระสงฆ์ไว้ด้านหลังเพื่อความสะดวกในการประกอบพิธีกรรม
  5. ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ของวันสำคัญทางพระพุทธศาสนากับหลักธรรมได้อย่างถูกต้อง
    1. วันมาฆบูชา-อริยสัจ 4 
    2. วันอัฏฐมีบูชา-ไตรลักษณ์
    3. วันวิสาขบูชา-พรหมวิหาร 4 
    4. วันอาสาฬหบูชา-อริยมรรคมีองค์แปด
  6. การปฏิบัติตนเพื่อธำรงไว้ซึ่งพุทธวัฒนธรรมในข้อใดเหมาะสมกับสถานภาพของนักเรียนมากที่สุด
    1. การจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่และตั้งศาลพระภูมิ
    2. การเข้าร่วมพิธีกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
    3. การเสนอพุทธศาสนสถานในท้องถิ่นเป็นโบราณสถานและมรดกโลก
    4. การรวมกลุ่มเพื่อนเพื่อช่วยกันทำนุบำรุงพุทธศาสนสถานที่เก่าแก่ทรุดโทรม
  7. หลักคำสอนเรื่องตรีเอกานุภาพของคริสต์ศาสนา หมายความว่าอย่างไร
    1. พระเป็นเจ้าทรงมี 3 องค์ ได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต
    2. พระเป็นเจ้าทรงทำ 3 หน้าที่ ได้แก่ ผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย
    3. พระเป็นเจ้าทรงมี 3 องค์ ได้แก่ พระยะโฮวาห์ พระเยซูคริสต์ และพระแม่มารี
    4. พระเป็นเจ้าทรงมีองค์เดียว แต่มี 3 พระบุคคล ได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต
  8. ข้อใดต่อไปนี้กล่าว ไม่ ถูกต้อง
    1. ชาวมุสลิมทุกคนต้องทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง
    2. ชาวมุสลิมจะต้องบริจาคซะกาตในอัตราร้อยละ 2.5
    3. ชาวมุสลิมจะต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น
    4. ชาวมุสสิลมทุกคนต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ปีละ 1 ครั้ง
  9. บุคคลใดต่อไปนี้มี “อิสรภาพ” ตามหลักของพระพุทธศาสนา
    1. แพรเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือบ่อยครั้ง เพื่อให้ทันสมัย
    2. ป่านเก็บเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ เพื่อให้ทัดเทียมกับเพื่อนๆ
    3. ปอใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์เพื่อช่วยชีวิตคน จึงตั้งใจเรียนหนังสืออย่างมาก
    4. ฝ้ายเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้ง เพื่อต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเองร่ำรวย
  10. ข้อใดเป็นพุทธจริยาของพระบรมศาสดาด้านญาตัตถจริยา
    1. ทรงอนุญาตให้พระเทวทัตบวชได้
    2. เสด็จไปยับยั้งมิให้องคุลิมารกระทำมาตุฆาต
    3. ทรงแสดงธรรมโปรดพระสุภัททะก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
    4. ทรงระงับสงครามแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณีระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย
  11. ข้อใดเป็นสิ่งที่ฆราวาสพึงกระทำต่อพระภิกษุสงฆ์
    1. ชวนพระภิกษุสงฆ์พูดคุยข่าวในวงการบันเทิง
    2. ซักถามหลักธรรมที่มีความสงสัยให้เข้าใจแจ้งชัด
    3. ชักชวนให้พระสงฆ์ไปประท้วงขับไล่นักการเมือง
    4. ขอให้พระภิกษุสงฆ์ตรวจดูว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร
  12. การสวดมนต์ไหว้พระอย่างสม่ำเสมอ มีคุณค่าและประโยชน์อย่างไร
    1. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือยามลำบาก
    2. จิตใจมีความสงบ เยือกเย็น เป็นสมาธิ
    3. มีอิทธิฤทธิ์บางประการเกิดขึ้นกับผู้สวด
    4. พระพุทธรูปที่บูชามีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
  13. บุคคลใดต่อไปนี้ปฏิบัติตามหลักธรรมพรหมวิหาร 4
    1. ผกามาศอดทนไม่โต้ตอบเพื่อนที่ชอบกลั่นแกล้งตน
    2. บุปผาเห็นสุนัขจรจัดถูกรถเฉี่ยวบาดเจ็บ จึงอุ้มไปหาสัตวแพทย์
    3. บุษบาขยันหมั่นเพียรในการเรียน เพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
    4. บุษบงเห็นกระเป๋าสตางค์ตกอยู่ แม้จะไม่มีใครอยู่แถวนั้น แต่ก็นำไปส่งตำรวจ
  14. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาสิข
    1. ศูนย์กลางของศาสนาอยู่ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
    2. ชาวสิขที่ทำพิธีล้างบาปแล้ว จะรับเอา ก ทั้ง 5 ประการ ไว้กับตน
    3. ศาสดาองค์แรก คือ คุรุโควินทสิงห์ ศาสดาองค์สุดท้าย คือ คุรุนานัก
    4. เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นเพื่อประนีประนอมระหว่างคริสต์ศาสนาและศาสนาอิสลาม
  15. ไอยเรศมีอายุล่วงเข้าสู่วัยชรา มีความปรารถนาจะบรรลุโมกษะ จึงสละการครองเรือน แล้วออกบวช ถือเพศพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ไอยเรศกำลังปฏิบัติตามขั้นตอนใดของหลักธรรมอาศรม 4 ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
    1. พรหมจารี 
    2. คฤหัสถ์
    3. วานปรัสถ์ 
    4. สันยาสี
  16. เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล
    1. ถือว่าทุกสิ่งมีเหตุและผลอยู่ในตนเอง
    2. เน้นว่าทุกสิ่งเกิดและดับตามเหตุปัจจัย
    3. ให้ความสำคัญกับการถกเถียงหาเหตุผล
    4. เน้นว่าทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัยแห่งกรรมเก่า
  17. เพราะเหตุใดแม้ว่าพระอานนท์จะออกบวชมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์
    1. ต้องโต้วาทะกับพวกเดียรถีย์บ่อยครั้ง
    2. พระภิกษุรูปอื่นขัดขวางการบำเพ็ญเพียร
    3. ต้องเดินทางไปประกาศพระศาสนาหลายที่
    4. ต้องปรนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด
  18. ขณะที่นักเรียนอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วเกิดอาการหดหู่ ง่วงนอน แสดงว่านักเรียนมีสิ่งใดขัดขวางจิตมิให้บรรลุความก้าวหน้า
    1. วิจิกิจฉา
    2. พยาบาท
    3. ถีนมิทธะ
    4. อุทธัจจกุกกุจจะ
  19. ข้อห้ามมิให้พระสงฆ์ฉันอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้วจะปรากฏอยู่ในคัมภีร์ใด
    1. อรรถกถา
    2. พระวินัยปิฎก
    3. พระสุตตันตปิฎก
    4. พระอภิธรรมปิฎก
  20. พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ข้อใดของคริสต์ศาสนาที่กระทำเพื่อระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซูคริสต์
    1. พิธีศีลกำลัง
    2. พิธีศีลแก้บาป
    3. พิธีศีลอนุกรม
    4. พิธีศีลมหาสนิท
  21. พรหมจารี ในอาศรม 4 ของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู หมายถึงอะไร
    1. วัยครองเพศบรรพชิต
    2. วัยที่ต้องรักษาความบริสุทธิ์
    3. วัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียน
    4. วัยที่ต้องออกไปปฏิบัติธรรในป่า
  22. เพราะเหตุใดชาวฮินดูต้องเปล่งคำว่าโอมในการสวดมนต์
    1. เป็นคำบอกถึงการเริ่มต้นในการสวดมนต์
    2. เป็นคาถาอาคม
    3. เป็นคำสั่งที่ระบุไวให้ทำในคัมภีร์
    4. เป็นคำแทนเทพเจ้าทั้ง 3 คือ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ
  23. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูถือว่ามนุษย์แตกต่างกันเพราะเหตุใด
    1. ทำหน้าที่แตกต่างกัน
    2. ทำกรรมต่างกัน
    3. มีบรรพบุรุษต่างกัน
    4. มีแหล่งกำเนิดต่างกัน
  24. ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดูพิธีคล้องด้ายศักดิ์สิทธิ์เพื่อแสดงว่าผู้ถูกคล้องเกิดใหม่เป็นครั้งที่สอง เรียกว่าพิธีอะไร
    1. อุปนยัน
    2. ชาตกรรม
    3. ครรถาธาน
    4. นามกรณ์
  25. ในหลักอาศรม 4 ของศาสนาฮินดู คำว่า พรหมจารี หมายถึงบุคคลในข้อใด
    1. คนที่ถือบวช
    2. คนที่อยู่ในวัยเล่าเรียน
    3. คนที่แต่งงานมีครอบครัว
    4. คนที่นับถือพรหมเป็นใหญ่
  26. เรื่องรามเกียรติ์ซึ่งมีพระรามเป็นตัวเอกนั้น สืบเนื่องมาจากคติของนิกายใดในศาสนาฮินดู
    1. นิกายไวษณพ
    2. นิกากยศักติ
    3. นิกายพรหม
    4. นิกายไศวะ
  27. บทสวดสั้นๆ สำหรับขับกล่อมเทพเจ้าที่เสด็จมาประทับในพิธ๊ให้เพลิดเพลินเรียกว่าอะไร
    1. ฤคเวท
    2. สามเวท
    3. ยชุรเวท
    4. อาถรรพเวท
  28. คัมภีร์ใดกล่าวถึงความคิดทางปรัชญามากที่สุด
    1. มันตระ
    2. ปุราณะ
    3. อุปนิษัท
    4. ยชุรเวท
  29. จักรี หมายถึงผู้มีจักรหรือผู้ถือจักร ได้แก่เทพองค์ใด
    1. พระอินทร์
    2. พระอิศวร
    3. พระพรหม
    4. พระนารายณ์
  30. ศาสนาฮินดูใช้วิธีกลืนพุทธศาสนาอย่างไร
    1. กำหนดให้พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระพุทธเจ้า
    2. กำหนดให้พระอินทร์ลงมากล่าวสมทานไตรสรณคมน์
    3. กำหนดให้มีพระเจ้า 5 พระองค์แทนพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
    4. กำหนดให้พระหรหมมี 4 หน้าแทนพรหมวิหาร 4
  31. ข้อใดที่มีวรรณะทั้ง 4 ครบในสังคมอินเดีย
    1. พราหมณ์ ช่างทอผ้า ขอทาน กรรมกร
    2. นายกรัฐมนตรี พ่อค้า ช่างตีเหล็ก ขอทาน
    3. เกษตรกร นักบัญชี อุตสาหกรรม พราหมณ์
    4. พราหมณ์ รัฐมนตรี นักการธนาคาร กรรมกร 
  32. ข้อใดที่กล่าวถึงลัทธิตรีมูรติของศาสนาฮินดูถูกต้องที่สุด
    1. พระพรหมสร้างสรรค์ พระวิษณุบำรุงเลี้ยงดู พระอัคนีทำลาย
    2. พระพิฆเนศวรผู้สร้าง พระนารายณ์บำรุงเลี้ยงดู พระกฤษณะทำลาย
    3. พระพรหมสร้างสรรค์ พระวิษณุบำรุงเลี้ยงดู พระศิวะทำลาย
    4. พระอิศวรสร้างสรรค์ พระพรหมบำรุงเลี้ยงดู พระศิวะทำลาย
  33. หลักอาศรม 4 ของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูหมายถึงข้อใด
    1. อยู่ในอาศรม 4 ปี
    2. อยู่้ในอาศรม 4 แห่ง
    3. ปฏิบัติธรรมในสถานที่วิเวก 4 ปี
    4. ปฏิบัติตามขั้นตอนของชีวิต 4 ขั้น 
  34. ผู้ที่นับถือพราหมณ์ ฮินดู ประกอบพิธีศราทธ์เพื่อวัตถุประสงค์ใด
    1. ขับไล่ภูมิผีปีศาจ
    2. ให้พืชพันธ์อุดมสมบูรณ์
    3. เซ่นไหว้เทวดา
    4. ทำบุญให้ญาติที่ตายแล้ว
  35. คัมภีร์ในศาสนาฮินดูที่เกิดขึ้นเองคืออะไร
    1. คัมภีร์อุปนิษัท
    2. คัมภีร์ภควัทคีตา
    3. คัมภีร์พระเวท
    4. คัมภีร์ปุราณะ
  36. พิธีศราทธ์ของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู คืออไร
    1. งานรื่นเริงในเทศกาลที่เกี่ยวกับพระเจ้า
    2. ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ
    3. กิจกรรมบูชาเทพเจ้าต่างๆ
    4. การทำบุญให้เปรตและภูติผี
  37. อรชุนเรียนจบการศึกษาเมื่อาอยุ 25 ปีบิดาให้แต่งงานแล้ว่ส่งไปคุมโรงงานชาที่ศรีลังกา 10 ปีอรชุนมีชีวิตอยู่ในขั้นตอนใด
    1. พรหมจารี
    2. คฤหัสถ์
    3. วานปรัชญ์
    4. สันยาสี
  38. สันยาสี เป็นบุคคลประเภทใด
    1. ผู้เบื่อชีวิตทางโลกออกบำเพ็ญตามถ้ำ
    2. ผู้เป็นอนาคาริก สั่งสอนคัมภีร์พระเวท
    3. ผู้สละบ้านเรือนออกจาริกมุ่งสู่ธรรมขั้นสูงสุด
    4. ผู้ประกอบพิธีบูชายัญ หรือสวดยัชโญปวิต
  39. เหตุใดในศาสนาพราหมณ์ ฮินดูจึงมีการประกอบพิธีศราทธ์
    1. เพราะต้องการให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไปสู่สุคติ
    2. เพราะต้องการให้วิญญาณบรรพบุรุษบันดาลให้เป็นสุข
    3. เพราะต้องการปัดเป่ารังควานจากวิญญาณเร่ร่อนให้หมดไป
    4. เพราะต้องการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่สมาชิกของวงศ์ตระกูล
  40. ลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติตามหลักอาศรม 4 คือข้อใด
    1. คฤหัสถ์ พรหมจารี วานปรัสถ์ สันยาสี
    2. วานปรัสถ์ คฤหัสถ์ สันยาสี  พรหมจารี
    3. พรหมจารี คฤหัสถ์  วานปรัสถ์ สันยาสี 
    4. สันยาสี  วานปรัสถ์ คฤหัสถ์ พรหมจารี
  41. อาศรม 4 ของพราหมณ์ฮินดูมีไว้เพื่ออะไร
    1. เพราะเป็นแนวทางการครองเรือนให้สงบสุข
    2. เพื่อเป็นการบำเพ็ญเพียรให้บรรลุเป้าหมายชีวิต
    3. เพื่อเป็นสถานที่ให้คนฮินดูได้มาศึกษาศาสนา
    4. เพื่อเป็นวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
  42. หลักคำสอน กรรมโยคะ ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ตรงกับคำไทยข้อใด
    1. หนักเอาเบาสู้
    2. อาบเหงื่อต่างน้ำ
    3. ปิดทองหลังพระ
    4. เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน
  43. ข้อใดไม่เกิดขึ้นในวิวัฒนาการของศาสนาฮินดู
    1. เปลี่ยนจากในเทพเจ้าหลายองค์มาเป็นสิ่งสมบูรณ์สูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
    2. เปลี่ยนจากเชื่อว่าชีวิตเป็นไปตามการดลบันดาลของเทพเจ้า มาเชื่อในกรรมจากชาติปางก่อน
    3. เปลี่ยนจากเชื่อว่าจิตทั้งหลายอย่างอิสระไม่เกี่ยวข้องกัน มาเชื่อว่าจิตทั้งหลายเกิดมาจากจิตใหญ่ดวงเดียว
    4. เปลี่ยน่จากเชื่อในความเป็นอาตมันของจิต มาเชื่อในความเป็นอนัตตาของจิต 
  44. ข้อใดไม่ตรงกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์
    1. การเอาใจใส่เรียนหนังสือเมื่ออยู่ในวันร่ำเรียน
    2. การแต่งงานมีครอบครัวหลังจากผ่านวัยศึกษาเล่าเรียนแล้ว
    3. การมีบุตรเมื่อมีฐานะพร้อม
    4. การสละบ้านเมืองออกบวชเมื่อแก่ชรา
  45. โมกษะในศาสนาฮินดูหมายถึงอะไร
    1. การมีจิตหลุดพ้นจากกิเลส
    2. ความหลุดพ้นจากชีวิตที่เป็นทุกข์ในโลกนี้
    3. การได้เกิดในสวรรค์อันเป็นบรมสุข
    4. วิญญาณบริสุทธิ์ไม่เวียนว่ายตายเกิด
  46. ขั้นตอนใดที่ชีวิตจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏตามหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูจะทำให้โดยการดำเนินการดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด
    1. คฤหัสถ์
    2. สันยาสี
    3. พรหมจารี
    4. วานปรัสถ์
  47. การสร้างญาณโยคะ (ชญาณ โยคะ) ให้เกิดขึ้นตามทรรศนะของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูจะทำได้โดยการดำเนินการดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด
    1. สละโลกียสุขทั้งมวล
    2. ใฝ่ผันถึงความหลุดพ้น
    3. ปลูกศรัทธาและจงรักภักดีต่อเทพเจ้า
    4. แยกแยะให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างสิ่งที่เป็นจริงและสิ่งที่ไม่เป็นจริง
  48. หน้าที่หลักของคัมภีร์สามเวท คือ
    1. พรรณนาสรรเสริญอำนาจของเทพเจ้าต่างๆ
    2. บันทึกความเป็นมาของเทพเจ้า และพวกพราหมณ์
    3. เป็นคู่มือในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ
    4. ใช้สวดเห่หรือขับกล่อมเทพเจ้าที่อัญเชิญลงมาร่วมในพิธีกรรม
  49. บุคคลที่เป็นพรหมจารีในคัมภีร์อุปนิษัท หมายถึง
    1. ผู้อยู่ในปฐมวัยที่ต้องการศึกษาเล่าเรียน
    2. สตรีชาวฮินดูผู้ถือเคร่งในประเพณี
    3. ผู้ถือบวชศิลจารินี หรือสิกขมานา
    4. ผู้ประพฤติธรรม ยึดมั่นในญาณสมบัติ
  50. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของศีลในพระพุทธศาสนา
    1. ความเคร่งครัดสำรวมระวัง
    2. การงดเว้นความชั่วทุกอย่าง
    3. การไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
    4. ข้อห้ามไม่ให้ล่วงเกินผู้อื่น

1 Comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::, :: พระพุทธศาสนา ม.6 ::

:: การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม ::

การตัดสินใจและใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม

นักเรียนเคยพบปัญหาเช่นนี้หรือไม่

-เมื่อพบเหตุการณ์บางอย่างที่ต้องตัดสินใจ นักเรียนตัดสินใจได้ หรือกว่าจะตัดสินใจได้ เหตุการณ์นั้นก็ผ่านไปแล้ว-เมื่อต้องตัดสินใจว่า
อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรผิด อะไรถูก นักเรียนก็ไม่อาจตัดสินใจได้หรือเมื่อตัดสินใจไปแล้ว คนอื่นก็ไม่เห็นด้วย-เมื่อมีปัญหาโต้แย้งกับคนอื่น ทั้งที่แน่ใจว่าความคิดของเราถูก แต่เราก็ไม่อาจทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ หรือเห็นด้วย
ดังนั้น การตัดสินใจของนักเรียน อาจเป็นที่ถูกใจตัวเอง แต่ไม่ถูกต้อง จึงทำให้เกิดความขัดแย้งและวุ่นวายมีความเดือดร้อนตามมาภายหลัง
อะไร…? ที่ทำให้นักเรียนไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ … เพราะนักเรียนไม่อาจตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
การมีเหตุผลที่ดี จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ทำอย่างไร? จึงจะเป็นผู้ที่มีเหตุผลที่ดี

ให้นักเรียนอ่านต่อไป จะได้พบคำตอบที่น่าพอใจ

เรื่องที่ 1 การพูดความจริง

นักเรียนไม่ได้ทำการบ้านส่งอาจารย์ เพราะหนีเรียนในชั่วโมงก่อน จึงไม่เข้าใจบทเรียน แต่ไม่กล้าถามคุณครู กลัวเพื่อนจะหัวเราะเยาะ และกลัวคุณครูดุ
แต่เมื่อคุณครูซักถามถึงเหตุผลของการไม่ส่งการบ้าน นักเรียนก็จะบอกคุณครูตามความเป็นจริง

เหตุผลเพราะ………..จะตัดสินใจเลือกคำตอบไหนดีเอ่ย

ก. ถ้าโกหกแล้วถูกจับได้ นักเรียนคงถูกลงโทษ

ข. คงไม่มีประโยชน์แก่นักเรียน หากพูดโกหก

ค. หากนักเรียนเป็นคุณครู คงไม่ชอบนักเรียนที่พูดโกหก

นักเรียนเลือกข้อ ก.

ถ้าโกหกแล้วถูกจับได้ นักเรียนคงถูกลงโทษ

การที่เราไม่กระทำผิดเนื่องจากกลัวถูกลงโทษนั้น หมายความว่า ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดีแล้ว ไม่มีใครรู้ใครเห็นเราทำ เพราะไม่มีใครมาลงโทษเรา แต่ถ้ามีคนรู้คนเห็น เรากลัวเขาจะลงโทษ เช่น ดุด่า เฆี่ยนตี หักคะแนน ปรับ กักขัง จำคุก ฯลฯ เราจึงไม่ทำความผิด

ดังนั้น คนที่ไม่ทำความผิดเพราะกลัวถูกลงโทษนี้ จะเป็นคนที่ทำผิดได้ ถ้าไม่มีคนอื่นคอยควบคุมอยู่

เหตุผลนี้จึงไม่เหมาะสม เพราะแสดงถึงจิตใจที่ยังเป็นเด็กอยู่มาก ต้องพึ่งคนอื่นให้ควบคุมอยู่เสมอ

นักเรียนเลือก ข้อ ข.

คงไม่มีประโยชน์แก่นักเรียน หากพูดโกหก

เหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่แสดงว่า นักเรียนคิดเพียงผลที่เกิดขึ้นแก่ตัวนักเรีนยเท่านั้นหากผู้ใดทำอะไรที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น ให้ได้รับของกิน ของใช้ที่ตนต้องการ หรือทำให้ตนเอง สบายกาย สบายใจ แต่คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง คนที่ไม่คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้อื่น หรือส่วนรวมเช่นนี้ เราเรียกคนนั้นว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว

เชื่อว่านักเรียนคงไม่ทำอย่างคนเห็นแก่ตัวเช่นนี้บ่อยเกินไป ถ้าทำบ่อยควรเปลี่ยนแปลงตัวเองนะค่ะ

นักเรียนเลือก…..ค.หากนักเรียนเป็นคุณครู คงไม่ชอบนักเรียนที่โกหก

ยินดีด้วยที่นักเรียนเลือกเหตุผลนี้

คนเราจะติดต่อเกี่ยวข้องกันได้ดี ถ้าเราทำตามที่เขาพอใจ และเขาก็ทำอย่างที่เราพอใจ การรู้จักทายใจคนอื่น ว่าเขาชอบอะไร เกลียดอะไร ได้อย่างถูกต้องเป็นความสามารถของคนที่โตแล้ว ความสามารถคาดคะเนใจผู้อื่น หรือสามารถคิดเอาใจเขามาใส่ใจเราได้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการอยู่รว่มกับผู้อื่น เพราะจะทำให้เราเข้าใจผู้อื่นได้ดี ช่วยป้องกัน แก้ไขความไม่เข้าใจกันได้ ในกรณีนี้หากนักเรียนทำผิดแล้วยอมรับผิด ยอมรับความจริง คุณครูคงพอใจมาก

ถ้าเรารู้ใจเขา และอยากให้เขารักใคร่ชอบพอเรา เราก็ต้องทำตามที่เขาพอใจบ้าง ถ้ารู้ว่าเขาชอบอะไร แต่เราไม่ทำ แปลว่าเราไม่อยากคบกับเขาอีกต่อไป การลดความเห็นแก่ตัวแล้วเห็นแก่ผู้อื่นที่ใกล้ชิดบ้าง จะช่วยให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อไปอีกนาน

เรื่องที่ 2 มือถือเครื่องใหม่ของวิวัฒน์

วิวัฒน์และวินัยเป็นพี่น้องกัน วิวัฒน์เป็นพี่เรียนอยู่ชั้น ปี 1 ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ วินัยเป็นน้องเรียนอยู่ชั้น ม.4 เนื่องจากวินัยเป็นน้อง พ่อแม่มักตามใจวินัยเสมอ ในวันเกิดของวิวัฒน์ แม่ได้ซื้อมือถือเครื่องใหม่ให้ แต่วินัยไม่ยอม บอกว่าเขาต้องการมือถือเครื่องใหม่เช่นกัน ให้วิวัฒน์ใช้เครื่องเก่าไปก่อน หากวินัยไม่ได้เครื่องใหม่ วินัยจะไม่ยอมไปโรงเรียน แม่จึงถามวิวัฒน์ว่าจะยอมให้มือถือเครื่องใหม่แก่น้องได้หรือไม่

หากนักเรียนเป็นวิวัฒน์ อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น นักเรียนก็ยอมให้มือถือใหม่แก่น้องได้เหมือนกัน

เหตุผลเพราะ…เลือกคำตอบข้อไหนดีน้าาา

ก. แม้จะไม่ได้มือถือเครื่องใหม่ แม่ก็คงซื้อของใหม่ๆ อื่นๆ ให้แทน
ข. นักเรียนต้องการเป็นคนดีของพ่อ แม่ ต้องการเป็นที่รักของแม่และน้อง
ค. ถ้าไม่ยอมให้ แม้และน้องคงโกรธ และอาจถูกแม่ทำโทษได้

นักเรียนเลือกข้อ ก แม้จะไม่ได้รถคันใหม่ แม่ก็คงซื้อของใหม่อื่นๆ ให้แทน

หากนักเรียนคิดเช่นนี้แสดงว่า นักเรียนกระทำลงไปโดยหวังผลตอบแทน คือให้มือถือเครื่องใหม่แก่น้อง โดยหวังว่าอย่างไรเสีย แม้ก็คงซื้อของใหม่อย่างอื่นให้แทน ซึ่งถ้าหากแม่ซื้อให้จริงๆ ก็คงจะดี แต่ถ้าหากแม่ไม่ได้ซื้อให้ นักเรียนก็คงไม่พอใจและก่อให้เกิดความยุ่งยากขึ้นได้

การคิดแบบนี้ ถ้าพิจารณาให้ดี ก็คือการคิด โดยยึดตัวเองเป็นสำคัญ ยึดประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ ซึ่งหากการคิดเช่นนี้มีในสังคมมากๆ จะไม่ดีเลย เพราะจะเป็นว่าทุกคนทำอะไรก็เพื่อตอบแทน หรือผลที่ตนเองควรจะได้รับ ไม่มีใครคิดจะทำเพื่อคนอื่น เพื่อส่วนรวมเลย เรียกว่าเป็นคนที่เห็นแก่ตัว

ดังนั้น หากนักเรียนต้องการที่จะทำให้สังคมในครอบครัวของเราอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข นักเรียนควรคิดถึงประโยชน์ของตัวเองให้น้อยลง คิดถึงการทำเพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวมให้มากๆ

นักเรียนเลือก ข้อ ข.
นักเรียนต้องการเป็นคนดีของพ่อแม่ ต้องการเป็นที่รักของแม่และน้อง

นักเรียนเลือกเหตุผลนี้ เป็นการแสดงว่า นักเรียนตัดสินใจลงไปโดยไม่ได้มองเฉพาะประโยชน์ที่ตนจะได้รับเท่านั้น แต่นักเรียนได้ให้ความสำคัญแก่ผู้อื่นที่เกี่ยวข้องด้วย คือ พ่อ แม่ น้อง นักเรียนตัดสินใจให้มือถือเครื่องใหม่แก่น้อง โดยคิดว่า พ่อ แม่ น้องคงพอใจ และเมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่านักเรียนเป็นคนดีของ พ่อแม่ และเป็นที่รักของน้องด้วย

ซึ่งจะเห็นว่า การที่เราเสียสละที่เราจะได้เพียงเล็กน้อย เพื่อความพอใจและเพื่อความสุขของผู้อื่น ทั้งตัวเองและผู้อื่นต่างก็มีความสบายใจและมีความสุข แสดงว่านักเรียนเป็นคนที่มีจิตใจประเสริฐ สูงส่ง น่าสรรเสริญ เป็นอย่างยิ่ง

นักศึกษาเลือก ค. ถ้าไม่ยอมให้ แม่และน้องจะโกรธ และอาจถูกทำโทษได้

เลือกข้อนี้ แสดงว่านักเรียนจะทำอะไรก็ตาม ทำเพื่อไม่ให้ตนถูกลงโทษ แสดงว่านักเรียนคิดเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเองเท่านั้น ถือเอาตนเองเป็นสำคัญ ซึ่งการคิดเช่นนี้ บางทีจะทำให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ลำบาก เพราะการที่เราทำเพียงเพื่อหนีการถูกลงโทษหรือทำโดยเห็นความสำคัญเฉพาะตัวเรา อาจเป็นการกระทำที่เกิดผลเสียต่อผู้อื่น หรือผู้อื่นไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยกับเราได้ และถ้าเป็นเช่นนั้น แม้เราจะไม่เจ็บตัวจากการถูกลงโทษหรือไม่ถูกดุด่า ก็อาจไม่มีใครชอบ หรือไม่มีใครคบเราก็ได้
การที่เราจะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เราจะต้องคิดถึงคนอื่น ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่านี้

เรื่องที่ 3 เจ้าของอยู่ไหน

ในวันลงทะเบียนภาคเรียนที่ 1 นางสาวดรุณี มั่งมี นักเรียนเก็บกระเป๋าเงินได้ มีเงินอยู่ประมาณ 2000 บาท แล้วส่งให้คุณครูประกาศหาเจ้าของ และต่อมา นายศรัญญู แจ้งกระจ่าง นักเรียนชั้น ม.6 เก็บโทรศัพท์มือถือได้ แล้วมอบให้คุณครูประกาศหาเจ้าของ

และหากว่านักเรียนเก็บกระเป๋าเงิน หรือของมีค่าได้ ก็จะประกาศหาเจ้าของและมอบของคืนให้เช่นกัน

เหตุผลเพราะ………ตัดสินใจเลือกข้อไหนดีน้าาาา..

ก. นักเรียนอาจได้รับคำชมเชยจากคุณครู
ข. นักเรียนอาจได้รางวัล หรือสิ่งตอบแทนจากเจ้าของ
ค. เจ้าของจะต้องดีใจเมื่อได้ของคืน

นักเรียนเลือก ข้อ ก

นักเรียนอาจได้รับคำยกย่อง ชมเชย จากคุณครู

เหตุผลนี้ เป็นเหตุผลที่แสดงว่า นักเรียนคิดเพียงเพื่อหวังจะได้รับคำชมเชยเท่านั้น แต่ถ้าหากนักเรียไม่ได้รับคำยกย่อง ชมเชย หรือไม่มีใครสนใจ นักเรียนก็อาจหมดกำลังใจที่จะทำความดี อาจเลิกทำความดีก็ได้ เรียกว่าทำความดีเพื่อเอาหน้า ถ้าไม่มีคนรู้คนเห็น ไม่มีใครยกย่อง ก็จะไม่ทำความดี หรือจงใจทำความดี เฉพาะต่อหน้าที่มีคนเห็นเท่านั้น

ดังนั้น การทำความดี โดยคิดเพียงให้คนเห็นความสำคัญของตน หรือเพื่อประโยชน์ที่ตนได้รับ โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น นับเป็นความคิดที่แคบ และไม่เหมาะสมกับการอยู่ร่วมกับคนอื่น อาจพูดได้ว่า เป็นคนใจไม่สูงก็ได้

นักเรียนเลือก ข้อ ข.

นักเรียนตัดสินใจด้วยเหตุผลนี้ แสดงว่านักเรียนทำความดีครั้งนี้ เพียงหวังจะได้รับรางวัลตอบแทน บุคคลที่ทำอะไรโดยหวังผลประโยชน์หรือผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวนี้ก็เข้าลักษณะคนเห็นแก่ตัวเช่น กัน เป็นคนใจแคบ ไม่มีน้ำใจต่อผู้อื่น คนประเภทนี้มักจะทำในสิ่งที่ผิด สิ่งที่เลวได้ง่าย เพืยงเพื่อหวังผลตอบแทน หรือค่าจ้างที่ตนจะได้รับ

หากนักเรียนคิดที่จะเป็นคนดีที่สังคมต้องการแล้ว ต้องคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น หรือส่วนรวมให้มากๆ เพราะการอยู่ร่วมกับคนอื่นนั้น ต้องมีความเห็นอกเห็นใจ ไม่ควรยึดถือแต่ประโยชน์ หรือความพอใจของตนเองเท่านั้น ควรคิดถึงประโยชน์ หรือความพอใจของคนอื่นมาก ๆ จึงจะดี

นักเรียนเลือกข้อ ค.เจ้าของจะต้องดีใจเมื่อได้ของคืน

ดีใจจัง ที่นักเรียนเลือกข้อนี้ เพราะ…….

แสดงว่า นักเรียนได้คิดถึงจิตใจของคนอื่น รู้สึกสงสารในความเดือดร้อนของเขา เขาคงรักและเสียดายของที่หายไป เพราะถ้าหากเป็นของเรา เราก็เสียดายเช่นกัน บางทีเขาอาจจะมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนมากนี้ก็ได้ ถ้าเขาได้เงินคืน เขาต้องดีใจไม่น้อย

การคิดหยั่งใจผู้อื่น เพราะคาดคะเนใจของเขาว่า เขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เรียกว่า การคิดแบบเอาเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะสามารถทำให้เราเข้าใจผู้อื่นได้ดี การกระทำของเราเป็นสิ่งที่พอใจของผู้อื่น เราเองก็เป็นสุข ผู้อื่นก็เป็นสุข ถ้าในสังคมมีคนอย่างนี้มากๆ และประพฤติเช่นนี้ต่อกันสังคมก็จะเป็นสุข

ขอแสดงความยินดี ที่นักเรียนเป็นผู้มีจิตใจสูง ที่ลดความเห็นแก่ตัวลงและมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

เรื่องที่ 4 ส่วนตัวหรือส่วนรวม

ในวันพรุ่งนี้จะเป็นวันคล้ายวันเกิดโรงเรียน นักเรียนทุกห้องได้รับมอบหมายให้ทำจัดกิจกรรมในวันสำคัญนี้ หลังจากเลิกเรียนแล้ว เพื่อนๆ ทุกๆ คนกำลังเร่งรีบจัดเตรียมงานกันอยู่ วนิดาบอกเพื่อนๆ ว่า วันนี้จะไม่อยู่ช่วยงาน เพราะบ้านอยู่ไกล และต้องรีบกลับไป ช่วยคุณแม่ทำขนมส่งตลาด

หากนักเรียนเป็นวนิดา จะไม่กระทำเช่นนี้แน่นอน เหตุผลเพราะ

ฝึกตัดสินใจให้รวดเร็วนะค่ะ แล้วเลือกคำตอบเลยค่ะ

ก. เพื่อนๆ จะได้เห็นว่านักเรียนเป็นคนดีมีน้ำใจ
ข. นักเรียนละอายใจที่เอาเปรียบเพื่อนๆ
ค. เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่ต้องให้ความร่วมมือต่อส่วนรวม

นักเรียนเลือก….ข้อ ก. เพื่อนๆ จะได้เห็นว่านักเรียนเป็นคนดีมีน้ำใจ

การที่นักศึกษาเลือกเหตุผลนี้ แสดงว่านักเรียนมองเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองคิดว่าถ้าหากทำดีจะมีคนเห็น จะมีคนชม คิดว่าตัวเองจะมีคุณค่าก็ต้องทำความดีให้คนอื่นเห็น ดังนั้น การทำความดีก็เพื่อหวังผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง มิได้ตั้งใจกระทำเพื่อต้องการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น

ดังนั้น เหตุผลนี้จึงไม่เหมาะ เพราะแสดงออกให้เห็นว่าใจแคบ คิดถึงแต่ความรู้สึกหรือความพอใจส่วนตัว ไม่ได้เกิดความรู้สึกสงสารเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หากว่าทุกคนในสังคมต่างมีความเห็นแก่ตัวหรือมีใจแคบ ไม่คิดสงสารและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันเช่นนี้แล้ว สังคมนั้นคงไม่เจริญอย่างแน่นอน

ดังนั้นเหตุผลนี้จึงไม่เหมาะ เพราะแสดงออกให้เห็นว่าเป็นคนใจแคบ คิดถึงแต่ความรู้สึกหรือความพอใจส่วนตัว ไม่ได้เกิดความรู้สึกสงสารเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หากว่าทุกคนในสังคมต่างมีความเห็นแก่ตัว หรือมีใจแคบ ไม่คิดสงสารและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันเช่นนี้แล้ว สังคมนั้นคงไม่เจริญแน่นอน

นักเรียนเลือก ข้อ ข.

นักเรียนละอายใจที่เอาเปรียบเพื่อนๆ

นักเรียนเลือกเหตุผลนี้ แสดงว่านักเรียนมีความสำนึกดี รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ถูกไม่ควร รู้จักคาดคะเนความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นว่าเขาคงไม่ชอบในการกระทำของเรา และมีความละอายต่อพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของตัวเอง

แต่เหตุผลนี้ยังไม่ดีที่สุด เพราะแสดงถึงความมีใจคับแคบอยู่นั้นเอง คิดคำนึงเฉพาะผลที่จะเกิดกับตัวเองในแวดวงระหว่างตัวเองกับเพื่อนๆ เท่านั้น มิได้มองให้ไกลออกไปถึงสังคมส่วนรวม การอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าทุกคนมัวคิดถึงความพอใจส่วนตัวกันหมด ก็จะไม่มีใครคิดถึงส่วนรวม หรือคิดถึงส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ความร่วมมือร่วมใจก็ไม่เกิดขึ้น ปัญหาความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย

นักเรียนเลือก…ข้อ ค. เป็นหน้าที่ของนักเรียน ต้องให้ความร่วมมือกับส่วนรวม

ยินดีมากค่ะ ที่นักเรียนเลือกข้อนี้

การให้ความร่วมมือต่องานของส่วนรวม จะทำให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน การร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม จะนำมาซึ่งความพร้อมเพรียงและสามัคคีในหมู่คณะ จะทำให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

การรับผิดชอบต่องานของส่วนรวม หรือการร่วมมือร่วมใจกัน โดยละวางความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง และเสียสละให้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทุกคนในสังคมควรปฏิบัติ

ขอแสดงความชื่นชมที่นักเรียนเป็นผู้มีจิตใจสูง รู้หน้าที่และมีความรับผิดชอบต่อสังคม และหากทุกๆ คนในสังคมรู้หน้าที่ของตนเองเช่นนี้ คงจะเกิดสันติสุขทั่วหน้ากัน

จุด พัก เหนื่อย
จากการฝึกมา 4 เรื่อง นักเรียนคงเข้าใจเหตุผลเช่นไร เป็นเหตุผลที่ดี สำหรับการตัดสินใจในเหตุการณ์ต่างๆ แม้เรื่องจะแตกต่างกันไป แต่หลักการตัดสินใจที่ดีนั้น คล้ายกัน หรือยึดหลักเดียวกัน เช่น

เหตุผลที่ดี
คือ เหตุผลที่นักเรียนได้คิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงผู้อื่นว่าเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร หรือเป็นเหตุผลที่นักเรียนตัดสินใจทำลงไปด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเหตุผลที่แสดงว่านักเรียนทำเพื่อให้คนอื่นเข้าใจ ทำเพื่อผู้อื่นมากกว่าเพื่อตนเอง จะทำให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ราบรื่น ไม่มีข้อขัดแย้งขุ่นเคืองกัน

สำหรับเหตุผลที่ไม่ดี
คือเหตุผลที่สนับสนุนแต่การทำเพื่อตัวเองเป็นสำคัญ เป็นเหตุผลที่คิดเพียงว่าตนจะได้รับผลประโยชน์จากการกระทำนั้นๆ หรือไม่ จะได้รับผลตอบแทนเพียงใด ทำตามที่คิดว่าตนเองพอใจ หรือทำเพื่อหวังให้ตนเองสบาย

เมื่อเราอยู่ร่วมกับคนในสังคม แต่เราคิดเห็นเพียงความสำคัญของตน หรือคิดถึงประโยชน์ที่ตนจะได้รับ โดยมิได้คำนึงถึงผู้อื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ร่วมกับเรา ซึ่งเขาอาจไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย หรือการกระทำของเราอาจทำให้เขาเสียหาย ทำให้เขาเดือดร้อน

ดังนั้น การกระทำ โดยคิดเพียงความสำคัญของตน จึงไม่เหมาะสมสำหรับการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม

อ่านตรงนี้สักนิด..ก่อนฝึกต่อไป
4 เรื่องที่ผ่านมา เป็นเรื่องระหว่างนักเรียนกับคนใกล้ชิดคุ้นเคยกันมาก่อน เราใช้เหตุผลที่คิดตัดสินใจแสดงพฤติกรรมต่อคนอื่นแบบ เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป ต้องคำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของคนอื่น คิดเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร

การคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นสิ่งจำเป็นมาก ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

เพราะจะทำให้เราและผู้อื่นเข้าใจกันได้ดี จะช่วยป้องกันและแก้ไข ความไม่เข้าใจกันได้

ในเรื่องที่จะฝึกต่อไปนี้ จะเป็นเรื่องระหว่างนักเรียนกับกลุ่มคนที่กว้างออกไปอันได้แก่ กลุ่มคนในชุมชน ในสังคม ซึ่งบางคนนักเรียนอาจไม่รู้จัก

การตัดสินใจและใช้เหตุผลที่นักเรียนเคยใช้ได้ดีกับเรื่องที่ผ่านมา อาจจะยังไม่ดีพออาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่ดีกว่าก็ได้ หลักการใช้เหตุผลแบบใดจะดีที่สุด ขอให้นักเรียนจำหลักการไว้จะเป็นประโยชน์มาก หากนักเรียนจะนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันจริงๆ

เรื่องที่ 5 ความหิวเป็นเหตุ
ชายผู้น่าสงสารคนหนึ่ง ได้เข้าไปขออาหารกินในร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีใครให้ เขาจึงคว้าหมูทอดชิ้นหนึ่งซึ่งวางอยู่ที่หน้าร้านแล้ววิ่งหนีไป เจ้าของร้านและลูกน้องช่วยกันไล่กวดจับจนทัน และด้วยความโมโห เจ้าของร้านและพวกจึงได้ซ้อมชายผู้นั้นจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนภรรยาเจ้าของร้านกล่าวกับสามีว่า ไม่สมควรซ้อมผู้ชายคนนี้

ในเรื่องนี้ หากนักเรียนเป็นเจ้าของร้าน ก็จะไม่ซ้อมชายผู้นั้นเช่นกัน

เหตุผลเพราะ………

ก. การซ้อมชายผู้นั้น นักเรียนไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา
ข. การซ้อมเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งผิดกฏหมาย
ค. ใครๆ ก็คงไม่เห็นด้วย ถ้าหากนักเรียนจะซ้อมผู้ชายคนนั้น

นักเรียนเลือก ข้อ ก. การซ้อมผู้ชายผู้นั้น นักเรียนไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้น

การทำ หรือการไม่ทำสิ่งใด โดยคิดแต่ตนเองจะได้รับประโยชน์ หรือไม่เท่านั้นนับว่าเป็นความคิดที่ยังยึดตัวเองเป็นสำคัญอยู่ ในเรื่องนี้นักเรียนไม่ทำร้ายผู้อื่น เพราะคิดไม่ได้ประโยชน์ คิดอย่างนี้แสดงว่า ถ้าได้รับประโยชน์แล้ว นักเรียนอาจจะซ้อมเขาก็ได้ คนอื่นๆ คงจะต้องเดือดร้อน เพราะการกระทำของนักเรียน และผลที่ตามมาก็คือ นักเรียนคงไม่มีใครชอบ มีแต่ศัตรู แม้จะได้สิ่งที่พอใจก็คงจะหาความสุขไม่ได้ นักเรียนคงไม่ต้องการเช่นนี้ใช่ไหมค่ะ

นักเรียนเลือก ข้อ ข. การซ้อมเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งผิดกฏหมาย

นักเรียนไม่ซ้อมชายผู้นี้ เพราะเห็นว่า การกระทำที่ผิดกฏหมายแสดงว่านักเรียนมีความเข้าใจกฏ ระเบียบของสังคมเป็นอย่างดี กฏระเบียบต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันของคน เพราะคนย่อมมีนิสัยใจคอและการกระทำต่างกัน บางคนอาจเห็นว่าการกระทำอย่างหนึ่งดี แต่บางคนอาจเห็นว่าไม่ดี การตัดสินใจกระทำโดยยึดความคิดของแต่ละคนอาจเกิดขัดแย้งกันขึ้นได้ การตัดสินใจที่ดีคือยึดตามความเห็นชอบของคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ชิด

แต่ในสังคมของเราประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม หลากพวก การตัดสินใจโดยยึดความพอใจของคนกลุ่มหนึ่ง อาจไปขัดแย้งกับกลุ่มอื่นได้ ดังนั้นในสังคมที่ประกอบด้วยคนหลาๆ กลุ่ม จึงต้องมีข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ได้แก่ กฏ กฏหมาย ระเบียบต่างๆ ซึ่งเมื่อทุกคนปฏิบัติตามข้อตกลงเหล่านี้อย่างเคร่งครัด ก็ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน ไม่ขัดแย้งกัน หากใครละเมิดข้อตกลงเหล่านี้ ถือว่าผิด

ดังนั้น การตัดสินใจ โดยยึดกฏ ระเบียบต่างๆ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงของสังคม จึงนับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และเป็นการใช้เหตุผลที่ดีมาก

นักเรียนเลือก ข้อ ค. ใครๆ ก็คงไม่เห็นด้วย ถ้านักเรียนซ้อมชายผู้นั้น

แสดงว่านักเรียนได้คิดถึงจิตใจ หรือความรู้สึกของผู้อื่น ประกอบด้วยว่าที่นักเรียนจะทำลงไปนั้น คนอื่นๆ จะเห็นด้วยหรือไม่ การคิดเช่นนี้โดยปกติแล้วน่าจะดี เพราะแสดงว่าเราทำในสิ่งที่ใครๆ เห็นว่าถูกต้อง แต่ความคิดเห็นของคนอื่นๆ นั้นอาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะความคิดของบางคน อาจลำเอียงเข้าข้างกันได้ เช่น กรณีนี้ถ้านักเรียนซ้อมชายผู้นั้น ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ ของนักเรียนอาจเห็นว่านักเรียนทำถูก ทั้งนี้เพราะเขาเป็นพวกของนักเรียน แต่หากเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของชายผู้นั้นอาจไม่พอใจและโกรธมาก

การคิดเพียงว่า คนอื่นเห็นด้วยหรือไม่ พอใจหรือไม่ ยังไม่พอ ควรจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องในสังคมส่วนรวมด้วย เพราะเรามิได้อยู่เพียงกับกลุ่มคนใกล้ชิดเท่านั้น แต่เรายังอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

รื่องที่ 6 บนรถโดยสารประจำทาง

ชายผู้หนึ่งโดยสารรถประจำทางไปต่างจังหวัด เนื่องจากรถแน่นเขาจึงต้องยืนไป พอดีมีชายคนหนึ่งลงระหว่างทาง ชายผู้นั้นเห็นที่นั่งว่าง เขาจึงรีบนั่งลง ทั้งๆ ที่ในรถคันนั้นก็มีเด็กและผู้หญิงยืนอยู่

หากนักเรียนเป็นชายผู้นั้น นักเรียนจะไม่นั่งที่นั่งนั้น

เหตุผลเพราะ….

ก. ถ้านั่ง คนอื่นเห็นอาจตำหนินักเรียนได้
ข. นักเรียนพอใจที่จะยืนมากกว่า
ค. ในสังคม คนที่แข็งแรงควรช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า

นักเรียนเลือก ข้อ ก. ถ้านั่ง คนอื่นเห็นอาจตำหนินักเรียนได้

การคิดเช่นนี้ แสดงว่านักเรียนมิได้คิดถึงเฉพาะความพอใจของตนเท่านั้น แต่ได้คิดถึงความรู้สึก หรือความพอใจของคนอื่นด้วย นักเรียนไม่ทำเพราะกลัวคนอื่นไม่พอใจ กลัวเขาตำหนิ การคิดเช่นนี้นับว่าดี สำหรับเมื่อนักเรียนอยู่กับคนที่รู้จัก หรือใกล้ชิดกัน เช่น ญาติหรือเพื่อนๆ แต่เมื่ออยู่กับคนมากๆ เช่น ในสังคมแล้ว นักเรียนจะพบว่า ความพอใจของคนแต่ละพวกแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกันไป บางกลุ่มอาจพอใจกับการทำดีแต่บางกลุ่มอาจพอใจกับการทำชั่ว การละเมิดกฏเกณฑ์ของสังคม เช่น กลุ่มโจร หรือคนบางกลุ่มชอบตำหนิ และกลั่นแกล้งคนทำถูก ทำดี ซึ่งถ้าเรายึดความพอใจหรือความชอบ หรือไม่ชอบเป็นหลักแล้ว ก็อาจทำให้เราทำในสิ่งที่ผิดได้

ดังนั้น เมื่อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากๆ มีคนหลายกลุ่ม หลายพวก จึงจำเป็นต้องมีข้อตกลง หรือหลักเกณฑ์บางอย่างที่จะช่วยให้คนได้รู้ว่า เขาควรทำอย่างไร และไม่ควรทำอย่างไร

นักเรียนเลือก ข้อ ข. นักเรียนพอใจที่จะยืนมากกว่า

การที่คนเราจะทำอะไร โดยยึดความพอใจของตนเป็นสำคัญเพียงอย่างเดียว นับว่าเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว เผอิญที่ความพอใจของนักเรียนในเรื่องนี้ เป็นความพอใจในการทำดีไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่ผิดกฏระเบียบของสังคม จึงไม่เกิดผลเสียหายอย่างไร แต่หากนักเรียนทำความตามความพอใจของตนอยู่เสมอ ในเรื่องอื่นๆ ด้วยก็มีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายขึ้นได้ เช่น นักเรียนเกิดทำในสิ่งที่ผิดกฏ ระเบียบหรือข้อตกลงของสังคมเข้า นักเรียนจะต้องมีความผิดแน่

จงจำไว้ว่า อย่าทำอะไร โดยคิดแต่ว่าเป็นสิ่งที่ตนพอใจเท่านั้น ต้องคิดให้กว้างออกไปอีกว่า สิ่งที่ตนพอใจนั้น ขัดกับสิ่งที่สังคมยอมรับ หรือไม่ จงทำในสิ่งที่สังคมยอมรับ หรือไม่ขัดกับข้อตกลงต่างๆ ของสังคมนั้น

นักเรียนเลือก….ข้อ ค. ในสังคม คนที่แข็งแรงควรช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า
นักเรียนเลือกเหตุผลข้อนี้ นับว่าดีมาก ทุกวันนี้เรามิได้อยู่ตัวคนเดียว และเราก็มิได้อยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตลอดเวลา ฉะนั้นการทำตามความพอใจของตน หรือการทำตามที่ผู้อื่นพอใจหรือเห็นว่าถูกต้อง จะใช้ได้ในกลุ่มน้อยๆ ที่คุ้นเคยกันดี หากนักเรียนต้องติดต่อเกี่ยวข้องกับตนทั่วไปในสังคมแล้ว การทำในสิ่งที่สังคมยอมรับว่าถูกต้อง หรือทำในสิ่งที่เป็นข้อตกลงของสังคม น่าจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด

การที่คนแข็งแรง ช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า โดยไม่จำเป็นต้องเป็นญาติหรือคนเคยรู้จักกันมาก่อน เป็นหลักที่สังคมของเรายกย่องว่า เป็นความดีงาม เป็นผู้มีจิตใจสูง การช่วยเหลือกันเช่นนี้จึงได้ชื่อว่า ทำในสิ่งที่สอดคล้องกับข้อตกลงของสังคมด้วย

เรื่องที่ 7 มะม่วงลูกดก

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่นักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังปฏิบัติงานเกษตรอยู่ซึ่งติดกับใกล้บ้านพักของคุณครูสาโรช ซึ่งมีต้นมะม่วง ซึ่งขณะนั้นมะม่วงกำลังออกลูกดก สุกน่ากิน ขณะที่ทุกคนกำลังทำงานอยู่ สมชายแอบเด็ดเอามะม่วงใส่กระเป๋าจนเต็มเพื่อเอาไปกินที่บ้าน แล้วกล่าวชวนให้สมนึกทำตาม

ถ้านักเรียนเป็นสมนึก นักเรียนจะไม่เด็ดมะม่วงของคุณครูสาโรช ตามคำชี้ชวนของสมชาย

เหตุผลเพราะ

ก. เป็นการละเมิดระเบียบของสังคมที่เอาของผู้อื่น ไปเป็นของตัวเอง
ข. ถ้าคุณครูเห็น จะถูกลงโทษ
ค. การที่นักเรียนทำเช่นนี้ ไม่มีใครว่าดี

นักเรียนเลือก ข้อ ก. เป็นการละเมิดระเบียบสังคม ที่เอาของผู้อื่นไปเป็นของส่วนตัว

ดีใจด้วยที่นักเรียนเลือกเหตุผลข้อนี้

คนที่คิดอย่างนี้ เรียกว่าเป็นคนฉลาด และจะสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ นักเรียนคงเข้าใจดีว่า การเอาของที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตก็คือการขโมย การขโมยมะม่วงถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมาย เพราะเป็นการหยิบเอาของผู้อื่นไปเป็นส่วนตัว โดยไม่ได้อนุญาต และยังเป็นการผิดต่อวินัยของพระพุทธศาสนา ผิดศีลข้อ 2 อีกด้วย

การตัดสินใจโดยยึดความถูกต้องตามระเบียบของสังคมนี้ ที่ว่าดีก็เพราะระเบียบกฏเกณฑ์ของสังคมเป็นข้อตกลงที่คนส่วนใหญ่ในสังคมร่วมมือกันสร้างขึ้น และถือปฏิบัติตามการทำตามข้อตกลงดังกล่าว แม้บางครั้งจะขัดแย้งกับความพอใจ หรือขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม แต่ก็ช่วยให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ได้มากกว่า

การทำตามระเบียบและข้อตกลงของสังคม จึงนับว่าถูกต้องที่สุด

นักเรียนเลือก ข้อ ข.ถ้าคุณครูเห็น จะถูกลงโทษ

นักเรียนใช้เหตุผลข้อนี้ แสดงว่านักเรียนคืดที่จะทำดีเฉพาะเมื่อมีคนมองเห็นเท่านั้น ถ้าไม่มีใครเห็น ก็จะทำอะไรตามใจที่ตนอยากทำ คนที่คิดเช่นนี้แสดงว่ายึดเอาตัวเองเป็นสำคัญ เป็นคนใจแคบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวฝ่ายเดียว

การกระทำของนักเรียนครั้งนี้ หากคุณครูมองไม่เห็น นักเรียนก็ไม่เดือดร้อนไม่ถูกลงโทษ ก็รอดตัวไป แต่ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนก็คือ จะทำให้นักเรียนคิดกำเริบ คิดฉวยโอกาสอยู่ร่ำไป นานๆ ไปก็ติดนิสัยเป็นคนคดโกง คอรับชั่น คิดฉวยโอกาสเบียดบังผลประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ร่ำไป

หากนักเรียนเป็นคนเช่นนี้ จะไม่มีใครยอมรับ เป็นบุคคลที่สังคมรังเกียจ ดังนั้น หากนักเรียนต้องการที่จะทำให้ตัวเรามีความสุข และสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมเป็นสุขได้ นักเรียนควรคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองให้น้อยลง คิดถึงการกระทำของผู้อื่น และส่วนรวมให้มาก

นักเรียนเลือก ข้อ ค.

การที่นักเรียนทำเช่นนี้ ไม่มีใครว่าดี
เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง เพราะการอยู่ร่วมกันในสังคม เราไม่ควรยึดตามความพอใจของเราแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับความพอใจของคนในสังคมด้วย

เรื่องที่ 8 เพื่อนเกเร

ธีระเป็นคณะกรรมการนักเรียน ได้รับมอบหมายจากคุณครูให้สอดส่องดูแลความประพฤติของนักเรียน แล้วรายงานให้ฝ่ายกิจการนักเรียนทราบ วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งของธีระทำผิดร้ายแรง คือหนีโรงเรียนไปดื่มสุราแล้วมีเรื่องชกต่อยกัน ธีระจึงนำเรื่องนี้รายงานให้คุณครูฝ่ายกิจการนักเรียนทราบ

ถ้านักเรียนเป็นธีระ ก็จะรายงานให้คุณครูทราบเช่นกัน

ก.นักเรียนอาจได้รางวัล จากการทำดีครั้งนี้
ข. เป็นหน้าที่ที่นักเรียนได้รับมอบหมาย ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์
ค. ใครๆ ก็คงยอมรับว่านักเรียนทำได้ถูกต้อง

นักเรียนเลือก ข้อ ก. นักเรียนอาจได้รับรางวัล จากการทำความดีครั้งนี้

ที่เลือกเหตุผลนี้ นักเรียนรายงานความผิดของเพื่อน เพื่อหวังที่จะได้รับรางวัลหรือสิ่งตอบแทน หากไม่คิดจะได้รับรางวัลก็คงไม่รายงานใช่ไหม เสียใจด้วย หากนักเรียนคิดเช่นนี้ ใครก็ตามที่ทำอะไรเพียงเพื่อหวังผลตอบแทน หวังรางวัลหรือหวังว่าตนจะได้รับประโยชน์ คนผู้นั้นอาจเป็นผู้ที่ทำความผิดได้ง่าย เพราะเขาอาจทำอะไรก็ได้เพื่อรางวัล หากผู้ใดเป็นคนทอะไรเพื่อหวังรางวัลแต่เด็กๆ แล้ว เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่อาจเป็นอันตรายต่อสังคม เช่น อาจมีคนจ้างไปทำทุจริต จ้างไปทำร้ายหรือฆ่าคน กระทั่งจ้างไปทำสิ่งที่เป็นภัยต่อประเทศชาติ หากนักเรียนเคยเป็นคนที่ทำอะไรเพื่อหวังรางวัล จงเลิกเสีย เมื่อนักเรียนโตเป็นผู้ใหญ่ควรต้องมีเหตุผลที่ดี จะทำอะไรควรต้องคำนึงถึงสังคม หรือส่วนรวมให้มากอย่ามัวคิดถึงตัวเราเองฝ่ายเดียว

ทำดี เอาหน้า

นักเรียนเลือก ข้อข. เป็นหน้าที่ ที่นักเรีนยได้รับมอบหมาย ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์

นักเรียนเลือกเหตุผลข้อนี้ แสดงว่านักเรียนต้องคำนึงถึงหน้าที่ที่ตนทำอยู่ และพยายามที่จะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นเหตุผลที่ดีมาก นับว่านักเรียนเป็นคนดีที่ปฏฺบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การกระทำตามหน้าที่นี้นับว่าเป็นความสำคัญมากสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม เพราะในสังคมทุกคนต้องมีหน้าที่รับผิดขอบร่วมกัน เช่น พ่อ แม่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อลูก ครู อาจารย์มีหน้าที่รับผิดชอบต่อนักเรียน นักเรียนเมื่ออยู่บ้านก็ต้องทำหน้าที่ต่อพ่อ แม่ ต่อพี่น้อง เมื่ออยู่ในโรงเรียนก็ต้องมีหน้าที่ต้องกระทำต่อเพื่อนๆ ต่อคุณครู ต่อโรงเรียน หากใครคนหนึ่งไม่ทำตามหน้าที่สังคมอาจเกิดความยุ่งยาก หากนักเรียนไม่รายงานให้คุณครูทราบ เพื่อนคนอื่นๆ ของนักเรียนอาจทำผิดอีกโดยโรงเรียนไม่ทราบ ผลเสียจะเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม

การทำตามหน้าที่ของเราอาจทำให้คนบางคน หรือคนบางกลุ่มไม่พอใจเรา แต่ก็ไม่มีใครว่าเราได้ เพราะการกระทำนั้นมีผลดีต่อคนส่วนใหญ่ ต่อสังคมมากกว่า

ฉะนั้นการทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จึงนับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และสังคม

สังคมเราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและเจริญได้ ก็โดยที่ทุกคนรู้จักหน้าที่ และทำตามหน้าที่ของตนให้สมบรูณ์

นักเรียนเลือก ข้อ ค. ใครๆ ก็คงยอมรับว่านักเรียนทำถูกต้อง

เลือกเหตุผลนี้ แสดงว่านักเรียนเป็นคนรอบคอบพอสมควร เพราะได้คำนึงถึงความเห็น หรือจิตใจของคนอื่น พยายามทำอย่างที่คนอื่นคิดว่าถูกต้อง แต่ความคิดความเห็นของคนอื่นอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป กรณีนี้หากคนอื่นๆ ที่กระทำความผิดนี้เป็นญาติ หรือเป็นเพื่อนสนิทของนักเรียน เขาคงเห็นว่านักเรียนไม่ควรรายงานแก่ฝ่ายกิจการนักเรียน และถ้านักเรียนทำตามที่พวกเขาคิด ก็จะทำให้นักเรียนมิได้ทำในสิ่งที่ควรทำ

การตัดสินเหตุการณ์ในสังคม จะใช้แต่ความพอใจของคนบางคน หรือคนบางกลุ่มบางพวกไม่ได้ นักเรียนจะต้องมีหลักการตัดสินใจที่แน่นอน และเชื่อว่าถูกต้องสำหรับสังคมโดยส่วนรวม คือทำในสิ่งที่ถูกต้องดีกว่าทำในสิ่งที่ถูกใจ

สรุป การอยู่ร่วมกันในสังคม หากเราทำหรือไม่ทำอะไรามความพอใจของเรา และทำหรือไม่ทำอะไรตามความพอใจของคนบางกลุ่มบางพวกนั้น อาจเป็นสิ่งที่ถูกใจ แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง อาจเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ อาจเป็นการเบียดบังผลประโยชน์ของส่วนรวม หรืออาจผิดศีลธรรม ผิดกฏหมาย หรือขัดต่อระเบียบ และข้อตกลงของสังคม

ดังนั้น การที่นักเรียน จะตัดสินใจทำอะไรลงไปควรหาหลักที่จะช่วยตัดสินใจได้ถูกต้อง เพื่อจะได้ไม่ทำให้ตัวเราเองเดือดร้อน ผู้อื่นเดือดร้อน และสังคมเดือดร้อน

เหตุผลที่ดี ในการตัดสินใจก็คือ

จะต้องตัดสินใจโดยการยึดเอากฏเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมเป็นหลัก กฏเกณฑ์เหล่านนั้นได้แก่ ระเบียบ ข้อบังคับ กฏหมาย ประเพณี ศีลธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ บุคคลในสังคมได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา และบุคคลทุกคนจะต้องยึดถือและปฏิบัติตาม ฉะนั้นถ้าเราตัดสินใจเพื่อทำหรือไม่ทำ สิ่งใด โดยพิจารณาให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์ของสังคม การกระทำของเราจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสังคมยอมรับ

ขอยกนิ้วให้.. เป็นหนึ่ง… ที่ศึกษามาจนจบ..

เอกสารอ้างอิง: บทเรียนสำเร็จรูป เอกสารประกอบการสอนวิชาการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม กุหลาบ มงคล,ชุดผลงานทางวิชาการของข้าราชการครู ฉบับเฉลิมพระเกียรติ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: การบริหารจิตและเจริญปัญญา ::

พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่เน้นเรื่อง การฝึกควบคุมการ วาจาและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาถือว่าเมื่อกาย วาจา สงบนิ่ง และควบคุมจิตให้สนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ความรู้ความเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นตามมา การควบคุมกาย วาจา ให้สงบเรียบร้อย เรียกว่า ศีล การควบคุมจิตให้สนใจสนใจเพียงเรื่องเดียว เรียกว่า สมาธิ ความรู้ ความเข้าใจตามสภาพความเป็นจริง เรียกว่า ปัญญา ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา รวมเรียกว่า ไตรสิกขา กล่าวเฉพาะสมาธิและปัญญา พระพุทธศาสนาได้แสดงวิธีควบคุมที่เรียกว่า การบริหารจิตและการเจริญปัญญา ไว้หลายวิธี

ความหมายของการบริหารจิตและการเจริญปัญญา
การบริหารจิต หมายถึง การบำรุงรักษาจิตให้มีความเข็มแข็ง มีพลังและมีประสิทธิภาพปกติจิตของบุคคลทั่วไป จะซัดส่ายไปตามสิ่งที่มากระทบอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการกวัดแกว่ง เหนื่อยล้า วิธีบำรุงรักษา คือ การทำให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ไม่คิดถึงเรื่องอื่นในขณะนั้น ซึ่งเรียกว่า จิตเป็นสมาธิ
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความสงบ ความมั่นคง และความเข็มแข็งก็จะเกิดขึ้น ที่สำคัญ ปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

การเจริญปัญญา หมายถึง การฝึกฝนอบรมหรือการพัฒนาตนให้เกิดปัญญา 3 ประการ ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการศึกษาเล่าเรียน ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาและปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ซึ่งปัญญาทั้ง 3 นี้ต้องอาศัยจิตที่เป็นสมาธิเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบรูณ์

วิธีการบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4
การบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนานั้นมีหลากหลายวิธี เฉพาะการบริหารจิตมีถึง 40 วิธี แต่ในชั้นนี้จะให้นักเรียนศึกษาและฝึกปฏิบัติเพียง 1 วิธีเท่านั้น คือ การบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4
สติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้รู้และเข้าใจตามที่เป็นจริงมี 4 อย่าง คือ
1. การตั้งสติพิจารณากาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้อย่างเท่าทันในเรื่องของกายและอิริยาบทของร่างกาย ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน และอื่นๆ

  • การตั้งอิริยาบถยืนให้นักเรียนยืนด้วยอาการสำรวม ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับมือซ้ายวางไว้ตรงกระเบนเหน็บ หรือวางไว้ข้างหน้าบริเวณสะดือ ยืนตัวตรง หลับตาสำรวมจิตให้สติจับอยู่ที่ร่างกาย อย่าได้ให้ออกไปนอกกาย กำหนด ยืนหนอ ช้าๆ โดยเริ่มจากศีรษะลงมาปลายเท้า และจากปลายเท้าขึ้นไปบนศีรษะ กลับขึ้น-ลง ครบ 5 ครั้ง แต่ละครั้งแบ่งเป็น 2 ช่วง
    • ช่วงแรก กำหนดคำว่า ยืน สำรวจจิตเอาสติตามวาดมโนภาพร่างกายจากศีรษะลงมาหยุดที่สะดือ กำหนดคำว่า หนอ จากสะดือไปปลายเท้า นับเป็น 1 ครั้ง
    • ช่วงที่สอง กำหนดกลับขึ้น คำว่า ยืน กำหนดจากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ กำหนดจากสะดือไปกลางกระหม่อม นับเป็น 2 ครั้ง
  • การกำหนดอิริยาบถเดิน กำหนดให้รู้เฉพาะอิริยาบถเดินอย่างเดียว การกำหนดอิริยาบถเดินหรือที่เรียกว่า การเดินจงกรม นั้นมี 6 ระยะ ในที่นี้จะกล่าวเพียง 4 ระยะ ดังนี้
    • กำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ก่อนจะเดินให้สำรวมจิตอยู่ที่เท้าขวา ตั้งสติไว้ที่เท้าขวาแล้วกำหนดในใจว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขึ้นจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว สติระลึกรู้พร้อมกับส้นเท้าขวาที่ยกขึ้น กำหนดย่าง ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าช้าๆ โดยมีสติระลึกรู้พร้อมกับเท้าขวาที่เคลื่อนไปข้างหน้า เมื่อก้าวเท้าเสร็จหยุดค้างไว้ โดยเท้ายังไม่เหยียบพื้นพอกำหนด หนอให้ค่อยๆ วางเท้าลงให้ถึงพื้น โดยปลายเท้าและส้นเท้าลงพร้อมกัน สติระลึกรู้พร้อมกับเท้าที่ลงสัมผัสพื้น
      จากนั้น สำรวมจิตไว้ที่เท้าซ้าย ตั้งสติไว้ที่เท้าซ้ายแล้วกำหนดว่า ซ้าย ย่าง หนอ (ในลักษณะเดียวกันกับขวาย่างหนอ) สลัยกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ การเดินให้เดินช้าๆ ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ 1 คืบเป็นอย่างมาก เพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น ส่วนสายตาให้ดูที่เท้าหรือมองที่พื้นในระยะไม่เกิน 3 ก้าว
      เมื่อเดินสุดสถานที่ ให้นำเท้ามาเคียงกัน ยืนตัวตรง หลับตา กำหนด ยืนหนอ ช้า ๆอีก 5 ครั้ง จากนั้นให้ลืมตาก้มหน้าลงดูปลายเท้า เพื่อทำท่ากลับต่อไป
      ท่ากลับ การกลับกำหนดว่า กลับหนอ 4 ครั้ง
      ครั้งที่ 1 ยกปลายเท้า ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา 90 องศา พร้อมกับกำหนด กลับ โดยใช้สติอยู่ที่ส้นเท้าขวา เมื่อได้ 90 องศาแล้ว ก็ค่อยๆ วางปลายเท้าลง พร้อมกับกำหนดว่า หนอ
      ครั้งที่ 2 เคลื่อนเท้าซ้ายมาชิดกับเท้าขวา พร้อมกับกำหนด กลับ โดยให้สติอยู่ที่เท้าซ้ายที่เคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ วางเท้าซ้ายลงพร้อมกับกำหนด หนอ
      ครั้งที่ 3 ทำเหมือนครั้งที่ 1
      ครั้งที่ 4 ทำเหมือนครั้งที่ 2 ซึ่งอยู่ในทางกลับหลังหันพอดี
      จากนั้นให้กำหนด ยืนหนอ ช้าๆ อีก 5 ครั้ง และลืมตาก้มหน้ามองดูปลายเท้าแล้วกำหนดเดินต่อไป กระทำเช่นนี้จนหมดเวลาที่ต้องการการกำหนดเดิน ระยะที่ 2 ยกหนอ เหยียบหนอ ระยะที่ 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ มีวิธีการเดินในลักษณะเดียวกันกับระยะที่ 1 แต่มีความละเอียดในการกำหนดมากขึ้น ดังนี้
      ระยะที่ 2 กำหนดว่า ยกหนอ เหยียบหนอ
      ระยะที่ 3 กำหนดว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
      ระยะที่ 4 กำหนดว่า ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
  • การกำหนดอิริยาบถนั่ง กระทำต่อจากการเดินจงกรมอย่าให้ขาดตอน เมื่อเดินจงกรมถึงสถานที่นั่ง กำหนด ยืนหนอ อีก 5 ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน แล้วกำหนดปล่อยมือลงข้างตัวว่า ปล่อยมือหนอๆ ช้าๆ จนกว่าจะสุดมือ เวลานั่งค่อยๆ ย่อตัวลง พร้อมกับกำหนดตามอาการที่ทำไปจริง เช่น ย่อตัวหนอ ท้าวพื้นหนอ คุกเข่าหนอ นั่งหนอ
    วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่ท้อง พองยุบ เวลาหายใจเข้าท้อง กำหนดว่า พองหนอ ใจที่นึกถับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออก ท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหนอ ใจที่นึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่การพองการยุบของท้องเท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงที่ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นไปว่าท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด
  • การกำหนดอิริยาบถนอน ค่อยๆ เอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอนหนอ ๆ ช้า ๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้ วให้เอาสติมาจับที่ท้อง แล้วกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปเรื่อยๆ ให้คอยสังเกตให้ดีว่าจะหลับไปตอนพองหรือตอนยุบ
  • การกำหนดอิริยาบถต่างๆ การกระทำกิจการต่างๆ เช่น การรับประทานอาหาร ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง คือ มีสติสัมปชัญญะเป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
  • การกำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เมื่อตาเห็นรูป ให้กำหนดเห็นหนอ ๆ ตั้งสติไว้ที่ตา หูได้ยินเสียง ให้กำหนดว่า ได้ยินหนอๆ ตั้งสติไว้ที่หู จมูกได้กลิ่น ให้กำหนดว่า กลิ่นหนอๆ ตั้งสติไว้ที่จมูก เวลาลิ้นได้รส ให้กำหนดว่า รสหนอ ๆ ตั้งสติไว้ที่ลิ้น กายถูกเย็นร้อยอ่อนแข็ง ให้กำหนดว่า ถูกหนอๆ ให้สติไว้ตรงกายที่สัมผัส ใจนึกถึง ให้กำหนด คิดหนอๆ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่

2. การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวลา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้อย่างเท่าทันเรื่องเวทนา เมื่อเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ก็รู้ตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ ในขณะเดินจงกรมและนั่งสมาธิอยู่นั้น เมื่อมีเวทนาต่างๆ เกิดขึ้น เช่น เจ็บปวด เมื่อย คัน ชา เป็นต้น ให้ตั้งสติกำหนดตามความรู้สึกนั้นๆ ว่า เจ็บหนอ ปวดหนอ เมื่อยหนอ คันหนอ ชาหนอ จนกว่าความรู้สึกนั้นจะหายไป และเมื่อความรู้สึกนั้นหายไปแล้ว ให้กลับมากำหนด พองยุบเหมือนเดิม

3. การตั้งสติสติกำหนดพิจารณาจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้ทันสภาพหรืออาการของจิตว่า จิตในขณะนั้นๆ เป็นอย่างไร ก็รู้ตามที่มันเป้นอยู่ในขณะนั้นๆ เช่น ในขณะเดินจงกรมและนั่งสมาธิ เมื่อจิตคิดถึงเรื่องต่างๆ ให้ตั้งสติกำหนดที่ลิ้นปี่ว่า คิดหนอ เมื่อจิตเกิดความยินดีหรือชอบใจขึ้น ให้กำหนดว่า ยินดีหนอ ชอบใจหนอ เมื่อจิตโกรธ กำหนดว่า โกรธหนอ

4. การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้ทันสิ่ง ปรากฏการณ์ หรืออารมณ์ ที่เกิดกับจิตที่คิดเป็นกุศล อกุศล หรือที่เป็นกลางๆ (ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล) อาศัยเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยดับไป สิ่งปรากฏการณ์ หรืออารมณ์นั้น ก็ดับไปด้วย ไม่มีสิ่งใดมีตัวตนที่แท้จริง

การแผ่เมตตา และการอุทิศส่วนกุศล
ทุกครั้งที่ฝึกบริหารจิตและเจริญปัญญา นักเรียนควรแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลในขณะที่ยังหลับตาอยู่จนกว่าจะแผ่เมตตา และอุทิศส่วนกุศลเสร็จจึงลืมตา การตั้งใจแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลควรออกเสียงดังๆ (โดยในระยะแรกๆ ครูควรกล่าวนำก่อน)

การแผ่เมตตา ให้นักเรียนนั่งอยู่ในท่าสมาธิ
การอุทิศส่วนกุศล ให้นักเรียนเปลี่ยนท่านั่งไปเป็นท่านั่งพับเพียบและประนมมือ

คำกล่าวนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 หน)

บทแผ่เมตตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหารันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ

บทอุทิศส่วนกุศล
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า
ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครู อุปัชฌาย์ และอาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอให้ครู อุปัชฌาย์ และอาจารย์ของข้าพเจ้าจงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวทะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลาย
ขอให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย
ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย
ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลาย
ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงมีควมสุขทั่วหน้ากันเทอญ

ประโยชน์ของการบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4
การบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปฏิฐาน 4 มีผลดีหรือประโยชน์ต่อผู้ฝึกฝนอบรมหลายประการ ซึ่งแยกกล่าวได้ดังนี้
ประโยชน์ของการบริหารจิต
การบริหารจิตอยู่เป็นประจำ ย่อมได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ด้านการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ การทำจิตใจสบาย ไม่มีความวิตกกังวล ความเครียด มีความจำดีขึ้น แม่นยำขึ้น ทำสิ่งต่างๆ ไม่ผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อย เพราะมีสติสมบูรณ์ขึ้น การศึกษาเล่าเรียนและการทำงาน เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การมีจิตเป็นสมาธิ ยังทำให้นอนหลับง่ายและหลับสนิท รวมทั้งมีผลเกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ชะลอความแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย และรักษาโรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น
  • ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ได้แก่ ทำให้บุคลิกภาพเข็มแข็ง หนักแน่นมั่นคง สงบเยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด มีความสุภาพอ่อนโยน ดูสง่ามีราศี องอาจน่าเกรงขาม มีอารมณ์เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่เซื่องซึม สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ ได้
  • ด้านประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การบรรลุมรรคและนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ผู้ที่จะบรรลุถึงประโยชน์ระดับนี้ได้นั้น ต้องมีจิตที่สงบแน่วแน่มาก คือ ต้องได้สมาธิระดับสูง

ประโยชน์ของการเจริญปัญญา
ผู้ที่ฝึกฝนอบรมหรือพัฒนาตนให้มีปัญญาย่อมได้รับประโยชน์ ดังนี้

  • ด้านประโยชน์ต่อตนเอง เช่น ทำให้เป็นคนที่มีเหตุผลและใช้เหตุผลวิเคราะห์สิ่งต่างๆ จนเกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งนั้นๆ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง รู้จักอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม ช่วยให้เราเลือกทำตามความชอบธรรมมากกว่าอารมณ์ ทำให้วิถีชีวิตโดยส่วนรวมเป็นระเบียบและดีงาม ประโยชน์ต่อตนเองที่สำคัญที่สุด คือ ช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลส เพราะมีปัญญารู้เท่ากิเลสต่างๆ ทำให้กำจัดละวางกิเลสเหล่านั้นได้
  • ประโยชน์ต่อสังคม กล่าวโดยสรุป ถ้าทุกคนในสังคมมีปัญญา คิดดี ทำดี และพูดดี ไม่ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ปัญหาต่างๆ เช่น ความขัดแย้ง การแบ่งแย่งชิงดี ชิงเด่น การทะเลาะวิวาท การคดโกง ก็ลดลง สังคมก็สงบเรียบร้อยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

3 Comments

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: สุชีพ ปุญญานุภาพ ::

ประวัติและผลงาน

สุชีพ ปุญญานุภาพ ชื่อเดิมว่า บุญรอด สงวนเชื้อ เป็นบุตรชายของนายอ่วม และนางทองคำ สงวนเชื้อ เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2460 ณ หมู่บ้านตลาดบางไทรป่า ตำบลไทรป่า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

การศึกษาเบื้องต้น

เมื่อวัยเด็ก สุชีพได้เข้าเรียนหนังสือในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลวัดโพธิ์ ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เมื่อจบชั้นประถมชั้นปีที่ 1 แล้วได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดสัมปทวน ตำบลวัดแค อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่ออายุ 12 ปี การบรรพชา-อุปสมบท เมื่อจบชั้นประถมศึกษาตามเกณฑ์แล้ว สุชีพได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสัมทวน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2473 โดยมีพระปฐมนคราจารย์ (วงศ์ โอทาตวณโณ) เจ้าอาวาสวัดสัมปทวน และเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เป็นผู้บวชให้ สามเณรบุญรอดหลังจากบวชแล้วได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดกันยาตุยาราม เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร และได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักวัดเทพศิริทราวาส จนสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค ซึ่งเป็นประโยคสูงสุด สำเร็จใน พ.ศ.2482

ผลงานขณะเป็นพระภิกษุ

หลังจากจบการศึกษาชั้นสูงสุดแล้ว สุชีโว ภิกขุ ได้รับมอบหมายงานและตำแหน่งต่างๆ หลายอย่าง เช่น พ.ศ.2482-2492 ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่จัดทำนิตยสารธรรมจักษุ พ.ศ.2484 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสังฆสภา ตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 พ.ศ.2489 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระศรีวิสุทธิญาณ พ.ศ.2486-2487 เสนอโครงการตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น และใน พ.ศ.2488 คณะสงฆ์เห็นชอบได้มีคำสั่งตั้งสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต) ผลงานทางพระพุทธศาสนาที่โดดเด่นของสุชีโว ภิกขุ คือ ผลงานด้านวรรณกรรม ซึ่งมีวรรณกรรรมประเภทร้อยกรอง สุภาษิต ความเรียง ชุมชนบทความสั้น ชุมนุมบันทึกเบ็ดเตล็ด ปาฐกถาทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่สำคัญท่านเป็นคนแรกที่ริเริ่มการแต่งจินตนิยายอิงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยอาศัยหลักฐานจากคัมภีร์พระไตรปิฏกฝ่ายเถรวาทล้วนๆ ทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในรูปแบบจินตนิยายอิงหลักธรรมได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา นอกจากผลงานด้านวรรณกรรมแล้ว ผลงานที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของสุชีโว ภิกขุคือ

  1. การร่วมกันก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกชนสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล) ขึ้น ณ ประเทศศรีลังกา เมื่อ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2493
  2. ท่านยังเป็นพระภิกษุไทยรูปแรกที่สามารถแสดงพระธรรมเทศนาเป็นภาษาอังกฤษแก่ชาวต่างประเทศ

ผลงานขณะเป็นฆราวาส

สุชีโว ภิกขุ หลังจากลาสิกขา (สึก) แล้วใช้ชื่อว่า สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้ปฏิบัติงานทั้งในด้านราชการ รัฐวิสาหกิจ และงานด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  1. เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม (พ.ศ.2495-2501)
  2. เป็นรองผู้อำนวยการ อ.ส.ท.ฝ่ายการส่งเสริม (พ.ศ.2519-2520)
  3. เป็นอาจารย์พิเศษวิชาศาสนาเปรียบเทียบ ในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
  4. เป็นอนุกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
  5. เป็นที่ปรึกษาองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล. :2523 )

ด้วยผลงานด้านการศึกษาดังกล่าวข้างต้น อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ จึงได้รับการยกย่องเกรียติคุณให้เป็น นักปราชญ์ทางปรัชญาศาสนา และได้รับมอบปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาต่างๆ จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น

  1. สาขาวิชาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2539
  2. ศาสนศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ.2542 เป็นต้น

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งในและต่างประเทศ คือ

  1. ตริตาภรณ์มงกุฏไทย (ต.ม.) 5 ธันวาคม พ.ศ.2495
  2. ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) 5 ธันวาคม พ.ศ.2496
  3. ทวิติยาภรณ์มงกุฏไทย (ท.ม.) 5 ธันวาคม พ.ศ.2497
  4. สิธุ (พม่า) 19 มกราคม พ.ศ2499
  5. ล้านช้างร่มขาวชั้น 3 (ลาว) 2 พฤษภาคม พ.ศ.2499

อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้ปฏิบัติงานต่างๆ ด้วยดีและเป็นผู้มมีสุขภาพสมบรูณ์มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2543 ท่านป่วยและเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2543 ท่านได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ รวมอายุได้ 83 ปี 21 วัน คุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ มีคุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตหลายประการ พอสรุปได้ดังนี้

  1. เป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน
  2. เป็นผู้มีความตั้งใจจริง
  3. เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน
  4. เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

“จุดที่เยี่ยมยอดของโลกคือใจ ชีวิตที่ยิ่งใหญ่คือชีวิตที่อยู่ด้วย ทาน ศีล ภาวนา เมตตา และกตัญญู”

“สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้จะทำความผูกพัน และมั่นใจให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียวโดยความไม่สมหวังตลอดไป อนาคตที่ยังไม่มาถึงก็เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย”
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

ประวัติโดยย่อ
ท่าน กำเนิดในสกุลแก่นแก้ว บิดาชื่อคำด้วง มารดาชื่อจันทร์ เพีย ( พระยา ) แก่นท้าวเป็นปู่ นับถือพุทธศาสนา เกิดวันพฤหัสบดีเดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนมกราคมพ.ศ.๒๔๑๓ ณ บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ( ปัจจุบันคือ บ้านคำบง ต.สงยาง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี ) มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๗ คน ท่านเป็นบุตรคนหัวปีท่านเป็นคนร่างเล็ก ผิวขาวแดงแข็งแรงว่องไวสติปัญญาดีมาตั้งแต่กำเนิดฉลาดดี

เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายได้เรียนอักขรสมัยในสำนักของอา คือเรียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรธรรมและอักษรขอมอ่านออกเขียนได้นับว่าท่านเรียนได้รวด เร็ว เพราะมีความทรงจำดี และมีความขยันหมั่นเพียรชอบการเล่าเรียนศึกษา
เมื่อ ท่านอายุได้ ๑๕ ปี ได้บรรพชา เป็นสามเณรในสำนักวัดบ้านคำบง ใครเป็นบรรพชาจารย์ไม่ปรากฏ ครั้นบวชแล้วได้ศึกษาหาความรู้ทางพระศาสนามีสวดมนต์และสูตรต่างๆ ในสำนักบรรพชาจารย์ จดจำได้รวดเร็ว อาจารย์เมตตาปรานีมาก เพราะ เอาใจใส่ในการเล่าเรียนดี ประพฤติปฏิบัติเรียบร้อย เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้

เมื่ออายุท่านได้ ๑๗ ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้านท่านก็ได้ลาสิกขาออกไปช่วยงาน ของบิดามารดาเต็มความสามารถ ท่านเล่าว่าเมื่อลาสิกขาไปแล้วยังคิดที่จะบวชอีกอยู่เสมอไม่ลืมเลย คงเป็นเพราะอุปนิสัยในทางบวชมาแต่ก่อนอย่างหนึ่งอีกอย่าง หนึ่งเพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า

“เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายาก”

คำสั่ง ของยายนี้ คอยสะกิดใจอยู่เสมอ ครั้นอายุท่านได้ ๒๒ ปี ท่านเล่าว่ามีความอยากบวชเป็นกำลัง จึงอำลาบิดา มารดาบวชท่านทั้งสองก็อนุญาตตามประสงค์ท่านได้เข้าศึกษาในสำนักพระอาจารย์เสาร์ ( หลวงปู่เสาร์ ) กันตสีโล วัดเลียบ เมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี

อุปสมบท เป็นภิกษุภาวะในพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง(วัดศรีอุบลรัตนาราม)อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระ อุปฌายะ พระครูสีทาชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ ( สุ่ย ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๖

พระอุปัชฌายะขนานนามมคธให้ว่า “ภูริทัตโต”แปลว่า “ผู้ให้ปัญญา ผู้แจกจ่ายความฉลาด” เสร็จอุปสมบทกรรมแล้ว ได้กลับมาศึกษาวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ณ วัดเลียบต่อไป เมื่อแรกอุปสมบทท่านพำนักอยู่วัดเลียบ โดยได้เรียนกรรมฐานจากพระอาจารย์เสาร์เมื่องอุบลเป็นปกติและได้ออกไปอาศัยอยู่วัดบูรพาราม เมือง อุบลราชธานีเป็นครั้งคราว

ใน ระหว่างนั้นได้ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้น อันเป็นส่วน แห่งพระวินัย คือ อาจาระความประพฤติมารยาท อาจริยวัตร และอุปัชฌายวัตรปฏิบัติได้เรียบร้อยดีจนเป็นที่ไว้วางใจของพระอุปัชฌาจารย์และได้ศึกษาข้อปฏิบัติอบรมจิตใจคือเดินจงกรมนั่งสมาธิกับการสมาทานธุดงควัตรต่างๆ

บำเพ็ญเพียร

ในสมัยต่อไปได้แสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่างๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฏที่แจ้ง หุบเขา ซอกเขา ห้วย ธารเขา เงื้อมเขา ท้องถ้ำ เรือนว่างทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง แล้วลงไปศึกษากับนักปราชญ์ทางกรุงเทพ จำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม หมั่นไปสดับธรรมเทศนากับเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ( จันทร์ ) ๓ พรรษา แล้วออกแสวงหาวิเวกในถิ่นภาคกลาง คือถ้ำสาริกา เขาใหญ่ นครนายก ถ้ำไผ่ขวาง เขาพระงามและถ้ำสิงห์โตลพบุรีจนได้รับความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัยในสัตถุศาสนา จึงกลับมาภาคอีสานทำการอบรมสั่งสอนสมถวิปัสสนา แก่สหธรรมิกและอุบาสกอุบาสิกาต่อไป มีผู้เลื่อมใสปฏิบัติตามมากขึ้นโดยลำดับ มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายกระจายทั่วภาคอีสาน

ในกาลต่อมาได้ลงไปพักจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ อีก ๑ พรรษาแล้ว ไปเชียงใหม่ กับเจ้าพระคุณอุบาลี ( จันทร์ ) จำพรรษาวัดเจดีย์หลวง ๑ พรรษาแล้วออก ไปพักตามที่วิเวกต่างๆ ในเขตภาคเหนือหลายแห่ง เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในที่นั้นๆนานถึง ๑๑ ปี จึงได้กลับมาจังหวัดอุบลราชธานีพักจำพรรษาอยู่ที่วัดโนนนิเวศน์เพื่ออนุเคราะห์สาธุชนในที่นั้น ๒ พรรษาแล้วมาอยู่ในเขตจังหวัดสกลนครจำพรรษาที่วัดป่าบ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมืองสกลนคร ( ปัจจุบันคืออำเภอ โคกศรีสุพรรณ ) ๓ พรรษา จำพรรษาที่วัดป่าหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม ๕ พรรษาเพื่อสงเคราะห์สาธุชนในถิ่นนั้น มีผู้สนใจในธรรมปฏิบัติได้ติดตามศึกษา อบรมจิตใจมากมาย ศิษยานุศิษย์ของท่านได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ยังเกียรติคุณของท่านให้ฟุ้งเฟื่องเลื่องลือไป

ปัจฉิมวัย
ใน วัยชรานับแต่ พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นต้นมาท่านหลวงปู่มั่นมาอยู่ที่จังหวัดสกลนคร เปลี่ยนอิริยาบท ไปตามสถานที่วิเวกผาสุขวิหารหลายแห่ง คือ เสนาสนะป่าบ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นอำเภอโคกศรีสุพรรณ ) บ้าง แถวนั้นบ้าง
ครั้น พ.ศ. ๒๔๘๗ จึงย้ายไปอยุ่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จนถึงปีสุดท้ายแห่งชีวิต ตลอดเวลา ๘ ปีในวัยชรานี้ท่านได้เอาธุระอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทางสมถวิปัสสนาเป็นอันมาก ได้มีการเทศนาอบรมจิตใจศิษยานุศิษย์เป็นประจำวันศิษย์ผู้ใกล้ชิด ได้บันทึกธรรมเทศนาของท่านไว้และได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นเผยแพร่แล้วให้ชื่อว่า “มุตโตทัย”

มา ถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีที่ท่านมีอายุย่างเข้า ๘๐ ปี ท่านเริ่มอาพาธเป็นไข้ ศิษย์ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็ได้เอาธุระรักษาพยาบาลไปตามกำลังความสามารถ อาการอาพาธก็สงบไปบ้างเป็นครั้งคราวแต่แล้วก็กำเริบขึ้นอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนจวนออกพรรษาอาพาธก็กำเริบมากขึ้น ข่าวนี้ได้กระจายไปโดยรวดเร็ว พอออกพรรษาศิษยานุศิษย์ผู้อยู่ใกล้ไกลต่างก็ทะยอยกันเข้ามาปรนนิบัติพยาบาล ได้เชิญหมอแผนปัจจุบันมาตรวจ และรักษาแล้วนำมาพักที่เสนาสนะป่าบ้านภู่ อำเภอพรรณานิคมเพื่อสะดวกแก่ผู้รักษา และศิษยานุศิษย์ที่จะมาเยี่ยมพยาบาล อาการอาพาธมีแต่ทรงกับทรุดลงโดยลำดับ
ครั้น เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้นำท่านมาพักที่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง เมืองสกลนคร โดยพาหนะรถยนต์ของแขวงการทางมาถึงวัดเวลา ๑๒.๐๐น. เศษ ครั้นถึงเวลา ๒.๒๓ น. ของวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ปีเดียวกันท่านก็ได้ถึงมรณภาพด้วยอาการสงบในท่างกลางศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย มีเจ้าพระคุณพระธรรมเจดีย์เป็นต้น สิริชนมายุของท่านอาจารย์ได้ ๗๙ ปี ๙ เดือน ๒๑ วันรวม ๕๖ พรรษา

” องค์ท่าน เบื้องต้นนอนสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงข้างขวา แต่เห็นว่าท่านจะเหนื่อยเลยค่อย ๆ ดึงหมอนที่หนุนอยู่ข้างหลังท่านออกนิดหนึ่งเลยกลายเป็นท่านนอนหงายไป พอท่านรู้สึกก็พยายามขยับตัวกลับคืนท่าเดิม แต่ไม่สามารถทำได้เพราะหมดกำลัง พระอาจารย์ใหญ่ก็ช่วยขยับหมอนที่หนุนหลังท่านเข้าไป แต่ดูอาการท่านรู้สึกเหนื่อยมากเลยต้องหยุดกลัวจะกระเทือนท่านมากไป ดังนั้น การนอนท่านในวาระสุดท้ายจึงเป็นท่าหงายก็ไม่ใช่ ท่าตะแคงข้างขวาก็ไม่เชิง เป็นเพียงท่าเอียง ๆ อยู่เท่านั้น เพราะสุดวิสัยที่จะแก้ไขได้อีก อาการท่านกำลังดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง บรรดาศิษย์ซึ่งโดยมากมีแต่พระกับเณรฆราวาสมีน้อยที่นั้งอาลัยอาวรณ์ด้วยความหมดหวังอยู่ขณะนั้น ประหนึ่งลืมหายใจไปตาม ๆ กัน เพราะจิตพะว้าพะวังอยู่กับอาการท่านซึ่งกำลังแสดงอย่างเต็มที่เพื่อถึงวาระสุดท้ายของท่านอยู่แล้ว ลมหายใจท่านปรากฏว่าค่อยอ่อนลงทุกทีและละเอียดไปตาม ๆ กัน ผู้นั้งดูลืมกระพริบตาเพราะอาการท่านเต็มไปด้วยความหมดหวังอยู่แล้ว ลมค่อยอ่อนและช้าลงทุกทีจนแทบไม่ปรากฏ วินาทีต่อไปลมก็ค่อย ๆ หายเงียบไปอย่างละเอียดสุขุมจนไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าท่านได้สิ้นไปแล้วแต่วินาทีใด เพราะอวัยวะทุกส่วนมิได้แสดงอาการผิดปกติเหมือนสามัญชนทั่ว ๆ ไปเคยเป็นกัน ต่างคนต่างสังเกตจ้องมองจนตาไม่กระพริบ สุดท้ายก็ไม่ได้เรื่องพอให้สะดุดใจเลยว่า “ขณะท่านลาขันธ์ลาโลกที่เต็มไปด้วยความกังวลหม่นหมองคือขณะนั้น ” ดังนี้

พอเห็นท่าไม่ได้การ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ พูดเป็นเชิงไม่แน่ใจขึ้นมาว่า “ไม่ใช่ท่านสิ้นไปแล้วหรือ ” พร้อมกับยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา ขณะนั้นเป็นเวลาตี ๒ นาฬิกา ๒๓ นาที จึงได้ถือเวลามรณภาพของท่าน พอทราบว่าท่านสิ้นไปแล้วเท่านั้นมองดูพระเณรที่นั้งรุมล้อมท่านอยู่เป็นจำนวนมาก เห็นแต่ความโศกเศร้าเหงาหงอยและน้ำตาบนใบหน้าที่ไหลซึมออกมา ทั้งไอทั้งจามทั้งเสียงบ่นพึมพำไม่ได้ถ้อยได้ความใครอยู่ที่ไหนก็ได้ยินเสียงอุบอิบพึมพำทั่วบริเวณนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบเหงาเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก เราก็เหลือทน ท่านผู้อื่นก็เหลือทน ปรากฏว่าเหลือแต่ร่างครอบตัวอยู่แวลานั้น ต่างองค์ต่างนิ่งเงียบไปพักหนึ่งราวกับโลกธาตุได้ดับลง ในขณะเดียวกับขณะที่ท่านอาจารย์ลาสมมติคือขันธ์ก้าวเข้าสู่แดนเกษม ไม่มีสมมติความกังวลใด ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องวุ่นวายอีก ผู้เขียนแทบหัวอกจะแตกตายไปกับท่านจริง ๆ เวลานั้นทำให้รำพึงรำพันและอัดอั้นตันใจไปเสียทุกอย่าง ไม่มีทางคิดพอขยับขยายจิตที่กำลังว้าวุ่นขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปกับการจากไปของท่าน พอให้เบาบางลงบ้างจากความแสนรักแสนอาลัยอาวรณ์ที่สุดจะกล่าว ที่ท่านว่าตายทั้งเป็นเห็นจะได้แก่คนไม่เป็นท่าคนนั้นแล

…………..ดวงประทีปที่เคยที่เคยสว่างไสวมาประจำชีวิตจิตใจได้ดับวูบสิ้นสุดลง ปราศจากความอบอุ่นชุ่มเย็นเหมือนแต่ก่อนมา ราวกับว่าทุกสิ่งได้ขาดสะบั้นหั่นแหลกเป็นจุณไปเสียสิ้น ไม่มีสิ่งเป็นที่พึ่งพอเป็นที่หายใจได้เลย มันสุดมันมุดมันด้านมันตีบตันอั้นตู้ไปเสียหมดภายในใจ ราวกับโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเป็นสาระพอเป็นที่เกาะของจิตผู้กำลังกระหายที่พึ่ง ได้อาศัยเกาะพอได้หายใจแม้เพียงวินาทีหนึ่งเลย ทั้งที่สัตว์โลกทั่วไตรภพอาศัยกันประจำภพกำเนิดตลอดมา แต่จิตมันอาภัพอับวาสนาเอาอย่างหนักหนา จึงเห็นโลกธาตุเป็นเหมือนยาพิษเอาเสียหมดเวลานั้น ไม่อาจเป็นที่พึงได้ ปรากฏแต่ท่านพระอาจารย์มั่นองค์เดียวเป็นชีวิตจิตใจเพื่อฝากอรรถฝากธรรมและฝากเป็นฝากตายทุกขณะลมหายใจเลย ……”

พระธาตุ
หลังองค์หลวงปู่มั่นลาขันธ์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงได้มี การจัดถวายพระเพลิงศพหลวงปู่ ณ วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนครในวันอังคารที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว อัฐิขององค์หลวงปู่ได้ถูกแบ่งแจกไปตามจังหวัดต่างๆ และประชาชนได้เถ้าอังคารไป
ต่อมาปรากฏว่าอัฐิธาตุขององค์หลวงปู่ที่แจกจ่ายไปยังที่ต่างๆ ก็กลายเป็น พระธาตุไปหมด แม้แต่เส้นผมของท่านที่มีผู้เก็บไปบูชาในที่ต่างๆ ก็กลายเป็นพระธาตุ ได้เช่นเดียวกับอัฐิของท่าน

ปัญหาเรื่องอัฐิหลวงปู่มั่นกลายเป็นพระธาตุนี้ พระธรรมวิสุทธิมงคลหรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ศิษย์ขององค์หลวงปู่ รูปหนึ่งได้อธิบายไว้ว่า

“อัฐิพระอรหันต์ก็ดี ของสามัญชนก็ดี ต่างก็เป็นธาตุดินเช่นเดียวกันการที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุได้นั้น ขึ้นอยู่กับใจหรือจิตเป็นสำคัญ อำนาจจิตของพระอรหันต์ท่านเป็นอริยจิตเป็นจิตที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสเครื่องโสมมต่างๆอำนาจซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธาตุบริสุทธิ์ไปตามส่วนของตน อัฐิจึงกลายเป็นพระธาตุไปได้ แต่อัฐิหรือกระดูกสามัญชนทั่วไป แม้จะเป็นธาตุดินเช่นเดียวกัน แต่จิตสามัญชนทั่วไปเต็มไปด้วยกิเลส จิตไม่มีอำนาจและคุณภาพที่จะซักฟอกธาตุขันธ์ของตนให้บริสุทธิ์ได้
อัฐิจึงจำต้องเป็นสามัญธาตุไปตามวิสัยจิตของคนมีกิเลส จะเรียกไปตามภูมิของจิตภูมิของธาตุว่า อริยจิต อริยธาตุ และสามัญจิต สามัญธาตุก็คงไม่ผิดเพราะคุณสมบัติของจิตของธาตุระหว่างพระอรหันต์กับสามัญชนย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน ดังนั้นอัฐิจึงจำเป็นต้องต่างกันอยู่ดี

ผู้สำเร็จอรหันต์ทุกองค์เวลานิพพาน อัฐิต้องกลายเป็นพระธาตุด้วยกันหมดทั้งสิ้นหรือเปล่านั้นข้อนี้ยังเป็นเรื่องน่าสงสัยไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้อย่างนั้นทุกๆ องค์ เพราะว่าระหว่างกาลเวลาที่บรรจุอรหันต์จนถึงวันนิพพานนั้นพระอรหันต์แต่ละองค์มีเวลาสั้นยาว
แตกต่างกันพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมวิเศษแล้วมีเวลาทรงขันธ์อยู่นานปีเวลานิพพานนาน ถึงอัฐิย่อมมีทางกลายเป็นพระธาตุได้โดยไม่มีปัญหาเพราะระยะเวลาที่ทรงขันธ์อยู่นาน

เช่นเดียวกันกับความสืบต่อแห่งชีวิต ด้วยการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย มีลมหายใจเป็นต้น มีการเข้าสมาบัติประจำอริยาบถเสมอ ซึ่งเป็นการซักฟอกธาตุขันธ์ให้บริสุทธิ์ไปตามส่วนของตนทุกวันทุกคืนโดยลำดับ

ครั้นถึงเวลานิพพานอัฐิจึงกลายเป็นพระธาตุไป เมื่อผสมกันเข้ากับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งแผ่กระจายอยู่ทุกอณูบรรยากาศของโลก

ส่วนพระอรหันต์ที่บรรลุอรหัตผลแล้วมิได้ทรงขันธ์อยู่นานเท่าที่ควร เมื่อถึงเวลานิพพานอัฐิจะกลายเป็นพระธาตุเหมือนพระอรหันต์ที่ทรงขันธ์อยู่นานหรือไม่นั้น ยังเป็นปัญหาที่ตอบไม่สนิทใจ

พระอรหันต์ที่เป็นทันธาภิญญา คือผู้รู้ได้ช้าค่อยเป็นค่อยไป เช่น บำเพ็ญไปถึงขั้นอนาคามิผลแล้วติดอยู่นาน
กว่าจะก้าวขึ้นอรหัตภูมิได้ ต้องพิจารณาท่องเที่ยวไปมาอยู่ในระหว่างอรหัตมรรคกับอรหัตผล จนกว่าจิตจะชำนิชำนาญและมีกำลังเต็มที่จึงผ่านไปได้

ในขณะที่กำลังพิจารณาอยู่ในขั้นอรหัตมรรคเพื่ออรหัตผลนี้เป็นอุบายวิธีซักฟอกธาตุขันธ์ไปในตัวด้วย เวลานิพพานอัฐิอาจกลายเป็นพระธาตุได้ ส่วนพระอรหันต์ที่เป็นขิปาภิญญาคือ รู้ได้เร็ว บรรลุอรหันต์ได้เร็ว และนิพพานไปเร็วพระอรหันต์ประเภทนี้ ไม่แน่ใจว่าอัฐิจะเป็นพระธาตุได้หรือไม่ประการใดเพราะจิตบริสุทธิ์ของท่านเหล่านี้ ไม่มีเวลาทรงและซักฟอกธาตุขันธ์อยู่นานเท่าที่ควร”

ปฏิปทา
“ธุดงควัตรที่ท่านถือปฏิบัติเป็นอาจิณ ๔ ประการ

๑. บังสุกุลิกังคธุดงค์ ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล นับตั้งแต่วันอุปสมบทมาตราบจนกระทั่งถึงวัยชรา
จึงได้พักผ่อนให้คหบดีจีวรบ้างเพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธานำมาถวาย
๒. บิณฑบาตกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารวัตรเที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์ แม้อาพาธไปในละแวก
บ้านไม่ได้ก็บิณฑบาตในเขตวัด บนโรงฉันจนกระทั่งอาพาธ ลุกไม่ได้ในปัจฉิมสมัยจึงงดบิณฑบาต
๓. เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาตรใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์ จนกระทั่งถึงสมัยอาพาธหนักจึงงด
๔. เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์ตลอดมา แม้ถึงอาพาธหนักในปัจฉิมสมัยก็มิได้เลิกละ
ส่วนธุดงควัตรนอกนี้ได้ถือปฏิบัติเป็นครั้งคราวที่นับว่าปฏิบัติได้มาก ก็คือ อรัญญิกกังคธุดงค์ ถืออยู่ เสนาสนะป่าห่างบ้านประมาณ ๒๕ เส้น หลีกเร้นอยู่ในที่สงัดตามสมณวิสัยเมื่อถึงวัยชราจึงอยู่ใน เสนาสนะ ป่าห่างจากบ้านพอสมควร ซึ่งพอเหมาะกับกำลังที่จะภิกขาจารบิณฑบาตเป็นที่ที่ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนยำเกรงไม่รบกวน นัยว่าในสมัยที่ท่านยังแข็งแรง ได้ออกจาริกโดดเดี่ยวแสวงวิเวกไปในดงพงลึกจน สุดวิสัยที่ศิษยานุศิษย์ จะติดตามไปถึงได้ก็มี เช่นในคราวไปอยู่ทางภาคเหนือเป็นต้น ท่านไปวิเวกบนเขาสูง อันเป็นที่อยู่ของพวกมูเซอร์ ยังชาวมูเซอร์ซึ่งพูดไม่รู้เรื่องกันให้บังเกิดศรัทธาในพระศาสนาได้”
พระอริยคุณคุณาธาร วัดเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น เรียบเรียง

โอวาท
สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้ทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้น กลับมาปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยไม่มีความสมหวังตลอดไป อนาคตที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดเหนี่ยวเช่นกัน อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นที่สำเร็จเป็นประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ทำได้ไม่สุดวิสัย.

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

::พระนางมัลลิกา ::

พระนางมัลลิกา ที่มีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนามีอยู่ 2 คน  คนหนึ่งเป็นธิดาของนายมาลาการ (ช่างทำดอกไม้)  ในเมืองสาวัตถี ต่อมาได้เป็นมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล  พระนางมัลลิกาอีกคนหนึ่งเป็นธิดาของมัลละกษัตริย์องค์หนึ่ง  ในเมืองกุสินารา ภายหลังได้สมรสกับพันธุละเสนาบดี  ซึ่งพระนางมัลลิกาที่จะศึกษาในที่นี้ หมายถึง  พระนางผู้เป็นภรรยาของพันธุละเสนาบดี

พระนางมัลลิกาเป็นราชธิดาของมัลลกษัตริย์พระองค์หนึ่งในเมืองกุสินาราแห่งแคว้นมัลละ พระนางเป็นหญิงเบญจกับยาณีที่มีความงามพร้อมทุกสัดส่วน คือ มีผมงาม ริมฝีปากงาม ฟันงาม ผิวพรรณงาม และวัยงาม

เมื่อเจริญวัย พระนางมัลลิกาก็ได้สมรสกับเสนาบดีพันธุละ โอรสของมัลลกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งในเมืองกุสินาราเช่นกัน จากนั้นได้พากันอพยพไปอยู่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล เพื่อไปพึ่งบารมีพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นพระสหายสนิท พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบว่า เสนาบดีพันธูละ พระสหายมีฝีมือในการทำสงคราม จึงโปรดแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีบัญชาการกองทัพ

เมื่อพระพุทธเจ้า ได้เสด็จมาประกาศพระศาสนา ณ แคว้นโกศล ทำให้ศาสนาได้แพร่หลายที่เมืองสาวัตถี ประชาชนพากันนับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ได้มีการสร้างวัดพระพุทธศาสนาขึ้น 2 วัด คือ วัดเชตวัน สร้างถวายโดยอนาถบิณฑิกเศรษฐี และวัดบุพพาราม สร้างถวายโดยนางวิสาขา เสนาบดีพันธุละและพระนางมัลลิกาได้มีโอกาสฟังธรรมของพระพุทธเจ้าและได้ นับถือพระพุทธศาสนาจากวัดทั้งสองแห่งนี้

เสนาบดีพันธุละและ พระนางมัลลิกาได้สมรสกันแล้วหลายปี แต่ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน ตามธรรมเนียมอินเดียสมัยนั้นถือว่าเคร่งครัดว่า ถ้าสตรีใดไม่มีบุตรกับสามี สตรีนั้นเป็นอัปมงคล เสนาบดีพันธุละจึงส่งพระนางมัลลิกากลับเมืองกุสินารา การส่งพระนางมัลลิกากลับนั้นเท่ากับไม่ยอมรับความเป็นภรรยาสามี

พระนางมัลลิกาจึงยอมกลับบ้านเมืองของตน ก่อนกลับให้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าที่เชตวัน พระพุทธเจ้าตรัสถาม ทรงทราบความจริงแล้วตรัสแก่พระนางมัลลิกาว่า ไม่ต้องกลับไปบ้านหรอก กลับไปอยู่กับท่านเสนาบดีพันธุละเถิด

เสนาพันธุละได้เห็นพระนางมัลลิกากลับมา จึงถามว่า กลับมาทำไม เมื่อพระนางมัลลิกาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังแล้ว เสนาพันธุละจึงรำพึงว่า พระพุทธเจ้าคงเห็นการณ์ไกลบางอย่าง จึงให้พระนางมัลลิกากลับ เสนาบดีพันธุละจึงรับพระนางมัลลิกาไว้เป็นชายาตามเดิม

ต่อมาไม่นานนัก พระนางมัลลิกาได้ตั้งครรภ์ เมื่อครบกำหนดแล้วคลอดบุตรแฝดเป็นชายทั้งคู่ เสนาบดีพันธุละกับพระนางมัลลิกาอยู่ร่วมกันมีบุตรชายอีก 32 คน ล้วนแฝดทั้งสิ้น เมื่อทุกคนเติบโตก็ได้รับการศึกษาเล่าเรียน และได้เข้ารับราชการทหารในกองทัพ

เสนาบดีพันธุละเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นคนซื่อตรง จนได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าปเสนทิโกศลให้เป็นผู้มีหน้าที่ปรบปรามข้าราชการที่ทุจริต ซึ่งเสนาบดีพันธุละได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี เป็นที่เคารพเชื่อถือของประชาชนทั่วไป แต่การปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามข้าราชการที่ทุจริตคดโกงนี้ได้ทำให้เสนาบดีพันธุละมีศัตรูมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการที่สูญเสียผลประโยชน์และอำนาจ จึงได้ยุยงและใส่ความว่า เสนาบดีพันธุละคิดจะแย่งอำนาจราชบัลลังก์จากพระเจ้าปเสนทิโกศล

ครั้งแรกพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงไม่เชื่อ แต่หนักๆ เข้าก็มีพระทัยหวั่นไหว ทั้งนี้เพราะได้สังเกตเห็นความนับถือของประชาชนชาวเมืองที่มีต่อเสนาบดีพันธุละ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงให้คณะนายทหารวางแผนฆ่าเสนาบดีพันธุละ พร้อมกับบุตรชายทุกคนที่เป็นนายทหาร

พระนางมัลลิกาทรงทราบข่าวร้ายจากผู้ที่หวังดีที่แอบเขียนจดหมายส่งข่าวมาบอกว่า สามีและบุตรชายของนางทุกคนถูกฆ่าตาย ซึ่งในขณะนั้นพระนางมัลลิกากำลังทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน การทำบุญเลี้ยงพระในครั้งนั้น พระนางมัลลิกาได้นิมนต์พระสารีบุตรมาเป็นประธานสงฆ์ ขณะที่กำลังทำบุญเลี้ยงพระอยู่นั้น หญิงรับใช้ได้ยกถาดอาหารออกมาเพื่อจะถวายพระสารีบุตรหกล้ม ทำให้ถาดอาหารหลุดมือตกลงแตกกระจายต่อหน้าพระสารีบุตรและพระนางมัลลิกา พระสารีบุตรจึงกล่าวเป็นทำนองให้สติพระนางมัลลิกาว่า สิ่งของแตกสลายเป็นเรื่องธรรมดา มันแตกสลายไปแล้วก็ช่างเถอะ อย่าได้คิดเสียใจเลย

เมื่อพระนางมัลลิกาได้ยินพระสารีบุตรกล่าวดังนั้น ก็ได้หยิบจดหมายลับซึ่งแจ้งข่าวร้ายเกี่ยวกับการตายของสามีและลูกๆ ของนางออกมาอ่านให้พระสารีบุตรฟัง พร้อมกับกล่าวว่า สิ่งของที่แตกสลายนี้ดิฉันทำใจได้ ไม่คิดเสียใจแต่อย่างใด แม้แต่ข่าวร้าย คือ การตายของพระสวามีและลูกๆ ของดิฉันยังทำใจได้ไม่เสียใจเลย

เมื่อพระสารีบุตรพร้อมด้วยพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วได้กล่าวอนุโมนทาแก่พระนางมัลลิกาว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีเครื่องหมายบอกให้รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ได้ ทั้งลำบาก ทั้งอายุสั้น ซ้ำเต็มไปด้วยความทุกข์

ภายหลังทำบุญ เลี้ยงพระเสร็จแล้ว พระนางมัลลิกาได้เรียกลูกสะใภ้ทุกคนมา และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พร้อมกับสอนลูกสะใภ้ว่า พวกเจ้าอย่าได้พยาบาทอาฆาตพระเจ้าปเสนทิโกศล ขอให้คิดว่าบิดาและสามีของพวกเจ้าต้องตายครั้งนี้ไม่มีความผิด เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ตายเพราะถูกคำยุยง เนื่องมาจากความอาฆาตริษยา ขอให้คิดว่าบิดาและสามีของพวกเจ้าตายเพราะกรรมเก่าที่เคยทำมาก่อน ขอให้พวกเจ้าทุกคนอย่าได้โกรธและอาฆาต เพราะจะเป็นเวรติดตัวต่อไปอีก ขอให้อภัยแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล

เมื่อเสนาบดีพันธุละและบุตรชายทั้งหมดถูกฆ่าตายแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ส่งหน่วยสืบราชการลับติดตามความเคลื่อนไหวของพระนางมัลลิกาทุกฝีก้าว ทรงทราบเรื่องพระนางมัลลิกาทำบุญเลี้ยงพระ และเรื่องที่พระนางมัลลิกาประชุมลูกสะใภ้ที่บ้าน เพื่อให้อภัยแก่พระองค์ พระองค์ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก แต่ก็สายเสียแล้ว พระองค์จึงเสด็จไปที่บ้านของพระนางมัลลิกา แล้วทรงสารภาพว่าพระองค์เป็นฝ่ายผิด ขอให้พระนางมัลลิกายกโทษให้พร้อมกับพระราชทานโอกาสแก่พระนางมัลลิกาว่าต้องการอะไรขอให้บอก จะพระราชทานให้ทุกอย่าง พระนางมัลลิกาจึงฉวยโอกาสขอพระราชทานอนุญาตกกลับไปเมืองกุสินารา บ้านเดิมของตน

พระเจ้าปเสนทิโกศลจำต้องพระราชทานโดยไม่เต็มพระทัยนัก แต่เพื่อชดเชยกับเรื่องนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้ทรงแต่งตั้งนายทหารผู้หนึ่งชื่อ ทีฆการายนะ ซึ่งเป็นหลานชายของเสนาบดีพันธุละขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่สืบแทนตำแหน่งของเสนาบดีพันธุละ

พระนางมัลลิกาและลูกสะใภ้ได้กลับมาอยู่ที่เมืองกุสินาราด้วยความผาสุก โดยวางใจตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา

เมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จมาเมืองกุสินาราและเสด็จปรินิพพานที่นั้น พระนางมัลลิกาและลูกสะใภ้ก็ได้พากันไปนมัสการพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า ด้วย พระนางมัลลิกาได้อยู่ที่เมืองกุสินาราด้วยความสุขจนสิ้นชีวิต

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  • เป็นสาวิกาที่ดีของพระพุทธเจ้า ข้อนี้เห็นได้ชัดจากกรณีทีพระนางมัลลิกาถูกสามีส่งกลับบ้านเกิด เพราะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ก็คิดถึงพระพุทธเจ้าก่อนอื่น นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า คนเรานั้นต้องมั่นคงในพระรัตนตรัย ก่อนจะทำอะไรก็ให้ “นึกถึงพระ” ก่อน แล้วโอกาสจะทำผิดพลาดย่อมมีน้อย หรือไม่มีเลย
  • เข้าใจโลกและชีวิต พระนางมีความเข้าใจธรรมดาของโลกและชีวิตเป็นอย่างดี คือ เข้าใจว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกฏธรรมชาติ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ย่อมมีจิตปล่อยวางไม่ดีใจเกินไปเมื่อมีสุข ไม่เสียใจเกินไปเมื่อได้ทุกข์ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อทราบว่าสามีและบุตรถูกฆ่า พระนางยังคงมีจิตใจมั่นคง ไม่แสดงอาการเศร้าโศกให้ปรากฏให้ปรากฏ
  • เป็นผู้ที่มีความอดทน จากตัวอย่างข้างต้นแสดงว่าพระนางมีขันติธรรมสูงยิ่ง เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น สู้อดกลั้นความเสียใจ ยังคงปฏิบัติหน้ที่คือการเลี้ยงภัตตาหารแด่พระสงฆ์ตามปกติ
  • เป็นผู้มีใจกว้าง มีความเมตตาสูงยิ่ง สามีและบุตรถูกฆ่าตายทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด พระนางแม้จะมีความเสียใจ เสียดาย แต่ก็ทำใจได้ ไม่ผูกอาฆาตพยาบาทผู้เป็นเหตุให้พวกเขาตาย และยังสั่งสอนให้สะใภ้ทั้ง 32 คน ไม่ให้ผูกอาฆาตพยาบาทด้วย ให้ถือว่าเป็นผลกรรมของแต่ละคนที่ทำมา นับว่าเป็นผู้มีเมตตากรุณาแท้จริง น้อยคนจะทำได้อย่างนี้
  • เป็นภรรยาที่ดี แม้ถูกสามีส่งกลับมาตุภูมิเพราะหาว่าเป็นหมัน พระนางก็ยินดีปฏิบัติตาม ทั้งๆ ที่การที่สามีและภรรยาแต่งงานกันแล้วไม่มีบุตรนั้น ยังไม่แน่ว่าเป็นความบกพร่องของใคร อาจจะเป็นความบกพร่องของสามีก็ได้ แต่พระนางก็ยอมรับว่าตนบกพร่อง นับเป็นภรรยาที่ดีตามคติของชาวชมพูทวีปสมัยโบราณ ปัจจุบันคุณสมบัติข้อนี้ ถึงเราจะไม่นำมาใช้ทั้งหมด ก็สามารถปรับใช้ได้ในประเด็นที่ว่า เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นในครอบครัว ภรรยาหรือสามี ก็ไม่ควรโทษแต่ฝ่ายหนึ่งแต่อย่างเดียว ควรหันมาพิจารณาตนเองด้วยว่าตนเองก็อาจมีข้อบกพร่องอะไรที่ควรปรับปรุงบ้าง เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น

3 Comments

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

::หมอชีวกโกมารภัจ::

หมอชีวกโกมารภัจเอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสในบุคคล เอตทัคคะ เป็นตำแหน่งทางพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาได้ประทานแต่งตั้งให้พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความรู้ความสามารถเด่นกว่าท่านอื่นๆในด้านนั้นๆ และแต่ละตำแหน่ง พระพุทธองค์ประทานแต่งตั้งเพียง รูปเดียว ท่านเดียวเท่านั้น เหตุผลที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องพุทธบริษัททั้ง 4 ไว้ในตำแหน่ง คือ

ได้รับการยกย่องตามเรื่องที่เกิดขึ้น ( อัตถุปปัตติโต ) ได้แสดงความ สามารถให้ปรากฏ
โดยสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ได้รับการยกย่องตามที่ได้สะสมบุญมาในอดีตชาติ ( อาคมันโต ) ได้สร้างบุญสะสมในด้านนั้น
มาตั้งแต่อดีตชาติ พร้อมทั้งตั้งจิตปราถนา เพื่อบรรลุตำแหน่งนั้นด้วย
ได้รับการยกย่อง ตามความเชี่ยวชาญ ( จิณณวสิโต ) มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ
ได้รับการยกย่องตามความสามารถเหนือผู้อื่น ( คุณาติเรกโต ) มีความสามารถในเรื่องที่ทำให้
ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะเหนือกว่าผู้อื่นที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน

หมอชีวกโกมารภัจ เป็นหมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก บรรดาหมอแผนโบราณรู้จักหมอชีวก โกมารภัจจ์กันเป็นอย่างดี

ชาติกำเนิด
ชีวกโกมารภัจ เป็นลูกของนางสาลวดี ซึ่งเป็นหญิงโสเภณีในเมืองราชคฤห์ธรรมดา หญิงโสเภณีจะไม่เลี้ยงลูกชาย เพราะช่วยสืบสายอาชีพไม่ได้ ดังนั้นเมื่อนางคลอดลูกออกมา แล้วรู้ว่าเป็นเพศชาย จึงให้สาวใช้นำลูกชายใส่กระด้งไปวางไว้ที่กองขยะ

บ่าย วันนั้น อภัยราชกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จประพาสพระนคร ผ่านมาทางนั้น เห็นฝูงนกการุมล้อมเด็กทารกอยู่ ตรัสสั่งให้นายสารถีไปดูว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่ หรือเปล่า เมื่อนายสารถีกลับมากราบทูลว่ายังมีชีวิตอยู่จึงรับสั่งให้อุ้มมาแล้วนำเข้า ไปมอบให้ นางนมเลี้ยงดูเป็นอย่างดีภายในประราชนิเวศแล้วตั้งชื่อให้ว่า “ชีวก” ซึ่งมาจากคำว่า “ชีวิต” คือรอดชีวิตมาได้ เมื่อเจริญวัยขึ้นมาได้ประทานนามเพิ่มเติมว่า “โกมารภัจ” ซึ่งหมายถึง เป็นบุตรบุญธรรมของพระราชกุมาร ทรงชุบเลี้ยงดูโอรสแท้ ๆ ของพระองค์ แม้ พระเจ้าพิมพิสารก็โปรดปรานประดุจหลานของพระองค์ และประชาชนทั่วไปก็เข้าใจว่าเป็นโอรสที่แท้จริง ของอภัยราชกุมาร

การศึกษา
เมื่อชีวกโกมารภัจ เจริญเติบโตเข้าสู่วัยเรียน และทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า จึงต้องการ ที่จะศึกษาวิชาความรู้เพื่อประกอบอาชีพในอนาคต อาชีพที่เขาชอบคือหมอรักษาโรคเพื่อช่วย เหลือชีวิตมนุษย์ ดังนั้นเขาได้หนีออกจากวังเดินทางไปกับกองเกวียนพ่อค้า จนถึงเมืองตัก สิลา แล้วให้พ่อค้าที่เขาอาศัยมานั้นช่วยพาไปฝากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ คือ พระฤาษีโรคาพฤกษตริญญา ผู้เป็นเจ้าสำนัก ชีวกได้มอบหมายถวายตัวเป็นศิษย์รับใช้ ทำงานทุกอย่างในสำนักอาจารย์เพื่อแลกกับวิชาความรู้เพราะตนไม่มีทรัพย์สิน เป็นค่าเรียน เขาศึกษา อย่างตั้งอกตั้งใจ ทำให้เรียนได้เร็วกว่าศิษย์คนอื่น ๆ และสำเร็จจบหลักสูตรใน 7 ปี ซึ่งปกติคนอื่น จะเรียนถึง 16 ปี แม้จบหลักสูตรแล้ว ก็ยังมีความสงสัยในความรู้ของตนเองว่าอาจจะไม่ สมบูรณ์ จึงเข้าไปปรึกษาอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ได้สั่งให้เขาออกไปหาต้นไม้ใบหญ้าหรือพืชชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ ที่เห็นว่าใช้ทำยาไม่ได้มาให้อาจารย์ เขาได้ใช้เวลาหลายวันเข้าไปในป่ารอบ ๆ เมืองตักสิลา ค้นหาจนทั่วก็ไม่พบใบหญ้าหรือพืชสักชนิดเดียวที่ใช้ทำยาไม่ได้ จึงรู้สึกผิดหวังกลัวอาจารย์จะตำหนิแต่พอแจ้งแก่อาจารย์แล้ว อาจารย์กลับยิ้มอย่างพอใจและกล่าวว่า “เธอเรียนจบแล้ว ออกไปประกอบอาชีพรักษาคนไข้ได้แล้ว”

ชีวกโกมารภัยได้เรียนวิชาแพทย์พิเศษ
ชีวกโกมารภัจ เป็นศิษย์ที่มีอัธยาศัยดี มีความเคารพนับถือเชื่อฟังอยู่ในโอวาทของอาจารย์ มีความกตัญญูกตเวที มีศีลธรรม และอัธยาศัยความสุขุมละเอียดเยือกเย็น สุภาพเรียบร้อยไม่พลาดพลั้ง อีกทั้งเชาว์ปัญญาก็ดีเยี่ยมจึงเป็นที่รักของอาจารย์ ท่านอาจารย์จึงเมตตาสอนวิชาแพทย์พิเศษให้อีกแขนงหนึ่ง ซึ่งอาจารย์จะไม่ค่อยสอนให้แก่ใคร ๆ คือ วิชาประสมยา ปรุงยาขนานเอก พร้อมทั้งวิธีการรักษาโรคให้ด้วย ยาขนานนี้พิเศษจริง ๆ สามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด และวางยาครั้งเดียวไม่ต้องซ้ำ ยกเว้นโรคที่เกิดจากผลกรรมรักษาไม่ได้ เมื่อศึกษาจบครบ วิชาการที่อาจารย์ประสิทธิ์ประสาทให้แล้วได้ลาอาจารย์กลับสู่บ้านเมืองของตน

คนไข้คนแรกของชีวกโกมารภัจ
หมอชีวกโกมารภัจ ออกเดินทางจากเมืองตักสิลามุ่งสู่กรุงราชคฤห์พักผ่อนรอนแรมในระหว่างทางเสบียงที่อาจารย์มอบหมายก็ใกล้หมด จึงเที่ยวหารักษาใช้พอดีภริยาเศรษฐีในเมืองสาเกตเป็นโรคปวดศีรษะมาเป็นเวลาประมาณ 7 ปี พยายามรักษาสิ้นทรัพย์จำนวนมากก็ไม่หาย หมดอาลัยในชีวิตจึงปล่อยไปตามกรรม  เมื่อหมอชีวกโกมารภัจ ทราบจึงเข้าไปอาสารักษาให้ ทั้งคนไข้และเศรษฐีเห็นหมอยังหนุ่มอยู่ไม่เชื่อความสามารถ จึงบอกปัดไม่ยอมให้รักษา เพราะเกรงว่าจะเสียค่ารักษาเปล่า ๆ ไม่ได้ประโยชน์ แต่หมอชีวกโกมารภัจบอกจะรักษาให้ก่อน เมื่อหายแล้ว จึงจะรักค่ารักษา ดังนั้นเศรษฐีและภริยาจึงตอบตกลงยอมให้รักษา หมอชีวกโกมารภัจ ประกอบยาให้นัตถุ์เข้าทางจมูก ฤทธิ์ยาทำให้คนไข้อาเจียนออกมาทางปาก หลังจากนั้นโรคของนางก็หายเป็นปกติ เขาได้ รับค่ารักษาและรางวัลมาถึง 16000 กหาปณะ แล้วเดินทางต่อไปจนถึงกรุงราชคฤห์ เมื่อถึงแล้วหมอชีวกโกมารภัจ ได้เข้าเฝ้าพระบิดาอภัยราชกุมาร กราบทูลขออภัยโทษที่หนีไปโดยมิได้ทูลลา ทูลเล่าเรื่องการศึกษาวิชาแพทย์ตั้งแต่ต้นจนจบ ตลอดจนการเดินทางกลับแล้วได้ถวายเงินรางวัลที่ได้รับระหว่างทางแก่พระบิดา พระอภัยราชกุมารทรงปลาบปลื้มพระทัย คืนทรัพย์สินที่ถวายให้กลับคืนเพื่อเป็นทุนใช้สอย

ประวัติการรักษาโรคครั้งสำคัญ
เมื่อหมอชีวกโกมารภัจ เดินทางถึง กรุงราชคฤห์แล้ว ได้รับรักษาโรคต่าง ๆ จนมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลือทั่วทั้งกรุงราชคฤห์และแคว้นอื่น ๆ การรักษาโรครั้งสำคัญของหมอชีวก ก็คือ

* รักษาโรคริดสีดวงทวารให้พระเจ้าพิมพิสารจนหายสนิท ทำให้พระองค์สบายพระวรกายขึ้นได้พระราชทานรางวัลเป็นอันมากทั้งทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวารและที่ดิน แต่หมอชีวกขอรับเพียงอย่างเดียวคือสวนมะม่วง จากนั้นพระเจ้าพิมพิสารทรงแต่งตั้งให้เป็น แพทย์หลวงประจำพระองค์
* ผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์ ซึ่งป่วยปวดศีรษะมานานเกือบ 10 ปี
* ผ่าตัดโรคฝีในลำไส้ให้ลูกชายเศรษฐีในเมืองพาราณสี
* รักษาอาการประชวรด้วยโรควัณโรคปอด ให้พระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งกรุงอุชเชนี แคว้นอวันตีในการรักษาให้พระเจ้าจัณฑปัชโชตนั้น หมอชีวกเกือบถูกประหารชีวิตเนื่องจากพระองค์ท่านมีพระอัธยาศัยโหดร้าย สั่งประหารคนง่าย ๆ โดยไม่มีเหตุผลและพระองค์เกลียดกลิ่นเนยใสเป็นที่สุด บังเอิญยาที่จะรักษานั้นก็มีส่วนผสมเนยใสอยู่ด้วย ทำให้หมอชีวกหนักใจมาก จึงวางแผนเตรียมก่อนที่จะถวายการรักษา ได้กราบทูลขอพระราชทานช้างชื่อภัททวดี ซึ่งมีฝีเท้าเร็ว และประตูเมืองหนึ่งประตู โดยอ้างว่าเพื่อสะดวกในการออกไปเที่ยวหาตัวยาสมุนไพร ซึ่งบางชนิดต้องเก็บในเวลากลางคืน บางชนิดต้องเก็บในเวลากลางวัน การรักษาจึงจะได้ผลหมอชีวกได้ผสมยาโดยเคี่ยวใส่เนยใสบนเตาไฟจนสี รส และ กลิ่น เปลี่ยนไปเสร็จ แล้วนำเข้าไปถวายพระราชากราบทูลว่าเป็นโอสถสูตรใหม่มิได้ผสมเนยใสเมื่อพระ ราชาเสวย แล้วกราบทูลลากลับ เพื่อขอไปจัดโอสถมาถวายอีก พอออกมาพ้นพระราชนิเวศน์แล้วรีบตรงไปยังโรงช้างแจ้งแก่พนักงานดูแลช้างว่าขอ ช้างพังชื่อภัททวดี เพื่อรีบไปเก็บตัวยา เมื่อขึ้น หลังช้างแล้วรีบออกจากกรุงอุชเชนี ทันที พระโอสถที่พระจ้าจัณฑปัชโชตเสวยแล้ว ก็ละลายกระจายรสและกลิ่นออกมา ทำให้ พระเจ้าจัณฑปัชโชต ได้กลิ่นเนยใส จึงกริ้วขึ้นมาทันที รับสั่งให้ทหารรีบไปจับตัวหมอชีวกมา โดยเร็ว เมื่อทรงทราบว่าหนีออกจากเมืองไปแล้วรับสั่งให้ทหารนำพาหนะที่มีฝีม้าเร็ว ติดตาม จับตัวมาให้ได้ และทหารผู้นั้นก็ได้ติดตามไปทับ ณ หมู่บ้านตำบลหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามที่หมอชีวกได้คาดการณ์ไว้แล้วจึงเตรียมยาระบายอย่างแรงซ่อนไว้ ในเล็บ เมื่อนายทหารผู้นั้นจะเข้ามาจับกุม จึงถูกหมอชีวกหลอกให้กินยาระบายจนถ่ายท้องหมดเรี่ยวแรง ปล่อยให้หมอชีวกหนีต่อไปได้ ฝ่ายพระเจ้าจัณฑปัชโชต เมื่อพระโอสถออกฤทธิ์แล้ว พระอาการประชวรก็หายเป็นปกติ พระวรกายโปร่งเบาสบาย รู้สึกขอบใจหมอชีวก แม้ทหารที่ติดตามไปจับตัวหมอชีวก แล้วถูกหลอกให้กินยาระบายจับตัวไม่ได้ กลับมารายงานแล้ว พระราชาก็มิได้กริ้วโกรธแต่ประการใด รับสั่งให้จัดส่งของมีค่าหลายประการรวมทั้งผ้าเนื้อดีจากแคว้นการสี อันเป็นที่นิยมกันว่าเป็นผ้าดีฝีมือการเย็บการทอ ยอดเยี่ยมกว่าผ้าเมืองอื่น ๆ ให้ทูตนำไปมอบให้แก่หมอชีวกโกมารภัจ ที่กรุงราชคฤห์ หมอชีวกรับของรางวัลมาแล้วพิจารณาเห็นว่าเป็นผ้าเนื้อดีไม่สมควรที่ตนจะใช้ สอยเป็นของสมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์ จึงได้เก็บรักษาไว้เพื่อ นำไปถวายพระบรมศาสดาต่อไป

แพทย์ประจำองค์พระศาสดาและภิกษุสงฆ์
พระเจ้าพิมพิสารนอกจากจะแต่งตั้งให้หมอชีวกโกมารภัจ เป็นแพทย์ประจำพระองค์ แล้ว ยังมอบให้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำองค์พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอีกด้วย หมอชีวกโกมารภัจ ได้เคยถวายการรักษาให้พระบรมศาสดาครั้งสำคัญ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก ได้ปรุงยาระบายชนิดพิเศษถวาย เพื่อระบายสิ่งหมักหมมในพระวรกายออก ครั้งที่สอง ในคราวที่พระเทวทัตกลิ้งหินหมายปลงพระชนม์พระศาสดาแต่หินกลิ้งไป
ผิดทาง มีเพียงสะเก็ดหินก้อนเล็ก ๆ กระเด็นมากระทบพระบาทจนทำให้พระโลหินห้อขึ้น หมอชีวกได้ปรุงพระโอสถพอกที่แผลแล้วใช้ผ้าพันแผลไว้พอรุ่งขึ้นตอนเช้าแผลก็ หายสนิท เป็นปกติ นอกจากนี้หมอชีวกยังได้ให้การรักษาพระภิกษุสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคต่าง ๆ โดยไม่คิดมูลค่า จนไม่ค่อยจะมีเวลารักษาให้คนทั่ว ๆ ไป เพราะท่านหมอมีความห่วงใยพระภิกษุสงฆ์มากกว่าจงเป็นเหตุให้คนบางพวกเมื่อ เจ็บป่วยหรือเป็นโรคขึ้นมา ก็พากันมาบวชเพื่อสะดวกแก่ การให้หมอรักษา พอหายดีแล้วก็ลาสิกขาไป

กราบทูลขอพรห้ามบวชคนที่มีโรคติดต่อ
สมัยหนึ่งในพระนครราชคฤห์เกิดโรคสกปรก โรคติดต่อและโรคร้ายแรง ระบาดไปทั่วกรุง เช่น

* กุฏฐัง โรคเรื้อน
* คัณโฑ โรคฝีดาษ
* กิลาโส โรคกลาก
* โสโส โรคไข้มองคร่อ
* อปมาโร โรคลมบ้าหมู

ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นกันทั่วไปแก่ประชาชนพลเมือง ทั้งภายนอกทั้งภายในราชสำนัก ตลอดจนพระสงฆ์ในอารามต่าง ๆ หมอทั้งหลายต้องทำงานกันอย่างหนัก ส่วนหมอชีวกโกมารภัจ ก็จะให้การรักษาแก่พระภิกษุสงฆ์และบุคคลภายราชสำนักก่อน เนื่องจากหมอชีวกโกมารภัจ รักษาแล้วได้ผลหายเร็วค่ารักษาถูกกว่าหมออื่น โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์แล้วจะรักษาให้ โดยไม่คิดค่ายาค่ารักษาแต่ประการใด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีคนคิดอาศัยพระศาสนาเพื่อเข้ามารักษาตัว โดยเข้ามาบวชเป็น พระให้หมอรักษาจนหายจากโรคที่เป็นอยู่แล้วก็สึกออกไป และคนพวกนี้ก็เป็นตัวนำเชื้อโรคบางอย่างมาแพร่เชื่อติดต่อให้พระ เช่น โรคเรื้อนและโรคกลากเกลื้อน เป็นต้น จนระยะหลัง ๆ หมอชีวกสังเกตเห็นว่าคนหัวโล้นมีมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม เมื่อสอบถามดู จึงได้ทราบความจริงว่าเพิ่งสึกมาจากพระ และที่บวชก็มิได้บวชด้วยศรัทธา แต่บวชเพื่อรักษาตัว เมื่อโรคหายแล้วก็สึกออกมา ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งหมอชีวกเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลของพรว่า “ขออย่าได้บวชให้คนที่มีโรคติดต่อทั้ง 5 ชนิดข้างต้นเลย”  พระพุทธองค์ประทานให้ตามที่กราบทูลขอ และได้ประกาศให้ภิกษุสงฆ์ทราบโดยทั่วกัน ตั้งแต่นั้นมา คนที่เป็นโรคทั้ง 5ชนิดนั้นก็ไม่สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้

กราบทูลขอพรให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้
หมอชีวกโกมารภัจ หลังจากที่รักษาอาการประชวรของพระเจ้าจัณฑปัชโชตจนหาย เป็นปกติดีแล้ว ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี แต่ท่านหมอคิดว่า ผ้าเนื้อดี อย่างนี้ ไม่สมควรที่ตนจะใช้สอย เป็นของสมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์ จึงได้น้อมนำผ้านั้นไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนที่จะถวายได้กราบทูลขอพรว่า “ขอให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้” พระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้ตามที่ขอ การที่หมอชีวกโกมารภัจ กราบทูลขอพรเช่นนั้น ก็เพราะแต่ก่อนนั้นภิกษุใช้สอยแต่ผ้าบังสุกุล คือ ผ้าที่ชาวบ้านทั้งหลายทิ้งตามกองขยะบ้าง กองหยากเยื่อบ้าง ผ้าที่ห่อศพทิ้งในป่าบ้าง นำมาทำความสะอาดแล้วเย็บย้อมเป็นผ้าสบงจีวร สำหรับนุ่งห่ม จะไม่รับผ้าที่ชาวบ้านถวาย หมอชีวกโกมารภัจ เห็นความลำบากของพระภิกษุสงฆ์ในเรื่องนี้ จึงกราบทูลขอพรและได้เป็นผู้ถวายเป็นคนแรก ผ้าที่ภิกษุรับอย่างนี้เรียกว่า“คฤหบดีจีวร” แม้พระพุทธองค์จะทรงอนุญาตตามที่หมอชีวกโกมารภัจ กราบทูลขอ แต่ก็ยังมีพุทธ ดำรัสตรัสว่า “ถ้าภิกษุปรารถนาจะถือผ้าบังสุกุลก็ให้ถือ ปรารถนาจะรับคฤหบดีรจีวรก็ให้รับ” และได้ตรัสสรรเสริญความสันโดษคือความยินดีตามมีตามได้ พระพุทธองค์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุโมทนาบุญแก่หมอชีวกผู้ถวายผ้านั้น เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว หมอชีวกโกมารภัจ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมดำรงอยู่ในอริยภูมิคือพระโสดาบัน

หมอชีวกโกมารภัจสร้างวัด
หมอชีวกโกมารภัจ เมื่อยามว่างเว้นจากการรักษาคนไข้ก็หวนคิดถึงตนเอง มีความปรารถนาจะเข้าเฝ้าใกล้ชิดพระบรมศาสดาอย่างน้อยวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น เพื่ออบรมจิตใจได้มากขึ้น แต่วัดเวฬุวันก็ตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้าน อีกทั้งไม่สะดวกในการฟังธรรม และการรักษาพยาบาลภิกษุไข้ จึงได้น้อมนำถวายสวนมะม่วงที่พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานให้แก่ตนนั้น สร้างวัดถวายในพระพุทธศาสนาสร้างพระคันธกุฏีที่ประทับส่วนพระพุทธองค์ พร้อมด้วยกุฏิสงฆ์ ศาลาฟังธรรมบ่อน้ำ และกำแพงขอบเขตวัดพร้อมบริบูรณ์ทุกสิ่งแล้ว กราบทูลอาราธนา พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์พุทธสาวกเสด็จเข้าประทับยังพระอารามใหม่นั้น ถวาย อาหารบิณฑบาตเป็นการฉลองพระอารามแล้ว หลังน้ำทักษิโณทกให้ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระบรมศาสดา กล่าวอุทิศถวายมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ให้เป็นศาสนสถานอยู่จำพรรษาของภิกษุสงฆ์ที่มาจากทิศทั้ง 4 พระอารามใหม่นี้ได้นามตามผู้ถวายว่า “ชีวกัมพวัน” (ชีวก+อัมพวัน)

พาพระเจ้าอชาตศัตรูเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
อชาตศัตรูราชกุมาร มีพระอัธยาศัยคิดทรยศไม่ซื่อตรง ขาดความจงรักภักดีต่อพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นพระราชบิดาอยู่แล้วต่อมาได้คบหาสมาคมกับพระเทวทัต มีศรัทธาเลื่อมใสได้ให้ความอุปถัมภ์บำรุงด้วยปัจจัย 4 ถูกพระเทวทัตยุยงให้ปลงพระชนม์พระบิดา อีกทั้งให้การ สนับสนุนพระเทวทัตกระทำอนัตริยกรรมลอบปลงพระชนม์พระบรมศาสดาและทำสังฆเภท ทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกัน ต่อมา พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบเพราะกระทำกรรมหนัก พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทราบ ข่าวก็สะดุ้งพระทัยกลัวภัยจะถึงตัว ถึงกับเสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับติดต่อกันหลายวัน กลัด กลุ้มพระทัยเป็นที่สุด คืนเพ็ญวันหนึ่งพระองค์ไม่สามารถจะนิทราหลับลงได้จึงเรียกอำมาตย์ทั้งหลายเข้าเฝ้ายามดึกทรงปรึกษาว่า “คืนเดือนเพ็ญอย่างนี้จะไปหาสมณพราหมณ์ผู้มีศีลคนดี จึงจะสามารถทำจิตใจให้สงบได้” พวกอำมาตย์ล้วนแต่แนะนำเดียรถีย์อาจารย์ของตน ได้แก่ ครูทั้ง 6 ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูก็เคยไปฟังคำสอนมาแล้วล้วนแต่ไร้สาระทั้งสิ้น หมอชีวกโกมารภัจ อยู่ในที่นั้นด้วย จึงกราบทูลแนะนำให้ไปเฝ้า พระสมณโคดมบรมศาสดา ซึ่งขณะนี้พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ชีวกัมพวันใกล้ ๆ บ้านของตนนี่เอง พระเจ้าอชาตศรัตรูทรงเห็นด้วย จึงเสด็จไปพร้อมด้วยกองจตุรงคเสนา เมื่อเสด็จไปถึง ได้เข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสทักทายปฏิสันถารขึ้นก่อนแล้ว ตรัสถามถึงราชกิจต่าง ๆ ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูไม่เก้อเขิน และทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ พระพุทธองค์ไม่ทรงถือโทษในการกระทำของพระองค์ที่ผ่านมาพระพุทธองค์ ทรงทราบว่าพระเจ้าอชาตศัตรูมีพระทัยผ่องใสดีแล้ว จึงแสดงพระธรรมเทศนา สมัญผลสูตร ให้ทรงสดับ เมื่อจบลงทรงมีพระทัยผ่องใสโสมนัสยิ่งขึ้น เกิดศรัทธาเลื่อมใสถวายตัวเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งตลอดชีวิต (ถ้าพระองค์ไม่ทำ ปิตุฆาตคือฆ่าพระบิดาเสียก่อน ก็จะได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นแน่) จากนั้น ได้กราบขอขมาโทษต่อพระพุทธองค์เสด็จกลับพระราชนิเวศน์ หมอชีวกโกมารภัจ ทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนทั่วไปเป็นอเนกประการ ท่านเป็นอุบาสกผู้เป็นพระอริยชั้นพระโสดาบัน พระบรมศาสดา ได้ ยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่ายเลื่อมใสในบุคคล

คนไข้คนแรกของชีวกโกมารภัจ
หมอชีวกโกมารภัจ ออกเดินทางจากเมืองตักสิลามุ่งสู่กรุงราชคฤห์พักผ่อนรอนแรมในระหว่างทางเสบียงที่อาจารย์มอบหมายก็ใกล้หมด จึงเที่ยวหารักษาใช้พอดีภริยาเศรษฐีในเมืองสาเกตเป็นโรคปวดศีรษะมาเป็นเวลาประมาณ 7 ปี พยายามรักษาสิ้นทรัพย์จำนวนมากก็ไม่หาย หมดอาลัยในชีวิตจึงปล่อยไปตามกรรม  เมื่อหมอชีวกโกมารภัจ ทราบจึงเข้าไปอาสารักษาให้ ทั้งคนไข้และเศรษฐีเห็นหมอยังหนุ่มอยู่ไม่เชื่อความสามารถ จึงบอกปัดไม่ยอมให้รักษา เพราะเกรงว่าจะเสียค่ารักษาเปล่า ๆ ไม่ได้ประโยชน์ แต่หมอชีวกโกมารภัจบอกจะรักษาให้ก่อน เมื่อหายแล้ว จึงจะรักค่ารักษา ดังนั้นเศรษฐีและภริยาจึงตอบตกลงยอมให้รักษา หมอชีวกโกมารภัจ ประกอบยาให้นัตถุ์เข้าทางจมูก ฤทธิ์ยาทำให้คนไข้อาเจียนออกมาทางปาก หลังจากนั้นโรคของนางก็หายเป็นปกติ เขาได้ รับค่ารักษาและรางวัลมาถึง 16000 กหาปณะ แล้วเดินทางต่อไปจนถึงกรุงราชคฤห์ เมื่อถึงแล้วหมอชีวกโกมารภัจ ได้เข้าเฝ้าพระบิดาอภัยราชกุมาร กราบทูลขออภัยโทษที่หนีไปโดยมิได้ทูลลา ทูลเล่าเรื่องการศึกษาวิชาแพทย์ตั้งแต่ต้นจนจบ ตลอดจนการเดินทางกลับแล้วได้ถวายเงินรางวัลที่ได้รับระหว่างทางแก่พระบิดา พระอภัยราชกุมารทรงปลาบปลื้มพระทัย คืนทรัพย์สินที่ถวายให้กลับคืนเพื่อเป็นทุนใช้สอย

1 Comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: พุทธประวัติ ::


ในสมัยพุทธกาล อินเดียหรือชมพูทวีป แบ่งอาณาเขตเป็น 2 เขตคือ

ภาคกลาง เรียกว่า มัชฉิมชนบทหรือมัธยมประเทศ เป็นที่อยู่ของชนชาติอริยกะ หรืออารยัน แปลว่า ผู้เจริญเป็นดินแดนของชนผิวขาว

ภาครอบนอก เรียกว่า ประจันตชนบทหรือประจันตประเทศ คือ ประเทศปลายเขตเป็นที่อยู่ของชนชาติมิลักขะ หรืออนารยชน เป็นดินแดนของชนพื้นเมือง

ชมพูทวีป คืออาณาเขตที่เป็นประเทศอินเดีย และเนปาลในปัจจุบัน (ปัจจุบันเลิกใช้ชื่อชมพูทวีปนี้แล้ว) ในสมัยพุทธกาล ชมพูทวีปนอกจากแบ่งเป็น 2 เขตดังกล่าวแล้ว ได้แบ่งเป็นแคว้นต่างๆ มีจำนวน 16 แคว้น แต่ละแคว้นที่มีความสำคัญในสมัยพุทธกาลมีเพียง 6 แคว้น คือ แคว้นมคธ แคว้นวังสะ แคว้นอวันตี แคว้นกาสี แคว้นสักกะ และแคว้นโกศล

* แคว้นมคธ ตั้งอยู่ในบริเวณยุทธศาสตร์ คือ เป็นแหล่งแม่น้ำคงคา และลำน้ำหลายสาขามาบรรจบกัน จึงเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีกรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวง พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ครองนครเดิม กรุงราชคฤห์มีลักษณะเป็นหุบเขามีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก ต่อมาสมัยพระเจ้าอชาตศัตรูได้ย้ายกรุงราชคฤห์ออกจากหุบเขา ไปสร้างเมืองปาฏลีบุตรเป็นเมืองหน้าด่านเพื่อป้องกันการรุกรานของพวกวัชชี
* แคว้นวังสะ ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำคงคา และแม่น้ำยมนา มาบรรจบกัน จึงเป็นชุมทางพาณิชย์ทั้งทางบกและทางน้ำ มีกรุงโกสัมพีเป็นเมืองหลวง มีพระเจ้าอุเทนเป็นผู้ครองนคร ความสำคัญในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเผยแผ่ศาสนาหลายครั้ง ทำให้มีผู้เสื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้าอุเทนด้วย
* แคว้นอวันตี เป็นแคว้นใหญ่ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของมัชฌิมชนบท มีกรุงอุชเชนีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าจัณฑปัชโชติเป็นผู้ครองนคร ความสำคัญในสมัยพุทธกาล พระเจ้าจัณฑปัชโชติ ได้ทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จมายังกรุงอุชเชนี แต่พระพุทธเจ้าได้ส่งพระกัจจายนะมาประกาศศาสนาแทน
* แคว้นกาสี เป็นชุมทางของแม่น้ำคงคาและลำน้ำหลายสาขามาบรรจบกัน จึงมีความเจริญด้านพาณิชย์และวัฒนธรรม รองจากแคว้นมคธ และแคว้นโกศล แคว้นกาสีเป็นคู่แข่งของแคว้นโกศล ได้ทำสงครามตลอดมา มีกรุงพาราณาสีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าพรหมฑัตต์เป็นผู้ครองนคร ความสำคัญในสมัยพุทธกาล แคว้นกาสีมีสินค้าที่มีชื่อ คือ ผ้าและไม้จันทน์ ซึ่งมีกลิ่นหอม
* แคว้นสักกะ ตั้งอยู่บนเชิงเขาหิมาลัย ตอนเหนือเป็นภูเขา ตอนใต้เป็ฯที่ราบเชิงเขา ลักษณะลาดเขา เรียกว่า Terai เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร เพราะเป็นที่สะสมตมตะกอน เป็นปุ๋ยธรรมชาติที่ดี ความสำคัญในสมัยพุทธกาล เป็นถิ่นกำเนิดของพระพุทธเจ้า คือกรุงกบิลพัสดุ
* แคว้นโกศล พื้นที่ส่วนใหญ่ครอบคลุมบริเวณลุ่มแม่น้ำคงคา มีกรุงสาวัตถีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นผู้ครองนคร ความสำคัญในสมัยพุทธกาล เป็นแหล่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้ประกาศศาสนาและเผยแผ่ศาสนาถึง 26 ปี ส่วนพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงเป็นอุบาสถตลอดพระชนมายุ

ลักษณะทางด้านการปกครอง แบ่งได้ 2 ระบบ

การปกครองแบบราชาธิปไตย พระมหากษัตริย์หรือผู้ครองแคว้นมีอำนาจสิทธิขาดผู้เดียว มีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์แคว้นใหญ่ๆ ส่วนมากปกครองด้วยระบบนี้ เช่น

* แคว้นมคธ มีพระเจ้าพิมพิสารปกครอง
* แคว้นโกศล มีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครอง
* แคว้นอวันตี มีพระเจ้าจันปัชโชตปกครอง
* แคว้นวังสะ มีพระเจ้าอุเทนปกครอง

การปกครองของกษัตริย์ แม้จะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครอง แต่ก็มีธรรมเป็นหลักในการปกครอง หลักธรรมสำคัญของกษัตริย์ ได้แก่

* ทศพิธราชธรรม 10 ประการ
* สังคหวัตถุ 4 ประการ

ทศพิธราชธรรม มีธรรมประกอบด้วย

ทาน     การให้
ศีล     การรักษากาย วาจา ใจให้เป็นปกติ
บริจาคะ     การแบ่งปัน การบริจาคแก่ผู้ยาก
อาชวะ     ความซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น
มัททวะ     ความอ่อนโยน ไม่กระด้าง
ตบะ     ความเพียรพยายาม
อักโกธะ     ความไม่โกรธ
อวิหิงสา     ความไม่เบียดเบียน
ขันติ     ความอดทน อดกลั้น
อวิโรธนะ     ความไม่ทำให้ผิด (ความไม่คลาด)

สังคหวัตถุ ประกอบด้วย
ทาน     การให้ คือการให้สิ่งของให้คุณธรรม ให้อภัย
ปิยะวาจา     คำปราศรัยอันอ่อนโยน
อัตถจริยา     การทำตนให้เกิดประโยชน์
สมานัตตา     การวางตนเสมอตน เสมอปลาย

การปกครองแบบสามัคคีธรรม หรือการปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบนี้ไม่มีพระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีการสืบสันตติวงศ์ การปกครองระบบนี้การบริหารประเทศขึ้นอยู่กับสถาบันสำคัญ คือ รัฐสภา ซึ่งสมัยเรียกว่า สัณฐาคาร มีประมุขรัฐสภาและมีคณะกรรมการรัฐสภาเป็นคณะกรรมการบริหารในสมัยพุทธกาล มีลักษณะดังนี้

ประมุขรัฐสภา     ผู้เคยดำรงตำแหน่งนี้คือพระเจ้าสุทโธทนะ
แห่งศากยวงศ์ แคว้นสักกะ กรุงกบิลพัสดุ์
คณะกรรมการ
ฝ่ายบริหารบ้านเมือง     ในสมัยพุทธกาล ได้แก่ กษัตริย์ลิจฉวี แห่งเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
กรรมการรัฐสภา     มาจากหัวหน้าครอบครัวใหญ่ๆ ระดับเมือง (ชนบท) ระดับอำเภอ

สมาชิกรัฐสภาจะต้องให้คำปฏิญญาต่อสัณฐาคาร หรือรัฐสภา เช่น จะรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวม จะไม่ขาดประชุม จะแสดงความคิดโดยเปิดเผย จะต้องปราศจากความโกรธแคว้นเมื่อถูกกล่าวหา และจะยอมรับสารภาพถ้ากระทำผิด

หลักธรรมที่การปกครองยึดถือปฏิบัติคือ อปริหานิยธรรม มีสาระสำคัญ คือ

* หมั่นประชุมกันอย่างเนืองนิตย์
* พร้อมเพียงกันประชุม พร้อมเพียงกันเลิกประชุม
* ไม่บัญญัติสิ่งใหม่อันขัดต่อหลักการเดิม ไม่ล้มล้างบัญญัติเก่าที่ยังใช้ได้อยู่
* เคารพนับถือและเชื่อฟังผู้ใหญ่
* ปกครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก
* เคารพในปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ
* คุ้มครองป้องกันภัยแก่ สมณ ชี พราหมณ์ ผู้เป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน

ลักษณะสังคมของชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล

สังคม หมายถึง กลุ่มชนที่อยู่รวมกัน เป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นประเทศชาติ โดยมีระบบแห่งความสัมพันธ์ที่มีหลักการ ได้แก่ การปกครอง การศึกษา เศรษฐกิจ ศาสนา ความก้าวหน้าทางศิลปวิทยา และการนันทนาการ

ลักษณะทางสังคมของชมพูทวีปสมัยพุทธกาล ได้มีการแบ่งวรรณะอยู่แล้วเป็น 4 วรรณะคือ

* วรรณะกษัตริย์ ได้แก่ พวกเจ้า กษัตริย์ นักรบ นักปกครอง สีประจำวรรณะ คือสีแดง
* วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ นักบวช ศึกษาคัมภีร์พระเวท มีหน้าที่ติดต่อกับเทวะหรือเทพเจ้า ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สีประจำวรรณะ คือสีขาว
* วรรณะแพศย์ ได้แก่ พ่อค้า คหบดี หรือบุคคลที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่น พาณิชยกรรม เกษตรกรรม ศิลปหัตถกรรม พวกนี้เป็นชนชั้นกลางในสังคม สีประจำวรรณะ คือสีเหลือง
* วรรณะศูทร ได้แก่ กรรมกร ลูกจ้าง เป็นพวกชนชั้นต่ำ ผู้ใช้แรงงาน เป็นชนชั้นล่างของสังคม สีประจำวรรณะ คือสีเขียว หรือสีดำ

นอกจากนี้ ยังมีพวกนอกวรรณะ ที่เรียกว่า จัณฑาล ถือว่าเป็นคนชั้นต่ำสุด เพราะถือกำเนิดจากมารดาที่มีวรรณะสูงกว่าบิดา เช่น มารดาเป็นแพศย์ บิดาเป็นศูทร บุตรจะเกิดมาเป็นจัณฑาล ถูกเหยียดหยามจากวรรณะอื่นๆ ไม่มีศักดิ์และสิทธิ์ใดๆ ทางสังคม

มูลเหตุที่ทำให้เกิดวรรณะ

* ทฤษฏีเกี่ยวกับองคายพของพระผู้สร้าง กล่าวว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์จากอวัยวะส่วนต่างๆของพระองค์ สร้างวรรณะพราหมณ์จากพระโอษฐ์ สร้างวรรณะกษัตริย์จากพระพาหา สร้างวรรณะแพศย์จากพระอูรุ (โคนขาหรือตะโพก) สร้างวรรณะศูทรจากพระบาท
* สันนิษฐานตามหลักวิชา คำว่า วรรณะ แปลว่า สีผิว นักวิชาการสันนิษฐานว่า การแบ่งชนชั้น จะมีที่มาจากการถือเผ่าพันธ์และสีผิว พวกวรรณะสูง ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ และพวกพ่อค้า คือเผ่าอารยัน ส่วนพวกศูทรเป็นพวกเผ่ามิลักขะ หรือพวกดราวิเดียน ชนชาติอารยัน หรือพวกอริยกะ อพยพมาจากทางเหนือของภูมิภาคของชมพูทวีป และได้ขับไล่พวกมิลักขะหรือดราวิเดียนลงไปอยู่ทางใต้

ลักษณะเศรษฐกิจในชมพูทวีป

เศรษฐกิจในครั้งพุทธกาล ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม คือ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ รองลงมา คือการค้าขาย และหัตถกรรมภายในครัวเรือน เช่น ช่างปั้นภาชนะดิน ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างทอผ้า ช่างฝึกม้าฝึกช้าง เป็นต้น เศรษฐกิจในชมพูทวีปโดยเฉพาะในแว่นแคว้นทางตอนเหนือและตอนกลาง ที่ราบลุ่มแม่น้ำจะมีเศรษฐกิจที่ดี ความเป็นอยู่เรื่องการอุปโภคบริโภคอยู่ในระดับดี มีกินมีใช้ เพราะสภาพภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์

ลักษณะความเชื่อทางศาสนา

ความเชื่อทางศาสนา แบ่งได้ 3 กลุ่ม

ความเชื่อในวิญญาณและเทพเจ้า เป็นความเชื่อดั้งเดิมของชนพื้นเมืองเดิม คือพวกมิลักขะเดิม พวกนี้จะเชื่อในสภาพ ดิน ฟ้า อากาศ ภูเขา ต้นไม้ เมื่อสภาพธรรมชาติเดิการเปลี่ยนแปลง เช่น เกิดฟ้าร้อง ฟ้าผ่า พายุใหญ่ ชนพื้นเมืองจะเข้าใจว่าเป็นการกระทำของวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพวกมิลักขะได้ยกให้เป็นเทพเจ้า ซึ่งพวกอารยันที่มาภายหลังก็ยอมรับนับถือตามไปด้วย และได้ตั้งหลักการเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือเทวดาไว้ 3 ประเภท คือ

* สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ เช่น พวกมหากษัตริย์ พระราชเทวี พระราชโอรส
* อุปปัตติเทพ เทวดาโดยกำเนิด เช่น เทวดาในสวรรค์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม ความสุข ถ้าใครรักษาความดี ก็จะเกิดเป็นเทวดา เพราะเทวดาเป็นผู้ที่มีคุณธรรม
* วิสุทธิเทพ เทวดาโดยบริสุทธิ์ หมายถึง การเป็นเทวดาด้วยความเป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมองจากความชั่ว วิสุทธิเทพนี้ หมายถึง พระพุทธเจ้า พระอรหันต์

ความเชื่อของพวกพราหมณ์ ได้แก่ ความเชื่อในคัมภีร์ไตรเพท มีความเชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก จักรวาล และสรรพสิ่งทั้งปวง ความเชื่อของพราหมณ์อีกประการหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ คือ ความเชื่อในเรื่องการล้างบาป มีความเชื่อว่า บาปของมนุษย์นั้นชำระล้างได้ด้วยแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ แม่น้ำคงคา ถ้าใครได้อาบ หรือได้กินน้ำในแม่น้ำคงคา ถือว่าได้บุญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองพาราณาสี ซึ่งเป็นเมืองของพระศิวะ และที่เมืองคยา ถือว่าเป็นเมืองของพระวิษณุ ผู้ที่ได้อาบ หรือดื่มกินน้ำในแม่น้ำคงคา โดยเฉพาะเมืองดังกล่าวถือว่าได้บุญมาก ความชั่วทั้งหมดจะถูกลอยไปกับสายน้ำกลายป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งทางกายและทางใจ

ลัทธิอิสระ คือ กลุ่มที่มีความเชื่ออิสระเป็นพวกนักบวชที่มีความมุ่งหมายที่จะค้นหาความจริงอย่างเป็นอิสระ มีหลักฐานกล่าวไว้ว่า มีถึง 336 ลัทธิ แต่หลักฐานทางพระพุทธศาสนากล่าวว่ามี 62 ลัทธิ แต่ที่ตั้งสำนักสั่งสอนในกรุงราชคฤห์แคว้นมคธนั้น มีลัทธิอิสระ 6 ลัทธิ สรุปได้ดังนี้

* ปูรณกัสสป มีความเห็นว่า บุญบาปไม่จริง การกระทำใดๆ ไม่ว่าดี เลว จะไม่มีผลอะไรตอบสนอง ลัทธินี้เรียกว่า อกิริยทิฐิ ซึ่งมีความเห็นว่าทำก็เท่ากับไม่ทำ
* มักขลิโคสาล มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์และความมัวหมอง ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์ และเศร้าหมองเองตามธรรมชาติ ลัทธินี้เรียกว่า อเหตุกทิฐิ เห็นว่าไม่มีเหตุ ไม่มีผล
* อชิตเกสกัมพล มีความเห็นว่า คนไม่มี สัตว์ไม่มี มีแต่การประชุมแห่งธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
* ปกุธกัจจายนะ มีความเห็นว่า สิ่งที่เที่ยงแท้มีอยู่ 7 อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ลม สุข ทุกข์ และชีวะไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น มีอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น เรียกว่า สัสตทิฐิ (เห็นว่านิรันดร) ในด้านจริยธรรม ถือว่าไม่มีการฆ่า ไม่มีคนถูกฆ่า เป็นเพียงแต่อาวุธชำแหละผ่านอวัยวะที่ไม่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ชีวะที่เที่ยงแท้ไม่มีใครฆ่าได้
* นิครนถ์นาฏบุตร มีความเห็นว่า การทรมานกายให้ลำบากด้วยวิธีต่างๆ เป็นทางหลุดพ้น คือการไม่เบียดเบียน ไม่มีสมบัติที่จะครอบครอง ประพฤติตนสันโดษ เชื่อว่าการทรมานกายจะทำให้หลุดพ้นทุกข์ เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค
* สัญชัยเวลัฏฐบุตร เป็นลัทธิที่ไม่ติดกับทรรศะใดๆ เป็นลัทธิลื่นไหลไม่ตายตัวแน่นอน เรียกว่า อมราวิกเขปิกาทิฐิ

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::