Category Archives: :: พระพุทธศาสนา ::

:: บทนำ ::

คำว่า “ศาสนา” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Religion” าชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของ “ศาสนา” ว่า “ลัทธิความเชื่อของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัถต์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็น หรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้น ๆ”

มูลเหตุการเกิดศาสนา

  1. ความไม่รู้ (อวิชชา)
  2. ความกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ
  3. ความต้องการความรู้แจ้งความจริงแห่งชีวิต
  4. ความต้องการหาหลักประกันสังคม
องค์ประกอบขอองศาสนา
  1. ศาสดา คือ ผู้ก่อตั้งศาสนา แบ่งออกได้เป็น ประเภท คือ     
    1. ศาสดาของศาสนาเทวนิยม หมายถึง องค์อวตาร/ ศาสนฑูตของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาป 
    2. ศาสดาของศาสนาอเทวนิยม คือมนุษย์ผู้ค้นพบหลักสัจธรรมด้วยตนเอง ตั้งศาสนาของตนขึ้นได้โดยสอนให้พึ่งตนเองไม่สอนให้กราบไหว้วิงวอนสิ่งภายนอก
  2. หลักคำสอนหรือคัมภีร์ องค์ประกอบที่ ๒ นี้ถือว่าสำคัญที่สุดขององค์ประกอบของศาสนา 
  3. นักบวช    
  4. ศาสนสถาน  
  5. พิธีกรรมหรือศาสนพิธี      
  6. ศาสนิกชน คือ บุคคลผู้นับถือเลื่อมใสศรัทธาในศาสนานั้นๆ
          บางศาสนาอาจขาดข้อใดข้อหนึ่งไป แต่ก็ยังถือว่าเป็นศาสนา เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ขาดองค์ประกอบคือ ศาสดาไม่ได้มีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ขาดนักบวช เป็นต้น

ประเภทของศาสนา

  1. แบ่งตามลักษณะเผ่าพันธ์
    1. กลุ่มอารยัน 4 ศาสนา คือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาเชน พุทธศาสนาและศาสนาสิกข์
    2. กลุ่มมองโกล 3 ศาสนา คือ ศาสนาเต๋า ศาสนาขงจื้อ และศาสนาชินโต
    3. กลุ่มเซเมติก 4 ศาสนา คือ ศาสนาโซโรฮัสเตอร์ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม
  2. แบ่งตามตามลำดับแห่งวิวัฒนาการของศาสนา
    1. ศาสนาธรรมชาติ
    2. ศาสนาองค์กร
  3. แบ่งตามประเภทของผู้นับถือศาสนา
    1. ศาสนาเผ่า  เพราะมีการนับถือเฉพาะในชาติใดชาติหนึ่ง เช่น ศาสนาฮินดูมีนับถือกันในเฉพาะประเทศอินเดีย ศาสนาโซโรฮัสเตอร์นับถือเฉพาะชนเผ่าเปอร์เซีย ศาสนายูดายนับถือกันในเฉพาะในหมู่ชาวอิสราเอล ศาสนาชินโตนับถือกันเฉพาะญี่ปุ่น และศาสนาขงจื้อนับถือกันเฉพาะในหมู่ชาวจีน
    2. ศาสนาโลก เช่น พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เรียกอีกอย่างว่าศาสนาสากล
  4. แบ่งตามการนับถือพระเจ้า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
    1. อเทวนิยม ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน
    2. เทวนิยม  ได้แก่ คริสต์ ยูดาย อิสลาม สิกข์ บาไฮ ไซโรอัสเตอร์ และ พราหมณ์

คุณค่า ความสำคัญของศาสนา

  1. ศาสนาเป็นเครื่องสั่งสอนให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้องดีงาม
  2. ศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งศีลธรรมจรรยาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ชอบ
  3. ศาสนาช่วยยกระดับจิตใจ ทำให้เป็นผู้ควรแก่การเคารพนับถือ อีกทั้งยังช่วยสร้างจิตสำนึกในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ให้กับคนในสังคมอีกด้วย

 

Advertisements

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: ศาสนาพราหมณ์ ::

ศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นศาสนาเกิดที่ดินแดนชมพูทวีปก่อนพุทธศาสนา ซึ่งไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นศาสดามีคัมภีร์ศาสนาเรียกว่า “พระเวท” มีพัฒนาการสืบต่อยาวนานนับจากลัทธิพราหมณ์จนถึงยุคที่เรียกว่าศาสนาฮินดู  ศาสนานี้นับถือเทพเจ้าหลายองค์  เรียกว่า “พหุเทวนิยม”

ที่มาของศาสนา 

ศาสนาพราหมณ์ฮินดู ได้วิวัฒนการสืบทอดกันมาตามลำดับ ช่วงเวลาที่ยังเป็นศาสนาพราหมณ์อยู่นั้นในสมัยพระพุทธกาล ครั้นกาลล่วงมาถึงสมัยหลังพระพุทธกาลศาสนาพราหมณ์ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นศาสนาฮินดู  แบ่งออกเป็น 2 สมัย

1.สมัยพระเวท  ชาวอารยันได้พัฒนาการนับถือเทพเจ้าให้มีระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น มีพิธีกรรมต่างๆมากมายและมีความวิจิตรพิสดารมากขึ้น พราหมณ์ผู้ทำพิธีได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ คัมภีร์พระเวทมี 3 หมวด จึงเรียกว่า ไตรเวทหรือไตรเพท ได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท ต่อมามีการแต่งเพิ่มอีกหนึ่งคัมภีร์  คือ อาถรรพเวท ในสมัยนี้พระอินทร์  ซึ่งเป็นเทพแห่งพายุและสงคราม มีอาวุธประจำกายคือฟ้าผ่าเป็นเทพที่โปรดปรานงานเลี้ยงและการดื่นน้ำโสม สมัยพระเวทได้แบ่งเทพเจ้าเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 11 องค์ดังนี้

  1. เทพเจ้าบนพื้นโลก
  2. เทพเจ้าในอากาศ
  3. เทพเจ้าบนสวรรค์

 2.สมัยพราหมณ์ เป็นสมัยที่วรรณะพราหมณ์เรืองอำนาจ มีอิทธิพลเหนือวรรณะอื่นๆ เพราะเป็นผู้มีอำนาจผูกขาดในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ คนในวรรณะอื่นไม่มีโอกาสได้ศึกษาคัมภีร์พระเวท การที่พราหมณ์ได้รับการยกย่องสูงทำให้พวกพราหมณ์หลงอำนาจ มองคนในวรรณะอื่นต่ำกว่าตน พวกพราหมณ์ยกย่องพระศิวะและพระนารายณ์ให้มีศักดิ์เสมอพระพรหม  เรียกว่า ตรีมูรีติ ในสมัยนี้เชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล พระพรหมได้สร้างมนุษย์โดยแบ่งภาคจากพระองค์

  1. พวกพราหมณ์เกิดจากปากของพระพรหมมีหน้าที่สั่งสอน สีประจำวรรณะ คือ ขาว
  2. พวกกษัตริย์เกิดจากแขนของพระพรหมมีหน้าที่รบ สีประจำวรรณะ คือ แดง
  3. พวกแพศย์เกิดจากสะโพกของพระพรหมมีหน้าที่ทำงานหนัก สีประจำวรรณะ คือ เหลือง
  4. พวกศูทรเกิดจากเท้าของพระพรหมมีหน้าที่รับใช้วรรณะอื่น สีประจำวรรณะ คือ  ดำ

ที่มาของศาสนาฮินดู 

ศาสนาพราหมณ์ได้รุ่งเรืองเป็นลำดับกระทั่งประมาณ ปีพ.ศ.700 จึงเข้าสู่ยุคใหม่เรียกว่ายุคระบบทั้งหก ได้แก่

  1. นยายะ ตั้งขึ้นโดยเคาตมะมีลักษณะเป็นตรรกวิทยาขั้นสูง เชื่อว่าอาจบรรลุได้โดยอาศัยการคิดอย่างมีเหตุผลทุกขั้นตอน
  2. ไวเศษิกะ ตั้งขึ้นโดยคณาทะ  จัดเป็นคู่กับนยายะ ปรัชญาทรรศนะนี้แบ่งสิ่งต่างๆ ในโลกออกเป็น สัจธรรม 9 ประเภท
  3. สางขยะ กปิละเป็นผู้สถาปนาขึ้น โดยแบ่งโลกออกเป็น 25 ชนิด โดยจำแนกทั้ง25 ชนิด ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สสารและวิญญาณ
  4. โยคะ เป็นคู่กับสางขยะ ปตาญชลิเป็นผู้ตั้งขึ้น เน้นวิธีปฏิบัติให้หลุดพ้นโดยการดับทุกข์ทางจิต
  5. มีมางสา  ไซมินิ เป็นผู้คิดค้นปรัชญานี้ขึ้น เป็นปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับการตีความพิธีกรรมและคัมภีร์พระเวท
  6. เวทานตะ ตั้งขึ้นโดยพราทรายณะ เป็นปรัชญาที่ว่าด้วยการสืบค้นหาพรหม มีอิทธิพลจากอภิปรัชญาของอุปนิษัทอย่างชัดเจนที่สุด ปรัชญาของเวทานตะกล่าวถึงพรหมว่าย่อมมีหนึ่งเดียว สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกล้วนเกิดมาแต่พรหม ที่เรามองเห็นว่ามีรูปและนามต่างๆ นั้น ล้วนเป็นมายาของพรหมแท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งเดียวกันคืออาตมันอันเกิดจากพรหม

ความเชื่อในศาสนาฮินดู 

  1. ความเชื่อในอมตภาพของวิญญาณ
  2. ความเชื่อในกรรมและการเกิดใหม่
  3. การตั้งข้อบังคับของวรรณะ
  4. เทพเจ้าอวตารลงมาเป็นวีรบุรุษ
  5. ตรีมูรติ
  6. พระพรหม  พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ในแนวคิดยุคแรกๆ พระพรหมมีลักษณะที่ไม่มีตัวตน แต่ครั้นเวลาต่อมา พวกพราหมณ์ได้พบข้อบกพร่องว่า เมื่อพระพรหมไม่มีตัวตนประชาชนเคารพบูชาไม่ได้ พวกพราหมณ์จึงได้กำหนดให้พระพรหมมีตัวตน มี 4 พักตร์ สามารถมองดูได้ทั่วทิศ พาหนะประจำพระพรหม คือ หงส์ โลกที่พระพรหมทรงสร้างกำหนดอายุขัย เมื่อครบกำหนดขัยก็มีการล้างโลกแล้วสร้างโลกขึ้นมาใหม่ ระยะเวลาระหว่างเริ่มสร้างโลก โลกตั้งอยู่และโลกพินาศไป เรียกว่า กัลป์ กัลป์หนึ่งกินเวลา  4 ยุค
    1. กฤตยุค  เป็นยุคที่สัจธรรมสมบูรณ์  มีความดีอยู่ทั่วไป
    2. ไตรดายุค เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อมลงหนึ่งในสี่
    3. ทวาปรยุค  เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อลงครึ่งหนึ่ง
    4. กลียุค  เป็นยุคที่สัจธรรมเสื่อมลงเหลือเพียงหนึ่งในสี่
  7. พระศิวะ เป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้นผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งทุกข์ มีพระชายาชื่อ พระอุมาเทวี พาหนะประจำพระองค์คือ โคสีขาว
  8. พระนารายณ์ มีหน้าที่คุ้มครองดแลลทั้ง 3 โลก รูปร่างลักษณะมีพระวรกายจะมีสีเปลี่ยนไปตามยุคฉลองพระองค์ดั่งกษัตริย์ มีมงกุฎทอง อาภรณ์สีเหลือง มี 4 กร ถือ สังข์ จักร ตรี คฑา โดยมีพระชายา คือ พระลักษมีมหาเทวี คอยเฝ้าดูแลอยู่ข้างๆเสมอ พาหนะ คือ พญาครุฑ พระนารายณ์จะอวตารลงมาจากสวรรค์และเกิดเป็นสัตว์หรือมนุษย์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือโลกเรียกว่า นารายณ์อวตารจำนวน 10 ปาง

นิกายในศาสนาพราหมณ์ฮินดู

  1. นิกายพรหม เป็นนิกายดั้งเดิมและเก่าแก่ที่สุด ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหมด
  2. นิกายไวษณวะ เป็นนิกายที่บูชาพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เชื่อการอวตารหรือการลงมาเกิดเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เช่น การอวตารลงเป็นพระรามในมหากาพย์รามายณะเป็นพระกฤษณะในคัมภีร์ภควัทคีตา และเป็นพระพุทธเจ้า หน้าที่ของพระนารายณ์ไม่ใช่เพียงรักษาโลกให้ดารงอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างและผู้ทำลายโลกอีกด้วย นิกายนี้จึงเป็นเอกนิยม นับถือพระวิษณุเพียงองค์เดียว
  3. นิกายไศวะ นิกายนี้ถือว่า พระศิวะเป็นผู้สร้างโลก เป็นแก่นแท้ของจักรวาล การนับถือของนิกายนี้มี 2 ลักษณะ คือ
    1. นับถือและบูชาลิงคะ หรือ ศิวลึงค์ คือ เครื่องหมายเพศบุรุษ เป็นเครื่องแทนพระศิวะในฐานะเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง
    2. นับถือและบูชาโคนันทิ  ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ เป็นผู้ให้น้านมและเนื้อแก่มนุษย์ เปรียบเหมือนเป็นมารดาของคนอินเดีย เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู
  4. นิกายศักติ คำว่า ศักติ แปลว่า ความสามารถ อำนาจ พลัง ความสูงส่ง บุคคลผู้มีพลังดังกล่าวคือเทวีหรือเทพเจ้าผู้หญิง นิกายนี้จึงนับถือมเหสีของมหาเทพทั้ง 3 องค์ การนับถือศักติหรือมหาเทวีไม่ได้แยกออกเป็นนิกายเอกเทศ แต่แฝงอยู่ในนิกายไศวะ และไวษณวะนั่นเอง กล่าวคือ ในนิกายไศวะก็นับถือพระชายาของพระศิวะซึ่งมีเพียงองค์เดียวแต่มีหลายชื่อส่วนนิกายไวษณวะก็นับถือพระนางลักษมีซึ่งเป็นพระชายาของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ นิกายที่นับถือพระพรหมก็นับถือพระนางสรัสวดีซึ่งเป็นมเหสีของพระพรหม แต่โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะนับถือพระนางอุมายิ่งกว่าเทพีองค์อื่นๆ เพราะ พระนางเป็นมเหสีของพระศิวะซึ่งเป็นเทพเจ้าที่คนเกรงกลัว

คัมภีร์ทางศาสนา 

  1. คัมภีร์ศุรติ  ศรุติ  แปลตามรูปศัพท์ว่า ได้ยิน ได้ฟัง ได้แก่ คัมภีร์ที่ถือว่าได้ยินได้ฟังมาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง ไม่มีผู้แต่ง เป็นสัจธรรมที่มีความจริงแท้ เพราะเป็น คาสอนของพระเจ้าเป็นประมวลความรู้ต่างๆอันเป็นความรู้ทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นบทสวดสรรเสริญอ้อนวอน พิธีกรรมเพื่อการบูชาพระเจ้า เวทมนต์คาถา และกวีนิพนธ์อันไพเราะ บันทึกด้วยภาษาสันสกฤต เรียกว่า คัมภีร์พระเวทแบ่งออกเป็น 4 คัมภีร์หรือหมวด เรียกว่า สังหิตา คือ
    1.  ฤคเวท  เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุด เป็นบทสวดหรือมนต์สรรเสริญอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าบทสวดในคัมภีร์ฤคเวทเป็นบทร้อยกรอง
    2. ยชุรเวท  เป็นคัมภีร์ที่เป็นคู่มือประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ซึ่งเป็นบท ร้อยแก้วที่อธิบายวิธีการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงและการทาพิธีบูชายัญ
    3. สามเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทสวดมนต์ ซึ่งเป็นบทร้อยกรอง ใช้สาหรับสวดในพิธีถวายน้าโสมและขับกล่อมเทพเจ้า
    4. อาถรรพเวท  เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่ในปลายสมัยพราหมณ์ เป็นคาถาอาคมมนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์สำหรับทาพิธีขับไล่เสนียดจัญไร และอัปมงคลให้กลับมาเป็นมงคลนำความชั่วร้ายไปบังเกิดแก่ศัตรู
        คัมภีร์พระเวท  แม้จะมีจานวน  4 เล่ม แต่ก็เรียกว่า ไตรเพทหรือไตรเวท เพราะพวกพราหมณ์ได้แต่งคัมภีร์อาถรรพเวทขึ้นมาในภายหลังยุคพระเวท
  2. คัมภีร์สมฤติ  สมฤติ  แปลตามรูปศัพท์ว่า สิ่งที่จาไว้ได้ จึงเป็นคัมภีร์ที่จดจาและถ่ายทอดกันสืบต่อมา ได้แก่ คัมภีร์ที่ปราชญ์ทางศาสนาได้แต่งขึ้นเพื่ออธิบายเนื้อหาและ สนับสนุนให้การศึกษาคัมภีร์พระเวทเป็นไปโดยถูกต้อง

หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์ฮินดู อาศรม 4

บัญญัติวิถีชีวิตสาหรับบุคคลที่จะเป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ โดยกาหนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิตไว้ 4 ตอนๆ ละ 25 ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม หรือ วัย มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

  1.  ขั้นพรหมจรรย์ ในขั้นตอนนี้ เด็กชายในตระกูลพราหมณ์ กษัตริย์และไวศยะที่มีอายุครบ 8 ปีจะต้องเข้า พิธีอุปานยัน คือ ให้พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีต เป็นการประกาศตนเป็นพรหมจารี เป็นการประกาศตนว่าเป็นนักเรียน หรือแปลตามศัพท์ว่าผู้มีความประพฤติประเสริฐจนอายุครบ 25 ปี  พรหมจารีมีหน้าที่ดังนี้
    1. ตั้งใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน
    2. เชื่อฟังและปฏิบัติตามคาสั่งสอนของครูอาจารย์
    3. ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ
    4. ไม่คบกับเพศตรงกันข้าม
    5. เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วต้องทำพิธีเกศานตสันสกา (ตัดผม) และพิธีคุรุทักษิณามอบสิ่งตอบแทนครูอาจารย์
  2. ขั้นคฤหัสถ์  ในขั้นตอนนี้ พรหมจารีผู้ผ่านอาศรมที่ 1 แล้ว ก็กลับมาสู่บ้านของตนช่วย พ่อ-แม่ทางานแต่งงานเป็นหัวหน้าครอบครัวประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวทาการบูชาเทวดาทุกเช้าค่าชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของเทพเจ้าจึงต้องกระทาแต่สิ่งที่ดีงามอยู่ในช่วงอายุ 26-50 ปี
  3. ขั้นวานปรัสถ์  ในขั้นตอนนี้ คฤหัสถ์ผู้ต้องการแสวงหาความสงบสุขทางใจ ก็จะออกจากครอบครัวไปอยู่ในป่าบาเพ็ญสมาธิ โดยอาจจะกลับมาสู่ครอบครัวอีกก็ได้ อยู่ในช่วงอายุ 51-75 ปี
  4. ขั้นสันยาสี ในขั้นตอนนี้ พราหมณ์ที่ปรารถนาความหลุดพ้น เรียกว่า โมกษะ จะออกจากครอบครัวไปอยู่ป่าออกบวช เพื่อปฏิบัติธรรมขั้นสูง และไม่กลับมาสู่โลกียวิสัยอีกเลย เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้บาเพ็ญสมาธิแสวงหาความหลุดพ้น อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 76 ปีขึ้นไป

หลักปุรุษารถะ หรือประโยชน์ 4 สอนจุดมุ่งหมายของชีวิตไว้ 4 ประการ ได้แก่

  1. อรรถ หมายถึง การสร้างทรัพย์สมบัติเป็นการสร้างฐานะให้มั่นคง
  2. กาม หมายถึง การแสวงหาความสุขในทางโลกตามวิสัยของผู้ครองเรือน
  3. ธรรม หมายถึง หลักศีลธรรมหรือระเบียบปฏิบัติของคนในสังคม
  4. โมกษะ  หมายถึง เป็นอุดมคติและคุณค่าสูงสุดในชีวิตเป็นการปฏิบัติตนให้ถึงการหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง

หลักปรัชญาภควคีตา

หมายถึง “บทเพลงแห่งพระเป็นเจ้า” เป็นชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เล่าเรื่องโดยฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส โดยฤาษีตนนี้ ได้เล่าเรื่องราวของมหาภารตะให้แก่  พระพิฆเนศ และพระพิฆเนศก็ได้จดจารบันทึกไว้เป็นตัวอักษร ก่อเกิดเป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดูใช้ปฏิบัติกันจวบจนปัจจุบัน  มหาภารตะ เป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก แต่งเป็นกาพย์มี 700บท โศลกรูปเรื่องแต่งเป็นการสนทนาระหว่างบุคคล 2 บุคคล คือ พระอรชุน  กับ พระกฤษณะ

หลักธรรม 10 ประการ

  1. ธฤติ ได้แก่ ความมั่นคง ความกล้า ความพอใจ ความสุข ซึ่งเป็นผลมาจากความพากเพียร
  2. กษมา  ได้แก่ อดทน โดยยึดหลักความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง
  3. ทมะ ได้แก่ ความข่มใจในกิเลส
  4. อัสเตยะ ได้แก่ การไม่ลักขโมย
  5. เศาจะ ได้แก่ การทำตนให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ
  6. อินทรีย์นิครหะ ได้แก่ การระงับประสาทสัมผัสทั้ง 10 ประเภท ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เท้า
    ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ ไม่ให้เกิดกิเลส
  7. ธี ได้แก่ การมีปัญญา มีสติ
  8. วิทยา ได้แก่ ความรู้ทางปรัชญา
  9. สัตยะ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน
  10. อโกธะ ได้แก่ ความไม่โกรธ

 หลักปรมันต์และโมกษะ

    หลักปรมันต์ ปรมาตมัน บางครั้งเรียกว่า พรหมัน ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน มีฐานะเป็นวิญญาณดั้งเดิมหรือความจริงสูงสุดของโลกและสรรพสิ่งในโลก เพราะสรรพสิ่งมาจากปรมาตมันหรือพรหมัน ดำรงอยู่ และในที่สุดก็จะกลับคืนสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันหรือพรหมัน ปรมาตมันหรือพรหมัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองไม่มีรูปร่างปรากฏมีอยู่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวงเป็นความจริงแท้หรือสัจธรรมเพียงสิ่งเดียว ส่วนโลกและสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาที่มีอยู่เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น

หลักโมกษะ  วิญญาณเป็นอมตะจึงไม่ตายตามร่างกายการตายเป็นเพียงวิญญาณออกจากร่างกายเพราะร่างกายเดิมไม่สามารถอาศัยอยู่ได้วิญญาณก็จะไปถือเอาร่างใหม่หรือที่เรียกว่าเกิดใหม่ ดุจคนสวมเสื้อผ้าที่เก่าคราคร่า ไปหาชุดใหม่สวมใส่ เรียกว่า สังสารวัฏ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่าไปตราบที่ยังไม่บรรลุความหลุดพ้น
หรือโมกษะ ชาวฮินดูเชื่อว่า โมกษะเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต ผู้เข้าถึงโมกษะจะไปอยู่กับพระพรหม ชั่วนิรันดร ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป การปฏิบัติเพื่อบรรลุโมกษะนั้น มีหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ

  1. กรรมมรรค (กรรมโยคะ) คือ การปฏิบัติด้วยการประกอบการงานตามหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง
    แต่ทางานด้วยจิตใจสงบ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ผู้ปฏิบัติเรียก กรรมโยคิน
  2. ชยานมรรค (ชยานโยคะ) คือ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงว่าว่า ปรมาตมันเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่
    วิญญาณที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล (ชีวาตมัน) เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันกับปรมาตมันหรือวิญญาณสากล
  3. ภักติมรรค (ภักติโยคะ) คือ ความจงรักภักดีต่อเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ ผู้ปฏิบัติเรียกว่า ภักติโยคิน
  4. ราชมรรค (ราชโยคะ) คือ การปฏิบัติเกี่ยวกับการฝึกทางใจ บังคับใจให้อยู่ในอานาจด้วยการบาเพ็ญโยคะผู้ปฏิบัติเรียกว่า ราชโยคิน

 พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ฮินดู

  1. พิธีสังสการ เป็นพิธีกรรมที่คนในวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์และวรรณะไวศยะจะต้องทำโดยมีพราหมณ์หรือนักบวชเป็นผู้ทำพิธี จานวน 12 ประการ คือ
    1. ครรภาธาน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ถัดจากวันวิวาห์
    2. ปุงสวัน  เป็นพิธีปฏิบัติต่อเด็กในครรภ์ที่เข้าใจว่าเป็นเพศชาย
    3. สีมันโตนยัน  เป็นพิธีตัดผมหญิงมีครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4, 6 หรือ 8 เดือน
    4. ชาตกรรม  พิธีคลอดบุตร
    5. นามกรรม  พิธีตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ 12 หรือ 14 ถัดจากวันคลอด
    6. นิษกรมณ  พิธีนำเด็กออกไปดูแสงอาทิตย์ยามเช้า เมื่ออายุได้ 4 เดือน
    7. อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเด็ก เมื่ออายุได้ 7 เดือนหรือ 8 เดือน
    8. จูฑากรรม พิธีโกนผมไว้จุก เมื่ออายุได้ 3 ขวบ
    9. เกศานตกรรม  พิธีตัดผม ถ้าเป็นวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 16 ปี ถ้าวรรณะกษัตริย์ ตัดเมื่ออายุ 22 ปี ถ้าวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 24 ปี
    10. อุปานยัน  พิธีเข้ารับการศึกษา พวกวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ จะต้องทาพิธีเข้ารับการศึกษา และเมื่ออาจารย์ในสานักนั้นๆ รับเด็กไว้แล้วก็จะสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีตผู้ที่ได้สวมสายนี้แล้วก็เรียกว่า ทวิชหรือทิชาชาติ ได้แก่ เกิด 2 ครั้ง คือครั้งแรกเกิดจากครรภ์มารดาและครั้งที่ 2 เกิดจากการสวมสายยัชโญปวีต ส่วนพวกศูทรและจัณฑาลเป็นเอกชาติ คือ เกิดครั้งเดียวไม่อาจเป็นทวิชาติได้
    11. สมาวรรตน์ พิธีกลับบ้าน จัดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มสาเร็จการศึกษาและเตรียมตัวกลับบ้าน
    12. วิวาหะ พิธีแต่งงาน  พิธีสังสการทั้ง 12 ประการ ถ้าเป็นผู้หญิงห้ามทำพิธีอุปานยันอย่างเดียว นอกนั้นทำได้หมดและห้ามสวดคัมภีร์พระเวท เพราะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนเฉพาะผู้ชาย และคนบางวรรณะเท่านั้น
  2. พิธีศราทซ์  เป็นพิธีทาบุญอุทิศให้มารดาบิดา หรือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ในเดือน 10 ตั้งแต่ วันแรม 1ค่ำ ถึงวันแรม 15 ค่ำ การทาบุญอุทิศนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บิณฑะ พิธีบูชาเทวดาหรือบูชาเทพเจ้า ผู้ที่เกิดในวรรณะสูงสมัยก่อนได้บูชาพระศิวะและพระวิษณุ เป็นต้น เวลาต่อมาเกิดลัทธิอวตารขึ้น มีการบูชาพระกฤษณะและพระรามขึ้นอีก แต่บุคคลในวรรณะต่ามักถูกกีดกันมิให้ร่วมบูชาเทพเจ้าของบุคคลในวรรณะสูง ดังนั้น บุคคลในวรรณะต่าจึงต้องสร้างเทพเจ้าของตนเองขึ้น เช่น เจ้าแม่กาลี เทพลิง เทพงู เทพเต่า รุกขเทพ เทพช้าง เป็นต้น การทาพิธีบูชานั้นก็มีความแตกต่างกันออกไปตามวรรณะ แต่บุคคลในวรรณะสูงมีพิธีในการบูชาพอจะกำหนดได้ดังนี้
    1. สวดมนต์ภาวนา  สนานกาย ชาระและสังเวยเทวดาทุกวัน สาหรับผู้เคร่งครัดในศาสนาต้องทาเป็นกิจวัตร ส่วนพวกที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่มักไม่ค่อยปฏิบัติกัน
    2. พิธีสมโภช ถือศีล และวันศักดิ์สิทธิ์ เช่น ลักษมีบูชา วันบูชาเจ้าแม่ลักษมี สรัสวดีบูชา วันบูชาเจ้าแม่สรัสวดี ทุรคาบูชา วันบูชาเจ้าแม่ทุรคาเป็นต้น ซึ่งอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละนิกายและท้องถิ่น
    3. การไปนมัสการบาเพ็ญกุศลตามเทวาลัยต่างๆ เพื่อแสดงความเคารพเทพเจ้าที่ตนนับถือ

 จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู

     ศาสนาพราหมณ์ฮินดู  มีจุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิต อันเป็นความสงบสุขนิรันดรและแท้จริงคือ ความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพรหม หรือ ปรมาตมัน 

สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู

     สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู  คือ เครื่องหมายอันเป็นอักษรเทวนาครี ที่อ่านว่า โอม คำว่า โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ฮินดู อันหมายถึง ตรีมูรติ หรือพระเจ้าทั้ง 3 คือ อักษร อ. แทน พระศิวะ อักษร อุ แทน พระวิษณุ อักษร ม. แทน พระพรหม เพราะฉะนั้น อ+อุ+ม เท่ากับ โอม ชาวฮินดูไม่ว่าจะประกอบพิธีกรรมใด จะเริ่มต้นการสวดต้องเอ่ยคำว่า โอม ก่อน เพราะถือว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: ศาสนาคริสต์ ::

ศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์  กำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์  เป็นศาสนาซึ่งสืบทอดมาจากศาสนายิวหรือยูดาย

คำว่า “ คริสต์ เป็นคำมาจากภาษากรีกว่า คริสตอส ” (Christos) ซึ่งหมายถึง ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า

ประวัติพระเยซู

มีหญิงพรหมจารีคนหนึ่งชื่อ  มารีย์ หมั้นหมายไว้แล้วกับชายที่ชื่อโยเซฟ ในวันหนึ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งมีทูตสวรรค์กาเปรียลเข้ามาหามารีย์แล้วพูดว่า ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เยซูขณะที่มารีย์ตั้งครรภ์อยู่นั้น จักรพรรดิซีซาร์ออกัสตัสได้มีรับสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โยเซฟและมารีย์จึงต้องเดินทางกลับไปยังเมืองดาวิด เมื่อถึงที่นั้นมารีย์ก็ประสูติบุตรชาย เรื่องราวชีวิตของพระเยซูในช่วงอายุ 12 ปี จนถึงตอนรับศีลจุ่มไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก  ชาวคริสต์เรียกช่วงนี้ว่า
พระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซูเจ้า” 

เมื่อพระเยซูอายุ 30 ปี ทรงได้รับศีลจุ่ม หลังจากนั้นก็เสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเริ่มกิจจานุกิจ ในระหว่างที่ประกาศศาสนาอยู่  3 ปี  พระองค์ได้อัครสาวก 12 องค์  เพื่อช่วยในการสั่งสอนศาสนา ต่อมาถูกเรียกว่า อัครทูต” คำสอนของพระเยซูถือว่าเป็นการประกาศศาสนาใหม่ ซึ่งนั้นก็คือ  ศาสนาคริสต์

ในระยะแรกๆ มีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เนื่องจากคำสอนของพระองค์ผิดจากคำสอนเดิมของศาสนายูดาย และการที่พระองค์กล่าวตำหนิพวกผู้นำศาสนายูดายว่าทำตนไม่เหมาะสมนั้น ทำให้พวกผู้นำในศาสนายูดายไม่พอใจ จึงคิดหาช่องทางที่จะฆ่าพระองค์ ซึ่งพระองค์ก็ทรงทราบว่าจะต้องทุกข์ทรมานเพราะพวกผู้นำศาสนายูดาย จนถูกประหารชีวิต แต่หลังจากถูกประหารชีวิต 3 วัน พระองค์จะฟื้นขึ้นมาใหม่ ยูดาส 1 ใน 12 คน ได้ไปหาพวกผู้นำศาสนายูดาย  เพื่อตกลงว่าจะคอยหาทางให้จับพระเยซูได้ เพื่อแลกกับเงิน 30 เหรียญ ซึ่งเรื่องที่ยูดาสคิดทรยศก็ทรงทราบเช่นกัน เมื่อถึงวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ พระองค์กับเหล่าสาวกร่วมเสวยอาหารด้วยกัน อาหารที่พระองค์เสวยในคืนนั้น คือ ขนมปังและน้ำองุ่น ซึ่งถือเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่พระองค์เสวยก่อนสิ้นพระชนม์ และหลังจากที่เสวยอาหารยูดาสออกไปจากบ้าน ไม่มีสาวกคนใดทราบว่ายูดาสไปไหน  ทันใดนั้น ยูดาสได้พาพวกผู้นำศาสนายูดายมาจับตัวพระองค์ พวกผู้นำศาสนายูดายได้กล่าวหาพระองค์ต่อทางการ และยุประชาชนว่าพระเยซูนั้น พูดดูหมิ่นพระเจ้าและจะยกตัวขึ้นมาเป็นพระเจ้า ประชาชนจึงต้องการให้ปรับโทษพระเยซูถึงตาย ยูดาสเห็นว่าตนเอาทำบาป รู้สึกผิดจึงนำเงินไปคืนพวกผู้นำศาสนายูดาย แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจยูดาสจึงทิ้งเงินไว้และผูกคอตาย ในช่วงเทศกาลปัสกา
จะมีธรรมเนียมที่เจ้าเมืองจะปล่อยนักโทษคนใดก็ได้ตามใจของประชาชน ในคราวนั้นมีนักโทษชื่อ บารับบัส
ซึ่งต้องโทษฆ่าคน  พวกผู้นำศาสนายูดายยุให้ประชาชนปล่อยบารับบัส เจ้าเมืองจึงต้องปล่อยบารับบัสและให้โบยตีพระเยซูก่อนนำไปตรึงกางเขนพร้อมกับนักโทษอีก 
2 คน เมื่อพระองค์ถูกตรึงบนกางเขนก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ได้ตรัสว่า พระบิดา ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา” เมื่อตรัสเสร็จก็สิ้นพระชนม์ซึ่งวันนั้นเป็นวันศุกร์ที่ 13 พวกยิวไม่ต้องการให้ศพอยู่บนกางเขนจนถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันสะบาโต มีชายคนหนึ่งชื่อ โยเซฟ มาขอพระศพของพระเยซูเจ้าไป เพื่อไปประดิษฐานในอุโมงค์ฝังศพใหม่ที่ยังไม่ได้ฝังศพผู้ใดเลย

ผ่านไป วัน เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น มีหญิงคนหนึ่งมาที่อุโมงค์ได้พบทูตของพระเจ้าองค์หนึ่ง
ได้กลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์ แล้วกล่าวแก่หญิงคนนั้นว่า พระเยซูทรงฟื้นจากความตายแล้ว หญิงคนนั้นจึงรีบไปบอกสาวกของพระเยซู พวกทหารที่เฝ้าอุโมงค์อยู่ได้ไปเล่าเรื่องให้พวกผู้นำศาสนายูดายฟัง พวกเขาจึงให้เงินพวกทหารและสั่งให้พูดว่า พวกสาวกมาแอบลักศพออกไปตอนกลางคืน หลังจากที่พระเยซูฟื้นจากความตายแล้ว ก็ไปปรากฏให้เหล่าสาวกและคนจำนวนมากเห็น เพื่อที่จะได้เชื่อและวางใจในพระองค์ก่อนจะเสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าพวกเขา
 

 นิกายในศาสนาคริสต์

 นิกายโรมันคาทอลิก  คาทอลิก แปลว่าสากล  เป็นนิกายดั้งเดิมที่ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์เคารพพระนางมารีย์และนักบุญต่าง ๆ ภายในโบสถ์ของนิกายนี้จะมีรูปเคารพพระเยซูคริสต์  พระแม่มารีย์  และนักบุญต่างๆนิกายนี้ถือว่าบาทหลวงเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์  นิกายโรมันคาทอลิกมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ นักบุญเปโตร ได้รับการสถาปนาจากพระเยซูให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร อาจกล่าวได้ว่า ท่านเป็นสันตะปาปาคนแรกที่ทุกคนต้องยอมรับนับถือและมีศรัทธาเชื่อฟังในฐานะ ” ผู้ดูแลฝูงแกะ” ของพระเจ้า ความคิดแบบนี้ได้สืบทอดกันต่อมาจนปัจจุบัน พระสันตะปาปาจึงมิได้อยู่ในฐานะนักบวชเท่านั้น แต่เป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

สมณศักดิ์ทางศาสนา

  1. สมเด็จพระสันตะปาปา เป็นประมุขสูงสุด
  2. พระคาร์ดินัล เป็นพระสังฆราชที่ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงขึ้นมีสิทธิ์เลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่เมื่อองค์เดิมสิ้นพระชนม์
  3. พระสังฆราช เป็นประมุขของชาวคริสต์ในระดับท้องถิ่น ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากกรุงวาติกัน
  4. บาทหลวง เป็นผู้นำศาสนาในชุมชนต่างๆ
  5. ภารดาและแม่ชี เป็นนักบวชชายและหญิงที่คอยรับใช้ศาสนา โดยครองความเป็นโสดไปตลอดชีวิต

 พิธีกรรมทางศาสนา ปฏิบัติทั้ง 7 ข้อ

ประเทศที่นับถือ  ส่วนใหญ่ทางยุโรปใต้และอเมริกาใต้

หลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติของนิกายโรมันคาทอลิก

  1. เชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ
  2. เชื่อว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อไถ่บาปแทนมนุษย์ด้วยการยอมรับการทรมาน
  3. ยกย่องพระนางมารีย์
  4. ยกย่องโยเซฟเป็นนักบุญ
  5. เชื่อในเรื่องแดนชำระ
  6. มีพระสันตะปาปา
  7. มีศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 พิธี

 2.นิกายออร์ธอดอกซ์

ออร์ธอดอกซ์ แปลว่า เป็นที่ยอมรับหรือคิดว่าถูกในคนส่วนมากสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน(Constantine the Great) เมื่อพระองค์ได้ตั้งราชธานีใหม่ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน
พระราชทานนามว่า “คอนสแตนติโนเปิล” (
Constantinople) หรือโรมันตะวันออกซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine) อาณาจักรนี้มีความอิสระแยกออกจากโรมันตะวันตกซึ่งมีกรุงโรม
(
Rome) เป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อนานวันอาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในทุกด้าน
จึงตีตนออกห่าง แยกการปกครองเป็นเอกเทศ รวมถึงการปกครองทางศาสนามีความเป็นอิสระจากกรุงโรม
ไม่ยอมรับในพระราชอำนาจของพระสันตะปาปา จึงทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกายเพราะไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจของสันตะปาปาซึ่งมีอำนาจมากสูงกว่ากษัตริย์

ส่วนที่แตกต่างจากคาทอลิก

  1. ไม่ยอมรับอำนาจของพระสันตะปาปา
  2. รูปแบบพิธีกรรม  ภาษา  การปกครอง  และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับนักบุญก็เปลี่ยนแปลงไป

สมณศักดิ์ทางศาสนา  มีเพทริอา เป็นประมุขทางศาสนาของแต่ละประเทศ

พิธีกรรม ปฎิบัติทั้ง 7 ข้อ

ประเทศที่นับถือ  ยุโรปตะวันออก

หลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติของนิกายออร์ธอดอซ์

  1. ไม่ขึ้นต่อศาสนจักรและพระสันตะปาปา
  2. มีประมุขของแต่ละประเทศเรียกว่าเพทริอา
  3. บาทหลวงชั้นผู้น้อยแต่งงานได้ แต่บาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ตั้งแต่ชั้นบิชอปขึ้นไปต้องไม่เคยแต่งงาน
  4. ถือว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าในร่างมนุษย์
  5. พระนางมารีย์เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
  6. ไม่นับถือยกย่องนักบุญทั้งหลาย
  7. การรับศีลล้างบาปใช้การจุ่มตัวลงน้ำ
  8. ไม่เชื่อเรื่องแดนชำระ

3.นิกายโปรแตสแตนท์

โปรแตสแตนท์ แปลว่า การประท้วงหรือต่อต้านแยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นนิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าสำคัญกว่าพิธีกรรม ซึ่งยังแตกย่อยออกเป็นหลายร้อยคณะ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้ไม่มีนักบวชเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยมิต้องอาศัยบาทหลวงและถือว่าพระเยซูได้ทรงไถ่บาปแก่ศาสนิกทุกคนไปเมื่อถูกตรึงกางเขนแล้ว นิกายนี้มีเพียงไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งศาสนาเท่านั้น จุดเริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เพื่อคัดค้านแบบโรมันคาทอลิกในปี ค.ศ. 1511 ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาราม ลูเทอร์ ได้มีโอกาสไปแสวงบุญที่โรม และได้พบเห็นชีวิตของพระสันตะปาปาโอ่โถงหรูหราจนเกือบไม่มีกษัตริย์องค์ใดสู้ได้ และเห็นว่านักบวชไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างนั้น จนในปี ค.ศ. 1515 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 อยากจะสร้างโบสถ์ให้งดงามสมตำแหน่งจึงได้ตั้งบัญญัติใหม่ว่า ถึงแม้จะทำความผิดเป็นอุกฉกรรจ์มหันตโทษเพียงไร ก็สามารถล้างบาปได้โดยซื้อใบยกโทษบาป และบรรดานายธนาคารทั้งหลายในประเทศต่าง ๆ ก็ตกลงเป็นเอเยนต์รับฝากเงินที่คนทั้งหลายจะชำระล้างบาปโดยไม่ต้องส่งไปกรุงโรม ลูเทอร์ได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลายมาปรึกษา โต้เถียงกับบัญญัติใหม่ จนเดือนตุลาคม ค.ศ. 1517 ลูเทอร์ได้นำประกาศที่เรียกว่า ญัตติ 95 เรื่อง” (The 95 Theses) ไปปิดไว้ที่ประตู้หน้าโบสถ์เมืองวิทเทนแบร์ก ซึ่งมีเนื้อหาประณามการขายใบไถ่บาปของสมเด็จพระสันตะปาปาและการกระทำที่เหลวแหลกอื่น ๆ ความคิดของลูเทอร์ได้รับการสนับสนุนจากมหาชนเยอรมันเป็นจำนวนมาก
แล้วแพร่หลายออกไปทั่วยุโรป ทำให้สมเด็จพระสันตะปาปาและฝ่ายสังฆราชไม่พอใจ ลูเทอร์ได้รับหมายการตัดขาดจากศาสนา ทำให้ลูเทอร์ต้องออกจากเขตปกครองของจักรพรรดิ

สมณศักดิ์ทางศาสนา   ไม่มีประมุขของศาสนา

พิธีกรรม ปฏิบัติเพียง 2 ข้อ คือ ศีลล้างบาป และ ศีลมหาสนิท

ประเทศที่นับถือ  ยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ

หลักความเชื่อและหลักปฏิบัติของนิกายโปรแตสแตนท์

  1. ถือว่าคัมภีร์เท่านั้นที่เป็นสิ่งสูงสุด
  2. การสารภาพบาป ต้องสารภาพต่อพระเจ้าโดยตรง
  3. ม่มีนักบวช มีแต่ผู้สอนศาสนา เรียกว่า  ศาสนาจารย์
  4. ศาสนจักรแต่ละประเทศเป็นอสระต่อกัน
  5. ไม่ยกย่องและบูชาพระแม่มารีย์ โยเซฟ และนักบุญต่างๆ สัญลักษณ์ คือ  ไม้กางเขนอย่างเดียว  ไม่มีรูปพระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน
  6. มีศีลศักดิ์เพียง 2 พิธี คือ ศีลล้างบาป  และ ศีลมหาสนิท
  7. การล้างบาปของนิกายนี้  ต้องลงไปในบ่อศักดิ์สิทธิ์จุ่มตัวลงไปในน้ำจนมิดศีรษะ
  8. พิธีกรรมอื่นไม่ถือว่าเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

 ความแตกต่างของนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายโปรแตสแตนท์

  1. การนับถือพระแม่มารีและนักบุญนิกายโรมันคาทอลิกนับถือทั้งพระเยซูและพระแม่มารี โดยเชื่อว่าพระแม่มารี พระมารดาของพระเยซู เป็นหญิงพรหมจรรย์ และให้เกียรติพระนางมารีเป็นพิเศษ เรียกว่า
    “แม่พระ” นอกจากนี้ยังมีการยกย่องนักบุญ (
    Saint : เซนต์) คือวีรบุรุษและวีรสตรีทางศาสนา องครักษ์
    ต่างจาก นิกายโปรเตสแตนต์ซึ่งนับถือแต่พระเยซู ส่วนพระแม่มารีและนักบุญนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเลย
  2. คัมภีร์  คัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิมของนิกายโรมันคาทอลิก มี 46 เล่ม ขณะที่ของนิกายโปรเตสแตนต์ มี 39 เล่ม โดยคัมภีร์ เล่มที่ฝ่ายโปรเตสแตนต์ไม่ยอมรับเข้าในสารบบนั้น เรียกว่า คัมภีร์อธิกธรรม
  3. พิธีกรรม นิกายโรมันคาทอลิก มีพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องปฏิบัติ 7 พิธี ได้แก่
    1. ศีลล้างบาป 
    2. ศีลกำลัง
    3. ศีลมหาสนิท
    4. ศีลบรรพชา
    5. ศีลสมรส
    6. ศีลอภัยบาป
    7. ศีลเจิมผู้ป่วย
      ต่างจากนิกายโปรเตสแตนต์ที่เหลือเพียง 2  พิธีที่ให้ความสำคัญ คือ ศีลล้างบาป
      (ศีลจุ่ม หรือบัพติสมา)  และศีลมหาสนิท
  4. ประมุขสูงสุด  คริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก มีพระสันตะปาปา (Pope) เป็นพระประมุขสูงสุด มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่สันตะสำนัก
  5. วันสำคัญ นิกายโรมันคาทอลิก โดยสำนักวาติกัน มีการกำหนดวันฉลองมากกว่านิกายอื่น (มักเกี่ยวกับพระแม่มารีและนักบุญ)
  6. คัมภีร์ทางศาสนา  เป็นหนังสือที่บอกเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า  มนุษย์  ความบาป และแผนการของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูเจ้าประสูติ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำสอน และการประกาศข่าวดีแห่งความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูตคัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่หนังสือเล่มเดียว แต่เป็นชุดหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้เขียนหลายคนและหลายช่วงเวลา แล้วได้รวมกันเป็นสารบบในปัจจุบันคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ยึดสารบบของคัมภีร์ต่างกันทำให้คัมภีร์ไบเบิลของทั้งสองนิกายมีเนื้อหาไม่เท่ากันคริสตจักรโรมันคาทอลิกยึดสารบบเซปตัวจินต์ซึ่งกำหนดให้คัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมมีหนังสือทั้งหมด 46 เล่ม แต่คริสตจักรฝ่ายโปรเตสแตนต์ยึดสารบบแจมเนียซึ่งกำหนดให้ภาคพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่ม

 

พระธรรมคำสั่งสอนที่สำคัญ   บัญญัติ 10 ประการ

  1. เจ้าจงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดต่อหน้าเรา
  2. เจ้าจงอย่าสร้างรูปเคารพสำหรับคนเป็นสัณฐานรูปใด ๆ ซึ่งมีอยู่ในท้องฟ้า อากาศเบื้องบน หรือแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำ ใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้ ปฏิบัติรูปนั้น ๆ ด้วยเราคือ พระยาห์เวห์พระเจ้าเบื้องบนของเจ้า เป็นผู้ทรงหวงแหน ให้โทษของบิดา ซึ่งชังเราติดถึงลูกหลาน กระทั่ง ๓-๔ ชั่วอายุคน แต่แสดงกรุณาต่อผู้ที่รักเรา และรักษาบัญญัติของเราหลายพันชั่วอายุคน
  3. อย่าออกพระนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้าเปล่า ๆ ด้วยผู้ที่ออกนามของพระองค์ท่านเล่นเปล่าๆ นั้น  พระเจ้าจะไม่ทรงปรับโทษก็หามิได้
  4. จงนับถือวันสะบาโต (sabbath day คือ วันเสาร์เป็นวันบริสุทธิ์ จงทำงานของเจ้าให้เสร็จใน ๖ วัน โดยสามารถตรวจสอบได้จากพระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับพระเยซูทรงฟื้นขึ้นหลังวันสะบาโต ซึ่งก็คือวันต้นสัปดาห์  และวันต้นสัปดาห์ตามหลักสากลก็คือวันอาทิตย์ แต่วันที่ ๗ เป็นวันสะบาโตของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นจงอย่าทำงานใด ๆ คือเจ้าเองหรือบุตรธิดาของเจ้า หรือทาสของเจ้า หรือบรรดาสัตว์ใช้งานของเจ้า   หรือแขกผู้อาศัยอยู่ข้างในประตูเมืองของเจ้า ทั้งนี้ เพราะพระเจ้าได้สร้างฟ้าแผ่นดิน และทะเล และทุกสิ่งที่มีอยู่ในที่ทั้งปวงนั้น จึงทรงพักในวันที่ ๗ ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงอวยพรแต่วันสะบาโต และทรงถือว่าเป็นวันบริสุทธิ์)
  5. จงนับถือบิดา มารดาของตน เพื่อเจ้าจะได้มีชีวิตยืนนานอยู่บนแผ่นดินที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าประทานแก่เจ้า
  6. อย่าฆ่าคน
  7. อย่าล่วงประเวณีในลูกเมียของเขา 
  8. อย่าขโมย 
  9. อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้านของเจ้า 
  10. อย่าโลภอยากได้เรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภมากอยากได้เมียของเพื่อนบ้าน หรือทาสของเขา โค ลา ของเขา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเพื่อนบ้านนั้น

หลักตรีเอกานุภาพ

สภาวะที่พระเจ้ามีพระองค์เดียวเป็นเอกภาพ แต่แบ่งเป็นสามพระบุคคล
คือ  
พระบิดา พระบุตร (เชื่อว่าเกิดเป็นพระเยซู)  และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ สามพระบุคคลในพระเจ้าองค์เดียว”  สามสิ่งนี้แตกต่างกันแต่มีธรรมชาติพระเจ้าองค์เดียว และปรัชญายังกล่าวต่อไปว่าพระบุตรหรือพระเยซูเป็นสองภาคในขณะเดียวกันคือเป็นพระเจ้าและขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์

  1. พระเจ้าพระบิดา” เป็นคำที่ใช้เรียกพระเจ้าในศาสนาคริสต์ ทรงเป็นผู้สร้าง ผู้บัญญัติธรรม และผู้ปกป้อง
  2. พระบุตร” พระเยซู
  3. พระวิญญาณบริสุทธิ์” (อังกฤษ: Holy spirit) หรือที่ชาวคาทอลิกเรียกว่าพระจิต แต่แต่ละศาสนาก็มีความเชื่อเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์แตกต่างกัน

 ความรัก

      ความรักในศาสนาคริสต์ไม่มีความรักใดใหญ่เท่ากับการพลีชีพของตนเพื่อคนอื่นบทบัญญัติแห่งความรัก
คือ ข้อสรุปของบัญญัติ  
10 ประการ บทบัญญัติที่สำคัญที่สุดคือ จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ สุดความคิด
และสุดกำลังของท่าน
” และ จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง

 อาณาจักรพระเจ้า

     ชาวยิว  หมายถึง ดินแดนคานาอัน   สำหรับพระเยซูคริสต์อาณาจักรพระเจ้าเป็นอาณาจักรแห่งจิตใจ  ใครก็ตามที่มีจิตใจบริสุทธิ์ก็เป็นบุตรของพระเจ้าเป็นสมาชิกของอาณาจักรของพระองค์ และมิใช่โลกนี้แต่เป็นสวรรค์

 พิธีกรรมทางศาสนา

  1. ศีลล้างบาป  เป็นพิธีกรรมแรกที่ผู้จะเป็นคริสต์ต้องรับ โดยใช้น้ำเทลงบนศีรษะ 3 ครั้ง เด็กเกิดใหม่ทุกคนต้องรับศีลนี้ ทำได้ครั้งเดียว ผู้ที่ทำพิธีนี้คือ บาทหลวง นิกายโปรแตสแตนท์ เรียกว่า ศีลบัพติศนาหรือศีลจุ่ม
  2. ศีลกำลัง เป็นพิธีที่เจิมด้วยน้ำมันสำหรับเด็กที่โตรู้รับผิดชอบแล้ว เป็นรูปกางเขนที่หน้าผากเพื่อเป็นการยืนยันว่า ต้องการเป็นคริสต์ มุขนายกมิสซังเป็นผู้ประกอบพิธี
  3. ศีลมหาสนิท เรียกว่า มิสซา ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนต้องไปร่วมพิธีในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เป็นการระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซูทั้งหมด บาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี มีการสวด อ่านคัมภีร์ บาทหลวงจะให้ขนมปังและเหล้าองุ่นที่เสกแล้วแก่ผู้ที่เข้าร่วมพิธี
  4. ศีลแก้บาป  เป็นพิธีที่ชาวคริสต์สำนึกตนว่าได้กระทำบาป เข้าไปหาบาทหลวงเพื่อทำการสารภาพบาปนั้น และขออภัยโทษจากพระเจ้า
  5. ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีการเจิมคนไข้ด้วยน้ำมันโดยบาทหลวง คนไข้ต้องป่วยหนักหรือป่วยเรื้อรัง เป็นการเจิมครั้งสุดท้ายก่อนตาย  จุดมุ่งหมายเพื่อให้เขาสำนึกว่าพระเจ้าอยู่กับเขา และเป็นผู้ให้พลังต่อสู้กับโรคภัย
  6. ศีลบวช เป็นพิธีที่มุขนายกมิสซัง โปรดให้ผู้ชายบางคนที่เตรียมตัวมา และได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นผู้อภิบาล ประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้ผู้รับการบวชเป็นบาทหลวง
  7. ศีลสมรส  พิธีกรรมที่คู่สมรสกระทำต่อบาทหลวง เพื่อเป็นพยานในความรัก คู่สมรสเมื่อทำพิธีแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะแยกจากกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสิ้นชีวิต

 จุดหมายปลายทางของศาสนาคริสต์

     ศาสนาคริสต์มีจุดหมายปลายทางที่เป็นความสุขนิรันดร์  คือ สวรรค์อันเป็นอาณาจักรของพระเจ้า

 สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์

     สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ คือ ไม้กางเขน ซึ่งใช้ตรงกันทุกนิกาย ไม้กางเขนประกอบด้วยไม้ 2 ท่อน
ท่อนหนึ่งอยู่ในแนวดิ่ง อีกท่อนหนึ่งอยู่ในแนวราบ ไม้ที่ชี้ขึ้นข้างบน หมายถึง ความรับผิดชอบที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า ส่วนไม้แนวขวางชี้ออกไป 
2 ข้างนั้น หมายถึง ความรับผิดชอบที่แต่ละคนมีต่อเพื่อนบ้าน ความหมายนี้นับว่าถูกต้องเหมาะสมกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต์อย่างยิ่ง เพราะศาสนาคริสต์สอนให้รักพระเจ้าสุดชีวิตจิตใจและสอนให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

:: ศาสนาสากล ::

  • บทนำ
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาพราหมณ์
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาเชน
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนายิว
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาคริสต์
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ
  • ศาสนาอิสลาม
    • แบบฝึกหัด
    • ข้อสอบ

 

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

-ศาสนา 5-

  1. พระเจ้าทรงมีโองการให้โมเสสพาชาวยิวอพยพจากที่ใดไปสู่ที่ใด
    1. โรมัน-อียิปต์
    2. คะนาอัน-โรมัน
    3. อียิปต์-คะนาอัน
    4. คะนาอัน-อียิปต์
  2. ชาวมุสลิมไม่เชื่อในเรื่องใด
    1. โลกมีวันสิ้นสุด
    2. เทวทูตมีจำนวนมาก
    3. ศาสนทูตมีหลายท่าน
    4. การตายแล้วเกิดใหม่บนโลกมนุษย์
  3. ข้อใดไม่ใช่ แนวคิดของศาสนาพุทธ
    1. สอนให้อุทิศตนแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
    2. สอนให้พิสูจน์คำบอกเล่าแล้วจึงเชื่อ
    3. เชื่อว่ากรรมเป็นตัวกำหนดสรรพสิ่ง
    4. หลักศีลธรรมเกิดจากการศึกษาของผู้รู้
  4. การรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในขันธ์ 5 คือข้อใด
    1. จิต
    2. เวทนา
    3. สังขาร
    4. วิญญาณ
  5. พระโพธิสัตว์ชาติสุดท้ายของทศชาติคือองค์ใด
    1. พระเตมีย์
    2. พระมโหสถ
    3. พระมหาชนก
    4. พระเวสสันดร
  6. ข้อใดแสดงถึง ‘‘สขีภริยา”
    1. สมศักดิ์มีภริยาที่เอาแต่บ่นและดุด่าว่ากล่าวตลอดเวลา
    2. สุธีโชคร้าย ทำงานหาเงินได้เท่าไร ภริยาของเขาเอาไปเล่นการพนันหมด
    3. สมพลถูกออกจากงาน แต่ภริยาของเขาให้กำลังใจและช่วยให้เขาหางานใหม่ได้
    4. สุระโชคดี ภริยาของเขาไม่เคยบ่นว่า แต่ให้ความเคารพและรับใช้ดูแลอย่างดีตลอด
  7. คำว่า “ราชา” ในพุทธศาสนสุภาษิต “ราชา มุขํมนุสฺสานํ” หมายถึงอะไร
    1. ผู้เป็นประมุข
    2. ผู้มีอำนาจสูงสุด
    3. ผู้อยู่เหนือประชาชน
    4. ผู้ทำให้เกิดความพอใจ
  8. พระพุทธเจ้าทรงสอนอริยสัจ 4 ในวันใด
    1. วันมาฆบูชา
    2. วันวิสาขบูชา
    3. วันอาสาฬหบูชา
    4. วันจาตุรงคสันนิบาต
  9. การฝึกสติปัฏฐานขั้นพิจารณาเวทนาคืออย่างไร
    1. รู้เท่าทันความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
    2. กำหนดรู้ว่าอิริยาบถขณะนั้นเป็นอาการใด
    3. กำหนดรู้ว่าขันธ์ 5 คืออะไร เกิดดับได้อย่างไร
    4. พิจารณาดูจิตของตนว่ามี ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่
  10. ในการประชุมสัมมนาเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ได้มีการกำหนดแนวทางประชุมโดยให้เริ่มตกลงกันว่าปัญหาความยากจนคืออย่างไร อะไรคือสาเหตุ เป้าหมายที่ต้องการหลังจากแก้ไขแล้วจะเป็นอย่างไร และวิธีการแก้ไขจะทำอย่างไรบ้าง แนวทางนี้ตรงกับหลักพระพุทธศาสนาเรื่องใด
    1. อริยสัจ 4
    2. วิภัชชวาท
    3. อิทัปปัจจยตา
    4. โยนิโสมนสิการ
  11. ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผู้สูงอายุจะปฏิบัติตามหลักอาศรม 4 ขั้นใด
    1. สันยาสี
    2. คฤหัสถ์
    3. วานปรัสถ์
    4. พรหมจารี
  12. การที่พระเยซูทรงถูกตรึงไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ แสดงถึงสิ่งใด
    1. การไถ่มนุษย์ออกจากบาป
    2. ความเสียสละของพระเจ้า
    3. มนุษย์ได้รับการปลดปล่อยให้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า
    4. พระเจ้าทรงประทานพระบุตรมาชั่วคราวเพื่อสอนศีลธรรมให้มนุษย์
  13. นายสนไปฆ่าคนด้วยความแค้น ถูกจับ และตัดสินลงโทษให้จำคุกตลอดชีวิต เป็นการรับกรรมประเภทใด
    1. ครุกรรม 
    2. อุปัชชเวทนียกรรม
    3. อปราปรเวทนียกรรม
    4. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม
  14. ธรรมใดสอนเรื่องความเพียร
    1. พละ 5
    2. อิทธิบาท 4
    3. วุฒิธรรม 4
    4. อริยวัฑฒิ 5
  15. พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) มีความสำคัญอย่างไร
    1. เป็นผู้ได้ชื่อว่า “นักเทศน์ฝีปากกล้า”
    2. เป็นผู้ก่อตั้งโครงการสวนโมกข์นานาชาติ
    3. เป็นผู้เดินทางไปเผยแผ่ธรรมยังทวีปยุโรป
    4. เป็นผู้ใช้วิธี “คั้นแก่นธรรม” เพื่อสอนธรรม
  16. คำว่า “พุทธ” มีความหมายอย่างไร
    1. ผู้รู้ ผู้ตื่น
    2. ผู้หลุดพ้น
    3. ผู้เบิกบาน
    4. ผู้มีปัญญา
  17. ข้อใดไม่ ถูกต้อง
    1. พระไตรปิฎกพัฒนามาจากพระธรรมวินัย
    2. การบันทึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกใช้ภาษามคธ
    3. พระไตรปิฎกได้รับการเผยแผ่ไปยังประเทศต่างๆ พร้อมกับคณะพระธรรมทูต
    4. การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกทำในสมัยพุทธกาลโดยพระอานนท์เป็นหัวหน้า
  18. การทำบุญในงานมงคล เมื่อพระสงฆ์นั่งประจำอาสนะแล้ว เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระ จะมีการอาราธนาใดบ้าง
    1. อาราธนาศีล
    2. อาราธนาพระสงฆ์
    3. อาราธนาพระธรรม 
    4. อาราธนาพระปริตร
  19. ข้อใดคือประโยชน์ที่บุคคลได้รับจากการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน
    1. ทำให้ระลึกชาติไต้
    2. ทำให้เชื่อในบาปบุญคุณโทษ
    3. ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพดี
    4. ทำให้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น
  20. ผู้ปกครองประเทศควรยึดหลักใด สังคมจึงจะสงบสุขและมีสันติ
    1. เบญจศีล
    2. อริยวัฑฒิ
    3. อปริหานิยธรรม
    4. ทศพิธราชธรรม

Leave a comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::, :: พระพุทธศาสนา ม.6 ::

:: ศาสนา 4 ::

  1. พระพุทธศาสนาสอนหลักความจริงที่เป็นสากลในเรื่องใด
    1. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
    2. การทำลายชีวิตเป็นบาป
    3. ทุกชีวิตต้องเผชิญปัญหาด้วยความไม่ประมาท
    4. มนุษย์ใช้ปัญญาหาสาเหตุเพื่อแก้ปัญหาได้
  2. ข้อใด ไม่ใช่ ข้อห้ามในศาสนาอิสลาม
    1. ห้ามฆ่าตนเองและผู้อื่น
    2. ห้ามการคุมกำเนิดและทำแท้ง
    3. ห้ามการเสี่ยงโชคและการพนัน
    4. ห้ามกราบบุคคลอื่นยกเว้นบิดามารดา
  3. จุดมุ่งหมายสูงสุดในศาสนาคริสต์คือเรื่องใด
    1. การล้างบาปกำเนิด
    2. การไปรวมกับพระเจ้า
    3. การสร้างศรัทธาต่อพระเจ้า
    4. การรอดพ้นจากคำพิพากษา
  4. พิธีกรรมประจำบ้าน 12 ประการ ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือพิธีใด
    1. พิธีศารทธ์
    2. พิธีสังสการ
    3. พิธีบูชาเทวดา
    4. พิธีประจำวรรณะ
  5. อุดมเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด เลี้ยงชีพตามกำลังทรัพย์ และคบเพื่อนที่ดี อุดมปฏิบัติตามธรรมข้อใด
    1. โลกธรรม
    2. โภคอาทิยะ
    3. ทิฏฐธัมมิกัตถะ
    4. อปริหานิยธรรม
  6. พระมหาชนกเป็นผู้มีความเพียรตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตข้อใด
    1. อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก
    2. สนฺตุฏฺ ปรมํ ธนํ
    3. วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา
    4. ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺาตา วินทฺเต ธนํ
  7. คัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎกเรียกว่าอะไร
    1. ฎีกา
    2. อรรถกถา
    3. ปกรณ์พิเศษ
    4. สัททาวิเสส
  8. ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย…(1)… กับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ …(2)… กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญฯ  ข้อความข้างต้นเป็นคำถวายสังฆทานประเภทสามัญคำที่ต้องเติมในช่องว่างที่ (1) และ (2) คือข้อใด
    1. อัฐบริขาร
    2. ภัตตาหาร
    3. มตกภัตตาหาร
    4. ภัตตาหารและน้ำ
  9. ข้อใดคือความหมายของ “จิต” ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    1. ธรรม
    2. อารมณ์
    3. ความรู้สึก
    4. ความนึกคิด
  10. ในแนวทางพระพุทธศาสนาเราสามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อย่างไร
    1. รักษาศีลให้ครบ
    2. ยึดไตรสิกขาในการดำเนินชีวิต
    3. ฝึกสติปัฏฐานจนถึงขั้นสุดท้าย
    4. มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
  11. การคอร์รัปชั่นเกิดจากการขาดคุณธรรมประการใดเป็นสำคัญ
    1. ความสามัคคี
    2. ความเมตตากรุณา
    3. ความวิริยอุตสาหะ
    4. ความซื่อสัตย์สุจริต
  12. ศาสนามีความสำคัญอย่างไรต่อสังคม 
    1. ทำให้เกิดความสามัคคีมีเอกภาพ

    2. เป็นบ่อเกิดของการสร้างสรรค์วัฒนธรรม
    3. ตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของคนในสังคม
    4. เป็นหลักจริยธรรมควบคุมความประพฤติของกลุ่มคน
  13. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
    1. เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดา

    2. ก่อนพุทธกาลเรียกว่าศาสนาพราหมณ์
    3. ในยุคพระเวทนับถือพระเจ้าองค์เดียว
    4. ยกย่องพระพรหมว่ายิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าองค์อื่น
  14. วันพิพากษาในศาสนาอิสลามมีชื่อเรียกว่าอะไร
    1. วันสิ้นโลก
    2. วันฟื้นคืนชีพ
    3. วันแห่งศรัทธา
    4. วันกำหนดชะตา
  15. เรื่องใดปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลใหม่
    1. เรื่องราวชีวิตของพระเยซู

    2. การเผยแผ่ศาสนาของโมเสส
    3. การเทศนาสั่งสอนธรรมของพระเยซู
    4. ประวัติศาสตร์ชนชาติยิวในสมัยอับราฮัม
  16. หลักธรรมใดจัดอยู่ใน “ทุกข์” แห่งอริยสัจ 4
    1. ขันธ์ 5

    2. หลักกรรม

    3. โลกธรรม 8
    4. ทิฏฐธัมมิกัตถะ
  17. หมอชีวกโกมารภัจ เป็นอุบาสกที่ได้รับการยกย่องในด้านใด
    1. ใฝ่รู้

    2. กตัญญู

    3. เสียสละ
    4. จรรยาบรรณแพทย์
  18. เรื่องกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนาสอดคล้องกับเรื่องใด
    1. ภพ-ภูมิ

    2. ไตรสิกขา

    3. ไตรลักษณ์
    4. กฎธรรมชาติ
  19. วันเทโวโรหณะคือวันใด
    1. วันพระเจ้าเปิดโลก

    2. วันแรม 1 ค่ำเดือน 11
    3. วันหลังวันออกพรรษา 1 วัน
    4. วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์
  20. ข้อใดเป็นกุศลพิธี
    1. การเวียนเทียน 

    2. การถวายสังฆทาน
    3. การทำบุญเลี้ยงพระ 
    4. การสวดมนต์ไหว้พระ
  21. “ศีล” ในความหมายทางพระพุทธศาสนาสรุปได้จากมรรค 8 ข้อใด
    1. คิดชอบ

    2. วาจาชอบ

    3. ทำการชอบ
    4. เลี้ยงชีพชอบ

2 Comments

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::, :: พระพุทธศาสนา ม.6 ::

:: แนวข้อสอบชุด 3 ::

  1. ทรรศนะเกี่ยวกับความสุขและทุกข์ของชีวิตในชมพูทวีปมีลักษณะอย่างไร
    1. กลุ่มต่างๆ เชื่อว่าไม่มีความสุขความทุกข์ มนุษย์ล้วนคิดไปเอง
    2. กลุ่มต่างๆ เชื่อว่าความสุขทางกายเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
    3. กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นเอง อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย
    4. กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าพระเจ้าบันดาลสุข อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าภูตผีสร้างทุกข์เข็ญ
  2. การปฏิบัติตนของหมอชีวกโกมารภัจจ์สอดคล้องกับคำสอนในข้อใด
    1. เอาชนะคนพาลด้วยความเพียร
    2. ใฝ่เรียนรู้ศิลปวิทยาอยู่ตลอดเวลา
    3. คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
    4. รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
  3. บุคคลในข้อใดกล่าวได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติตนตามกุศลวิตก
    1. วิภาวางเฉยเมื่อเพื่อนถูกดำเนินคดีในความผิดที่เขาก่อขึ้น
    2. วินัยช่วยเหลือเพื่อนที่ถูกดำเนินคดีในความผิดที่เพื่อนเขาก่อขึ้น
    3. วิไลชี้แนะให้เพื่อนเข้าใจความผิดที่ก่อขึ้นอันเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี
    4. วิชัยขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจให้เพื่อนเขาพ้นจากคดีที่เพื่อนเขาก่อขึ้น
  4. บุคคลใดปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์ได้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการปฏิสันถารต่อพระสงฆ์
    1. เปิ้ลจัดรถไปรับและส่งท่านตามเวลาที่นิมนต์
    2. ปัทนั่งสนทนาตรงหน้าพระสงฆ์เมื่อท่านมาถึงบ้าน
    3. ปุ๋มให้พระสงฆ์นั่งอยู่รูปเดียวเพื่อความสงบทางจิตใจ
    4. ปอวางเก้าอี้สำหรับพระสงฆ์ไว้ด้านหลังเพื่อความสะดวกในการประกอบพิธีกรรม
  5. ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ของวันสำคัญทางพระพุทธศาสนากับหลักธรรมได้อย่างถูกต้อง
    1. วันมาฆบูชา-อริยสัจ 4 
    2. วันอัฏฐมีบูชา-ไตรลักษณ์
    3. วันวิสาขบูชา-พรหมวิหาร 4 
    4. วันอาสาฬหบูชา-อริยมรรคมีองค์แปด
  6. การปฏิบัติตนเพื่อธำรงไว้ซึ่งพุทธวัฒนธรรมในข้อใดเหมาะสมกับสถานภาพของนักเรียนมากที่สุด
    1. การจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่และตั้งศาลพระภูมิ
    2. การเข้าร่วมพิธีกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
    3. การเสนอพุทธศาสนสถานในท้องถิ่นเป็นโบราณสถานและมรดกโลก
    4. การรวมกลุ่มเพื่อนเพื่อช่วยกันทำนุบำรุงพุทธศาสนสถานที่เก่าแก่ทรุดโทรม
  7. หลักคำสอนเรื่องตรีเอกานุภาพของคริสต์ศาสนา หมายความว่าอย่างไร
    1. พระเป็นเจ้าทรงมี 3 องค์ ได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต
    2. พระเป็นเจ้าทรงทำ 3 หน้าที่ ได้แก่ ผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย
    3. พระเป็นเจ้าทรงมี 3 องค์ ได้แก่ พระยะโฮวาห์ พระเยซูคริสต์ และพระแม่มารี
    4. พระเป็นเจ้าทรงมีองค์เดียว แต่มี 3 พระบุคคล ได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต
  8. ข้อใดต่อไปนี้กล่าว ไม่ ถูกต้อง
    1. ชาวมุสลิมทุกคนต้องทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง
    2. ชาวมุสลิมจะต้องบริจาคซะกาตในอัตราร้อยละ 2.5
    3. ชาวมุสลิมจะต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น
    4. ชาวมุสสิลมทุกคนต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ปีละ 1 ครั้ง
  9. บุคคลใดต่อไปนี้มี “อิสรภาพ” ตามหลักของพระพุทธศาสนา
    1. แพรเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือบ่อยครั้ง เพื่อให้ทันสมัย
    2. ป่านเก็บเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ เพื่อให้ทัดเทียมกับเพื่อนๆ
    3. ปอใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์เพื่อช่วยชีวิตคน จึงตั้งใจเรียนหนังสืออย่างมาก
    4. ฝ้ายเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้ง เพื่อต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเองร่ำรวย
  10. ข้อใดเป็นพุทธจริยาของพระบรมศาสดาด้านญาตัตถจริยา
    1. ทรงอนุญาตให้พระเทวทัตบวชได้
    2. เสด็จไปยับยั้งมิให้องคุลิมารกระทำมาตุฆาต
    3. ทรงแสดงธรรมโปรดพระสุภัททะก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
    4. ทรงระงับสงครามแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณีระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย
  11. ข้อใดเป็นสิ่งที่ฆราวาสพึงกระทำต่อพระภิกษุสงฆ์
    1. ชวนพระภิกษุสงฆ์พูดคุยข่าวในวงการบันเทิง
    2. ซักถามหลักธรรมที่มีความสงสัยให้เข้าใจแจ้งชัด
    3. ชักชวนให้พระสงฆ์ไปประท้วงขับไล่นักการเมือง
    4. ขอให้พระภิกษุสงฆ์ตรวจดูว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร
  12. การสวดมนต์ไหว้พระอย่างสม่ำเสมอ มีคุณค่าและประโยชน์อย่างไร
    1. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือยามลำบาก
    2. จิตใจมีความสงบ เยือกเย็น เป็นสมาธิ
    3. มีอิทธิฤทธิ์บางประการเกิดขึ้นกับผู้สวด
    4. พระพุทธรูปที่บูชามีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
  13. บุคคลใดต่อไปนี้ปฏิบัติตามหลักธรรมพรหมวิหาร 4
    1. ผกามาศอดทนไม่โต้ตอบเพื่อนที่ชอบกลั่นแกล้งตน
    2. บุปผาเห็นสุนัขจรจัดถูกรถเฉี่ยวบาดเจ็บ จึงอุ้มไปหาสัตวแพทย์
    3. บุษบาขยันหมั่นเพียรในการเรียน เพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
    4. บุษบงเห็นกระเป๋าสตางค์ตกอยู่ แม้จะไม่มีใครอยู่แถวนั้น แต่ก็นำไปส่งตำรวจ
  14. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาสิข
    1. ศูนย์กลางของศาสนาอยู่ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
    2. ชาวสิขที่ทำพิธีล้างบาปแล้ว จะรับเอา ก ทั้ง 5 ประการ ไว้กับตน
    3. ศาสดาองค์แรก คือ คุรุโควินทสิงห์ ศาสดาองค์สุดท้าย คือ คุรุนานัก
    4. เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นเพื่อประนีประนอมระหว่างคริสต์ศาสนาและศาสนาอิสลาม
  15. ไอยเรศมีอายุล่วงเข้าสู่วัยชรา มีความปรารถนาจะบรรลุโมกษะ จึงสละการครองเรือน แล้วออกบวช ถือเพศพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ไอยเรศกำลังปฏิบัติตามขั้นตอนใดของหลักธรรมอาศรม 4 ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
    1. พรหมจารี 
    2. คฤหัสถ์
    3. วานปรัสถ์ 
    4. สันยาสี
  16. เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล
    1. ถือว่าทุกสิ่งมีเหตุและผลอยู่ในตนเอง
    2. เน้นว่าทุกสิ่งเกิดและดับตามเหตุปัจจัย
    3. ให้ความสำคัญกับการถกเถียงหาเหตุผล
    4. เน้นว่าทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัยแห่งกรรมเก่า
  17. เพราะเหตุใดแม้ว่าพระอานนท์จะออกบวชมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์
    1. ต้องโต้วาทะกับพวกเดียรถีย์บ่อยครั้ง
    2. พระภิกษุรูปอื่นขัดขวางการบำเพ็ญเพียร
    3. ต้องเดินทางไปประกาศพระศาสนาหลายที่
    4. ต้องปรนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด
  18. ขณะที่นักเรียนอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วเกิดอาการหดหู่ ง่วงนอน แสดงว่านักเรียนมีสิ่งใดขัดขวางจิตมิให้บรรลุความก้าวหน้า
    1. วิจิกิจฉา
    2. พยาบาท
    3. ถีนมิทธะ
    4. อุทธัจจกุกกุจจะ
  19. ข้อห้ามมิให้พระสงฆ์ฉันอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้วจะปรากฏอยู่ในคัมภีร์ใด
    1. อรรถกถา
    2. พระวินัยปิฎก
    3. พระสุตตันตปิฎก
    4. พระอภิธรรมปิฎก
  20. พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ข้อใดของคริสต์ศาสนาที่กระทำเพื่อระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซูคริสต์
    1. พิธีศีลกำลัง
    2. พิธีศีลแก้บาป
    3. พิธีศีลอนุกรม
    4. พิธีศีลมหาสนิท
  21. พรหมจารี ในอาศรม 4 ของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู หมายถึงอะไร
    1. วัยครองเพศบรรพชิต
    2. วัยที่ต้องรักษาความบริสุทธิ์
    3. วัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียน
    4. วัยที่ต้องออกไปปฏิบัติธรรในป่า
  22. เพราะเหตุใดชาวฮินดูต้องเปล่งคำว่าโอมในการสวดมนต์
    1. เป็นคำบอกถึงการเริ่มต้นในการสวดมนต์
    2. เป็นคาถาอาคม
    3. เป็นคำสั่งที่ระบุไวให้ทำในคัมภีร์
    4. เป็นคำแทนเทพเจ้าทั้ง 3 คือ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ
  23. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูถือว่ามนุษย์แตกต่างกันเพราะเหตุใด
    1. ทำหน้าที่แตกต่างกัน
    2. ทำกรรมต่างกัน
    3. มีบรรพบุรุษต่างกัน
    4. มีแหล่งกำเนิดต่างกัน
  24. ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดูพิธีคล้องด้ายศักดิ์สิทธิ์เพื่อแสดงว่าผู้ถูกคล้องเกิดใหม่เป็นครั้งที่สอง เรียกว่าพิธีอะไร
    1. อุปนยัน
    2. ชาตกรรม
    3. ครรถาธาน
    4. นามกรณ์
  25. ในหลักอาศรม 4 ของศาสนาฮินดู คำว่า พรหมจารี หมายถึงบุคคลในข้อใด
    1. คนที่ถือบวช
    2. คนที่อยู่ในวัยเล่าเรียน
    3. คนที่แต่งงานมีครอบครัว
    4. คนที่นับถือพรหมเป็นใหญ่
  26. เรื่องรามเกียรติ์ซึ่งมีพระรามเป็นตัวเอกนั้น สืบเนื่องมาจากคติของนิกายใดในศาสนาฮินดู
    1. นิกายไวษณพ
    2. นิกากยศักติ
    3. นิกายพรหม
    4. นิกายไศวะ
  27. บทสวดสั้นๆ สำหรับขับกล่อมเทพเจ้าที่เสด็จมาประทับในพิธ๊ให้เพลิดเพลินเรียกว่าอะไร
    1. ฤคเวท
    2. สามเวท
    3. ยชุรเวท
    4. อาถรรพเวท
  28. คัมภีร์ใดกล่าวถึงความคิดทางปรัชญามากที่สุด
    1. มันตระ
    2. ปุราณะ
    3. อุปนิษัท
    4. ยชุรเวท
  29. จักรี หมายถึงผู้มีจักรหรือผู้ถือจักร ได้แก่เทพองค์ใด
    1. พระอินทร์
    2. พระอิศวร
    3. พระพรหม
    4. พระนารายณ์
  30. ศาสนาฮินดูใช้วิธีกลืนพุทธศาสนาอย่างไร
    1. กำหนดให้พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระพุทธเจ้า
    2. กำหนดให้พระอินทร์ลงมากล่าวสมทานไตรสรณคมน์
    3. กำหนดให้มีพระเจ้า 5 พระองค์แทนพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
    4. กำหนดให้พระหรหมมี 4 หน้าแทนพรหมวิหาร 4
  31. ข้อใดที่มีวรรณะทั้ง 4 ครบในสังคมอินเดีย
    1. พราหมณ์ ช่างทอผ้า ขอทาน กรรมกร
    2. นายกรัฐมนตรี พ่อค้า ช่างตีเหล็ก ขอทาน
    3. เกษตรกร นักบัญชี อุตสาหกรรม พราหมณ์
    4. พราหมณ์ รัฐมนตรี นักการธนาคาร กรรมกร 
  32. ข้อใดที่กล่าวถึงลัทธิตรีมูรติของศาสนาฮินดูถูกต้องที่สุด
    1. พระพรหมสร้างสรรค์ พระวิษณุบำรุงเลี้ยงดู พระอัคนีทำลาย
    2. พระพิฆเนศวรผู้สร้าง พระนารายณ์บำรุงเลี้ยงดู พระกฤษณะทำลาย
    3. พระพรหมสร้างสรรค์ พระวิษณุบำรุงเลี้ยงดู พระศิวะทำลาย
    4. พระอิศวรสร้างสรรค์ พระพรหมบำรุงเลี้ยงดู พระศิวะทำลาย
  33. หลักอาศรม 4 ของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูหมายถึงข้อใด
    1. อยู่ในอาศรม 4 ปี
    2. อยู่้ในอาศรม 4 แห่ง
    3. ปฏิบัติธรรมในสถานที่วิเวก 4 ปี
    4. ปฏิบัติตามขั้นตอนของชีวิต 4 ขั้น 
  34. ผู้ที่นับถือพราหมณ์ ฮินดู ประกอบพิธีศราทธ์เพื่อวัตถุประสงค์ใด
    1. ขับไล่ภูมิผีปีศาจ
    2. ให้พืชพันธ์อุดมสมบูรณ์
    3. เซ่นไหว้เทวดา
    4. ทำบุญให้ญาติที่ตายแล้ว
  35. คัมภีร์ในศาสนาฮินดูที่เกิดขึ้นเองคืออะไร
    1. คัมภีร์อุปนิษัท
    2. คัมภีร์ภควัทคีตา
    3. คัมภีร์พระเวท
    4. คัมภีร์ปุราณะ
  36. พิธีศราทธ์ของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู คืออไร
    1. งานรื่นเริงในเทศกาลที่เกี่ยวกับพระเจ้า
    2. ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ
    3. กิจกรรมบูชาเทพเจ้าต่างๆ
    4. การทำบุญให้เปรตและภูติผี
  37. อรชุนเรียนจบการศึกษาเมื่อาอยุ 25 ปีบิดาให้แต่งงานแล้ว่ส่งไปคุมโรงงานชาที่ศรีลังกา 10 ปีอรชุนมีชีวิตอยู่ในขั้นตอนใด
    1. พรหมจารี
    2. คฤหัสถ์
    3. วานปรัชญ์
    4. สันยาสี
  38. สันยาสี เป็นบุคคลประเภทใด
    1. ผู้เบื่อชีวิตทางโลกออกบำเพ็ญตามถ้ำ
    2. ผู้เป็นอนาคาริก สั่งสอนคัมภีร์พระเวท
    3. ผู้สละบ้านเรือนออกจาริกมุ่งสู่ธรรมขั้นสูงสุด
    4. ผู้ประกอบพิธีบูชายัญ หรือสวดยัชโญปวิต
  39. เหตุใดในศาสนาพราหมณ์ ฮินดูจึงมีการประกอบพิธีศราทธ์
    1. เพราะต้องการให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไปสู่สุคติ
    2. เพราะต้องการให้วิญญาณบรรพบุรุษบันดาลให้เป็นสุข
    3. เพราะต้องการปัดเป่ารังควานจากวิญญาณเร่ร่อนให้หมดไป
    4. เพราะต้องการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่สมาชิกของวงศ์ตระกูล
  40. ลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติตามหลักอาศรม 4 คือข้อใด
    1. คฤหัสถ์ พรหมจารี วานปรัสถ์ สันยาสี
    2. วานปรัสถ์ คฤหัสถ์ สันยาสี  พรหมจารี
    3. พรหมจารี คฤหัสถ์  วานปรัสถ์ สันยาสี 
    4. สันยาสี  วานปรัสถ์ คฤหัสถ์ พรหมจารี
  41. อาศรม 4 ของพราหมณ์ฮินดูมีไว้เพื่ออะไร
    1. เพราะเป็นแนวทางการครองเรือนให้สงบสุข
    2. เพื่อเป็นการบำเพ็ญเพียรให้บรรลุเป้าหมายชีวิต
    3. เพื่อเป็นสถานที่ให้คนฮินดูได้มาศึกษาศาสนา
    4. เพื่อเป็นวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
  42. หลักคำสอน กรรมโยคะ ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ตรงกับคำไทยข้อใด
    1. หนักเอาเบาสู้
    2. อาบเหงื่อต่างน้ำ
    3. ปิดทองหลังพระ
    4. เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน
  43. ข้อใดไม่เกิดขึ้นในวิวัฒนาการของศาสนาฮินดู
    1. เปลี่ยนจากในเทพเจ้าหลายองค์มาเป็นสิ่งสมบูรณ์สูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
    2. เปลี่ยนจากเชื่อว่าชีวิตเป็นไปตามการดลบันดาลของเทพเจ้า มาเชื่อในกรรมจากชาติปางก่อน
    3. เปลี่ยนจากเชื่อว่าจิตทั้งหลายอย่างอิสระไม่เกี่ยวข้องกัน มาเชื่อว่าจิตทั้งหลายเกิดมาจากจิตใหญ่ดวงเดียว
    4. เปลี่ยน่จากเชื่อในความเป็นอาตมันของจิต มาเชื่อในความเป็นอนัตตาของจิต 
  44. ข้อใดไม่ตรงกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์
    1. การเอาใจใส่เรียนหนังสือเมื่ออยู่ในวันร่ำเรียน
    2. การแต่งงานมีครอบครัวหลังจากผ่านวัยศึกษาเล่าเรียนแล้ว
    3. การมีบุตรเมื่อมีฐานะพร้อม
    4. การสละบ้านเมืองออกบวชเมื่อแก่ชรา
  45. โมกษะในศาสนาฮินดูหมายถึงอะไร
    1. การมีจิตหลุดพ้นจากกิเลส
    2. ความหลุดพ้นจากชีวิตที่เป็นทุกข์ในโลกนี้
    3. การได้เกิดในสวรรค์อันเป็นบรมสุข
    4. วิญญาณบริสุทธิ์ไม่เวียนว่ายตายเกิด
  46. ขั้นตอนใดที่ชีวิตจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏตามหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูจะทำให้โดยการดำเนินการดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด
    1. คฤหัสถ์
    2. สันยาสี
    3. พรหมจารี
    4. วานปรัสถ์
  47. การสร้างญาณโยคะ (ชญาณ โยคะ) ให้เกิดขึ้นตามทรรศนะของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูจะทำได้โดยการดำเนินการดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด
    1. สละโลกียสุขทั้งมวล
    2. ใฝ่ผันถึงความหลุดพ้น
    3. ปลูกศรัทธาและจงรักภักดีต่อเทพเจ้า
    4. แยกแยะให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างสิ่งที่เป็นจริงและสิ่งที่ไม่เป็นจริง
  48. หน้าที่หลักของคัมภีร์สามเวท คือ
    1. พรรณนาสรรเสริญอำนาจของเทพเจ้าต่างๆ
    2. บันทึกความเป็นมาของเทพเจ้า และพวกพราหมณ์
    3. เป็นคู่มือในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ
    4. ใช้สวดเห่หรือขับกล่อมเทพเจ้าที่อัญเชิญลงมาร่วมในพิธีกรรม
  49. บุคคลที่เป็นพรหมจารีในคัมภีร์อุปนิษัท หมายถึง
    1. ผู้อยู่ในปฐมวัยที่ต้องการศึกษาเล่าเรียน
    2. สตรีชาวฮินดูผู้ถือเคร่งในประเพณี
    3. ผู้ถือบวชศิลจารินี หรือสิกขมานา
    4. ผู้ประพฤติธรรม ยึดมั่นในญาณสมบัติ
  50. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของศีลในพระพุทธศาสนา
    1. ความเคร่งครัดสำรวมระวัง
    2. การงดเว้นความชั่วทุกอย่าง
    3. การไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
    4. ข้อห้ามไม่ให้ล่วงเกินผู้อื่น

1 Comment

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::, :: พระพุทธศาสนา ม.6 ::