Category Archives: :: ธรรมศึกษา ::

:: พุทธสาวก ::

    1. เมื่อโกณฑัญญะได้ฟัง “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร”แล้วได้ “ธรรมจักษุ” หมายความว่าอย่างไร
      1. ความทุกข์เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน
      2. ความจริงอันประเสริฐคือมรรคมีองค์ 8
      3. มีความเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเสื่อมสลาย
      4. เกิดความเข้าใจตามสภาพเป็นจริงว่า สิ่งใดเมื่อมีการเกิดเป็นธรรมดาย่อมมีการดับสลายเป็นธรรมดา
    2. พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในเรื่องใด
      1. ด้านการมีฤทธิ์
      2. ด้านการมีปัญญา
      3. ด้านความกตัญญู
      4. ด้านการมีประสบการณ์มาก
    3. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีบวชในบวรพุทธศาสนาด้วยการรับหลักปฏิบัติใด
      1. ศีล
      2. ศีล 8
      3. ศีล10
      4. ครุธรรม 8 ประการ
    4. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในเรื่องใด
      1. รัตตัญญู
      2. ความอดทน
      3. ความมีปัญญา
      4. การมีปฏิภาณ
    5. หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นผู้มีคุณธรรมที่เด่นชัดในเรื่องใด
      1. ทรงเป็นผู้มีปฏิภาณและมีจิตใจแน่วแน่
      2. ทรงเป็นอุบาสิกาที่เคร่งครัดและเป็นพหูสูต
      3. ทรงเป็นผู้มีขันติธรรมเป็นเลิศและเป็นผู้มีความสงบเสงี่ยม
      4. ทรงเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
    6. คุณธรรมที่เด่นชัดของศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์คือข้อใด
      1. ยอมรับความผิด พร้อมที่จะแก้ไข
      2. ความอดทนและความเพียรพยายาม
      3. เป็นคนสันโดษ ไม่ขวนขวายหาลาภสักการะ
      4. ซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
    7. พระเขมาเถรีได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรกด้วยเหตุในข้อใด
      1. มีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า
      2. มีความศรัทธาในพระสงฆ์สาวก
      3. พระเขมาเถรีหาอุบายเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
      4. พระเจ้าพิมพิสารหาอุบายให้พระเขมาเถรีได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
    8. พระเขมาเถรีได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรกด้วยเหตุในข้อใด
      1. มีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า
      2. มีความศรัทธาในพระสงฆ์สาวก
      3. พระเขมาเถรีหาอุบายเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
      4. พระเจ้าพิมพิสารหาอุบายให้พระเขมาเถรีได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
    9. พุทธสาวกและพุทธสาวิกาท่านใดได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าในฐานะเดียวกัน
      1. พระเขมาเถรีกับพระโมคคัลลานะ
      2. พระอุบลวัณณาเถรีกับพระสารีบุตร
      3. พระกีสาโคตมีเถรีกับพระมหากัสสปะ
      4. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีกับพระอัญญาโกณฑัญญะ
    10. หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล มีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพในฐานะใด
      1. เป็นศิษย์
      2. เป็นนัดดา
      3. เป็นพระธิดา
      4. เป็นที่ปรึกษา
    11. สาเหตุสําคัญที่ทําให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จผนวชคือข้อใด
      1. เบื่อการครองเรือน
      2. ต้องการหาความสงบให้กับชีวิต
      3. พระโอรสและพระธิดาเสด็จผนวชหมดแล้ว
      4. เลื่อมใสครัทธาในค่าสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
    12. การที่หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงมีความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ เพราะท่านมีนิสัยส่วนตัวตามข้อใด
      1. ใฝ่เรียนใฝ่รู้
      2. ขยันและอดทน
      3. มีความริเริ่มสร้างสรรค์
      4. ยึดหมั่นในพระรัตนตรัย
    13. สํานวนใดน่าจะสอดคล้องกับความหมายของคําว่า“รัตตัญํูภาพ”
      1. คมในฝัก
      2. คร่่าหวอด
      3. รู้ตื้นลึกหนาบาง
      4. อาบน้่าร้อนมาก่อน
    14. เข้าใจสิ่งที่ครูสอนทันทีและสามารถอธิบายขยายความให้เพื่อนเข้าใจได้ดีด้วยพฤติกรรม
      สอดคล้องกับพุทธสาวกหรือพุทธสาวิกาท่านใด

      1. พระเขมาเถรี
      2. พระเจ้าปเสนทิโกศล
      3. พระอัญญาโกณฑัญญะ
      4. พระมหาปชาบดีโคตมีเถร
    15. ข้อใดกล่าวถึงพระมหาปชาบดีโคตรมีเถรี ได้ถูกต้อง
      1. พี่สาวกพระอานนท์
      2. น้องสาวของพระพุทธเจ้า
      3. ภิกษุณีองค์แรกในพระพุทธศาสนา
      4. ผู้มีปัญญามากฝ่ายภิกษุณี
    16. ผู้ริเริ่มก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยคือใคร
      1. พระธรรมปิฎก
      2. หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล
      3. ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์
      4. ศาสตราจารย์ประภาส อวยชัย
    17. ก่อนบวชเป็นภิกษุณีเคยเป็นพระน้านางผู้เลี้ยงดูเจ้าชายสิทธิธัตถะมาก่อน
      1. พระอัญญาโกณทัญญะ
      2. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี
      3. พระเจ้าปเสนทิโกศล
      4. พระเขมาเถรี
    18. พระอัญญาโกณทัญญะทูลลาพระพุทธเจ้าไปจําพรรษาอยู่ ณ สระฉัททันต์ในป่าหิมพานต์ แสดงถึงคุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่างข้อใด
      1. เป็นคนสันโดษ
      2. เล็งเห็นการณ์ไกล
      3. มีประสบการณ์มาก
      4. เคร่งครัดในระเบียบวินัย
    19. ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้กล่าวยกย่องพระยาอรรพกฤตินิรุตต์ ในฐานะเป็นผู้มีอุปการคุณแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมใดของท่านที่ควรถือเป็นแบบอย่าง
      1. ความเอาใจใส่
      2. ความจงรักภักดี
      3. ความกตัญญูกตเวที
      4. ความซื่อสัตย์สุจริต
    20. พระพุทธเจ้าใช้หลักธรรมใดในการสอนพระนางเขมา
      1. บุญกิริยาวัตถุ คือทางแห่งการท่าความดี
      2. ไตรลักษณ์ ว่าด้วยความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง
      3. อริยสัจ 4คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ
      4. ขันธ์ 5 คือองค์ประกอบของชีวิต 5 ประการ
    21. งานพระนิพนธ์ชิ้นแรกที่ทําให้พระนามของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นที่รู้จักแพร่หลาย คือเรื่องใด
      1. ศาสนคุณ
      2. ประเพณีไทย
      3. สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น
      4. ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
    22. ผลงานทางพระพุทธศาสนาที่สําคัญของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล คือข้อใด
      1. ทรงนิพนธ์หนังสือสอนพระพุทธศาสนา
      2. ทรงริเริ่มก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
      3. ทรงร่วมกันก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
      4. ทรงเป็นอาจารย์สอนพระพุทธศาสนาให้กับชาว ต่างประเทศ
    23. ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับฉายาอีกอย่างหนึ่งว่า “หลวงตา” เพราะเหตุผลข้อใด
      1. บวชเป็นพระตอนแก่
      2. มีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนา
      3. ชอบเข้าวัด ฟังธรรม และนั่งสมาธิ
      4. ถูกทุกข้อ
    24. คติธรรมจากเรื่อง “สุวรรณหังชาดก” สอนให้เราประพฤติตนเช่นไร
      1. ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน
      2. ไม่เป็นผู้โลภมาก
      3. ไม่ควรทรมานสัตว์
      4. ไม่ควรพูดเท็จ
    25. ในชาดกพระพุทธเจ้าเคยเสวยชาติเป็นวัวชื่อ
      1. โคนันทิวิสาลชาดก
      2. โคนันทิวิสาล
      3. สุวัณณหัง
      4. โคฉัพพัคคีย
    26. นันทิวิสาล ชอบคนพูดจาแบบไหนถึงจะทํางาน
      1. พูดจาหยาบกระด้าง
      2. พูดจาเสียงดังฟังชัด
      3. พูดจาค่อย ๆ
      4. พูดจาไพเราะอ่อนหวาน
    27. คํากล่าวของพระพุทธเจ้าที่กล่าวว่า “ชื่อว่าคําหยาบไม่เป็นที่ชอบใจของใครๆ แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน”ทรงกล่าวในการแสดงธรรมเรื่องใด
      1. นันทิวิสาลชาดก
      2. ความโลภ
      3. สุวัณณหังสชาดก
      4. การแสดงความกตัญญูต่อผู้อื่น
    28. ข้อคิดจากเรื่องใด สามารถนํามาปรับใช้ในการสมาคมกับผู้อื่น
      1. นันทิวิสาลชาดก
      2. พระอัญญาโกณฑัญญะ
      3. สุวัณณหังสชาดก
      4. พระเจ้าอโศกมหาราช
    29. ในนันทิสาลชาดก พราหมณ์ได้เดิมพันครั้งแรกเป็นจํานวนกี่กหาปณะ
      1. 100
      2. 1000
      3. 10,000
      4. 100,000

 

 

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: ไตรสิกขา ::

Leave a comment

01/04/2019 · 2:00 am

:: อบายมุข ::

 อบายมุข 6 ได้แก่

  1. ดื่มน้ำเมา
  2. เที่ยวกลางคืน
  3. เที่ยวดูการเล่น
  4. เล่นการพนัน
  5. คบคนชั่วเป็นมิตร
  6. เกียจคร้านทำการงาน

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: นางนกุลมารดาคหปตานี ::

นางนกุลมารดาคหปตานี :  เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา

นางนกุลมารดา เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสุงสุมารคิรี แคว้นภัคคะ เมื่อเจริญวัยได้แต่งงานอยู่ครองเรือนตามฆราวาสวิสัย มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะเมื่อบิดามารดาล่วงหลับไปแล้วได้ครอบครองดูแลทรัพย์สมบัติสืบไป

กล่าวตู่ว่าพระพุทธองค์เป็นลูก
ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมติตามเสด็จจาริกไปถึงพระนครสุงสุมารคิรี แล้วเสด็จเข้าประทับ ณ เภสกลาวัน  ขณะนั้น นกุลเศรษฐีและภริยาพร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคะเจ้า ณ ที่ประทับ ทันทีที่เศรษฐีและภริยาได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคเท่านั้นความรักประหนึ่งว่าพระพุทธองค์เป็นบุตรในอุทรของตนก็เกิดขึ้นสองสามีภริยาหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระบรมศาสดาแล้วกราบทูลว่า
“ลูกเอ๋ย เจ้าทิ้งพ่อแม่ไปสิ้นกาลช้านาน บัดนี้เจ้าไปอยู่ ณ ที่ใดมา ?”
จากอาการกิริยาและคำพูดของเศรษฐีและภรรยานั้น สร้างความสับสนฉงนสนเท่ห์แก่ภิกษุสงฆ์และพุทธบริษัทในสมาคมนั้น เพราะต่างก็ทราบดีว่าพระพุทธองค์เสด็จออกบรรพชาจากศากยสกุล กรุงกบิลพัสดุ์ และชาวเมืองสุงสุมารคิรี ก็ทราบดีว่าเศรษฐีสองสามีภรรยามีญาตร่วมสายโลหิตและทายาทกี่คน เหตุไฉนท่านจึงกล่าวตู่ว่าพระผู้มีพระภาคเป็นบุตรของตนแม้พระบรมศาสดา ก็มิได้ตรัสห้ามประณามเศรษฐีสองสามีภรรยานั้นแต่ประการใดเลย ด้วยเศรษฐีทั้งสองมีสติเต็มไปด้วยความรักและปีติสุดที่จะยับยั้งได้ พระพุทธองค์ทรงรอ
โอกาสเมื่อพวกเขากลับได้สติวางใจเป็นกลางแล้ว จึงทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัย ยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล แล้วทรงยกเรื่องในอดีตชาติ มาประกาศในท่ามกลางพุทธบริษัทให้ทราบทั่วกันว่า
“ในอดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคตจึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้”
พระบรมศาสดา ครั้นได้ประทานสุขสมบัติในเทวโลกและสุขสมบัติในอริยภูมิแก่ชาวสุงสุมารคิรีแล้ว เสด็จจาริกไปยังคามนิคมอื่น ๆ โดยลำดับ

แม้ทางใจก็ไม่เคยคิดชั่ว
ครั้นกาลต่อมา พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์แวดล้อมตามเสด็จมายังพระนคร สุงสุมารคิรีอีก เศรษฐีและภรรยาซึ่งทั้งสองเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว ได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาค จึงพากันไปเฝ้ากราบวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้กราบอาราธนาเพื่อเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงรับด้วยดุษณีภาพ เมื่อได้เวลาทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จไปยังบ้านของนกุลเศรษฐี ซึ่งสองสามีภรรยานั้นได้อังคาสถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พากันเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ณ ที่อันสมควรแก่ตนนางนกุลมารดาคหปตานีได้กราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์กับนกุลบิดาคฤหบดีนี้ แต่งงานกันมาตั้งแต่ครั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาว ตราบจนบัดนี้ ข้าพระองค์มิได้รู้สึกเลยว่า นกุลบิดาคฤหบดีผู้สามีจะนอกใจแม้ทางใจ ดังนั้น เขาจะนอกใจทางกายได้อย่างไร ข้าพระองค์ปรรถนาจะพบกันและกัน ทั้งในปัจจุบันทั้งในภายภาคหน้าพระเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ฯ นครสุงสุมารคิรี ตามสมคารแก่พระอัธยาศัยแล้วทรงพาหมู่ภิกษุสงฆ์เสด็จจาริกโปรดเวไนยสัตว์ ตามคามนิคมชนบทอื่น ๆ โดยลำดับต่อมาพระพุทธองค์ขณะประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนานกุลมารดาคหปตานี ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: นางกาฬีกุรรฆริกา ::

นางกาฬีกุรรฆริกา :  เอตทัคคะในฝ่ายผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา

นางกาฬกุรรฆริกา เกิดในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้วได้มีสามีอยู่ในกรุงกุกรรฆรนคร ต่อมานางได้ตั้งครรภ์ รักษาบริหารครรภ์จนครบกำหนดแล้วคิดว่า
“การคลอดบุตรในเรือนของบุคคลอื่นนั้น เป็นการไม่สมควร”

จึงกลับไปบังเรือนบิดามารดาของตนที่กรุงราชคฤห์ในเวลาเที่ยงคืนของคืนหนึ่ง นางกาฬีได้ยินเสียงของพวกสาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ ซึ่งยืนอยู่ในอากาศเหนือปราสาทของตน กล่าวพรรณนาพระคุณของพระรัตนตรัยแล้วเกิดความเลื่อมใสที่ได้ยินเสียงสรรเสริญพระคุณของพระรัตนตรัยนั้น จนได้ดำรงอยู่ในดาปัตติผล
โดยที่ยังไม่ได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเลย และต่อมานางได้คลอดบุตรโดยสวัสดีพระพุทธองค์ทรงปรารภเหตุนี้ เมื่อทรงสถาปนาบรรดาอุบาสิกาทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ทรงสถาปนาแต่งตั้งนางกาฬีอุบาสิกาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่าย ผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา คือ เลื่อมใสโดยฟังตามคนอื่นหรือตามกันมา

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: นางกาติยานี ::

นางกาติยานี : เอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสมั่นคง

นางกาติยานี เกิดในกุกรรฆรนคร เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย มีหญิงสหายคนหนึ่งชื่อนางกาฬี เป็นชาวกุรรฆรนคร เช่นกันในยามราตรีคืนหนึ่ง ขณะที่พระโกฆิกัณณโสณเถระ กำลังแสดงธรรมโปรดโยมมารดา และเป็นเหตุให้โยมมารดานั้นเป็นพระอริยกายสักขี (โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค) ขณะนั้น นางกาติยานีกับนางกาฬีผู้เป็นสหาย ก็ได้ร่วมฟังธรรมอยู่ข้างท้ายพุทธบริษัทนั้นด้วยโจรขุดอุโมงค์เข้าบ้าน

ในคืนวันนั้น โจรประมาณ ๙๐๐ คน ได้ทำการขุดอุโมงค์จากมุมหนึ่งของตัวเมือง เข้าไปโผล่ทะลุที่บ้านของนางกาติยานี ตามแผนการที่วางไว้ ส่วนหัวหน้าโจรได้ไปร่วมอยู่กับพุทธบริษัทที่ฟังธรรม เพื่อทราบว่าชนพวกนี้มาประชุมกันด้วยเรื่องอะไร และเป็นการบังเอิญที่ยืนอยู่ใกล้กับนางกาติยานีนั้นเวลานั้น นางกาติยานี ได้ใช้ให้ทาสีกลับไปบ้านเพื่อนำน้ำมันมาเติมประทีปให้เกิดแสงสว่างในบริเวณโรงธรรม นางทาสีไปถึงบ้านก็พบโจรขุดอุโมงค์ด้วยความตกใจไม่ทันได้นำน้ำมันออกมารีบกลับไปบอกกับเจ้านายหญิงว่า:-
“ข้าแต่แม่นาย ขณะนี้มีพวกโจรขุดอุโมงค์เข้าไปขโมยของเรือน เจ้าค่ะ”
หัวหน้าโจรซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินคำที่ทาสีบอกแก่เจ้านายหญิงเช่นนั้น ก็คิดว่า
“ถ้าหญิงนี้เชื่อคำทาสีแล้วกลับบ้านเราจะเอาดาบฟันทางให้ขาดเป็นสองท่อน แต่ถ้าไม่กลับและยังคงฟังธรรมต่อไป เราจะคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่โจรขโมยมา จากบ้านของนางให้แก่นาง”
นางกาติยานี เมื่อฟังคำของทาสีแล้วกล่าวว่า
“นี่แม่คุณ อย่างทำเสียงดังเลย ธรรมดาพวกโจรทั้งหลายเมื่อจะลักขโมยของก็จะเลือกเอาแต่ทรัพย์สินที่ตนเห็นว่ามีประโยชน์มีคุณค่าเท่านั้น ส่วนเวลาที่ข้าจะได้ฟังธรรมเหมือนเช่นวันนี้หาได้ยากยิ่งนัก เจ้าอย่าทำลายเวลาฟังธรรมของข้าเลย”
หัวหน้าโจร เมื่อได้ยินคำพูดของนางกาติยานีโดยตลอดแล้วคิดว่า
“โอ! หนอ พวกเราทำกรรมหนักเสียแล้ว พวกเราพากันลักขโมยทรัพย์สินของหญิงผู้มีศรัทธามั่นคงอย่างนี้อาจถึงกับธรณีสูบได้”
ทันใดนั้น เขาได้สั่งให้ลูกน้องนำทรัพย์สินของนางกลับไปคืนไว้ที่เดิมทั้งหมดแล้วพากันมายืนฟังธรรมอยู่ข้างท้ายบริษัทเมื่อจบเทศนาของพระเถระแล้ว นางกาติยานีก็ดำรงค์อยู่ในโสดาปัตติผล

พาโจรบวช
ครั้นรุ่งอรุณ หัวหน้าโจรได้พาลูกน้องทั้งหมด กราบหมอบแทบเท้าของนางกาติยานีอุบาสิกา พร้อมกับกล่าวอ้อนวอนว่า:-
“ข้าแต่แม่เจ้า ขอโปรดยกโทษให้พวกเราด้วยเถิด”
“อะไรกันพวกท่านทำผิดอะไรกับฉันไว้หรือ ? ”
“ข้าแต่แม่เจ้า พวกเราขุดอุโมงค์เข้าไปลักขโมยทรัพย์สินในเรือนของท่าน”
“เอาเถอะ ฉันยกโทษให้พวกท่านทั้งหมด”
“ข้าแต่แม่เจ้า ถ้าท่านยกโทษให้พวกเราจริงก็ขอให้ท่านพาพวกเราไปบวช ในสำนักของพระโกฏิกัณณโสณเถระด้วยเถิด”
นางกาติยานีอุบาสิกา ได้พาพวกโจรเหล่านั้นไปบวชตามต้องการในสำนักของพระเถระแล้ว และก็ได้บรรลุพระอรหัตผลด้วยกันทั้งหมด

ต่อมา พระบรมศาสดาขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมื่อทรงสถาปนาอุบาสิกาทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ทรงพิจารณาปรารภความมีศรัทธาเลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัยของนางกาติยานีอุบาสิกาแล้ว ทรงสถาปนาแต่งตั้งนางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่าย ผู้เลื่อมใสมั่นคง

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: นางสุปปิยา ::

นางสุปปิยา :: เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้

นางสุปปิยา เกิดในตระกูลหนึ่ง ในกรุงพาราณสี เมื่อเจริญวัยแล้วได้สามีผู้มีฐานะใกล้เคียงกัน นางเป็นผู้มีอุปนิสัยศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่ต่อมา เมื่อพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จจาริกไปยังกรุงพาราณสี นางได้ทราบข่าวการเสด็จมาจึงเข้าเฝ้าพร้อมกับพุทธบริษัทอื่น ๆ ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล

วันหนึ่งนางได้ไปฟังธรรมที่วัด และก่อนที่จะกลับบ้านได้เดินเยี่ยมเยือนพระภิกษุภายในวัดนั้น พบพระภิกษุอาพาธรูปหนึ่ง ได้ถามอาการของท่านแล้วจึงถามต่อไปว่า:-
“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใดบ้าง ?”
“อุบาสิกา อาตมาต้องการอาหารที่มีเนื้อจ้ะ”
“เอาเถาะ พระคุณเจ้า ดิฉันจะจัดมาถวายตามที่พระคุณเจ้าต้องการ” เฉือนเนื้อตัวเองถวายพระ
วันรุ่งขึ้น นางได้ใช้ให้ทาสีไปหาซื้อเนื้อที่ตลาด ปรากฏว่าวันนั้นทั่วทั้งตลาดไม่มีเนื้อเหลืออยู่เลย นางทาสีจึงกลับมามือเปล่า อุบาสิกาเมื่อไม่มีเนื้อจะปรุงอาหารถวายพระก็ร้อนใจว่า:-
“เราได้บอกกับพระคุณเจ้าไว้ว่า จะจัดอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อมาถวาย ถ้าเราไม่มีส่งไปพระคุณเจ้าก็จะลำบาก ควรที่เราจะส่งเนื้ออย่างใดอย่างหนึ่งไปถวาย”
เมื่อนางคิดดังนั้นแล้วก็เข้าไปในห้อง ใช้มีดเฉือนเนื้อที่ขาของตนเองออกมาก้อนหนึ่งแล้วส่งให้นางทาสีจัดการปรุงอาหาร พร้อมทั้งสั่งให้นำไปถวายพระคุณเจ้าที่วัด ถ้าพระคุณเจ้าถามถึงก็ให้บอกว่าอุบาสิกาเป็นไข้ นางทาสีก็ทำตามที่อุบาสิกาผู้เป็นนายสั่งทุกประการ
พระบรมศาสดาเมื่อทรงทราบว่านางสุปปิยาไม่สบาย ครั้นวันรุ่งขึ้นจึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จไปยังบ้านของนางสุปปิยาอุบาสิกา นางเมื่อทราบว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมา ได้ปรึกษากับสามีว่า ตนไม่สามารถที่จะเข้าเฝ้าถวายการต้อนรับได้ ขอให้สามีจัดการกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสนาให้ประทับนั่ง ณ ที่อันควรแล้วถวายพระกระยาหารพระบรมศาสดา เสด็จมาถึงบ้านของนางสุปปิยา ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่จัดไว้แล้ว
ตรัสถามถึงนางสุปปิยาว่า:-
“อุบาสก นางสุปปิยาไปไหน ?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางเป็นไข้นอนอยู่ในห้อง พระเจ้าข้า”
“จงเรียกนางมาเถิด อุบาสก”
นางสุปปิยา นอนอยู่ในห้องได้ยินพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับสามีโดยตลอดจึงคิดว่า
“พระบรมศาสดา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสงเคราะห์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งปวง คงจะทรงทราบเหตุ
เรื่องราวของเราแล้วจึงรับสั่งเรียกหา” เมื่อคิดดังนี้แล้ว เกิดปีติปราบปลื้มลืมความเจ็บปวด จึงรีบลุกขึ้นจากเตียง โดยเร็วด้วยหวังจะเข้าเฝ้า ทันใดนั้น เหตุอัศจรรย์อันเกิดจากพุทธานุภาพ บาดแผลที่ขาของนางก็หายสนิท ผิวราบเรียบไม่มีร่องรอยของบาดแผล ผิวพรรณผ่องใสยิ่งกว่าเดิม นางยิ่งเกิดปีติศรัทธามากขึ้น รีบจัดแจงแต่งกายเรียบร้อยแล้วออกมาเข้าเฝ้า กราบถวายยังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วนั่ง ณ ที่อันควรแก่นตนพระพุทธองค์ทรงพระดำริว่า
“อุบาสิกานี้ไม่สบายด้วยเหตุอุไรหนอ” ดังนี้แล้วจึงได้ตรัสถาม นางสุปปิยา ก็ได้กราบทูลเรื่องราวที่ตนกระทำทั้งหมดให้พระพุทธองค์ได้ทรงทราบทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์พระบรมศาสดาครั้งเสร็จกิจแล้วเสด็จกลับพระวิหารรับสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วทรงตำหนิภิกษุรูปนั้นเป็นอย่างมากแล้ว ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาต่อมาพระบรมศาสดาขณะประทับอยู่ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร เมื่อทรงสถาปนาอุบาสิกาทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ทรงปรารภอุปนิสัยศรัทธาของนางสุปปิยาแล้ว ได้ทรงสถาปนานางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่า อุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้
เนื้อที่ภิกษุฉันไมได้ ๑๐ อย่าง
๑. เนื้อมนุษย์
๒. เนื้อช้าง
๓. เนื้อม้า
๔. เนื้อสุนัข
๕. เนื้องู
๖. เนื้อราชสีห์
๗. เนื้อหมี
๘. เนื้อเสือโคร่ง
๙. เนื้อเสือดาว
๑๐. เนื้อเสือเหลือง

สัตว์ที่ภิกษุไม่ควรฉัน ๔ ประเภท
๑. สัตว์ที่เห็นเขาฆ่า
๒. สัตว์ที่ได้ยินเขาฆ่า
๓. สัตว์ที่เขาจงใจฆ่าให้ฉัน
๔. สัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::