Category Archives: :: ธรรมศึกษา ::

:: พระสารีบุตรเถระ ::

พระสารีบุตรเถระ   เอตทัคคะในทางผู้มีปัญญา

ในสมัยนั้นไม่ห่างไกลจากกรุงราชคฤห์มากนัก ที่ตำบลนาลันทา มีหมู่บ้านพราหมณ์
๒ หมู่บ้าน ชื่อ  อุปติสสคาม และโกลิตคาม

  • ในหมู่บ้านอุปติสสคาม มีหัวหน้าหมู่บ้านชื่อว่า วังคันตะ ภรรยาชื่อว่า นางสารี มีบุตร ชื่อว่า อุปติสสะ แต่เพราะเป็นบุตรของนางสารี จึงนิยมเรียกกันว่า สารีบุตร
  • ในหมู่บ้านโกลิตคาม มีภารยาของหัวหน้าหมู่บ้านชื่อว่า นางโมคคัลลี มีบุตรชื่อว่า  โกลิตะ แต่นิยมเรียกกันว่า โมคคัลลานะ ตามชื่อของมารดา

ทั้งสองตระกูลนี้ มีความเกี่ยวข้องเป็นสหายกันมานานถึง ๗ ชั่วอายุคนดังนั้น มาณพทั้งสอง จึงเป็นสหายกันดุจบรรพบุรุษ มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เข้าศึกษาศิลปะวิทยาในสำนักของอาจารย์คนเดียวกันเมื่อจบการศึกษาก็เป็นเพื่อเที่ยวร่วมสุขร่วมทุกข์ หาความสนุกความสำราญ ดูการเล่นมหรสพตามประสาวัยรุ่น และให้รางวัลแก่ผู้แสดงบ้างตามโอกาสอันควร

  • เบื่อโลกจึงออกบวช  วันหนึ่งสหายทั้งสองพร้อมด้วยบริวาร ไปดูมหรสพด้วยกันเช่นเคย แต่ครั้งนี้มิได้มี
    ความสนุกยินดี เบิกบานใจเหมือนครั้งก่อน ๆ เลย ทั้งสองมีความคิดตรงกันว่า “ทั้งคนแสดงและทั้งคนดู ต่างก็มีอายุไม่ถึงร้อยปีก็จะตายกันหมด ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลยกับการหาความสุขความสำราญแบบนี้ เราควรแสวงหาโมกขธรรม จะประเสริฐกว่า” ทั้งสองเมื่อทราบความรู้สึกและความประสงค์ของกันและกันแล้ว จึงตกลงกันนำบริวารฝ่ายละครึ่ง รวมได้ ๕๐๐ คน  ออกบวช และปรึกษากันว่า “พวกเราควรจะไปบวชในสำนักของใคร และอาจารย์ไหนจึงจะดี”

สมัยนั้น สญชัยปริพาชก เป็นอาจารย์เจ้าสำนักใหญ่ในเมืองราชคฤห์ มีคนเคารพนับถือ และมีศิษย์ มีบริวารมากมาย มาณพทั้งสองจึงพากันเข้าไปขอบวช ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาศิลปะวิทยาในสำนักนี้ สำนักของ สญชัยปริพาชก ตั้งแต่มาณพทั้งสองมาบวชอยู่ด้วยแล้วก็เจริญรุ่งเรืองด้วยลาภสักการะ และคนเคารพนับถือมากขึ้น มาณพทั้งสองศึกษาอยู่ในสำนักนี้ไม่นาน ก็สิ้นความรู้ของอาจารย์ เมื่อถามถึงวิทยาการที่สูงขึ้นไปอีก อาจารย์ก็ไม่สามารถจะสอนให้ได้ จึงปรึกษากันว่า:-

“การบวชอยู่ในสำนักนี้ไม่มีประโยชน์อะไร ลัทธินี้มิใช่ทางเข้าถึง โมกขธรรม เราควรพยายามแสวงหาอาจารย์ ผู้สามารถแสดงโมกขธรรมแก่เราได้” ดังนั้น ทั้งสองจึงทำสัญญาต่อกันว่า “ในระหว่างเราทั้งสอง ถ้าผู้ใดได้อมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กันให้รู้ด้วย”

วันหนึ่ง พระอัสสชิ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนพระปัญจวัคคีย์ ที่พระพุทธองค์ทรงส่งไปประกาศพระศาสนา ได้จาริกมาถึงกรุงราชคฤห์ และเข้าไปบิณฑบาตในเมือง อุปติสสปริพาชก ออกจากอารามมาด้วยกิจธุระภายนอกเห็นท่านแสดงออกซึ่งปฏิปทาอันน่าเลื่อมใส จะก้าวไปหรือถอยกลับ จะเหยียดแขนหรือพับแขน จะเหลียวซ้ายแลขวา ดูน่าเลื่อมใสเรียบร้อยไปทุกอิริยาบถ ทอดจักษุแต่พอประมาณ มีอาการแปลกจากบรรพชิต ที่เคยเห็นมาแต่กาลก่อน อยากจะทราบว่า ท่านบวชในสำนักของใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน แต่ก็มิอาจถามท่านได้เพราะมิในกาลเวลาอันสมควร จึงเดินตามไปห่าง ๆ

เมื่อพระเถระได้รับอาหารพอสมควรแล้วจึงออกไปสู่ที่แห่งหนึ่งเพื่อทำภัตตกิจ อุปติสสปริพาชก จึงได้จัดปูลาดอาสนะ ถวายน้ำใช้น้ำฉัน และคอยเฝ้าปฏิบัติอยู่ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว จึงกราบเรียนถามด้วยความเคารพว่า:-

“ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านก็หมดจดผ่องใส
ท่านบวชในสำนักของใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน และท่านชอบใจธรรมของใคร?”
พระเถระตอบว่า “ปริพาชกผู้มีอายุ เราบวชจำเพาะพระมหาสมณะศากยบุตรผู้เสด็จออกจากศากยสกุล พระองค์เป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของท่าน”

“พระศาสดาของท่านสอนว่าอย่างไร?”
พระเถระคิดว่า “ธรรมดาปริพาชกทั้งหลาย ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา ควรที่เราจะแสดงความลึกซึ้งคัมภีร์ภาพแห่งพระธรรม” จึงกล่าวว่า:-
“ผู้มีอายุ เราเป็นผู้บวชใหม่ มาสู่พระธรรมวินัยนี้ไม่นาน ไม่สามารถจะแสดงธรรมแก่ท่านโดยพิสดารได้ เราจักกล่าวแก่ท่านแต่โดยย่อพอรู้ความ”
“ท่านสมณะ ท่านจงกล่าวแต่เนื้อความเถิด ข้าพเจ้าต้องการเฉพาะเนื้อความเท่านั้น”
พระอัสสชิเถระ ได้ฟังคำของอุปติสสปริพาชกแล้ว จึงกล่าวหัวข้อธรรมมีใจความว่า:-
เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ ? ตถาคโต
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณฯ
“ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด (เกิดแต่เหตุ)
พระตถาคตเจ้า ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น
พระมหาสมณะ ตรัสอย่างนี้”
อุปติสสะ เพียงได้ฟังหัวข้อธรรมนี้จากพระเถระเท่านั้นก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เกิดธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรมว่า:-

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ดังนี้
แล้วถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เวลานี้พระบรมศาสดาของเราประทับอยู่ที่ไหน ขอรับ?”
“ผู้มีอายุ พระองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร”
“ถ้าอย่างนั้น นิมนต์พระคุณเจ้าไปก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะกลับไปหาสหายก่อน และจะพากันไปเฝ้าพระบรมศาสดาต่อภายหลัง”

อุปติสสะ กราบลาพระเถระแล้ว ทำประทักษิณ ๓ รอบแล้วรีบกลับไปสู่สำนักปริพาชก ส่วน โกลิตะ ผู้เป็นสหาย เห็นอุปติสสะเดินมาแต่ไกลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผิวพรรณมีสง่าราศีกว่าวันอื่น ๆ จึงคิดว่า “วันนี้ สหายของเรา คงได้พบอมตธรรมเป็นแน่” เมื่อสหายเข้ามาถึงจึงรีบสอบถาม ก็ได้ความตามที่คิดนั้น และเมื่ออุปติสสะแสดงหัวข้อธรรมให้ฟัง ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็น พระโสดาบันเช่นเดียวกัน สองสหายตกลงที่จะพาบริวารไปเฝ้าพระบรมศาสดา จึงเข้าไปหาอาจารย์สญชัยปริพาชกชักชวนให้ร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคด้วยกัน แต่อาจารย์สญชัยปริพาชก ผู้มีทิฏฐิแรงกล้าถือตนว่าเป็นเจ้าสำนักใหญ่มีคนเคารพนับถือ
มากมาย ไม่สามารถที่จะลดตัวลงไปเป็นศิษย์ใครได้จึงไม่ยอมไปด้วย ปล่อยให้สองสหายพาศิษย์ของตนไปเฝ้าพระบรมศาสดาแต่พอเห็นศิษย์ในสำนักออกไปคราวเดียวกันมากขนาดนั้น เห็นสำนักเกือบจะว่างเปล่า เหลือศิษย์อยู่เพียงไม่กี่คน จึงเกิดความเสียใจอย่างแรง และถึงแก่มรณีกรรมในเวลาต่อมา

อุปติสสะ และ โกลิตะ พร้อมด้วยบริวารพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัทสี่ ได้ทอดพระเนตรเห็นสองสหายพร้อมด้วยบริวาร เดินมาแต่ไกล จึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ปริพาชกสองสหายที่กำลังเดินมานั้น คือ คู่อัครสาวก ของตถาคต”

เมื่อปริพาชกทั้งสองพร้อมด้วยบริวารมาถึงที่ประทับ กราบถวายบังคมแล้วนั่งในที่อันสมควร ได้สดับพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว บรรดาบริวารทั้งหมดได้บรรลุพระอรหัตตผล เว้นอุปติสสะและโกลิตะ ผู้เป็นหัวหน้า ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ประทานการอุปสมบทแก่พวกเธอทั้งหมดด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” และทรงบัญญัตินามให้ท่านอุปติสสะว่า “พระสารีบุตร” และให้ท่านโกลิตะว่า “พระโมคคัลลานะ” ตามมงคลนามของมารดา พระสารีบุตร หลังจากอุปสมบทแล้วได้ ๑๕ วัน ได้ติดตามพระพุทธองค์ ซึ่งเสด็จไปประทับพักที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ วันหนึ่งขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา ที่ภูเขาคิชกูฏนั้น ปริพาชกผู้หนึ่งนามว่า ทีฆนขะ ซึ่งเป็นอัคคิเวสนโคตร และเป็นหลานชายของพระสารีบุตร เที่ยวติดตามหาลุงจนพบ ได้เข้าเฝ้ากราบทูลถามถึง ทิฏฐิ คือ ความเห็นของตนต่อ พระผู้มีพระภาคเข้าว่า:-

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพระองค์ ๆ ไม่ชอบใจหมดทุกสิ่ง”
“ดูก่อนปริพาชก ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐิ คือความเห็นเช่นนั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ปริพาชกด้วย และปริพาชก ก็ต้องไม่ชอบ ทิฏฐิ นั้นด้วยเหมือนกัน”

ลำดับต่อจากนั้น พระพุทธองค์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อวา “เวทนาปริคคหสูตร” ทรงแสดงถึงเวทนาทั้ง ๓ คือ:-

  • ในเวลาใด เมื่อบุคคลเสวยสุขเวทนา เวลานั้น ย่อมไม่ได้เสวยทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขาเวทนา)
  • ในเวลาใด เมื่อบุคคลเสวยทุกขเวทมนา เวลานั้น ย่อมไม่ได้เสวยสุขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา
  • ในเวลาใด เมื่อบุคคลเสวยอทุกขมสุขเวทนา เวลานั้น ย่อมไม่ได้เสวยสุขเวทนา หรือ ทุกขเวทมนา

ขณะที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ทีฆนขะ อยู่นั้น พระสารีบุตร ได้นั่งถวายงานพัดอยู่เบื้องหลังพระศาสดา พัดไปพลาง ฟังไปลาง ส่งจิตพิจารณาไปตามกระแสพระธรรมเทศนานั้น จิตก็หลุดพ้นจากอาสวกิเลส ที่บุคคลจัดให้คนอื่น ส่วน ทีฆนขะ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล แสดงตนเป็นอุบาสก ในพระพุทธศาสนา

  • ได้รับยกย่องในทางผู้มีปัญญา  เมื่อพระสารีบุตร ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด  สามารถแสดงพระธรรมจักรกัปวัตนสูตร และอริยสัจ ๔ ได้เหมือนพระพุทธองค์ และเป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดา ในการประกาศเผยแผ่พระศาสนา ดังนั้น ขณะที่พระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์นั้น ได้ทรงประกาศยกย่อง พระสารีบุตร ในท่ามกลางสงฆ์ ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้มีปัญญา และทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พระอัครสาวกเบื้องขวา
  • นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังทรงยกย่องพระสารีบุตรเถระ อีกหลายประการกล่าวคือ
    • เป็นผู้มีปัญญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตด้วยกัน เช่น สมัยที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่เมืองเทวทหะ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลลาไปปัจฉาภูมิชนบททรงรับสั่งให้ไปลาพระสารีบุตรก่อน เพื่อท่านจะได้แนะนำสั่งสอน มิให้เกิดความเสียหายในระหว่างการเดินทางและในสถานที่ที่ไปนั้นด้วย
    • ยกย่องท่านเป็น “พระธรรมเสนาบดี” ซึ่งคู่กับ “พระธรรมราชา” คือ พระองค์เอง
    • ยกย่องท่านเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที เป็นเลิศ เช่น ท่านนับถือ พระอัสสชิเป็นอาจารย์ เพราะท่านเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาด้วยการฟังธรรมจากพระอัสสชิ ทุกคืนก่อนที่ท่านจะนอน ท่านได้ทราบข่าวว่าพระอัสสชิอยู่ทางทิศใด ท่านจะนมัสการไปทางทิศนั้น ก่อนแล้วจึงนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น
    • อีกเรื่องหนึ่ง คือ พราหมณ์ชราชื่อ ราธะ มีศรัทธาจะอุปสมบท แต่ไม่มีภิกษุรูปใดรับเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ พระพุทธองค์ตรัสถามในที่ประชุมสงฆ์ว่า “ผู้ใดระลึกถึงอุปการคุณของพราหมณ์นี้ได้บ้าง” พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า “ระลึกได้ คือ ครั้งหนึ่งราธพราหมณ์ผู้นี้ ได้เคยใส่บาตร ด้วยข้าวสุกแก่ท่านหนึ่งทัพพี” พระพุทธองค์จึงทรงมอบให้ท่านสารีบุตร เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทให้แก่ ราธพราหมณ์
  • ถูกภิกษุหนุ่มฟ้อง  พระเถระนับว่าเป็นผู้มีขันติธรรมความอดทนสูงยิ่ง มีจิตสงบราบเรียบ ไม่หวั่นไหว ด้วยอารมณ์ต่าง ๆ ดังเรื่องในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต และในธรรมบทว่า:-

สมัยหนึ่ง พระเถระ เมื่อออกพรรษาแล้วมีความประสงค์จะเที่ยวจาริกไปยังชนบทต่าง ๆ กราบทูลลาพระผู้มีพระภาคแล้ว ออกจากพระเชตวนาราม พร้อมกับภิกษุผู้เป็นบริวารของท่าน ขณะนั้น ก็มีภิกษุอีกจำนวนมากออกมาส่งพระเถระ และพระเถระก็ทักทายปราศรัยกับภิกษุเหล่านั้น ด้วยอัธยาศัยไมตรีก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่พวกเธอเป็นอย่างยิ่ง แต่มีภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระเถระไม่ทันได้สังเกตเห็นจึงมิได้ทักทายด้วย ก็เกิดความน้อยใจและโกรธพระเถระบังเอิญชายฝ้าสังฆาฏิของพระเถระ ไปกระทบภิกษุรูปนั้นเข้า โดยที่พระเถระไม่ทราบ ภิกษุรูปนั้นจึงถือเอาเหตุนี้เข้าไปกราบทูลฟ้องต่อพระบรมศาสดาว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสารีบุตรเถระ เดินกระทบข้าพระองค์แล้วไม่กล่าวขอโทษ เพราะด้วยสำคัญว่าตนเป็นอัครสาวกของพระพุทธองค์พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ แม้จะทรงทราบเป็นอย่างดี แต่เพื่อให้เรื่องนี้ปรากฏแก่ที่ประชุมสงฆ์ จึงรับสั่งให้พระเถระเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามเรื่องราวโดยตลอด

เปรียบตนด้วยอุปมา ๙ อย่าง
พระเถระมิได้กราบทูลปฏิเสธโดยตรงในที่ประชุมสงฆ์นั้น แต่ได้อุปมาเปรียบเทียบตน
เองเหมือนสิ่งของ ๙ อย่าง คือ:-

  • เหมือนดิน-น้ำ-ไฟ-ลม ซึ่งถูกของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างทิ้งใส่ แต่ก็ไม่รังเกียจ ไม่เบื่อหน่าย ไม่หวั่นไหว
  • เหมือนเด็กจัณฑาล ที่มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่เสมอเวลาเข้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ
  • เหมือนโค ที่ถูกตัดเขา ฝึกหัดมาดีแล้ว ย่อมไม่ทำร้ายใคร ๆ
  • เหมือนผ้าขี้ริ้ว สำหรับเช็ดฝุ่นละอองของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง
  • เบื่อหน่ายอึดอัดกายของตน เหมือนซากงู (ลอกคราบ)
  • บริหารกายของตน เหมือนคนแบกหม้อน้ำมันที่รั่วทะลุ จึงมีน้ำมันไหลออกอยู่

เมื่อพระเถระ กราบทูลอุปมาตนเองเหมือนเด็กจัณฑาล เหมือนผ้าชี้ริ้ว เป็นต้น ภิกษุปุถุชนถึงกับตื้นตัน ไม่อาจอดกลั้นน้ำตาได้ พระขีณาสพก็เกิดธรรมสังเวช ส่วนภิกษุผู้กล่าวฟ้องก็เกิดความเร่าร้อนขึ้นในกาย หมอบกราบลงแทบพระบาทของพระศาสดา แล้วกล่าวขอขมาโทษต่อพระเถระ

  • พระเถระถูกพราหมณ์ตี
    พระเถระผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติคุณธรรมต่าง ๆ ชื่อเสียงฟุ้งขจรไปทั่วชมพูทวีป หมู่มนุษย์ทั้งหลายพากันยกย่องสรรเสริญในจริยาวัตรของท่าน คุณธรรมอันเป็นเลิศอีกประการหนึ่งของพระเถระก็คือ ความไม่โกรธ ไม่มีใครจะสามารถทำให้ท่านโกรธได้ แม้ท่านจะถูกพวกมิจฉาทิฏฐิตำหนิ ด่าหรือตีท่านก็ไม่เคยโกรธ ได้มีพราหมณ์คนหนึ่งต้องการจะทดลองคุณธรรมของท่านว่าจะสมจริงดังคำร่ำลือหรือไม่
  • วันหนึ่ง พระเถระ กำลังเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน พราหมณ์นั้นได้โอกาสจึงเดินตามไปข้างหลังแล้วใช้ฝ่ามือตีเต็มแรงที่กลางหลังพระเถระ พระเถระ ยังคงเดินไปตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่แสดงอาการแม้สักว่าเหลียวกลับมามองดูขณะนั้น ความเร่าร้อนเกิดขึ้นทั่วสรีระของพราหมณ์นั้น เขาตกใจมากรีบหมอบกราบลงแทบเท้าของพระเถระ พร้อมกับกล่าววิงวอนให้พระเถระ ยกโทษให้ พระเถระจึงถามว่า:-
    “ดูก่อนพราหมณ์ นี่อะไรกัน ?”
    “ข้าแต่พระคุณเจ้า กระผมตีท่านที่ข้างหลังเมื่อสักคู่นี้ ขอรับ”
    “ดูก่อนพราหมณ์ เอาล่ะ ช่างเถิด เรายกโทษให้”
    “ข้าแต่พระคุณเจ้า ถ้าท่านยกโทษให้กระผมจริง ก็ขอให้ท่านเข้าไปฉันภัตตาหารในบ้านของกระผมด้วยเถิด”
    พระเถระ ส่งบาตรให้พราหมณ์นั้นแล้วเดินตามเข้าไปฉันภัตตาหารในบ้านของพราหมณ์ ตามคำอาราธนา  คนทั้งหลายเห็นพราหมณ์ตีพระเถระแล้ว ก็รู้สึกโกรธ จึงพากันมายืนรอโอกาสเพื่อจะทำร้ายพราหมณ์นั้น พระเถระเมื่อเสร็จภัตกิจแล้วส่งบาตรให้พราหมณ์ถือเดินตามออกมา คนทั้งหลายเห็นพราหมณ์นั้นถือบาตรเดินตามพระเถระออกมาก็ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่พากันพูดว่า “พระเถระถูกพราหมณ์ตีแล้วยังเข้าไปฉันภัตตาหารในบ้านของเขาอีก” พระเถระเห็นหมู่คนมีท่อนไม้ในมือยืนรอกันอยู่จึงถามว่า:-
    “ดูก่อนท่านทั้งหลาย นี่เรื่องอะไรกัน ?”
    “ข้าแต่พระคุณเจ้า พราหมณ์ผู้นี้ตีท่าน ดังนั้น พวกเราจะทำร้ายเขาเพื่อเป็นการทำโทษ
    เขา ขอรับ” “ก็พราหมณ์ผู้นี้ ตีพวกท่านหรือตีอาตมาเล่า ?”
    “ตีพระคุณเจ้า ขอรับ”
    “เมื่อเขาตีอาตมา และอาตมาก็ยกโทษให้เขาแล้ว ดังนั้น โทษคือความผิดของเขาตึงไม่มี พวกท่านจะทำโทษเขาด้วยเรื่องอะไร ?”
    พวกคนเหล่านั้น ฟังคำของพระเถระแล้ว ไม่มีคำพูดอะไรที่จะนำมาโต้แย้งได้ จึงพากันหลีกไป
  • พระเถระถูกนันทกยักษ์ทุบ
    สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ ส่วนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานเถระ อัครสาวกทั้งสองได้ปลีกตัวจาริกไปอยู่ ณ กโปตกันทราวิหาร (วิหารที่สร้างใกล้ซอกเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของนกพิราบ)   ในดิถีคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระสารีบุตรเถระซึ่งปลงผมใหม่ ๆ นั่งเข้าสมาธิ  อยู่ในที่กลางแจ้ง ขณะนั้นมียักษ์ ๒ ตน ผ่านมาทางนั้น ยักษ์อีกตนหนึ่ง เป็นสัมมาทิฏฐิ เคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ยักษ์นันทกะ เห็นพระเถระแล้วนึกอยากจะตีที่ศีรษะของท่านจึงบอกความประสงค์ของตนกับสหาย แม้ยักษ์ผู้เป็นสหายจะกล่าวห้ามปรามถึง ๓ ครั้งว่า:-
    “อย่าเลยสหาย อย่าทำร้ายสมณศากยบุตรพุทธสาวกเลย สมณะรูปนี้มีคุณธรรมสูงยิ่งนัก  มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก”

ยักษ์นันทกะ ไม่เชื่อคำห้ามปรามของสหาย ใช้ไม้กระบองตีพระเถระ ศีรษะอย่างเต็มแรง ซึ่งความแรงนั้นสามารถทำให้ช้างสูง ๘ ศอก จมดินได้ หรือสามารถทำลายยอดภูเขาขนาด ใหญ่ให้ทลายลงได้ และในทันใดนั้นเอง เจ้ายักษ์มิจฉาทิฏฐิ ตนนั้นก็ร้องลั่นว่า “โอ๊ย ! ร้อนเหลือเกิน” พอสิ้นเสียงร่างของมันก็จมลงในแผ่นดิน เข้าไปสู่ประตูมหานรกอเวจี ณ ที่นั้นเอง  เหตุการณ์ครั้งนี้ พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้เห็นโดยตลอด ด้วยทิพยจักษุ รุ่งเช้าจึงเข้าไปหาพระสารีบุตรแล้วถามว่า:-
“ท่านสารีบุตร ยังสบายดีอยู่หรือ ที่ยักษ์ตีท่านนั้น อาการเป็นอย่างไรบ้าง ?”
“ท่านโมคคัลลานะ ผมสบายดี แต่รู้สึกเจ็บที่ศีรษะนิดหน่อย”
พระมหาโมคคัลลานะ ได้ฟังแล้วก็กล่าวว่า “น่าอัศจรรย์จริง ๆ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ท่านสารีบุตรนี่มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากจริง ๆ ถูกยักษ์ตีรุนแรงขนาดนี้ ยังบอกว่าเพียงแต่เจ็บที่ศีรษะนิดหน่อย”
ส่วนพระสารีบุตร ก็กล่าวชมพระมหาโมคคัลลานะว่า “ช่างน่าอัศจรรย์ เช่นกัน ท่าน โมคคัลลานะ ท่านก็มีฤทธานุภาพมากหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ท่านเห็นแม้กระทั่งยักษ์ ส่วนผมเอง แม้แต่ปีศาจคลุกฝุ่นสักตน ก็ยังไม่เคยเห็นเลย”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงสดับเสียงการสนทนาของพระเถระทั้งสอง ด้วยพระโสตทิพย์ จึงทรงเปล่งพุทธอุทานนี้ว่า:-

“ผู้ใดมีจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวดุจภูเขา
ไม่กำหนัดในอารมณ์อันชวนให้กำหนัด
ไม่ขัดเคืองในอารมณ์อันชวนให้ขัดเคือง
ผู้อบรมจิตได้อย่างนี้ ความทุกข์จะมีได้อย่างไร”

  • เป็นต้นแบบการทำสังคายนา
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เมืองปาวา ของเจ้ามัลละทั้งหลาย พระพุทธองค์รับสั่งให้พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ที่มากระชุมกัน พระเถระเห็นเป็นโอกาสอันเหมาะสม จึงยกเรื่องที่เพิ่มเกิดขึ้นแก่พวกนิครนถ์ ซึ่งทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องความเห็นไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับคำสอนของอาจารย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ขึ้นมาเป็นมูลเหตุ แล้วกล่าวแก่พระสงฆ์ในสมาคมนั้นว่า
    “ดูก่อนท่านทั้งหลาย บรรดาธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ท่านทั้งหลายถึงร้อยกรองให้เป็นหมวดหมู่ ไม่ควรทะเลอะวิวาทกันด้วยธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์อยู่ยั่งยืนตลอดกาลนาน อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก เป็นการอนุเคราะห์แก่สัตว์โลก”
    แล้วพระเถระ ก็จำแนกหัวข้อธรรมออกเป็นหมวดใหญ่ ๆ ได้ ๑๐ หมวด สะดวกแก่การ
    จดจำและสาธยาย และจัดเป็นหมวดย่อย ๆ อีกเพื่อมิให้สับสนแก่พุทธบริษัทในการที่จะนำไป
    ปฏิบัติ นับว่าพระเถระ เป็นผู้มองการณ์ไกล ป้องกันความสับสนแตกแยกของพุทธบริษัทในภาย
    หลัง และการกระทำของพระเถระ ในครั้งนี้ ได้เป็นแบบอย่างของการทำสังคายนาหลังพุทธ
    ปรินิพพานสืบต่อมา
  • พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนิพพาน
    ในปัจฉิมโพธิกาล ขณะที่พระบรมศาสดาประทับ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี พระสารีบุตรถวายวัตปฏิบัติแด่พระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลลาไปสู่ที่พักของตนนั่งสมาธิเข้าสมาบัติ เมื่อออกจากสมาบัติแล้วพิจารณาตรึกตรองว่า “ธรรมดาประเพณีแต่โบราณมา พระบรมศาสดาทรงนิพพานก่อน หรือพระอัครสาวกนิพพานก่อน” ก็ทราบแน่ชัดในใจว่า “พระอัครวาวกนิพพานก่อน”
    จากนั้นได้พิจารณาอายุสังขารของตนเองก็ทราบว่า “จะมีอายุดำรงอยู่ได้ อีก ๗ วัน เท่านั้น” จึงพิจารณาต่อไปว่า “เราควรจะไปนิพพานที่ไหนดีหนอ และพระเถระ ก็นึกถึงพระราหุลว่า พระราหุล ไปนิพพานที่ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ดาวดึงส์เทวโลก พระอัญญาโกณฑัญญะ ไปนิพพานที่สระฉัททันต์ ป่าหิมพานต์” ลำดับนั้น พระเถระได้ปรารภถึงมาดาของตนว่า:-
    “มารดาของเรานี้ ได้เป็นมารดาของพระอรหันต์ถึง ๗ องค์ ถึงกระนั้นก็ยังไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย แล้วอุปนิสัยมรรคผลจะพึงมีแก่มารดาของเราบ้างหรือไม่หนอ”
    ครั้นพระเถระพิจารณาไปก็ได้ทราบว่า “มารดานั้นมีอุปนิสัยแห่งพระโสดาบัน” จึงตกลงใจที่จะไปนิพพานที่บ้านของตน เพื่อโปรดมารดาเป็นวาระสุดท้าย  เมื่อคิดดังนี้แล้ว พระเถระได้สั่งให้พระจุนทะ ผู้เป็นน้องชาย ให้ไปแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย  ผู้เป็นศิษย์ว่า “จะไปเยี่ยมมารดาที่นาลันทา ขอให้ภิกษุทั้งหลายเตรียมบริขารให้พร้อม เพื่อเดินทางไปด้วยกัน” จากนั้นพระเถระ ก็ทำความสะอาดปัดกวาดกุฏิที่พักอาศัยของตน แล้วออกมายืนดูข้างนอก พลางกล่าวว่า “การได้เห็นที่พักอาศัยครั้งนี้เป็นปัจฉิมทัศนา โอกาสที่จะได้กลับมาเห็นอีกนั้นไม่มีอีกแล้ว” เมื่อพระสงฆ์มาพร้อมกันแล้ว พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ก็พาพระสงฆ์เหล่านั้นไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลลาว่า:-
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้ ชีวิตของข้าพระองค์เหลืออีก ๗ วัน เท่านั้น ข้าพระองค์ขอถวายบังคมลาปรินิพพาน ขอพระองค์ทรงพระกรุณาอนุญาตให้ข้าพระองค์สละอายุสังขารในครั้งนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”
    “สารีบุตร เธอจะไปนิพพานที่ไหน ?”
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์จะไปนิพพาน ณ ห้องที่ข้าพระองค์เกิดในเมืองของมารดา พระเจ้าข้า”
    “สารีบุตร เธอจงกำหนดการนั้นโดยควรเถิด สารีบุตร บรรดาภิกษุน้อย ๆ ของเธอ จะได้เห็นพี่ชายดุจเธอนั้นได้ยากยิ่ง เธอจงแสดงธรรมอันเป็นที่ต้องแห่งความระลึกแก่ภิกษุน้อง ๆ ของเธอเหล่านั้นเถิด”
    พระเถระเมื่อได้รับพุทธประทานโอกาสเช่นนั้น จึงแสดงปาฏิหาริย์ เหาะขึ้นไปบนอากาศสูง ๑ ชั่วลำตาล จนถึง ๗ ชั่วลำตาลโดยลำดับ แล้วกลับลงมาถวายบังคมพระบรมศาสดาในแต่ละครั้ง จากนั้นจึงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ ท่ามกลางอากาศแล้วลงมาถวายบังคมลาพระผู้มีพระภาค คลานถอยออกจากพระคันธกุฎี

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จลุกออกมาส่งพระเถระ ถึงหน้าพระคันธกุฎี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กระทำประทักษิณเวียน ๓ รอบ ประคองอัญชลีนมัสการทั้ง ๔ ทิศ พลางกราบทูลลาว่า:-
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในที่สุดอสงไขยแสนกัปล่วงมาแล้ว ข้าพระองค์ได้หมอบลงแทบพระบาทแห่งอโนมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตั้งปณิธานปรารถนาพบพระองค์ และแล้วมโนรถของข้าพระพุทธเจ้า ก็สำเร็จสมประสงค์ ตั้งแต่ได้เห็นพระองค์เป็นปฐมทัศนา บัดนี้ การได้เห็นพระองค์ ผู้เป็นนาถะของข้าพระพุทธเจ้าเป็นปัจฉิมทัศนา โอกาสที่จะได้เห็นพระองค์ ไม่มีอีกแล้ว”

พระเถระ กราบทูลเพียงเท่านี้แล้ว ถวายบังคมออกไปได้ระยะพอสมควรก้มกราบนมัสการลงที่พื้นพสุธา บ่ายหน้าออกจากพระเชตะวันมหาวิหารพร้อมด้วยภิกษุผู้เป็นบริวาร ๕๐๐ องค์ ท่านพระเถระเดินทาง ๗ วัน ก็ถึงบ้านนาลันทา หยุดพักภายใต้ร่มไม้ใกล้หมู่บ้านนั้น และในเย็นวันนั้น อุปเรวัตตกุมาร ผู้เป็นหลานชายของท่าน ออกมานอกบ้านพบท่านแล้วจึงเข้าไปนมัสการ พระเถระสั่งหลานชายให้ไปแจ้งแก่โยมมารดาให้ทราบว่า “ขณะนี้ท่านมาพักอยู่นอกบ้าน ให้จัดห้องที่ท่านเกิดไว้ให้ท่านด้วย”

ฝ่ายนางพราหมณี มารดาของพระเถระได้ทราบข่าวก็ดีใจคิดว่า “ลูกชายบวชตั้งแต่หนุ่มคงจะเบื่อหน่ายแล้วมาสึกเอาตอนแก่” จึงสั่งให้คนรีบจัดห้องให้พระลูกชายพัก และสถานที่สำหรับพระสงฆ์ที่ติดตามมาด้วยเหล่านั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงให้อุปเรวัตตกุมารไปนิมนต์พระเถระพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เข้ามาในบ้าน

  • เทศน์โปรดโยมแม่แล้วนิพพาน
    ในราตรีนั้น พระเถระเกิดอาพาธอย่างแรงกล้า ถึงกับอาเจียนและถ่ายออกมาเป็นโลหิต แต่ก็อดกลั้นด้วยขันติธรรม ได้แสดงธรรมโปรดมารดาพรรณา พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ยังมารดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่ากระทำปฏิการะสนองคุณมารดาดังที่ตั้งใจมา ปิดประตูนรก เปิดประตูสวรรค์ ให้แก่มารดาได้สำเร็จ
    ลำดับนั้น พระเถระบอกให้โยมมารดาออกไปข้างนอกแล้วถามพระจุนทะน้องชายว่า “ขณะนี้เวลาล่วงราตรีสู่ยามที่เท่าไร ?” พระจุนทะน้องชายตอบว่า “ใกล้รุ่งสว่างแล้ว” จึงสั่งให้ไปบอกแก่ภิกษุทั้งหลายให้มาประชุมพร้อมกัน เมื่อทุกท่านมาพร้อมแล้ว ขอให้พระจุนทะช่วย
    พยุงกายลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวว่า:-
  • “ดูก่อนอาวุโส ท่านทั้งหลายติดตามข้าพเจ้ามาเป็นเวลา ๔๔ พรรษา แล้ว กายกรรม และวจีกรรมอันใดของเรา ที่ท่านทั้งหลายมิชอบใจหากจะพึงมีขอท่านทั้งหลาย จงงดอดโทษกรรมอันนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
    ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นศิษย์ ตอบพระเถระว่า:-“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลาย ติดตามท่านดุจเงาตามตัว มาตลอดกาลประมาณเท่านี้ กรรมอันใดของท่านที่มิชอบใจแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายนั้นไม่มีเลย แต่หากว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมีความประมาทพลาดพลั้ง ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ขอท่านจงงดอดโทษานุโทษนั้น แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด”
    เมื่อแสงเงินแสงทอง อันเป็นสัญญาณแห่งรุ่งอรุณปรากฏขึ้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ก็ดับขันธปรินิพพาน ในวันปุรณมีขึ้น ๑๕ ค่ำ เพ็ญเดือน ๑๒
  • ครั้นเมื่อสว่างดีแล้ว พระจุนทะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์และหมู่ญาติ ประกอบพิธีคารวะศพพระเถระแล้วนำไปสู่เชิงตะกอนทำพิธีฌาปนกิจ เมื่อเพลิงดับแล้วพระจุนทะได้นำอัฐิธาตุ และบริขารคือบาตรและจีวรของพระสารีบุตร ไปถวายแด่พระพุทธองค์ ซึ่งก็รับสั่งให้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระเถระที่ซุ้มประตู แห่งพระเชตะวันมหาวิหารนั้น

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระอุรุเวลกัสสปเถระ ::

พระอุรุเวลกัสสปเถระ : เอตทัคคะในทางผู้มีบริวารมาก
พระอุรุเวลกัสสปเถระ เกิดในตระกูลพราหมณ์กัสสปโคตร มีน้องชาย ๒ คน ชื่อ กัสสปะ เหมือนกัน เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ได้ศึกษาจบไตรเพท คือ พระเวท ๓ อย่าง ซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของพราหมณ์ ได้แก่

  • ฤคเวท (อรุพเพท) ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า
  • ยชุรเวท (ยชุพเพท) บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่าง ๆ
  • สามเวท ประมวลบทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญต่อมาได้เพิ่มอถรรพเวท หรืออาถรรพเวท อันว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์เข้ามาอีกจึงเป็น ๔ เรียกว่า จตุเพทางคศาสตร์

กัสสปะ พี่ชายคนโตนั้นมีบริวาร ๕๐๐ คน กัสสปะ คนกลาง มีบริเวณ ๓๐๐ คน และกัสสปะ คนเล็กสุดท้าย มีบริวาร ๒๐๐ คน  บวชเป็นฤาษีชฎิลต่อมาทั้งสามพี่น้องมีความเห็นตรงกันว่า “ลัทธิที่พวกตนนับถืออยู่นั้นไม่มีแก่นสาร” จึงพากันออกบวชเป็นฤาษีชฎิล เกล้าผมเซิง บำเพ็ญพรตบูชาไฟตั้งอาศรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ตามลำดับกันพี่ชายคนโต ตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำตอนเหนือ ณ ตำบลอุรุเวลา จึงได้ชื่อว่า “อุรุเวลกัสสปะ” น้องชายคนกลาง ตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำถัดไป ณ ตำบลนที จึงได้ชื่อว่า “นทีกัสสปะ” ส่วนน้องชายคนเล็ก ตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำ ณ ตำบลคยา จึงได้ชื่อว่า “คยากัสสปะ”

เมื่อพระพุทธองค์ ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว และจำพรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในพรรษานั้นมีพระสงฆ์สาวกผู้สำเร็จพระอรหันต์ จำนวน ๖๐ รูป เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระบรมศาสดาได้ส่งพระสาวกทั้ง ๖๐ รูปนั้น ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังถิ่นต่าง ๆ ส่วนพระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมในระหว่างทาง เสด็จเข้าไปประทับพักผ่อนภายใต้ร่มไม้ริมทางในไร่ฝ้าย ขณะนั้นมีพระราชกุมาร ๓๐ พระองค์ ผู้ได้นามว่า “ภัททวัคคีย์” ได้พาภรรยาไปเที่ยวหาความสุขสำราญในราชอุทยาน ราชกุมารองค์หนึ่งไม่มีภรรยา จึงพาหญิงโสเภณีไปเป็นคู่เที่ยว เมื่อพวกราชกุมารกำลังเพลิดเพลินสนุกสนานกันอยู่นั้น หญิงโสเภณีได้ขโมยของมีค่าหนีไป พวกราชกุมารออกติดตามมา ได้พบพระผู้มีพระภาคที่ไร่ฝ้าย จึงเข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลถามว่า:

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์เห็นหญิงคนหนึ่งผ่านมาทานี้บ้างหรือไม่ พระเจ้าข้า ?”
“พวกท่านเห็นว่า การแสวงหาหญิงกับการแสวงหาสิ่งประเสริฐในตนสิ่งไหนจะดีกว่ากัน ?”
“แสวงหาสิ่งประเสริฐในตนดีกว่า พระเจ้าข้า”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงนั่งลง ตถาคตจะแสดงธรรมให้ฟัง”

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้ฟัง จนทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่ชั้นพระโสดาบัน ถึงชั้นพระสกทาคามี และพระอนาคามีทุกพระองค์ จากนั้น พระพุทธองค์ประทานการอุปสมบทให้แล้ว ส่งไปประกาศพระพุทธศาสนาพระบรมศาสดา เสด็จต่อไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เสด็จเข้าไปยังสำนักของอุรุเวลกัสสปะ ตรัสขอพักอาศัยสักหนึ่งราตรี แต่อุรุเวลกัสสปะ เห็นว่าเป็นนักบวชต่างลัทธิ จึงบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีสถานที่ให้พัก พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า:-

“ธรรมดาว่าโคย่อมเข้าไปสู่ฝูงโค นักบวชก็ย่อมเข้าไปสู่สำนักของนักบวช ถ้าท่านไม่มีความหนักใจ ตถาคตจะขอพักอาศัยอยู่ในโรงไฟ ซึ่งเป็นที่บูชายัญของท่านนั้น”
“ดูก่อนมหาสมณะ เรามิได้หนักใจ ถ้าท่านจะพักในที่นั้น แต่ว่ามีพญานาคดุร้ายและมีพิษมาก อยู่ในโรงไฟนั้น เกรงว่าท่านจะได้รับอันตรายถึงชีวิตก็ได้”

เมื่ออุรุเวลกัสสปะไม่ขัดข้อง พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปในโรงไฟ ทรงพิจารณาตรวจดูสถานที่อันสมควรแล้ว ประทับนั่งสมาธิเจริญกรรมฐานฝ่ายพญานาค เห็นผู้แปลกหน้าผิดกลิ่นเข้ามาในโรงไฟของตนก็โกรธ จึงพ่นพิษออกมาเป็นควันไฟอบอวลทั่วทั้งโรงไฟ หวังจะทำอันตรายให้สิ้นชีวิต แต่พระพุทธองค์ทรงแสดงพุทธานุภาพให้ปรากฏ ด้วยการบันดาลให้ควันไฟกลับไปสัมผัสเนื้อ หนัง เอ็น และกระดูกของพญานาค ทำให้ฤทธิ์เดชของพญานาคเหือดหายไป บังเกิดความเจ็ดปวดขึ้นมาแทน

อุรุเวลกัสสปะ ละลัทธิเดิมในราตรีนั้น พระพุทธองค์ทรงทรมานพญานาค ด้วยวิธีต่าง ๆ ทรงเข้าเตโชกสิณสมาบัติบันดาลให้เปลวไฟรุ่งโรจน์โชตนาการทั่วโรงไฟ เหล่าชฎิลทั้งหลายต่างมองดูด้วยความดีใจว่า “พระสมณะ คงจะวอดวาย ในกองเพลิงด้วยพิษของพญานาค อย่างแน่นอน”

ในที่สุด พระพุทธองค์ ก็ทรงปราบพญานาค จนสิ้นฤทธิ์โดยสิ้นเชิงแล้วจับเอาลงไปขดไว้ในบาตรรุ่งเช้า อุรุเวลกัสสปะ พาศิษย์ชฎิลมาตรวจดู เมื่อเป็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงคิดว่า

“พระสมณะนี้ มีอานุภาพมาก สามารถปราบพญานาคให้พ่ายแพ้ได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมิได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา”

คิดดังนี้แล้ว จงยังมิยอมรับนับถือ แต่ก็รู้สึกเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหาริย์ และนิมนต์ให้พักอยู่ต่อไปได้ โดยพวกตนจะเป็นผู้นำอาหารมาถวายทุกวันวันต่อมา พระพุทธองค์เสด็จเข้าไปประทับที่ชายป่าใกล้ ๆ อาศรมของอุรุเวลกัสสปะ นั้น ในยามราตรีของแต่ละคืน ได้มีทวยเทพเทวาตั้งแต่ชั้น จาตุมหาราชทั้ง ๔ ท้าว โกสีย์เทวราช และท้าวสหัมบดีรพรหม ต่างก็มาเข้าเฝ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนา ได้เปล่งรัศมีแสงสว่างทั่วทั้งไพรสณฑ์ ยังความฉงนสนเท่ห์ให้เกิดแก่อุรุเวลกัสสปะ และบริวารเป็นอย่างยิ่ง ครั้นรุ่งเช้า ได้กราบทูลถามเหตุที่มาของแสงสว่างนั้น ครั้นได้ทราบความตลอดแล้วรู้สึกศรัทธาเลื่อมใสและดำริอยู่ในใจว่า

“อานุภาพของพระสมณโคดมนี้ยิ่งใหญ่หาผู้เปรียบมิได้ แม้แต่เทพยาดาทุกชั้นฟ้า ยังมาเข้าเฝ้าเพื่อขอฟังธรรม แต่ถึงจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตามก็ยังมิได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเช่นเรา”

พระบรมศาสดา ทรงพักอยู่ในสำนักของอุรุเวลกัสสปะ เป็นเวลา ๒ เดือน ทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ทรมานอุรุเวลกัสสปชฎิล หลายประการ แต่อุรุเวลกัสสปะ ผู้มีสันดานกระด้าง มีทิฏฐิแรงกล้ายังถือตนเองว่าเป็นพระอรหันต์อยู่เช่นเดิมพระพุทธองค์ทรงดำริว่า

“ตถาคต จะยังโมฆบุรุษชฏิลนี้ ให้เกิดความสลดสังเวช” ดังนี้แล้วจึงตรัสว่า:-“ดูก่อนกัสสปะ ตัวท่านมิได้เป็นพระอรหันต์ ทางปฏิบัติของท่านยังห่างไกลต่อการสำเร็จเป็นพระอรหันต์ มิใช่ทางมรรคผลอันใดเลย ไฉนท่านจึงถือตนว่าเป็นพระอรหันต์ ท่านลวงตนเองแล้วยังลวงคนอื่น ถ้าท่านรู้สึกสำนึกตัว และปฏิบัติตามคำสอนของเรา ท่านจะได้เป็นพระอรหันต์ที่แท้จริงในไม่ช้า”

อุรุเวลกัสสปะ ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วก็รู้สึกสลดใจ ก้มศีรษะลงแทบพระบาทกราบทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดา จึงตรัสแก่เธอว่า:-

“กัสสปะ ท่านเป็นอาจารย์เจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ มีบริวารมากกว่า ๕๐๐ คน ท่านจงบอกให้บริวารของท่านทราบทั่วกันก่อน ตถาคตจึงจะอุปสมบท ให้ท่าน”

อุรุเวลกัสสปะ จึงประกาศชักชวนชฎิลบริวารของตนทั้งหมด พากันลอยบริขารดาบส มีเครื่องแต่งผมเป็นชฎา และเครื่องบูชาเพลิง เป็นต้น ลงในแม่น้ำแล้วทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดา ประทานการอุปสมบทด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา พร้อมกันทั้งหมดฝ่าย นทีสัสสปะ และ คยากัสสปะ น้องชายทั้งสองคน ซึ่งตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำตอนใต้ลงไปตามลำดับ เห็นบริขารของพี่ชายลอยมาตามน้ำ ทำให้คิดว่า

“อันตรายคงจะเกิดมีแก่พี่ชายของตน” จึงพร้อมด้วยบริวารรีบมาที่สำนักของพี่ชาย เห็นพี่ชายอยู่ในเพศพระภิกษุ จึงสอบถามได้ความว่า “พรหมจรรย์นี้ประเสริฐยิ่งนัก” จึงพากันลอยบริขารลงในแม่น้ำแล้วขออุปสมบทด้วยกัน

ทั้งหมดฟังอาทิตตปริยายสูตร พระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พอสมควรแก่พระอัธยาศัยแล้ว จึงเสด็จพร้อมด้วยหมู่ภิกษุชฎิลเหล่านั้น จำนวน ๑,๐๐๓ รูป ไปยัง ตำบลคยาสีสะ และประทับอยู่ ณ ที่นั้น ทรงพิจารณาเห็นอินทรีย์ของภิกษุใหม่ แก่กล้าแล้ว จึงตรัสเรียกท่านเหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันแล้วตรัสพระธรรมเทศนา “อาทิตตปริยายสูตร” ทรงเปรียบเทียบสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อนดุจเดียวกับไฟเพื่อให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของพวกเธอ ที่เคยบูชาไฟมาก่อน ทรงแสดงถึงอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นของร้อน และความรู้สึกว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เพราะตาเห็นรูป หรือหูได้ยิน เป็นต้น ก็เป็นของร้อนใจความโดยสรุปก็คือ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายได้สัมผัส และใจกระทบอารมณ์ แล้วทำให้เกิดความเร่าร้อน ร้อนเพราะราคา โทสะ และโมหะ เป็นต้น ผู้ได้สดับและรู้เท่าทันกิเลสเหล่านี้แล้วย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งทั้งปวง เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดแล้ว จิตก็ไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่นสิ่งเหล่านั้นขณะที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่นั้น ภิกษุชฎิล ทั้ง ๑,๐๐๓ รูป ส่งกระแสจิตไปตามวาระแห่งพระธรรมเทศนา จิตของพวกเธอ ก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะทั้งปวง สำเร็จป็นพระอรหันต์ขีณาสพด้วยกันทั้งหมด

ตามเสด็จโปรดพระเจ้าพิมพิสาร   พระอุรุเวลกัสสปะ เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้ช่วยกิจการพระพุทธศาสนา และช่วยแบ่งเบาภาระของพระบรมศาสดา ได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์ใหม่ ๆ ได้ติดตามเสด็จพระบรมศาสดาไปสู่เมืองราชคฤห์ พระพุทธองค์ประทับณ ลัฏฐิวันสวนตาลหนุ่ม พระเจ้า พิมพิสารทรงทราบ จึงพร้อมด้วยพราหมณ์ และคฤหบดีชาวเมืองมคธ จำนวน ๑๒ นหุต เสด็จเข้ามาเฝ้า กราบถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วปะทับนั่ง ณ ที่อันสมควรแก่พระองค์ ส่วนบริวารที่ติดตามมาเหล่านั้น ต่างก็แสดงกิริยาอาการต่าง ๆ กัน คือ บางพวกก็ถวายบังคม บางพวกก็กราบทูลสนทนา บางพวกก็ประกาศชื่อและตระกูลของตน บางพวกก็นั่งเฉย ๆ เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะคนเหล่านั้นยังไม่แน่ใจว่าระหว่างพระบรมศาสดากับอุรุเวลกัสสปะ นั้นใครเป็นศิษย์ใครเป็นอาจารย์กันแน่ เพราะว่า อุรุเวลกัสสปะ ก็เป็นเจ้าสำนักใหญ่ มีคนเคารพนับถือมากมาย และได้รับยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งพระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตความคิดของคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี เพื่อปลดเปลื้องความสงสัยของคนเหล่านั้น จึงตรัสถามพระอุรุเวลกัสสปะ ว่า:-

“กัสสปะ เธออยู่ในอุรุเวลาเสนานิคมมานาน เป็นอาจารย์สั่งสอนชฎิลให้บำเพ็ญพรต จนซูบผอม เธอเห็นโทษอะไรหรือ จึงเลิกละการบูชานั้นเสีย?”พระอุรุเวลกัสสปะ เมื่อได้ฟังพุทธดำรัสแล้ว ก็ทราบถึงพุทธประสงค์ดี จึงน้อมนมัสการกราบทูลว่า:-
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค การบูชายัญทั้งหลาย ล้วนแต่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งกามคุณ มีรูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นของร้อน บัดนี้ ข้าพระองค์ ได้รู้ชัดแล้วว่า ความรักใคร่ พอใจในกามคุณเหล่านั้น เป็นมลทิน ทำใจให้เศร้าหมอง ก่อให้เกิดกิเลส และความทุกข์ จึงละทิ้งการบูชาไฟนั้นเสีย บัดนี้ ข้าพระองค์ ได้เห็นธรรมอันสงบระงับแล้ว” พระเจ้าข้า ครั้นแล้ว พระเถระได้ซบศีรษะลงแทบพระบาทของพระพุทธองค์ แล้วประกาศว่า:-
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เป็นศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ๆ เป็นสาวกของพระองค์”

จากกิริยาอาการและถ้อยคำของพระเถระนั้น ทำให้บริวารของพระเจ้าพิมพิสารทั้งหมดเหล่านั้นหายสงสัย น้อมจิตลงที่ฟังพระธรรมเทศนา ดังนั้น พระบรมศาสดา จึงทรงแสดง “อนุปุพพิกถา” และ “อริยสัจ ๔” ให้ฟังเมื่อจบพระธรรมเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร ๑๑ นหุตะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล ส่วนอีก ๑ นหุตะ ดำรงอยู่ในไตรสรณคมน์ ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ

ได้รับยกย่องในทางผู้มีบริวารมากพระอุรุเวลกัสสปะ เป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม อันเป็นธรรมสำหรับผู้ใหญ่ใช้ปกครองดูแลบริวารให้มีความสุข ซึ่งประกอบด้วย

  1. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
  2. กรุณา ความสงสาร ปรารถนาจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
  3. มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
  4. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติด้วยคุณธรรมเหล่านี้

และอีกทั้งรู้จักบำรุงจิตใจบริวารด้วยการสงเคราะห์ด้วยวัตถุสิ่งของและหลักธรรมะ จึงทำให้ท่านสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจบริวารไว้ได้เป็นที่รักเคารพของบริวาร และก็เป็นพุทธสาวกรูปเดียวที่มีบริวารมากที่สุด พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าพระสาวกทั้งปวง ในฝ่ายผู้มีบริวารมากท่านดำรงอายุสังขารสมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระอัญญาโกณฑัญญะ ::

พระอัญญาโกณฑัญญะ  เอตทัคคะในทางรัตตัญญู

พระอัญญาโกณฑัญญะ เกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้านโทณวัตถุ อันไม่ห่างไกล
จากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ “โกณฑัญญะ” เมื่อเจริญเติบโตขึ้นได้ศึกษาศิลปะวิทยาจบไตรเพท
และวิชาการทำนายลักษณะอย่างเชี่ยวชาญ

  • รวมทำนายพระลักษณะ
    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะพระบิดา ได้เชิญพราหมณ์
    ๑๐๘ คน มาเลี้ยงโภชนาหารในพระราชนิเวศน์ เพื่อทำพิธีทำนายพระลักษณะ ตามราชประเพณี
    ให้คัดเลือกพราหมณ์ผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจาก ๑๐๘ คน เหลือ ๘ คน และมีโกณฑัญญะ
    อยู่ในจำนวน ๘ คน นี้ด้วย ในบรรดาพราหมณ์ทั้ง ๘ คนนั้น โกณฑัญญะมีอายุน้อยที่สุดจึง
    ทำนายเป็นคนสุดท้าย
    ฝ่ายพราหมณ์ ๗ คนแรก ได้พิจารณาตรวจดูพระลักษณะของสิทธัตถะอย่างละเอียด
    เห็นถูกต้องตามตำรามหาบุรุษลักษณะพยากรณ์ศาสตร์ ครบทุกประการแล้ว จึงยกนิ้วมือขึ้น ๒
    นิ้ว เป็นสัญลักษณ์ในการทำนายเป็น 2 นัย เหมือนกันทั้งหมดว่า

    “พระราชกุมารนี้ ถ้าดำรงอยู่ในเพศฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปราบปรามได้รับชัยชนะทั่วปฐพีมณฑล จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก แนะนำสั่งสอนเวไนยสัตว์ โดยไม่มีศาสดาอื่นยิ่งไปกว่า”

    ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ได้สั่งสมบารมีมาครบถ้วนตั้งแต่อดีตชาติ และการเกิดใน ภพนี้ก็จะเป็นภพสุดท้าย จึงมีปัญญามากกว่าพราหมณ์ทั้ง ๗ คนแรก ได้พิจารณาตรวจดูพระ
    ลักษณะของพระกุมาร โดยละเอียดแล้ว ได้ยกนิ้วขึ้นเพียงนิ้วเดียวเป็นการยืนยันการพยากรณ์
    อย่างเด็ดเดี่ยวเป็นนัยเดียวเท่านั้นว่า

    “พระราชกุมาร ผู้บริบูรณ์ด้วยมหาบุรุษลักษณะอย่างนี้ จะไม่อยู่ครองเพศฆราวาสอย่างแน่นอน จักต้องเสด็จออกบรรพชา และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมิต้องสงสัย”

  • ออกบวชติดตามสิทธัตถะ
    ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมาถึง ๒๙ ปี เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชาโกณฑัญญะพราหมณ์ทราบข่าวก็ดีใจ เพราะตรงกับคำทำนายของตน จึงรีบไปชวนบุตรของพราหมณ์ทั้ง ๗ คนที่ร่วมทำนายด้วยกันนั้น โดยกล่าวว่า:-

    “บัดนี้ เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ เสด็จออกบรรพชาแล้ว พระองค์จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญเจ้าแน่นอน ถ้าบิดาของพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็คงจะออกบวชด้วยกันกับเรา ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะบวชก็จงบวชตามเสด็จพระมหาบุรุษพร้อมกันเถิด”

    บุตรพราหมณ์เหล่านั้น ยอมออกบวชเพียง ๔ คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสสชิ โกณฑัญญะ จึงพามาณพทั้ง ๔ คนนั้นพร้อมทั้งตนด้วยรวมเป็น ๕ ได้นามบัญญัติว่า  “ปัญจวัคคีย์” ออกบวชสืบเสาะติดตามถามหาพระมหาบุรุษไปตามสถานที่ต่าง ๆ จนมาพบพระองค์กำลังบำเพ็ญความเพียรอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  ด้วยความมั่นใจว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างแน่นอน จึงพากันเข้าไปอยู่เฝ้าทำกิจวัตรอุปัฏฐาก ด้วยการจัดน้ำใช้ น้ำฉัน และ ปัดกวาดเสนาสนะ เป็นต้น ด้วยหวังว่าเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว จะได้แสดงธรรมโปรดพวกตนให้รู้ตามบ้าง เมื่อพระมหาบุรุษ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์เป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุพระโพธิญาณ จึงทรงพระดำริว่า “วิธีนี้คงจะไม่ใช่ทางตรัสรู้” จึงทรงเลิกละความเพียรด้วยวิธีทรมานกาย หันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต เลิกอดพระกระยาหาร กลับมาเสวยตามเดิม เพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง

  • ปัญจวัคคีย์ปลีกตัวหลีกหนี
    ฝ่ายปัญจวัคคีย์ ผู้มีความเลื่อมใสในการปฏิบัติ แบบทรมานร่างกาย ครั้นเห็นพระโพธิสัตว์ละความเพียรนั้นแล้ว ก็รู้สึกหมดหวัง จึงพากันเหลีกหนีทิ้งพระโพธิสัตว์ ให้ประทับอยู่ตามลำพังพระองค์เดียว พากันเที่ยวสัญจรไปพักอาศัยอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี ครั้นพระโพธิสัตว์ ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงดำริพิจารณาหาบุคคลผู้สมควรจะรับฟังพระปฐมเทศนา และตรัสรู้ตามได้โดยเร็วในชั้นแรก พระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ทั้งสองที่พระองค์เคยเข้าไปศึกษา คือ อาฬารดาบสกาลามโคตร แต่ได้ทราบว่าท่านได้ถึงแก่กรรมไปได้ ๗ วัน แล้วและอีกท่านหนึ่ง คือ อุทกดาบสรามบุตร แต่ก็ได้ทราบด้วยพระญาณว่าท่านเพิ่งจะสิ้นชีพไปเมื่อวันวานนี้เอง  ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ทรงระลึกถึง ปัญจวัคคีย์ ผู้ซึ่งเคยมีอุปการคุณแก่พระองค์เมื่อสมัยทำทุกรกิริยา และทรงทราบว่าขณะนี้ท่านทั้ง ๕ พักอาศัย อยู่ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรง
    ดิริดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จพุทธดำเนินไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
    ฝ่ายปัญจวัคคีย์ นั่งสนทนากันอยู่ เห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกลเข้าใจว่า พระองค์
    เสด็จมาเพื่อแสวงหาผู้อุปัฏฐาก จึงทำกติกากันว่า:-
    “พระสมณโคดม นี้ คลายความเพียรแล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก พวกเราไม่
    ควรไหว้ ไม่ควรลุกขึ้นต้อนรับ ไม่รับบาตรและจีวรของพระองค์เลย เพียงแต่จัดอาสนะไว้ เมื่อ
    พระองค์ปรารถนาจะประทับนั่ง ก็จงนั่งตามพระอัธยาศัยเถิด”
    ครั้นพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ต่างพากันลืมกติกาที่นัดหมายกันไว้ กลับทำการต้อนรับ
    เป็นอย่างดีดังที่เคยทำมา แต่ยังใช้คำทักทายว่า “อาวุโส” และเรียกพระนามว่า “โคดม” อันเป็น
    ถ้อยคำที่แสดงความไม่เคารพ ดังนั้น พระพุทธองค์ทรงห้ามแล้วตรัสว่า:-

    “อย่าเลย พวกเธออย่างกล่าวอย่างนั้น บัดนี้ ตถาคตได้บรรลุอมตธรรมเองโดยชอบแล้ว เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงให้ฟัง เมื่อเธอปฏิบัติตามที่เราสอนแล้ว ไม่นานก็จะบรรลุอมตธรรมนั้น”“อาวุโสโคดม แม้พระองค์บำเพ็ญอย่างอุกฤษฏ์เห็นปานนั้น ก็ยังไม่บรรลุธรรมพิเศษอันใด บัดนี้พระองค์คลายความเพียรนั้นแล้วหันมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมาก แล้วจะบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร?”

    พระพุทธองค์ตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ ให้ระลึกถึงความหลังว่า “ท่านทั้งหลายจำได้หรือไม่
    ว่า วาจาเช่นนี้ เราเคยพูดกับท่านบ้างหรือไม่” ปัญจวัคคีย์ ระลึกขึ้นได้ว่า พระองค์ไม่เคยตรัสมา
    ก่อนเลย จึงยินยอมพร้อมใจกันฟังพระธรรมเทศนาโดยเคารพ

  • ฟังปฐมเทศนา
    พระพุทธองค์ ทรงประกาศพระสัพพัญญุตญาณแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ โดยตรัสพระธรรมจักรกัปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนา ซึ่งเนื้อความในพระธรรมเทศนานี้ พระพุทธองค์ทรงตำหนิหนทางปฏิบัติอันไร้ประโยชน์ ๒ ทาง ที่บรรพชิตไม่ควรเสพ คือ

    • กามสุขัลลิกานุโยค การปฏิบัติที่ย่อหย่อนเกินไป แสวงหาแต่กามสุขอันพัวพันหมก
      มุ่นแต่รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ซึ่งเป็นสิ่งเลวทราม เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นกิจของ
      คนกิเลสหนา มิใช่ของพระอริยะ มิใช่ทางตรัสรู้หาประโยชน์มิได้
    • อัตตกิลมถานุโยค การปฏิบัติตนให้ได้รับความลำบาก เคร่งครัดเกินไป กระทำตนให้ได้รับความทุกข์ทรมาน เป็นการกระทำที่เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่ทางแห่งความ
      หลุดพ้น
      จากนั้น พระพุทธองค์ตรัสชี้แนะวิธีปฏิบัติ แบบ “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ การปฏิบัติแบบกลาง ๆ ไม่ย่อหย่อนเกินไปแบบประเภทที่หนึ่ง และไม่ตึงเกินไป แบบประเภทที่สอง ดำเนินตามทางสายกลางซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค คือทางอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ได้แก่
      ๑ สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ (ปัญญาเห็นในอริยสัจ ๔)
      ๒ สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ (ดำริออกจากกาม เบียดเบียนพยายาม)
      ๓ สัมมาวาจา เจรจาชอบ (เว้นจากวจีทุจริต ๔)
      ๔ สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ (เว้นจากกายทุจริต ๓)
      ๕ สัมมาอาชีพ เลี้ยงชีพชอบ (เว้นจากเลี้ยงชีพในทางที่ผิด)
      ๖ สัมมาวายะมะ เพียรชอบ (เพียรละความชั่วทำความดี)
      ๗ สัมมาสติ ระลึกชอบ (ระลึกในสติปัฏฐาน ๔)
      ๘ สัมมาสมาธิ ตั้งจิตไว้ชอบ (เจริญฌานทั้ง ๔)

เมื่อจบพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทิน เกิดขึ้น แก่โกณฑัญญะว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” พระพุทธองค์ ทรงทราบว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบันบุคคลในพระพุทธศาสนาแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานด้วยความพอพระทัยด้วยพระดำรัสว่า:-

“อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” ซึ่งแปลว่า “โกณฑัญญะ
ได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ” ด้วยพระพุทธดำรัสนี้ คำว่า “อัญญา” จงเป็นคำนำหน้า
ชื่อของท่าน โกณฑัญญะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเป็นที่รู้ทั่วกันว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ

  • พระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา ต่อจากนั้น ท่านได้กราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ประทานการอุปสมบทให้ด้วย พระดำรัสว่า:-
    “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่
    สุดทุกข์โดยชอบเถิด”
    ด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ โกณฑัญญะ ก็สำเร็จเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นับว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกในโลก และการอุปสมบทด้วยวิธีนี้เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

วันต่อ ๆ มา ท่านที่เหลืออีก ๔ คน ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน และอุปสมบทด้วยกันทั้งหมด พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า พระปัจวัคคีย์ มีญาณแก่กล้า พอที่จะบรรลุธรรมเบื้องสูงได้แล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนา “อนัตตลักขณสูตร” คือสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็นอนัตตาความไม่มีตัวตน โปรดพระปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคลด้วยกันทั้งหมด ขณะนั้น มีพระอรหันต์ เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์ รวมทั้งพระบรมศาสดาด้วย

  • ได้รับยกย่องทางรัตตัญญู
    พระอัญญาโกณฑัญญะ เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระพุทธองค์ทรงส่งออกไปประกาศพระศาสนาพร้อมกับพระสาวกรุ่นแรก จำนวน ๖๐ รูป ท่านได้เดินทางไปยังบ้านเดิมของท่าน ได้นำหลานชายชื่อ ปุณณมันตานี ซึ่งเป็นบุตรของ นางมันตานี ผู้เป็นน้องสาวของท่านมาบวช และได้มีชื่อว่า พระปุณณมันตานีบุตรเถระ เพราะความที่ท่านเป็นพระเถระ ผู้มีอายุพรรษากาลมาก มีประสบการณ์มาก จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดา ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายในทาง ผู้รัตตัญญู
    หมายถึง ผู้รู้ราตรีนาน
  • บั้นปลายชีวิต
    พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นพระเถระผู้เฒ่า ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ชอบหลีกเร้น อยู่ในสถานที่อันสงบวิเวกตามลำพัง ในคัมภีร์มโนรถปูรณี และคัมภีร์ธุรัตวิลาสินี กล่าวไว้ตรงกันว่า เป็นเวลา ๑๒ ปี ก่อนที่ท่านจะนิพพานท่านได้กราบทูลลาพระบรมศาสดาไปจำพรรษา ณ ป่าหิมพานต์ ตามลำพัง นอกจากต้องการความสงบดังกล่าวแล้ว ยังมีเหตุผลส่วนตัวของท่าน อีก ๓ ประการคือ

    • ท่านไม่ประสงค์จะเห็นพระอัครสาวก คือ พระสารีบุตรเถระ และพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยแบ่งเบาภาระของพระพุทธองค์ กิจการพระศาสนาด้านต่าง ๆ ที่ต้องมาแสดงความเคารพนอบน้อมต่อพระผู้เฒ่าชราอย่างท่าน ซึ่งสังขารนับวันจะร่วงโรย และใกล้แตกดับเข้าไปทุกขณะ
    • ท่านได้รับความเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ที่ต้องคอยต้อนรับผู้ไปมาหาสู่ ซึ่งมีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ การอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านจึงไม่เหมาะสมสำหรับพระแก่ชราอย่างท่าน๓ ท่านเบื่อหน่ายในความดื้อรั้น ของพระสัทธิวิหาริกรุ่นหลัง ๆ ที่มักประพฤตินอกลู่นอกทาง ห่างไกลจากการบรรลุมรรคผล ท่านได้อยู่จำพรรษา ในป่าหิมพานต์ บริเวณใกล้สระฉัททันต์ เป็นเวลานาน ๑๒ ปี
    • วันที่ท่านจะนิพพาน ท่านพิจารณาอายุสังขารแล้ว ได้มาเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อกราบทูลลานิพพาน ครั้นพระพุทธองค์ประทานอนุญาตแล้ว ท่านเดินทางกลับยังป่าหิมพานต์ และนิพพานในบรรณศาลาที่พักริมสระฉัททันต์นั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกจำนวนมาก ได้
      เสด็จไปทำฌาปนกิจศพให้ท่าน

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: เอตทัคคะ หมวด ภิกษุ ::

  1. พระอัญญาโกณฑัญญะ เอตทัคคะในทางรัตตัญญู
  2. พระอุรุเวลกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีบริวารมาก
  3. พระสารีบุตรเถระ (อัครสาวกฝ่ายขวา) เอตทัคคะในทางผู้มีปัญญา
  4. พระมหาโมคคัลลานเถระ (อัครสาวกฝ่ายซ้าย) เอตทัคคะในทางผู้มีฤทธิ์
  5. พระปุณณมันตานีบุตรเถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก
  6. พระกาฬุทายีเถระ เอตทัคคะในทางผู้นำตระกูลให้เลื่อมใส
  7. พระนันทเถระ เอตทัคคะในทางผู้สำรวมอินทรีย์
  8. พระราหุลเถระ เอตทัคคะในทางผู้ใคร่ในการศึกษา
  9. พระอุบาลีเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย
  10. พระภัททิยเถระ เอตทัคคะในทางผู้เกิดในตระกูลสูง
  11. พระอนุรุทธเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีทิพยจักษุญาณ
  12. พระอานนท์เถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นพหูสูตร ผู้มีสติ ผู้มีคติ ผู้มีความเพียร และเป็นพุทธอุปัฏฐาก
  13. พระโมฆราชเถระ เอตทัคคะในทางผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง
  14. พระปิณโฎลภารทวาชเถระ เอตทัคคะในทางผู้บันลือสีหนาท
  15. พระมหากัจจายนเถระ เอตทัคคะในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร
  16. พระสีวลีเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีลาภมาก
  17. พระโสณกุฏิกัณณเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีวาจาไพเราะ
  18. พระมหากัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงธุดงค์
  19. พระราธเถระ เอตทัคคะในทางผู้ว่าง่าย
  20. พระลกุณฏกภัททิยเถระ เอตทัคคะในทางผู้พูดเสียงไพเราะ
  21. พระทัพพมัลลบุตรเถระ เอตทัคคะในทางผู้จัดเสนาสนะ
  22. พระพากุลเถระ เอตทัคคะในทางผู้ไม่มีโรคาพยาธิ
  23. พระวักกลิเถระ เอตทัคคะในทางศรัทธาวิมุตติ
  24. พระมหากัปปินเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ
  25. พระอุปเสนเถระ เอตทัคคะในทางผู้นำซึ่งความเลื่อมใส
  26. พระเรวตขทิรวนิยเถระ เอตทัคคะในทางผู้อยู่ป่า
  27. พระสุภูมิเถระ เอตทัคคะในทางอรณวิหารและทักขิเณยยบุคคล
  28. พระพาหิยเถระ เอตทัคคะในทางขิปปาภิญญา
  29. พระวังคีสเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีปฏิภาณ
  30. พระโสณโกฬิวิสเถระ เอตทัคคะในทางผู้ปรารภความเพียร
  31. พระโสภิตเถระ เอตทัคคะในทางระลึกปุพเพนิวาสานุสติญาณ
  32. พระนัทกเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี
  33. พระกังขาเรวตเถระ เอตทัคคะในทางผู้เพ่งด้วยฌาณ
  34. พระมหาปันถกเถระ เอตทัคคะในทางผู้เจริญวิปัสสนา
  35. พระจูฬปันถกเถระ เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ
  36. พระกุณฑธานเถระ เอตทัคคะในทางผู้จับสลากเป็นที่หนึ่ง
  37. พระรัฐบาลเถระ เอตทัคคะในทางผู้บวชด้วยศรัทธา
  38. พระกุมารกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้แสดงธรรมอันวิจิตร
  39. พระมหาโกฏฐิตเถระ เอตทัคคะในทางผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔
  40. พระสาคตเถระ เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญเตโชสมาบัติ
  41. พระปิลินทวัจฉเถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นที่รักใคร่ของเทพยดา

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: เอตทัคคะ ::

  • เอตทัคคะ เป็นตำแหน่งทางพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาได้ประทานแต่งตั้งให้พุทธบริษัท คือ
    ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความรู้ความสามารถเด่นกว่าท่านอื่นๆในด้านนั้นๆ
    และแต่ละตำแหน่ง พระพุทธองค์ประทานแต่งตั้งเพียง รูปเดียว ท่านเดียวเท่านั้น

     

  • เหตุผลที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องพุทธบริษัททั้ง 4 ไว้ในตำแหน่ง คือ
    • ได้รับการยกย่องตามเรื่องที่เกิดขึ้น ( อัตถุปปัตติโต ) ได้แสดงความ สามารถให้ปรากฏ
      โดยสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    • ได้รับการยกย่องตามที่ได้สะสมบุญมาในอดีตชาติ ( อาคมันโต ) ได้สร้างบุญสะสมในด้านนั้น
      มาตั้งแต่อดีตชาติ พร้อมทั้งตั้งจิตปราถนา เพื่อบรรลุตำแหน่งนั้นด้วย
    • ได้รับการยกย่อง ตามความเชี่ยวชาญ ( จิณณวสิโต ) มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ
    • ได้รับการยกย่องตามความสามารถเหนือผู้อื่น ( คุณาติเรกโต ) มีความสามารถในเรื่องที่ทำให้
      ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะเหนือกว่าผู้อื่นที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: เบญจศีล-ธรรม ::

มนุษย์ผู้เกิดมาในโลกนี้  มีรูปพรรณสัณฐานที่เลือกตามใจหวังไม่ได้แล้วแต่เหตุจะแต่งมา  คนผู้มีรูปร่างงดงามมีใจดี  ย่อมเป็นที่นิยมนับถือของประชุมชน ถึงจะมีรูปร่างงาม  แต่ปราศจากคุณธรรมในใจ  จะสู้คนที่ประกอบด้วยคุณธรรม  แม้มีรูปร่างเลวทราม  ก็ไม่ได้  ถ้ามีใจร้ายกาจ  ก็ยิ่งซ้ำร้าย  ไม่มีใครพอใจจะสมาคม  ถึงจะมีรูปร่างงามสักปานใด  ก็ช่วยแก้ไขไม่ได้

รูปพรรณสัณฐานของมนุษย์เป็นมาอย่างใด  ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น  จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้  ส่วนใจนั้นก็มักเป็นไปตามพื้นเดิม  ถึงอย่างนั้นก็ยังมีทางแก้ไขให้ดีได้ด้วยความตั้งใจอันดี  จงดูตัวอย่างของที่ไม่หอมมาแต่เดิมเขายังอบให้หอมได้ แต่ธรรมดาใจนั้นมักผันแปรไม่แน่ไม่นอนมั่นคงลงได้ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น  ผู้สั่งสอนให้คนตั้งอยู่ในคุณธรรม  จึงได้กำหนดวางแบบแผนแห่งความประพฤติไว้เป็นหลักฐาน

การตั้งใจประพฤติตามบัญญัตินั้น  ชื่อว่าศีล ๆ  นั้นเป็นบรรทัดสำหรับให้คนประพฤติความดีให้คงที่  เปรียบเหมือนผู้แรกจะเขียนหนังสือ  ต้องอาศัยเส้นบรรทัดเป็นหลักเขียนไปตามนั้น  หนังสือที่เขียนจึงจะมีบรรทัดอันตรง  ถ้าหาไม่ตัวก็จะคดขึ้นคดลงดังงูเลื้อย  เมื่อชำนาญแล้ว  ก็เขียนไปได้  ไม่ต้องมีบรรทัดฉันใด  คนแรกจะประพฤติความดี  ไม่ได้ถืออะไรเป็นหลัก  ใจไม่มั่นคงอาจเอนเอียงลงหาทุจริตแม้เพราะโมหะครอบงำ  เมื่อบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์จนเป็นปกติ มารยาทได้แล้ว  จึงจะประพฤติคุณธรรมอย่างอื่น  ก็มักยั่งยืนไม่ผันแปร ข้อนี้แลเป็นประโยชน์แห่งการบัญญัติศีลขึ้น

ความเบียดเบียนกันในโลก  ซึ่งเป็นไปโดยกายทวารย่นลงเป็น ๓ ประการ คือ  เบียดเบียนชีวิตร่างกายประการหนึ่ง เบียดเบียนทรัพย์สมบัติ ประการหนึ่ง เบียดเบียนประเวณี คือทำเชื้อสายของผู้อื่นให้ผิดลำดับสับสนประการหนึ่ง และความประพฤติเสียด้วยวาจา  มีมุสาวาทกล่าวคำเท็จเป็นที่ตั้ง

คนจะประพฤติดังนั้นก็เพราะความประมาท และความประมาทนั้น ไม่มีมูลอื่นจะสำคัญยิ่งกว่าดื่มน้ำเมา  ซึ่งทำให้ความคิดวิปริตลงทันที  เหตุนั้นนักปราชญ์ทั้งหลาย  มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานเล็งเห็นเหตุการณ์ดังนี้  จึงปัญญัติศีลมีองค์ ๕  คือ

๑.  เว้นจากการฆ่าสัตว์มีชีวิต
๒.  เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการเป็นโจร
๓.  เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๔.  เว้นจากกล่าวคำเท็จ
๕.  เว้นจากการดื่มน้ำเมา  คือสุราและเมรัย

องค์แห่งศีลอย่างหนึ่ง ๆ เรียกว่า สิกขาบท  ศีลมีองค์ ๕  จึงเป็นสิกขาบท ๕  ประการ  รวมเรียกว่าเบญจศีล ๆ นี้ท่านบัญญัติขึ้นโดยถูกต้องตามคลองธรรม ด้วยคิดจะให้เป็นประโยชน์แก่กันและกันจึงได้ชื่อว่าเป็นบัญญัติอันชอบธรรม เป็นคำสอนมีอยู่ในศาสนาที่ดี

เบญจศีลนี้มีกัลยาณธรรมเป็นคู่กัน แสดงไว้ในพระบาลีที่สรรเสริญความประพฤติของกัลยาณชนว่า เป็นคนมีศีลมีกัลยาณธรรม  ดังนี้  กัลยาณธรรมในที่นี้  ได้แก่ความประพฤติที่เป็นส่วนดีงาม  มีเครื่องอุดหนุนศีลให้ย่อใสยิ่งขึ้น  ได้ในสิกขาบททั้ง  ๕  นี้เอง

๑.  เมตตากรุณา  ได้ในสิกขาบทที่ต้น
๒.  สัมมาอาชีวะ  หมั่นประกอบการเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ  ได้ในสิกขาบทที่  ๒
๓.  ความสำรวมในกาม  ได้ในสิกขาบทที่  ๓
๔.  มีความสัตย์  ได้ในสิกขาบทที่  ๔
๕.  ความมีสติรอบคอบ  ได้ในสิกขาบทคำรบ  ๕

เมื่อจัดวิภาค  ศีลได้แก่กิริยาที่เว้นตามข้อห้าม  กัลยาณธรรม  ได้แก่ประพฤติธรรมที่ชอบ  มีเป็นคู่กันมาฉะนี้

ในที่นี้  จะยกคุณ ๒ ข้อนี้ตั้งเป็นกระทู้ และพรรณนาความไปตามลำดับดังต่อไปนี้

เบญจศีล

ในสิกขาบทที่  ๑  แก้ด้วยข้อห้าม ๓ ประการ  คือ

  • การฆ่า ๑
  • การทำร้ายร่างกาย ๑
  • การ ทรกรรมสัตว์ให้ลำบาก  ๑

เพื่อสมแก่เหตุแห่งบัญญัติสิกขาบทนี้ขึ้น  ด้วยเพ่งเมตตาจิตเป็นใหญ่

ในสิกขาบทที่  ๒ แก้ด้วยข้อห้าม ๓ ประการ  คือ

  • โจรกรรมประพฤติเป็นโจร  ๑
  • ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม อันเป็นอุบายอุดหนุนโจรกรรม ๑
  • กิริยาเป็นฉายาโจรกรรมประพฤติเคลือบแฝง  เป็นอาการแห่งโจร  ๑  เพื่อสมแก่เหตุแห่งบัญญัติสิกขาบทนี้ขึ้น  ด้วยเพ่งความประพฤติชอบธรรมในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นเป็นใหญ่

ในสิกขาบทที่ ๓  แก้ด้วยข้อห้ามไม่ให้ประพฤติผิดในกามทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิง และประพฤติผิดธรรมดา เพื่อสมแก่เหตุแห่งบัญญัติสิกขาบทนี้ขึ้น  ด้วยเพ่งความประพฤติไม่ผิดประเวณีเป็นใหญ่

ในสิกขาบทที่  ๔  แก้ด้วยข้อห้าม ๓ ประการ  คือ

  • มุสา กล่าวคำเท็จ  ๑  อนุโลมมุสา
  • กล่าววาจาที่เป็นตามมุสา ๑ ปฏิสสวะ
  • รับแล้วไม่ทำตามรับ ๑ เพื่อสมแก่เหตุแห่งบัญญัติสิกขาบทนี้ขึ้น  ด้วยเพ่งความสัตย์เป็นใหญ่

ในสิกขาบทคำรบ  ๕  แก้ด้วยข้อห้าม  ๒  ประการ  คือ ดื่มน้ำเมk  คือสุราและเมรัย  ๑  เสพฝิ่น  กัญชา  และของเมาอย่างอื่นอีก  ๑  เพื่อสมแก่เหตุแห่งบัญญัติสิกขาบทนี้ขึ้น ด้วยเพ่งจะไม่ให้เสียความสำราญและความดี

วิรัติ

ในบทนี้  แก้ด้วยวิรัติ  คือความละเว้นข้อห้าม  ๓ ประการ  คือ สัมปัตตวิรัติ  ความเว้นจากวัตถุที่จะพึงล่วงได้อันมาถึงเฉพาะหน้า ๑  สมาทานวิรัติ ความเว้นด้วยอำนาจการถือเป็นกิจวัตร ๑  สมุจเฉทวิรัติ  ความเว้นด้วยตัดขาดมีอันไม่ทำอย่างนั้นเป็นปกติ  ๑  ตามภูมิของคนผู้ปฏิบัติ

กัลยาณธรรม

ในสิกขาบทที่  ๑  แก้ด้วยเมตตากับกรุณา  ที่ผู้มีศีลจะพึงแสดงเป็นพิเศษ ในการเผื่อแผ่ให้ความสุขและช่วยทุกข์ของผู้อื่น

ในสิกขาบทที่  ๒  แก้ด้วยสัมมาอาชีวะ  ความหมั่นประกอบการหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ  อันเป็นเครื่องอุดหนุนผู้มีศีลให้มั่นคงอยู่ในศีล

ในสิกขาบทที่  ๓  แก้ด้วยความสำรวมในกาม  ๒ ประการ  คือ

  • สทารสันโดษ  ความยินดีด้วยภรรยาของตน สำหรับชาย  ๑
  • ปติวัตรความจงรักในสามี  สำหรับหญิง  ๑ อันเป็นข้อปฏิบัติอุกฤษฏ์ยิ่งขึ้นไปกว่าศีล

ในสิกขาบทที่  ๔  แก้ด้วยความมีสัตย์  ต่างโดยอาการ ๔  สถาน  คือ

  1. ความเที่ยงธรรมในกิจการอันเป็นหน้าที่ ๑
  2. ความซื่อตรงต่อมิตร  ๑
  3. ความสวามิภักดิ์ในเจ้าของตน  ๑
  4. ความกตัญญูในท่านผู้มีบุญคุณแก่ตน  ๑  อันอุดหนุนผู้มีศีลให้บริบูรณ์ด้วยคุณสมบัติยิ่งขึ้น

ในสิกขาบทที่  ๕  แก้ด้วยความมีสติรอบคอบ  ต่างโดยอาการ  ๔  สถาน  คือ  ความรู้จักประมาณในอาหารที่จะพึงบริโภค ๑ ความไม่เลินเล่อในการงาน  ๑  ความมีสัมปชัญญะในการประพฤติตัว  ๑ ความไม่ประมาทในธรรม ๑  อันเป็นคุณพิเศษประดับผู้มีศีลให้มีความประพฤติดีงามขึ้น

ข้อเหล่านี้มีพรรณนาโดยพิสดารไปตามลำดับในบทข้างหน้า

เบญจศีล

ปาณาติปาตา  เวรมณี  สิกขาบทที่  ๑
สิกขาบทนี้  ( ปาณาติปาตา  เวรมณี ) แปลว่า  เว้นจากการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง  คือเว้นจากการฆ่าสัตว์มีชีวิต

สัตว์  ประสงค์ทั้งมนุษย์และเดียรฉานที่ยังเป็นอยู่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงแก่เฒ่า
สิกขาบทนี้  บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะให้ปลูกเมตตาจิตในสัตว์ทุกจำพวก

เมื่อเพ่งเมตตาจิตเป็นใหญ่  ดังนั้น  จึงไม่ใช่เฉพาะการฆ่าให้ตายเท่านั้น  แม้การทำร้ายร่างกายและการทรกรรม  ก็ถูกห้ามตามสิกขาบทนี้ด้วย

การฆ่า

  • การฆ่า  ได้แก่การทำให้ตาย
  • โดยวัตถุ  คือผู้ถูกฆ่า  มี  ๒  อย่าง  คือ  ฆ่ามนุษย์  ๑ ฆ่าเดียรฉาน  ๑
  • โดยเจตนา  คือความตั้งใจของผู้ฆ่า  มี  ๒  อย่าง คือ จงใจฆ่า ๑  ไม่จงใจฆ่า  ๑
  • การฆ่า  สำเร็จด้วยประโยค ( ความพยายาม ) ๒ อย่าง คือ  ฆ่าเอง  ๑  ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ๑
  • การใช้ให้ผู้อื่นฆ่า  ทั้งผู้ใช้  และผู้รับใช้มีโทษ  ( ความผิด )  ฐานฆ่า  ทั้งฝ่ายศาสนาและฝ่ายอาณาจักร

กรรมหนักหรือกรรมเบา

  • การฆ่า จัดเป็นกรรมหนัก  หรือเบา  เพราะวัตถุ  เจตนา และประโยค
  • วัตถุ  คือผู้ถูกฆ่า  การฆ่าผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิดและผู้มีคุณต่อตน  เช่นบิดามารดาหรือผู้มีคุณธรรมต่อสังคม  เช่นพระพุทธเจ้า  เป็นต้น  มีโทษมาก
  • เจตนา  คือความตั้งใจของผู้ฆ่า  การฆ่าด้วยอำนาจของกิเลส  เช่นมิจฉาทิฏฐิ  ไม่เชื่อว่าบาปมีจริง  ฆ่าด้วยอำนาจความโลภ  เช่นรับจ้างฆ่าคน  ฆ่าด้วยอำนาจความพยาบาท เช่น  โกรธพ่อแม่  แล้วฆ่าเด็กไร้เดียงสา  ฆ่าไม่มีเหตุผล เช่น  โกรธนักเรียนคนหนึ่ง  ต่อมาพบนักเรียนโรงเรียนนั้นซึ่งเขาไม่รู้เรื่องอะไร  ก็ฆ่าเขา  เป็นต้น  มีโทษมาก
  • ประโยค  คือความพยายามในการฆ่า  การทรมานให้ได้รับความเจ็บปวดมาก ๆ  แล้วจึงฆ่าให้ตาย  ที่เรียกว่า  ฆ่าให้ตายทีละน้อย  มีโทษมาก

การทำร้ายร่างกาย

การทำร้ายร่างกาย  หมายถึง  การทำร้ายผู้อื่น  โดยการทำให้พิการ  เสียโฉม  หรือเจ็บลำบาก  แต่ไม่ถึงแก่ชีวิต

  • ทำให้พิการ  คือ ทำให้เสียอวัยวะเป็นเครื่องใช้การ เช่นทำให้เสียนัยน์ตา เสียแขน  เสียขาเป็นต้น
  • ทำให้เสียโฉม  คือ  ทำร่างกายให้เสียรูป  เสียงาม  ไม่ถึงพิการ  เช่นใช้มีดหรือไม้กรีดหรือตีที่ใบหน้าให้เป็นแผลเป็น  เป็นต้น
  • ทำให้เจ็บลำบาก  คือ ทำร้ายไม่ถึงเสียโฉม  เป็นแต่เสียความสำราญ
  • การทำร้ายร่างกายทั้งหมดนี้  เป็นอนุโลมปาณาติบาต  ถูกห้ามด้วยสิกขาบทนี้
  • ทรกรรม

ข้อนี้  จะกล่าวเฉพาะเดียรฉาน  เพราะมนุษย์ไม่เป็นวัตถุอันใคร ๆ จะพึงทรกรรมได้ทั่วไป

  • ทรกรรม  หมายความว่า  ประพฤติเหี้ยมโหดแก่สัตว์ ไม่ปราณี  ดังจะชี้ตัวอย่างให้เห็นตามที่จัดเป็นแผนกดังนี้
  • ใช้การ  หมายถึงใช้สัตว์ไม่มีปราณี  ปล่อยให้อดอยากซูบผอม  ไม่ให้กิน  ไม่ให้นอน  ไม่ให้หยุดพักผ่อนตามกาล ขณะใช้งานก็เฆี่ยนตี  ทำร้ายร่างกายโดยไม่มีเมตตาจิต  หรือใช้การเกินกำลังของสัตว์  เช่นให้เข็นภาระอันหนักเหลือเกิน เป็นต้น จัดเป็นทรกรรมในการใช้การ
  • กักขัง  หมายถึง  กักขังให้อดอยาก  อิดโรย  หรือผูกรัดไว้จนไม่สามารถจะผลัดเปลี่ยนอิริยาบถได้  จัดเป็นทรกรรมในการกักขัง
  • นำไป  พึงเห็นในการผูกมัด  เป็ด  ไก่  สุกร  หิ้วหามเอาศีรษะลง  เอาเท้าขึ้น  ผู้ทำเช่นนี้จัดเป็นทรกรรมในการนำไป
  • เล่นสนุก  พึงเห็นในการทึ้งปีก  ทึ้งขาของสัตว์  มีตั๊กแตน  และจิ้งหรีด เป็นต้น  เพื่อความสนุกของตน
  • ผจญสัตว์  พึงเห็นในการชนโค  ชนกระบือ  ชนแพะ ชนแกะ  ตีไก่กัดปลา  กัดจิ้งหรีด  เป็นต้น
  • การทรกรรมสัตว์ทุกอย่าง  จัดเป็นอนุโลมปาณาติบาต  ถูกห้ามด้วยสิกขาบทนี้  เช่นกัน

อทินนาทานา  เวรมณี  สิกขาบทที่  ๒

สิกขาบทนี้  ( อทินนาทานา  เวรมณี )  แปลว่า  เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
กิริยาที่ถือเอา  หมายความว่า  ถือเอาด้วยอาการเป็นโจร

สิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ หมายความว่า สิ่งของที่มีเจ้าของทั้งที่เป็นสวิญญาณกทรัพย์ ทั้งที่เป็น อวิญญาณกทรัพย์อันผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ยกให้เป็นสิทธิ์ขาด หรือสิ่งของที่ไม่ใช่ของใคร  (โดยเฉพาะ)  แต่มีผู้รักษาหวงแหน  ได้แก่  สิ่งของที่อุทิศบูชาปูชนียวัตถุในศาสนานั้น ๆ ของกลางในชุมชน  ของสงฆ์และของมหาชนในสโมสรสถานนั้น ๆ

สิกขาบทนี้  บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะให้เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ  เว้นจากการเบียดกันและกัน  คือไม่เบียดเบียนทรัพย์สินผู้อื่น

เมื่อเพ่ง  ความประพฤติชอบธรรมในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นเป็นใหญ่  ดังนั้น จึงไม่ใช่แต่โจรกรรมเท่านั้น  แม้ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม และกิริยาเป็นฉายาโจรกรรมก็ถูกห้ามตามสิกขาบทนี้ด้วย

โจรกรรม

  • โจรกรรม  ได้แก่  กิริยาที่ถือเอาสิ่งของที่ไม่มีผู้ให้  ด้วยอาการเป็นโจร  เช่น ปล้นสะดม  ลักขโมย  ตีชิงวิ่งราว  กรรโชค คือใช้อาชญาข่มขู่  และทุจริตคอรัปชั่น  เป็นต้น
  • ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม
  • อนุโลมโจรกรรม ได้แก่  กิริยาที่แสวงหาทรัพย์พัสดุในทางไม่บริสุทธิ์อันไม่ถึงเป็นโจรกรรม  ตัวอย่างเช่น
  • สมโจร  ได้แก่กิริยาที่อุดหนุนโจรกรรม  เช่นรับซื้อของโจร  เป็นต้น
  • ปอกลอก  ได้แก่กิริยาที่คบคนด้วยอาการไม่ซื่อสัตย์ มุ่งหมายจะเอาแต่ทรัพย์สมบัติของเขาถ่ายเดียว  เมื่อเขาหมดตัวแล้ว  ก็ทิ้งไป
  • รับสินบน  ได้แก่กิริยาที่ถือเอาทรัพย์พัสดุที่เขาให้  เพื่อช่วยทำธุระให้แก่เขาในทางที่ผิด  เช่น  เจ้าหน้าที่รับสินบนจากผู้ร้ายแล้วปล่อยให้พ้นความผิด  เป็นต้น

ทรัพย์พัสดุที่ได้มาด้วยมิจฉาชีพเช่นนี้ ก็เป็นดุจเดียวกันกับของที่ได้มาด้วยโจรกรรมไม่ทำความสุขให้เกิดแก่ผู้ได้ กลับเป็นปัจจัยแห่งความเสื่อมของผู้นั้น ให้เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง เสียยศศักดิ์ผู้รักตัวควรเว้นความหาเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรมนี้เสีย แสวงหาทรัพย์พัสดุเลี้ยงตนและคนที่ควรจะเลี้ยงในทางที่ชอบด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง

กิริยาเป็นฉายาโจรกรรม

ข้อนี้  ได้แก่กิริยาที่ทำทรัพย์พัสดุของผู้อื่นให้สูญเสีย และเป็นสินใช้ตกอยู่แก่ตน มีประเภทดังนี้

  • ผลาญ  ได้แก่  กิริยาทำอันตรายแก่ทรัพย์พัสดุของผู้อื่น  เช่น  เผาบ้านเผารถยนต์  เผาไร่  เผานา  หรือแกล้งตัดเงินเดือนและค่าจ้าง  เป็นต้น
  • หยิบฉวย ได้แก่กิริยาที่ถือเอาทรัพย์พัสดุของผู้อื่นด้วยความง่าย เช่นบุตรหลาน ผู้ประพฤติเป็นพาล  เอาทรัพย์ของมารดา  บิดา ปู่ย่า  ตายายไปใช้เสีย  ญาติมิตร  เอาทรัพย์ของญาติมิตรไปใช้  โดยมิได้บอกให้เจ้าของรู้  เป็นต้น

ผู้หวังความสวัสดีแก่ตน พึงเว้นกิริยาที่เป็นฉายาโจรกรรมเช่นนั้นเสีย  นับถือกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นในความเป็นเจ้าของพัสดุ ให้เหมือนตนประสงค์จะให้ผู้อื่นเขานับถือตนฉะนั้น

กรรมหนักหรือกรรมเบา   เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม อทินนาทาน  จัดเป็นโทษหนักเป็นชั้นกันโดยวัตถุ  เจตนา  และประโยค

  1. โดยวัตถุนั้น  ถ้าของที่ทำโจรกรรมมีราคามาก  ทำฉิบหายให้แก่เจ้าของทรัพย์มาก  ก็มีโทษมาก
  2. โดยเจตนานั้น  ถ้าถือเอาด้วยโลภเจตนากล้า  ก็มีโทษมาก
  3. โดยประโยคนั้น  ถ้าถือเอาด้วยฆ่าหรือทำร้ายเจ้าของทรัพย์  หรือประทุษร้าย  เคหะสถาน  และพัสดุของเขา  ก็มีโทษหนัก

กาเมสุมิจฉาจารา  เวรมณี  สิกขาบทที่  ๓

สิกขาบทนี้  (กาเมสุมิจฉาจารา  เวรมณี )  แปลว่าเว้นจากประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

คำว่า  กาม  ในที่นี้  ได้แก่  กิริยาที่รักใคร่กันในทางประเวณี

ข้อนี้  บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์  และทำเขาให้ไว้วางใจกันและกัน

เมื่อเพ่งความไม่ประพฤติผิดเป็นใหญ่  จึงได้หญิงเป็นวัตถุที่ห้ามของชาย  ๓ จำพวก  คือ

  1. ภรรยาท่าน  ๑
  2. หญิงผู้อยู่ในพิทักษ์รักษา  เช่น  หญิงอยู่ในปกครองของบิดามารดาหรือญาติทั้งหลายผู้อยู่ในฐานะเช่นนั้น  ๑
  3. หญิงที่จารีตห้าม เช่น แม่ชี หรือที่กฎหมายบ้านเมืองห้าม  เป็นต้น  ๑

หญิง  ๓  จำพวกนี้  จะมีฉันทะร่วมกัน  หรือมิร่วมกันไม่เป็นประมาณชายร่วมสังวาสด้วย  ก็คงเป็นกาเมสุมิจฉาจาร ชายผู้ข่มขืนหญิงนอกนี้  คงไม่พ้นกาเมสุมิจฉาจาร  เช่นเดียวกัน

ส่วนชายก็เป็นวัตถุที่ห้ามของหญิงเหมือนกัน  เมื่อยกขึ้นกล่าวก็ได้  ๒  จำพวก  คือ

  1. ชายอื่นจากสามีเป็นวัตถุที่ห้ามของหญิงมีสามี
  2. ชายที่จาริตห้ามเช่นนักบวช นักพรต เป็นต้น เป็นวัตถุที่ห้ามของหญิงทั้งปวง

มุสาวาทา  เวรมณี  สิกขาบทที่  ๔
สิกขาบทนี้  (มุสาวาทา  เวรมณี) แปลว่า เว้นจากมุสาวาท

ความเท็จได้ชื่อว่า  มุสา

กิริยาที่พูดหรือแสดงอาการมุสา  ได้ชื่อว่ามุสาวาทในที่นี้

ข้อนี้  บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะห้ามความตัดประโยชน์ทางวาจา  เพราะคนทั้งหลายย่อมชอบและนับถือความจริงด้วยกันทุกคน  ผู้พูดมุสาแก่คนอื่นจึงเป็นการตัดประโยชน์ท่าน จัดว่าเป็นบาป

เมื่อเพ่งความจริงเป็นใหญ่  ดังนั้น  จึงมิใช่แต่มุสาเท่านั้น  แม้อนุโลมมุสาและปฎิสสวะ  ก็ถูกห้ามตามสิกขาบทนี้ด้วย

มุสา

  • ข้อนี้พึงกำหนดรู้ด้วยลักษณะอย่างนี้  วัตถุ  (เรื่อง)  ที่จะกล่าวนั้นไม่เป็นจริง  ผู้กล่าวจงใจกล่าว  และกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  เพื่อผู้ฟังเข้าใจผิด
  • การแสดงความเท็จ เพื่อผู้อื่นเข้าใจผิดนั้น ไม่เฉพาะด้วยวาจาอย่างเดียว แม้การเขียนหนังสือ  การใช้มือให้สัญญาณ การสั่นศีรษะ  เป็นต้น  ก็จัดเป็นมุสาวาทได้  มุสานั้น  มีประเภทที่จะพึงพรรณนาให้เห็นเป็นตัวอย่าง ดังนี้
  1. ปด  ได้แก่มุสาจัง  ๆ  ไม่อาศัยมูลเลย  เช่นเห็นแล้วบอกว่าไม่เห็นเป็นต้น เรียกชื่อต่างกันตามความมุ่งหมายของผู้พูด เช่นเพื่อยุให้เขาแตกกัน  เรียกว่าส่อเสียด  เพื่อจะโกงท่านเรียกว่าหลอก  เพื่อจะยกย่อง  เรียกว่ายอ  พูดไว้แล้วไม่รับคำ เรียกว่า  กลับคำ  เป็นตัวอย่าง
  2. ทนสาบาน  ได้แก่ กิริยาที่เสี่ยงสัตย์ว่า  จะพูด  หรือจะทำตามคำสาบานแต่ไม่ได้ตั้งใจจริงดังนั้น  เช่นพยานทนสาบานแล้วเบิกคำเท็จ  เป็นตัวอย่าง
  3. ทำเล่ห์กระเท่ห์  ได้แก่ กิริยาที่อวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ อันไม่เป็นจริง  เช่น  อวดรู้วิชาคงกระพันว่าฟันไม่เข้า  ยิงไม่ออก  เป็นต้น  เพื่อให้คนหลงเชื่อถือ  และพากันนิยมในตัว เป็นอุบายหาลาภ
  4. มารยา  ได้แก่กิริยาที่แสดงอาการให้เขาเห็นผิดจากที่เป็นจริง  เช่นเป็นคนทุศีล  ทำท่าทางให้เขาเห็นว่า เป็นคนมีศีล
  5. ทำเลศ  ได้แก่พูดเล่นสำนวน  เช่นเดินไปพบคนหนึ่งสวนทางมา  แล้วเดินเลยไปจากที่พบนั้น  สมมติว่า  ๒๐  วา มีคนมาถามว่า  เห็นคนหนึ่งสวนทางไปไหม  ตอบว่า ข้าพเจ้าเดินมาตรงนี้ไม่เห็นใครเลยนอกจากผู้ถาม
  6. เสริมความ  ได้แก่พูดมุสาอาศัยมูลเดิม  แต่เสริมให้มากกว่าที่เป็นจริง  เช่น  โฆษณาเครื่องดื่มหรืออาหารเสริมบางอย่างว่า  เป็นยาชูกำลัง  หรือรักษาโรคมะเร็งได้ เป็นตัวอย่าง
  7. อำความ  ได้แก่พูดมุสาอาศัยมูลเดิม  แต่ตัดข้อความที่ไม่ประสงค์จะให้รู้ออกเสีย  เพื่อทำความเข้าใจให้เป็นอย่างอื่น  เช่น  นักเรียนกลับจากโรงเรียนแล้วไปบ้านเพื่อน ผู้นิสัยเหมือนกัน  แล้วพากันไปเที่ยวแหล่งอบายมุข  กลับบ้านผิดเวลา  บิดา มารดาถามว่า เหตุไฉนจึงกลับบ้านเช้า  เขาตอบว่าไปบ้านเพื่อน  เป็นตัวอย่าง

กรรมหนักหรือกรรมเบา

เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม มุสาวาท จัดว่ามีโทษหนักเป็นชั้นกันโดยวัตถุ เจตนา  และประโยค

  1. โดยวัตถุ  ได้แก่กล่าวมุสาแก่ท่านผู้มีคุณแก่ตน  คือ พ่อ  แม่  ครู  เจ้านาย  และผู้มีคุณต่อส่วนรวม  คือ  ผู้มีศีลธรรมมีโทษหนัก
  2. โดยเจตนา  คือ  ถ้าผู้พูดคิดให้ร้ายแก่ท่าน  เช่น  ทนสาบานเบิกความเท็จ  กล่าวใส่ความท่าน  หลอกลวงเอาทรัพย์ท่าน  เป็นต้น มีโทษหนัก
  3. โดยประโยค  คือ  ถ้าผู้พูดพยายามสร้างเรื่องเท็จ  เช่น มุสาว่าจะสร้างวัด แล้วพิมพ์ใบฎีกาเรี่ยไร  อ้างสถาบัน  อ้างองค์กรการกุศลต่าง ๆ  มาหลอกลวงทรัพย์ สินเงินทองชาวบ้านมีโทษหนัก

อนุโลมมุสา

ข้อนี้พึงกำหนดรู้ด้วยลักษณะอย่างนี้  วัตถุ (เรื่อง)  ที่จะกล่าวนั้น ไม่เป็นจริง  แต่ผู้กล่าวไม่จงใจจะกล่าวให้ผู้ฟังเข้าใจผิด  มีประเภทที่จะพึงพรรณนาให้เห็นเป็นตัวอย่าง ดังนี้

  1. เสียดแทง  ได้แก่กิริยาที่ว่าผู้อื่นให้เจ็บใจ  ด้วยอ้างวัตถุที่ไม่เป็นจริง  กล่าวยกให้สูงกว่าพื้นเพของเขา  เรียกว่า ประชด  หรือกล่าวทำให้เป็นคนเลวกว่าพื้นเพของเขา  เรียกว่าด่า
  2. สับปลับ  ได้แก่พูดปดด้วยความคะนองวาจา  แต่ผู้พูดไม่ได้จงใจจะให้เขา เข้าใจผิด  เช่นรับปาก  หรือปฏิเสธใครง่าย ๆ  แล้วไม่ปฏิบัติตามที่รับหรือปฏิเสธนั้น
  3. ปฏิสสวะ  คือ  เดิมรับท่านด้วยเจตนาบริสุทธิ์  คิดจะทำตามรับไว้จริง แต่ภายหลังหาทำอย่างนั้นไม่  พึงเห็นตัวอย่างดังนี้
  4. ผิดสัญญา  ได้แก่ทั้งสองฝ่ายทำสัญญาแก่กันไว้ว่า  จะทำเช่นนั้น ๆ  แต่ภายหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามข้อที่สัญญาไว้
  5. เสียสัตย์  ได้แก่ให้สัตย์แก่ท่านฝ่ายเดียว  ว่าจะทำหรือไม่ทำเช่นนั้น  แต่ภายหลังไม่ทำตามนั้น  เช่นให้สัตย์ว่าจะเลิกค้ายาบ้า  แต่พอได้โอกาสก็ค้าอีกเป็นต้น
  6. คืนคำ ได้แก่รับปากท่านว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  แต่ไม่ทำตามพูด  เช่นรับปากจะให้สิ่งนั้น  ๆ  แก่ท่านแล้วหาให้ไม่

สุราเมรยมัชชปมาทัฎฐานา  เวรมณี  สิกขาบทคำรบ  ๕

สิกขาบทนี้  (สุราเมรยมัชชปมาทัฎฐานา  เวรมณี) แปลว่าเว้นจากดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย  อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

โทษของสุราและสิ่งมึนเมา

  • สุราทำ  ให้เกิดความเมา
  • ความเมา  ทำให้ขาดสติ
  • ความขาดสติ  ทำให้หลงผิด
  • ความหลงผิด  เป็นเหตุให้พูดผิดและทำผิด
  • ผู้พูดผิด  ทำผิด  ทุคติเป็นอันหวังได้
  • เพราะฉะนั้น  สุราและสิ่งมึนเมาทุกชนิด  จึงไม่ควรดื่ม และไม่ควรเสพ

แต่นักดื่ม  และนักเสพสิ่งเสพติดทั้งหลายมักจะเห็นผิดเป็นชอบ  มองเห็นสิ่งที่มีโทษว่ามีคุณ  มองสุราว่าทำให้ลืมความทุกข์ได้  จึงตั้งชื่อว่า  บรมสร่างทุกข์  มองฝิ่นว่าเสพแล้วทำให้เป็นคนอารมณ์เยือกเย็น  ไม่อาทรร้อนใจอะไร  จึงตั้งชื่อให้ว่า สุขไสยาศน์  มองกัญชาว่า  สูบแล้วทำให้จิตไร้วิตกกังวล  นอนหลับได้สนิท  จึงตั้งชื่อให้ว่า  เทวราชบรรทม  แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น  การที่เขาลืมความทุกข์ก็ดี การที่เขานอนอย่างมีความสุขก็ดี  การที่จิตใจของเขาไร้ความวิตกกังวลกับสิ่งต่าง ๆ  ก็ดี  ล้วนเป็นผลมาจากการเมาสุราและยาจนขาดสติสัมปชัญญะ  ที่จะรู้สึกถึงความผิดชอบชั่วดีทั้งสิ้น  เมื่อฤทธิ์สุราและยาหมดไป  จิตใจก็กลับทุกข์อย่างเดิม  ต้องเสียทรัพย์ไปซื้อหาสิ่งเหล่านั้นมาเสพอีก ทั้งทำให้เป็นคนเกียจคร้าน  ไม่ประกอบอาชีพการงาน  มีแต่ล้างผลาญทรัพย์อย่างเดียว

ดังนั้น  ที่ถูกสุราควรตั้งชื่อว่า  บรมสร้างทุกข์  ฝิ่นควรตั้งชื่อว่าสุขพินาศ  กัญชาควรตั้งชื่อว่า  ปีศาจน์บรรทม  รวมสุราและยาเสพติดทุกอย่างควรตั้งชื่อว่า  บรมล้างผลาญ เพราะผลาญทรัพย์สิน  เงินทอง  เกียรติยศชื่อเสียง และคุณงามความดี  จนหมดสิ้น  เพราะฉะนั้น  สุราและสิ่งเสพติดทั้งหลายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรดื่ม  ไม่ควรเสพ  หรือแม้แต่เพียงจะทดลอง

วิรัติคือความละเว้น

บุคคลผู้เว้นจากข้อห้ามในสิกขาบท  ๕  ประการนั้น  ได้ชื่อว่า  ผู้มีศีล  กิริยาที่เว้นเรียกว่าวิรัตินั้นมี  ๓  ประเภท  คือ

  • สัมปัตตวิรัติ
  • สมาทานวิรัติ
  • สมุจเฉทวิรัติ

๑.  สัมปัตตวิรัติ แปลว่า  ความละเว้นจากวัตถุอันถึงเข้า  โดยไม่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ล่วงหน้า แต่บุคคลนั้นพิจารณาเห็นการที่ทำดังนั้นไม่สมควรแก่ตนโดยชาติตระกูล ยศศักดิ์ ทรัพย์ บริวาร  ความรู้  หรือมีใจเมตตาปรานี  คิดถึงเราบ้าง  เขาบ้าง  มีหิริ  คือความละอายแก่ใจ  มีโอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวจะได้บาป หรือคิดเห็นประโยชน์ในการเว้นอย่างอื่น ๆ อีก และเขาไม่กระทำกรรมเห็นปานนั้น

ส่วนบุคคลผู้ไม่มีโอกาสจะทำ  เช่น คนหัวขโมยยังไม่ได้ท่วงที  ยังลักของเขาไม่ได้  จึงเว้นไว้ก่อน  ดังนี้  ไม่จัดว่าเป็นวิรัติเลย

.  สมาทานวิวัติ  แปลว่า  ความละเว้นด้วยการสมาทาน  ได้แก่ความละเว้นของพวกคนจำศีล  เช่น  ภิกษุ สามเณร  อุบาสก  และอุบาสิกา  เป็นต้น

การงดเว้นจากวัตถุอันถึงเข้า  ด้วยเห็นว่า  ไม่สมควรจะทำ  และการงดเว้นด้วยการสมาทาน  คือ  การไม่ล่วงข้อห้ามของนักบวช  นักพรตทั้งหลาย  นอกจากจะจัดเป็นวัติแล้ว  ยังจัดเป็นพรต  คือ  ข้อควรประพฤติของเขาด้วย

๓.  สมุจเฉทวิรัติ  แปลว่า  ความละเว้นด้วยตัดขาด ได้แก่  ความเว้นของพระอริยเจ้า  ผู้มีปกติไม่ประพฤติล่วงข้อห้ามเหล่านั้นจำเดิมแต่ท่านได้เป็นพระอริยเจ้า

ศีล  ๕  ประการนี้  เป็นวินัยในพระพุทธศาสนา สาธารณะแก่บรรพชิต  และคฤหัสถ์ทั้งสองฝ่าย  ผู้ถือพระพุทธศาสนาแท้จริง ย่อมรักษายิ่งบ้าง  หย่อนบ้าง  ตามภูมิของเขา  ฝ่ายผู้ไม่ได้รักษาเสียเลย  จะเป็นได้ดีที่สุดก็แต่เพียงผู้สรรเสริญพระพุทธศาสนาเท่านั้น

เบญจกัลยาณธรรม

ผู้เว้นจากข้อห้ามทั้ง  ๕  ดังกล่าวมา  ได้ชื่อว่า  เป็นผู้มีศีล  ผู้มีศีลย่อมไม่ทำหรือพูดอะไรที่สร้างความทุกข์  ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง  และผู้อื่น  แต่จะได้ชื่อว่ามีกัลยาณธรรมทั่วทุกคน  หามิได้  ต่างว่าคนมีศีลผู้หนึ่ง  พบคนเรือล่มว่ายน้ำอยู่เขาสามารถจะช่วยได้  แต่หามีจิตกรุณาช่วยเหลือไม่  และคนนั้นไม่ได้ความช่วยเหลือจึงจมน้ำตาย  เช่นนี้  ศีลของเขาไม่ขาด  แต่ปราศจากกรุณา  ยังเป็นที่น่าติเตียน เพราะส่วนนั้น  จะจัดว่าเขามีกัลยาณธรรมไม่ได้

ถ้าเขาเห็นดังนั้นแล้ว  มีกรุณาเตือนใจ  หยุดช่วยคนนั้นให้พ้นอันตรายเช่นนี้  จึงได้ชื่อว่า  มีทั้งศีล  มีทั้งกัลยาณธรรม

กัลยาณธรรมนั้น  แปลว่า  ธรรมอันงาม  กล่าวโดยความก็คือ  ข้อปฏิบัติพิเศษยิ่งขึ้นไปกว่าศีล  ได้ในสิกขาบทนั้น ๆ เอง

  • ในสิกขาบทที่ ๑  ได้กัลยาณธรรม  คือ  เมตตากับกรุณา
  • ในสิกขาบทที่ ๒  ได้กัลยาณธรรม  คือ  สัมมาอาชีวะ
  • ในสิกขาบทที่ ๓  ได้กัลยาณธรรม  คือ  ความสำรวมในกาม
  • ในสิกขาบทที่ ๔  ได้กัลยาณธรรม  คือ  ความมีสัตย์
  • ในสิกขาบทที่ ๕  ได้กัลยาณธรรม  คือ  ความมีสติรอบคอบ

กัลยาณธรรมในสิกขาบทที่ต้น

เมตตา ได้แก่  ความคิดปรารถนาจะให้เขานั้นเป็นสุข ตนได้สุขสำราญแล้ว  ก็อยากให้ผู้อื่นได้บ้าง  คุณข้อนี้เป็นเหตุให้สัตว์คิดเกื้อกูลกันและกัน

วัด  โรงเรียน  โรงพยาบาล  โรงเลี้ยงเด็ก  สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ มูลนิธิการกุศลต่าง ๆ  เป็นต้น  ล้วนเกิดมาจากความคิดเผื่อแผ่ความสุขให้แก่ผู้อื่นทั้งสิ้น จึงได้บริจาคทรัพย์ของตนสร้าง  ปฏิสังขรณ์หรือทำนุบำรุง  สถานที่นั้น ๆ สำหรับผู้อื่นได้รับประโยชน์บ้าง

ผู้ใด  ถึงเวลาที่ผู้อื่นควรจะได้เมตตาจากตัว อาจอยู่และหาเหตุขัดข้องมิได้ แต่หาแสดงไม่  เช่นมีลูกแล้วยังไม่เอาเป็นธุระเลี้ยงดูรักษา พบคนขัดสนอดข้าวไม่มีจะบริโภคมาถึงเฉพาะหน้าและตนอาจอยู่  แต่หาให้ไม่  ผู้นั้นได้ชื่อว่าคนใจจืด เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวมีหนี้ของโลกติดตัวอยู่เพราะได้รับอุปการะของโลกมาก่อนแล้ว เมื่อถึงเวลาเข้าบ้างไม่ตอบแทน

กรุณา  ได้แก่  ความคิดปรารถนาจะให้เขาปราศจากทุกข์  เมื่อเห็นทุกข์เกิดแก่ผู้อื่น  ก็พลอยหวั่นใจไปด้วย  คุณข้อนี้เป็นเหตุให้สัตว์คิดช่วยทุกข์ภัยของกันและกัน

การแสดงกรุณานี้  เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนควรกระทำ  เพราะตนเองก็เคยได้รับกรุณาแต่ท่านผู้อื่นมาแล้ว เป็นต้นว่า  เมื่อยังเล็กมารดา  บิดา  หรือท่านผู้อื่นผู้บำรุงเลี้ยงก็คอยป้องกันอันตรายต่าง ๆ  ที่จะพึงมีมา  เช่น  เจ็บไข้ก็ขวนขวายหาหมอรักษา  เป็นต้น  และตนเองก็ยังหวังกรุณาดังนั้นของท่านผู้อื่นต่อไปข้างหน้าอีก  เมื่อถึงเวลาที่จะต้องแสดงกรุณาแก่  ผู้อื่นเช่นนั้นบ้าง  จึงควรทำ

ผู้ใดอาจอยู่แต่หาแสดงไม่  เช่นเห็นคนเรือล่มที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายถึงชีวิต และไม่ช่วยดังแสดงมาแล้วในหนหลัง หรือพบคนเจ็บไข้ตามหนทางไม่มีใครอุปถัมภ์ผ่านไปด้วยไม่สมเพชและไม่ขวนขวายอย่างหนึ่งอย่างใด  ผู้นั้นได้ชื่อว่าคนใจดำ  มีแต่เอาเปรียบโลก  มีแต่หวังอุปการะของโลกข้างเดียว  เมื่อถึงเวลาเขาบ้าง  เฉยเสียไม่ตอบแทน

การช่วยเหลือผู้ประสบภัย  การไถ่ชีวิตสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์  การปล่อยนกปล่อยปลาเป็นต้น  ล้วนเกิดจากจิตใจที่มีความกรุณาทั้งสิ้น

ความมีเมตตากรุณาแก่กันและกัน  เป็นธรรมอันงามก็จริง  ถึงอย่างนั้น ผู้จะแสดงควรเป็นคนฉลาดในอุบาย ประโยชน์จึงจะสำเร็จ  ถ้าไม่ฉลาด  มุ่งแต่จะเมตตากรุณาอย่างเดียว  บางอย่างก็เกิดโทษได้  เช่นเห็นเขาจับผู้ร้ายมา คิดแต่จะให้ผู้ร้ายรอดจากอาญาแผ่นดิน  และเข้าแย่งชิงให้หลุดไปดังนี้  เป็นการเมตตากรุณาที่ผิด  และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกด้วย  จึงเป็นกิจที่ไม่สมควรทำ  ในสถานการณ์เช่นนี้  ควรตั้งอยู่ในอุเบกขา  ถือเสียว่า  เขามีกรรมเป็นของเขา

การแสดงเมตตากรุณานี้  บุคคลประกอบให้ถูกที่แล้ว ย่อมอำนวยผลอันดีให้แก่ผู้ประกอบและผู้ได้รับ  ทำความปฏิบัติของผู้มีศีลให้งามขึ้น  เหมือนดังเรือนแหวน ประดับหัวแหวนให้งามขึ้น  ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า  เป็นกัลยาณธรรม  ในสิกขาบทที่ต้น

กัลยาณธรรมในสิกขาบทที่  ๒

สัมมาอาชีวะ  ได้แก่ความเพียรเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ คุณข้อนี้  อุดหนุนผู้มีศีลให้สามารถรักษาศีลให้มั่นคง แท้จริง  ผู้มีศีลแม้เว้นการหาเลี้ยงชีวิต  โดยอุบายที่ผิดแล้ว ก็ยังต้องประกอบด้วยกิริยาที่ประพฤติเป็นธรรม  ในการหาเลี้ยงชีวิตด้วย

กิริยาที่ประพฤติเป็นธรรมในการหาเลี้ยงชีวิตนี้  พึงเห็นในกิจการในบุคคล  และในวัตถุดังจะพรรณนาไปตามลำดับ

ความประพฤติเป็นธรรมในกิจการนั้น  เช่นผู้ใด  เป็นลูกจ้างก็ดี  หรือได้รับผลประโยชน์เพราะทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี  ผู้นั้น  ย่อมทำการอันเป็นหน้าที่ของตนนั้น ด้วยความอุตสาหะเอาใจใส่  และด้วยความตั้งใจจะให้การนั้นสำเร็จด้วยดี  และ การทำเต็มเวลาที่กำหนดไว้สำหรับทำการ มาเช้าก่อนกำหนด  เลิกทีหลังกำหนด  และในกำหนดที่ทำก็ไม่บิดพลิ้ว  หลีกเลี่ยงจากการงาน  ดังนี้ได้ชื่อว่า ประพฤติเป็นธรรมในกิจการ

ความประพฤติเป็นธรรมในบุคคลนั้น  เช่นบุคคลได้เป็นผู้ดูการ  มีผู้อื่นเป็นลูกมืออยู่ใต้บังคับ  ผู้นั้น  เมื่อจับจ่ายค่าจ้าง ย่อมให้ตามสัญญา  หรือตามแรงของเขา  อีกอย่างหนึ่ง  เช่นผู้ขายของ  เมื่อซื้อสินค้าแล้ว  กำหนดว่า  จะเอากำไรร้อยละเท่าไรแล้ว  และกำหนดราคาสิ่งของลงไว้ผู้ใด  ผู้หนึ่งมาซื้อ เป็นผู้มีบรรดาศักดิ์สูงก็ตาม  เป็นคนสามัญก็ตาม  ก็ขายเท่าราคานั้นยั่งยืนเสมอไป  ไม่ประพฤติเป็นคนเห็นแก่ได้  เช่นเห็นคนเซอะซะมา  ไม่รู้ราคาสิ่งของก็บอกผ่านราคาแพง ๆ ถ้าเห็นคนซื้อมีไหวพริบก็ขายตามตรง  ดังนี้ได้ชื่อว่า ประพฤติเป็นธรรมในบุคคล

ความประพฤติเป็นธรรมในวัตถุนั้น  เช่นคนขายของ  ขายสิ่งอะไร  เช่น นม  เนย น้ำผึ้ง  ขี้ผึ้ง  เป็นต้น  เป็นของแท้หรือของปน  ก็บอกตามตรงไม่ขายของปนอย่างของแท้  การขายของปลอม  เช่นนี้ไม่เป็นเพียงลวงให้ผู้ซื้อเสียทรัพย์เต็มราคา ยังหักประโยชน์ของผู้ซื้อให้เสียด้วย  เช่นจะต้องการน้ำผึ้งแท้ไปทำยา  ได้น้ำผึ้งปนมาทรัพย์ก็ต้องเสียเท่าราคาน้ำผึ้งแท้ และน้ำผึ้งปนนั้น  ก็เป็นกระสายยาไม่ดี มิเหมือนน้ำผึ้งแท้

อนึ่ง  ของกินที่ล่วงเวลาเป็นของเสียแล้ว  จะให้โทษแก่ผู้กิน  ก็ไม่แต่งปลอมเป็นของดีขาย  ขายของเช่นนี้ร้ายกว่าข้างต้น  อาจทำให้ผู้กินเสียชีวิต  หรือเจ็บไข้ได้ทุกข์  ข้อนี้พึงเห็นตัวอย่างในแกงที่ค้างคืนบูดแล้วอุ่นขายอีก

อีกอย่างหนึ่ง  เช่นทำสัญญารับจะสร้างเรือน  และมีกำหนดว่า  จะใช้ของชนิดนั้น ๆ  ก็ทำตรงตามสัญญา  ไม่ยักเยื้องไม่ผ่อนใช้ของชั้นที่  ๒  แทนของชั้นที่  ๑  ดังนี้  ชื่อว่า ประพฤติเป็นธรรมในวัตถุ

ควรเว้นการงานอันประกอบด้วยโทษ

ผู้จะเลือกหาการงาน  ควรเว้นการงานอันประกอบด้วยโทษเสีย  แม้เป็นอุบายจะได้ทรัพย์มาก  เหตุทรัพย์ที่เกิดเพราะการงานประกอบด้วยโทษนั้น  ไม่ยังประโยชน์ของทรัพย์ให้สำเร็จเต็มที่

อีกข้อหนึ่ง  การงานที่ต้องเสีย  เช่น การพนัน  ก็ไม่ควรเลือก  เหตุว่า พลาดท่าก็ฉิบหาย  ถ้าได้  ทรัพย์นั้นก็ไม่ถาวรด้วยเหตุ  ๒  ประการ  (๑)  เป็นของได้มาง่าย  ความเสียดายน้อย  จับจ่ายง่าย  เก็บไม่ค่อยอยู่  (๒)  ความอยากได้ไม่มีที่สุด  ได้มาแล้วก็คงอยากได้อีก  เคยได้ในทางใด  ก็คงหาในทางนั้นอีก  เมื่อลงเล่นการพนันไม่หยุด  จะมีเวลาพลาดท่าลงสักคราวหนึ่งก็เป็นได้

เหตุดังนั้น  ควรเลือกหาการงานที่จะต้องออกกำลังกาย กำลังความคิดหรือออกทรัพย์ที่ให้ผู้นั้นรู้สึกว่า  ต้องลงทุน เมื่อได้ทรัพย์มาจะได้รู้จักเสียดาย  ไม่ใช้สอยสุรุ่ยสุร่ายเสีย

ควรรักษาทรัพย์ให้พ้นอันตรายและใช้จ่ายพอสมควร

ทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่นทำการงานนั้น  จะเจริญมั่งคั่งก็เพราะเจ้าของเอาใจใส่รักษาให้พ้นอันตรายต่าง ๆ  ที่เกิดแต่เหตุภายในคือตนเอง  หรือบุตรภรรยาใช้สอยให้สิ้นเสีย  เพราะเหตุไม่  จำเป็น  และเกิดแต่เหตุภายนอก  เช่น โจรนำไปเสียหรือไฟผลาญเสีย เป็นต้น และเจ้าของควรจับจ่ายใช้สอยแต่พอสมควรไม่ฟูมฟายเกินกว่าที่หาได้  หรือเกินกว่าที่ต้องการ  และไม่เบียดกรอจนถึงกับ  อดอยาก

ขยันทำงานสนับสนุนการรักษาศีล

ผู้ประกอบการงาน พึงมีอุตสาหะอย่าท้อถอย จงดูเยี่ยงแมลงผึ้งบินหาเกสรดอกไม้  นำมาทีละน้อย ๆ ยังอาจทำน้ำผึ้งไว้เลี้ยงตัว  และลูกน้อยได้ตลอดฤดูหนาวที่กันดารด้วยดอกไม้  เมื่อเขาหมั่นทำการงาน  ได้ทรัพย์มาจับจ่ายเลี้ยงตนและครอบครัวบ้าง  เก็บไว้เพื่อเหตุการณ์ข้างหน้าบ้างเสมอไป  ถึงไม่มากแต่เพียงคราวละน้อย ๆ  ก็พอจะทำตนให้เป็นสุขสำราญ  และไม่ต้องประกอบการทุจริตเพราะความเลี้ยงชีวิตเข้าบีบคั้น  เป็นอันรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้

ดังนี้แล สัมมาอาชีวะ  เป็นคุณอุดหนุนศีลให้บริสุทธิ์มั่นคงจึงได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณธรรมในสิกขาบทที่  ๒

กัลยาณธรรมในสิกขาบทที่  ๓

ความสำรวมในการนั้น  ได้แก่กิริยาที่ระมัดระวัง  ไม่ประพฤติมักมากในกามคุณข้อนี้ส่องความบริสุทธิ์ผ่องใสของชายหญิง  ให้กระจ่างแจ่มใส เพราะชายหญิงผู้เว้นจากกาเมสุมิจฉาจารแล้ว  แต่ยังประพฤติมักมากอยู่ในกาม  ย่อมไม่มีสง่าราศรีตกอยู่ในมลทิน  ไม่พ้นจากความติฉันไปได้

ธรรมข้อนี้แยกตามเพศของคน  ดังนี้

สทารสันโดษ  คือ  ความสันโดษด้วยด้วยภรรยาของตน เป็นคุณสำหรับประดับชาย

ปติวัตร  คือ  ประพฤติเป็นไปในสามีของตน  เป็นคุณสำหรับประดับหญิง

ชายได้ภรรยาแล้ว  มีความพอใจด้วยภรรยาของตน ช่วยกันหาเลี้ยงชีวิต เลี้ยงดูกันไปไม่ละทิ้ง  ไม่ผูกสมัครรักใคร่กับหญิงอื่นอีกต่อไป  ดังนี้  ได้ชื่อว่า สันโดษด้วยภรรยาของตนเป็นอย่างอุกกฤษฏ์

ฝ่ายหญิง  ได้สามีแล้ว  เอาใจใส่บำเรอสามีของตนทุกอย่างตามที่ภรรยาจะทำให้ดีที่สุด  ผูกสมัครรักใคร่แต่ในสามีของตน  ที่สุดสามีของตนตายไปก่อนแล้ว ด้วยอำนาจความรักใคร่นับถือในสามีผู้ตายไปแล้ว  เขาคงตัวเป็นหม้ายอยู่ดังนั้นไม่มีสามีใหม่  ไม่ผูกสมัครรักใคร่ในชายอื่นด้วยความปฏิพัทธ์อีกต่อไป  หญิงผู้นี้  ได้ชื่อว่า มีปติวัตร  ประพฤติเป็นไปในสามีของตน

ความสำรวมในกาม  ส่องความประพฤติดีงามของชายหญิงยิ่งขึ้น  จึงได้ชื่อว่า กัลยาณธรรมในสิกขาบทที่  ๓

กัลยาณธรรมในสิกขาบทที่  ๔

ความมีสัตย์นั้น  ได้แก่กิริยาที่ประพฤติตนเป็นคนตรงมีอาการที่จะพึงเห็นในข้อต่อไปนี้

ความเที่ยงธรรม  คือประพฤติเป็นธรรมในกิจการอันเป็นหน้าที่ของตน ไม่ทำให้ผิดกิจ  ด้วยอำนาจอคติ  ๔ ประการ คือ  ฉันทาคติ  ความเห็นแก่กัน  ๑  โทสาคติ ความเกลียดชังกัน  ๑  โมหาคติ  ความหลงไม่รู้ทัน  ๑  ภยาคติ ความกลัว  พึงเห็นตัวอย่างผู้พิพากษา ผู้วินิจฉัยอรรถคดีโดยเที่ยงธรรม  เป็นต้น

ความซื่อตรง คือความประพฤติตรงต่อบุคคลผู้เป็นมิตร ด้วยการอุปการะเกื้อหนุนร่วมสุขร่วมทุกข์  คอยตักเตือนให้สติ  แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์  มีความรักใคร่กันจริง  ไม่คิดร้ายต่อมิตร  เช่น  ปอกลอกเอาทรัพย์สินเงินทองเป็นต้น  มิตรเช่นนี้ได้ชื่อว่า  ซื่อตรงต่อมิตร

ความสวามิภักดิ์  คือความรักในเจ้า  (เจ้านายผู้ใหญ่) ของตน  เมื่อได้ยอมยกบุคคลใดเป็นเจ้าของตนแล้ว  ก็ประพฤติซื่อสัตย์ไม่คิดคดต่อบุคคลนั้น  มีใจจงรัก  เป็นกำลังในสรรพกิจ  และป้องกันอันตราย  แม้ชีวิตก็ยอมตายแทนได้

ความกตัญญู  คือ  ความรู้อุปการะที่ท่านได้ทำแล้วแก่ตน  เป็นคู่กับความกตเวที  คือ ความตอบแทนให้ท่านทราบว่า  ตนรู้อุปการะที่ท่านได้ทำแล้ว

บุคคลผู้ได้รับอุปการะจากท่านผู้ใดแล้ว  ยกย่องนับถือท่านผู้นั้น  ตั้งไว้ในที่ผู้มีบุญคุณ  เช่น  มารดา  บิดา  อาจารย์ เจ้านายเป็นต้น  ไม่แสดงอาการลบหลู่  และยกตนเทียบเสมอ  ได้ชื่อว่าคนกตัญญู

ความมีสัตย์  ทำผู้มีศีลให้บริบูรณ์ด้วยคุณสมบัติยิ่งขึ้น ดังนี้  จึงได้ชื่อว่า เป็นกัลยาณธรรมในสิกขาบทที่  ๔

กัลยาณธรรมสิกขาบทคำรบ  ๕

ความมีสติรอบคอบนั้น  ได้แก่ความมีสติ ตรวจตราไม่เลินเล่อ  มีอาการที่จะพึงเห็นในข้อต่อไปนี้

๑.  ความรู้จักประมาณในอาหารที่จะพึงบริโภค หมายถึง  รู้จักเว้นอาหารที่แสลงโรค  บริโภคอาหารแต่พอดี และรู้จักประมาณในการจับจ่ายหาอาหาร บริโภคแต่พอสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้

๒.  ความไม่เลินเล่อในการงาน  คือไม่ทอดธุระเพิกเฉยเสีย  เอาใจใส่คอยประกอบให้ชอบแก่กาลเทศะ  ไม่ปล่อยให้อากูลเสื่อมเสีย  เช่นทำนาก็ต้องทันฤดู  ค้าขายก็ต้องรู้คราวที่คนต้องการหรือไม่ต้องการของนั้น ๆ  รับราชการก็ต้องเข้าใจวิธีดำเนินและรักษาระเบียบ  เป็นต้น

๓.  ความมีสติสัมปชัญญะในการประพฤติตัว  หมายถึงความรอบคอบ  รู้จักระวังหน้าระวังหลัง  จะประกอบกิจใด ๆ  ก็ตริตรองให้เห็นก่อนว่า  จะมีคุณหรือมีโทษ  จะมีประโยชน์หรือจะเสียประโยชน์ อันจะควรทำหรือไม่ควรทำ ถ้าเห็นว่าไม่ควรทำก็งดเสียถ้าเห็นว่าควรทำ  จึงทำ

ถึงจะพูดอะไรก็ระวังวาจา  ลั่นออกมาแล้วไม่ต้องคืนคำ และไม่ให้นำแต่ความเสียหายมาให้ตัวและผู้อื่น

ถึงจะคิดอะไรก็อาศัยหลักฐาน  ไม่ปล่อยให้พล่านไปตามกำลังความฟุ้ง

บุคคลมีสัมปชัญญะ  ตรวจทางได้ทางเสียก่อนแล้วจึงทำกิจนั้น ๆ  เช่นนี้ ย่อมมีปกติทำอะไรไม่ผิดในกิจที่เป็นวิสัยของคน

๔.  ความไม่ประมาทในธรรมะ  หมายถึงไม่ประมาทในธรรม  คือสภาวะอันเป็นอยู่ตามธรรมดาของโลก  อธิบายว่า  กิริยาที่ร่างกายวิปริตแปรผัน  จากหนุ่มสาวมาเป็น ผมหงอก  ฟันหลุดเนื้อหนังหย่อนเป็นเกลียว  ตกกระ  หลังโกง ตามืด  หูตึง  ใจฟั่นเฟือนหลงใหล  มีกำลังน้อยถอยลง  ชื่อว่าชรา  ความไม่ผาสุกเจ็บไข้ไปต่าง ๆ  ของสังขารร่างกาย  ชื่อว่า  พยาธิ  กิริยาที่ธาตุทั้ง  ๔  ชราพยาธิ  และมรณะทั้ง  ๓ นี้ เป็นสภาวะของสังขารอย่างหนึ่ง  ซึ่งมนุษย์ยังไม่มีอุบายแก้ไขให้ไม่แก่ไม่เจ็บ  ไม่ตาย  ตั้งแต่กาลนานมา  จนถึงปัจจุบันนี้

ผู้หยั่งรู้ธรรมดาของสังขารเช่นนี้แล้ว  ไม่เลินเล่อมัวเมาในวัย  ในความสำราญ  และในชีวิต  เตรียมตัวที่จะรับทุกข์ ๓  อย่างนี้  อันจะมาถึง  เมื่อยังเป็นเด็ก  รีบศึกษาแสวงหาวิชาความรู้ไว้เป็นเครื่องมือ  เติบใหญ่หมั่นทำการงาน  สั่งสมเมื่อชรา  พยาธิ  ครอบงำ  ไม่อาจทำการหาเลี้ยงชีพได้  ก็จะได้อาศัยทรัพย์และชื่อเสียงคุณความดี ที่ได้สั่งสมไว้เลี้ยงชีพให้ตลอดไปโดย ผาสุข

เมื่อมรณะมาถึง ก็จะได้ไม่ห่วงใยพะวักพะวน  สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ซึ่งเป็นอาการของคนหลงตายเช่นนี้ได้ชื่อว่า  ไม่ประมาทในธรรม  คือสภาวะอันเป็นอยู่ตามธรรมดาของโลก

อีกประการหนึ่ง  ทุจริต  คือ  ความประพฤติชั่วด้วย  กาย วาจา  และใจ  ย่อมให้  ผลแก่ผู้กระทำ ล้วนแต่เป็นส่วนที่ไม่น่าปรารถนา รักใคร่ พึงใจใคร ๆ  จะเลินเล่อเสียว่า  ตนทำแต่เล็กน้อยไม่เป็นไร  ไม่พอจะให้ผลทำให้ตนเสีย  ดังนั้นไม่ชอบ  มากมาแต่ไหน  ก็มาแต่น้อยก่อน  เขาทำทีละน้อยย่ามใจเข้า  ความชั่วก็สะสมมากขึ้น

อีกอย่างหนึ่ง  สุจริต  คือ  ความประพฤติชอบด้วยกาย วาจา  ใจ ย่อมให้ผลแก่ผู้ทำ  ล้วนแต่ส่วนที่น่าให้ปรารถนา รักใคร่  พึงใจ  ใคร ๆ จะเห็นว่า ทำแต่เพียงเล็กน้อย  ที่ไหนจะให้ผล  ดังนี้แล้ว  จะท้อถอยและทอดธุระเสีย  ไม่สมควร แต่หมั่นทำบ่อย ๆ เข้า  ความดีก็ สะสมมากขึ้น  น้ำฝนที่ตกทีละหยาด ๆ ยังเต็มภาชนะที่รองได้  ควรถือเป็นเยี่ยงอย่าง  ผู้ไม่วางธุระ  คอยระวังตัว  ไม่ให้เกลือกกลั้วด้วยทุจริต  หมั่นสั่งสมสุจริต  เช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า  ไม่ประมาทในธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล

อีกประการหนึ่ง  คนทั้งหลายผู้เกิดมา  ได้ชื่อว่าที่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ก็เป็นธรรมดาที่จะได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นที่น่าปรารถนาบ้าง ไม่ปรารถนาบ้าง  เรียกว่า  โลกธรรม แปลว่า  ธรรมสำหรับโลก  ส่วนที่น่าปรารถนา  คือ  ได้ลาภ ได้ยศ ได้ความสรรเสริญ  ได้สุข  ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา  คือ ขาดลาภ  ขาดยศ  ได้นินทา  ได้ทุกข์  เปรียบเหมือนคนเดินทางไปไหน ๆ  ก็ย่อมจะได้พบสิ่งต่าง ๆ  ในระหว่างทางที่น่าดูน่าชมบ้าง  ไม่น่าดูไม่น่าชมบ้าง

โลกธรรมนี้เป็นสิ่งที่จะพึงประสบชั่วเวลา ไม่ควรจะเก็บเอามาเป็นทุกข์เป็นเหตุทะเยอทะยาน หรือซบเซาด้วยอำนาจความยินดียินร้ายให้เกินกว่าที่ควรจะเป็น  เช่น  แสดงอาการด้วยกายหรือวาจาให้ปรากฏ  เมื่อทำเช่นนั้นไป  ก็แสดงความมีใจอ่อนแอของตนเองหาสมควรไม่

ผู้ไม่เลินเล่อ  คอยระวังไม่ให้โลกธรรมครอบงำใจ  จนถึงแสดงวิการให้ปรากฏ  เช่นนี้ได้ชื่อว่า ไม่ประมาทในธรรมที่มีสำหรับโลก ความมีสติรอบคอบประดับผู้มีศีล ให้มีความประพฤติดีงามขึ้น จึงได้ชื่อว่า  เป็นกัลยาณธรรมในสิกขาบทคำรบ  ๕

คนผู้ตั้งอยู่ในกัลยาณธรรม  ได้ชื่อว่า  กัลยาณชน  คือคนมีความประพฤติดีงาม  ควรเป็นที่นิยมนับถือ  และเป็นเยี่ยงอย่างของคนทั้งปวง

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: วิชาธรรม ::

บทนำ

มนุษย์ทุกรูปทุกนาม  ล้วนปรารถนาความสุขด้วยกันทั้งนั้น  และเป็นที่รับรองต้องกันของวิญญูชนว่า เหตุหรือทางมาแห่งความสุขของมนุษย์นั้น  ที่สำคัญมี ๓  อย่าง  คือ  ๑. วิชาความรู้     ๒. อาชีพการงาน   ๓. ธรรม  คือ ศีลธรรม

แต่ส่วนมากมักจะให้ความสำคัญเพียง  ๒  อย่าง คือ  วิชาความรู้กับอาชีพการงานเพราะมองเห็นชัดว่า คนที่มีความรู้ดี ย่อมมีอาชีพการงานที่ดี อาชีพการงานที่ดีก่อให้เกิดทรัพย์             ทรัพย์ย่อมนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนาและต้องการ เลยพากันทิ้งธรรม คือ  ศีลธรรม  มนุษย์จึงไม่ได้รับความสุขที่แท้จริง

การขาดธรรม   คือ  ศีลธรรม  สร้างปัญหาให้กับสังคมมนุษย์มากมาย ดังตัวอย่างที่ได้เห็นและได้ยินอยู่เสมอ  บางคนบางครอบครัว  มีความรู้สูง  มีทรัพย์สินเงินทองมาก  แต่ไม่มีความสุขเลยทำร้ายกันถึงกับฆ่ากันก็มี  หรือบางสังคม  บางประเทศขาดธรรมคือความเมตตากรุณา  มีแต่ความอาฆาตพยาบาท  ทำลายล้างกันตลอดเวลา  ทั้งที่มีเศรษฐกิจดี  ก็หาความสุขไม่ได้

ดังนั้น  ธรรม  คือศีลธรรม   จึงมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์   ไม่น้อยไปกว่าวิชาความรู้     และอาชีพการงาน  การที่นักเรียน นักศึกษา  มาสนใจศึกษาธรรมเพื่อนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน       และอาชีพการงาน  จึงเท่ากับเป็นการหาอุบายสร้างความสุขให้แก่ตน   เพราะธรรมนั้นสามารถนำความสุขมาให้แก่ผู้ประพฤติ  ทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้า ดังพระพุทธพจน์ว่า  ธมมจารี  สุขํ  เสติ   อสมิ  โลเก ปรมหิ  จ. ผู้ประพฤติอย่างสม่ำเสมอ     ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า

ทุกะ  หมวด  ๒

ธรรมมีอุปการะมาก  ๒  อย่าง

.  สติ  ความระลึกได้
๒ . สัมปชัญญะ  ความรู้ตัว

สติ  ความระลึกได้  หมายความว่า  ก่อนจะทำจะพูด  คิดให้รอบคอบก่อน  แล้วจึงทำจึงพูดออกไป

สัมปชัญญะ  ความรู้ตัว  หมายความว่า  ขณะทำ ขณะพูดมีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา  ไม่ใช่ทำหรือพูดเรื่องหนึ่งใจคิดอีกเรื่องหนึ่ง

ธรรมทั้ง  ๒  นี้    ช่วยรักษาจิตจากอกุศลธรรมและช่วยให้จิตประกอบด้วยกุศลธรรมทุกอย่าง  เหมือนมหาอำมาตย์ผู้มีความรู้ความสามารถ  ทำราชกิจทุกอย่างให้สำเร็จเรียบร้อย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า  ธรรมมีอุปการะมาก

ธรรมเป็นโลกบาล  คือคุ้มครองโลก  ๒ อย่าง

๑.  หิริ  ความละอายแก่ใจ
๒.  โอตตัปปะ  ความเกรงกลัว

หิริ  ความละอายแก่ใจ  หมายความว่ารู้สึกรังเกียจทุจริต  มีกายทุจริต  เป็นต้น  เหมือนคนเกลียดสิ่งโสโครกมีอุจจาระ  เป็นต้น  ไม่อยากจับต้อง

โอตตัปปะ  ความเกรงกลัว  หมายความว่า  สะดุ้งกลัวต่อทุจริตมีกายทุจริต  เป็นต้น เหมือนคนกลัวความร้อนของไฟ  ไม่กล้าไปจับไฟ

คนดีทั้งหลายย่อมเคารพตน    คือคิดถึงฐานะของตนมีชาติและตระกูลเป็นต้น ด้วยหิริ  ย่อมเคารพผู้อื่น คือคิดถึงเทวดาที่คุ้มครองรักษาตนเป็นต้น ด้วยโอตตัปปะแล้ว  งดเว้นจากการทำบาป  รักษาตนให้บริสุทธิ์  เพราะฉะนั้น  ธรรมทั้ง  ๒  นี้  จึงชื่อ  ธรรมคุ้มครองโลก และธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ เรียกว่า“เทวธรรม” เพราะทำจิตใจของมนุษย์ให้สูงเยี่ยงเทวดา

ธรรมอันทำให้งาม  ๒  อย่าง

.  ขันติ  ความอดทน
.  โสรัจจะ   ความเสงี่ยม

ขันติ  ความอดทน  หมายความว่า  ทนได้ไม่พ่ายแพ้  ความหนาว  ร้อน  หิว  กระหายทุกขเวทนา อันเกิดจากความเจ็บป่วย ความบาดเจ็บ ถ้อยคำด่าว่าเสียดสีดูถูกดูหมิ่น และการถูกทำร้าย

โสรัจจะ  ความเสงี่ยม  หมายความว่า  เป็นผู้ไม่มีอาการผิดแปลกไปจากปกติประหนึ่งว่า  ไม่เห็น  ไม่ได้ยิน  ไม่รับรู้ความหนาว  ความร้อนเป็นต้นเหล่านั้น

อนึ่ง  การไม่แสดงอาการเห่อเหิมจนเป็นที่บาดตาบาดใจคนอื่นเมื่อเวลาได้ดี  ก็ควรจัดเป็นโสรัจจะด้วย

บุคคลผู้มีขันติและโสรัจจะ ย่อมประคองใจให้อยู่ในปกติภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ไม่พลุ่งพล่านหรือซบเซาในยามมีความทุกข์  ไม่เห่อเหิมหรือเหลิงในยามมีความสุข  เพราะฉะนั้น ขันติและ   โสรัจจะ  จึงชื่อว่า ธรรมอันทำให้งาม

บุคคลหาได้ยาก  ๒  อย่าง

.  บุพพการี  บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
.  กตัญญูกตเวที   บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว  และตอบแทน

บุพพการี  บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน  หมายความว่า เป็นผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นโดยไม่คิดถึงเหตุ  ๒ ประการ  คือ  ๑.  ผู้นั้นเคยช่วยเหลือเรามาก่อน  ๒.  ผู้นั้นจะทำตอบแทนเราในภายหลัง  ยกตัวอย่าง  เช่น บิดามารดาเลี้ยงดูบุตรธิดา  และครูอาจารย์สั่งสอนศิษย์เป็นต้น

กตัญญูกตเวที  บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วและตอบแทน  หมายความว่า  ผู้ได้รับการช่วยเหลือจากใครแล้วจดจำเอาไว้  ไม่ลืม  ไม่ลบล้าง  ไม่ทำลายจะด้วยเหตุใดก็ตาม  คอยคิดถึงอยู่เสมอ  และทำตอบแทนอย่างเหมาะแก่อุปการะที่ตนได้รับมา

บุพพการี  ชื่อว่าหายาก  เพราะคนทั่วไปถูกตัณหาครอบงำ     คืออยากได้มากกว่าอยากเสีย

กตัญญูกตเวที   ชื่อว่าหายาก  เพราะคนส่วนมากถูกอวิชชา  ได้แก่กิเลสที่ทำลายความรู้  เช่นความโลภ ความโกรธ  และความตระหนี่เป็นต้น ครอบงำ      คือปิดบังความรู้สึกที่ดีนั้นเสีย

ติกะ  คือ  หมวด  ๓

รตนะ  ๓  อย่าง
พระพุทธ  ๑  พระธรรม  ๑  พระสงฆ์  ๑

.  ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย  กาย  วาจา  ใจ  ตามพระธรรมวินัยที่เรียกว่าพระพุทธศาสนา  ชื่อพระพุทธเจ้า

๒.  พระธรรมวินัยที่เป็นคำสอนของท่าน  ชื่อพระธรรม

๓.  หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว  ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ชื่อพระสงฆ์

รตนะ  แปลว่า  สิ่งที่ให้เกิดความยินดี  หมายถึงสิ่งที่มีราคาแพง  เช่น  เพชร  พลอย  ทองคำ  หรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่ชาวโลกเขานิยมกัน   หรือของวิเศษ  เช่น  รตนะ   ๗   อย่าง     ของพระเจ้าจักรพรรดิ คือ  ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว  ขุนคลังแก้ว  นางแก้ว  จักรแก้ว  แก้วมณี

พระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์  ทรงจัดว่าเป็นรตนะ  เพราะเป็นผู้มีค่ามากโดยตนเองเป็นผู้สงบจากบาปแล้ว  สอนผู้อื่นให้ละชั่วประพฤติชอบ  ถ้าคนในโลกไม่ละชั่วประพฤติชอบแล้ว  สิ่งมีค่าทั้งหลายก็จะกลายเป็นศัตรูนำภัยอันตรายมาสู่ตนเอง  เพราะฉะนั้น  พระพุทธเจ้า

พระธรรม  และพระสงฆ์  จึงชื่อว่า  รตนะ  คือเป็นสิ่งที่มีค่า  น่ายินดี

คุณของรัตนะ  ๓  อย่าง

  • พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย
  • พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
  • พระสงฆ์   ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว    สอนให้ผู้อื่นกระทำตามด้วย

โอวาทของพระพุทธเจ้า  ๓  อย่าง

  • เว้นจากทุจริต  คือประพฤติชั่วด้วยกาย  วาจา ใจ
  • ประกอบสุจริต  คือประพฤติชอบ  ด้วยกาย วาจา  ใจ
  • ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง  เป็นต้น

ทุจริต  ๓  อย่าง

๑.  ประพฤติชั่วด้วยกาย  เรียกกายทุจริต
๒.  ประพฤติชั่วด้วยวาจา  เรียกวจีทุจริต
๓.  ประพฤติชั่วด้วยใจ  เรียกมโนทุจริต

กายทุจริต  ๓  อย่าง

ฆ่าสัตว์  ๑  ลักฉ้อ  ๑  ประพฤติผิดในกาม  ๑

วจีทุจริต  ๔  อย่าง

พูดเท็จ  ๑  พูดส่อเสียด  ๑  พูดคำหยาบ  ๑  พูดเพ้อเจ้อ  ๑

มโนทุจริต  ๓  อย่าง

โลภอยากได้ของเขา  ๑  พยาบาทปองร้ายเขา  ๑ เห็นผิดจากคลองธรรม  ๑
ทุจริต  (ความประพฤติชั่ว)  ๓  อย่างนี้ เป็นสิ่งไม่ควรทำ  ควรละเสีย

สุจริต  ๓  อย่าง

๑  ประพฤติชอบด้วยกาย  เรียก กายสุจริต
๒.  ประพฤติชอบด้วยวาจา  เรียก วจีสุจริต
๓.  ประพฤติชอบด้วยใจ  เรียก มโนสุจริต

กายสุจริต   ๓  อย่าง

เว้นจากฆ่าสัตว์  ๑  เว้นจากลักฉ้อ  ๑  เว้นจากประพฤติผิดในกาม  ๑

วจีสุจริต  ๔  อย่าง

เว้นจากพูดเท็จ  ๑  เว้นจากพูดส่อเสียด  ๑  เว้นจากพูดคำหยาบ  ๑  เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ  ๑

มโนสุจริต  ๓  อย่าง

ไม่โลภอยากได้ของเขา  ๑  ไม่พยายามปองร้ายเขา  ๑  เห็นชอบตามคลองธรรม  ๑

สุจริต  (ความประพฤติชอบ)  ๓  อย่างนี้  เป็นกิจควรทำ  ควรประพฤติ

อกุศลมูล  ๓  อย่าง

รากเหง้าของอกุศล  เรียกอกุศลมูล  มี  ๓  อย่าง คือ โลภะ  อยากได้ ๑  โทสะ       คิดประทุษร้ายเขา ๑   โมหะ  หลงไม่รู้จริง  ๑

เมื่ออกุศลทั้ง  ๓  นี้  ก็ดี  ข้อใดข้อหนึ่งก็ดีมีอยู่ในใจ  อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้นที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น  เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  อกุศลมูล  คือรากเหง้าของอกุศล  ท่านสอนให้ละเสีย

กุศลมูล  ๓  อย่าง

รากเหง้าของกุศล    เรียกกุศลมูล    มี    ๓   อย่าง คือ     อโลภะ     ไม่อยากได้  ๑   อโทสะ    ไม่คิดประทุษร้ายเขา  ๑  อโมหะ  ไม่หลง  ๑

เมื่อกุศลทั้ง  ๓  นี้  ก็ดี  ข้อใดข้อหนึ่งก็ดีมีอยู่ในใจ กุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญมากขึ้น  เหตุนั้น  จึงชื่อว่ากุศลมูล  คือรากเหง้าของกุศล ท่านสอนว่า  ควรให้เกิดขึ้นในใจอย่างต่อเนื่อง

สัปปุริสบัญญัติ

คือข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้  ๓  อย่าง

๑.  ทาน  สละสิ่งของของตน  เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
๒.  ปัพพัชชา   ถือบวช   เป็นอุบายเว้นจากการเบียดเบียนกันและกัน
๓.  มาตาปิตุอุปัฏฐาน  ปฏิบัติมารดา  บิดาของตนให้เป็นสุข

สัตบุรุษ    แปลว่าคนดีมีความประพฤติทางกาย วาจาและใจอันสงบ   กายสงบ   คือเว้นจากกายทุจริต ๓  วาจาสงบ  คือเว้นจากวจีทุจริต   ๔   ใจสงบ    คือเว้นจากมโนทุจริต  ๓ และเป็นผู้ทรงความรู้

ทาน  แปลว่า  การให้  หมายถึงการให้สิ่งของของตน  มีข้าว  น้ำเป็นต้น  แก่บุคคลอื่นด้วยวัตถุประสงค์  ๒ อย่าง  คือ  ๑.  เพื่อบูชาคุณของผู้มีคุณความดี  เช่นการทำบุญแก่พระสงฆ์เป็นต้น  ๒  เพื่อช่วยเหลือบุคคลผู้ขาดแคลน  เช่นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นต้น

ปัพพัชชา  แปลว่า  การถือบวช  หมายถึง  นำกายและใจออกห่างจากกามคุณอันเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนกัน  แม้ผู้เป็นฆราวาสจะทำเช่นนี้บางครั้งบางคราวก็เกิดประโยชน์ได้

มาตาปิตุอุปัฏฐาน  แปลว่า  การปฏิบัติบิดาและมารดา  หมายถึงการเลี้ยงดูท่าน ช่วยท่านทำงาน รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล  รักษาทรัพย์มรดก  และเมื่อท่านถึงแก่กรรมทำบุญให้ท่าน

บุญกิริยาวัตถุ  ๓  อย่าง

สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ  เรียกบุญกิริยาวัตถุ   โดยย่อมี  ๓  อย่าง

๑.  ทานมัย  บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒.  สีลมัย   บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓.  ภาวนามัย  บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา

บุญ  มีความหมาย  ๒  ประการ  คือ 

๑.  เครื่องชำระสิ่งที่ไม่ดีที่นอนเนื่องอยู่ในใจ
๒.  สภาพที่ก่อให้เกิดความน่าบูชา

บุญนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ  จึงชื่อว่า  บุญกิริยา

บุญที่ควรทำนั้น  เป็นที่ตั้งแห่งสุขวิเศษ  จึงชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ

ทาน  คือเจตนาที่เสียสละสิ่งของ  หมายถึง  เสียสละเพื่อทำลายกิเลสคือความโลภ

ในใจของตน

ศีล   คือเจตนาที่ตั้งไว้ดีโดยห้ามกายกรรมและวจีกรรมที่มีโทษ  แล้วให้สมาทานกรรมดีไม่มีโทษและเป็นที่ตั้งของกุศลธรรมชั้นสูง  มีสมาธิและปัญญาเป็นต้น

ภาวนา   คือ  เจตนาที่ทำให้กุศลเจริญ หมายความว่า  ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นและทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เพิ่มพูนมากขึ้น

จตุกกะ  คือ  หมวด  ๔

วุฑฒิ  คือ  ธรรมเป็นเครื่องเจริญ  ๔ อย่าง

๑.  สัปปุริสสังเสวะ  คบท่านผู้ประพฤติชอบด้วยกาย  วาจา  ใจ  ที่เรียกว่า  สัตบุรุษ

๒.  สัทธัมมัสสวนะ  ฟังคำสอนของท่านโดยเคารพ

๓.  โยนิโสมนสิการ  ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ

๔.  ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ  ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว

วุฑฒิ  คือธรรมเป็นเครื่องเจริญ  หมายความว่า ถ้าทางคดีโลก  ก็เป็นเหตุให้เจริญด้วย  วิชาความรู้ ทรัพย์สินเงินทองและคุณความดี  ถ้าเป็นคดีธรรมก็เป็นเหตุให้เจริญด้วยศีล  สมาธิ  และปัญญา

สัตบุรุษ  คือ  คนดีมีความรู้ดังได้อธิบายแล้วในสัปปุริสสบัญญัติ

การคบ  คือ  การเข้าไปหาคนดีด้วยมุ่งหวังจะซึมซับเอาความดีจากท่านมาสู่ตน ฟังคำสอนของท่านโดยเคารพ  คือให้ความสำคัญต่อคำสอนและผู้สอน   ไม่ใช่ฟัง พอเป็นมารยาท  ไม่สนใจที่จะนำเอาไปปฏิบัติ

โยนิโสมนสิการ  คือ  พิจารณาด้วยปัญญาถึงสิ่งที่ท่านสอนว่า  ชั่วนั้นชั่วจริงไหม  และที่ท่านสอนว่า  ดีนั้นดีจริงไหม  ชั่ว  คือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เกิดโทษ  ดี คือเป็นเหตุให้เกิดประโยชน์เกิดความสุข  ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ  คือ

๑.   ธัมมะ  หมายถึง  เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

๒.  อนุธัมมะ  หมายถึง  วิธีการที่จะทำให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

๓.  ปฎิปัตติ  หมายถึง    การปฏิบัติ  คือการลงมือทำรวมกันแล้วเป็น

ธัมมานุธัมมปฏิบัติ  ท่านแปลว่า    ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว  ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนต้องการจะมีงานทำที่ดี  นักเรียนจะต้องขยันเอาใจใส่  ตั้งใจเรียน  ไม่เอาแต่เที่ยวเตร่เสเพล

จักร  ๔

๑.  ปฏิรูปเทสวาสะ  อยู่ในประเทศอันสมควร

๒.  สัปปุริสูปัสสยะ  คบสัตบุรุษ

๓.  อัตตสัมมาปณิธิ  ตั้งตนไว้ชอบ

๔.  ปุพเพกตบุญญตา  ความเป็นผู้ได้กระทำความดีไว้ในปางก่อน

จักร  หรือ  บางแห่งเรียกว่า  จักรธรรม  แปลว่า  ธรรมที่เปรียบเหมือนล้อรถอันสามารถนำพาชีวิตของผู้ปฏิบัติตามไปสู่ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

การอยู่ในประเทศอันสมควร  หมายถึง  อยู่ในสังคมของคนที่มีศีลธรรม  มีความรู้

การคบสัตบุรุษ  มีอธิบายเหมือนในวุฑฒิธรรม

การตั้งตนไว้ชอบ  หมายถึง  ประพฤติตนในศีลธรรมเคารพกฎหมายบ้านเมือง  รักษาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงาม

ปุพเพกตบุญญตา  ความเป็นผู้ได้กระทำความดีไว้ในปางก่อน  หมายถึง  ได้สร้างเหตุแห่งประโยชน์และความสุขไว้ในชาติก่อน  ปีก่อน  เดือนก่อน  หรือวันก่อน  เช่นนักเรียนตั้งใจเรียนในวันนี้  จะเป็นเหตุให้ได้หน้าที่การงานที่ดีในวันหน้า  เป็นต้น

อคติ  ๔

๑.  ลำเอียง  เพราะรักใคร่กัน  เรียกฉันทาคติ

๒.  ลำเอียง  เพราะไม่ชอบกัน  เรียกโทสาคติ

๓.  ลำเอียง  เพราะเขลา  เรียกโมหาคติ

.  ลำเอียง  เพราะกลัว  เรียกภยาคติ

อคติ  ๔  ประการนี้  ไม่ควรประพฤติ

อคติ  แปลว่า  การถึงฐานะที่ไม่ควรถึง  ท่านแปลเอาใจความว่า  ความลำเอียง

ในสิคาลสูตรตรัสเรียกว่า  เหตุให้ทำบาป  บาปธรรมทั้ง  ๔  นี้โดยมากเกิดกับผู้มีอำนาจ

คนที่ตนรัก   ผิดก็หาทางช่วยเหลือไม่ลงโทษ ไม่มีความรู้  ความสามารถ  ก็แต่งตั้งให้เป็นใหญ่ เป็นต้น  ชื่อว่ามีฉันทาคติ

คนที่ตนเกลียด  คอยจ้องจับผิด  คอยขัดขวางความเจริญก้าวหน้าและทำลายล้างเป็นต้น   ชื่อว่ามีโทสาคติ

ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง  ทำโทษหรือยกย่องคนไปตามคำบอกเล่าของผู้ประจบสอพลอ  เป็นต้น   ชื่อว่ามีโมหาคติ

หวังเกาะผู้มีอำนาจ กลัวเขาจะไม่ช่วยเหลือจึงทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องอันผิดกฎหมายผิดศีลธรรม  เป็นต้น  ชื่อว่ามีภยาคติ

ผู้ประพฤติอคติ  ๔  ประการนี้  ย่อมเป็นผู้ไร้เกียรติ    ดังพระพุทธพจน์ว่า   ผู้ล่วงละเมิดธรรมเพราะความรัก  ความชัง  ความหลง  และความกลัว เกียรติยศของผู้นั้นย่อมเสื่อมจากใจคน  เหมือนดวงจันทร์ข้างแรม

ปธาน  คือความเพียร  ๔  อย่าง

๑.  สังวรปธาน  เพียรระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้นในสันดาน

๒.  ปหานปธาน  เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

๓.  ภาวนาปธาน  เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน

๔.  อนุรักขนาปธาน  เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม

ความเพียร  ๔ อย่างนี้  เป็นความเพียรชอบควรประกอบให้มีในตน

ปธาน  เป็นชื่อของความเพียรที่แรงกล้าไม่ย่นย่อท้อถอย  ดังพระพุทธพจน์ว่า แม้เนื้อและเลือดในร่างกายจะเหือดแห้งไป  เหลืออยู่แต่หนัง  เอ็น  และกระดูกก็ตาม  เมื่อยังไม่บรรลุผลที่จะพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย  ความหยุดยั้งแห่งความเพียรจะไม่มี

ความเพียรมีอย่างเดียวแต่ทำหน้าที่  ๔  อย่าง คือ   ๑.  เพียรระวังความชั่วที่ยังไม่เคยทำ  ไม่เคยพูด ไม่เคยคิด  อย่าให้เกิดขึ้น  ๒  เพียรละความชั่วที่เคยเผลอตัวทำ  พูดและคิดมาแล้ว  โดยจะไม่ทำอย่างนั้นอีก  ๓. เพียรสร้างความดีที่ยังไม่เคยทำ ไม่เคยพูด  ไม่เคยคิด  ๔.  เพียรรักษาความดีที่เคยทำ  เคยพูด  เคยคิดมาแล้ว  โดยการทำ  พูด  และคิดความดีนั้นบ่อย ๆ

อธิษฐานธรรม    ๔

คือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ  ๔  อย่าง

๑.  ปัญญา  รอบรู้สิ่งที่ควรรู้

๒.  สัจจะ  ความจริงใจ  คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง

๓.  จาคะ  สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ

๔.  อุปสมะ  สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ

อธิษฐานธรรม  ท่านแปลว่า  ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ  หมายความว่า  ให้แสวงหาธรรมทั้ง  ๔  นี้มาเก็บไว้ในใจตน  โดยการฝึกฝนปฏิบัติตามให้ได้  จะทำให้เป็นคนมีค่าแก่สังคม  และมีความสุขใจแก่ตนเองด้วย

ปัญญา  รอบรู้สิ่งที่ควรรู้  ในทางธรรมหมายถึง  รู้สภาวธรรม  มีขันธ์เป็นต้นตามความจริงว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นให้เกิดทิฎฐิมานะ  แบ่งชั้นวรรณะ  เป็นต้น  ในทางโลกหมายถึงรู้เหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญ       ตลอดถึงรู้วิชาการต่าง ๆ   อันเป็นเหตุเกิดของทรัพย์  เกียรติ และความสุข  เป็นต้น

สัจจะ  ความจริงใจ  หมายความว่า  รู้ว่าอะไรไม่ดีก็ละให้ได้จริง  รู้ว่าอะไรดีมีประโยชน์ก็ตั้งใจทำให้ได้จริง สัจจะนี้นำความดีทุกชนิดมาสู่ตน  ดังโพธิสัตว์ภาษิตว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายข้ามพ้นชราและมรณะได้ เพราะตั้งอยู่ในสัจจะ

จาคะ  สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ หมายความว่า  รู้จักกลับตัวกลับใจจากความไม่ดีทั้งหลายที่เคยทำ  เคยพูด  เคยคิด  และเคยยึดติดมาก่อน

อุปสมะ  สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ หมายความว่า  รู้จักดับความขุ่นข้องหมองใจ  ความวิตกกังวลต่าง ๆ   อันเกิดจากกิเลสมีนิวรณ์  ๕  เป็นต้น

อิทธิบาท

คือ  คุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์  ๔ อย่าง

๑.  ฉันทะ  พอใจรักใคร่ ในสิ่งนั้น

๒.  วิริยะ  เพียรประกอบสิ่งนั้น

๓.  จิตตะ  เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ

๔.  วิมังสา  หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น

คุณ  ๔  อย่างนี้  มีบริบูรณ์แล้วอาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งที่ต้องประสงค์  ซึ่งไม่เหลือวิสัย

อิทธิ  แปลว่า  ความสำเร็จ  บาท  หรือ  ปาทะ แปลว่า  เหตุที่ทำให้ถึง  อิทธิบาท จึงแปลว่า  เหตุที่ให้ถึงความสำเร็จ  หมายถึง  เหตุที่มีกำลังในการบรรลุความสำเร็จ

ฉันทะ  คือ  ความปรารถนา  ความต้องการ  ความประสงค์  หวามมุ่งหมาย  เมื่อต่อเข้ากับอิทธิบาท  จึงมีความหมายว่า  ความปรารถนา  ความต้องการ  ความประสงค์  ความมุ่งหมายที่มีกำลังในการบรรลุความสำเร็จ

อิทธิบาท   คือ  ฉันทะ   ย่อมพาเอาความคิดจิตใจทั้งหมดไปรวมอยู่กับสิ่งที่ปรารถนาที่พอใจ   เหมือนกระแสน้ำที่ไหลมาอย่างแรง  ย่อมพัดพาเอาต้นไม้   กอไผ่  กอหญ้า  เป็นต้น ไปกับกระแสน้ำด้วย  วิริยะอิทธิบาท  จิตตะอิทธิบาท  และวิมังสาอิทธิบาท  ก็มีอธิบายเหมือนอย่างนี้

วิริยะ  คือ  ความอาจหาญในการงาน  ย่อมสำคัญงานใหญ่ว่างานเล็ก  งานหนักว่างานเบา  งานยากว่างานง่าย  ทางไกลว่าทางใกล้  เป็นต้น

จิตตะ  คือ  ความคิดถึงการงานนั้น  แบบใจจดใจจ่อ  เปรียบเหมือนคนกระหายน้ำจัด  ใจคิดถึงแต่น้ำตลอดเวลา

วิมังสา  ความไตร่ตรอง  ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลและวิธีการที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จลงให้ได้

ควรทำความไม่ประมาทในที่  ๔  สถาน

๑.  ในการละกายทุจริต  ประพฤติกายสุจริต

๒.  ในการละวจีทุจริต  ประพฤติวจีสุจริต

๓.  ในการละมโนทุจริต   ประพฤติมโนสุจริต

๔.  ในการละความเห็นผิด   ทำความเห็นให้ถูก

อีกอย่างหนึ่ง

๑.  ระวังใจไม่ให้กำหนัด  ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

๒.  ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง

๓.  ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง

๔.  ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

ความประมาท  คือความขาดสติอันก่อให้เกิดผลเสีย  ๓  ประการ  คือ

๑.  ให้เกิดการทำความชั่ว

๒.  ให้หลงลืมทำความดี

๓.  ไม่ทำความดีอย่างต่อเนื่อง

ความไม่ประมาท  คือความมีสติกำกับใจอยู่เสมอ ให้เกิดความคิดเป็นกุศล  ดังนี้

๑.  ไม่ทำความชั่ว

๒.  ไม่ลืมทำความดี

๓.  ทำความดีให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสรุปคำสอนทั้ง  ๒  นัย  นี้  ย่อมได้ความไม่ประมาท  ๓  ประการ  คือ

๑.  ระวังอย่าไปทำความชั่ว

๒.  อย่าลืมทำความดี

๓.  อย่าปล่อยใจให้ไปคิดเรื่องบาปเรื่องอกุศล

พรหมวิหาร  ๔

๑.  เมตตา  ความรักใคร่  ปรารถนาจะให้เป็นสุข

๒.  กรุณา  ความสงสาร  คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์

๓.  มุทิตา  ความพลอยยินดี  เมื่อผู้อื่นได้ดี

๔.  อุเบกขา  ความวางเฉย    ไม่ดีใจ  ไม่เสียใจ เมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ

คำว่า  พรหม  แปลว่า  ประเสริฐ  เป็นใหญ่  โดยบุคคลาธิษฐาน  หมายถึง  บุคคลผู้อยู่ด้วยฌานสมาบัติ ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องกามารมย์  โดยธรรมาธิษฐาน  หมายถึงจิตใจที่ประกอบด้วย เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา หรือดับนิวรณ์ได้

พรหมวิหาร  แปลว่า  ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม  หรือผู้ประเสริฐ  ผู้เป็นใหญ่

ความรักด้วยความปรารถนาดี  คือต้องการให้เขามีความสุข  โดยไม่มีความใคร่อยากจะได้อะไรจากเขามาเป็นของตน  ชื่อว่า  เมตตา

ความเอื้อเฟื้อ  ความเอาใจใส่  ความห่วงใยต่อผู้ตกทุกข์ประสพภัย  อดอยากหิวโหย  เป็นต้น  เข้าช่วยเหลือ  ด้วยกำลังกายและทรัพย์  ชื่อว่า  กรุณา

ความยินดีด้วยกับบุคคลที่ได้ลาภ  ได้ยศ  ได้เกียรติ  ได้รับความสำเร็จในอาชีพการงาน  เป็นต้น  ชื่อว่า  มุทิตา

ความวางเฉย  คือมีใจเป็นกลาง  ไม่ดีใจเมื่อผู้ที่เป็นศัตรูแก่ตน  ประสบทุกข์ภัยอันตราย  และได้รับความวิบัติ   ไม่เสียใจเมื่อผู้ที่ตนรัก  ประสบทุกข์ เป็นต้นนั้น  ในเมื่อตนได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว แต่ช่วยไม่ได้   ชื่อว่า  อุเบกขา

อริยสัจ  ๔

๑.  ทุกข์  ความไม่สบายกาย  ไม่สบายใจ

๒.  สมุทัย  คือเหตุให้ทุกข์เกิด

๓.  นิโรธ  คือความดับทุกข์

๔.  มรรค  คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ความไม่สบายกาย  ไม่สบายใจ  ได้ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นของทนได้ยาก

ตัณหา    คือความทะยานอยาก  ได้ชื่อว่า  สมุทัย เพราะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด       ตัณหานั้น  มีประเภทเป็น  ๓  คือ

ตัณหา  ความอยากในอารมณ์ที่น่ารักใคร่  เรียกว่ากามตัณหาอย่าง  ๑

ตัณหาความอยากเป็นโน่นเป็นนี่  เรียกว่าภวตัณหาอย่าง  ๑

ตัณหาความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่   เรียกว่าวิภวตัณหาอย่าง  ๑

ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง  ทุกข์ดับไปหมดได้ชื่อว่า  นิโรธ  เพราะเป็นความดับทุกข์

ปัญญาอันเห็นชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์  สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด  สิ่งนี้ความดับทุกข์  สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อว่า  มรรค  เพราะเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

มรรคนั้นมีองค์  ๘  ประการ  คือ  ปัญญาอันเห็นชอบ  ๑  ดำริชอบ  ๑  เจรจาชอบ  ๑  ทำการงานชอบ ๑  เลี้ยงชีวิตชอบ  ๑  ทำความเพียรชอบ  ๑   ตั้งสติชอบ  ๑  ตั้งใจชอบ  ๑

อริยสัจ  แปลว่า  ความจริงอันประเสริฐ หมายความว่า  เป็นความจริงที่หนีไม่พ้น  เช่นความแก่ ความตาย  เป็นต้น    มนุษย์ทุกรูปทุกนามเกิดมาแล้วสุดท้ายต้องแก่  และต้องตายทั้งสิ้น  หรือเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอน  คือ  เมื่อดับตัณหาได้ความทุกข์ทั้งหลายก็ดับไป  และตัณหานั้นก็มีวิธีดับโดยการปฏิบัติตามมรรคมีองค์  ๘

ทุกข์  ท่านให้ความหมายว่า  ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ  อธิบายว่า  ทุกข์ในอริยสัจ  ต่างจากทุกข์ในสามัญลักษณะ  ทุกข์ในอริยสัจหมายเอาทุกข์ที่เกิดกับสิ่งที่มีวิญญาณครอง  โดยเฉพาะคือมนุษย์  เช่น แก่  เจ็บ  ตาย  ผิดหวัง  เป็นต้น  ส่วนทุกข์ในสามัญลักษณะ หมายถึงสภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกสิ่งที่เป็นข้าศึกกันเบียดเบียนทำลาย  เช่นผิวคล้ำเพราะถูกแสงแดด  อาคารบ้านเรือนเก่า  เพราะถูกแดดและฝน ตลิ่งพังเพราะถูกน้ำเซาะ  เป็นต้น  ส่วนอริยสัจข้ออื่น ๆ   มีอธิบายชัดเจนแล้ว

ปัญจกะ   หมวด  ๕

อนันตริยกรรม  ๕

๑.  มาตุฆาต  ฆ่ามารดา

๒.  ปิตุฆาต  ฆ่าบิดา

๓.  อรหันตฆาต  ฆ่าพระอรหันต์

๔.  โลหิตุปบาท  ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป

๕.  สังฆเภท  ยังสงฆ์ให้เแตกจากกัน

กรรม  ๕  อย่างนี้   เป็นบาปหนักที่สุด   ห้ามสวรรค์  ห้ามนิพพาน  ตั้งอยู่ในฐานปาราชิก  ผู้นับถือพระพุทธศาสนาห้ามไม่ให้ทำเป็นอันขาด

อนันตริยกรรม   แปลว่า   กรรมที่ให้ผลในภพที่ติดต่อกันทันที    อธิบายว่า  ผู้ทำอนันตริยกรรม  ทั้ง ๕  นี้  ข้อใดข้อหนึ่ง  หลังจากตายแล้วต้องไปตกนรกชั้นอเวจีทันที  ไม่มีกุศลกรรมอะไรจะมาช่วยได้  เช่นพระเทวทัต  เป็นต้น

กรรมทั้ง  ๕  นี้  ท่านกล่าวว่า  ตั้งอยู่ในฐานปาราชิก  หมายความว่า  ผู้ทำกรรมนี้เป็นผู้พ่ายแพ้ต่อความดี   เป็นผู้อาภัพคือหมดโอกาสที่จะได้   มนุษย์สมบัติ  สวรรคสมบัติ   และนิพพานสมบัติ  เพราะต้องตกนรกอเวจีสถานเดียว

อภิณหปัจจเวกขณะ  ๕

๑.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า  เรามีความแก่เป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

๒.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า  เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้

๓. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า  เรามีความตายเป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

๔. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า  เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

๕. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า  เรามีกรรมเป็นของตัว   เราทำดีจักได้ดี   ทำชั่วจักได้ชั่ว

อภิณหะ  แปลว่า  เนือง ๆ   เสมอ  หรือเป็นประจำ

ปัจจเวกขณะ  แปลว่า  การพิจารณา  คือเก็บเอามาคิดเพื่อให้เข้าใจความจริง

อภิณหปัจจเวกขณะ    จึงมีความหมายว่า    การพิจารณา  หรือการคิดเนือง ๆ เพื่อให้เข้าใจความจริง

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า  สตรีก็ตาม  บุรุษก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม  บรรพชิตก็ตาม ควรพิจารณาเนืองๆ  ถึงความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  ความพลัดพรากจากบุคคล  และของรัก  และผู้ที่ทำความดีความชั่วแล้วได้รับผลดีและผลร้าย

เห็นคนแก่ชราภาพ  ให้นึกว่า  เราก็จะต้องแก่อย่างนั้น  จะช่วยบรรเทาความมัวเมาในวัย

เห็นคนเจ็บทุกข์ทรมาน  ให้นึกว่า  เราก็จะต้องเจ็บอย่างนั้น  จะช่วยบรรเทาความมัวเมาว่าตนไม่มีโรค

เห็นคนตาย  ให้นึกว่า   เราก็จะต้องตายอย่างมากไม่เกิน  ๑๐๐  ปี  จะช่วยบรรเทาความมัวเมาในชีวิต คิดว่าตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้า

เห็นคนประสบความวิบัติจากคนรักและทรัพย์สินเงินทอง  ให้นึกว่า  ความจากกันนั้นมีแน่  ไม่เขาจากเรา  ก็เราจากเขา  จะช่วยบรรเทาความยึดติดผูกพันในคนรักและของรัก

เห็นคนผู้ทำความดีและความชั่วแล้ว  ได้รับผลดีและผลร้าย  ให้นึกว่า  ทุกคนมีกรรมเป็นของตน  จะช่วยบรรเทาความทุจริตต่าง ๆ ได้

ธัมมัสสวนานิสงส์

คือ  อานิสงส์แห่งการฟังธรรม  ๕  อย่าง

๑.  ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๒.  สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว  แต่ยังไม่เข้าใจชัด  ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด

๓.  บรรเทาความสงสัยเสียได้

๔.  ทำความเห็นให้ถูกต้องได้

๕.  จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส

การฟังธรรม  เป็นอุบายวิธีที่สำคัญอย่างหนึ่ง  ซึ่งสามารถทำให้บุคคลบางประเภทละชั่วประพฤติชอบได้ และเป็นเหตุให้บุคคลบางประเภทแม้เป็นคนดี  มีความฉลาดอยู่แล้วบรรลุผลอันสูงสุดของชีวิตได้  เช่น  อุปติสสปริพพาชก  เป็นต้น  พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า บุคคลในโลกนี้มี  ๓  ประเภท  คือ

๑.บางคนจะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกหรือไม่ก็ตาม  ก็ละชั่วประพฤติชอบไม่ได้  เปรียบเหมือนคนไข้บางคนจะได้อาหาร  ที่อยู่และหมอที่ดีหรือไม่โรคก็ไม่หายตายสถานเดียว

๒.บางคนจะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกหรือไม่  ก็ละชั่วประพฤติชอบได้เอง    เปรียบเหมือนคนไข้บางคนจะได้อาหาร    ที่อยู่และหมอที่ดีหรือไม่   โรคก็หายเอง

๓.บางคนต้องได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกเท่านั้นจึงละชั่วประพฤติชอบเปรียบเหมือนคนไข้บางคนต้องได้อาหาร      ยาและหมอที่ดี โรคจึงหาย    เมื่อไม่ได้ไม่หาย

การฟังธรรม  จึงเป็นประโยชน์โดยตรงแก่บุคคลประเภทที่  ๓  แต่บุคคลประเภทที่  ๑  ก็ควรฟังเพื่อเป็นอุปนิสัยในภายหน้า  และบุคคลประเภทที่  ๒  ก็ควรฟังเพื่อความรู้ความเข้าใจภูมิธรรมที่สูงขึ้น

เพื่อจำง่าย  ย่ออานิสงส์  ๕  ดังนี้  ได้ฟังเรื่องใหม่เข้า  ใจเรื่องเก่า  บรรเทาความสงสัย  ทำลายความเห็นผิด  ดวงจิตผ่องใส

พละ  คือธรรมเป็นกำลัง  ๕  อย่าง

๑.  สัทธา    ความเชื่อ

.  วิริยะ   ความเพียร

.  สติ    ความระลึกได้

.  สมาธิ    ความตั้งใจมั่น

.  ปัญญา    ความรอบรู้

อินทรีย์  ๕  ก็เรียกเพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน

พละ  แปลว่าธรรมมีกำลัง  มีความหมาย  ๒  อย่าง คือ  ๑  ครอบงำ  ย่ำยีธรรมที่เป็นข้าศึกที่เกิดขึ้นแล้วได้   เปรียบเหมือนช้างสามารถเหยียบมนุษย์  หรือเอางวงจับฟาดตามสบาย เพราะมีกำลังมากกว่า  ๒.  อันธรรมที่เป็นข้าศึกให้หวั่นไหวไม่ได้  เปรียบเหมือนภูเขาอันมนุษย์ หรือสัตว์ทั้งหลายมีช้าง  เป็นต้น  ทำให้หวั่นไหวไม่ได้  เพราะมีความแข็งแกร่งกว่า

สภาพที่ข้าศึก คือความไม่มีศรัทธา (อสัทธิยะ)  ให้หวั่นไหวไม่ได้  ชื่อว่า  สัทธาพละ

สภาพที่ข้าศึก   คือ  ความเกียจคร้าน  (โกสัชชะ) ให้หวั่นไหวไม่ได้  ชื่อว่า  วิริยพละ

สภาพที่ข้าศึก   คือ  ความขาดสติ  (สติวิปวาสะ) ให้หวั่นไหวไม่ได้   ชื่อว่า  สติพละ

สภาพที่ข้าศึก  คือ  ความฟุ้งซ่าน  (อุทชัจจะ)  ให้หวั่นไหวไม่ได้  ชื่อว่า  สมาธิพละ

สภาพที่ข้าศึก  คือ  ความไม่รู้  (อวิชชา)  ให้หวั่นไหวไม่ได้   ชื่อว่า  ปัญญาพละ

อีกนัยหนึ่ง กุศลธรรมที่ครอบงำ อสัทธิยะ  โกสัชชะ สติวิปวาสะ  อุทชัจจะ และอวิชชาได้ชื่อว่า  สัทธาพละ  วิริยพละ   สติพละ    สมาธิพละ และ   ปัญญาพละ  ตามลำดับ

ขันธ์   ๕

กายกับใจนี้  แบ่งออกเป็น  ๕  กอง  เรียกว่า ขันธ์  ๕  คือ  ๑.  รูป  ๒.  เวทนา  ๓.  สัญญา  ๔. สังขาร  ๕.  วิญญาณ

ธาตุ  ๔  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ประชุมกันเป็นกาย    นี้เรียกว่า   รูป

ความรู้สึกอารมณ์ว่า  เป็นสุข  คือสบายกาย สบายใจ  หรือเป็นทุกข์  คือ  ไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือเฉย ๆ  คือไม่ทุกข์ไม่สุข  เรียกว่า  เวทนา

ความจำได้หมายรู้  คือจำรูป  เสียง  กลิ่น  รส โผฎฐัพพะ  และอารมณ์ที่เกิดกับใจได้  เรียกว่า สัญญา  เจตสิกธรรม  คือ  อารมณ์ที่เกิดกับใจ  เป็นส่วนดีเรียกกุศล  เป็นส่วนชั่วเรียกอกุศล  เป็นส่วนกลางๆ   ไม่ดีไม่ชั่วเรียก  อัพยากฤต  (ทั้งหมด)  เรียกว่า  สังขาร  ความรู้อารมณ์ในเวลามีรูปมากระทบตา เป็นต้น  เรียกว่า  วิญญาณ

ขันธ์  ๕ นี้  ย่น  เรียกว่า  นาม  รูป  คือ  เวทนา สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  รวมเข้าเป็นนาม  รูปคงเป็นรูป

คำว่า  ขันธ์  แปลว่า  กอง  หมายถึงกองธรรม  ๕ กอง  ที่รวมกันเข้าแล้วเป็นชีวิต  พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจว่า  ชีวิตมนุษย์ก็คือ  การประชุมรวมกันของกองธรรมทั้ง  ๕  นี้  ได้เหตุได้ปัจจัยก็รวมกันเรียกว่ามีชีวิต  สิ้นเหตุสิ้นปัจจัยก็แตกสลาย  เรียกว่า  ตาย ไม่มีใครที่ไหนมาสร้างมาดลบันดาลให้เกิดขึ้นหรือให้ตายไป

ฉักกะ   หมวด  ๖

คารวะ  ๖  อย่าง

ความเอื้อเฟื้อ  ในพระพุทธเจ้า  ๑  ในพระธรรม  ๑ ในพระสงฆ์  ๑  ในความศึกษา  ๑  ในความไม่ประมาท ๑  ในปฏิสันถารคือต้อนรับปราศรัย  ๑

คารวะ  แปลว่า  ความเคารพ  หมายถึงการให้ความสำคัญต่อบุคคล  หรือสิ่งที่มีคุณความดีมีค่าควรแก่การให้เกียรติ  ให้การสนับสนุน  และการคุ้มครองรักษา การกระทำที่แสดงออกซึ่งความเคารพ  คือการไหว้  การกราบ  การก้มศีรษะ  การลุกขึ้นต้อนรับ  การให้ที่นั่ง  การหลีกทางให้  การให้สิ่งของ  การนับถือ การบูชา  เป็นต้น

ความเคารพในพระพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้  คือ  เชื่อความตรัสรู้ของพระองค์  ไม่แสดงอาการไม่สุภาพต่อพระปฏิมาและศาสนสถาน  มีเจดีย์  เป็นต้น

ความเคารพในพระธรรม  คือ  ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตาม  ศีล  สมาธิ  ปัญญา

ความเคารพในพระสงฆ์  คือการกราบไหว้  นับถือ ถวายไทยธรรม  มีอาหารบิณฑบาต  เป็นต้น

ความเคารพในการศึกษา  คือ  เห็นคุณค่าของการศึกษาว่าจะทำให้มีความรู้ดี  มีความประพฤติดี  มีอาชีพการงานดี  แล้วตั้งใจศึกษาเล่าเรียน  ไม่เที่ยวเตร่ เสเพล

ความเคารพในความไม่ประมาท  คือ  ระวังตัวไม่ให้ไปทำความชั่ว  ไม่ลืมทำความดี  ไม่ปล่อยใจให้คิดเรื่องบาป  อกุศล

ความเคารพในปฏิสันถาร คือ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการให้ที่พัก น้ำ อาหาร และสนทนาปราศรัยด้วยปิยวาจา  เป็นต้น

สาราณิยธรรม  ๖  อย่าง

ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง  เรียก  สาราณิยธรรม  มี  ๖  อย่าง  คือ

๑.  เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา  ในเพื่อนภิกษุสามเณร  ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  คือช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนด้วยกายมีพยาบาลภิกษุไข้     เป็นต้น  ด้วยจิตเมตตา

๒.  เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา  ในเพื่อนภิกษุสามเณร  ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  คือช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนด้วยวาจา  เช่นกล่าวสั่งสอน  เป็นต้น

๓.  เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร  ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  คือคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน

๔.  แบ่งปันลาภที่ตนได้มาโดยชอบธรรม  ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร  ไม่หวงไว้บริโภคจำเพาะผู้เดียว

๕.  รักษาศีลให้บริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่น ๆ   ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น

๖.  มีความเห็นร่วมกันกับภิกษุสามเณรอื่น ๆ  ไม่วิวาทกับใคร ๆ  เพราะมีความเห็นผิดกัน

ธรรม  ๖  อย่างนี้  ทรงแสดงแก่ภิกษุจึงดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะพระ  แต่ความจริงแล้วทุกคนนำไปใช้ได้กับทุกคน  ทุกเพศทุกวัย  เช่นอยู่กับบิดามารดาก็ใช้ว่า  เข้าไปตั้งกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม  อันประกอบด้วยเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง  ช่วยท่านทำงาน  พูดกับท่านด้วยปิยวาจา   มีจิตใจเคารพนับถือท่าน  เป็นต้น

 

สัตตกะ  หมวด  ๗

อริยทรัพย์  ๗

ทรัพย์  คือ   คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ  เรียกอริยทรัพย์  มี  ๗  อย่าง  คือ

๑.  สัทธา   เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ

๒.  ศีล    รักษากาย  วาจา  ให้เรียบร้อย

๓.  หิริ   ความละอายต่อบาปทุจริต

๔.  โอตตัปปะ   สะดุ้งกลัวต่อบาป

๕.  พาหุสัจจะ   ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คือทรงจำธรรม และรู้ศิลปวิทยามาก

๖.  จาคะ   สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน

๗.  ปัญญา  รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์

อริยทรัพย์  ๗  ประการนี้  ดีกว่าทรัพย์ภายนอก  มีเงินทอง  เป็นต้น  ควรแสวงหาไว้ให้มีในสันดาน

ทรัพย์ภายนอก  จะเป็นสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์  สวิญญณกทรัพย์ อวิญญณกทรัพย์ ก็ตาม  มีไว้เพื่อให้เกิดความสุข  ถ้าขาดทรัพย์แล้วย่อมมีความทุกข์  ตามธรรมภาษิตว่า   ทลิททลิยํ   ทุกขํ  โลเก     ความจนเป็นทุกข์ในโลก    แต่ถึงจะมีทรัพย์ภายนอกมากมายอย่างไร  ถ้าขาดทรัพย์ภายใน  คืออริยทรัพย์  เช่นขาดศีล  หิริ  โอตตัปปะ  เป็นต้น โลกก็จะลุกเป็นไฟหาความสุขไม่ได้เลย

อนึ่ง  เมื่อคนมีทรัพย์ภายใน  คือ  อริยทรัพย์แล้ว ย่อมหาทรัพย์ภายนอกได้ง่าย  ทั้งทำให้ทรัพย์ภายนอกนั้นมีความมั่นคง  และก่อให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง สมดังที่นักปราชญ์สอนไว้ว่า  ความพยายามทุกอย่างของมนุษย์  ก็เพื่อความสุข  แต่ถ้าขาดธรรมเสียแล้ว ความสุขจะเกิดไม่ได้เลย

สัปปุริสธรรม  ๗  อย่าง

ธรรมของสัตบุรุษ  เรียกว่า  สัปปุริสธรรม  มี ๗  อย่าง  คือ

.  ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่นรู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุขสิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์

.  อัตถัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักผล  เช่นรู้จักว่าสุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้  ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้

.   อัตตัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักตนว่า  เราว่าโดยชาติ  ตระกูล ยศศักดิ์  สมบัติ  บริวาร  ความรู้ และคุณธรรมเพียงเท่านี้   แล้วประพฤติตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่ อย่างไร

๔.   มัตตัญญุตา  ความเป็นผู้รู้ประมาณในการแสวงหาเครื่องเลี้ยง ชีวิตแต่โดยทางที่ชอบ  และรู้จักประมาณในการ บริโภคแต่พอสมควร

๕.   กาลัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควรในอันประกอบกิจนั้น ๆ

๖.   ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน และกิริยาที่จะต้องประพฤติต่อประชุมชนนั้น ๆ  ว่า หมู่นี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้  จะต้องพูดอย่างนี้  เป็นต้น

๗.   ปุคคลปโรปรัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า  ผู้นี้เป็นคนดีควรคบ  ผู้นี้เป็นคนไม่ดีไม่ควรคบ  เป็นต้น

สัตบุรุษ  คือคนดีมีความประพฤติ  ทางกาย  วาจา ใจ  อันสงบ  และทรงความรู้  หรือจะกล่าวว่า  ผู้ประกอบด้วยธรรม  ๗  ประการนี้  คือ  รู้จักเหตุ  รู้จักผล  รู้จักตน  รู้จักประมาณ  รู้จักกาลเวลา  รู้จักเข้าหาชุมชน  รู้จักเลือกคนที่ควรคบ  เรียกว่า  สัตบุรุษ  ก็ได้

รู้ว่า  จุดไฟทิ้งไว้ในบ้าน  ไฟจะไหม้บ้าน  ชื่อว่า  รู้เหตุ

รู้ว่าไฟไหม้บ้านพร้อมทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ  หมดสิ้น ก็เพราะจุดไฟทิ้งไว้  ชื่อว่า  รู้ผล

การรู้เหตุ  ทำให้รู้จักสร้างเหตุดี  หลีกหนีเหตุร้าย

การรู้ผล  ทำให้เป็นคนมีประสบการณ์  แล้วไม่ทำอย่างนั้นอีก

สัปปุริสธรรมข้ออื่น ๆ   ท่านอธิบายไว้ชัดเจนแล้ว

อัฏฐกะ  คือ  หมวด  ๘

โลกธรรม  ๘

ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่  และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น  เรียกว่า  โลกธรรม

โลกธรรมนั้น มี ๘ อย่าง  คือ  มีลาภ  ๑  ไม่มีลาภ  ๑  มียศ  ๑  ไม่มียศ  ๑  นินทา  ๑  สรรเสริญ ๑  สุข  ๑  ทุกข์  ๑

ในโลกธรรม  ๘  ประการนี้  อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นควรพิจารณาว่า  สิ่งนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว  ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง  เป็นทุกข์    มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา       ควรรู้ตามที่เป็นจริง  อย่าให้มันครอบงำจิตได้  คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา  อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่น่าปรารถนา

โลกธรรม  ๘  นี้  ท่านแบ่งออกเป็น  ๒  ฝ่าย 

ที่ดี  คือ  มีลาภ  มียศ  สรรเสริญ  สุข  เรียกว่า  อิฏฐารมณ์  แปลว่า  อารมณ์ที่น่าปรารถนา  ๑  ที่

ไม่ดี  คือ  ไม่มีลาภ  ไม่มียศ  นินทา  ทุกข์  เรียกว่า  อนิฏฐารมณ์    แปลว่า  อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา  ๑

ที่ว่าครอบงำสัตว์โลก  และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น  หมายความว่า เมื่อได้รับโลกธรรมฝ่ายดี จิตใจก็ฟูเบิกบาน  หรือเรียกว่า  หน้าชื่นตาบาน  เมื่อได้รับโลกธรรมฝ่ายไม่ดี  จิตใจก็ฟุบเหี่ยวแห้ง  หรือที่เรียกว่า  หน้าเศร้าอกตรม ความรู้สึกทั้ง  ๒  นี้  พระพุทธศาสนาสอนว่า  ล้วนเป็นภัยต่อระบบศีลธรรมทั้งนั้น  คือ เป็นเหตุให้จิตใจเหินห่าง  จากศีล  สมาธิ  และปัญญา

ทสกะ  คือ  หมวด  ๑๐

บุญกิริยาวัตถุ  ๑๐  อย่าง

๑.   ทานมัย  บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน

๒.   สีลมัย    บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล

๓.   ภาวนามัย  บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา

๔.   อปจายนมัย  บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่

๕    เวยยาวัจจมัย  บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ

๖.   ปัตติทานมัย   บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ

๗.   ปัตตานุโมทนามัย  บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ

๘.   ธัมมัสสวนมัย   บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม

๙.   ธัมมเทสนามัย  บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์     การทำความเห็นให้ตรง

ความหมายของคำว่า  บุญกิริยาวัตถุ  ได้อธิบายแล้วในบุญกิริยาวัตถุ  ๓

ในหมวดนี้  เพียงแต่ให้ตั้งข้อสังเกตว่า  คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการทำบุญ  ก็จะคิดว่าตนไม่มีทรัพย์ เลยไม่มีโอกาสได้ทำบุญกับเขา  แต่ความจริงแล้ว ทรัพย์ไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับทำบุญที่สำคัญเลย  จะเห็นว่าทั้ง  ๑๐  ข้อนี้ที่ต้องใช้ทรัพย์มีข้อเดียว  คือ  ทานมัยเท่านั้นเอง  นอกจากนั้นเป็นเรื่องของ  กาย  วาจา  ใจ ทั้งสิ้น

ดังนั้น  จึงทำให้เข้าใจได้ว่า  อุปกรณ์สำหรับทำบุญที่สำคัญที่สุด  ก็คือ  กาย  วาจา  และ  ใจ  ของตนนี่เอง

กาย  และ  วาจาของตนงดเว้นจากการทำ  การพูด  ที่สร้างความทุกข์  ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

ศีรษะของตน  ใช้ก้มให้กับผู้ใหญ่  มือของตนใช้ไหว้ท่านผู้เจริญด้วยวัยวุฒิ  คุณวุฒิ  และชาติวุฒิ

ร่างกายของตน  ร่วมด้วยช่วยกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม

ปาก  ใช้พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์  มีคุณค่าแก่ชีวิตจิตใจของผู้ฟัง

หู  ใช้ฟังคำสอนของบิดามารดา  ครูอาจารย์  และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น

ใจ  ใช้คิดและรับรู้  แต่สิ่งที่เป็นความรู้  เป็นกุศล ไม่โลภอยากได้ของใคร  ไม่คิดประทุษร้ายใคร  มีความคิดเห็นที่ส่งเสริมระบบศีลธรรม

เพียง    การทำ    การพูด   และการคิด   อย่างนี้  กาย   วาจา   และใจของเราก็สามารถสร้างมนุษยสมบัติ   สวรรคสมบัติ   และนิพพานสมบัติ   ให้แก่เราได้แล้ว

 

คิหิปฏิบัติ

จตุกกะ

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์  คือ  ประโยชน์ในปัจจุบัน  ๔  อย่าง

๑.   อุฏฐานสัมปทา    ถึงพร้อมด้วยความหมั่น   ในการประกอบกิจ  เครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี  ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี  ในการทำธุระหน้าที่ของตนก็ดี

๒.   อารักขสัมปทา    ถึงพร้อมด้วยการรักษา  คือรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหมั่น  ไม่ให้เป็นอันตรายก็ดี  รักษาการงานของตน   ไม่ให้เสื่อมเสียไปก็ดี

๓.   กัลยาณมิตตตา   ความมีเพื่อนเป็นคนดี  ไม่คบคนชั่ว

๔.   สมชีวิตา    ความเลี้ยงชีวิตตามสมควร แก่กำลังทรัพย์ที่หาได้  ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก

สัมปรายิกัตถประโยชน์  คือ   ประโยชน์ภายหน้า  ๔  อย่าง

๑.   สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ  เช่นเชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  เป็นต้น

๒.   สีลสัมปทา   ถึงพร้อมด้วยศีล  คือ  รักษา กาย  วาจาเรียบร้อยดี ไม่มีโทษ

๓.   จาคสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน เป็นการเฉลี่ยสุขให้แก่ผู้อื่น

๔.   ปัญญาสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยปัญญา  รู้จัก บาป  บุญ  คุณ   โทษ  ประโยชน์  มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น

มิตตปฏิรูป  คือ  คนเทียมมิตร  ๔  จำพวก

๑.   คนปลอกลอก

๒.   คนดีแต่พูด

๓.   คนหัวประจบ

๔.   คนชักชวนในทางฉิบหาย

คน  ๔  จำพวกนี้  ไม่ใช่มิตร  เป็นแต่คนเทียมมิตร ไม่ควรคบ

๑.  คนปลอกลอก   มีลักษณะ  ๔

๑.   คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

๒.   เสียให้น้อย  คิดเอาให้ได้มาก

๓.   เมื่อมีภัยแก่ตัว  จึงรับทำกิจของเพื่อน

๔.   คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว

๒.  คนดีแต่พูด    มีลักษณะ  ๔

๑.   เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย

๒.   อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย

๓.   สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้

๔.   ออกปากพึ่งมิได้

.  คนหัวประจบ  มีลักษณะ  ๔

๑.   จะทำชั่วก็คล้อยตาม

๒.   จะทำดีก็คล้อยตาม

๓.   ต่อหน้าว่าสรรเสริญ

๔.   ลับหลังตั้งนินทา

.  คนชักชวนในทางฉิบหาย  มีลักษณะ  ๔

๑.    ชักชวนดื่มน้ำเมา

๒.   ชักชวนเที่ยวกลางคืน

๓.   ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น

๔.   ชักชวนเล่นการพนัน

มิตรแท้   ๔    จำพวก

๑.   มิตรมีอุปการะ

๒.   มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์

๓.   มิตรแนะประโยชน์

๔.   มิตรมีความรักใคร่

มิตร  ๔  จำพวกนี้  เป็นมิตรแท้  ควรคบ

๑.  มิตรมีอุปการะ   มีลักษณะ  ๔

๑.   ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

๒.   ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

๓.   เมื่อมีภัย  เป็นที่พึ่งพำนักได้

๔.   เมื่อมีธุระ  ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก

.   มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์   มีลักษณะ  ๔

๑.   ขยายความลับของตนแก่เพื่อน

๒.   ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย

๓.   ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ

๔.   แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้

.   มิตรแนะประโยชน์   มีลักษณะ   ๔

๑.   ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

๒.   แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี

๓.   ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๔.   บอกทางสวรรค์ให้

.   มิตรมีความรักใคร่   มีลักษณะ   ๔

๑.   ทุกข์ ๆ  ด้วย

๒.   สุข  ๆ  ด้วย

๓.   โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน

๔.   รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน

.   สังคหวัตถุ  ๔  อย่าง

๑.   ทาน   ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน

๒.   ปิยวาจา   เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน

๓.   อัตถจริยา   ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

๔.   สมานัตตตา    ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว

คุณทั้ง  ๔  อย่างนี้  เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้

.   ธรรมของฆราวาส    ๔

๑.   สัจจะ      สัตย์ซื่อต่อกัน

๒.   ทมะ        รู้จักข่มจิตของตน     (หมายถึงปัญญา)

๓.   ขันติ        อดทน     (หมายถึงความเพียร)

๔.   จาคะ       สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน

ปัญจกะ

๑.   มิจฉาวณิชชา    คือการค้าขายไม่ชอบธรรม  ๕  อย่าง

๑.   ค้าขายเครื่องประหาร

๒.   ค้าขายมนุษย์

๓.   ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

๔.   ค้าขายน้ำเมา

๕.   ค้าขายยาพิษ

การค้าขาย  ๕  อย่างนี้  เป็นข้อห้ามอุบาสกไม่ให้ประกอบ

.   สมบัติของอุบาสก  ๕  ประการ   

๑.   ประกอบด้วยศรัทธา

๒.   มีศีลบริสุทธิ์

๓.   ไม่ถือมงคลตื่นข่าว  คือเชื่อกรรม   ไม่เชื่อมงคล

๔.   ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา

๕.   บำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา

อุบาสกพึงตั้งอยู่ในสมบัติ  ๕  ประการ  และเว้นจากวิบัติ  ๕  ประการ  ซึ่งวิปริตจากสมบัตินั้น

ฉักกะ

ทิศ   ๖

๑.  ปุรัตถิมทิส   คือทิศเบื้องหน้า  มารดาบิดา

๒.  ทักขิณทิศ   คือทิศเบื้องขวา   อาจารย์

๓.  ปัจฉิมทิส   คือทิศเบื้องหลัง   บุตรภรรยา

๔.  อุตตรทิส   คือทิศเบื้องซ้าย   มิตร

๕.  เหฏฐิมทิส   คือทิศเบื้องต่ำ   บ่าว

๖.  อุปริมทิส   คือทิศเบื้องบน   สมณพราหมณ์

๑.   ปุรัตถิมทิส     คือทิศเบื้องหน้า ได้แก่ มารดาบิดา  บุตรพึงบำรุงด้วยสถาน  ๕

๑.   ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว  เลี้ยงท่านตอบ

๒.   ทำกิจของท่าน

๓.   ดำรงวงศ์สกุล

๔.   ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก

๕.   เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว  ทำบุญอุทิศให้ท่าน

มารดาบิดาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน  ๕

๑.   ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

๒.   ให้ตั้งอยู่ในความดี

๓.   ให้ศึกษาศิลปวิทยา

๔.   หาภรรยาที่สมควร

๕.   มอบทรัพย์ให้ในสมัย

.   ทักษิณทิศ      คือทิศเบื้องขวา ได้แก่ อาจารย์  ศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน   ๕

๑.   ด้วยลุกขึ้นยืนรับ

๒.   ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้

๓.   ด้วยเชื่อฟัง

๔.   ด้วยอุปัฏฐาก

๕.   ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

อาจารย์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน   ๕

๑.   แนะนำดี

๒.   ให้เรียนดี

๓.   บอกศิลปให้สิ้นเชิง  ไม่ปิดบังอำพราง

๔.   ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง

๕.   ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย    (คือจะไปทางทิศไหนก็ไม่อดอยาก)

๓.    ปัจฉิมทิส  คือทิศเบื้องหลัง ได้แก่ ภรรยา   สามีพึงบำรุงด้วยสถาน  ๕

๑.   ด้วยยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา

๒.   ด้วยไม่ดูหมิ่น

๓.   ด้วยไม่ประพฤติล่วงใจ

๔.   ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้

๕.   ด้วยให้เครื่องแต่งตัว

ภรรยาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน  ๕

๑.   จัดการงานดี

๒.   สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี

๓.   ไม่ประพฤติล่วงใจสามี

๔.   รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้

๕.   ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

.   อุตตรทิส        คือทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตร  กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน  ๕

๑.    ด้วยให้ปัน

๒.   ด้วยเจรจาถ้อยคำไพเราะ

๓.   ด้วยประพฤติประโยชน์

๔.   ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ

๕.   ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความเป็นจริง

มิตรได้บำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน  ๕

๑.   รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว

๒.   รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว

๓.   เมื่อมีภัย  เอาเป็นที่พึ่งพำนักได้

๔.   ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ

๕.   นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร

.   เหฏฐิมทิส      คือทิศเบื้องต่ำ ได้แก่  บ่าว นายพึงบำรุงด้วยสถาน   ๕

๑.   ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง

๒.   ด้วยให้อาหารและรางวัล

๓.   ด้วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้

๔.   ด้วยแจกของมีรสประหลาดให้กิน

๕.   ด้วยปล่อยในสมัย

บ่าวได้บำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน   ๕

๑.   ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย

๒.   เลิกการงานทีหลังนาย

๓.   ถือเอาแต่ของที่นายให้

๔.   ทำการงานให้ดีขึ้น

๕.นำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ

๖.   อุปริมทิส   คือทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์  กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน  ๕

๑.   ด้วยกายกรรม  คือทำอะไร ๆ  ประกอบด้วยเมตตา

๒.   ด้วยวจีกรรม   คือพูดอะไร ๆ  ประกอบด้วยเมตตา

๓.   ด้วยมโนกรรม  คือคิดอะไร ๆ  ประกอบด้วยเมตตา

๔.   ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู  คือมิได้ห้ามเข้าบ้านเรือน

๕.   ด้วยให้อามิสทาน

สมณพราหมณ์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว  ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน  ๖

๑.   ห้ามไม่ให้กระทำความชั่ว

๒.   ให้ตั้งอยู่ในความดี

๓.   อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม

๔.   ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๕.   ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง

๖.   บอกทางสวรรค์ให้

อบายมุข  คือเหตุเครื่องฉิบหาย  ๖

.   ดื่มน้ำเมา

๒    เที่ยวกลางคืน

.   เที่ยวดูการเล่น

.   เล่นการพนัน

.   คบคนชั่วเป็นมิตร

.   เกียจคร้านการทำงาน

.   ดื่มน้ำเมา  มีโทษ  ๖

๑.   เสียทรัพย์

๒.   ก่อการทะเลาะวิวาท

๓.   เกิดโรค

๔.   ต้องติเตียน

๕.   ไม่รู้จักอาย

๖.   ทอนกำลังปัญญา

.   เที่ยวกลางคืน  มีโทษ  ๖

๑.   ชื่อว่าไม่รักษาตัว

๒.   ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย

๓.   ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ

๔.   เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย

๕.   มักถูกใส่ความ

๖.  ได้ความลำบากมาก

.   เที่ยวดูการเล่น  มีโทษตามวัตถุที่ไปดู    ๖

๑.   รำที่ไหนไปที่นั่น

๒.   ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น

๓.   ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น

๔.   เสภาที่ไหนไปที่นั่น

๕.   เพลงที่ไหนไปที่นั่น

๖.   เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น

.   เล่นการพนัน  มีโทษ   ๖

๑.   เมื่อชนะย่อมก่อเวร

๒.   เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป

๓.   ทรัพย์ย่อมฉิบหาย

๔.   ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ

๕.   เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน

๖.   ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย

.   คบคนชั่วเป็นมิตร  มีโทษตามบุคคลที่คบ   ๖

๑.   นำให้เป็นนักเลงการพนัน

๒.   นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้

๓.   นำให้เป็นนักเลงเหล้า

๔.   นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม

๕.   นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งหน้า

๖.  นำให้เป็นคนหัวไม้

๖.   เกียจคร้านการทำงาน  มีโทษ   ๖

๑.   มักให้อ้างว่า    หนาวนัก  แล้วไม่ทำการงาน

๒.   มักให้อ้างว่า    ร้อนนัก  แล้วไม่ทำการงาน

๓.   มักให้อ้างว่า    เวลาเย็นแล้ว  แล้วไม่ทำการงาน

๔.   มักให้อ้างว่า    ยังเช้าอยู่  แล้วไม่ทำการงาน

๕.   มักให้อ้างว่า    หิวนัก  แล้วไม่ทำการงาน

๖.   มักให้อ้างว่า    กระหายนัก  แล้วไม่ทำการงาน

ผู้หวังความเจริญด้วยโภคทรัพย์  พึงเว้นเหตุเครื่องฉิบหาย  ๖  ประการนี้เสีย

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: ศาสนพิธี ::

ศาสนพิธี  (พิธีกรรมทางศาสนา)

หมวดกุศลพิธี ว่าด้วยการบำเพ็ญกุศล

กุศลพิธี คือพิธีกรรมอันดีงามที่ทำให้ผู้ปฏิบัติ สามารถลดละเลิกทำความชั่ว และมุ่งมั่นตั้งใจทำความดี เจริญสติและปัญญา กุศลพิธีมี ๓ ประการ คือ

๑. พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

๒. พิธีรักษาอุโบสถ

๓. พิธีเวียนเทียนในวัดสำคัญทางพระพุทธศาสนา

๑. พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ หมายถึง การยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาหรือเป็นผู้ระลึกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

มามกะ แปลว่า ของเรา หมายถึง การนับถือพระรัตนตรัยว่าเป็นของเรา การแสดงตนเป็นพุทธมามกะสามารถทำได้หลายครั้ง ตามกำลังศรัทธาของตนเอง

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะมีปรากฏตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะแสดงตนเป็นพุทธมามกะโดยการทูลของอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือตปุสสะและภัลลิกะ แสดงตนเป็นพุทธมามกะโดยการถึงพระพุทธพระธรรมเป็นที่พึ่ง

ความเป็นมาในประเทศไทย

เมื่อประเพณีการบวชเรียนลดน้อยลง และคนไทยเริ่มนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕) ทรงประสงค์ให้โอรสที่ไม่ได้ผนวชเป็นสามเณรได้ปฏิญญาเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาก่อนเสด็จไปศึกษาต่อยังยุโรป ครั้งนั้นใช้คำปฏิญญาตนตามแบบบาลี

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๖) ได้ปฏิญญาพระองค์เป็นพุทธมามกะตามแบบที่ตั้งขึ้นใหม่ และใช้เป็นพระราชประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ระเบียบปฏิบัติ

ระเบียบปฏิบัติหรือขั้นตอนการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ มี ๓ ขั้นตอน คือ

๑. มอบตัว ผู้ปกครองนิมนต์พระสงฆ์ไม่น้อยกว่า ๔ รูป สถานที่ประกอบพิธีกรรมอาจจัดภายในบ้าน วัด หรือ โรงเรียนก็ได้

๒. เตรียมการ คือการจัดเตรียมสถานที่ หรือสิ่งที่ต้องใช้ในการประกอบพิธีกรรม เช่น โต๊ะหมู่ ดอกไม้ ธูปเทียน

๓. พิธีการ เริ่มพิธีการตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่ การจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยเป็นต้นไป

๒. พิธีรักษาอุโบสถ

อุโบสถ แปลว่า การอยู่จำ การเข้าจำ เป็นอุบายสำหรับขัดเกลากิเลสให้เบาบางลง ทำให้กายและวาจาไม่วุ่นวาย การรักษาศีลอุโบสถสำหรับคฤหัสถ์ เรียกว่า อัฏฐคิกอุโบสถ คือ การรักษาศีล ๕ อย่างเคร่งครัด

เจ้าลัทธิทั้งหลายในสมัยพุทธกาล นิยมประชุมกันกล่าวธรรมในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ มีสาวกเข้าร่วมฟังจำนวนมาก

พระเจ้าพิมพิสารจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขออนุญาตให้สงฆ์ กล่าวธรรมทุกวันพระ พระสงฆ์จึงปฏิบัติตามพุทธานุญาตจนมาถึงปัจจุบันนี้

ประเภทของอุโบสถ

แบ่งตามวันที่รักษาอุโบสถ มี ๒ ประเภท คือ

๑. ปกติอุโบสถ (อุโบสถตามปกติ) หมายถึง อุโบสถที่นิยมรักษาตามปกติชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง นิยมปฏิบัติกันในวันพระ (๘ ค่ำ, ๑๔ ค่ำ, ๑๕ ค่ำ)

๒. ปฏิชาครอุโบสถ (อุโบสถผู้ตื่น) หมายถึงอุโบสถรักษาคราวละ ๓ วัน คือ วันรับ หมายถึงวันที่รับศีล ๘ จากพระสงฆ์ วันรักษา หมายถึงรักษาศีล ๘ ในวันพระ และวันส่ง หมายถึงวันสิ้นสุดการรักษาศีล เช่น หากกำหนดรักษาในวันพระ ๘ ค่ำ ต้องเริ่มรับศีลในวัน ๗ ค่ำ (วันรับ) และเริ่มรักษาตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวัน ๙ ค่ำ (วันส่ง) และเช้าวัน ๑๐ จึงถือว่าสิ้นสุด

ระเบียบวิธีปฏิบัติ

เมื่อตั้งใจจะรักศีลอุโบสถในวันใด เมื่อถึงกำหนดรักษา(๘ ค่ำ,๑๔ ค่ำ, ๑๕ ค่ำ) ผู้รักษาควรตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ชำระร่างกายให้สะอาด เริ่มพิธีการโดยการบูชาพระรัตนตรัยตามลำดับ คือ

๑. กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย

๒. เปล่งวาจาอธิฐานศีลอุโบสถ

๓. เปล่งคำอาราธนาศีลอุโบสถ

๔. สมาทานศีลอุโบสถ

๓. พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญ

การเวียนเทียนตรงกับคำบาลีว่า “ทักษิณาวรรต” หมายถึง การประนมมือเวียนขวารอบอุโบสถ หรือ รอบสถูปเจดีย์ เพื่อน้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ในวันสำคัญของพระพุทธศาสนา วันที่นิยมปฏิบัติพิธีเวียนเทียน มี ๔ วัน คือ

๑. วันมาฆบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓

๒. วันวิสาขบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖

๓. วันอัฏฐมีบูชา แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖

๔. วันอาสาฬหบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

๑. วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันคล้ายวันที่ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์

๒. วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

๓. วันอัฏฐมีบูขา ตรงกับแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

๔. วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันคล้ายวันทรงแสดงปฐมเทมศนาชื่อ ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร มีพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรม นับเป็นอริยสงฆ์รูปแรกในโลก

ระเบียบวิธีปฏิบัติ

เมื่อถึงวันสำคัญของพระพุทธศาสนา อุบาสกอุบาสิกาและพุทธศาสนิกชน จะนัดหมายประชุมกันหน้าอุโบสถหรือสถูปเจดีย์ จัดเตรียมดอกไม้ ธูปเทียนเครื่องสักการะ พระสงฆ์แถวหน้า ถัดมาเป็นอุบาสกอุบาสิกาและพุทธศาสนิกชนทั่วไปตามลำดับ

เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้ว หัวหน้าสงฆ์กล่าวนำบูชาพระรัตนตรัย กล่าวคำบูชาดอกไม้ธูปเทียนตามแบบที่กำหนดใช้ในวันสำคัญนั้นๆ

ในขณะเดินเวียนขวา ๓ รอบ รอบที่ ๑ สวดระลึกถึงพระพุทธคุณ รอบที่ ๒ สวดพระธรรมคุณ และรอบที่ ๓ สวดพระสังฆคุณ

หมวดบุญพิธี ว่าด้วยพิธีทำบุญ

เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้น เพื่อให้เกิดความสุขและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้จัด เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในประจำวัน ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ของไทย

ส่วนมากมักทำบุญเกี่ยวกับการฉลองบ้าง เรื่องต้องการสิริมงคลแก่ชีวิตบ้างและครอบครัวบ้าง เรื่องเกี่ยวกับการตายบ้าง นับเป็นวิถีดำเนินชีวิตของชาวพุทธตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย แบ่งการทำบุญเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. ทำบุญงานมงคล ๒. บำบุญงานอวมงคล

เปรียบเทียบงานบุญ

การอาราธนา

งานมงคล : เจริญพระพุทธมนต์
งานอวมงคล : สวดพระพุทธมนต์

พระสงฆ์

งานมงคล : จำนวนคี่
งานอวมงคล : จำนวนคู่

น้ำพระพุทธมนต์

งานมงคล : นิยมทำน้ำพุทธมนต์
งานอวมงคล : ไม่ทำน้ำพุทธมนต์

พิธีการทำบุญงานมงคล

๑. อาราธนาพระสงฆ์นิยมจำนวนคี่ คือ ๕-๗-๙ รูป ถ้าเป็นงานมงคลสมรสนิยมนิมนต์พระสงฆ์เป็นเลขคู่ คือ ๘ รูป พิธีหลวง ๑๐ รูป

๒. เตรียมสถานที่ โต๊ะหมู่ ๕-๗-๙ ถ้าหาไม่ได้โต๊ะอื่นที่สมควร จัดวางพระพุทธรูป ดอกไม้ ธูปเทียน กระถางธูป วางโต๊ะหมู่ทางขวามือของพระสงฆ์ หันพระพักตร์ไปทางเดียวกับพระสงฆ์

๓. วงด้ายสายสิญจน์ วนขวาพระพุทธรูป โยงจากฐานพระพุทธรูปมาที่บาตรหรือขันน้ำมนต์ วนขวาที่บาตรหรือขัน วางไว้ในพานตั้งใกล้อาสนะพระสงฆ์ประธาน

๔. อาสนะสำหรับพระสงฆ์ ควรยกพื้นสูงให้มีระดับเท่ากับเก้าอี้ หรือเพียงปู่เสื่อ ปู่ผ้าขาว ผ้านิสีทนะ (ผ้ารองนั่ง) เท่านั้น ควรให้ที่นั่งพระสูงกว่าที่นั่งฆราวาส

๕. เตรียมเครื่องรองรับพระสงฆ์ คือ ฉันน้ำ เป็นน้ำเย็น หรือน้ำร้อน และจัดวางกระโถนไว้ด้านขวามือพระสงฆ์ด้านในสุด

๖. ตั้งภาชนะน้ำมนต์อาจจะเป็นบาตร หรือขันน้ำมนต์ นิยมใช้น้ำจากดิน ไม่ควรใช้น้ำฝน จัดวางเทียนขี้ผึ้งแท้ขนาด ๑ บาทสำหรับทำน้ำพุทธมนต์ ตั้งไว้หน้าโต๊ะหมู่บูชาเยื้องมาใกล้พระสงฆ์รูปที่เป็นหัวหน้า

๗. เมื่อเริ่มพิธีให้เจ้าภาพจุดเทียน และธูป (ไม่ควรจุดต่อหน้าพระพุทธรูป ตะเกียงหรือจากที่อื่น) ตั้งใจสวดบูชาพระ อาราธนาสมาทานศีล รับศีล อาราธนาพระปริตร เมื่อสวดถึงบทว่า “อะเสวนา จะ พาลานัง…” ให้เจ้าภาพจุดเทียนที่ภาชนะน้ำมนต์

๘. ในวันถวายภัตตาหารเช้าหรือเพล เมื่อพระสวดถึงบทว่า “พาหุง…” ให้เริ่มตักบาตร และเมื่อจบแล้วให้กล่าวคำถวายภัตตาหาร และเข้าประเทศภัตตาหาร

๙. เมื่อพระฉันเสร็จ เจ้าภาพประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์กล่าวอนุโมทนา เมื่อพระเริ่มบทว่า “ยถา…” ให้เจ้าภาพเริ่มกรวดน้ำ จนถึงบทว่า “สัพพีติโย…” กรวดน้ำให้หมด

บูชาข้าวพระพุทธ

ในพิธีทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ เจ้าภาพควรจัดสำรับภัตตาหารถวายพระพุทธเรียกว่า “ถวายข้าวพระพุทธ” ภาชนะเล็กกว่าพระสงฆ์ วางบนโต๊ะหรือบนผ้าขาวสะอาดหน้าโต๊ะหมู่

ทายกนั่งหน้าโต๊ะหมู่ กล่าว นะโม…๓ จบ แล้วกล่าวคำบูชาข้าวพระพุทธ “อิมัง สูปะพะยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ”

เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว เจ้าภาพกราบ ๓ หนประนมมือกล่าวคำลาข้าวพระพุทธ “เสสัง มังคะลัง ยาจามิ”

การพรมน้ำพระพุทธมนต์

การพรมน้ำพระพุทธมนต์ นิยมใช้หญ้าคามัดเป็นกำหรือมัดก้านมะยม ๗ ก้าน ประพรมน้ำพุทธมนต์แก่เจ้าภาพและผู้มาร่วมพิธี หรือ ประพรมสถานที่ที่เจ้าภาพต้อง ในขณะที่ประพรมน้ำพุทธมนต์ พระสงฆ์จะสวดบทว่า “ชะยันโต..

การทำบุญงานอวมงคล

การทำบุญอวมงคล หมายถึง การทำบุญเกี่ยวเรื่องการตาย มี ๒ อย่าง คือ

๑. งานทำบุญหน้าศพ ที่เรียกว่า ทำบุญ ๗ วัน, ๕๐ วัน, ๑๐๐ วัน หรือทำบุญวันปลงศพ

๒. งานทำบุญอัฐิ ที่ปรารภบรรพบุรุษหรือญาติ ผู้ใดผู้เหนึ่งที่ล่วงลับไปแล้ว หรือเป็นงานประจำปี เช่น วันสงกรานต์ (เดือน ๕) วันสารท (เดือน ๑๐) หรือวันตายคล้ายวันตายของผู้นั้น

งานทำบุญหน้าศพ

การเตรียมการต่างๆ ส่วนใหญ่คล้ายกับงานทำบุญมงคล แต่มีข้อแตกต่างกัน ดังนี้

๑. นิมมนต์พระสงฆ์เป็นคู่ คือ ๘ รูป ๑๐ รูป เป็นต้น ใช้คำอาราธนาว่า “ขออารธนาสวดพระพุทธมนต์” งานมงคลใช้คำว่า “เจริญพระพุทธมนต์”

๒. ไม่ตั้งภาชนะน้ำมนต์ ไม่วงสายสิญจน์ (ไม่ทำน้ำพระพุทธมนต์)

๓. เตรียมสายโยงหรือภูษาโยงต่อจากศพไว้ สายโยงคือ ด้ายสายสินจน์นั่นเอง ภูษาโยง คือ แผ่นผ้ากว้างประมาณ ๔ นิ้ว สายโยงหรือภูษาโยงควรยาวให้พอตั้งแต่พระสงฆ์ที่เป็นประธานถึงพระสงฆ์รูปสุดท้าย ระวังการเดินสายโยงอย่าให้สูงกว่าพระพุทธรูป และอย่าให้ต่ำกว่าคนนั่ง อย่าข้ามสายโยงภูษาโยง เพราะต่อเนื่องกับศพ (ถือว่าไม่เคารพศพ) สายโยงหรือภูษาโยงสำหรับพระสงฆ์จับบังสุกุล

๔. การปฏิบัติกิจในพิธี เมื่อพระสงฆ์ประจำที่แล้ว เจ้าภาพควรจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปก่อนแล้วจุดธูปเทียนที่หน้าศพภายหลัง

เมื่อถึงเวลาพิจารณาผ้าบังสุกุล ถ้ามีจีวรหรือสบงก็ให้ทอดบนสายโยง ให้ผู้ร่วมพิธีประนมมือ จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนา ให้ทุกคนกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย

ส่วนระเบียบของพระสงฆ์ คล้ายกับงานบุญมงคล แต่ข้อแตกต่างกัน ดังนี้

๑. ใช้พัดที่เกี่ยวกับงานศพ ถ้าไม่มีก็ใช้พัดอื่น

๒. งานศพ ๗ วัน สวดอนัตตตลักขณสูตร, งานศพ ๕๐ วัน สวดอาทิตตปริยายสูตร, งานศพ ๑๐๐ วัน สวดธัมมนิยามสูตร นอกจากอนัตตลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตร และธัมมนิยามสูตรแล้ว จะสวดบทใดก็ได้ ยกเว้นเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร มหาสยสูตร

๓. ไม่ต้องขัด “สมันตา.. สัคเค…” มีลำดับสวดคือ “นะโม… พุทธัง… ยถาปิ เสลา…” พระสงฆ์รูปที่ ๓ ขัดบทสวดที่ต้องการ ทุกรูปสวดบทที่ต้องการ เสร็จแล้วต่อด้วย “อวิชชาปัจจะยา… สังขารา ยะทา หะเว… อะตีตัง นานวาคะเมยยะ… หากสวดบทธัมมนิยามจบแล้ว ให้ต่อด้วยบท “สัพเพ สังขารา… และ อวิชชา…

๔. ถ้างานวันเดียว มีทั้งเทศน์และเลี้ยงพระ ให้สวด “อตีตัง นานวาคะเมยยะ…” จบแล้วเทศน์ จากนั้นสวดบทถวายพรพระ (อิติปิโส… พาหุง… ชะยันโต) “ภะวะตุ สัพพะมังคลัง…

๕. ถ้าเพียงสวดมนต์ บังสุกุล รับไทยธรรมแล้ว อนุโมทนาด้วย “อะทาสิ เม…”

๖. การพิจารณาบังสุกุล ต้องจับพัดมือซ้าย จับสายโยงมือขวา สอดนิ้วใต้สายโยง ส่วนนิ้วหัวมือแม่มือจับบนสายโยง ถ้ามีผ้าบังสุกุลทอดบนสายโยง ก็ให้จับผ้าด้วยวิธีเดียวกัน จากนั้นสวด “อนิจจา วะตะสังขารา…

งานทำบุญอัฐิ

การเตรียมการวส่วนใหญ่คล้ายกับงานทำบุญหน้าศพ แต่ตั้งโกฏิอัฐิหรือรูปหรือชื่อของผู้ตายบนโต๊ะ แยกจากโต๊ะบูชาพระ จัดดอกไม้ประดับ ตั้งกระถางธูป และเชิงเทียน ๑ คู่

พิธีฝ่ายพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ก็เช่นเดียวกันกับทำบุญหน้าศพ เพียงแต่บทสวดนิยมสวดบท ธัมมนิยามสูตร, สติปัฏฐานปาฐะ เป็นต้น

หมวดทานพิธี ว่าด้วยการถวายทาน

ทานพิธี คือระเบียบวิธีในการถวายทาน หมายถึงการถวายวัตถุที่ควรให้เป็นทาน ในทางพระพุทธศาสนา เรียกวัตถุที่ควรให้นี้ว่า ทานวัตถุ ทายกควรทำในเรื่องทาน ดังนี้

๑. สิ่งของที่ควรถวาย

๒. เวลาในการถวาย

๓. หลักการถวาย

๔. คำถวายต่างๆ

ทานวัตถุ ๑๐ ประการ

สิ่งของที่ควรถวายมี ๑๐ ประการ

๑. ภัตตาหาร

๒. น้ำ เครื่องดื่ม

๓. ผ้า เครื่องนุ่งห่ม

๔. ยานพาหนะและปัจจัยค่าพาหนะ

๕. ดอกไม้ มาลัย

๖. ธูปเทียนบูชาพระ

๗. เครื่องชำระกาย เช่นสบู่

๘. เครื่องนอนอันควร

๙. ที่อยู่อาศัย เช่น กุฏิเสนาสนะ

๑๐. เครื่องให้แสงสว่าง

บุคคล ๒ ฝ่าย

ในพิธีถวายนี้มีผู้เกี่ยวข้อง ๒ ฝ่าย คือ

๑. ฝ่ายเจ้าภาพ คือ ฝ่ายผู้ให้ ผู้ให้ที่เป็นชาย เรียกว่า “ทายก” ฝ่ายผู้ให้ที่เป็นหญิง เรียกว่า “ทายิกา”

๒. ฝ่ายสงฆ์ เรียกว่า “ปฏิคคาหก” เป็นผู้เข้าไปรับวัตถุสิ่งของในพิธีนั้นๆ

การถวายทานนี้ นิยมทำ ๒ วิธี คือ

๑. ปฏิบุคลิกทาน คือ การถวายเจาะจงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง หากทายกทายิกา มีศรัทธาต่อรูปใดก็สามารถถวายได้โดยตรง เช่น ทำบุญตักบาตร

๒. สังฆทาน คือ การถวายยกให้เป็นของสงฆ์ ถือเป็นของส่วนรวม มีกิจกรรมให้พระสงฆ์ร่วมรับรู้ ผู้ที่ถวายทานชนิดนี้ จะได้รับอานิสงส์มาก เช่น การถวายสังฆทาน การถวายผ้าป่า การถวายผ้ากฐิน การถวายภัตตาหารเป็นต้น

ช่วงเวลาในการถวายทาน

๑. กาลทาน คือ ของที่ถวายได้ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่น ภัตตาหารคาวหวาน ถวายได้เฉพาะเวลาเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น (อาหารบิณฑบาต) ถวายผ้ากฐิน ก็ถวายได้ในระยะเวลา ๑ เดือนหลังออกพรรษา

๒. อกาลทาน คือ ของที่ถวายได้ไม่จำกัดกาลเวลา เช่น จีวร เสนาสนะ คิลานเภสัช (ยารักษาโรค) และทอดถวายผ้าป่า เป็นต้น

หลักการถวายทาน

เมื่อถึงเวลาที่ทายกได้นิมนต์พระสงฆ์ไว้แล้ว พึงปฏิบัติ ดังนี้

๑. จุดธูปเทียนที่หน้าโต๊ะหมู่หรือที่บูชาพระ

๒. อาราธนาศีล และสมาทานศีล

๓. ประนมมือกล่าวคำถวายทานๆ โดยการกล่าว “นโม…” ก่อน ๓ จบ

๔. ในตำราบางแห่งแสดงไว้ว่า ในขณะที่ทายกกล่าวคำถวายทาน ให้พระสงฆ์ประนมมือและเปล่งคำ “สาธุ” เมื่อทายกกล่าวจบ

๕. เมื่อกล่าวคำถวายเสร็จแล้ว ทายกพึงเข้าประเคนจตุปัจจัยหรือไทยธรรมที่เตรียมไว้

๖. พระสงฆ์พึงอนุโมทนา ด้วยบทตามลำดับ

ก) ยถา…ฯ (ทายกเริ่มกรวดน้ำ)

ข) สัพพีติโย…ฯ (ทายกประนมมือรับพร)

ค) บทอนุโมทนาที่ควรแก่ทานนั้นๆ

ง) ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง…ฯ

๗. เมื่อรับพรเสร็จแล้ว ทายกพึงกราบพระสงฆ์

หลักการถวายทาน ที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีหลักการดังนี้

๑. ก่อนถวายทาน มีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ที่จะได้ถวายทาน

๒. ขณะถวายมีจิตใจยินดีเบิกบาน เคารพพระสงฆ์ และในทานวัตถุ

๓. หลังถวายเสร็จแล้ว มีจิตใจเบิกบาน ที่ได้ถวายทานแล้ว

คำถวายทานต่างๆ ดังนี้

คำถวายข้าวพระพุทธ

อิมัง สูปะพยัญชนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ.

ข้าพระเจ้าขอน้อมถวายข้าวสุขแห่งข้าวสาลี พร้อมแกงและกับข้าว พร้อมน้ำอันประเสร็จ แด่พระพุทธเจ้า

คำลาข้าวพระพุทธเจ้า

เสสัง มังคะลัง ยาจามิ

ข้าพระเจ้าขอรับส่วนที่เหลืออันเป็นมงคล

คำถวายสังฆทาน (เพื่อเป็นสิริมงคล)

อิมานิ มยํ ภนฺเต ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ภิกฺสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต, ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ, ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ, หิตาย, สุขาย.

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนามเทอญ.

คำถวายสังฆทาน (อุทิศให้แก่ผู้ตาย)

อิมานิ มยํ ภนฺเต มตกภตฺตานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส,โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต, ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ, มตกภตฺตานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากญฺเจว, มาตาปิตุอาทีนญฺจ ญาตกานํ, กาลกตานํ, ทีฆรตฺตํ, หิตาย, สุขาย.

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย มตกภัตตาหารกับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ มตกภัตตาหารกับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายมีมารดาบิดา เป็นต้น ผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้วด้วย สิ้นกาลนาน เทอญ.

คำถวายผ้าวัสสิกสาฏิกะ

อิมานิ มยํ ภนฺเต, วสฺสิกสาฏิกานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต, ภิกฺขุสงโฆ, อิมานิ,วสฺสิกสาฏิกานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ, หิตาย, สุขาย.

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าอาบน้ำฝนกับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าอาบน้ำฝนกับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ.

คำถวายผ้าจำนำพรรษา

อิมานิ มยํ ภนฺเต, วสฺสาวาสิกจีวรานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต, ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ,วสฺสาวาสิกจีวรานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ,ทีฆรตฺตํ หิตาย, สุขาย.

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าจำนำพรรษากับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าจำนำพรรษากับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และ ทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ

คำถวายผ้าป่า

อิมานิ มยํ ภนฺเต, ปํสุกูลจีวรานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุ ภนฺเต, ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ, ปํสุกูลจีวรานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ,หิตาย, สุขาย.

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าบังสุกุลจีวรกับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าบังสุกุลจีวรทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ

คำถวายผ้ากฐิน

อิมํ ภนฺเต สปริวารํ, กฐินจีวรทุสฺสํ, สงฺฆสฺส, โอโณชยาม,สาธุ โน ภนฺเต, สงฺโฆ, อิมํ, สปริวารํ, กฐินจีวรทุสฺสํ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, ปฏิคฺคเหตฺวา จ. อิมินา ทุสฺเสน, กฐินํ, อตฺถรตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ, หิตาย, สุขาย.

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้ แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ผ้ากฐินกับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย รับแล้วจงกรานกฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ

คำถวายดอกไม้ธูปเทียน (เพื่อบูชา)

อิมานิ มยํ ภนฺเต, ทีปธูปปุปฺผวรานิ, รตนตฺตยสฺเสว, อภิปูเชม, อมฺหากํ, รตนตฺตยาสฺส ปูชา, ทีฆรตฺตํ, หิตสุขาวหา,โหตุ, อาสวกฺขยปฺปตติยา.

ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลายผู้เจริฐ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาธูปเทียนและดอกไม้อันประเสริฐเหล่านี้ แก่พระรัตนตรัย กิริยาที่บูชาแก่พระรัตนตรัยนี้จงเป็นผลนำมาซึ่งประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาม จงเป็นไปเพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลส เทอญ

คำถวายกระทง (สำหรับลอยประทีป)

มยํ อิมิยา ปทีเปน, อสุกาย, นมฺมทาย, นทิยา, ปุลิเน ฐีตํ,มุนิโม, ปาทวลญฺชํ, อภิปูเชม, อยํ, ปทีเปน, มุนิโน ปาทาวลญฺชสฺส, ปูชา, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ, หิตาย, สุขาย, สํวตฺตตุ

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชา ซึ่งรอยพระพุทธบาท ที่ตั้งอยู่เหนือหาดทรายในแม่น้ำชื่อนัมมทานทีโน้น ด้วยประทีปนี้ กิริยาที่บูชารอยพระพุทธบาท ด้วยประทีปนี้ขอจงเป็นไป เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ.

หมวดปกิณกะ ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด

ปกิณกพิธี คือ พิธีกรรมหรือสิ่งที่ควรปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในหมวดทั้ง ๓ (กุศลพิธี,บุญพิธี,ทานพิธี) ที่กล่าวมาข้างต้น ปกิณกพิธีมี ๕ พิธีการ คือ

๑. วิธีแสดงความเคารพพระ

๒. วิธีประเคนของพระ

๓. วิธีทำหนังสืออาราธนาและทำใบปรารถนาถวายจตุปัจจัย

๔. วิธีอารธนาศีล อาราธนาพระปริตร อาราธนาธรรม

๕. วิธีกรวดน้ำ

จะได้แสดงวิธีปฏิบัติต่อไปนี้ตามลำดับ

๑. วิธีแสดงความเคารพพระ

ความมุ่งหมายของการแสดงความเคารพพระสงฆ์ คือ การแสดงออกทางกายด้วยความเคารพ จริงใจ อ่อนน้อม ย่อมบ่งบอกถึงจิตใจที่เคารพนับถืออย่างสุดซึ่ง การแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูป ปูชนียวัตถุ หรือ พระสงฆ์ ประกอบด้วยการแสดงออก ๓ วิธี คือ

ก. ประนมมือ (อัญชลี)

ข. ไหว้ (วันทา)

ค. กราบ (อภิวาท)

ประนามือ ตรงกับคำบาลีว่า “ทำอัญชลี” คือ การกระพุ่มมือทั้งสองประกบกัน นิ้วทุกนิ้วแนบชิดติดกัน ตั้งตรงขึ้นมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ศอกทั้งสองข้างแนบชิดติดลำตัว นิยมใช้แสดงความเคารพพระสงฆ์ขณะนั่ง เช่น นั่งทำวัตรสวดมนต์ นั่งฟั่งพระสวดมนต์ นั่งฟังพระแสดงธรรม นั่งหรือยืนสนทนากับพระ

ไหว้ ตรงกับคำบาลีว่า “วันทา” หรือ “นมัสการ” คือ การยกมือที่ประนมขึ้น พร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย ให้มือประนมไว้จดหน้าผาก นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ระหว่างคิ้ว นิยมใช้แสดงความเคารพพระขณะยืน

เช่น ขณะพระสงฆ์เดินผ่านมา ขณะเดินผ่านพระพุทธรูปหรือปูชนียวัตถุ ขณะนั่งหรือรับพรจากพระสงฆ์

กราบ ตรงกับคำบาลีว่า “อภิวาท” คือ แสดงอาการกราบราบลงกับพื้นด้วย เบญจางคประดิษฐ์ คือการกราบทั้งองค์ ๕ (หน้าผาก ๑ ฝ่ามือ ๒ เข่า ๒) หน้าผากจดกับพื้น ฝ่ามือทั้งสองแบราบกับพื้น ให้หน้าผากอยู่ตรงกลางพอดี ศอกกับเข่าตรงกันทั้งสองข้าง สำหรับหญิงข้อศอกทั้งสองวางขนาบเข่า ระวังอย่าให้ก้นยกขึ้นสูง นิยมใช้กราบพระพุทธรูป กราบพระสงฆ์

การกราบเบญจางคประดิษฐ์สำหรับชาย

ให้นั่งคุกเข่าตั้งฝ้าเท้าชันขึ้น ใช้นิ้วเท้ายันพื้นไว้ นั่งทับลงบนเส้นเท้าทั้งคู่ ผายเข่าทั้งสองออกเล็กน้อย ประนมมืออยู่ในท่าเทพนม (ท่าอัญชลี) วันทา และอภิวาท ตามลำดับ

การกราบเบญจางคประดิษฐ์สำหรับหญิง

ให้นั่งคุกเข่าราบ ไม่ตั้งฝ่าเท้าชัน เหยียดฝ่าเท้าราบไปด้านหลัง ให้ปลายเท้าทับกันเล็กน้อย แล้วนั่งทับลงบนฝ่าเท้าทั้งสอง เข่าชิดกัน ประนมมือไว้ อยู่ในท่าเทพธิดา (อัญชลี) วันทา และ อภิวาท ตามลำดับ

๒. วิธีประเคนของพระ

การประเคน คือ การถวายของพระสงฆ์ให้ถึงมือด้วยความเคารพ ต้องเป็นของที่คนเดียวสามารถยกขึ้นได้ ไม่ใช่ “วัตถุอนามาส” คือของที่พระสงฆ์แตะต้องไม่ได้ เช่น เงิน ทอง สตรีเป็นต้น ถ้าเป็นภัตตาหารหรือของเคี้ยวของฉัน สามารถประเคนได้เฉพาะกาลเช้า ถึงเที่ยง นอกเวลานี้ไม่ควรนำมาประเคน การประเคนของพระสงฆ์ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พระสงฆ์หยิบของที่ไม่ได้ถวายไปฉัน (ป้องกันการขโมยของ)

หลักการประเคนของ

๑. ของที่จะประเคนไม่ใหญ่เกินไป สามารถยกขึ้นจากพื้นได้คนเดียว

๒. ผู้ประเคนต้องเข้าไปใกล้กับพระสงฆ์ประมาณหนึ่งศอก (หัตถบาส)

๓. น้อมประเคนด้วยความเคารพนอบน้อม

๔. ประเคนด้วยมือสองข้าง หรือ มือข้างเดียว หรือของเนื่องด้วยกาย เช่น ใช้ทัพพีตักข้าวถวายก็ได้

๕. หากชายประเคนพระสงฆ์จะรับของด้วยมือ ถ้าเป็นหญิงประเคน พระสงฆ์จะใช้ผ้าทอดรับ หรือใช้ภาชนะ เช่น บาตร เป็นต้น

๖. ถ้าเป็นของใหญ่โตไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น กุฏิ วิหาร เป็นต้น ให้ใช้การรินน้ำถวาย (หลังน้ำทักษฺโณทก) หรือใช้สายสิญจน์โยงมอบถวายแทน

สิ่งควรรู้ สิ่งของบางอย่างไม่ต้องประเคน เช่น กระโถน จาน ช้อน แต่ภัตตาหารและน้ำดื่ม(น้ำปานะ) ต้องประเคน สำหรับของที่จะประเคนมอบให้พระสงฆ์ท่านจัดการเอง หากเผลอไปแตะต้อง ต้องประเคนใหม่ การประเคนต้องยกให้สูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ห้ามเสือกใส หรือ ลากติดพื้นเข้าหาท่าน

พึงวางของลงบนผ้ากราบที่พระปูรับอยู่ข้างหน้า เสร็จแล้วพึงไหว้หรือกราบแล้วแต่

กรณี หนหนึ่งเป็นอันเสร็จการประเคน

หลักสำคัญของการประเคนนี้ ต้องแสดงออกด้วยความเคารพ ไม่ใช่

เสือกให้หรือทิ้งให้โดยไม่เคารพ

๓. วิธีทำหนังสืออาราธนาและใบปวารณาถวายจตุปัจจัย

การอาราธนา หรือ การเชื้อเชิญ หรือนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนา เช่น นิมนต์พระมาฉันเพลที่บ้าน นิมนต์มางานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

แต่เดิมนิยมอาราธนาด้วยปากเปล่า แต่ปัจจุบันนิยมทำ “หนังสืออาราธนา” เพื่อแจ้งกำหนดงานและรายการต่างๆ ให้พระสงฆ์ทราบ เรียกว่า “ฏีกานิมนต์พระ”

ตัวอย่างฏีกานิมนต์พระสงฆ์

ขออาราธนาพระคุณเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ในวัดนี้อีก…………………….รูปเพื่อ…………………………………………………………………….(ระบุเหตุผลที่นิยม)
ในงาน……………………………… ณ บ้านเลขที่ ……………..ชอย…………………..
แขวง/ตำบล……………………….เขต/อำเภอ……………………………………………
จังหวัด……………………………………………………………………………………………
วัน……………….ที่…….เดือน……………….พ. ศ……………..เวลา………………..น
ตรงกับวัน……….ค่ำ ปี………………………..
หมายเหตุ…………………………………………..(ระบุมีรถรับ-ส่ง หรือให้นำปิ่นโตมาด้วย)

ลงชื่อ………………………………………….. เจ้าภาพ
วันที่……………………………/ …………………………/ ……………………………..

การทำใบปวาณา

ในพิธีกรรมต่างๆ มักถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ นอกจากนั้นยังมีการถวายปัจจัย (เงิน) อีกด้วย จึงนิยมทำเป็น “ใบปวารณา” แทน เพื่อไม่ให้ขัดต่อพระธรรมวินัย ซึ่งระบุว่า พระสงฆ์ห้ามแตะต้องเงินทองของมีค่าต่างๆ

ตัวอย่างใบปวารณาถวายจตุปัจจัย

ข้าพเจ้า ขอถวายปัจจัยอันควรแก่สมณบริโภคแด่พระคุณเจ้า
เป็นจำนวนเงิน ……………… บาท ………….สตางค์
หากพระคุณเจ้าต้องการสิ่งอันควรแก่สมณบริโภคแล้ว
ขอเรียกร้องจากกัปปิยการกของพระคุณเจ้า เทอญฯ

อาราธนาต่างๆ

การอาราธนา หรือ นิทนต์พระสงฆ์ให้มาประกอบพืฃิธีกรรมนั้น สมณกิจของพระสงฆ์ที่เนื่องด้วยพิธีกรรมมี ๓ ประการ คือ

๑. ให้ศีล

๒. สวดพระปริตร

๓. แสดงธรรม

หลักการอารธนา

หากพระสงฆ์ “นั่งบนอาสนะสูง” มากกว่าเจ้าภาพและผู้มาร่วมางาน ผู้อาราธนาหรือพิธีกรเดินเข้าไปยืนระหว่างเจ้าภาพกับพระสงฆ์รูปที่ ๓ หรือ ๔ ห่างจากพระสงฆ์พอสมควร หันหน้าไปทางโต๊ะหมู่บูชา ประนมมือไหว้พระพุทธรูปก่อน แล้วหันหน้าเข้าหาพระสงฆ์กล่าวคำอารธาน

หากในพิธีกรรมมี “การแสดงธรรมก่อนสวดมนต์” ให้อาราธนาศี อาราธนาธรรมและอารธนาพระปริตร ตามลำดับ แต่หากมี “การแสดงธรรมหลังสวดมนต์” ให้อาราธนาพระปริตรก่อน แล้วจึงอาราธนาศีล อาราธนาธรรม ตามลำดับในพิธีกรรมปกติ เช่น ทำบุญถวายภัตตาหาร หรือสังฆทาน เป็นต้น ให้อาราธนาศีลเท่านั้น

คำอาราธนาศีล ๕

มะยัง ภันฺเต วิสุง วิสุง รักฺขะณัตฺถายะ ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญฺจะ สีลานิ ยาจามะ.
ทุติยัมฺปิ ภันฺเต วิสุง วิสุง รักฺขะณัตฺถายะ ติสะระเณนะ สะหะ,ปัญฺจะ สีลานิ ยาจามะ.
ตติยัมฺปิ ภนฺเต วิสุง วิสุง รักฺขะณัตฺถายะ ติสะระเณนะ สะหะ,ปัญฺจะ สีลานิ ยาจามะ.

คำอาราธนพระปริตร

วิปตฺติปฏิพาหาย  สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา,
สพฺพทุกฺขวินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ.
วิปตฺติปฏิพาหาย  สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา,
สพฺพภยวินาสาย  ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ.
วิปตฺติปฏิพาหาย  สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา,
สพฺพโรควินาสาย  ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ.

คำอาราธนาธรรม

พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ, กตฺอญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ,
สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา, เทเสตุ ธมฺมํ อนฺกมฺปิมํ ปชํ.

๕. วิธีกรวดน้ำ

การกรวดน้ำ คือ การแผ่ส่วนบุญด้วยวิธีส่งน้ำ หมายถึงการตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ เช่น มารดาบิดา ญาติพี่น้อง เป็นต้นโดยการใช้น้ำเป็นสื่อแทนความจริงใจและความดี ที่อุทิศให้ซึ่งเป็นพิธีทำมาช้านานแล้ว เช่น พระเจ้าพิมพิสารหลั่งน้ำทักษิโณทกอุทิศส่วนบุญให้กับญาติที่เป็นเปรต

ทุกครั้งที่ได้ทำความดีเช่น ถวายทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา เป็นต้น ควรแผ่บุญกุศลนี้ให้กับสรรพสัตว์ ประเพณีนิยมที่ทำในปัจจุบันนี้ คือ การเตรียมภาชนะใส่น้ำให้พร้อม ในขณะที่พระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาด้วยบทว่า “ยถา วาริวะหา…” ให้เริ่มรินน้ำในภาชนะที่เตรียมไว้รองน้ำ มือขวาจับภาชนะใส่น้ำ รินน้ำลงอย่าให้ขากสาย

การรินน้ำให้เริ่มเมื่อพระสงฆ์ประธานเริ่มบทว่า “ยถา วาริวะหา…” เมื่อพระสงฆ์ประธานกล่าวถึงบทว่า “มณิโชติระโส ยะถา” ให้รินน้ำลงให้หมด แล้วนั่งประนมมือรับพรต่อไป

เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ให้นำน้ำที่รินใส่ภาชนะไปเทใต้ต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่สะอาด

คำกรวดน้ำแบบสั้น

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ, สุขิตา โหนฺตุ ญาตะโย
ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงเป็นสุขๆ เถิด

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พุทธประวัติ ::

บทนำ

วิชาพุทธประวัติ  เป็นวิชาว่าด้วยประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระศาสดาแห่งเราทั้งหลาย  จึงควรที่เราทั้งหลายในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนต้องศึกษา  ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้ทราบถึงวงศ์ตระกูล  การศึกษาฐานะทางสังคมของพระศาสดาก่อนที่จะทรงผนวชแล้วยังจะได้พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับพระศาสดาอย่างน้อย  ๔  ประการ  คือ

๑.  สัมมาสัมพุทธปฏิญญา  ได้แก่การที่ทรงปฏิญญาว่าเป็นพระพุทธเจ้าเราจะได้ศึกษาว่า  ธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น  มีศาสดาอื่นเขาสอนกันมาก่อนแล้วหรือไม่

๒.  ขีณาสวปฏิญญา  ได้แก่  ที่ทรงปฏิญญาว่า  พระองค์เป็นขีณาสพ  คือ  หมดกิเลสนั้น  เราจะได้ศึกษาดูพระจริยาวัตรที่ทรงปฏิบัติมา ๔๕  พรรษา  หลังจากทรงตรัสรู้แล้วว่ามีตรงไหนบ้างที่แสดงว่า  พระองค์ยังมีกิเลสอยู่

๓.  อันตรายิกธรรมวาทะ  ได้แก่  การที่พระองค์ทรงสอนว่า  ธรรมเหล่าใดเป็นอันตรายแก่บุคคลผู้ประพฤติ  เราศึกษาดูธรรมเหล่านั้นแล้ว  จะได้ทราบว่า  เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

๔.  นิยานิกธรรมเทศนา  ได้แก่  การที่พระองค์ทรงแสดงธรรมใดว่าทำให้ผู้ปฏิบัติตามพ้นจากความทุกข์  เราจะได้ศึกษาดูว่า  ธรรมเหล่านั้นช่วยให้ผู้ปฏิบัติตามพ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่

การศึกษาวิชาพุทธประวัติด้วยความเคารพ  และความสนใจใฝ่รู้  ย่อมนำไปสู่เป้าหมายอันสำคัญที่สุดของพุทธศาสนิกชน  คือ  ตถาคตโพธิศรัทธา ความเชื่อมั่นในความตรัสรู้ของพระตถาคต  ซึ่งผู้มีศรัทธานี้แล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์  และความสุขแก่ชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ไพศาล

 

ปริจเฉทที่  ๑

ชมพูทวีปและประชาชน

ชมพูทวีป  คือ  ประเทศอินเดีย  ปัจจุบันนี้ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน  เนปาล บังคลาเทศ

ประชาชนในชมพูทวีป  มี  ๒  พวก  คือ  ๑.  พวกเจ้าของถิ่นเดิม  เรียกว่า  มิลักขะ  ๒.  พวกที่ยกมาจากแผ่นดินข้างเหนือ  เรียกว่า  อริยกะ

ชมพูทวีปแบ่งเป็น  ๒  จังหวัด  คือ  ๑.  ร่วมใน  เรียกว่า มัชฌิมชนบท  ๒.  ภายนอก  เรียกว่า  ปัจจันตชนบท

มูลเหตุแห่งการแบ่งเช่นนี้  สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ทรงสันนิษฐานว่า  พวกอริยะ คงเรียกชนบทที่ตนเข้าตั้ง  และเป็นใจกลางแห่งการปกครองว่า มัชฌิมชนบท  เรียกชนบทที่พวกมิลักขะตั้งอยู่ภายนอกเขตของตนว่า  ปัจจันตชนบท

ชมพูทวีปตามบาลีอุโบสถสูตร  ในติกนิบาทอังคุตตรนิกาย  ระบุว่า  มี  ๑๖  แคว้น  คือ  อังคะ  มคธะ  กาสี  โกสละ วัชชี  มัลละ  เจตี  วังสะ  กุรุ  ปัญจาละ  มัจฉะ  สุรเสน  อัสสกะ  อวันตี  คันธาระ  กัมโพชะ  และในบาลีอื่นที่ไม่ซ้ำอีก ๕  คือ  สักกะ  โกลิยะ  ภัคคะ  วิเทหะ  อังคุตตราปะ

คนในชมพูทวีป  แบ่งเป็น  ๔  พวก  เรียกว่า  วรรณะ  คือ

๑.  กษัตริย์  พวกเจ้า  มีธุระทางรักษาบ้านเมือง

๒.  พราหมณ์  พวกเล่าเรียนมีธุระทางฝึกสอนและทำพิธี

๓.  แพศย์  พวกพลเรือน  มีธุระทางทำนา  ค้าขาย

๔.  ศูทร  พวกคนงาน  มีธุระรับจ้างทำการ  ทำของ

และยังมีคนนอกจาก  ๔  พวกนี้อีก  เรียกว่า จัณฑาล อันเกิดมาจากบิดาและมารดาที่ต่างวรรณะกัน  เป็นที่ดูหมิ่นของคนมีชาติสกุลเป็นอย่างยิ่ง

การศึกษาของวรรณะ  ๔

พวกกษัตริย์  ศึกษาในเรื่องยุทธวิธี

พวกพราหมณ์  ศึกษาในเรื่องศาสนา  และวิทยาการต่างๆ

พวกแพศย์  ศึกษาเรื่องศิลปะ  กสิกรรม  และพาณิชการ

พวกศูทร  ศึกษาเรื่องการงานที่จะพึงทำด้วยแรงกาย

ความเชื่อของชาวชมพูทวีป

๑.  เกี่ยวกับความเกิดและความตาย  บางพวกเชื่อว่าตายแล้วเกิดใหม่  บางพวกเชื่อว่าตายแล้วสูญ

๒.  เกี่ยวกับความสุขและความทุกข์  บางพวกถือว่า สัตว์จะได้สุขหรือทุกข์ก็ได้เอง  สุขทุกข์ไม่มีเหตุปัจจัย  บางพวกเห็นว่า  สุขทุกข์มีเหตุปัจจัย

วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความเกิด  ความตาย  และสุขทุกข์

พวกที่ถือว่าตายแล้วเกิดอีก  เข้าใจว่าประพฤติอย่างไรจะได้ไปเกิดในสวรรค์  และสุคติ  ก็ประพฤติอย่างนั้น

พวกที่ถือว่าตายแล้วสูญ  ก็ประพฤติมุ่งแต่เพียงเอาตัวรอดในปัจจุบัน  ไม่กลัวแต่ความเกิดในนรกและทุคติ

พวกที่ถือว่า  จะได้สุขหรือทุกข์ก็ได้เอง  สุขทุกข์ไม่มีเหตุปัจจัย  ก็ไม่มีการขวนขวาย  ได้แต่คอยเสี่ยงสุขเสี่ยงทุกข์ไปวันๆ

พวกที่ถือว่า  สุขทุกข์มีมาเพราะเหตุปัจจัยภายนอก  ก็บวงสรวงเทวดาขอให้ช่วยบ้าง  ขวนขวายในทางอื่นบ้าง

พวกที่ถือว่า  สุขทุกข์มีมาเพราะเหตุปัจจัยภายใน  คือ กรรม  เห็นว่ากรรมใดเป็นเหตุแห่งทุกข์  ก็เว้นกรรมนั้นเสีย ไม่ทำ  เห็นว่ากรรมใดเป็นเหตุแห่งสุขก็ทำกรรมนั้น

ปริจเฉทที่  ๒

สักกชนบท  และศากยวงศ์

สักกชนบท  ตั้งอยู่ในชมพูทวีปตอนเหนือ  ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะตั้งขึ้นในดงไม้สักกะ  ส่วนกษัตริย์ผู้ปกครองสักกชนบทนั้น  เรียกว่า  ศากยะ  ที่ได้ชื่ออย่างนั้น  เพราะสามารถตั้งบ้านเมืองและตั้งวงศ์ได้ตามลำพัง  แห่งโอรสของพระเจ้าโอกากราช  ดังมีประวัติย่อว่า

พระเจ้าโอกากราช  ได้ครองราชสมบัติในพระนครตำบลหนึ่ง  ทรงมีพระโอรส  ๔  พระองค์  พระธิดา  ๕  พระองค์  วันหนึ่งทรงพลั้งพระโอษฐ์พระราชทานพระนครให้กับพระโอรสที่เพิ่งประสูติจากพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง  จึงต้องรับสั่งให้พระโอรสและพระธิดาเหล่านั้นไปตั้งเมืองใหม่  ทั้งหมดได้ไปตั้งอยู่ที่ดงไม้สักกะประเทศหิมพานต์

สักกชนบทนั้น  มีเมืองหลวงชื่อว่า  กบิลพัสดุ์  เพราะสถานที่นั้นเคยเป็นสถานที่อยู่ของกบิลดาบสมาก่อน  และเพราะถูกสร้างขึ้นตามคำแนะนำของกบิลดาบส

ศากยวงศ์

พระราชบุตร  และพระราชบุตรีของพระเจ้าโอกากราชสมรสกันเอง  มีเชื้อสายสืบสกุลลงมาเป็นพวกศากยะ  แต่บางแห่งก็แบ่งเรียกสกุลพระเชษฐภคินีว่า  พวกโกลิยะ

สกุลพระศาสดา  ครองนครกบิลพัสดุ์  สืบเชื้อสายลงมาโดยลำดับจนถึงพระเจ้าชยเสนะ  พระเจ้าชยเสนะ  นั้น  มีพระราชบุตรพระนามว่า  สีหนุ  มีพระราชบุตรีพระนามว่า  ยโสธรา

ครั้นพระเจ้าชยเสนะทิวงคตแล้ว  สีหหนุกุมารได้ทรงครองราชย์สืบพระวงศ์ต่อมา  ท้าวเธอทรงมีพระมเหสีพระนามว่า  กัญจนา  ซึ่งเป็นกนิษฐภคินีของพระเจ้าอัญชนะ  เจ้าผู้ครองเทวทหนคร

พระเจ้าสีหนุและพระนางกัญจนา  มีพระราชบุตร  ๕ พระองค์  คือ  สุทโธทนะ ๑  สุกโกทนะ  ๑  อมิโตทนะ  ๑  โธโตทนะ  ๑  ฆนิโตทนะ  ๑  และ มีพระราชบุตรี  ๒  พระองค์ คือ  ปมิตา ๑  อมิตา ๑

ส่วนพระนางยโสธรา  ผู้เป็นกนิษฐภคินีของพระเจ้าสีหนุนั้น  ได้เป็นมเหสีของพระเจ้าอัญชนะ  มีพระราชบุตร ๒ พระองค์  คือ  สุปปพุทธะ  ๑  ทัณฑปาณิ  ๑  พระราชบุตรี  ๒ พระองค์  คือ  มายา  ๑  ปชาบดี  ๑

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้พระศาสดาของเราทั้งหลายได้เสด็จมาอุบัติขึ้นในพวกอริยกชาติ  ในจังหวัดมัชฌิมชนบท ชมพูทวีป  แคว้นสักกะ  ในสกุลกษัตริย์พวกศากยะผู้โคตมโคตร  เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนศากยะเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์  กับพระนางมายา  เมื่อก่อนพุทธศก  ๘๐  ปี

ปริจเฉทที่  ๓

พระศาสดาประสูติ

เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมายา  ทรงอภิเษกสมรสกัน  ต่อมา  พระศาสดาของเราทั้งหลาย  ได้ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของนางมายา  ในวันจะประสูติพระโอรส พระนางได้เสด็จประพาสอุทยานลุมพินีวัน ทรงประชวรพระครรภ์  ประสูติพระโอรสใต้ร่มไม้สาละ  เมื่อวันศุกร์  เพ็ญเดือนวิสาขะ  ปีจอ  ก่อนพุทธศก  ๘๐  ปี  เวลาใกล้เที่ยง ขณะประสูติ พระนางสิริมหามายาประทับยืนจับกิ่งสาละ พระโอรสพอประสูติแล้ว ดำเนินไปได้ ๗ ก้าว เปล่งอาสภิวาจา อันเป็นบุพพนิมิตแห่งการตรัสรู้

อสิตดาบสเข้าเยี่ยม

ฝ่ายอสิตดาบส (อีกอย่างหนึ่งเรียก กาฬเทวิลดาบส) ผู้เป็นที่นับถือของราชสกุล ได้ทราบข่าวจึงเข้าไปเยี่ยม

พระเจ้าสุทโธทนะ  ทรงอุ้มพระราชโอรสออกมาเพื่อจะให้นมัสการพระดาบส  พระดาบสเห็นพระโอรสนั้นมีลักษณะต้องด้วยตำหรับมหาบุรุษลักษณะ  มีความเคารพนับถือในพระราชโอรสนั้นมาก  จึงลุกขึ้นกราบลงที่พระบาททั้งสองของพระโอรสนั้นด้วยศีรษะของตน  พร้อมกล่าวคำทำนายลักษณะของพระราชโอรสแล้ว  ถวายพระพรลากลับไปอาศรมแห่งตน  ทำให้ราชสกุลทั้งหลายเกิดความนับถือในพระโอรส ถวายโอรสของตนเป็นบริวารสกุลละองค์

ประสูติได้  ๕  วัน  ทำนายลักษณะ ขนานพระนาม

เมื่อพระราชกุมารประสูติได้  ๕  วัน  พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ชุมนุมพระญาติวงศ์และเสนามาตย์พร้อมกัน  เชิญพราหมณ์ร้อยแปดคนมาฉันโภชนาหารแล้วทำนายพระลักษณะว่า  พระกุมารมีคติเป็น  ๒  คือ  ถ้าได้ครองฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ครองแผ่นดิน  มีสมุทรสาคร ๔  เป็นขอบเขต  ถ้าออกทรงผนวช  จักได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระศาสดาเอกในโลก  และขนานพระนามว่า  สิทธัตถกุมาร  แต่มหาชนมักเรียกตามพระโคตรว่า  โคตมะ

ประสูติได้  ๗  วัน  พระมารดาสิ้นพระชนม์

ฝ่ายพระนางเจ้ามายาผู้เป็นพระมารดา  พอประสูติพระโอรสได้  ๗  วัน  ก็สิ้นพระชนม์  พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงมอบพระราชโอรสนั้นแก่พระนางปชาบดีโคตมี  พระมาตุจฉาเลี้ยงต่อมา

ภายหลังพระนางนั้นมีพระราชบุตรพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า นันทกุมาร  มีพระราชบุตรีพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า  รูปนันทา

พระชนมายุ  ๗  ปี  ขุดสระโบกขรณี  ๓  สระ

เมื่อสิทธัตถกุมารทรงเจริญพระชนมายุได้  ๗  พรรษา พระราชบิดาตรัสให้ขุดสระโบกขรณีในพระราชนิเวศน์  ๓ สระ  ปลูกอุบลบัวขาบสระ  ๑  ปลูกปทุมบัวหลวงสระ ๑  ปลูกบุณฑริกบัวขาวสระ  ๑  ให้เป็นที่เล่นสำราญพระหฤทัยพระราชโอรส

ครั้งพระราชกุมารมีพระชนม์เจริญ  ควรจะศึกษาศิลปวิทยาได้  จึงทรงพาไปมอบไว้ในสำนักครูวิศวามิตร  พระราชกุมารทรงเรียนได้ว่องไว  จนสิ้นความรู้ของอาจารย์แล้วได้แสดงให้ปรากฏแก่หมู่พระญาติ  ไม่มีพระกุมารอื่นจะเทียมถึง

พระชนมายุ  ๑๖  พรรษา  อภิเษกพระชายา

เมื่อพระราชกุมารทรงพระเจริญวัย  มีพระชนมายุได้  ๑๖ ปี  ควรมีพระเทวีได้แล้ว  พระราชบิดาตรัสสั่งให้สร้างปราสาท  ๓  หลัง  เพื่อเป็นที่เสด็จอยู่แห่งพระราชโอรส  ใน ๓  ฤดู  คือ  ฤดูหนาว  ฤดูร้อน  ฤดูฝน  แล้ว  ได้ตรัสขอพระนางยโสธรา  (บางแห่งเรียกพิมพา)  พระราชบุตรีของพระเจ้าสุปปพุทธะในเทวทหนคร อันประสูติแต่นางอมิตาพระกนิษฐภคินีของพระองค์มาอภิเษกเป็นพระชายา

ฝ่ายพระราชกนิษฐภาดา  ของพระเจ้าสุทโธทนะนั้น

สุกโกทนศากยะ  มีโอรสองค์หนึ่ง  ทรงนามว่า  อานนท์

อมิโตทนศากยะ  มีโอรส  ๒  องค์  ทรงนามว่า  มหานามะ  ๑  อนุรุทธะ  ๑

มีธิดา  ๑  องค์  ทรงนามว่า  โรหิณี

นางอมิตาพระราชกนิษฐภคินี  เป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุปปพุทธะ  ประสูติราชบุตรองค์  ๑  ทรงนามว่า  เทวทัต  ราชบุตรีองค์  ๑  ทรงนามว่า  ยโสธรา  หรือพิมพา  พระชายาของสิทธัตถกุมาร

พระกุมารและพระกุมารีในศากยวงศ์ทั้ง  ๒  สายนั้น เจริญขึ้นโดยลำดับ ดังนี้แล

ปริจเฉทที่  ๔

เสด็จออกบรรพชา

สิทธัตถกุมาร  เสด็จอยู่ครองฆราวาสสมบัติ  ตราบเท่าพระชนมายุ  ๒๙  พรรษา  มีพระโอรสประสูติแต่พระนางยโสธราพระองค์หนึ่ง  ทรงพระนามว่า  ราหุลกุมาร

วันหนึ่ง  ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต  ๔  คือ  คนแก่ คนเจ็บ  คนตาย  และสมณะ  อันเทวดาแสร้างนิรมิตไว้ในระหว่างทาง  เมื่อเสด็จประพาสพระราชอุทยาน  ๔  วาระโดยลำดับกัน  ทรงสังเวชเหตุได้เห็นเทวทูต  ๓  ข้างต้น  ยังความพอพระหฤทัยในบรรพชาให้เกิดขึ้นเพราะได้เห็นสมณะ  ในเวลากลางคืนทรงม้ากัณฐกะ  มีนายฉันนะตามเสด็จ  ถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา  ตรัสสั่งนายฉันนะให้นำม้าพระที่นั่งกลับคืนพระนครแล้ว  ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์  อธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต ณ ที่นั้น  ส่วนไตรจีวรและบาตร  ฆฏิการพรหมนำมาถวาย

ปริจเฉทที่  ๕

ตรัสรู้

พระมหาบุรุษทรงบรรพชาแล้ว  เสด็จประทับแรมอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน  แขวงมัลลชนบท  ชั่วเวลาราว  ๗  วัน  ได้เสด็จผ่านกรุงราชคฤห์  พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้ามคธ  ได้เสด็จมาพบเข้า  ตรัสถามถึงชาติสกุลแล้วตรัสชวนให้อยู่  จะพระราชทานอิสริยยศยกย่อง  พระองค์ไม่ทรงรับ  แสดงพระประสงค์ว่า  มุ่งจะแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ  พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุโมทนาแล้วตรัสขอปฏิญญาว่า  ตรัสรู้แล้วขอให้เสด็จมาเทศนาโปรด

ต่อจากนั้น  พระมหาบุรุษได้เสด็จไปอยู่ในสำนักอาฬารดาบส  กาลามโคตร  และอุทกดาบส  รามบุตร  ซึ่งมหาชนนับถือว่าเป็นคณาจารย์ใหญ่  ขอศึกษาลัทธิสมัยของท่านทั้งสอง  ได้ทรงทำทดลองในลัทธินั้นทุกอย่างแล้วเห็นว่าไม่ใช่ทางพระสัมมาสัมโพธิญาณ  จึงเสด็จจาริกไปในมคธชนบท บรรลุถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  ทรงพระดำริเห็นว่าประเทศนั้น  ควรเป็นที่ตั้งความเพียรของกุลบุตรผู้มีความต้องการด้วยความเพียรได้  จึงเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น  ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา  ทรมานพระกายให้ลำบากเป็นกิจยากที่จะกระทำได้

ทุกรกิริยา  ๓  วาระ

วาระแรก  ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์  กดพระตาลุด้วยพระชิวหาไว้ให้แน่น  จนพระเสโทไหลออกจากพระกัจฉะ  ได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้า  ครั้นทรงเห็นว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่ทางตรัสรู้  จึงทรงเปลี่ยนอย่างอื่น

วาระที่  ๒  ทรงผ่อนกลั้นลมอัสสาสะ  ปัสสาสะ  ไม่ให้ลมหายใจเดินสะดวกทางช่องพระนาสิก  และช่องพระโอษฐ์ ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า  ก็ไม่ได้ตรัสรู้  จึงทรงเปลี่ยนอย่างอื่นอีก

วาระที่  ๓  ทรงอดพระอาหาร  ผ่อนเสวยแต่วันละน้อยๆ บ้าง  เสวยพระอาหารละเอียดบ้าง  จนพระกายเหี่ยวแห้ง พระฉวีวรรณเศร้าหมอง  พระอัฐิปรากฏทั่วพระกาย

ภายหลังทรงลงสันนิษฐานว่า  การทำทุกรกิริยาไม่ใช่ทางตรัสรู้แน่แล้ว  ได้ทรงเลิกเสียด้วยประการทั้งปวง  กลับเสวยพระอาหารโดยปกติ  ไม่ทรงอดอีกต่อไป

อุปมา  ๓  ข้อ  ปรากฏ

ครั้งนั้น  อุปมา  ๓  ข้อ  ที่พระมหาบุรุษไม่เคยทรงสดับมาปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ว่า

๑.  ไม้สดที่ชุ่มด้วยยาง  แช่อยู่ในน้ำ  จะเอามาสีกันเพื่อให้เกิดไฟย่อมไม่ได้  เหมือนสมณพราหมณ์บางพวก ตัวก็ยังหมกอยู่ในกาม  ใจก็ยังรักใคร่ในกาม พากเพียรพยายามอย่างไรก็คงไม่ตรัสรู้

๒.  ไม้สดที่ชุ่มด้วยยาง  แม้จะไม่ได้แช่อยู่ในน้ำ ก็ไม่สามารถสีให้เกิดไฟได้  เช่นเดียวกัน  เหมือนสมณพราหมณ์บางพวกแม้มีกายหลีกออกจากกามแล้ว  แต่ใจยังรักใคร่ในกาม  จะพยายามอย่างไรก็คงไม่สามารถตรัสรู้ได้

๓.  ไม้แห้งที่วางไว้บนบก  ไกลน้ำ  สามารถสีให้เกิดไฟได้  เหมือนสมณพราหมณ์บางพวก  มีกายหลีกออกจากกาม ใจก็ละความรักใคร่ในกาม  สงบดีแล้ว  หากพากเพียรพยายามอย่างถูกต้อง  ย่อมสามารถตรัสรู้ได้

อุปมาทั้ง  ๓  ข้อนี้  ทำให้พระองค์เกิดพระสติหวนระลึกถึงความเพียรทางใจว่า  จักเป็นทางตรัสรู้ได้กระมัง  ใคร่จะตั้งความเพียรทางจิต  ทรงคิดเห็นว่าคนซูบผอมเช่นนี้ไม่สามารถทำได้  จำเราจะกินอาหารแข้น  คือ  ข้าวสุก  ขนมกุมาส  ให้มีกำลังก่อน  จึงกลับเสวยพระอาหารโดยปกติ

 

ปัญจวัคคีย์หนี

ฝ่ายปัญจวัคคีย์  คือ บรรพชิต ๕  รูป ชื่อ โกณฑัญญะ ๑ วัปปะ  ๑  ภัททิยะ  ๑  มหานามะ ๑  อัสสชิ  ๑  ซึ่งพากันออกบวชตามพระมหาบุรุษคอยเฝ้าปฏิบัติทุกเช้าค่ำ  ด้วยหวังว่าพระองค์ได้บรรลุธรรมใด จักทรงสั่งสอนตนให้บรรลุธรรมนั้นบ้าง  ครั้นเห็นพระองค์ทรงละทุกรกิริยา  มาเสวยพระอาหาร เข้าใจว่าคงไม่อาจบรรลุธรรมพิเศษได้แล้ว จึงพากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  แขวงเมืองพาราณสี

ความเพียรทางจิตทำให้บรรลุธรรม

ฝ่ายพระมหาบุรุษเสวยอาหารแข้น  ทำพระกายให้กลับมีพละกำลังได้อย่างเดิม  ทรงเริ่มความเพียรทางจิตต่อไป  นับแต่บรรพชามา  ๖  ปีล่วงแล้ว ในเวลาเช้าวันเพ็ญวิสาขมาส ทรงรับถาดข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา  เสด็จไปสู่ท่าแม่น้ำเนรัญชรา  เสวยแล้วทรงลอยถาดในกระแสน้ำ  ทรงรับหญ้าคาของคนหาบหญ้าชื่อ  โสตถิยะ  ในระหว่างทาง  ทรงลาดหญ้าต่างบัลลังก์  ณ ควงพระมหาโพธิ์ด้านบูรพาทิศแล้ว เสด็จนั่งขัดสมาธิ  ผินพระพักตร์ทางบูรพาทิศ  ทรงอธิษฐานพระหฤทัยว่า

ยังไม่ลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด  จักไม่เสด็จลุกขึ้นเพียงนั้น  แม้พระมังสะและพระโลหิตจะเหือดแห้งไป  เหลือแต่พระตจะ  พระนหารุ  และพระอัฐิ  ก็ตามที

ทรงชนะมาร

ในสมัยนั้น  พญามารเกรงว่า  พระมหาบุรุษจะพ้นจากอำนาจแห่งตน  จึงยกพลเสนามาผจญ  แสดงฤทธิ์มีประการต่างๆ  เพื่อจะยังพระมหาบุรุษให้ตกพระหฤทัยกลัวแล้วจะเสด็จหนีไป

พระองค์ทรงนึกถึงพระบารมี  ๓๐  ทัศ  ที่ได้ทรงบำเพ็ญมา  ตั้งมหาปฐพีไว้ในที่เป็นพยาน  แล้วทรงต่อสู้พระบารมี ๓๐ ทัศ  นั้นเข้ามาช่วยผจญ  ยังพญามารกับเสนาให้ปราชัย แต่ในเวลาพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคตแล้วบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติญาณในปฐมยาม  ได้จุตูปปาตญาณในมัชฌิมยาม  ทรงใช้พระปัญญาพิจารณาปฏิจจสสมุปบาท  ทั้งฝ่ายเกิด  ฝ่ายดับ  สาวหน้าสาวกลับไปมาในปัจฉิมยาม  ก็ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ  คือ  อาสวักขยญาณ  ในเวลาอรุณขึ้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้พระปัญญาตรัสรู้ธรรมพิเศษเป็นเหตุถึงความบริสุทธิ์จากกิเลสาสวะ  จึงได้พระนามว่า  อรหํ และตรัสรู้ชอบโดยลำพังพระองค์เอง จึงได้พระนามว่า  สมฺมาสมฺพุทฺโธ  ๒  บทนี้  เป็นพระนามใหญ่ของพระองค์โดยคุณนิมิตอย่างนี้แล

 

ปฐมเทศนา  และปฐมสาวก

เสวยวิมุตติสุขใต้ร่มมหาโพธิ์  ๗  วัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว  เสด็จประทับอยู่ภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์นั้น  เสวยวิมุตติสุขสิ้นกาล ๗  วัน  ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท  คือ  ธรรมที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้น  ทั้งข้างเกิด (อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดสังขาร  สังขารเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ  เป็นต้น)  ทั้งข้างดับ  (เพราะอวิชชาดับ  สังขารจึงดับ  เป็นต้น)

ใต้ร่มอชปาลนิโครธ  ๗  วัน

จากต้นมหาโพธิ์นั้น  เสด็จไปยังภายใต้ร่มไม้ไทร  ชื่อว่า อชปาลนิโครธ  เสวยวิมุตติสุข  ๗ วัน ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์ผู้มักตวาดผู้อื่นว่า หึ หึ ว่า ผู้มีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว  ไม่มีกิเลสเป็นเหตุขู่ผู้อื่นว่า  หึ  หึ  ควรกล่าวถ้อยคำว่า ตนเป็นพราหมณ์โดยธรรม

ใต้ร่มมุจจลินท์  ๗  วัน

จากต้นอชปาลนิโครธนั้น  ได้เสด็จไปยังต้นไม้จิก  ชื่อว่า  มุจจลินท์  เสวยวิมุตติสุข  ๗  วัน  ทรงเปล่งอุทานว่า ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมได้สดับแล้วยินดีอยู่ในที่สงัด  รู้เห็นตามเป็นจริง ฯ

ความไม่เบียดเบียน  คือ  ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความปราศจาก

กำหนัด  คือ  ความก้าวล่วงกามทั้งหลายเสียได้  ด้วยประการทั้งปวง  เป็นสุขในโลก

ความกำจัดอัสมิมานะ  คือ  ถือว่าตัวตนให้หมดได้เป็นสุขอย่างยิ่ง

ใต้ร่มราชายตนะ  ๗  วัน

จากต้นมุจจลินท์นั้น  ได้เสด็จไปยังต้นไม้เกต  ชื่อว่า  ราชายตนะ  เสวยวิมุตติสุข  ๗  วัน  สมัยนั้นพานิช  ๒  คน  คือ ตปุสสะ  ๑  ภัลลิกะ  ๑  เดินทางมาจากอุกกล -ชนบท  นำข้าวสัตตุผง  ข้าวสัตตุก้อน  เข้าไปถวายแล้วกราบทูลแสดงตนเป็นอุบาสก  อ้างพระองค์กับพระธรรมเป็นสรณะ  เป็นปฐมอุบาสกในพุทธกาลแล้วหลีกไป (เทฺววาจิกอุบาสก)

ทรงตัดสินพระทัยแสดงธรรม

จากร่มไม้ราชายตนะนั้น  เสด็จกลับไปประทับ ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธอีก  ทรงพิจารณาถึงธรรมที่ทรงตรัสรู้ว่า  เป็นคุณอันลึกซึ้ง  ยากที่ผู้ยินดีในกามคุณจะตรัสรู้ตามได้  จึงไม่คิดจะทรงสั่งสอนใคร  แต่ในที่สุดทรงคิดว่ามนุษย์  ก็เหมือนดอกบัว  ๓  ชนิด  คือ  บางชนิดยังจมอยู่ในน้ำ  บางชนิดตั้งอยู่เสมอน้ำ  บางชนิดตั้งขึ้นพ้นน้ำ

ดอกบัวที่ตั้งขึ้นพ้นน้ำแล้วนั้น  คอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์อยู่  จักบาน  ณ วันนี้

ดอกบัวทีตั้งอยู่เสมอน้ำ  จักบาน ณ วันพรุ่งนี้

ดอกบัวที่ยังไม่ขึ้นจากน้ำ  ยังตั้งอยู่ภายในน้ำจักบาน ณ วันต่อๆ ไป

ดอกบัวที่ยังจมอยู่ในโคลนตม อันเป็นภักษาแห่งปลาและเต่าฉิบหายเสีย

ดอกบัวที่จะบานมีต่างชนิด  ฉันใด  เวไนยสัตว์ก็มีต่างพวกฉันนั้น  ผู้มีกิเลสน้อย  มีอินทรีย์  (สัทธา  วิริยะ  สติ สมาธิ  ปัญญา)  กล้า  ก็อาจจะรู้ธรรมพิเศษนั้นได้ฉับพลัน

ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นเป็นประมาณกลาง  ได้รับอบรมในปฏิปทาเป็นบุพพภาค จนมีอุปนิสัยแก่กล้า  ก็สามารถจะบรรลุธรรมพิเศษนั้นดุจเดียวกัน

ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นยังอ่อน  หรือหาอุปนิสัยไม่ได้เลย ก็ยังควรได้รับแนะนำในธรรมเบื้องต่ำไปก่อนเพื่อบำรุงอุปนิสัย

เพราะฉะนั้น  พระธรรมเทศนาคงไม่ไร้ผล  คงสำเร็จประโยชน์แก่คนทุกเหล่า  เว้นแต่จำพวกที่ไม่ใช่เวไนย  คือ ไม่รับแนะนำ  ที่เปรียบด้วยดอกบัวอันเป็นภักษาแห่งปลาและเต่าฉิบหายเสีย

ทรงพระดำริหาคนผู้สมควรรับเทศนา

ครั้นพระองค์ทรงตัดสินพระหฤทัย  เพื่อจะแสดงพระธรรมเทศนาอย่างนั้นแล้ว  ครั้งแรก  ทรงคิดถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส  ซึ่งเป็นผู้ฉลาด  ทั้งมีกิเลสเบาบาง  แต่ทั้งสองท่านสิ้นชีพเสียแล้ว  ต่อจากนั้นทรงรำลึกถึงปัญจวัคคีย์ และได้ตัดสินพระหฤทัยว่า  จะแสดงธรรมแก่พวกเขา  จึงเสด็จออกจากต้นอชปาลนิโครธ  ทรงพระดำเนินทางไปยังเมืองพาราณสี  อรรถกถากล่าวว่า  ในเช้าวันขึ้น  ๑๔  ค่ำ เดือน  ๘

ระหว่างแห่งแม่น้ำคยากับแดนมหาโพธิต่อกัน  ทรงพบอุปกาชีวก  เขาเห็นสีพระฉวีวรรณของพระองค์ผุดผ่อง  นึกประหลาดใจ  จึงทูลถามถึงศาสดาของพระองค์  ทรงตอบว่า พระองค์เป็นสยัมภู  คือ  เป็นเองในทางตรัสรู้  ไม่มีใครเป็นครูสอน  อุปกาชีวก  กล่าวว่า  ขนาดนั้นเชียวหรือ  สั่นศีรษะแล้วหลีกไป

ทรงแสดงปฐมเทศนา

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี  ได้เสด็จเข้าไปหาปัญจวัคคีย์ทั้ง  ๕  แต่พวกเขาแสดงความไม่เคารพ  พูดออกพระนามและใช้คำว่า อาวุโส  พระองค์ทรงห้ามแล้วตรัสบอกว่า  เราได้ตรัสรู้อมฤตธรรมโดยชอบเองแล้ว

ปัญจวัคคีย์ไม่เชื่อ  กล่าวคัดค้านว่า  อาวุโสโคดม  แม้ท่านทำทุกกรกิริยาอย่างหนัก  ท่านยังไม่บรรลุธรรมพิเศษอะไร  บัดนี้  ท่านมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมากเสียแล้ว เหตุไฉนจะบรรลุธรรมพิเศษได้เล่า  พวกเธอคัดค้านอย่างนั้นถึง  ๒ –  ๓  ครั้ง

พระองค์จึงทรงตรัสเตือนพวกเธอให้ระลึกถึงความหลังว่า  ท่านทั้งหลายจำได้อยู่หรือว่า  วาจาเช่นนี้เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้

ปัญจวัคคีย์นึกได้ว่า  วาจาเช่นนี้ไม่เคยมีเลย  จึงมีความสำคัญในอันที่จะฟังพระองค์ทรงแสดงธรรม

ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังธรรมได้แล้ว  รุ่งขึ้นวันอาสาฬหบุรณมี  ได้ตรัสปฐมเทศนามีใจความโดยย่อว่า  ที่สุด  ๒  อย่าง  ได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค  คือ  การประกอบตนให้พัวพันด้วยสุขในกาม ๑  อัตตกิลมถานุโยค คือ  การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า  ๑  อันบรรพชิตไม่ควรเสพ  (ประพฤติ)  บรรพชิตควรเสพมัชฌิมาปฏิปทา  คือ  ข้อปฏิบัติเป็นทางกลาง  ได้แก่ ทางมีองค์  ๘  อันนำผู้ปฏิบัติให้เป็นอริยะ  คือ  ปัญญาอันเห็นชอบ  ๑  ความดำริชอบ  ๑  วาจาชอบ  ๑  การงานชอบ  ๑ เลี้ยงชีพชอบ  ๑  ความเพียรชอบ  ๑ ระลึกชอบ ๑  ตั้งใจชอบ  ๑

ทรงแสดงอริยสัจ  ๔  คือ  ๑. ทุกข์  ได้แก่  ความเกิด ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  เป็นต้น  ๒. สมุทัย  เหตุให้ทุกข์เกิด  ได้แก่  ตัณหา  ๓  คือ  กามตัณหา  ภวตัณหา วิภวตัณหา  . นิโรธ  ได้แก่  ความดับทุกข์  คือ  ความสละ ละ  วาง  ไม่พัวพันติดอยู่กับตัณหาทั้ง  ๓  นั้น  . มรรค ได้แก่  ทางที่ทำให้ถึงความดับทุกข์  คือ  ทางมีองค์ ๘  อันนำผู้ปฏิบัติให้เป็นอริยะ  ดังกล่าวแล้ว

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาอยู่  ธรรมจักษุ  คือ  ดวงตาอันเห็นธรรม  ปราศจากธุลีมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา

พระองค์ทรงทราบว่า  ท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว  จึงทรงเปล่งอุทานว่า  โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  เพราะอุทานว่า  อญญาสิ  อญญาสิ  ที่เป็นภาษามคธ  แปลว่า  ได้รู้แล้วๆ  คำว่า  อัญญาโกณฑัญญะ  จึงได้เป็นชื่อของท่านตั้งแต่กาลนั้นมา

ฝ่ายท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว  จึงทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย  พระองค์ทรงอนุญาตให้ท่านเป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า  ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์  เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด  พระวาจานั้นให้สำเร็จการอุปสมบทแก่ท่าน

ต่อจากนั้น  ทรงจำพรรษาอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  ทรงสั่งสอนบรรพชิตทั้ง  ๔  รูปด้วยพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดตามสมควรแก่อัธยาศัย  ท่านวัปปะและภัททิยะ  ได้ดวงตาเห็นธรรม  จึงบวชให้พร้อมกัน  ต่อมา ท่านมหานามะและอัสสชิ ได้ดวงตาเห็นธรรม  จึงบวชให้พร้อมกัน  ทั้ง ๔  ท่านบวชวิธีเดียวกับท่านโกณฑัญญะ

ปัญจวัคคีย์บรรลุพระอรหันต์

เมื่อภิกษุปัญจวัคคีย์  ตั้งอยู่ในที่สาวกแล้ว  มีอินทรีย์ คือ  ศรัทธาเป็นต้นแก่กล้า  ควรเจริญวิปัสสนาเพื่อวิมุตติแล้ว ครั้นวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๙ ตรัสพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตรสั่งสอน  ใจความโดยย่อว่า  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร และวิญญาณ  เป็นอนัตตา  คือ  บังคับบัญชาไม่ได้ว่า  จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย  ได้ตรัสถามปัญจวัคคีย์ว่า รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  เที่ยง  เป็นสุข เป็นอัตตา  หรือไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  ทูลตอบว่า ไม่เที่ยงเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  จึงตรัสให้ละความถือมั่นในรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณนั้นเสีย  แล้วถือด้วยปัญญาตามความจริงว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่ตนของเรา

เมื่อพระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาแสดงอนัตตาลักษณะอยู่  จิตของภิกษุปัญจวัคคีย์  ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามกระแสเทศนานั้น  พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

ครั้งนั้น มีพระอรหันต์ขึ้นในโลก ๖ องค์ คือ พระศาสดา ๑  สาวก  ๕  ด้วยประการฉะนี้

ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา

สมัยนั้น  พระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง  ในเวลาจวนใกล้รุ่ง  ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรออกอุทานว่า  ที่นี่วุ่นวายหนอ  ที่นี่ขัดข้องหนอ  เดินมายังที่ใกล้  จึงตรัสเรียกว่า  ที่นี้ไม่วุ่นวาย  ที่นี่ไม่ขัดข้อง  ท่านมานี่เถิด  นั่งลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน

ยสกุลบุตรได้ยินอย่างนั้นแล้ว  คิดว่า  เขาว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย  ที่นี่ไม่ขัดข้อง  จึงถอดรองเท้า  เข้าไปหา  ไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง  พระศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพีกถา คือ  ถ้อยคำที่กล่าวโดยลำดับ  ได้แก่  ทาน  ศีล  สัคคะ  คือ สวรรค์  กามาทีนพ  โทษแห่งกาม  เนกขัมมานิสงส์  อานิสงค์แห่งการออกจากกาม  (บวช)  ฟอกจิตของเขาให้ห่างไกลจากความยินดีในกามแล้วจึงทรงแสดงอริยสัจ  ๔  คือ  ทุกข์ สมุทัย  นิโรธ  และมรรค  ดังได้กล่าวแล้วในปฐมเทศนา  ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม  ณ  ที่นั่งนั้นแล้ว  ภายหลังพิจารณาภูมิธรรมที่พระศาสดาตรัสสอนเศรษฐีผู้เป็นบิดาอีกวาระหนึ่ง  จิตพ้นจากอาสวะ  ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน  (บรรลุพระอรหัต)

ฝ่ายมารดาของยสกุลบุตร  เวลาเช้าขึ้นไปบนเรือนไม่เห็นลูก  จึงบอกแก่เศรษฐีผู้สามี  เศรษฐีให้คนออกตามหาทั้ง  ๔  ทิศ  ตนเองก็ออกติดตามด้วย  เผอิญไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เห็นรองเท้าของลูกจึงตามเข้าไปหา  พระศาสดาได้ตรัสอนุปพพีกถาและอริยสัจแก่เขา  เมื่อจบเทศนาเขาได้แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยทั้ง  ๓  เป็นสรณะ เป็นอุบาสกคนแรกในพระพุทธศาสนา  แล้วได้กล่าวกับบุตรชายว่า  พ่อยสะ  มารดาของเจ้าเศร้าโศกพิไรรำพัน  เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าเถิด

พระศาสดาจึงตรัสให้เศรษฐีทราบว่า  ยสกุลบุตรได้บรรลุพระอรหัตแล้ว  ไม่มีการกลับคืนไปครองฆราวาสอีก  เศรษฐีเข้าใจดี  จึงทูลอาราธนาพระศาสดาพร้อมกับยสกุลบุตรเพื่อทรงรับภัตตาหารในเช้าวันนั้น  พระศาสดาทรงรับด้วยพระอาการดุษณีภาพ  เศรษฐีทราบแล้วจึงได้อภิวาททูลลากลับไป

เมื่อเศรษฐีกลับไปแล้ว  ยสกุลบุตรได้ทูลขออุปสมบท พระศาสดาทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุเหมือนที่ทรงอนุญาตแก่พระโกณฑัญญะ  ต่างกันตรงที่ไม่ตรัสว่าเพื่อทำที่สุด  ทุกข์โดยชอบ  เพราะพระยสะได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว  พระยสะจึงเป็นองค์ที่  ๗  ในโลก

ในเวลาเช้าวันนั้น  พระศาสดาพร้อมกับพระยสะ  ได้เสด็จไปยังเรือนของเศรษฐีนั้น  มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะมาเฝ้า  ทรงแสดงอนุปพพีกถาและอริยสัจ  ๔  แก่พวกเขาให้เห็นธรรมแล้ว  ได้แสดงตนเป็นอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัย  เป็นสรณะ  คนแรกในโลก

สหายพระยสะ  ๕๔  คนบวช

ฝ่ายสหายของพระยสะ  ๔  คน  ชื่อ  วิมละ  ๑  สุพาหุ ๑  ปุณณชิ  ๑  ควัมปติ  ๑  เป็นบุตรเศรษฐีในเมืองพาราณสีได้ทราบข่าวว่า  ยสกุลบุตรออกบวชแล้ว  คิดว่า  ธรรมวินัยนั้นคงเป็นสิ่งอันประเสริฐ  จึงพร้อมกันไปหาพระยสะ  พระยสะก็พาสหายทั้ง  ๔  คนนั้นไปเฝ้าพระศาสดา  พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมให้กุลบุตรทั้ง  ๔  เห็นธรรมแล้ว  ประทานให้เป็นภิกษุแล้ว  ทรงสั่งสอนให้บรรลุพระอรหัตผล

ยังมีสหายของพระยสะ  เป็นชาวชนบทอีก  ๕๐  คน  ได้ทราบข่าวนั้นแล้ว  คิดเหมือนหนหลัง  พากันบวชตามแล้วได้สำเร็จพระอรหัตผลด้วยกันสิ้นโดยนัยก่อน  รวมกันเป็นพระอรหันต์  ๖๑  องค์

พระศาสดาทรงส่งสาวก  ๖๐  รูป  ไปประกาศพระศาสนาด้วยพระดำรัสว่า  ท่านทั้งหลายจงเที่ยวไปในชนบทเพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชน  และอย่าไปรวมกัน  ๒  รูป ผู้รู้ทั่วถึงธรรมคงมีอยู่  แต่ที่เสื่อมจากคุณพิเศษ  เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรม  แม้เราก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม

ทรงประทานวิธีอุปสมบทแก่สาวก

ในสมัยนั้น  พระศาสดาทรงประทานวิธีอุปสมบทแก่พระสาวกผู้ไปประกาศศาสนาว่า  พึงให้ผู้อุปสมบทปลงผมและหนวด  ให้ครองผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด  นั่งกระโหย่งประนมมือ ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย  แล้วสอนให้ว่าตามว่า  พุทฺธํ  สรณํ คจฺฉามิ  ธมฺมํ  สรณํ  คจฺฉามิ  สงฺฆํ  สรณํ  คจฺฉามิ  ทุติยมฺปิ ฯลฯ  ตติยมฺปิ  ฯลฯ  การบวชวิธีนี้เรียกว่า  ติสรณคมนูปสัมปทา

ทรงโปรดภัททวัคคีย์สหาย  ๓๐  คน

ครั้นพระศาสดาประทับอยู่ในเมืองพาราณสีพอควรแก่พระประสงค์แล้ว  เสด็จดำเนินไปยังตำบลอุรุเวลา  ในระหว่างทางเข้าไปพักอยู่ที่ไร่ฝ้าย  ทรงนั่งในร่มไม้ตำบลหนึ่ง  ได้ตรัสอนุบุพพีกถาและอริยสัจ  ๔  โปรดภัททวัคคีย์สหาย  ๓๐  คน ให้ได้บรรลุพระอรหัต ประทานอุปสมบทให้แล้ว  ทรงส่งไปเพื่อประกาศพระศาสนาเหมือนนัยหนหลัง

ทรงโปรดชฏิล  ๓  พี่น้อง

ส่วนพระพุทธองค์เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา  ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งชฏิล  ๓  พี่น้อง  คือ  อุรุเวลกัสสปะ  นทีกัสสปะ  และคยากัสสปะ  ทรงชี้แจงให้อุรุเวลกัสสปะเห็นว่าลัทธิของเขาไม่มีแก่นสาร จนอุรุเวลกัสสปะมีความสลดใจ  เลิกละลัทธินั้น ลอยบริขารของชฏิลในแม่น้ำแล้วทูลขออุปสมบท  ก็ทรงประทานอุปสมบท  อนุญาตให้เป็นภิกษุทั้งสิ้น

ฝ่ายนทีกัสสปะเห็นบริขารของพี่ชายลอยไปตามกระแสน้ำ  สำคัญว่าเกิดอันตราย  พร้อมทั้งบริวารรีบมาถึงเห็นพี่ชายถือเพศเป็นภิกษุ  ถามทราบความแล้วได้ทูลขอบวชพร้อมทั้งบริวาร

คยากัสสปะน้องชายเล็กพร้อมทั้งบริวาร  ก็ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและขอบวชทำนองเดียวกับนทีกัสสปะผู้พี่ชาย

ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร

พระศาสดาประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา  ตามสมควรแก่พุทธอัธยาศัยแล้ว  พร้อมด้วยภิกษุหมู่ชฏิลเหล่านั้น  เสด็จไปยังตำบลคยาสีสะ  ใกล้แม่น้ำคยา  ทรงแสดงธรรมว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร  อะไรมาเผาให้ร้อน  เรากล่าวว่าร้อนเพราะไฟราคะ  ไฟโทสะ  ไฟโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  ความแก่ ความตาย  ความโศก  ความรำพัน  ความเจ็บไข้  ความเสียใจ  ความคับใจ

เมื่อพระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนานี้จบลง  จิตของภิกษุเหล่านั้นพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน (สำเร็จพระอรหันต์)  พระธรรมเทศนานี้ชื่อว่า  อาทิตตปริยายสูตร

ปริจเฉทที่  ๘

เสด็จกรุงราชคฤห์แคว้นมคธและได้อัครสาวก

ครั้นพระพุทธองค์เสด็จอยู่  ณ  ตำบลคยาสีสะตามควรแก่อัธยาศัยแล้ว  พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสาวกนั้น  เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์  ประทับอยู่  ณ  ลัฏฐิวันสวนตาลหนุ่ม  กิตติศัพท์ของพระองค์ขจรไปทั่วทิศว่า  พระสมณโคดม  โอรสแห่งศากยะเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ  ขณะนี้ประทับอยู่ที่ลัฎฐิวัน

พระเจ้าพิมพิสาร  พระเจ้าแผ่นดินมคธได้ทรงทราบกิตติศัพท์นั้น  จึงพร้อมด้วยราชบริพารเสด็จไปเฝ้า  ทรงนมัสการแล้วประทับนั่ง  ณ  ที่อันสมควร

ส่วนราชบริพารของพระองค์มีอาการทางกาย  วาจาต่างๆ  กัน  เป็น  ๕  พวก  คือ  ๑.  บางพวกถวายบังคม  ๒. บางพวกเป็นแต่กล่าววาจาปราศรัย  ๓.  บางพวกเป็นแต่ประณมมือ  ๔.  บางพวกร้องประกาศชื่อและโคตรของตน ๕.  บางพวกนิ่งอยู่  ที่เป็นเช่นนี้เพราะความไม่แน่ใจว่า  อุรุเวลกัสสปะของพวกตนกับพระสมณโคดมใครเป็นใหญ่กว่ากัน

พระอุรุเวลกัสสปะ  จึงลุกขึ้นจากที่นั่ง  ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  ซบศีรษะลงที่พระบาทพระศาสดา  ทูลประกาศว่า  พระองค์เป็นศาสดาของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าเป็นสาวกผู้ฟังคำสอนของพระองค์  และทูลประกาศความไม่มีแก่นสารแห่งลัทธิเดิม  ราชบริพารจึงน้อมจิตเชื่อถือพระศาสดา  ตั้งโสตคอยฟังพระธรรมเทศนา

พระศาสดาทรงแสดงอนุปพพีกถาและอริยสัจ  ๔  พระเจ้าพิมพิสารและราชบริพารแบ่งเป็น  ๑๒  ส่วน  ๑๑  ส่วนได้จักษุเห็นธรรม  ส่วน  ๑  ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์

ความปรารถนา  ๕  ประการของพระเจ้าพิมพิสาร

เมื่อครั้งยังเป็นราชกุมาร  ยังไม่ได้รับอภิเษก  พระเจ้าพิมพิสารได้ตั้งความปรารถนาไว้  ๕  อย่าง  คือ

๑.  ขอให้ข้าพเจ้าได้รับอภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินมคธนี้

๒.  ขอให้ท่านผู้เป็นพระอรหันต์  ผู้รู้เอง  เห็นเอง  โดยชอบ  พึงมายังแว่นแคว้นของข้าพเจ้า  ผู้ได้รับอภิเษกแล้ว

๓.  ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้เข้าไปนั่งใกล้พระอรหันต์นั้น

๔.  ขอให้พระอรหันต์นั้น  พึงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า

๕.  ขอให้ข้าพเจ้าพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระอรหันต์นั้น

บัดนี้ความปรารถนาทั้ง  ๕  อย่างของพระองค์สำเร็จบริบูรณ์ทุกอย่างแล้ว  จึงได้ทรงกราบทูลให้พระศาสดาทรงทราบ

ความปรารถนาของพระเจ้าพิมพิสารอันเกี่ยวกับพระอรหันต์  ทำให้เข้าใจได้ว่า  คำว่า  อรหันต์  เป็นของเก่า  และผู้เป็นพระอรหันต์เป็นที่เคารพนับถือของคนทุกชั้นวรรณะ แม้แต่พระมหากษัตริย์

ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับอาราม

พระเจ้าพิมพิสารครั้นกราบทูลความสำเร็จพระราชประสงค์ทั้ง  ๕  แล้ว  ได้แสดงพระองค์เป็นอุบาสก  จากนั้นได้กราบทูลเชิญเสด็จพระศาสดาพร้อมทั้งหมู่สาวก  เพื่อเสวยที่พระราชนิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น

วันรุ่งขึ้น  พระศาสดาพร้อมด้วยพระสาวกได้เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์  พระเจ้าพิมพิสารทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้ว  ทรงพระราชดำริถึงสถานควรเป็นที่เสด็จอยู่แห่งพระศาสดา  ทรงเห็นว่า  พระราชอุทยานเวฬุวันสวนไม้ไผ่เหมาะสมที่สุด  ทรงจับพระเต้าทองเต็มด้วยน้ำ  หลั่งลงถวายพระราชอุทยานเวฬุวันนั้นแก่ภิกษุสงฆ์  มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  พระศาสดาทรงรับแล้วเสด็จไปประทับอยู่  ณ ที่นั้น

พระพุทธองค์ทรงปรารภเหตุนั้น  จึงประทานพระพุทธอนุญาตให้ภิกษุรับอารามที่ทายกถวายตามปรารถนา การถวายอารามเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในกาลนั้น และเวฬุวันก็เป็นอารามของสงฆ์เป็นแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

ทรงได้พระอัครสาวก

วันหนึ่ง  พระอัสสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์  เข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์  สารีบุตรปริพพาชกเห็นท่านมีกิริยาอาการที่น่าเลื่อมใส  จึงติดตามไป  ครั้นเห็นท่านกลับจากบิณฑบาต จึงหาโอกาสเข้าไปถามว่า ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร ได้รับคำตอบว่า  พระมหาสมณะ  โอรสของเจ้าศากยะออกบวชจากศากยสกุล  เป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระองค์

“พระศาสดาของท่านสอนว่าอย่างไร ?”

“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ  พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น  และความดับแห่งธรรมนั้น  พระศาสดาทรงสอนอย่างนี้”

สารีบุตรได้ฟังธรรมนั้นก็ทราบได้ทันทีว่า พระศาสดาทรงสอนให้ปฏิบัติเพื่อระงับดับเหตุแห่งธรรมเป็นเครื่องก่อให้เกิดทุกข์ ได้ดวงตาเห็นธรรมว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งหมดต้องมีความดับเป็นธรรมดา  แล้วถามว่า  “พระศาสดาของเราเสด็จอยู่ที่ไหน”

“เสด็จประทับอยู่ที่เวฬุวัน  ผู้มีอายุ”

“ถ้าอย่างนั้น  พระผู้เป็นเจ้าไปก่อนเถิด  ข้าพเจ้าจะกลับไปบอกสหายแล้ว จะพากันไปเฝ้าพระศาสดา”

สารีบุตรได้กลับไปยังที่อยู่ของตน  บอกความที่ไปพบพระอัสสชิ  และแสดงธรรมนั้น  แก่โมคคัลลานปริพพาชกให้ได้ดวงตาเห็นธรรม  แล้วไปลาอาจารย์สัญชัย  แม้จะถูกห้ามปรามขอร้องก็ไม่ฟัง  พาบริวารของตนไปเฝ้าพระศาสดาที่เวฬุวัน  ทูลขออุปสมบท  พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยกันทั้งสิ้น  ท่านกล่าวว่า  ภิกษุผู้เป็นบริวารสำเร็จพระอรหันต์ก่อน

ฝ่ายพระโมคคัลลานะ  บวชได้  ๗  วัน  ไปทำความเพียรอยู่ที่กัลลวาลมุตตคาม  แขวงมคธ  ถูกถีนมิทธะครอบงำนั่งโงกง่วงอยู่  พระศาสดาได้เสด็จไปยังสถานที่นั้น  ทรงแสดงอุบายระงับความโงกง่วง แล้วให้โอวาทว่า

ดูก่อนโมคคัลลานะ  เธอจงจำใส่ใจว่า  เราจักไม่ชูงวงเข้าไปสู่สกุล  เราจักไม่พูดคำซึ่งเป็นเหตุเถียงกัน  เราจักยินดีที่นอนที่นั่งอันสงัด

ทรงสอนถึงข้อปฏิบัติที่ทำให้สิ้นตัณหาว่า  บรรดาธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น  ควรพิจารณาให้เห็นว่าไม่เที่ยงน่าเบื่อหน่าย  ล้วนมีความแตกดับย่อยยับ  ควรปล่อยวางเสีย  พระโมคคัลลานะปฏิบัติตามพระโอวาทนั้น  ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในวันนั้น (คือ  วันที่  ๗)

พระสารีบุตร  เมื่อบวชได้  ๑๕  วัน  พระศาสดาประทับอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา  ทรงแสดงธรรมแก่ปริพาชกผู้หนึ่งชื่อ  ทีฆนขะ  อัคคิเวสนโคตร  ผู้มีทิฏฐิแรง  ชอบขัดแย้งกับผู้อื่น  ซึ่งเข้าไปเฝ้าเพื่อทูลถามปัญหา  ว่า  ดูก่อน  อัคคิเวสนะ  ผู้รู้พิจารณาเห็นว่า  ถ้าเราจักถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง  สิ่งอื่นเหลวไหลหาความจริงไม่ได้  ก็จะต้องถือผิดไปจากคนอื่นที่มีทิฎฐิไม่เหมือนกับตน  ครั้นความถือผิดกันมีขึ้น  ความวิวาทเถียงกันก็มีขึ้น  ครั้นความวิวาทมีขึ้น ความพิฆาตหมายมั่นก็มีขึ้น  ครั้นความพิฆาตมีขึ้น  ความเบียดเบียนกันก็มีขึ้น  ผู้รู้ท่านเห็นอย่างนี้  ครั้นรู้แล้วย่อมละทิฎฐินั้นเสียด้วย  ไม่ทำทิฎฐิอื่นให้เกิดขึ้นด้วย  การละทิฏฐิย่อมมีด้วยอุบายอย่างนี้

ทรงแสดงอุบายเครื่องไม่ถือมั่นต่อไปว่า  อัคคิเวสนะ  กายคือประชุมมหาภูต

รูป  ๔  (ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ)  มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เติบโตเพราะข้าวสุกและขนมต่างๆ  ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นของว่างเปล่าไม่ใช่ตน  เวทนาทั้ง  ๓  คือ  สุข  ทุกข์  และไม่ทุกข์ไม่สุข  ไม่เที่ยง  ปัจจัยแต่งขึ้นมีความสิ้นไป  เสื่อมไป ดับไปเป็นธรรมดา  อริยสาวก  ได้ฟังอย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด  ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน  ชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้น  ผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้  ย่อมไม่วิวาทโต้เถียงกับผู้ใดด้วยทิฏฐิของตน  โวหารใดเขาพูดกันอยู่ในโลก  ก็พูดตามโวหารอย่างนั้น  แต่ไม่ถือมั่นด้วยทิฏฐิ

สมัยนั้น  พระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่  ณ  เบื้องพระปฤษฎางค์แห่งพระศาสดา  ได้ฟังพระธรรมเทศนานั้น  คิดว่า พระศาสดาตรัสสอนให้ละการถือมั่นธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันรู้ยิ่ง  เมื่อท่านพิจารณาอยู่อย่างนั้น  จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน  (บรรลุพระอรหัต)  หลังจากบวชได้ ๑๕  วัน

ส่วนทีฆนขปริพาชก  เป็นแต่ได้ดวงตาเห็นธรรมแสดงตนเป็นอุบาสก  ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

พระสารีบุตรเถระ และพระโมคคัลลานเถระ ครั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว  พระสารีบุตรได้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา เลิศทางปัญญา พระโมคคัลลานะ  ได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เลิศทางมีฤทธิ์  เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพระศาสดาประกาศพระศาสนา

พระศาสดา  ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธอย่างนี้แล้ว  เสด็จจาริกไปมาในชนบทนั้นๆ  ทรงแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนประชุมชนให้ได้ความเชื่อ  ความเลื่อมใส แล้วปฏิบัติตาม  ออกบวชในพระธรรมวินัย  เป็นภิกษุบ้าง เป็นภิกษุณีบ้าง  คงอยู่ในฆราวาสเป็นอุบาสกบ้าง  อุบาสิกาบ้าง  รวมเข้าเป็นพุทธบริษัท  ๔  เหล่า  ประกาศพระศาสนาให้แพร่หลายเพื่อสมพุทธปณิธานที่ได้ทรงตั้งไว้เดิม

 

ทรงบำเพ็ญพุทธกิจในมคธชนบท

ประทานอุปสมบทแก่พระมหากัสสปะ

คราวหนึ่ง  พระศาสดาเสด็จจาริกโปรดประชาชนในมคธชนบท  ประทับอยู่ที่ใต้ร่มไทร  เรียกว่า  พหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทาต่อกัน  ในเวลานั้น ปิปผลิมาณพ  กัสสปโคตร  มีความเบื่อหน่ายในการครองเรือน  ละฆราวาสถือเพศเป็นบรรพชิต  ออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก  จาริกมาถึงที่นั้น  เห็นพระศาสดา  มีความเลื่อมใสเข้าไปเฝ้า  รับเอาพระองค์เป็นศาสดาของตน  ทรงรับเป็นภิกษุในพระธรรมวินัยด้วย  ประทานโอวาท  ๓  ข้อ  ว่า

๑.  กัสสปะ  ท่านพึงศึกษาว่า  เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความยำเกรงในภิกษุ  ทั้งที่เป็นผู้เฒ่า  ทั้งที่เป็นผู้ใหม่  ทั้งที่เป็นปานกลาง  อย่างแรงกล้า

๒.  เราจะฟังธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งประกอบด้วยกุศล  เราจักเงี่ยหูลงฟังธรรมนั้น  พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมนั้น

๓.  เราจะไม่ละสติไปในกาย  คือ  พิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์ (กายคตาสติ)

พระมหากัสสปะได้ฟังพุทธโอวาทนั้นแล้ว  บำเพ็ญเพียรปฏิบัติตามในวันที่  ๘  แต่อุปสมบทได้สำเร็จพระอรหัต

มหาสันนิบาตแห่งมหาสาวก

ครั้งพระศาสดาเสด็จประทับ ณ กรุงราชคฤห์  พระนครหลวงแห่งมคธ  ได้มีการประชุมแห่งพระสาวกคราวหนึ่ง เรียกว่า  จาตุรงคสันนิบาต  แปลว่า  การประชุมมีองค์  ๔ คือ

๑.  พระสาวกผู้เข้าประชุมกันนั้น  ล้วนเป็นพระอรหันต์อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว

๒.  พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ  สาวกครั้งแรกที่พระศาสดาประทานอุปสมบทเอง

๓.  พระสาวกเหล่านั้นไม่ได้นัดหมาย  ต่างมาพร้อมกันเข้าเอง ๑,๒๕๐ องค์

๔.  พระศาสดาประทานพระบรมพุทโธวาท  ซึ่งเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์  ย่อหัวใจพระพุทธศาสนาแสดง

มหาสันนิบาตนี้  ได้มีขึ้นที่เวฬุวนาราม  ในวันมาฆปุรณมี ดิถีเพ็ญมาฆมาส  คือ  เดือน  ๓  เวลาบ่าย  การประชุมนี้มีชื่อเล่าลือมาในพระศาสนา  จึงยกขึ้นกล่าวเป็นพระเกียรติของพระศาสดาในมหาปทานสูตร  และเป็นอภิรักขิตสมัยที่ทำบูชาของวัดทั้งหลาย  เรียกว่า มาฆบูชา

โอวาทปาฏิโมกข์คำสอนหลักของศาสนา

โอวาทปาฏิโมกข์นั้น  เป็นคำประพันธ์  ๓  คาถากึ่ง

คาถาที่  ๑  แสดงว่า

ขันติ  คือ  ความอดทน  เป็นตบะอย่างยอด

ท่านผู้รู้กล่าวนิพพานว่าเป็นยอด

บรรพชิตผู้ฆ่า  ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น  ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

คาถาที่  ๒  แสดงว่า

การไม่ทำบาปทั้งปวง  การยังกุศลให้บริบูรณ์

การยังจิตของตนให้ผ่องใส  เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

คาถาที่  ๓  แสดงว่า

การไม่พูดข้อนขอดกัน  การไม่ประหัดประหารกัน

ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์  ความรู้จักประมาณในอาหาร

ความเสพที่นอนที่นั่งอันสงัด  ความประกอบความเพียรทางใจอย่างสูง

เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ของพระศาสดา  ก็เพื่อพระสาวกผู้เที่ยวสอนในพระพุทธศาสนา  จะได้ยกเอาธรรมข้อใดข้อหนึ่งขึ้นแสดงโดยเหมาะสมแก่บริษัท  ท่านกล่าวว่า  โอวาทปาฏิโมกข์นี้  พระศาสดาเองก็ตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ในอุโบสถทุกกึ่งเดือน  มางดเสียเมื่อได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์เอาสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้มาสวดในที่ประชุมแทน  เรียกว่า สวดพระปาฏิโมกข์

ทรงอนุญาตเสนาสนะ

ในคราวเสด็จกรุงราชคฤห์ครั้งแรก  พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายเวฬุวนารามเป็นที่ประทับพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  สถานที่นั้นคงเป็นป่าไผ่  ไม่มีอาคารแต่อย่างใด  สมด้วยข้อความในเสนาสนะขันธกะว่า  ครั้งพระศาสดายังไม่ได้อนุญาตเสนาสนะ  ภิกษุทั้งหลายอยู่กันในป่าบ้าง  โคนไม้บ้าง  บนภูเขาบ้าง  ซอกเขาบ้าง  ในถ้ำบ้าง  ป่าช้าบ้าง  ที่สุมทุมพุ่มไม้บ้าง  ที่แจ้งบ้าง  ลอมฟางบ้าง

วันหนึ่ง  ราชคหกเศรษฐีไปอุทยานแต่เช้า  เห็นภิกษุทั้งหลายออกจากสถานที่เหล่านั้น  ด้วยกิริยาอาการน่าเลื่อมใส จึงถามว่า  ถ้าเขาทำวิหารถวาย  จะอยู่ในวิหารได้ไหม  ภิกษุทั้งหลายตอบว่า  พระศาสดายังไม่ทรงอนุญาต  เขาขอให้กราบทูลถามแล้วบอกแก่เขา  ภิกษุทั้งหลายได้ทำตามนั้น พระศาสดาทรงอนุญาตที่นั่งที่นอน  ๕  ชนิด  คือ  วิหาร  ๑ อัทฒโยค  ๑  ปราสาท  ๑  หัมมิยะ  ๑  คุหา  ๑

วิหาร  คือ  กุฏิธรรมดา  อัทฒโยค  คือ  เพิง  ปราสาท คือ  เรือนชั้น  เช่น  ตึกแถว  หัมมิยะ  คือ  ที่อยู่ก่อด้วยอิฐหรือดินเหนียว  โดยหาสิ่งอื่นมาทำหลังคา  คุหา  คือ  ถ้ำทั่วไป

ทรงแสดงวิธีทำปุพพเปตพลี

พระเจ้าพิมพิสาร  ทรงทำปุพพเปตพลี  คือ  การทำบุญอุทิศบรรพบุรุษ  ภายหลังจากพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว  ในวันทรงทำปุพพเปตพลี  ทรงทูลเชิญสมเด็จพระศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ไปทรงอังคาสที่พระราชนิเวศน์  พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว  ทรงบริจาคไทยธรรมต่างๆ รวมทั้งผ้าด้วยแก่พระภิกษุสงฆ์  แล้วทรงอุทิศบุรพบิดร  คือ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับวายชนม์

พระศาสดาทรงอนุโมทด้วยคาถา  มีคำว่า  อทาสิ  เม อกาสิ  เม  เป็นต้น  แปลว่า  ญาติก็ดี  มิตรก็ดี  ระลึกถึงอุปการะอันท่านทำแล้วในกาลก่อนว่า  ท่านได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ได้ทำสิ่งนี้แก่เรา  เป็นญาติ  เป็นมิตร  เป็นสขา  (สหาย)  ของเรา  พึงให้ทักษิณา  เพื่อชนผู้ล่วงลับไปแล้ว  ไม่พึงทำการร้องไห้  เศร้าโศก  รำพันถึง  (เพียงอย่างเดียว)  เพราะการอย่างนั้นไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ญาติผู้ล่วงลับไป  แต่ญาติทั้งหลายก็มักเป็นอย่างนี้  (คือร้องไห้  เป็นต้น)  ส่วนทักษิณานี้ที่ท่านทั้งหลายบริจาคในสงฆ์  ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นโดยพลัน  ท่านทั้งหลาย  (ชื่อว่า)  ได้แสดงออกซึ่งญาติธรรมด้วย  ได้ทำบูชาญาติผู้ล่วงลับอย่างยิ่งด้วย  ได้เพิ่มกำลังให้แก่ภิกษุทั้งหลายด้วย  เป็นอันได้บุญไม่น้อยเลย

การทำปุพพเปตพลี  ย่อมบำรุงความรัก  ความนับถือ  ในบรรพบุรุษของตน  ให้เจริญกุศล ส่วนกตัญญูกตเวทิตาเป็นทางมาแห่งความรุ่งเรืองแห่งสกุลวงศ์  พระศาสดาจึงได้ทรงอนุมัติ  ด้วยประการฉะนี้

ทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ในกิจ

วันหนึ่ง พระศาสดาประทับอยู่ที่วิหารเชตวัน  อารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี  เมืองสาวัตถี  แคว้นโกศล  มีพราหมณ์ชราคนหนึ่งศรัทธามาขอบวช  จึงทรงมอบให้พระสารีบุตรบวชให้  โดยทำพิธีเป็นการสงฆ์  ในมัธยมชนบทต้องประชุมภิกษุ ๑๐  รูป  ในปัจจันตชนบทมีพระน้อยประชุมภิกษุ  ๕  รูป ภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์  คือ  เป็นผู้รับรอง (รับผิดชอบ) ผู้จะอุปสมบท  รูปหนึ่งประกาศสงฆ์ให้รู้เรื่อง  แต่ในปัจจุบันนี้นิยมใช้ ๒ รูป  เรียกว่า  กรรมวาจาจารย์  กับอนุสาวนาจารย์ แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า  คู่สวด  ครั้นประกาศสงฆ์ให้รู้เรื่อง  ๓ ครั้ง  ถ้าไม่มีภิกษุคัดค้าน  ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ  ถ้าถูกคัดค้านแม้เสียงเดียวเป็นอันไม่ยอมรับ  อุปสมบทชนิดนี้เรียก  ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา  แปลว่า  อุปสมบทด้วยการสงฆ์  มีวาจาประกาศเป็นที่  ๔  เมื่อทรงอนุญาตวิธีอุปสมบทนี้แล้ว ทรงยกเลิกการอุปสมบทแบบไตรสรณคมน์ที่ทรงอนุญาตไว้เดิม

ทรงสอนพระศาสนาผ่อนลงมาถึงคดีโลก

วันหนึ่ง  พระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์  พบชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ  สิงคารมาณพ  กำลังไหว้ทิศอยู่จึงตรัสถาม  เขาทูลว่า  ไหว้ทิศพระเจ้าข้า  บิดาของข้าพระองค์ก่อนตายได้สั่งเอาไว้  ข้าพระองค์เคารพคำสั่งของท่านจึงไหว้ทิศ

พระพุทธองค์ตรัสแก่เขาว่า  ในแวดวงของอารยชน  เขาไม่ไหว้ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก  เป็นต้น  อย่างนี้หรอก  เขาไหว้ทิศ  ๖  แต่ก่อนจะไหว้ทิศต้องทำกิจเบื้องต้นให้สมบูรณ์ด้วย  คือ  ต้องเว้นกรรมกิเลส  ๔  ไม่ทำบาปกรรมเพราะอคติ ๔  และไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข  ๖  ต่อจากนั้นจึงไหว้ทิศ  ๖ คือ

๑.  ทิศบูรพา  อันเป็นทิศเบื้องหน้า  ได้แก่  มารดา  บิดา

๒.  ทิศทักษิณ  อันเป็นทิศเบื้องขวา  ได้แก่  อาจารย์

๓.  ทิศปัจจิม  อันเป็นทิศเบื้องหลัง  ได้แก่  บุตรภรรยา

๔.  ทิศอุดร  อันเป็นทิศเบื้องซ้าย  ได้แก่  มิตรอมาตย์

๕.  ทิศเบื้องล่าง  ได้แก่  บ่าวและลูกจ้าง

๖.  ทิศเบื้องบน  ได้แก่  สมณพราหมณ์

ส่วนความละเอียดแห่งเทศนานี้  มีอยู่ในวิชาธรรมแผนกคิหิปฏิบัติ

ทรงแสดงวิธีทำเทวตาพลี

ครั้งหนึ่ง  พระศาสดาเสด็จจาริกไปถึงบ้านปาฏลิคาม แคว้นมคธ  คราวนั้นสุนีธพราหมณ์  และวัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์มคธ  มาอยู่ที่นั่น กำลังสร้างนครเพื่อป้องกันชาววัชชี  สองอำมาตย์นั้นมาเฝ้า  เชิญเสด็จรับภัตตาหารที่เมืองใหม่นั้น  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว  พระศาสดาทรงอนุโมทนาด้วยคาถา  มีคำว่า  ยสฺมึ  ปเทเส กมฺเปติ วาสํ ปณฺฑิตชาติโย  เป็นต้น  มีความว่า  กุลบุตรผู้มีชาติแห่งบัณฑิต  สำเร็จการอยู่ในประเทศใด  พึงนิมนต์พรหมจารี  ผู้มีศีลสำรวมดีให้ฉัน ณ  ที่นั้นแล้ว  อุทิศทักษิณาเพื่อเทวดาผู้สถิตย์  ณ  ที่นั้น  เทวดาทั้งหลายนั้นอันกุลบุตรนั้นบูชาแล้ว  ย่อมบูชาตอบ  อันกุลบุตรนั้นนับถือแล้ว  ย่อมนับถือตอบ  แต่นั้นย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยเมตตา  ดุจมารดากับบุตร  กุลบุตรนั้นอันเทวดาอนุเคราะห์แล้ว  ย่อมเห็น  (ได้)  ผลอันเจริญทุกเมื่อ

ปัจฉิมโพธิกาล

ปลงอายุสังขาร

เมื่อพระศาสดาตรัสรู้แล้ว  และได้เสด็จพระพุทธดำเนินสัญจรสั่งสอนเวไนยสัตว์ในคาม  นิคม  ชนบท  ราชธานี  มีเมืองราชคฤห์  แคว้นมคธ  เป็นต้น  จนประดิษฐานพระพุทธศาสนามี  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  และอุบาสิกา  ซึ่งเรียกว่า บริษัท  ๔  นับเวลาแต่อภิสัมโพธิสมัยล่วงได้  ๔๔  พรรษา ครั้น  ณ  พรรษากาลที่  ๔๕  เสด็จจำพรรษา  ณ บ้านเวฬุวคาม  เขตพระนครไพสาลี  ทรงบำเพ็ญพุทธกิจจนเวลาล่วงไปถึงเดือนที่  ๓  แห่งฤดูเหมันต์  อันได้แก่  มาฆมาส  (เดือน ๓)  วันบุรณมี  ทรงปลงอายุสังขาร  ณ ปาวาลเจดีย์ว่า  อีก ๓  เดือนต่อแต่นี้ไปตถาคตจักปรินิพพาน

ทรงแสดงอภิญญาเทสิตธรรม

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ตรัสประทานโอวาทสอนภิกษุสงฆ์ด้วยอภิญญาเทสิตธรรมว่า ธรรมทั้งหลายที่เราแสดงด้วยปัญญายิ่ง  คือ  สติปัฏฐาน  ๔ สัมมัปปธาน  ๔  อิทธิบาท  ๔  อินทรีย์  ๕  พละ  ๕ โพชฌงค์  ๗  มรรคมีองค์  ๘  ชื่ออภิญญาเทสิตธรรม  ท่านทั้งหลายพึงเรียนให้ดี  และส้องเสพเจริญทำให้มากในสันดานเถิด

ทรงแสดงอริยธรรม  ๔  ประการ

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่  ณ  บ้านภัณฑุคาม  ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุสงฆ์ว่า  เพราะไม่หยั่งรู้ธรรม  ๔  ประการ คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  และวิมุตติ  อันเป็นอริยธรรม

นี้แลเป็นเหตุ  เราและท่านทั้งหลาย  จึงได้ท่องเที่ยวไปในกำเนิดและคติ  สิ้นกาลนานนักอย่างนี้  แต่บัดนี้เราและท่านทั้งหลายได้ตรัสรู้ธรรมทั้ง  ๔  นั้นแล้ว  ตัดตัณหาได้  ภพใหม่จึงไม่มี

ทรงแสดงมหาปเทส  ฝ่ายพระสูตร  ๔

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่  ณ  อานันทเจดีย์  ในเขตโภคนคร  ตรัสเทศนามหาปเทส  ๔  ฝ่ายพระสูตรว่า  ถ้ามีผู้มาอ้างพระศาสดา  สงฆ์  คณะ  หรือบุคคล  แล้วแสดงว่านี้ธรรม  นี้วินัย  นี้สัตถุศาสน์  อย่าด่วนรับหรือปฏิเสธ  พึงสอบดูกับพระสูตรและพระวินัย  ถ้าไม่ตรงกัน  พึงเข้าใจว่านั่นไม่ใช่คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถ้าตรงกันพึงทราบว่า  นั่นเป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า  มหาปเทส  แปลว่า  ที่อ้างใหญ่

นายจุนทะถวายปัจฉิมบิณฑบาต

ครั้นใกล้ถึงวันปรินิพพาน  ตามที่ทรงปลงอายุสังขารไว้ สมเด็จพระโลกนาถพร้อมภิกษุสงฆ์พุทธบริวาร  ได้เสด็จถึงปาวานคร  ประทับอยู่  ณ  อัมพวัน  สวนมะม่วงของนายจุนทะ  บุตรช่างทอง  นายจุนทะทราบข่าว  จึงไปเฝ้า  ฟังธรรมเทศนาแล้ว  กราบทูลเชิญเสด็จเพื่อทรงรับภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น  ทรงรับนิมนต์และเสด็จไปตามนั้น  ซึ่งวันนั้นเป็นวันก่อนวันปรินิพพานหนึ่งวัน  (ขึ้น  ๑๔  ค่ำ)  นายจุนทะได้ถวายสูกรมัทวะแก่พระศาสดา  ทรงรับสั่งให้ถวายเฉพาะพระองค์เท่านั้น  ส่วนภิกษุสงฆ์ให้ถวายอาหารอย่างอื่น  และให้เอาสูกรมัทวะที่เหลือจากที่เสวยฝังเสียในบ่อ  หลังจากทรงเสวยสูกรมัทวะได้ทรงประชวรลงพระโลหิต  เกิดเวทนากล้าใกล้ต่อมรณทุกข์  จึงตรัสเรียกพระอานนท์มาว่า  จักเสด็จเมืองกุสินารา  พระอานนท์ได้ปฏิบัติตามนั้น

ผิวกายพระตถาคตผ่องใสยิ่ง  ๒  กาล

ระหว่างทางเสด็จไปเมืองกุสินารา  บุตรแห่งมัลลกษัตริย์นามว่า  ปุกกุสะ  เป็นสาวกของอาฬารดาบส  กาลามโคตร ได้ถวายผ้าคู่สิงคิวรรณ  ตรัสให้ถวายพระอานนท์ผืนหนึ่ง  เมื่อปุกกุสะหลีกไปแล้ว  พระอานนท์ได้ถวายผ้าของท่านแก่พระศาสดา  ทรงนุ่งผืนหนึ่ง  ห่มผืนหนึ่ง  พรรณแห่งผิวพระกายผุดผ่องยิ่งนัก  สมดังที่ตรัสว่า  ดูก่อนอานนท์  กายแห่งพระตถาคตย่อมบริสุทธิ์  ผิวพรรณผุดผ่องยิ่ง  ๒  เวลา  คือ  ในราตรีที่จะตรัสรู้ ๑  ในราตรีที่จะปรินิพพาน  ๑

บิณฑบาตทาน  ๒  คราว  มีผลเสมอกัน

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์บิณฑบาต  ๒ อย่างนี้  มีผลเท่ากัน  มีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตอย่างอื่น  คือ  บิณฑบาตที่ตถาคตบริโภคแล้วได้ตรัสรู้  ๑  บิณฑบาตที่ตถาคตบริโภคแล้วปรินิพพาน ๑

ประทมอนุฏฐานไสยา

ครั้งนั้น  สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  เสด็จพุทธดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี  ถึงเมืองกุสินาราบรรลุถึงสาลวัน  ตรัสสั่งพระอานนท์ว่า  เธอจงแต่งตั้งปูลาดซึ่งเตียง  ให้มีเบื้องศีรษะ ณ ทิศอุดร ณ ระหว่างแห่งไม้รังทั้งคู่  เราเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยนัก  จักนอนระงับความลำบาก พระเถระได้ทำตามพุทธอาณัติโดยเคารพ  สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา  ตั้งพระบาทเหลื่อมด้วยพระบาท  มีสติสัมปชัญญะ  แต่มิได้มีอุฏฐานสัญญามนสิการ  เพราะเหตุเป็นไสยาอวสาน  เรียกว่า  อนุฏฐานไสยา

ข้อสังเกต  อนุฏฐานไสยา  การนอนโดยไม่มีสัญญามนสิการว่าจะเสด็จลุกขึ้น  อุฏฐานไสยา  การนอนโดยมีสัญญามนสิการว่า  จะเสด็จลุกขึ้น  ทรงประทับโดยข้างเบื้องขวา  ตั้งพระบาทเหลื่อมกันทั้ง  ๒  อย่าง  ไม่มีความต่างกัน

ทรงปรารภสักการบูชา

สมัยนั้น  เทวดาทั้งหลายได้บูชาสักการะพระศาสดา ด้วยเครื่องบูชา  มีดอกไม้  ของหอม  ดนตรีทิพย์  สังคีตทิพย์ เป็นต้น  มากมาย  ทรงทราบด้วยจักษุทิพย์และทิพยโสต  จึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า พระตถาคตเจ้าไม่ชื่อว่าอันบริษัทสักการะนบนอบ  นับถือ  บูชา  คำนับด้วยสักการะพิเศษเพียงเท่านี้ แต่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง  ประพฤติธรรมสมควรแล้ว  จึงชื่อว่าสักการะ เคารพ  นบนอบ  นับถือ  พระตถาคตเจ้าด้วยบูชาอย่างยิ่ง

ทรงแสดงสังเวชนียสถาน  ๔  ตำบล

ครั้งนั้น  พระโลกนาถทรงแสดงสถาน  ๔  ตำบลแก่พระอานนท์ว่า  เป็นที่ควรจะดู  ควรจะเห็น  คือ

๑.  สถานที่พระตถาคตประสูติ

๒.  สถานที่พระตถาคตตรัสรู้

๓.  สถานที่พระตถาคตแสดงพระธรรมจักร

๔.  สถานที่พระตถาคตปรินิพพาน

ทรงแสดงถูปารหบุคคล  ๔

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถูปารหบุคคล  คือ ผู้ควรแก่การประดิษฐานพระสถูป  ๔  ประเภท  คือ

๑.  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒.  พระปัจเจกพุทธเจ้า

๓.  พระอรหันตสาวก

๔.  พระเจ้าจักรพรรดิราช

โปรดสุภัททปริพาชก

สมัยนั้น  ปริพาชกผู้หนึ่งชื่อ  สุภัททะ  อาศัยอยู่  ณ เมืองกุสินารา  มีความสงสัยมานานว่า  ครูทั้ง ๖ คือ  ปูรณกัสสป  มักขลิโคศาล  อชิตเกสกัมพล  ปกุทธกัจจายนะ  สัญชยเวลัฎฐบุตร  นิครนถนาฏบุตร  ซึ่งคนเป็นอันมากสมมติกันว่าเป็นผู้ประเสริฐ  ทั้ง  ๖  ท่านได้ตรัสรู้จริงหรือไม่  จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อทูลถามปัญหานั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่เขาว่า  อริยมรรคมีองค์  ๘ ไม่มีในธรรมวินัยใด  สมณะที่  ๑  (คือ  พระโสดาบัน)  สมณะที่  ๒  (คือ  พระสกิทาคามี)  สมณะที่  ๓  (คือ  พระอนาคามี) สมณะที่  ๔  (คือ  พระอรหันต์)  ย่อมไม่มีในธรรมวินัยนั้น

สุภัททปริพาชกได้ทูลขออุปสมบท  จึงทรงมอบหมายให้พระอานนท์ว่า  ถ้ากระนั้น  ท่านทั้งหลายจงให้สุภัททะบวชเถิด  พระอานนท์ได้ทำตามพุทธประสงค์  สุภัททปริพาชก ชื่อว่าได้อุปสมบทในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า  ไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหัตผล

ทรงตั้งพระธรรมวินัยเป็นศาสดา

ลำดับนั้น  สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสเรียกพระอานนท์ให้เป็นผู้รับเทศนา  ประทานโอวาทแก่ภิกษุบริษัท เพื่อจะให้มีความเคารพต่อพระธรรมวินัย  ตั้งไว้ในที่แห่งพระศาสดาว่า  ดูก่อนอานนท์  ความดำริดังนี้  จะพึงมีบ้างแก่ท่านทั้งหลายว่า  ศาสนามีศาสดาล่วงแล้ว  พระศาสดาแห่งเราทั้งหลายไม่มี  ดูก่อนอานนท์  ท่านทั้งหลายไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี  วินัยก็ดี  อันใด  อันเราได้แสดงแล้ว  ได้บัญญัติไว้แล้วแก่ท่านทั้งหลาย  ธรรมและวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาแห่งท่านทั้งหลาย  โดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา

ปัจฉิมโอวาท

ลำดับนั้น  สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา  ประทานปัจฉิมโอวาทว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนทั้งหลายว่า  สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมความสิ้นไปเป็นธรรมดา  ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น  ให้บริบูรณ์ด้วยไม่ประมาทเถิด  พระวาจานี้เป็นที่สุดของพระตถาคตเจ้า  ซึ่งรวมเอาพระโอวาทที่ได้ประทานแล้วตลอด  ๔๕  พรรษา  ไว้ในความไม่ประมาท

ปรินิพพาน

หลังจากตรัสปัจฉิมโอวาทแล้ว  พระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย  ทรงทำปรินิพพานบริกรรม  (เตรียมปรินิพพาน)  ด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติทั้ง  ๙  คือ  รูปฌาณ  ๔  อรูปฌาณ  ๔ สัญญาเวทยิตนิโรคสมาบัติ  ดับจิตสังขาร  คือ  สัญญาและเวทนา  ๑  พระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน  ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวิสาขปุรณมีดิถีเพ็ญกลางเดือน  ๖

อปรกาล

ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

เมื่อพระศาสดาปรินิพพานได้  ๗  วัน  มัลลกษัริย์ทั้งหลายได้อัญเชิญพระสรีระไปประดิษฐาน  ณ  มกุฏพันธนเจดีย์  เพื่อที่จะทำการถวายพระเพลิง  เมื่อพระมหากัสสปะซึ่งเป็นสังฆเถระมาถึง  จึงได้ถวายพระเพลิง

ในการถวายพระเพลิงนั้น  หนัง  เนื้อ  เอ็น  ไขข้อ  ถูกเพลิงเผาไหม้หมดสิ้น  ส่วนพระอัฐิ  พระเกสา  พระโลมา พระนขา  พระทันตา  ทั้งหมดยังเหลืออยู่  กับผ้าคู่หนึ่งเหลือเป็นปกติอยู่  เพื่อเป็นเครื่องห่อพระบรมสารีริกธาตุ

แจกพระบรมสารีริกธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มี  ๓ ขนาด  ขนาดใหญ่เท่ากับเมล็ดถั่วเขียวแตก  (ครึ่ง)  ขนาดกลางเท่ากับเมล็ดข้าวสารแตก  ขนาดเล็กเท่ากับเมล็ดผักกาด  ขนาดใหญ่  ๕  ทะนาน  ขนาดกลาง  ๕  ทะนาน  ขนาดเล็ก  ๖  ทะนาน  โทณพราหมณ์  ได้แบ่งให้กษัตริย์และพราหมณ์ที่มาขอท่านละ  ๒  ทะนาน  เอาไปประดิษฐานในสถูป  ณ  เมืองของตน  ๘  แห่ง  คือ  ๑.  พระนครราชคฤห์ ๒.  พระนครเวสาลี  ๓.  พระนครกบิลพัสดุ์  ๔.  อัลลกัปปนคร  ๕.  รามคาม  ๖.  นครเวฏฐทีปกะ  ๗.  นครปาวา  ๘. นครกุสินารา

ฝ่ายโทณพราหมณ์ก็ได้เชิญตุมพะ  คือ  ทะนานตวงพระธาตุไปก่อพระสถูปบรรจุไว้  มีชื่อว่า  ตุมพสถูป

กษัตริย์เมืองปิปผลิวัน  เชิญพระอังคาร  คือ  เถ้าถ่านที่ถวายพระเพลิงไปทำพระสถูปบรรจุไว้  มีชื่อว่า  พระอังคารสถูป

จึงรวมพระสถูปเจดีย์สถานเมื่อปฐมกาล  ๑๐  แห่งด้วยประการฉะนี้

ประเภทแห่งเจดีย์

ในปฐมกาล หลังจากพระศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานใหม่ๆ คงมีเจดีย์ ๒ ประเภท คือ

๑.  พระสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ๘  ส่วน  ที่โทณพราหมณ์แบ่งให้  เรียกว่า  ธาตุเจดีย์

๒.  ตุมพสถูป  อังคารสถูป  และสังเวชนียสถาน  ๔ ตำบล  เรียกว่า  บริโภคเจดีย์

ครั้นต่อมา  พระพุทธศาสนาแผ่กว้างออกไป พุทธศาสนิกชนหาพระธาตุไม่ได้  จึงได้สร้างสถูปแล้วนำเอาคัมภีร์พระธรรมไปบรรจุไว้  เรียกว่า  ธรรมเจดีย์

ต่อมา  เมื่อโลกเจริญขึ้น  จึงมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นกราบไหว้บูชา  เรียกว่า  อุทเทสิกเจดีย์  รวมทั้งหมดจึงเป็นเจดีย์  ๔  ประเภท  เป็นที่เคารพนับถือบูชาแทนองค์พระศาสดา  แห่งพุทธศาสนิกชน

ความเป็นมาแห่งพระธรรมวินัย

สังคายนาครั้งที่  ๑

เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า  ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี  วินัยก็ดี  อันใด  อันเราแสดงแล้วบัญญัติไว้แล้ว  แก่ท่านทั้งหลาย  ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาแห่งท่านทั้งหลาย  โดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา  ดังนั้น  การสังคายนา คือ  รวบรวมพระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในที่นั้นๆ ตลอดเวลา  ๔๕  ปี  ให้เป็นหมวดหมู่  เพื่อเป็นหลักฐานในการประพฤติปฏิบัติ  จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

เมื่อถวายพระเพลิงพระสรีระของพระศาสดาแล้ว  ท่านพระมหากัสสปะได้นำเรื่องหลวงตาสุภัททะกล่าวล่วงเกินพระธรรมวินัยว่า  บัดนี้พระสมณโคดมนิพพานแล้ว  พวกเราอยากจะทำอะไรก็ทำ  พูดเหมือนกับไม่เคารพพระธรรมวินัย ปรารถนาจะทำอะไรตามใจตนเอง  โดยไม่ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายที่จะเกิดแก่พระพุทธศาสนา

พระมหากัสสปะ  จึงชักชวนภิกษุทั้งหลายให้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัย  ได้คัดเลือกภิกษุสงฆ์องค์อรหันต์ ๕๐๐  รูป  ไปทำสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา  ข้างภูเขาเวภารบรรพต  แขวงเมืองราชคฤห์  เป็นสังคายนาครั้งแรก  เมื่อพระศาสดาปรินิพพานได้ ๓ เดือน โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์ กระทำอยู่ ๗ เดือนจึงสำเร็จ

สังคายนาครั้งที่  ๒

เมื่อพระศาสดาปรินิพพานได้  ๑๐๐  ปี  ภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลี  แสดงวัตถุ  ๑๐  ประการ  อันผิดพระธรรมวินัย  มีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์เห็นดีเห็นชอบด้วยจำนวนมาก  ยากที่จะแก้ไข  องค์พระอรหันต์  ๗๐๐  รูป  มีพระยสกากัณฑกบุตรเป็นประธาน  ได้ประชุมกันที่วาลิการาม  เมืองเวสาลี  ชำระวัตถุ  ๑๐  ประการ  ประดิษฐานธรรมวงศ์ให้บริสุทธิ์สืบมา ทำอยู่ ๘ เดือนจึงสำเร็จ

สังคายนาครั้งที่  ๓

เมื่อพระศาสดาปรินิพพานได้  ๒๑๘  ปี  ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช  แห่งปาฏลีบุตร  เดียรถีย์ปลอมบวชในพระพุทธศาสนาจำนวนมาก  ประพฤติผิดแปลกแตกต่างไปจากพระธรรมวินัย  พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ  ได้พึ่งราโชปถัมถ์ในพระเจ้าอโศกมหาราช  กำจัดเดียรถีย์เหล่านั้นออกจากสังฆมณฑล แล้วพร้อมด้วยพะอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์ ชำระวาทะซึ่งเป็นมลทินแห่งพระธรรมวินัยออกได้แล้วประดิษฐานธรรมวงศ์ให้ดำรงสืบมา กระทำอยู่ ๙ เดือนจึงสำเร็จ

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: ชั้นตรี ::

 

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: วิชาธรรม ::

กัมมัฏฐาน ๒ อย่าง

อธิบาย : กัมมัฏฐานเนื่องด้วยบริกรรม อันเป็นอุบายทำใจให้สงบ ไม่เกี่ยวกับปัญญา จัดเป็นสมถกัมมัฏฐาน. กัมมัฏฐานเนื่องด้วยทัศนะทางใจในคติของธรรมดา ปรารภสภาวธรรมและสามัญญลักษณะ จัดเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน ภาวนา ๒ ก็เรียก

๑. สมภกัมมัฏฐาน กรรมฐานเนื่องด้วยบริกรรม ไม่เน้นหนักในด้านการใช้ปัญญา เป็นกรรมฐานเครื่องยังใจให้สงบจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสนิมใจ กั้นจิตบุคคลไว้ไม่ให้บรรลุความดี กรรมฐานที่เป็นอุบายวิธีกระทำใจของบุคคลให้สงบ เช่น ตั้วสติ ระลึกดูที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรืออาจจะภาวนาบทว่า พุทโธ โดยหายใจเข้า พุท หายใจออก โธ ถ้าจิตของบุคคลนั้นสามารถสงบอยู่กับอารมณ์ที่ตนระลึกได้ ในยามนั้นนิวณ์ธรรม ๕ ประการ ข้อใดข้อหนึ่งได้สงบไปจากจิต การปฏิบัติโดยวิธีนี้จึงชื่อว่า เป็น สมถกัมมัฏฐาน

๒. วิปัสสนากัมมัฏฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา เป็นการสอนให้บุคคลใช้ปัญญาเพ่งดูสิ่งที่เราเรียกว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพื่อให้เกิดปัญญาชั้นสูง เห็นจริงตามสภาพความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ เช่น พิจารณาพระไตรลักษณ์เป็นต้น กรรมฐานทั้ง ๒ ประการนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า แม้บุคคลกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อความรู้ดี เป็นไปเพื่อความดับ กรรมฐานทั้ง ๒ ประการก็คือหลักของจิตตสิกขา และปัญญาสิกขา ในทางพระพุทธศาสนา นั่นเอง

กาม ๒ อย่าง

อธิบายกิเลสกาม ได้แก่กิเลสให้ใคร่ คือ ราคะ โลภะ คือความอยากได้ อิสสา คือความริษยาหรือความหึง อรติ ความไม่ยินดีด้วย อสันตุฏฐิ ความไม่สันโดษ เป็นต้น วัตถุกามได้แก่กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ

๑. กิเลสกาม หมายถึงกิเลสที่มีอยู่ภายในจิจใจของบุคคล เช่น รติ ความยินดี โลภะ ความโลภ อิสสา ความริษยา อสันตุฏฐิ ความไม่สันโดษคือความไม่ยินดีตามมีตามได้ของตน เรียกว่าปริยุฏฐานกิเลสบ้าง อนุสัยกิบ้าง เปรียบดังพืชอันมียางเป็นเหตุให้เกิดราก ลำต้น กิ่งก้าน ต่อไป กิเลสเหล่านี้เมื่อมีในสันดานของบุคคลใด ย่อมเป็นเหตุยังจิตของบุคคลนั้น ให้มีความยินดี รักใคร่ ปราถนา ไข่วคว้า เพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งต่างๆ และเศร้าหมองเป้นไปตามอำนาจของกิเลสนั้นๆ ถ้าหากจิตของบุคคลไม่มีสิ่งเหล่านี้ ความยินดี ความต้องการในอารมณ์ทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า กิเลสเป็นเหตุใคร่

๒. วัตถุกาม หมายถึงวัตถุหรือพัสดุสิ่งของอันน่ารักใคร ได้แก่กามคุณ ๕ คือรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ เนื่องจากโลกของเราเป็นโลกแห่งระบบสัมผัส เช่นบุคคลไปกำหนดว่า รูปสวย เสียงไพเราะ กลิ่นหอม สิ่งนั้นน่าจับ น่าสัมผัส ความต้องการความกำหนัดในสิ่งนั้นก็จะบังเกิดขึ้น กิเลส วัตถุกาม จึงมีความเกี่ยวข้องกัน ถ้ามีเพียงอย่างหนึ่งอีกอย่างหนึ่งไม่มี ความเปลี่ยนแปลงภายในจิตของบุคคลก็เกิดขึ้นไม่ได้ เช่นมีวัตถุสิ่งของอยู่ บุคคลไปกำหนดว่าสิ่งนั้นเป็นของมีค่า ก็จะเกิดความอยากได้ในสิ่งนั้น วัตถุกามคือกามคุณ ๕ เป็นของมีอยู่ เป็นอยู่โดยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้จะทความเปลี่ยนให้เกิดแก่จิตของบุคคลได้หรือไม่ ก็อยู่ที่บุคคลมีกิเลสอยู่ภายในจิตหรือไม่ ถ้ามีกิเลสก็ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นความรักความชังขึ้นมาได้ ถ้าไมมีกิเลสรูปก้เป็นเพียงสักว่ารูปเป็นต้น พระพุทธเจ้าทรงมุ่งไปที่การบรรเทากิเลสคือพวกกิเลสกาม ไม่ได้มุ่งไปแก้ที่วัตถุกาม เพราะวัตถุกามเป็นผลิตผลของธรรมชาติ เป็นการกำหนดให้รู้ไว้เท่านั้นว่า อะไรเป็นอะไร แต่กิเลสเป็นส่วนที่ต้องพิจารณาให้เห็นโทษแล้วพยายามละไปโดยลำดับ

บูชา ๒ อย่าง

บูชา หมายถึงการแสดงความยอมรับนับถือ เชื่อฟังและพร้อมที่จะปฏิบัติตาม ในทางพระพุทธศาสนา จำแนกไว้โดยสรุป ๒ ประการคือ

๑. อามิสบูชา บูชาด้วยอามิส คือวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น การให้เสื้อผ้าอาหาร ที่อยู่ โดยการสำนึกเห้นคุณธรรมความดีของผู้ที่ตนบูชา เช่นชาวพุทธทำบุญตักบาตรไหว้พระสวดมนต์ บูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ ธูปเทียนและของหอมต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป้นวัตถุ การบูชาที่ใช้วัตถุทั้งหมดเป้นอามิสบูชา บูชาด้วยวัตถุสิ่งของ

๒. ปฏิบัติบูชา บูชาด้วยการปฏิบัติตาม เช่นพุทธศาสนิชนยอมรับนับถือพร้อมที่จะเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าน้อมตนเข้าหาธรรมะด้วยการประพฤติปฏิบัติดี ตามสมควรแก่ฐานะที่ตนเป้นพ่อ เป็นแม่ เป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกา เป็นภิกษุสามเณร สรุปความว่าเป็นพุทธบริษัทที่ดีด้วยการปฏิบัติชอบตามธรรม ผลที่เกิดจากการปฏิบัตินั้น ทำให้มีปัญญาสูงขึ้น จิตสะอาดเพิ่มขึ้น จนตนเองอยู่เหนืออำนาจของกิเลส แม้จะละกิเลสไม่ได้หมด แต่ก็ยังควบคุมโลภโกรธ หลงไว้ได้ เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม การช่วยหลือบุคคลอื่น ในกิจการงานที่ชอบ การให้ส่วนบุญแก่บุคคลอื่น การชื่นชมในการทำความดีของบุคคลอื่น การฟังธรรม การแสดงธรรมเป็นต้น ล้วนชื่อว่าเป็นปฏิบัติบูชาทั้งนั้น

บูชาทั้ง ๒ ประการนี้ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องปฏิบัติบูชาว่าเป็นการบูชาอย่างยิ่งแต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทรงปฏิเสธอามิสบูชาการบูชาด้วยวัตถุสิ่งของต่างๆ

ปฏิสันถาร ๒ อย่าง

ปฏิสันถาร ได้แก่ การต้อนรับแขกผู้มาถึงถิ่น อามิสปฏิสันถารได้แก่ต้อนรับด้วยให้สิ่งของ เช่น ให้น้ำร้อนหมากพลู อาหารเป็นต้น ธัมมปฏิสันถาร แก้กันมาว่า กล่าวธรรมให้ฟังหรือแนะนำกันในทางธรรม ข้าพเจ้าเห็นไม่ใช่อาการรับแขก มติของข้าพเจ้า ได้แก่ต้อนรับโดยควรแก่ฐานะของแขกผู้มา ควรลุกรับกราบไหว้ก็ทำ ไม่ควรทำอย่างนั้น ก็ทำความเอื้อเฟื้อด้วยประการอื่น แม้เจ้าถิ่นมีปรารถนาดี แต่ทำไม่ควรแก่ฐานะของแขก การปฏิสันถารนั้นอาจเสีย เช่นแขกเป็นคนชั้นสูง เจ้าถิ่นทำการต้อนรับอย่างคนสามัญ ดูเป็นไม่สำคัญในแขกผู้นั้นเลย อีกผ่ายหนึ่ง แขกเป็นคนสามัญ เจ้าถิ่นต้อนรับแข็งแรง อย่างทำแก่แขกชั้นสูง ดูเป็นตื่นหรือเซอะไป ธัมมปฏิสันถาร หมายเอาการต้อนรับที่ทำพอดีสมแก่ฐานะของแขก

๑. อามิสปฏิสันถาร ได้แก่การต้อนรับด้วยสิ่งของ เช่นให้ข้าวปลาอาหารน้ำดื่มหรือแม้แต่การให้พักอาศัย ให้ที่อยู่อาศัยโดยสมควรแก่แขกผู้มาเยือนถึงถิ่นอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า “เป็นธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ

๒. ธัมมปฏิสันถาร เป็นการปฏิสันถารโดยธรรม ได้แก่การกล่าวธรรมะให้ฟังหรือแนะนำในทางธรรม สดเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงแสดงพระมติเอาไว้ว่าได้แก่การต้อนรับโดยสมควรแก่บานะของแขกผู้มา ว่าใครควรจะลุกขึ้นยืนรับ ใครควรจะไหว้ หรือใครควรจะออกไปต้อนรับถึงที่ไกล แขกเป้นคนชั้นสูงหรือเป็นคนสามัยก็พึงต้อนรับให้สมควรแก่ฐานะ การปฏิสันถารจึงจะไม่เสีย

ปฏิสันถาร เป็นที่นิยมของชนทุกชน แม้โบรณาบัณฑิตก็นิยมนับถือว่าเป็นความดี พึงเห็นพระเวสสันดร ต้อนรับแก่พราหมณ์ชูชกเป้นตัวอย่าง เป็นเครื่องสมานสามัคคีในระหว่ากันและกันให้มั่นคง แม้สมัยปัจจุบันนี้การปฏิสันถารยังนิยมนับถือว่า เป็นความดี ไม่เสื่อมถอย ฉะนี้แล

สุข ๒ อย่าง

๑. กายิกสุข   สุขทางกาย

๒. เจตสิกสุข สุขทางใจ

๑. กายิกสุข สุขทางกายนั้น ได้แก่การที่ร่างกายของคนเราไม่มีความทุกข์ ไม่มีโรค ไม่มีภัยเบียดเบียน อวัยวะน้อยใหญ่มีความสมบูรณ์ มีสุขภาพอนามัยดี จะทำอะไรก็มีความคล่องแคล่ว ชำนาญ เช่นนี้เรียกว่า กายิกสุข

๒. เจตสิกสุข สุขทางใจ ได้แก่ลักษณะทางอารมณ์ของบุคคลที่จิตใจประกอบด้วยความคลายกำหนัด ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ทั้งหลาย อยู่ด้วยความเมตตา กรุณา อันมีลักษณะสงบจิต มีความกระตือรือร้น มีความเพียรพยายามมั่นคงสามารถสงบอยู่ได้ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความมั่นใจในธรรมะ ในตัวเอง ในบุคคล ในการงานเป็นต้น เรียกว่าเป็นคนมีสุขภาพจิตดี ชีวิตของคนเรานั้นประกอบด้วยกายกับจิต เมื่อสุขภาพกายดี สุขจิตดี ชีวิตของบุคคลนั้นก็เป็นชีวิตที่มีคุณค่า พร้อมที่จะเสริมสร้างความดีที่ยังไม่มีให้มีขึ้น ที่มีอยู่แล้วก็ได้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น

อกุศลวิตก ๓ อย่าง

๑. กามวิตก   ความตรึกในทางกาม

๒. พยาบาทวิตก  ความตรึกในทางพยาบาท

๓. วิหิงสาวิตก  ความตรึกในทางเบียดเบียน

อกุศลวิตก คือความตรึก นึกคิด ด้วยความไม่ฉลาด เป็นการนึกคิดในเรื่องที่ไม่ดีของบุคคลผู้มีกิเลส ที่เก็บสะสมไว้ภายในจิตมากๆ ซึ่งท่านแบ่งอกุศลวิตกออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ คือ

๑. กามวิตก ความตรึกในทางกาม หมายถึงการนึกถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ด้วยการแสดงออกมาในทางที่ไม่ถูกต้องทางศีลธรรม หรือแม้แต่วัตถุกามที่ประณีตอย่างไรก็ตาม หากยังมีอาการของตัณหาที่ก่อให้เกิดทุกข์อยู่ ก็ยังถือว่าอยู่ในข่ายของวิตกทั้งนั้น

๒. พยาบาทวิตก ความตรึกในทางพยาบาท หมายถึงความตรึกนึกด้วยความพยาบาท ซึ่งอาจจะเกิดมาจากความไม่พอใจ การกระทบกระทั่งกัน โกรธเคืองกัน หรือลงมือทำร้ายกัน แต่ใจยังเก็บเรื่องนั้นไว้และยังตรึกนึกด้วยอำนาจการจองเวร ทำความอาฆาตมาดร้าย มุ่งทำร้าย ล้างผลาญสิ่งของหรือบุคคลที่ทำให้ตนโกรธไม่พอใจ เป็นต้น

๓. วิหิงสาวิตก ความตรึกในทางเบียดเบียน หมายถึงความตรึกนึกด้วยอำนาจของโทสะ ต้องการจะเห็นความวิบัติความเดือดร้อนของคนอื่น สัตว์อื่น ต้องการที่จะเห็นการต่อสู้หรือความพินาศของคนอื่น ทั้งที่เป็นสิ่งของและสถานที่เป็นต้น

อกุศลทั้ง 3 นี้เป็นส่วนควรละ คือบุคคลต้องพิจารณาให้เห็นโทษแล้วบรรเทา ละความตรึก ในลักษณะแผดเผาทำลายจิตของตนเอง ฉะนั้น

อนึ่ง ความตริประกอบด้วยกามราคะ เช่นคิดแส่ไปในการทำกาเมสุมิจฉาจาร และทำทุราจารผิดประเพณี และประกอบด้วยอภิชฌา เช่นคิดแส่ไปในทางหาลาภอันไม่ชอบธรรม จัดเป็นกามวิตก ความตริประกอบด้วยพยาบาท มีโทสะเป็นมูล คือคิดทำลายหรือตัดรอนผู้อื่น จัดเป็นพยาบาทวิตก ความตริประกอบด้วยเจตนาเป็นเหตุทำความลำบากให้แก่ผู้อื่น มีโมหะเป็นมูล เช่นใช้คนหรือสัตว์พาหนะเกินพอดี ไม่ปรานีไม่คิดถึงความลำบากของเขา ของมัน หรือแสวงหาความสนุกเพื่อตนเองในทางลำบากของผู้อื่น จัดเป็นวิหิงสาวิตก

กุศลวิตก ๓ อย่าง

๑. เนกขัมมวิตก  ความตริในทางพรากจากกาม

๒. อพยาบาทวิตก  ความตริในทางไม่พยาบาท

๓. อวิหิงสาวิตก  ความตริในทางไม่เบียดเบียน

กุศลวิตก คือ ความตรึกนึกด้วยความฉลาด หรือความนึกคิดที่ดีงามที่อาศัยปัญญาเป้นเครื่องควบคุมความคิด ท่านจำแนกไว้เป็น ๓ ประเภท คือ

๑. เนกขัมมาวิตก ความตรึกปลดออกจากกาม เป็นความตรึกของคนที่มีปัญญาทำความรู้จักกับรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้นอันเป็น วัตถุกาม และมองเห็นโทษของกิเลสกาม มีความยินดี ความโลภ ความรัก ความอิจฉา ในวัตถุกามเป็นต้น ด้วยการตรึกนึกที่จพทำลายจิตของตน ออกจากอำนาจของวัตถุกามและกิเลสกาม จนถึงกับคิดจะออกบวชในศาสนา เป็นต้น

๒. อพยาบาทวิตก ความตรึกปลดออกจากการอาฆาตพยาบาท เป็นความตรึกที่เกิดจากการเห็นโทษของความโกรธ ความอาฆาตพยาบาทแล้วปลูกฝัง ความรัก ความเมตตา ความอดทน ให้อภัยต่อกัน มองเห็นคน สัตว์ เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน แม้จะเกิดความโกรธขึ้นบ้างก็ไม่เก็บมาเป็นพยาบาท แต่คิดในทางที่จะขจัดความพยาบาทอาฆาตให้หมดสิ้นไป

๓. อวิหิงสาวิตก ความตรึกปลดออกจากการไม่ประทุษร้ายเบียดเบียนกันเป็นความตรึกนึกที่เกิดจากความกรุณาสงสาร หวั่นใจ เห็นใจ ในความทุกข์ยาก ของคนและสัตว์ คิดปรารถนาที่จะช่วยคนและสัตว์เหล่านั้น ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เขากำลังประสบอยู๋

กุศลวิตก เป็นส่วนที่ควรกระทำ บุคคลควรพิจารณาให้เห็นผลดีของความตรึกในทำนองนั้น อันเป็นทางนำมาซึ่งความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และแสดงความดีที่มีอยู่ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

อนึ่ง ความตริเป็นไปเพื่อทำใจไม่ให้ลุอำนาจแก่กิเลสกามและไม่ติดอยู่ในวัตถุกาม จัดเป็นเนกขัมมวิตก แต่เนกขัมมศัพท์นี้ท่านหมายเอาออกบวช เพราะความมุ่งหมายของผู้บวช ย่อมเป็นไปในทางนั้น ความตริเป็นไปด้วยอำนาจเมตตาในผู้อื่น ปรารถนาความดีความงามเพื่อเขา จัดเป็น อพยาบาทวิตก ความตริเป็นไปด้วยอำนาจกรุณาในผู้อื่น จะทำอะไรๆ เนื่องด้วยผู้อื่น เป็นต้นว่าจะใช้คนหรือสัตว์ มีปรานีคิดถึงความลำบากของเขาของมัน ไม่ใช้ตรากตรำ ไม่ทำความลำบากให้แก่เขาแก่มันโดยไม่จำเป็น จัดเป็นอวิหิงสาวิตก

อัคคิ ๓ อย่าง

อัคคิ ได้แก่ ไฟ  ในที่นี้หมายถึงไฟกิเลส กิเลสดุจไฟเผาลนจิตใจให้เร้าร้อน พระพุทธองค์ทรงอุปมาเหมือนไฟ 3 กองคือ

๑. ราคัคคิ ไฟคือราคะ ได้แก่ความรู้สึกนึกกำหนัด รักใคร่ ยินดีในกามคุณมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะได้สิ่งเหล่านี้มาไว้ในครอบครอง เมื่อไม่ได้ก็ทุรนทุรายกระเสือกกระสนแสวงหา เมื่อได้มาแล้วก็กลัวพลัดพลากจากสิ่งเหล่านั้น

๒. โทสัคคิ ไฟคือโทสะ ได้แก่ความเอดพล่านของอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้น ขณะประสบอามรณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจ เกิดความเกิด อาฆาต พยาบาทเป็นต้น เมื่อไฟกองนี้เกิดขึ้นในสันดานแล้ว ทำให้เกิดการวิวาทประทุษร้ายกันและกันจนถึงกับบาดเจ็บหรือล้มตายได้

๓. โมหัคคิ ไฟคือโมหะ ได้แก่ ความหลงมัวเมา ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ หรือเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องต่างๆ จนถึงกับไม่รู้ว่า อะไรเป็นบาป อะไรเป็นบุญ เป็นคุณเป็นโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น ไฟกองนี้เผาลนสันดานสัตว์ให้เร้าร้อน เปรียบเสมือนไฟสุมแกลบ ฉะนั้น

อธิปไตย ๓ อย่าง

๑. อัตตาธิปเตยยะ   ความมีตนเป็นใหญ่

๒. โลกาธิปเตยยะ    ความมีโลกเป็นใหญ่

๓. ธัมมาธิปเตยยะ   ความมีธรรมเป็นใหญ่

อธิปเตยยะ หมายถึง ความเป็นใหญ่ ความต้องการความยิ่งใหญ่

๑. อัตตาธิปเตยยะ ความมีตนเป็นใหญ่ จะทำอะไรๆ ก็ปรารถนาตนเองเป็นใหญ่ มุ่งให้เหมาะสมกับฐานะของตน ปรารภตนเป็นที่ตั้ง เช่นถ้าตนเป็นใหฐ่ก็ทำด้วยมุ่งให้สมกับภาวะของตน ทำด้วยมุ่งผลอันจะได้แก่ตน ทำด้วยความสะดวกแห่งตน

๒. โลกาธิปเตยยะ ความมีโลกเป็นใหญ่ ได้แก่การจะทำอะไรทุกอย่างต้องปรารภโลกเป็นที่ตั้ง เช่นคนละเว้นความชั่ว เพราะกลัวคนอื่นเขานินทาตำหนิ ทำความดีเพราะต้องการให้เขายกย่องสรรเสริญ ทำตามความนิยมของชาวโลก บางทีเรียกว่า ประชาธิปไตยคือการถือเอาความคิดเห็นของคนส่วนมากเป็นประมาณ

๓. ธัมมาธิปเตยยะ ความมีธรรมเป็นใหญ่ ได้แก่การจะทำอะไรทุกอย่างต้องปรารถธรรมเป็นที่ตั้ง ด้วยการพิจารณาเห็นความถูกต้อง ทำด้วยความเมตตากรุณา เสียสละ มุ่งให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่น แม้ใครจะไม่ยกย่องสรรเสริญก็พร้อมที่จะทำ เรียกว่าทำดีเพราะเห็นว่าดี ละชั่วเพราะเห็นว่าชั่ว เป็นต้น

ญาณ ๓ อย่าง

ญาณ ในที่นี้หมายถึง จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของบุคคล ด้วยผลของการปฏิบัติให้สมบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา จนสภาพจิตใจของบุคคลนั้น ไม่หวั่นไหว เป็นสมาธิ สงบ ปราศจากกิเลส ท่านจำแนกไว้ ๓ ประเภท คือ

๑. สัจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้อริยสัจ ได้แก่หยั่งรู้ว่านี้เป็นทุกข์ นี้เป็นสมุทัย นี้เป็นนิโรธ นี้เป็นนิโธคามินีปฏิปทา

๒. กิจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันควรทำ ได้แก่หยั่งรู้ว่าทุกข์เป็นธรรมที่ควรหยั่งรู้ สมุทัยเป็นสภาพที่ควรละ นิโรธเป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้ง นิโรธคามินีปฏิปทาเป็นสภาพที่ควรทำให้เกิด

๑. กตญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันทำแล้ว ไดแก่หยั่งรู้กิจ ๔ อย่างนั้นว่าทุกข์เป็นธรรมชาติที่ควรกำหนดรู้ก็ได้รู้แล้ว ทุกข์สมุทัยเป้นสภาพที่ควรละก็ละได้แล้ว ทุกขนิโรธเป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้งก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นธรรมที่ควรทำให้เกิดก็ได้เกิดแล้ว

ญาณทั้ง ๓ ประการนี้ ได้เกิดขึ้นในอริสัจทั้ง ๔ ข้อๆ ละ ๓ ครั้ง รวมเป็น ๑๒ ที่เรียกว่ามีวน ๓ มีอาการ ๑๒ ซึ่งเป็นญาณคือความรู้ที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า

ตัณหา ๓ อย่าง

ตัณหา ๓

ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยาก ความติดใจ หรือความยึดติด มีอยู่ ๓ ประการ คือ

๑. กามตัณหา ตัณหาในกาม หมายถึง ความอยากในกาม โดยทั่วไปได้แก่ความอยากในกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) ที่ชวนให่รักชักให่ใคร่ พาใจให้กำหนัดยินดี โดยสูงสุดได้แก่ความยินดี ความพอใจ ความติดใจในกามภพอันเป็นภูมิที่เกิดของผู้ยังต้องเสพกามและสมบูรณ์ไปด้วยกาม เช่น โลกมนุษย์หรือเทวโลก เป็นต้น

๒. ภวตัณหา ตัณหาในภพ หมายถึง ความอยากในภพ โดยทั่วไปได้แก่ ความอยากมี อยากเป็นต่างๆ ตามที่ต้องการ โดยสูงสุดได้แก่ ความกำหนัดยินดีในรูปภพและอรูปภพคือติดอยู่ในฌานสมาบัติที่ทำให้ไปเกิดในรูปภพและอรูปภพนั้นอันเป็นความยินดีที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ ทำให้อยากเกิดอยากเป็นเช่นที่เป็นอยู่ตลอดไป

๓. วิภวตัณหา ตัณหาในปราศจากภพ หมายถึง ความอยากพ้นไปจากภพ โดยทั่วไปได้แก่ ความอยากไม่มีไม่เป็น อยากพ้นจากสภาพที่ไม่ต้องการ โดยสูงสุด ได้แก่ความกำหนัดยินดีประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ เป็นความพอใจอยู่กับการกระทำอะไรตามใจตนเอง ไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีผล เพราะมีความเชื่อว่าคนตายแล้วขาดสูญ

ปาฏหาริยะ ๓ อย่าง

ปาฏหาริยะ หมายถึง ความอัศจารรย์,สิ่งที่น่าอัศจารรย์,สิ่งที่น่าเหลือเชื่อ เป็นสิ่งที่มีความสามารถพิเศษกว่าสิ่งอื่น และเป็นอัศจารรย์ที่คนทำให้เกิด มีอยู่ ๓ อย่างคือ

๑. อิทธิปาฏิหาริยะ มีฤทธิ์เป็นอัศจารรย์ หมายถึงการแสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจารรย์ สิ่งเป็นสิ่งที่เป็นผลมาจากการฝึกจิตจนได้ฌานสมาบัติ เป็นอำนาจจิตนอกเหนือกฎธรรมธรรมชาติ ถึงขั้นมีพลังอำนาจแสดงอานภาพที่คนทั่วไปทำไม่ได้ เช่น แปลงตัวได้ตามที่ใจคิด ล่องหนผ่านเครื่องกีดขวางหรือผูกมัดได้ เดินบนน้ำได้ เป็นต้น

๒. อาเทสนาปาฏิหาริยะ ดักใจได้เป็นอัศจารรย์ หมายถึงการทายใจคนได้เป็นอัศจรรย์ เป็นการกำหนดใจผู้อื่นได้ ทำให้สามารถอ่านความคิด ทราบถึงจริต อุปนิสัย และบารมี (บุญ) ของคนนั้นๆ ได้

๓. อนุสาสนีปาฏิหาริยะ คำสอนเป็นอัศจรรย์ หมายถึงเป็นคำสอนที่มีความอัศจรรย์ในตัว สามารถจูงใจให้คนน้อมนำไปปฏิบัติ ด้วยวิธีการสอน คือ สอนด้วยความรู้จริง (รู้จริงทำได้จริงจึงสอนเขาได้) สอนอย่างมีเหตุผล (ให้เขาพิจารณาเข้าใจได้ด้วยปัญญาของเขาเอง) สอนให้ได้ผลจริง (สำเร็จตามประสงค์ตามเรื่องที่สอน) เป็นเหตุให้ผู้ฟังเห็นแจ้งเข้าใจชัด หากปฏิบัติตามย่อมได้รับผลตามสมควรแก่การปฏิบัติ

ปิฏก ๓ อย่าง

ปิฏก ๓ แปลว่า ตระกร้าหรือคัมภีร์ ในที่นี้หมายถึง ตำราที่เป็นคัมภีร์รวบรวมพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า แบ่งเป็น ๓ คัมภีร์ใหญ่ๆ คือ

๑. พระวินัยปิฏก หมวดพระวินัย หมายถึง คัมภีร์ที่รวบรวมพระวินัย พูดให้เข้าใจง่ายคือ กฎระเบียบหรือกฎหมายของพระที่จะต้องปฏิบัติตามนั้น หากฝ่าฝืนก็มีโทษหนักบ้าง เบาบ้างตามความผิดที่ทำคือ หนักสุดรับโทษประหาร (ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำ) หย่อนลงหน่อยถูกจองจำ (อยู่กรรม) สถานเบาถูกประจาน (แสดงอาบัติ) ท่านจัดไว้ ๕ คัมภีร์ (จัดตามพระไตรปิฏกของไทยอยู่ในเล่ม ๑-๘) การบัญญัติพระวินัย เป็นเหตุให้ภิกษุศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใส่ อันเป็นเหตุสำคัญของการสืบต่ออายุพระศาสนา

๒. พระสุตตันตปิฏก หมวดพระสูตร หมายถึงคัมภีร์ที่รวบรวมพระสูตร เป็นหลักธรรมคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ไว้ในที่ต่างๆ แนวบุคคลาธิฏฐาน มีบุคคล เรื่องราว สถาน เป็นสื่อประกอบการสอนทำให้เข้าใจได้ง่าย สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ และเป็นคำสอนที่แสดงคล้อยตามอุปนิสัยหรือบารมีธรรมของผู้ฟังเป็นหลัก ท่านจัดไว้ ๕ คัมภีร์หรือนิกาย (พระไตรปิฏกของไทยอยู่ในเล่ม ๙-๓๓)

๓. พระอภิธรรมปิฏก หมวดพระอภิธรรม หมายถึง คัมภีร์ที่รวบรวมพระอภิธรรม คือคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในแนวธัมมาธิฏฐาน มีคำอธิบายเป็นหลักวิชาการทางธรรมล้วนๆ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งเป็นปรมัตถเทสนา ที่มุ่งถึงเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นคัมภีร์ที่อธิบายเน้นถึงลักษณะเหตุเกิดหรือสภาวะของธรรมแต่ละอย่างไว้อย่างพิสดาร มีการรวบรวมไว้เป็น ๗ คัมภีร์ (พระไตรปิฏกของไทยอยู่ในเล่ม ๓๔-๔๕)

พุทธจริยา ๓ อย่าง

พุทธจริยา หมายถึง พระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้าที่ทรงประพฤติหรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อเวไนยสัตว์ทุกทั่วหน้า โดยตรงก็คือ การบำเพ็ญพุทธกิจนั้นเอง มี ๓ พระจริยาวัตร คือ

๑. โลกัตถจริยา ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก หมายถึงพระจริยาวัตรที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกทั่วไป พระพุทธเจ้า มิได้ยกพระองค์อยู่เหนือมนุษย์ แต่ทรงบำเพ็ญประโยชน์สงเคราะห์ชาวโลกในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการเสด็จไปประกาศในพระศาสนาในที่ต่างๆ เรียกว่า ทรงชี้ทางบรรเทาทุกข์ ชี้สุขเกษมศานติ์ ชี้ทางพระนฤพานให้พ้นโศกวิโยคภัยให้แก่ชาวโลกทั้งมวล

๒. ญาตัตถจริยา ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระญาติ หมายถึงพระจริยาวัตรที่เป็นประโยชน์ต่อพระญาติทั้งสองฝ่าย ด้วยการเสด็จกลับไปโปรดหลังจากตรัสรู้แล้ว แนะนำให้ถ่ายถอนจากทิฏฐิมานะความถือตัวจัด ให้ได้พบหนทางสว่าง ได้ออกบวชและบรรลุธรรมตามบุญตามบารมี เช่น ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบิดา พุทธมารดา เป็นต้น สมฐานะเป็นอภิชาตบุตร

๓. พุทธัตถจริยา ทรงประพฤติเป็นประโยชน์โดยฐานะเป็นพระพุทธเจ้า หมายถึง พระจริยาวัตรที่เป็นประโยชน์ตามหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้า เช่น ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕ คือ ยามเช้าออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ ยามเย็นทรงแสดงธรรมเทศนา พบค่ำประทานโอวาทแก่หมู่ภิกษุ ยามดึกตอบปัญหาที่เทวดาทูลถาม เช้ามืดตรวจดูสัตว์โลกที่จะเสด็จโปรด เป็นต้น และทรงแสดงธรรมสั่งสอนพุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ได้รู้ทั่วถึงธรรม อันเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

วัฏฏะ ๓ อย่าง

วัฏฏะ หายถึง วน คือการหมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏเวียนวายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ของสัตว์โลก ตราบเท่าที่ยังตัดวัฏฏะ ๓ อย่างนี้ไม่ได้ คือ

๑. กิเลสวัฏฏะ วนคือกิเลส หมายถึง การวนเวียนเปลี่ยนไปตามอำนาจสิ่งยั่วยวนและฉุดดึง คือ กิเลส (สิ่งที่ทำใจเศร้าหมองขุ่นมัว) มี ๓ จำพวกคือ

๑. จำพวกที่ทำให้จิตหิวกระหาย อยากกอบโกยทุกอย่างเป็นของตัว เรียกว่า โลภะ

๒. จำพวกที่ทำให้จิตร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟสุมอยู้ตลอดเวลาทำให้คิดอยากล้างผลาญ เรียกว่า โทสะ

๓. จำพวกที่ทำให้จิตงวบงงหลงให้มัวเมา ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะทั้งปวง เรียกว่า โมหะ

๒. กัมมวัฏฏะ วนคือกรรม หมายถึง การวนอยู่ในการทำกรรม คือเมื่อมีกิเลสเกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งกระตุ้นให้มีการกระทำกรรมจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่กิเลสอันเกิดขึ้นในใจอยู่ขณะนั้น

๓. วิปากวัฏฏะ วนคือวิบาก หมายถึง การวนเวียนรับผลของกรรมที่ตนทำแล้วนั้น คือ เมื่อมีการทำกรรม ย่อมได้รับผลของกรรมที่ทำนั้นตามสมควรแก่กรรมไม่สามารถลบล้างได้

วงจรของวัฏจักรนี้ พระอริยบุคคลผู้บรรลุอรหันตมรรคเท่านั้น ถึงจะหลุดพ้นและตัดให้ขาดได้

สิกขา ๓ อย่าง

สิกขา หมายถึง ข้อสำหรับศึกษา การฝึกฝนอบรมตนในเรื่องที่พึ่งศึกษา มี ๓ ประการคือ

๑. อธิสีลสิกขา สิกขาคือศีล หมายถึง การศึกษาเรื่องศีลฝึกฝนและปฏิบัติตนให้เรียบร้อยดีงามทางกาย วาจา ให้บริสุทธิ์ถูกต้องตามหลักของจุลศีล มัชฌิมศีล หรือมหาศีล การรักษาศีลให้บริบูรณ์ไม่ด่างพร้อย ย่อมสามารถกำจัดกิเลสอย่างหยาบได้ เมื่อกล่าวโดยอริยศีล ได้แก่การบำเพ็ญอริยมรรค ๓ ประการ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ

๒. อธิจิตตสกขา สิกขาคือจิตยิ่ง หมายถึง การศึกษาเรื่องจิตอบรมจิตให้มั่นคงเป็นสมาธิได้แก่การบำเพ็ญสมถกัมมัฏฐานของผู้สมบูรณ์ด้วยศีลจนบรรลุฌาน ย่อมสามารถกำจัดกเลสอย่างกลางได้ เมื่อกล่าวโดยการบำเพ็ญจิตขั้นสมาธิในอริยมรรค ได้แก่การทำให้บริบูรณ์ในมรรค ๓ ประการ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ

๓. อธิปัญญาสิกขา สิกขาคือปัญญายิ่ง หมายถึง การศึกษาเรื่องปัญญา อบรมตนให้เกิดปัญญาอย่างแจ่มแจ้ง ได้แก่การบำเพ็ญวิปัสสนากัมัฏฐานของผู้ได้ฌานแล้วจนบรรลุวิชชา ๘ ย่อมสามารถกำจัดกิเลสสที่เรียกว่าอนุสัยกิเลส และอวิชชาได้ เป็นการศึกษาขั้นสูงสุด เมื่อกล่าวโดยบำเพ็ญปัญญาในอริยมรรค ได้แก่การทำให้บริบูรณ์ในอริยมรรค ๒ ประการคือ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ

อบาย ๔ อย่าง

อบาย หมายถึง ภูมิ หรือดินแดนที่เกิดอันไม่มีความเจริญเป็นสถานที่เกิดของสัตว์ที่ไม่มีโอกาสทำบุญกุศล เป็นที่เกิดของผู้ทำบาปกรรมในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อตายแล้วผลบาปย่อมส่งให้ไปเกิดในอบายตามระดับบาปกรรมที่ทำ คือ

๑. นิรยะ นรก หมายถึง ที่เกิดของสัตว์ที่ต้องถูกทรมานจนหาความสุขไม่ได้เป็นที่เกิดของคนผู้มากด้วยโทสะ มี ๒ อย่าง คือ ๑. มหานรก นรกใหญ่ มี ๘ ขุม (สัญชีวะ, กาฬสุตตะ, สังฆาตะ, โรรุวะ, มหาโรรุวะ, ตปานะ, มหาตปานะ, อเวจี) อุสสทนรก นรกย่อย มี ๒๕๖ ขุม (อังคารกาสุ, โลหรสะ, กุกกุละ, อัคคิสโมหกะ, โลหกุมกะ, โลหกุมภี, คูถะ, สิมพลี, เวตตรณี) มหานรกขุมหนึ่ง มีประตู ๔ ทิศ แต่ละทิศมีอุสสทนรก ๘ ขุมย่อย มหานรกขุมหนึ่ง จึงมีนรกย่อย ๓๒ ขุม เมื่อ  x ๘ จึงเป็นอุสสทนรก ๒๕๖ ขุม

๒. ติรัจฉานโยนิ กำเนิดดิรัจฉาน หมายถึง ที่เกิดของสัตว์ที่ไปโดยทางขวาง เจริญไปทางขวาง เป็นที่เกิดของคนมากด้วยโมหะ สัตว์ดิรัจฉานนี้ไม่มีที่อยู่อาศัยของตนโดยเฉพาะ คงอาศัยอยู่ในมนุษย์โลก แยกของเป็นประเภทใหญ่ ได้ ๔ ประเภท คือ

๑.อปทะ จำพวกที่ไม่มีขา

๒.ทวิปทะ จำพวกที่มี ๒ ขา

๓.จตุปปทะ จำพวกที่มี ๔ ขา

๔.พหุปปทะ จำพวกที่มีมากกว่า ๔ ขาขึ้นไป

๓. ปิตติวิสัย ภูมิแห่งเปรต หมายถึง ที่เกิดของสัตว์ที่มีความเดือดร้อนเพราะมีความอดอยากหิวโหย เป็นที่เกิดของคนที่มากด้วยโลภะ จัดเป็นประเภทใหญ่ๆ มี ๔ ชนิด คือ

จัดเป็นประเภทใหญ่ๆ มี ๔ ชนิด คือ

๑. ปรทัตตูปชีวิกเปรต เปรตที่เลี้ยงชีวิตด้วยส่วนบุญที่เขาอุทิศให้

๒. ขุปปีปาสิกเปรต เปรตที่อดอยาก หิวข้าวน้ำอยู่ตลอดเวลา

๓. นิชฌามตัณหิกเปรต เปรตที่ถูกไฟเผาให้ร้อนรนอยู่เสมอ

๔. กาลกัญจิกเปรต เปรตในจำพวกอสุรกาย

๔. อสุรกาย พวกอสูร หมายถึง ที่เกิดของสัตว์ที่ความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นฝึดเคือง เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่งที่เป็นศัตรูกับเทวดา ได้แด่ อสูร มาร หรือยักษ์ เป็นที่เกิดของคนมากด้วยโลภะ แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ

๑. เทวอสุรา อสุรกายที่เป็นเทวดา

๒. เปติอสุรา อสุรกายที่เป็นพวกเปรต

๓. นิรยอสุรา อสุรกายที่เป็นพวกสัตว์นรก

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงอธิบายว่า “อสุรกาย ในปทานุกรมสํสกฤต แก้ว่า ผู้เป็นอยู่ ได้แก่ ผีที่เป็นอทิสสมานกายประเภทที่ชั่ว ตรงกับผีที่เที่ยวหลอกหลอนมนุษย์ให้ตกใจกลัวต่างจากเปรตที่ไม่หลอกมีแต่คนไปพบเข้าเอง”

อปัสเสนธรรม ๔ อย่าง

อปัสเสนธรรม หมายถึง ธรรมเป็นที่พี่งพำนักพักพิง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายและถูกต้องดีงามมี ๔ ประการคือ

๑. พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง คือ คำว่า “เสพ” ในที่นี้ ถ้าใช้กับปัจจัย ได้แก่ การกินหรือใช้สอย, กับบุคลได้แก่การคบ, หรือธรรม ได้แก่การปฏิบัติ, ดังนั้น เมื่อจะเสพปัจจัย บุคคล หรือธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องมีการพิจารณา คือต้องเลือกเสพปัจจัย บุคคล หรือธรรม ที่นำมาซึ่งความสุขสะดวกสบายไม่เกิดโทษภายหลัง ใช้สติพิจารณาก่อนเสมอจะได้ไม่ยึดติดในสิ่งเหล่านั้น

๒. พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่ง คือ คำนึงถึงผลได้ผลเสียและผลร้าย หรือโทษของการขาดความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่มากระทบทางกาย วาจา ใจของตน เช่น เมื่อประสบกับสภาพอากาศที่ผิดธรรมชาติ ความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือถ้อยคำด่าทอส่อเสียด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ที่ไม่เจริญใจ ก็ใช้ขั้นติ ความอดทน ทมะ ความข่มใจไม่ให้โมโหฉุนเฉียวได้

๓. พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่ง คือ เมื่อจะเสพปัจจัย บุคคล หรือธรรม ก็ต้องพิจารณาเลือกแล้วเว้นไม่เสพสิ่งที่จะมีผลเป็นความทุกข์เดือดร้อนต่อตนได้ในภายหลัง หักห้ามใจไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับสิ่งที่เสพแล้วเป็นเหตุนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย

๔. พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง คือ พิจารณาถึงกิจที่ควรทำให้บรรเทาเบาบาง ได้แก่ การพยายามลด ละ เลิก ความตริตรึกนึกคิดไปในทางอกุศล เช่น ความนึกคิดทำผิดประเวณีในคู่ครองคนอื่น คิดปองร้ายทำลายล้างผู้อื่น หรือคิดเบียดเบียนทำให้ผู้อื่นได้รับความลำบาก เป็นต้น ให้เบาบางและห่างหายออกไปจากใจได้ในที่สุด

อัปปมัญญา ๔ อย่าง

อัปปมัญญา หมายถึง การภาวนาอันมีสัตว์หาประมาณมิได้เป็นอารมณ์ เป็นการแผ่ส่วนบุญกุศลหรือความปรารณาดีที่ไม่เจาะจงตัวผู้รับ ไม่มีกำหนดเขตแดน แต่แผ่ให้กับสรรพสัตว์ทุกทั่วหน้าทั่วไป มี ๔ อย่าง คือ

๑. เมตตา หมายถึง ความรักใคร่ที่ไม่มีความกำหนัดเจือปน มีแต่ความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเป็นที่ตั้ง เป็นความรู้สึกที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว ความลำเอียงหรือความคิดร้าย มีแต่ความรู้สึกมุ่งหวังความสุขความเจริญต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคกัน เมตตาจึงมีลักษณะคิดนำความสุขไปให้เขาส่วนเดียว มีคุณสมบัติละความคิดร้ายจองเวรผู้อื่น

๒. กรุณา หมายถึง ความสงสารคิดจะช่วยผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ มีความรู้สึกหวั่นไหวไม่สบายใจ เมื่อได้พบผู้อื่นได้รับความลำบาก รู้สึกเห็นอกเห็นใจ พลอยวิตกกังวลไปกับเขาด้วย ไม่มีความรู้สึกเหยียบย่ำซ้ำเติม เป็นเหตุให้คิดหาหนทางยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทางใดทางหนึ่งเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากสภาพนั้น กรุณาจึงมีลักษณะคิดขจัดทุกข์บำรุงสุขให้เขาอย่างเดียว มีคุณสมบัติละความคิดที่จะเบียดเบียนผู้อื่น

๓. มุทิตา หมายถึง ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี มีความรู้สึกชื่นชมยินดี พลอยดีใจไปกับเขาด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี ได้รับผลสำเร็จเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่ปราศจากความอิจฉาริษยาในความสำเร็จ หรือคุณความดีของผู้อื่น มุทิตามีลักษณะพลอยอนุโมทนาต่อเขาโดยส่วนเดียว มีคุณสมบัติละความอิจฉาตาร้อนต่อผู้อื่น

๔. อุเบกขา หมายถึง ความวางเฉย ความรู้สึกที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงเข้าข้าง มีความยุติธรรม เป็นความรู้สึกที่ปราศจากความคิดอคติ คือ ไม่เสียใจเมื่อคนรักพบความวิบัติ หรือไม่ดีใจเมื่อคนที่ตนไม่ชอบพบความพินาศ รวมถึงการวางตัววางใจให้เป็นกลางได้ด้วยความรู้สึกที่ว่า สัตว์ทั้งปวงย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมที่ทำมาแล้ว อุเบกขามีลักษณะวางเฉย ทำใจให้เป็นกลางในสัตว์ทุกหมู่เหล่า มีคุณสมบัติละความดีใจ เสียใจ หรือ ความกระทบกระทั่งแห่งใจต่อผู้อื่น

โอฆะ ๔ อย่าง

โอฆะ หมายถึง กระแสน้ำคือกิเลสที่ท่วมทับใจสัตว์โลกให้จมอยู่ในความต่ำทราม เป็นกระแสกิเลสที่ท่วมทับใจสัตว์โลกให้หลงติดอยู่ในภพ ต้องเวียนว่ายตยเกิดอยู่ในกระแสนั้นอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ ทำให้จมอยู่ในความเป็นปุถุชน ไม่อาจเลื่อนขั้นขึ้นเป็นกัลยาณชน และโดยสูงสุดไม่อาจเป็นพระอริยบุคคลได้ มี ๔ ประเภท คือ

๑. กาโมฆะ โอฆะคือกาม หมายถึง กระแสน้ำคือกิเลสที่ท่วมทับใจสัตว์ให้จมอยู่ในห้วงแห่งกามคุณ เป็นเหตุให้อยากได้ในสิ่งที่ตนรักใคร่ ต้องการมีไว้ครอบครอง ทำให้ต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งนั้นมาสนองตอบความอยากของตนอย่างไม่มีสิ้นสุด

๒. ภโวฆะ โอฆะคือภพ หมายถึง กระแสน้ำคือกิเลสที่ท่วมทับใจสัตว์ให้จมอยู่ในห้วงแห่งภพ คือ ความยินดีในอัตภาพของตน ในความเป็นนั่นเป็นนี่อย่างที่ใจตนเองนึกคิดอยากให้เป็น เป็นเหตุให้อยากเป็นอยู่ อยากเกิดในภพที่ตนปรารถนาต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

๓. ทิฏโฐฆะ โอฆะคือทิฏฐิ หมายถึง กระแสน้ำคือกเลสที่ท่วมทับใจสัตว์ให้จมอยู่ในห้วงแห่งความเห็นผิดจากคลองธรรม เป็นผู้มีความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ อย่าง เช่น เห็นว่าการให้ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล เป็นต้น เป็นเหตุให้ปฏิเสธเรื่องบาปบุญคุณโทษ สามารถทำความชั่วได้ทุกอย่าง

๔. อวิชโชฆะ โอฆะคืออวิชชา หมายถึง กระแสน้ำคือกิเลสที่ท่วมทับใจสัตว์ให้จมอยู่ในห้วงแห่งความหลง ความโง่เขลาเป็นเหตุให้ไม่รู้เหตุหรือผลตามความเป็นจริง แต่เกิดความรู้ในสิ่งทั้งหลายตามที่ตนคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น หรือตนกำหนดให้มันเป็นไปอย่างนั้น กล่าวโดยสูงสุดคือความไม่รู้ในลักษณะ ๘ ประการ ได้แก่ ไม่รู้ในทุกข์, ไม่รู้ในเหตุเกิดทุกข์, ไม่รู้ความดับทุกข์, ไม่รู้วิธีการที่จะดับทุกข์, ไม่รู้อดีต, ไม่รู้อนาคต, ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต, ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท

กิจในอริยสัจ ๔ อย่าง

กิจในอริยสัจ หมายถึง ธุระหรืองานที่จะต้องทำในอริยสัจ คือ เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้น ย่อมทำกิจ ๔ อย่างนี้ให้พร้อมในขณะเดียวกัน ซึ่งกุศลธรรมเหล่าอื่นที่ต่ำกว่าอริยมรรค แม้จะยังกิจ ๔ อย่างนี้ให้เกิดได้ แต่ก็ไม่เกิดพร้อมกันเหมือนอริยมรรค มีอยู่ ๔ ประการคือ

๑. ปริญญา กำหนดรู้ทุกขสัจ หมายถึง การกำหนดรู้ว่าความไม่สบายกายไม่สบายใจที่เกิดจาก สภาวทุกข์ ทุกประจำและปกิณณกทุกข์ ทุกข์ที่จรมาเป็นครั้งคราว เป็นทุกขสัจที่จะต้องกำหนดรู้ เพราะเป็นที่เกิดจากเหตุ คือสมุทัย เปรียบได้ กับ การจุดตะเกียงน้ำมันขึ้น

๒. ปหานะ ละสมุทัยสัจ หมายถึง การละตัณหา (กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภาวตัณหา) ให้หมดไปเพราะเป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ สมุทัย จึงเป็นกิจที่ต้องทำให้หมดสิ้นไป หากทำให้หมดไปได้มากเท่าใด ทุกข์อันเป็นผลจากตัณหาก็เป็นอันละให้สิ้นไปได้มากเท่านั้น เปรียบได้เหมือนไส้ตะเกียงที่ถูกเผาให้ไหม้ไปทีละน้อย

๓. สัจฉิกรณะ ทำให้แจ้งนิโรธสัจ หมายถึง พระนิพพานซึ่งเป็นธรรมที่ดับทุกขืและตัณหาทั้งมวลเป็นกิจที่จะต้องทำให้แจ้งต้องทำให้ถึง กล่าวคือเมื่อละตัณหาอันเป็นกิจที่ควรละได้แล้วจึงจะถึงพระนิพพาน เปรียนเหมือนแสงสว่างที่ได้จากการจุดตะเกียงนั้น

๔. ภาวนา ทำมัคคสัจให้เกิด หมายถึง การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นแนววิธีที่ประเสริฐสำหรับดับทุกข์มัคคสัจ จึงเป็นกิจที่จะต้องปฏิบัติให้เกิดขึ้น เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้บรรลุถึงจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ซึ่งทำให้ทุกข์ทั้งมวล หมดสิ้นเชื้อไป เปรียบเหมือนน้ำมันในตะเกียงที่ถูกจุดถูกเผาไหม้ให้เหือดแห้งหมดไป

บริษัท ๔ อย่าง

บริษัท หมายถึง คณะ, หมู่, หรือกลุ่มชน ใรที่นี้ใช้ หมายถึง หมู่ชนที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา เรียกอีกอย่างว่า พุทธบริษัท มี ๔ บริษัท คือ

๑. ภิกษุ หมายถึง ผู้มีการขอโดยสงบ, ผู้เห็นภัยในสงสาร,หรือผู้ทำลายกิเลส เป็นต้น เป็นคำที่ใช้เรียกนักบวชชายในพระพุทธศาสนาเท่านั้น และจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ผ่านพิธีการอุปสมบทโดยถูกต้องตามที่พระธรรมวินัยกำหนด เช่นไม่เป็นบุคคลต้องห้าม, สงฆ์ที่ทำสังฆกรรมมีครบตามจำนวน,ทำสังฆกรรมในสีมาที่ถูกต้อง, การสวดกรรมวาจาถูกต้องไม่วิบัติเป็นต้น ปัจจุบันนี้อุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจาเมื่ออุปสมบทเสร็จต้องรักษาสิกขาบท ๒๒๗ สิกขาบท

๒. ภิกษุณี ความหมายเหมือนภิกษุ เป็นคำที่ใช้เรียกนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนา แต่ผู้ที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณี นอกจากต้องมีคุณสมบัติเหมือนภิกษุ ยังต้องถือศีล ๖ ข้อ เป็นเวลา ๒ ปี เรียกว่า สิกขมานา เมื่อครบกำหนดถึงเข้าพิธีอุปสมบทในสำนักของภิกษุณีสงฆ์ก่อน แล้วจึงเข้าไปทำการอุปสมบทในภิกษุสงฆ์อีกรอบหนึ่ง เมื่ออุปสมบทเสร็จแล้วต้องรักษาสิกขาบท ๓๑๑ สิกขาบท

๓-๔. อุบาสก อุบาสิกา หมายถึง ชายหรือหญิงผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย ผู้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา น้อมรับเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต บำเพ็ญตนอยู่ในศีล ๕ ศีล ๘ หรืออุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด และมีคุณสมบัติเฉพาะคือ มีศรัทธา, มีศีล,ไม่ถือมงคลตื่นข่าว, ไม่แสวงเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา,ทำบุญแต่ในพระพุทธศาสนา

พุทธบริษัท ๔ นับเป็นหัวใจของการสืบทอด ดำรงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาให้อยู่ตลอดอายุกาล ๕๐๐ ปี

บุคคล ๔ อย่าง

บุคคล ท่านจัดไว้ตามระดับแห่งสติปัญญาและบารมีธรรมอันแก่กล้าหรืออ่อนกว่ากันได้ ๔ ประเภท คือ

๑. อุคฆฏิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมพอท่านยกตัวอย่างหัวข้อขึ้นแสดง หมายถึง บุคคลผู้มากปัญญาดีมาก บารมีธรรมสูงมาก เมื่อได้ฟังธรรมเพียงเล็กน้อยแค่หัวข้อที่ท่านยกขึ้นกล่าวเท่านั้นก็สามารถตรัสรู้ได้ทันที เปรียบได้กับดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำพร้อมที่จะเบ่งบานเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์

๒. วิปจิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่อท่านอธิบายความแห่งหัวข้อนั้น หมายถึง บุคคลผู้มีปัญญาดี บารมีธรรมสูง เมื่อได้ฟังธรรมที่ท่านยกขึ้นกล่าวพร้อมขยายความแห่งหัวข้อธรรมนั้นให้เห็นชัดขึ้นถึงสามารถตรัสรู้ได้ เปรียบได้กับดอกบัวที่โผล่ขึ้นมาปริ่มผิวน้ำพร้อมที่จะเบ่งบานในวันพรุ่งนี้

๓. เนยยะ ผู้พอแนะนำได้ หมายถึง บุคคลผู้มีปัญญาพอใช้ บารมีธรรมพอสมควร แต่อาศัยการได้รับฟังธรรมอยู่บ่อยๆ ใช้สติปัญญาเท่าที่มีอยู่พิจารณาไตร่ตรอง เมื่อไม่เข้าใจก็สอบถาม ทั้งชอบคบหากับท่านผู้รู้ ไม่อวดดื้อถือดี ก็สามารถบรรลุมรรคผล ได้ตามลำดับ จนถึงตรัสรู้ได้ในที่สุดอาจจะเป็นชาตินี้หรือชาติต่อไป เปรียบได้กับดอกบัวที่อยู่ในน้ำ เมื่อผ่านไปหลายวันเข้าก็จะโผล่ขึ้นมาเบ่งบานได้

๔. ปทปรมะ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง หมายถึง บุคคลที่ขาดบารมีธรรม แม้ว่าจะได้ฟังธรรมมามาก ทรงจำไว้มาก สอนธรรมไว้มากแต่ไม่อาจตรัสรู้ธรรมในชาตินั้นได้ คือไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌานวิปัสสนา มรรคหรือผลใดๆ ให้บังเกิดขึ้นในชาตินั้น แต่ธรรมที่เขาได้ฟังหรือทรงจำไว้นั้น จักเป็นอุปนิสัยบารมีธรรมของเขาในชาติหน้าต่อๆ ไปได้ เปรียบได้กับดอกบัวที่จมอยู่ในโคลน มีโอกาสที่โผล่ขึ้นมาเบ่งบานได้ยาก นอกจากตกเป็นภักษาของเต่าหรือปลา

มรรค ๔ อย่าง

มรรค ในที่นี้หมายถึง ญาณคือความรู้ที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติตามสามารถกำจัดสังโยชน์ คือ อนุสัยกิเลสที่เป็นเครื่องผูกมัดจิตของสัตว์ให้ติดใจหลงไหลอยู่ในสังสารวัฏได้เด็ดขาด และยังหมายถึง ลำดับขั้นของการบรรลุมรรคแต่ละระดับ ซึ่งกำจัดสังโยชน์ ๑๐ ได้ไม่เหมือนกัน มี ๔ ระดับ คือ

๑. โสดาปัตติมรรค หมายถึง ญาณคือความรู้ที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติตามไหลเข้าสู่กระแสแห่งอริยมรรคเป็นครั้งแรก เป็นผู้ตกกระแสแห่งพระนิพพาน เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุโสดาปัตติมรรคแล้วสามารถกำจัดสังโยชน์ระดับต่ำ ๓ ประการ มี สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลลัพพตปปรมาส ได้อย่างเด็ดขาด

๒. สกทาคามิมรรค หมายถึง ญาณคือความรู้ที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติตามจะกลับมาปฏิสนธิในมนุสสภูมิอีกเพียงครั้งเดียว เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุสกทาคามิมรรคแล้ว สามารถกำจัดสังโยชน์ระดับต่ำ ๓ ประการนั้นได้อย่างเด็ดขาดเหมือนอย่างโสดาปัตติมรรคพร้อมทั้งลดระดับความร้อนแรงของราคะ โทสะ โมหะ ให้เจือจางลงด้วย

๓. อนาคามิมรรค หมายถึง ญาณคือความรู้ที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติตามจะไม่กลับมาปฏิสนธิในกามาวจรภูมิ ๑๑ อีก เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุอนาคามิมรรคแล้ว สามารถกำจัดสังโยชน์ระดับต่ำทั้ง ๕ ประการ มี สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส,กามราคะ, ปฏิฆะ, ได้ย่างเด็ดขาด

๔. อรหันตมรรค หมายถึง ญาณคือความรู้เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติตามบรรลุอรหันตผล ข้ามพ้นจากกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โดยเด็ดขาด เมื่อปฏิบัติบรรลุอรหันตมรรคแล้ว สามารถกำจัดสังโยชน์ได้ทั้งหมด คือ สังโยชน์ระดับต่ำ ๕ อย่าง เหมือนอนาคามิมรรค และระดับสูงอีก ๕ มี รูปราคะ,อรูปราคะ, มานะ, อุทธัจจะ, อวิชชา ได้อย่างเด็ดขาด

ผล ๔ อย่าง

ผล หมายถึง ประโยชน์ที่พึ่งได้รับ หรืออานิสงส์แห่งญาณคือมรรคที่พระอริยบุคคลพี่งได้รับหลังจากที่กำจัดสังโยชน์ได้ตามลำดับชั้น ๔ ระดับ เหมือนกัน คือ

๑. โสดาปัตติผล หมายถึง ประโยชน์ที่พึ่งได้รับคือการไม่มีความตกต่ำ ไม่ไปเกิดในอบาย หลังจากที่โสดาปัตติมรรคกำจัดสังโยชน์ ๓ นั้นได้แล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุโสดาปัตติผลจึงเรียกว่า พระโสดาบัน

๒. สกทาคามิผล หมายถึงประโยชน์ที่พึ่งได้รับคือการกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงชาติเดียวก็จะบรรลุพระอรหันตผล หลังจากที่สกทาคามิมรรคกำจัดสังโยชน์ได้ ๓ และลดความรุนแรงของราคะ โทสะ โมหะ นั้นลงได้แล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุสกทาคามิผลจึงเรียกว่า พระสกทาคามี

๓. อนาคามิผล หมายถึง ประโยชน์ที่พึ่งได้รับคือการไม่กลับมาปฏิสนธิในกามาวจรภูมิอีก หลังจากที่อนาคามิมรรคกำจัดสังโยชน์ระดับต่ำทั้ง ๕ นั้นได้แล้ว และจะบรรลุอรหัตตผลในภพที่ปฏิสนธิ คือ หรหมโลก ๕ ชั้น (อวิหา,อตัปปา,สุทัสสา,สุทัสสี,อกนิฏฐา) เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุอนาคามิผลจึงเรียกว่า พระอนาคามี

๔. อรหัตตผล หมายถึง ประโยชน์ที่ได้รับคือการพ้นจากความข้องอยู่ในโลกใดๆ เมื่อปรินิพพานแล้วไม่ตอ้องถือปฏิสนธิอีกเป็นการสิ้นภพสิ้นชาติ ข้ามพ้นจากสังสารวัฏ หลังจากที่อรหัตตมรรคกำจัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ นั้นได้แล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุอรหัตตผลเรียกว่า พระอรหันต์

ท่านกล่าวว่ามรรคกับผลเกิดขึ้นใกล้กันเพียงชั่วขณะจิตเท่านั้น คือ พอพ้นจากมรรคจิตก็เกิดเป็นผลจิต ไม่มีธรรมอย่างอื่นเกิดขึ้นคั่นในระหว่าและกล่าวอธิบายโดยบุคคลาธิษฐานไว้ว่า สังโยชน์เหมือนโรคในร่างกาย มรรคเหมือนการรักษาโรคให้หาย ผลเหมือนกับความสุขสบายอันเกิดแต่การสิ้นโรค

พระอริยบุคคล ๔ อย่าง

พระอริยบุคคล หมายถึง บุคคลผู้ได้บรรลุพระอริยผล เป็นผู้ประเสร็จไกลจากข้าศึกคือกิเลส แบ่งตามประเภทบุคคล มี ๔ ประเภท คือ

๑. พระโสดาบัน หมายถึง ผู้ตกกระแสแห่งพระนิพพาน ผู้ถึงกระแสอริยมรรคครั้งแรก เป็นพระอริยบุคคลผู้บำเพ็ญเพียรจนได้สำเร็จโสดาปัตติผล ยังเป็นพระเสขบุคคลที่ยังต้องมีการศึกษาบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุมรรคผลเบื้อสูงขึ้นไปจนกว่าจะบรรลุอรหันตผล พระโสดาบันตัดสังโยชน์ระดับต่ำ ๓ อย่าง คื่อสักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ได้อย่างเด็ดขาด

๒. พระสกทาคามี หมายถึง ผู้จะมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว เป็นพระอริยบุคคลผู้บำเพ็ญเพียรจนได้สำเร็จสกทาคามิผล ยังเป็นพระเสขบุคคลที่ยังต้องมีการศึกษาต่อไปจนกว่าจะบรรลุอรหันตผล เมื่อเสียชีวิตแล้วจะกลับมาเกิดในมนุษย์โลกอีกเพียงครั้งเดียวก็จะบรรลุอรหันตผลในชาติที่เกิดนั้น พระสกทาคามีตัดสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง เหมือนพระโสดาบัน และลดระดับความร้อนแรงของราคะ โทสะ และโมหะ ให้เจือจางลงด้วย

๓. พระอนาคามี หมายถึง ผู้ไม่มาปฏิสนธิในกามาวจรภูมิ คือไม่กลับมาเกิดในภูมิที่ยังเสพกามอีก จะบรรลุอรหันตผลได้ในภพที่เกิดคือพรหมโลก เป็นพระอริยบุคคลผู้บำเพ็ญเพียรจนได้ในสำเร็จอนาคามิผล ยังเป็นพระเสขบุคคลที่ยังต้องมีการศึกษาบำเพ็ญเพียรต่อไปจนก่าจะบรรลุอรหัตตผล เมื่อชีวิตแล้วจะไปเกิดในพรหมโลก ๕ ชั้นเท่านั้น คือ อวิหา, อตัปปา,สุทัสสา, สุทัสสี, และอกนิฏฐา แล้วจะปรินิพพานในพรหมโลกนั้น พระอนาคามีตัดสังโยชน์ระดับต่ำ ๕ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ, และปฏิฆะ ได้อย่างเด็ดขาด

๔. พระอรหันต์ หมายถึง ผู้ไกลจากกิเลส, ผู้กำจัดอริคือกิเลสได้แล้ว ผู้หักชี่กำของวงล้อสังสารวัฏได้แล้ว ผู้ควรแก่ปัจจัยและการบูชา เป็นพระอริยบุคคลผู้บำเพ็ญเพียรจนได้สำเร็จอรหัตตผล เป็นพระอเสขบุคคลผู้อยู่พรหมจรรย์แล้ว ไม่มีกิจที่จะต้องศึกษาอีก พระอรหันต์ตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้หมดสิ้น คือ ระดับต่ำ ๕ อย่าง เหมือนพระอนาคามี และระดับสูงอีก ๕ มี รูปราคะ, อรูปราคะ, มานะ, อุทธัจจะ, อวิชชา

อนุปุพพิกถา ๕ อย่าง

อนุปุพพิกถา หมายถึง เทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ เพื่อฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้หมดจดเป็นๆ จากง่ายไปหายาก เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังธรรมชั้นสูง คือ อริยสัจ มี ๕ ประการ คือ

๑. ทานกถา กล่าวคือทาน หมายถึง การพรรณนาคุณเรื่องการให้ทานและอานิสงส์ของการให้ทาน ว่าเป็นเหตุให้ได้รับความสุข เพราะผู้รู้จักให้เป็นที่รักใคร่ของคนหมู่มาก เป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นหลักประกันของชีวิตในเวลาจะสิ้นใจเป็นต้น

๒. สีลกถา กล่าวคือศีล หมายถึง การพรรณนาคุณเรื่องการรักษาศีลและอานิสงส์ของการรักษาศีลว่า ผู้มีศีล ย่อมไม่ประสบความเดือดร้อนเนื้อร้อนใจจากที่ไหนๆ เพราะมีศีลเป็นเหมือนอาภรณ์อย่างประเสริฐ เป็นหลักประกันในการได้สมบัติทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นต้น

๓.  สัคคกถา กล่าวคือสวรรค์ หมายถึง การพรรณนาคุณเรื่องสวรรค์ว่า เป็นที่อันเพรียบพร้อมด้วยกามสุขอันเป็นทิพย์มีแต่สิ่งที่น่ารื่นเริงบันเทิงเริงใจ เป็นผลที่ได้รับจากการให้ทาน รักษาศีล เป้นต้น

๔. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษแห่งกาม หมายถึง การพรรณนาโทษเรื่องของกามว่า แม้จะเป็นความสุข แต่ก็มีความทุกข์เจือปน ไม่มีความจีรังยังยืน มีโทษมากแต่คุณน้อย เพราะเป็นเหตุให้เวียนวายอยู่ในสังสารวัฏ เป็นต้น

๕. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการออกจากกาม หมายถึง การพรรณนาถึงการออกจากกามและอานิสงส์ว่าเป็นความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน เพื่อให้เกิดความพอใจที่จะคิดค้นหาวิธีการทำใจไม่ให้หมกมุ่นในกามนั้น วิธีการออกจากกามให้ได้ผลดีก็คือการออกบวชบำเพ็ญเพียร

มัจฉริยะ ๕ อย่าง

มัจฉริยะ หมายถึง ความตระหนี่ ความเสียดาย ความหวงแหน เป็นกิเลสที่ทำให้กลายเป็นคนใจแคบ เห็นแก่ตัว มี ๕ อย่างคือ

๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่ คือ หวงแหนที่อยู่ หวงถิ่นอาศัย ไม่อยากให้คนอื่นพวกอื่นเข้ามาอาศัยปะปนอยู๋ร่วม

๒. กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล คือ หวงแหนตระกูลของตนไม่อยากให้พวกอื่นมาเกี่ยวดองเป็นญาติด้วย หรือตระกูลที่ตนสนิทสนมคุ้นเคยไม่อยากให้ผู้อื่นเข้ามาตีสนิทด้วย

๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ คือ หวงแหนลาภผลและประโยชน์ทรัพย์สินของตน ไม่อยากแบ่งให้ผู้อื่น คอยกีดกันไม่ให้ผู้อื่นได้อย่างที่ตนได้

๔. วัณณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ คือหวงแหนความดี ไม่อยากให้คนอื่นมีเทียบเท่ากับตนหรือได้ดีกว่าตน ได้ยินคำสรรเสริญเยินยอความดีของผู้อื่นก็ทนฟังไม่ได้

๕. ธัมมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม คือ หวงแหนความรู้ความสามารถ ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ความรู้จากตนหรือมีความเท่าตนด้วยเกรงว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จเกินหน้าตน

มาร ๕ อย่าง

มาร หมายถึง ผู้ทำให้ตาย ผู้ฆ่า คือขัดขวางมิให้มีโอกาสทำความดีได้โดยสะดวก คอยกำจัดความดีที่มีอยู่ในตัวบุคคลออกไป มี ๕ ประการ คือ

๑. ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์, ขันธ์ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นมารเพราะเป็นสภาพถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่คงถาวร ถูกบีบคั้นเพราะหิว, กระหาย,เจ็บป่วย ต้องดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา

๒. กิเลสมาร มารคือกิเลส, กิเลสทั้งที่เป็นวัตถุกามและกิเลสกามเป็นมาร เพราะเมื่อถูกครอบงำทำให้เดือดร้อนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เป็นตัวทำลายคุณงามความดีรวมทั้งกีดกันมิให้เกิดมีในตน

๓. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขาร, อภิสังขารเป็นมารเพราะเป็นปรุงแต่ง ชักนำให้บุคคลทำบาป มีผลทำให้ชีวิตตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จึงอยากที่จะพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด

๔. มัจจุมาร มารคือมรณะ, ความตายเป็นมาร เพราะกำจัดชีวิตให้หมดไปจากคุณประโยชน์ได้อย่างเด็ดขาด

๕. เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร หมายถึงเอาเทพผู้เป็นมารราชาธิราชที่ปกครองแดนมารอยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งคอยขัดขวางทำลายไม่ให้โอกาสทำความดี ทั้งคอยหน่วงเหนี่ยวบุคคลมิให้ล่วงพ้นจากอำนาจของตน โดยซักให้ลุ่มหลงในกามสุข (ในพุทธกาลนี้ เปรียบได้กับพญาวสวัตดีมารที่คอยขัดขวางการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า)

เวทนา ๕ อย่าง

เวทนา หมายถึง ความรู้สึกอารมณ์ คือการรับรู้อารมณ์ที่มากระทบนั้น แล้วก็รู้ตามปัจจัยที่มากระทบมี ๕ อย่างคือ

๑. สุข หมายถึง ความรู้สึกสบายกาย เพราะได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ดี มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง

๒. ทุกข์ หมายถึง ความรู้สึกไม่สบายกาย เพราะได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ไม่ดี หรือมีโรคภัยเกิดขึ้นในร่างกาย

๓. โสมนัส หมายถึง ความรู้สึกสบายใจ เพราะได้ประสบอารมณ์ที่ชอบ ถูกใจ ไม่มีเรื่องจุกจิกกวนใจ

๔. โทมนัส หมายถึง ความรู้สึกทุกข์ใจ เพราะได้ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบไม่ถูกใจมีแต่เรื่องกวนใจ

๕. อุเบกขา หมายถึง ความรู้สึกเฉยๆ เป็นความรู้สึกทางใจที่ไม่แสดงอาการดีใจ เสียใจ แต่มีความรู้สึกกลางๆ กับอารมณ์ที่มากระทบนั้น บางแห่งเรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา

จริต ๖ อย่าง

จริต หมายถึง ความประพฤติจนเคยชิน พื้นเพนิสัยเป็นกิริยาอาการที่ฝังติดแน่นในสันดาน ซึ่งมักแสดงออกมาให้เห็นมี ๖ ประเภท คือ

๑. ราคจริต พฤติกรรมของคนที่มีราคะเป็นปกติ

๒. โทสจริต พฤติกรรมของคนที่มีโทสะเป็นปกติ

๓. โมหจริต พฤติกรรมของคนที่มีโมหะเป็นปกติ

๔. วิตักกจริต พฤติกรรมของคนที่มีวิตกจริต

๕. สัทธาจริต พฤติกรรมของคนที่มีศรัทธาเป็นปกติ

๖. พุทธิจริต พฤติกรรมของที่มีปัญญาเป็นปกติ

จริตทั้ง ๖ สามารถสงเคราะห์ได้เป็น ๓ พวก คือ

๑. ราคจริต กับ สัทธาจริต จริตทั้งสองที่เสมอกันนั้น คือ ราคะเป็นหัวหน้าในฝ่ายอกุศล ส่วนสัทธาเป็นหัวหน้าในฝ่ายกุศล

๒. โทสจริต กับ พุทธิจริต เสมอกันคือ โทสะมีการเบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่ชอบ ส่วนปัญญา (พุทธิ) เบื่อหน่ายในสังขารธรรมทั้งปวง หรือโทสะ เกิดขึ้นเร็วเหมือนฟไหม้ฟางลุกโชนขึ้น ส่วนปัญญา ก็เกิดขึ้นเร็วคือสว่างแจ่มแจ้งในทันทีนั้น

๓. โมหจริต กับ วิตกจริต เสมอกันคือ โมหะมีอาการสงสัย ลังเล ส่วนวิตกก็คิดแล้วคิดอีก เหมือนกับว่าไม่แน่ใจ

ธรรมคุณ ๖ อย่าง

ธรรมคุณ หมายถึง คุณของพระธรรม ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่บ่งชี้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นประโยชน์ อะไรไร้ประโยชน์ ถือว่าเป็นกฎแห่งความจริง เป็นสัจธรรมที่มีคุณค่าอยู่ในตัว มีคุณ ๖ อย่าง คือ

๑. สวากขาโต ภควตา ธัมโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว หมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนที่พระองค์ตรัสไว้อย่างถูกต้อง เป็นของจริง เป็นข้อปฏิบัติที่ป้องกันผู้ปฏิบัติตามไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ให้ผลตามสมควรแก่การปฏิบัติตั้งแต่ระดับต่ำสุดถึงสูงสุด มีความไพเราะงดงาม ๓ วะยะคือ

ไพเราะงดงามในเบื้องต้น ด้วยการประกาศข้อปฏิบัติทางกาย วาจาให้เป็นระเบียบเรียบร้อย = ศีล

ไพเราะงดงามในท่ามกลาง ด้วยการประกาศข้อปฏิบัติที่ทำให้ให้ประณีต = สมาธิ

ไพเราะงดงามในที่สุด ด้วยการประกาศถึงคุณที่ประณีต อันเป็นผลมาจากศีลและสมาธิ = ปัญญา ความรู้แจ้งในกระแสธรรม

๒. สันทิฏฐิโก อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง หมายถึง ผลของการบรรลุ ผู้ปฏิบัตเองเท่านั้นถึงจะรู้เห็น ไม่จำเป็นต้องเชื่อตามคำบอกเล่า นั่นคือ การปฏิบัติธรรม การรู้ธรรม เป็นความรู้พิเศษ ประกอบด้วยการรส มีรสเป็นอัศจรรย์ ยากที่จะบอกแก่กันได้ว่าเป็นเช่นไร ต่อเมื่อได้ปฏิบัติเอง ได้บรรลุเองถึงจะรู้ความรู้สึกเช่นนั้น ดังพุทธภาษิตว่า รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง

๓. อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล หมายถึง การปฏิบัติธรรมไม่ต้องเลือกวันเวลา ไม่ต้องมีฤกษ์ยาม เพราะชื่อว่าทำดีสามารถทำได้ทุกขณะ พืชพันธุ์ธัญญาหารจะได้ผลผลิตก็ต้องรอถึงฤดูกาล แต่ผลของธรรมหาเป็นดเช่นนั้นไม่ เมื่อปฏิบัติในข้อใดอย่างแท้จริงแล้ว ย่อมอำนวยผลในทันใด พร้อมทั้งเป็นเสบียงของชีวิตในภพชาติต่อๆ ไปด้วย ตราบจนเข้าถึงนิพพาน

๔. เอหิปัสสิโก ความเรียกให้มาดู หมายถึง ทรงเชิญชวนให้มาปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นจริงหรือไม่อย่างไร ทั้งในทางดีหรือชั่ว โดยไม่มีความวิตกหรือเกรงกลัวว่าถ้าเข้ามาเห็นแล้วจะไม่เกิดความเลื่อมใส นอกจากว่าคนที่มาพิสูจน์นั้นขาดวิจารณญาณในการพิสูจน์ เพราะพระธรรมไม่ใช่สิ่งที่เป็นวัตถุจับต้องได้ ต้องพิสูจน์ด้วยวิธีฝึกหัดขัดเกลาจริตอัธยาศัยถึงจะสามารถตอบข้อพิสูจน์เหล่านั้นได้

๕. โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว หมายถึง เป็นธรรมที่เหมาะสำหรับทุกคนที่จะพึงปฏิบัติได้ โดยไม่เลือกเพศ วัย หรือฐานะ เพราะพระธรรมเป็นของดี ของจริง ผู้ต้องการความดี ความเจริญ ก็สามารถปฏิบัติได้ เพราะเป็นเรื่องอยู่ในวิสัย ไม่ใช่เกินวิสัยที่ใครๆ ไม่อาจปฏิบัติหรือน้อมนำเอาใส่ตัวไม่ได้ อยู่ที่ว่าใครจะน้อมใจเข้าไปปฏิบัติธรรมหรือไม่ คือรู้ธรรมไม่เท่ากับปฏิบัติธรรม ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้ แต่ปฏิบัติตามไม่ได้

๖. ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน หมายถึง วิญญูชนผู้เข้าถึงวิมุตติ ย่อมจะรู้รสแห่งพระธรรมเฉพาะตนเพราะเป็นสิ่งที่จะบอกให้ใครเชื่อด้วยลำพังคำพูดไม่ได้ด้วยว่าผลที่เกิดจากปฏิบัติผู้ปฏิบัตเท่านั้นจะบรรลุหรือรู้เห็นได้ ผู้ไม่ปฏิบัติจะพลอยบรรลุตาม รู้เห็นตามหาได้ไม่

วิสุทธิ ๗ อย่าง

วิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ในการประพฤติพรหมจรรย์ที่ผลมาจากเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อชำระกาย วาจา ใจ รวมถึงปัญญาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ มี ๗ ประการ คือ

๑. สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ที่ได้จากการรักษาปริสุทธิศีล (ปาติโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิ ปัจจยปัจจเวกขณ์) มิให้ขาดตกบกพร่อง หรือการรักษาศีลตามเพศภาวะของตนไว้ได้อย่างเคร่งครัด สำรวมระวังมิให้ขาดด่างพร้อยไปได้

๒. จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต หมายถึง ความบริสุทธิ์ที่ได้จากการรักษาจิตให้สงบตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ของกัมมัฏฐาน เป็นจิตประกอบด้วยสมาธิ ในขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ มีความบริสุทธิ์จากนิวรณธรรม เหมาะเป็นปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา

๓.  ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ที่ได้จากการทำความเห็นให้ถูกต้อง เป็นปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงว่า รูปมีความแปรผันเป็นลักษณะ นาม มีการน้อมไปเป็นลักษณะเป็นต้น เป็นการกำหนดรูปนามตามกฎของสามัญญลักษณะ เรียกอีกอย่างว่า “นามรูปปริจเฉทญาณ” ญาณที่กำหนดเห็นว่าตนอื่นนอกจากนามรูปไม่มี

๔. กังขาวิตกณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย หมายถึง ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่รู้เหตุปัจจัยซึ่งทำให้รู้รูปนามที่เป็นอารมณ์นั้นปรากฏขึ้น เป็นเหตุให้ละความสงสัยในสักกายทิฏฐิความเป็นตัวตนของรูปนาม ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และจักมีในอนาคตลงได้

๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง หมายถึง ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่รู้ธรรมพิเศษว่าเป็นทางหรือไม่ใช่ทาง คือ เมื่อหมดความสงสัยรูปนามในอดีต อนาคตแล้วเห็นปัจจุบันธรรม ก็ตั้งใจพิจารณาให้รู้แน่นอนว่า ทางไหนถูก ทางไหนผิด

๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ หมายถึง ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่รู้ทางปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง คือ เมื่อรู้ว่านี้เป็นทางปฏิบัติที่ถูก ก็น้อมจิตสู่วิปัสสนาญาณ ยกรูปนามขึ้นเป็นอารมณ์ด้วยวิปัสสนาญาณ ๙ ในที่สุดย่อมเห็นโลกุตตรธรรม ที่เรียกว่า โคตรถภูญาณ

๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ หมายถึง ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นเหตุให้เข้าถึงความดับกิเลสตัณหาละสังโยชน์ได้อย่างสิ้นเชิง คือเป็นญาณของอริยมรรค ๘ (โสดาปัตติมรรค, สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค, อรหันตมรรค) ที่เป็นเหตุให้ตัดสังโยชน์ได้ตามอริยมรรคนั้นๆ

วิสุทธิ ๗ นั้น สีลวิสุทธิ ไม่เป็นสมถะและวิปัสสนา แต่เป็นฐานของสมถะ จิตตวิสุทธิ เป็นสมถะ อีก ๕ ข้อ เป็น วิปัสสนา และวิสุทธิ ข้อ ๑-๖ เป็นโลกิยะ ข้อ ๗ เป็นโลกุตตระ

อวิชชา ๘ อย่าง

อวิชชา หมายถึง ความไม่มรู้, ความเขลาไม่รู้จริงในสิ่งต่างๆ ๔ ข้อต้น ท่านมุ่งถึงความไม่รู้ในอริยสัจ  มี ๘ อย่าง คือ

๑. ไม่รู้จักทุกข์ คือคนส่วนใหญ่เคยประสบกับทุกข์มาทั้งนั้น ทั้งทุกข์ทางกายที่เกิดกับปัจจัยภายนอก (หนาว, ร้อน, หิว,กระหาย..) หรือปัจจัยภายในที่เรียกว่าทุกข์ประจำสังขาร (ผมหงอก ฟันหัก หูพร่า ตามัว) และทุกข์ทางใจ (เสียของรัก จากของชอบ) แต่ไม่รู้จักทุกข์ตามความเป็นจริงว่าเป็นสิ่งทนได้ยาก

๒. ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งทุกข์ คือ ไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะส่วนใหญ่มัวแต่โทษว่า สิ่งอื่นหรือผู้อื่นสร้างทุกข์ให้กับตน โดยไม่ยอมเข้าใจว่า ที่เป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้เกิดจากตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

๓. ไม่รู้จักความดับทุกข์ คือ เมื่อไม่รู้เหตุผลไม่ยอมรับว่าตัณหาในจิตใจของตนต่างหากเป็นตัวให้เกิดทุกข์จึงไม่รู้ว่า หากจะดับทุกข์ได้สนทต้องดับตัณหานั้นเสียก่อน ทุกข์ถึงจะดับ

๔. ไม่รู้จักทางถึงความดับทุกข์ คือ ไม่รู้ถึงวิธีการที่จะทำให้ทุกข์ดับไป เพราะไม่รู้ว่าอริยมรรค ๘ เป็นแนวทางที่ผู้ปฏิบัติตามสามารถดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง

๕. ไม่รู้จักอดีต คือ ไม่รู้ว่าผลชั่วที่ตนได้รับในปัจจุบันนี้ มีสาเหตุมาจากการทำความเลวไม่ดีมาก่อน อาจจะเป็นในอดีตชาติหรือในชาตินี้ คนพวกนี้มักจะมีความคิดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชาวได้ดีมีถมไป เมื่อกรรมตามสนองทันในปัจจุบันวันนี้ จึงไม่รู้จักสืบสาวหาเหตุการณ์ที่ตนทำผ่านๆ มา เรียกว่า ไม่รู้จักเหตุ

๖. ไม่รู้จักอนาคต คือ ไม่รู้ว่าความชั่วที่ตนทำในวันนี้ จะส่งผลให้ตนได้รับความทุกข์ยากลำบากในวันข้างหน้า คนพวกนี้ไม่เชื่อผลของกรรมว่ามีอยู่จริง จึงไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลที่ตนจะต้องได้รับในอนาคตได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง เรียกว่า ไม่รู้จักผล

๗. ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต คือ ไม่รู้ว่าผลชั่วที่ตนได้รับในปัจจุบันที่มีสาเหตุจากการทำชั่วแต่ครั้งอดีต แล้วยังตั้งหน้าตั้งตาทำความชั่วต่อไปไม่คิดกลับตัวกลับใจ เพราะถูกความไม่รู้ผิดบังปัญญาไว้ จึงทำให้ไม่เชื่อว่า กรรมและกฎแห่งกรรมมีจริง จึงต้องก้มหน้ารับผลกรรมชั่วต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้น เพราะไม่รู้จักเชื่อมโยงอดีตและผลในอนาคตให้สืบเนื่องถึงกันได้ เรียกว่า ไม่รู้จักทั้งเหตุทั้งผล

๘. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท คือไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าสภาวะธรรมต่างๆ เป็นเหตุเป็นผลของกันและกันเนื่องกันไปเหมือนกับลูกโซ่ที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นสายฉะนั้น เมื่อไม่รู้เช่นนี้จึงทำให้ต้องวนเวียนอยู่กับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างไม่รู้จบสิ้น

พุทธคุณ ๙ อย่าง

พุทธคุณ หมายถึง พระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า เป็นพระเนมิตกนาม ได้แก่พระนามที่ตั้งตามพระลักษณะหรือคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวของพระพุทธเจ้ามี ๙ ประการ คือ

๑. อรหัง เป็นพระอรหันต์ หมายถึง พระพุทธเจ้าทรงกำจัดทำลายลงเสียได้ซึ่งศัตรูคือสัพพกิเลส ถอนขึ้นเสียได้ซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด เพราะทรงเป็นพระอรหันต์ ได้แก่ ๑.เป็นผุ้ไกลจากิเลส ๒.เป็นผู้กำจัดอริคือกิเลสได้ด้วยอริยมรรค ๓.เป็นผู้หักเสียซึ่งกงกำแห่งสังสารวัฏ ๔.เป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมทั้งหลาย มีปัจจัย ๔ เป็นต้น พร้อมทั้งการบูชาพิเศษที่มนุษย์และเทวดานำมาบูชา ๕.เป็นผู้ไม่มีที่ลี้ลับในการทำบาป

๒. สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง หมายถึงการตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นการค้นพบความจริงอย่างประเสริฐ เป็นของจริงแท้ไม่แปรผันของพระพุทธเจ้า รวมถึงได้ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งปวง ทั้งฝ่ายที่ควรรู้ควงละ ควรทำให้เจริญโดยชอบด้วยพระปัญญาของพระองค์เอง

๓. วิชชาจรณสัมปันโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะหมายถึงพระองค์สมบูรณ์ทั้งภูมิปัญญาความรู้ ได้แก่ วิชชา ๓ วิชชา ๘ และเพียบพร้อมด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ได้แก่จรณะ ๑๕ จึงทรงมีความถึงพร้อมด้วยความรู้ และการปฏิบัติพระองค์ทั้งสองส่วนเสมอเหมือนกัน

๔. สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว หมายถึง การดำเนินไปของพระพุทธเจ้าเป็นความงาม คือบริสุทธิ์ หาโทษมิได้ เหตุที่เสด็จไปดีแล้วเพราะ ๑.มีการดำเนินไปไม่ขัดข้องตามทางแห่งอริยมรรค ๒.มีการดำเนินไปสู่สถานที่อันดี คือ พระนิพพานอันเป็นอสังขตธรรม ๓.มีการดำเนินไปโดยไม่มีการย้อนกลับมาสู่อำนาจของอาสวกิเลสทั้งหลายเพราะกำจัดได้อย่างเด็ดขาด ๔.มีการดำเนินไปเพื่อประโยฃน์สุขของชาวโลกทั้งมวล ๕.มีการตรัสโดยชอบ ตรัสแก่พระวาจาที่สมควรในฐานะอันสมควร

๕. โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก หมายถึง พระองค์ทรงรู้ทรงเข้าใจความเป็นไปของโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งโดยความเป็นสภาวะ คือความเป็นจริง โดยสมุทัย คือเห็นเป็นแดนเกิด โดยนิโรธ คือความดับ โดยนิโรธุบาย คืออุบายบรรลซึ่งความดับในโลก ๓ ได้แก่ สังขารโลก สัตว์โลก โอกาสโลก

๖. อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ เป็นสารถีแห่งบุรุษพึงฝึกได้ ไม่มีบุรุษอื่นยิ่งกว่า หมายถึง พระองค์ทรงเป็นนักฝึกฝนทรงขับ ทรงนำไปซึ่งเวไนยสัตว์ที่สมควรฝึกได้ เพราะการสอนการฝึกให้ลด ละ เลิกจากกิเลสเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งนัก แต่พระองค์ก็สามารถฝึกได้ นำเหล่าสัตว์ข้ามพ้นจากวัฏฏสงสาร ให้ทัดเทียมกับพระองค์ด้วยคุณ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นต้น

๗. สัตถา เทวมนุสสานัง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย หมายถึงพระองค์ทรงเป็นครูของโลก คอยพร่ำสอนชี้แนะทางสว่างเพื่อให้เกิดความไม่ประมาทและให้มีความอุตสาหะพากเพียรที่จะได้รับประโยชน์ที่ควรได้ในชีวิต คือ ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ในชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน แก่เทวดาและมนษย์ทั้งหลายอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากพระวรกายของพระองค์เลย

๘. พุทโธ เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว หมายถึงพระองค์ทรงเป็นผู้ปลุกสัตวโลกทั้งปวงให้ตื่นจากความหลับ ความมัวเมาต่างๆ เพราะ ๑.ทรงเป็นผู้ตื่นแล้ว ด้วยการตื่นจากกิเลสตัณหาอวิชชา ๒.ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ด้วยการเบิกบานพระทัยจากการตื่นจากสัพพกิเลสทั้งปวงนั้น ๓.ทรงเป็นผู้รู้ด้วยการรู้เญยยธรรม ๔.ทรงเป็นผู้ปลุก ด้วยการปลุกสัตว์โลกให้ตื่นจากกิเลสตัณหา จากการถือชั้นวรรณะ ให้สู้กับความชั่วและกำจัดความชั่วทั้งปวง เพื่อให้บรรลุถึงคุณความดีในชีวิตเป็นเบื้อต้น ถึงมรรคผลนิพพพานเป็นที่สุด

๙. ภควา เป็นผู้มีโชค หมายถึง พระองค์หักกงกำแห่งสังสารวัฏกำจัดอาสวะกิเลสทั้งปวงได้แล้ว นับเป็นผู้โชคดีอย่างมหาศาลที่ทรงค้นพบหลักธรรมอันเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติเพื่อยังความสงบสุขให้เกิดแก่สัตว์โลกทั้งมวล และทรงจพแนกธรรมคือ แสดงธรรมและทำข้อธรรมที่มีความลึกซั้งให้ตื้น เพื่อให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้โดยง่าย แล้วทรงแจกจ่ายแก่ผู้ต้องการโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ทรงจำแนกแจกตามอุปนิสัยของผู้รับกระแสแห่งพระธรรมนั้นๆ

พระพุทธคุณ ๙ จัดลงในสมบัติ ๒ คือ ข้อ ๑-๕ จัดเป็นอัตตสมบัติ ข้อ๖-๙ จัดเป็นปรหิตสมบัติ และย่อลงในพุทธคุณ ๓ คือ ข้อ ๑ เป็นวิสุทธิคุณ ข้อ ๒, ๓, ๕, ๘ เป็นปัญญาคุณ ข้อ ๔, ๖, ๗, ๙ เป็นกรุณาคุณ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า นวรหคุณ(นวารหคุณ)

สังฆคุณ ๙ อย่าง

สังฆคุณ หมายถึง คุณของพระสงฆ์ ในที่นี้ท่านหมายถึงพระสงฆ์ผู้บรรลุโลกุตตรธรรมตั้งแต่ชั้นโสดาบันเป็นต้นไป เรียกเต็มว่า พระอริยสงฆ์ คุณ ๔ ข้อต้น เป็นคุณประโยชน์ส่วนตัวของท่าน คุณ ๕ ข้อหลัง เป็นคุณประโยชน์ที่เกื้อกูลต่อผู้อื่นรวมเป็น ๙ ประการ คือ

๑. สุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว หมายถึง การปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติ ปฏิบัติในทางที่นำไปสู่พระนิพพาน ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม คือ ปฏิบัติไปตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ไม่ให้ปฏิบัติผิดแผกไปจากพระธรรมวินัย ทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคืออริยมรรค ๘

๒. อุชุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว หมายถึง การปฏิบัติที่มุ่งตรงต่อพระนิพพาน คือปฏิบัติถูกต้องตรงตามหลักของอริยมรรค ๘ นั้น อันเป็นเหตุมุ่งเข้าสู่กระแสของพระนิพพานและบรรลุพระนิพพานได้เป็นที่สุด ปฏิบัติตรงไปตรงมา และถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย เพื่อประโยชน์และผู้อื่นเป็นที่ตั้ง

๓. ญายปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม หมายถึง การปฏิบัติเพื่อธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ได้แก่ ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ในปัจจุบัน เรื่อยไปจนถึงออกจากทุกข์ในสังสารวัฏ ปฏิบัติเพื่อปลดเปลื้องอาสวกิเลสให้ออกไปจากจิตสันดาน รวมความคือเป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่พระนิพพาน

๔. สามีจิปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร หมายถึง การปฏิบัติตามปฏิปทาอันชอบยิ่งนัก เป็นปฏิปทาสายกลางที่ไม่เข้าไปใกล้ทางสุดโต่ง ๒ ทาง คือ การปฏิบัติตนให้หมกมุ่นพัวพันในกามสุขและการบำเพ็ญพรตที่ทรมานตนให้ลำบาก แต่เป็นผู้มีข้อวัตรปฏิบัติที่นำมาซึ่งความเลื่อมใส จึงอยู่ในฐานะที่ควรรับสามีจิกรรม (การกระทำที่สมควรยิ่งจากผู้อื่น) เช่น การต้อนรับ การเคารพนับถือ หรือการทำสักการบูชาจากผู้เลื่อมใส เป็นต้น

๕. อาหุเนนย เป็นผู้ควรของคำนับ หมายถึง เป็นผู้ควรแก่สักการะที่นำเขามาบูชา เป็นผู้ควรแก่การคำนับ คือมีการปฏิบัติตนอยู่ในฐานะที่เหมาะสมที่บุคคลควรนำเครื่องสักการะที่เขานำมาเคารพบูชาคุณ เพราะเป็นผู้ทำให้เครื่องสักการะที่เขานำมาเคารพบูชามีผลมาก คือทำให้ผู้ทำสักการะบูชาท่านได้รับอานิสงส์มาก

๖. ปาหุเนยโย เป็นผู้ควรของต้อนรับ หมายถึง เป็นผู้ควรแก่เครื่องสักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ คือ ของต้อนรับแขกท่านกล่าวว่านอกจากญาติสนิทมิตรสหายเสียแล้ว มีแต่พระสงฆ์เท่านั้นมีค่าควรที่จะรับของเหล่านั้น เพราะท่านเป็นผู้ควรแก่การบูชาโดยประการทั้งปวง

๗. ทักขิเณยโย เป็นผู้ควรของทำบุญ หมายถึง เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน คือ สิ่งของที่เขาเตรียมไว้สำหรับทำบุญอุทิศแก่ผู้วายชนม์ เพราะท่านเป็นผู้ทำให้ทักษิณานั้นมีผลมากแก่ผู้ตายไปแล้ว และตัวผู้ถวายเองก็ได้อานิสงส์ด้วย

๘. อัญชลิกรณีโย เป็นผู้ควรทำอัญชลี หมายถึง เป็นผู้แก่การกราบไหว้ได้อย่างสะดวกสนิทใจ เพราะท่านเป็นผู้มีความดีอยู่ในตัว ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุทำให้โลกเดือดร้อน จึงอยู่ในฐานะที่ใครๆ จะกราบไหว้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ มีผลช่วยให้ผู้ไหว้ไพบูลย์ด้วยพร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อีกด้วย

๙. อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า หมายถึง พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นทายาท เป็นผู้นำมรดกคือศาสนธรรม เป็นผู้สืบสานพระพุทธศาสนาให้ดำรงมั่นเป็นหลักฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน และขันธสันดานของท่านก็บริสุทธิ์ ทักษิณาที่ทายกถวายแก่ท่านจึงมีผลานิสงส์มาก เหมือนนาที่มีดินดีหว่านพืชลงไปก็ให้ผลไพบูลย์

บารมี ๑๐ อย่าง

บารมี หมายถึง การบำเพ็ญคุณสมบัติอย่างเต็มที่ การบำเพ็ญคุณความดีที่จะถึงขั้นเป็นบารมีได้นั้นต้องทำอย่างยิ่งยวดทำด้วยเจตนาและสัจจะที่มั่นคง แม้ชีวิตก็สละได้เพื่อรักษาคุณความดีที่บำเพ็ญนั้น มี ๑๐ ประการ คือ

๑. ทานบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการให้ทานอย่างยิ่งยวด มีความตั้งใจแน่วแน่ในการปฏิบัติตนให้เป็นผู้รู้จักให้ปัน การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทนจากผู้รับ เน้นหนักไปในทางการให้ทั้งที่เป็นอามิสทานและธรรมทาน

๒. สีลบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการรักษาศีลอย่างยิ่งยวด มีการตั้งใจแน่วแน่ในการรักษาควบคุมการประพฤติทางกาย วาจาให้เรียบร้อย ให้ปราศจากความมัวหมอง ไม่ให้ผิดปกติธรรมดา เห็นโทษในการทำผิดศีล

๓. เนกขัมมบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่อย่างยิ่งยวด มีความตั้งใจแน่วแน่ในการพยายามปลีกตัวปลีกใจ ให้หลุดพ้นจากอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคือง หลงหรือมัวเมา เป็นต้น การบำเพ็ญบารมีข้อนี้ที่ดีที่สุด คือการออกบวช เป็นวิธีทำให้ปลีกตัวปลีกใจออกจากกามได้ผลดีกว่าวิธีอื่น

๔. ปัญญาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการดำเนินไปในปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริงอย่างยิ่งยวดมีความตั้งใจแน่วแน่ในการศึกษาหาความรู้ทั้งจากการฟัง การคิดพิจารณาไปตามที่ได้ยินได้ฟังมา และการลงมือปฏิบัติตามที่พิจารณาแล้วนั้นจนเกิดปัญญาขึ้น เมื่อมีปัญญาแล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น ด้วยชี้ให้เห็นเหตุแห่งความเสื่อมหรือความเจริญในชีวิต ปัญญาชั้นสูงสุดคือการพิจารณาเห็นโทษในสังขารแล้วหาทางปฏิบัติอันสามารถถ่ายถอนตนให้หลุดพ้นจากสังสารทุกข์ได้

๕. วิริยะบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความเพียรในทางที่ถูกต้องอย่างยิ่งยวด มีความแกล้วกล้าบากบั่น ไม่ท้อแท้ต่อปัญญาอุปสรรคที่จะมาขัดขวางการทำความดีความงามที่ตั้งใจทำอย่างแน่วแน่นั้น เพียรพยายามอยู่เรื่อยไปอย่างเสม่ำเสมอจนกว่าจะบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้

๖. ขันติบารมี หมายถึง การบำเพ็ญที่ต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวด มีความอดทนในการควบคุมตนไม่ให้ทำความชั่ว คือไม่ลุแก่อำนาจกิเลสที่เกิดขึ้นแล้วชักนำใจให้อยากทำความชั่ว แต่อดทนไว้ไม่ยอมทำ และอดทนต่อการทำความดี แม้บางครั้งไม่อยากทำก็อดทนที่จะทำ คือมีความอดทนที่ควบคุมจิตใจตนให้อยู่ในอำนาจของเหตุผลที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

๗. สัจจบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการยึดถือสัจจะอย่างยิ่งยวด มีความตั้งใจว่าจะทำสิ่งใดแล้วก็ทำสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนความตั้งใจที่จะทำนั้นง่ายๆ เป็นคนพูดจริง ทำจริง ตั้งใจอยู่ในจุดหมายอันชอบธรรมที่ตั้งไว้แต่แรก

๘. อธิฏฐานบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยใจที่ตั้งมั่นอย่างยิ่งยวด มีปณิธานในชีวิตที่แน่วแน่มั่นคง แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำตามนั้นด้วยหัวใจที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว แม้ชีวิตก็สละได้หรือบางครั้งอาจเกิดจากการที่ทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็อธิษฐานใจอย่างตั้งมั่นเพื่อให้ได้ผลอย่างที่ปรารถนา เช่นพระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิ เป็นต้น

๙. เมตตาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการแผ่เมตตาจิตต่อสรรพสัตว์อย่างยิ่งยวด มีความรักปรารถนาดี มีไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์เสมอกัน ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง หวังแต่ควาสุขความเจริญแก่เขาเป็นที่ตั้ง เมื่อประสบพบเห็นเขาได้รับความลำบากเดือดร้อนก็หาทางช่วยเหลือผ่อนคลายให้อย่างเต็มกำลัง

๑๐. อุเบกขาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยใจที่เป็นกลางอย่างยิ่งยวด มีความหนักแน่น สม่ำเสมอ เที่ยงธรรมไม่เอนเอียงเข้าข้างด้วยอำนาจของอคติต่างๆ การบำเพ็ญอุเบกขานี้มีลักษณะการวางเฉย แต่ไม่ใช่เฉยเมยคือรู้จักวางตัววางใจให้เป็นกลางในสรรพสัตว์ได้ทุกหมู่เหล่าโดยนึกว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน

บารมี นั้นท่านกล่าวว่า หากจะบำเพ็ญให้บริบูรณ์นั้นต้องให้ครบทั้ง ๓ ระดับไ ละ ๑๐ รวมเรียกว่าบารมี ๓๐ ทัศ คือ

๑. บารมี เป็นบารมีระดับสามัญ เช่น ทานบารมี ได้แก่การให้ทรัพย์สินเงินทองข้าวของต่างๆ ตลอดถึงแรงกายเป็นทาน

๒. อุปบารมี เป็นบารมีระดับกลาง เช่น ทานอุปบารมี ได้แก่ การให้อวัยวะบางอย่าง เช่น ตา หัวใจ ไต เป็นทาน

๓. ปรมัตถบารมี เป็นบารมีขั้นสูงสุด เช่น ทานปรมัตถบารมี ได้แก่ การเสียสละชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งธรรม ความถูกต้องหรือประโยชน์ของคนหมูมากเป็นทาน

บารมี ๑๐ เรียงตามลำดับการบำเพ็ญในสิบพระชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า คือ

๑. พระเตมีย์            บำเพ็ญ เนกขัมมบารมี

๒. พระมห่าชนก      บำเพ็ญ วิริยบารมี

๓. พระสถวรรณสาม บำเพ็ญ เมตตาบารมี

๔. พระเนมิราช        บำเพ็ญ อธิฏฐานบารมี

๕. พระมโหสถ         บำเพ็ญ ปัญญาบารมี

๖. พระภูริทัต           บำเพ็ญ สีลบารมี

๗. พระจันทกุมาร     บำเพ็ญ ขันติบารมี

๘. พระนารทะ          บำเพ็ญ อุเบกขาบารมี

๙. พระวิธุรบัณฑิต    บำเพ็ญ สัจจบารมี

๑๐. พระเวสสันดร     บำเพ็ญ ทานบารมี

กรรม  ๑๒

ให้ผลตามคราว

หมวดที่  ๑

๑.  ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม               กรรมให้ผลในภพนี้

๒.  อุปปัชชเวทนียกรรม                  กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า

๓.  อปราปรเวทนียกรรม                 กรรมให้ผลในภพสืบ ๆ

๔.  อโหสิกรรม                             กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว

หมวดที่  ๒

ให้ผลตามกิจ

๕.  ชนกกรรม                              กรรมแต่งให้เกิด

๖.  อุปัตถัมภกกรรม                       กรรมสนับสนุน

๗.  อุปปีฬกกรรม                          กรรมบีบคั้น

๘.  อุปฆาตกกรรม                         กรรมตัดรอน

หมวดที่  ๓

ให้ผลตามลำดับ

๙.  ครุกรรม                                 กรรมหนัก

๑๐.  พหุลกรรม                            กรรมชิน

๑๑.  อาสันนกรรม                         กรรมเมื่อจวนเจียน

๑๒.  กตัตตากรรม                         กรรมสักว่าทำ

 

อธิบายกรรม  ๑๒

หมวดที่  ๑  แสดงเวลาที่กรรมให้ผลว่า  กรรมที่ทำแล้วเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม  ย่อมให้ผลดังนี้คือ  กรรมบางอย่างให้ผลในชาตินี้  เช่น  พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ  กรรมบางอย่างให้ผลในชาติหน้า  เช่นพระเทวทัตไปเกิดในนรกอเวจี. กรรมบางอย่างให้ผลในภพต่อ ๆ  ไปไม่มีกำหนด  เช่นพระพาหิยะ  ถูกแม่โคขวิดนิพพาน.  (ตาย)  กรรมบางอย่างไม่มีโอกาสให้ผล  เพราะถูกกรรมอื่นที่แรงกว่าทำลาย  เช่น  พระองคุลิมาล  แม้จะฆ่าคนไว้มาก  แต่ได้บรรลุพระอรหัตผลนิพพานไปเสียก่อนจึงไม่ต้องไปตกนรก

หมวดที่  ๒  แสดงหน้าที่ของกรรมว่า  กรรมที่ทำแล้วมีหน้าที่  อย่างนี้คือ  ๑  นำให้ไปเกิดในภพใหม่  เช่นเกิดเป็นมนุษย์  เทวดา  เป็นต้น  ๒.  ให้การสนับสนุนกรรมอื่นที่เป็นฝ่ายเดียวกัน  เช่น  คนที่มีบุพเพกตปุญตา  ก็จะสนับสนุนความพากเพียรพยายามในปัจจุบันนี้ให้ได้รับความสำเร็จในกิจการที่ทำ  ๓.  เบียดเบียนกรรมที่ตรงกันข้าม  เช่นคนที่ทำปาณาติบาต  เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมีโรคมาก  มีอุปสรรคมากเป็นต้น  ๔.  ตัดรอนหรือทำลายกรรมที่ตรงกันข้าม  เช่นนันทมานพไปข่มขืนพระอุบลวัณณาเถรี  แล้วถูกแผ่นดินสูบ  ความจริงนันทมานพนั้นยังหนุ่มอยู่ยังไม่ถึงอายุขัย  แต่กรรมที่เขาทำนั้นหนักมาก  ไปทำลายกุศลกรรมที่รักษาชีวิตของเขา  จึงต้องตาย

หมวดที่  ๓.  แสดงลำดับของกรรมที่ให้ผล  คือ  กรรมหนัก ย่อมให้ผลก่อน  เช่นพระเทวทัตได้ทำอนันตริยกรรม คือทำพระโลหิตพระศาสดาให้ห้อขึ้น  และทำสังฆเภท  แต่เมื่อถูกแผ่นดินสูบถึงกระดูกคาง  ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ อนันตริยกรรมหนักกว่า  การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ฉะนั้น พระเทวทัตจึงต้องตกนรกอเวจีก่อน  ต่อจากนั้นจึงจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยกุศลกรรมที่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  ถ้าไม่มีกรรมหนัก  กรรมที่ทำบ่อย ๆ  จนเคยชินย่อมให้ผลเหมือนนายโคฆาตคนหนึ่ง  ฆ่าโคมา  ๔๕  ปี  ครั้นใกล้ตายเขาคลานไปมาร้องเหมือนโค  ตายไปตกนรก  เมื่อไม่มีกรรมเคยชิน  กรรมที่ทำ  เมื่อเวลาใกล้ตายย่อมให้ผล เหมือนบุรุษเข็ญใจคนหนึ่งนั่งดูสุนัขของเศรษฐีกินอาหาร เขาเกิดความคิดว่าเป็นหมาเศรษฐี  ยังดีกว่าเขาผู้เป็นมนุษย์เสียอีก.  หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง  เขาตายไปเกิดในท้องแห่งสุนัขตัวนั้นเพราะกรรมคือมโนกรรมอันเป็นอกุศลที่เขาคิดเมื่อใกล้จะตาย  เมื่อกรรมที่ทำใกล้ตายไม่มี แม้กรรมที่ทำโดยไม่มีเจตนา  ก็ให้ผลได้  เช่น  คนที่ทำอะไรโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียของ  หรือเสียชีวิต  ก็จะถูกคนอื่นทำตนเองให้เสียของ  หรือเสียชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจได้เช่นเดียวกัน

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: วินัย (อุโบสถศีล) ::

อุโบสถศีลมี  ๓  ประการ

          ๑.ปกติอุโบสถ  ได้แก่ อุโบสถที่รับรักษากันตามปกติ  เฉพาะวันหนึ่งคืนหนึ่งอย่างที่อุบาสกอุบาสิการักษากันอยู่ทุกวันนี้  มีเดือนละ  ๔  วัน  คือ  วันขึ้น  ๘ ค่ำ  วันขึ้น  ๑๕  ค่ำ วันแรม  ๘  ค่ำ  วันแรม  ๑๔  ค่ำ หรือ  ๑๕  ค่ำ

          ๒. ปฏิชาครอุโบสถ  ได้แก่  อุโบสถที่รับรักษาเป็นพิเศษกว่าปกติ   คือ รักษาคราวละ  ๓  วัน  คือวันรับวันรักษา  และวันส่ง  เช่นจะรับอุโบสถวัน  ๘  ค่ำ ต้องรับและรักษามาแต่วัน  ๗  ค่ำ  ตลอดไปจนถึงวัน  ๙ ค่ำ จนได้อรุณใหม่ของวัน  ๑๐  ค่ำนั่นเองจึงหยุดรักษา

          ๓. ปาฏิหาริยอุโบสถ  ได้แก่  อุโบสถที่รับรักษาตลอด  ๔  เดือนฤดูฝน คือตั้งแต่วันแรม ๑  ค่ำ  เดือน ๘  จนถึงวันเพ็ญกลางเดือน  ๑๒

 

อุโบสถศีลมี  ๘  สิกขาบท

          ๑. ปาณาติปาตา  เวรมณี  สิกขาปทํ   สมาทิยามิ

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท  คือ  เว้นจากฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและใช้ผู้อื่นให้ฆ่า

๒. อทินนาทานา  เวรมณี  สิกขาปทํ  สมาทิยามิ

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือ  เว้นจากลักฉ้อของเขาด้วยตนเอง  และ ใช้ผู้อื่นให้ลักฉ้อ

๓. อพรหทจริยา  เวรมณี  สิกขาปทํ  สมาทิยามิ

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท  คือ  เว้นจากประพฤติอสัทธรรม  เป็นข้าศึกแก่ พรหมจรรย์

๔. มุสาวาทา  เวรมณี  สิกขาปทํ  สมาทิยามิ

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท  คือ  เว้นจากพูดเท็จคำไม่จริง  ล่อลวงอำพรางท่านผู้อื่น

          ๕. สุราเมรยมชชปมาทฏฐานา  เวรมณี  สิกขาปทํ  สมาทิยามิ

          ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท  คือ  เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ  ดื่มกินซึ่งน้ำเมาคือสุราและเมรัย  และเครื่องดองที่เป็นของทำใจให้คลั่งไคล้ต่าง ๆ

          ๖. วิกาลโภชนา  เวรมณี  สิกขาปทํ  สมาทิยามิ

          ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือ  เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาลคือตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นใหม่

          ๗. นจจคีตวาทิตวิสูกทสสนา  มาลาคนธวิเลปนธารณมณฑนวิภูสนฏฐานา  เวรมณี สิกขาปทํ  สมาทิยามิ

          ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือ  เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง  ประโคม เครื่องประโคมต่าง ๆ ดูการเล่นแต่บรรดาที่เป็นข้าศึกแก่กุศล  และลูบทาทัดทรงประดับตกแต่งซึ่งร่างกาย ด้วยระเบียบดอกไม้และของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวต่าง ๆ

          ๘. อุจจาสยนมหาสยนา  เวรมณี  สิกขาปทํ  สมาทิยามิ

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือ  เว้นจาก

 

อธิบายอุโบสถศีล ๘ ข้อ โดยสังเขป

          สิกขาบทที่  ๑  เว้นจากทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง คือ เว้นจากฆ่าสัตว์มีชีวิต  คำว่า สัตว์  ในที่นี้  ประสงค์ทั้งมนุษย์และเดียรฉานยังเป็นอยู่ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนิด

          สิกขาบทนี้มีองค์ ๕  คือ  สัตว์มีชีวิต  ๑  รู้ว่าสัตว์มีชีวิต  ๑ จิตคิดจะฆ่า ๑ พยายามฆ่า  ๑  สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น  ๑

 

          สิกขาบทที่  ๒  เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้  กิริยาที่ถือเอาในที่นี้  หมายถึง      ถือเอาด้วยอาการเป็นโจร   สิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ในที่นี้  หมายถึง สิ่งของที่มีเจ้าของ  ทั้งที่เป็นสวิญญาณกทรัพย์   ทั้งที่เป็นอวิญญาณกทรัพย์  อันเจ้าของไม่ได้ยกให้เป็นสิทธิ์ขาด  อย่างหนึ่งสิ่งของที่ไม่ใช่ของใคร   แต่มีผู้รักษาหวงแหน เช่น ของสงฆ์  ของส่วนรวมอันเป็นสาธารณะประโยชน์ อย่างหนึ่ง

          สิกขาบทนี้มีองค์ ๕  คือ  ของมีเจ้าของหวง  ๑  รู้ว่ามีเจ้าของหวง  ๑ จิตคิดจะลัก ๑พยายามลัก  ๑ นำของมาด้วยความพยายามนั้น  ๑

           สิกขาบทที่  ๓  เจตนาเป็นเหตุก้าวล่วงฐานะ  โดยประสงค์จะเสพอสัทธรรม ซึ่งเป็นไปทางกายทวาร   ชื่อว่า  อพรหมจรรย์   ได้แก่   ความลุอำนาจแก่ราคะแล้วเสพอสัทธรรมในมรรคใดมรรคหนึ่ง  บรรดามรรคทั้ง  ๓ (ทวารหนัก  ทวารเบา  ปาก)

          สิกขาบทนี้มีองค์ ๔  คือ  อัชฌาจรณียวัตถุ  วัตถุที่จะพึงประพฤติล่วง (มรรคทั้ง ๓) ๑จิตคิดจะเสพในอัชฌาจรณียวัตถุนั้น  ๑ ความพยายามในการเสพ  ๑  มีความยินดี  ๑

          สิกขาบทที่  ๔  การแสดงความเท็จ  เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด  คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี  จัดเป็นมุสาวาท

          สิกขาบทนี้มีองค์  ๔  คือ เรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑ พยายามพูดออกไป ๑คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น  ๑

           สิกขาบทที่  ๕  น้ำเมาที่เป็นแต่เพียงของดอง เช่น  น้ำตาลเมาต่าง ๆ ชื่อเมรัย เมรัยนั้น  เขากลั่นให้เข้มข้นขึ้นไปอีก  เช่น  เหล้าต่าง ๆ  ชื่อสุรา  สุราเมรัยนี้ ทำให้ผู้ดื่มเมาเสียสติ      สามารถทำความชั่วได้ทุกอย่าง  จึงได้ชื่อว่า  เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

          สิกขาบทนี้มีองค์  ๔  คือ ของทำให้เมา  มีสุราเป็นต้น ๑ จิตใคร่จะดื่ม ๑ ทำพยายามดื่ม  ๑  ดื่มให้ล่วงลำคอเข้าไป  ๑

          สิกขาบทที่  ๖ กาลที่ผู้รักษาอุโบสถศีลจะบริโภคอาหารได้ คือ  ตั้งแต่อรุณขึ้นมาแล้วจนถึงเที่ยง เรียกว่า กาล  ส่วนตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงก่อนอรุณขึ้น เรียกว่า วิกาล จะบริโภคอาหารในเวลานี้ไม่ได้

          สิกขาบทนี้มีองค์ ๔ คือ  เวลาตั้งแต่เที่ยงแล้วไปถึงก่อนอรุณขึ้น ๑ ของเคี้ยวของกินสงเคราะห์เข้าในอาหาร  ๑  พยายามกลืนกิน ๑  กลืนให้ล่วงลำคอเข้าไป ด้วยความพยายามนั้น  ๑

           สิกขาบทที่  ๗  การดูที่ชื่อว่าเป็นข้าศึกศัตรูนั้น เพราะขัดแย้งต่อคำสอนของศาสนา การฟ้อนรำ  การขับร้อง  การดีดสีตีเป่า  จะทำด้วยตนเอง  หรือใช้ให้ผู้อื่นทำก็ตาม  ถ้าเป็นข้าศึกแก่กุศล  จัดเป็นความผิดในสิกขาบทนี้ทั้งสิ้น

          สิกขาบทนี้มีองค์ ๓ คือ  การเล่นมีฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น  ๑ ไปเพื่อจะดูหรือฟัง ๑ ดูหรือฟัง  ๑

          สิกขาบทที่  ๘   การห้ามที่นั่งที่นอนอันเกินขนาด อันได้ชื่อว่า  อุจจาสยนะ และเครื่องปูลาดที่ไม่สมควร อันได้ชื่อว่า  มหาสยนะ นั้น  เพื่อประสงค์ไม่ให้เป็นของโอ่โถงและยั่วยวนให้เกิดราคะความกำหนัดยินดี  พระอรหันต์ทั้งหลาย  เป็นผู้เว้นจากที่นั่งที่นอนสูงและที่นั่งที่นอนใหญ่นั้น

          สิกขาบทนี้มีองค์  ๓  คือ  ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่  ๑  รู้ว่าที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ ๑ นั่งหรือนอนลง  ๑

วิธีสมาทานอุโบสถศีล

          พระอรรถกถาจารย์  กล่าวไว้ว่า   ในอรรถกถาอุโบสถสูตรว่า   บุคคลผู้จะเข้าจำอุโบสถศีลนั้น พึงตั้งใจว่า  พรุ่งนี้เราจักรักษาอุโบสถ  ตรวจตราการทำอาหารเป็นต้นเสียแต่ในวันนี้  สั่งการงานให้เรียบร้อยว่า  ท่านทั้งหลายจงทำสิ่งนี้และสิ่งนี้

          ในวันอุโบสถ  พึงเปล่งวาจาสมาทานองค์อุโบสถ ในสำนักของภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสกหรืออุบาสิกาก็ได้  ซึ่งเป็นผู้รู้จักลักษณะของศีล   ๑๐  แต่เช้าตรู่   ถ้าไม่รู้บาลี  พึงอธิษฐานว่าข้าพเจ้าอธิษฐานอุโบสถที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้  เมื่อไม่ได้ผู้อื่น  พึงอธิฐานด้วยตนเองก็ได้ แต่ควรทำการเปล่งวาจาโดยแท้  เมื่อเข้าจำอุโบสถแล้ว  ไม่ควรจัดแจงการงานที่เกี่ยวกับการเบียดเบียนผู้อื่น  ควรให้เวลาผ่านไปด้วยการนับอายุและวัย

          ส่วนพระฎีกาจารย์อธิบายว่า  ตั้งแต่สมาทานศีลแล้ว  ผู้รักษาอุโบสถไม่ควรทำกิจอะไรอย่างอื่น  ควรให้เวลาผ่านไปด้วยการฟังธรรม   หรือมนสิการกรรมฐาน

 

ระเบียบพิธี

เมื่อถึงวันอุโบสถ  ๘  ค่ำ  ๑๔  ค่ำ  หรือ ๑๕  ค่ำ พึงเริ่มกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยว่า

          ยมหํ  สมมาสมพุทธํ  ภควนตํ  สรณํ  คโต  (หญิงว่า  คตา)

          พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ตรัสรู้ดีโดยชอบ ข้าพเจ้าถึงแล้วว่าเป็นที่พึ่ง กำจัดภัยได้จริง

          อิมินา  สกกาเรน  ตํ  ภควนตํ  อภิปูชยามิ

          ข้าพเจ้าขอบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นด้วยเครื่องสักการะนี้

          ยมหํ  สวากขาตํ  ภควตา  ธมมํ  สรณํ  คโต (หญิงว่า  คตา)

          พระธรรมใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ข้าพเจ้าถึงแล้วว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง

          อิมินา  สกกาเรน  ตํ  ธมมํ  อภิปูชยามิ

          ข้าพเจ้าบูชาซึ่งพระธรรมนั้น  ด้วยเครื่องสักการะนี้    

          ยมหํ  สุปฏิปนนํ  สงฆํ  สรณํ  คโต    (หญิงว่า คตา)

          พระสงฆ์หมู่ใด  เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้าถึงแล้วว่าเป็นที่พึ่ง กำจัดภัยจริง

          อิมินา  สกกาเรน  ตํ  สงฆํ  อภิปูชยามิ

          ข้าพเจ้าบูชาซึ่งพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเครื่องสักการะนี้

          อรหํ    สมมาสมพุทโธ  ภควา  พุทธํ  ภควนตํ อภิวาเทมิ  (กราบ)

          สวากขาโต  ภควตา  ธมโม  ธมมํ  นมสสามิ  (กราบ)

          สุปฏิปนโน  ภควโต  สาวกสงโฆ  สงฆํ  นมามิ (กราบ)

 

ต่อจากนั้น  ผู้เป็นหัวหน้า  พึงนั่งคุกเข่าประนมมือ ประกาศอำอุโบสถ  ดังนี้

          อชช  โภนโต  ปกขสส  อฏฐมีทิวโส (๑๔ ค่ำ ให้ว่า จาตุททสีทิวโส  ๑๕  ค่ำ ให้ว่า  ปณณรสีทิวโส ,  (อมาวสีทิวโส)  เอวรูโป  โข  โภนโต  ทิวโส  พุทเธน  ภควตา ปญญตตสส     ธมมสสวนสส   เจว ตทตถาย  อุปาสกอุปาสิกานํ   อุโปสถกมมสส  จ  กาโล  โหติ ฯ  หนท     มยํ โภนโต  สพเพ  อิธ  สมาคตา  ตสส  ภควโต  ธมมานุธมมปฏิปตติยา   ปูชนตถาย   อิมญจ      รตตึ  อิมญจ  ทิวสํ อุโปสถํ  อุปวสิสสามาติ  กาลปริจเฉทํ กตวา  ตํ ตํ  เวรมณึ  อารมมณํ กริตวา      อวิกขิตตจิตตา  หุตวา สกกจจํ  อุโปสถงคานิ   สมาทิเยยยาม  อีทิสํ  หิ  อุโปสถกาลํ  สมปตตานํ      อมหากํ   ชีวิตํ  มา  นิรตถกํ  โหตุ ฯ

          ข้าพเจ้า ขอประกาศเริ่มเรื่องความที่จะได้สมาทานรักษาอุโบสถ  ตามกาลสมัยพร้อมด้วยองค์ ๘ ประการ  ให้สาธุชนที่จะตั้งจิตสมาทานทราบทั่วกัน ก่อนแต่จะสมาทาน  ณ  บัดนี้

          ด้วยวันนี้ เป็นวันอัฏฐมี ดิถีที่ ๘ (วันจาตุททสี  ดิถีที่ ๑๔  วันปัณณรสี (วันอมาวสี     ดิถีที่  ๑๕ ) แห่งปักษ์มาถึงแล้ว  ก็แลวันเช่นนี้  เป็นกาลที่จะฟังธรรมและทำการรักษาอุโบสถ      เพื่อประโยชน์แห่งการฟังธรรม   บัดนี้ขอกุศลอันยิ่งใหญ่  คือ ตั้งจิตสมาทานอุโบสถ  จงเกิดมีแก่เราทั้งหลาย  บรรดามาประชุม  ณ  ที่นี้  เราทั้งหลายพึงมีจิตยินดีว่าจะรักษาอุโบสถ  อันประกอบด้วยองค์  ๘  ประการ  วันหนึ่งคืนหนึ่ง  ณ  เวลาวันนี้แล้ว  จงตั้งจิตคิดงดเว้นไกลจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป คือฆ่าสัตว์เองและใช้ให้คนอื่นฆ่า ๑ เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ คือลักและฉ้อและใช้ให้ลักฉ้อ ๑  เว้นจากอพรหมจรรย์  ๑  เว้นจากพูดคำเท็จคำไม่จริง  และล่อลวงอำพรางท่านผู้อื่น ๑  เว้นจากดื่มกินซึ่งสุราเมรัย  สารพัดน้ำกลั่นน้ำดอง  อันเป็นของให้ผู้ดื่มแล้วเมา ซึ่งเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท ๑  เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล

          ตั้งแต่พระอาทิตย์เที่ยงแล้ว ไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นใหม่  ๑  เว้นจากฟ้อนรำขับร้องและประโคมดนตรี  และดูการเล่นบรรดาเป็นข้าศึกแก่กุศล  และทัดทรงระเบียบดอกไม้  ลูบไล้ทาตัวด้วยของหอม  เครื่องย้อมเครื่องแต่งและประดับร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์วิจิตรงดงามต่าง ๆ  ๑  เว้นจากนั่งนอนเหนือที่นั่งที่นอนอันสูง      มีเตียงตั่งสูงกว่าประมาณ  และที่นั่งที่นอนอันใหญ่ภายในมีนุ่นและสำลี  และเครื่องลาดอันวิจิตรงดงาม  ๑  จงทำความเว้นองค์ที่จะพึงเว้น  ๘  ประการนี้  เป็นอารมณ์ อย่ามีจิตฟุ้งซ่านส่งไปอื่น    จงสมทานองค์อุโบสถ ๘ ประการนี้โดยเคารพเถิดเพื่อบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ด้วยข้อปฏิบัติอย่างยิ่ง   ตามกำลังของเราทั้งหลาย ซึ่งเป็นคฤหัสถ์  ชีวิตแห่งเราทั้งหลายเป็นมาถึงวันอุโบสถนี้  จงอย่าล่วงไปปราศจากประโยชน์เลย

          ต่อจากนั้น  พึงกล่าวคำอาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกัน  ดังนี้

          มยํ  ภนเต  ติสรเณน  สห  อฏฐงคสมนนาคตํ   อุโปสถํ  ยาจาม  (ว่า  ๓  จบ)

          เสร็จแล้ว  พึงตั้งใจรับสรณคมน์และอุโบสถศีลโดยเคารพ โดยว่าตามคำที่พระสงฆ์บอกดังนี้

          นโม   ตสส   ภควโต  อรหโต  สมมาสมพุทธสส (ว่า  ๓  จบ)

          พุทธํ  สรณํ  คจฉามิ ฯลฯ ตติยมปิ  สงฆํ  สรณํ คจฉามิ  ฯ

          เมื่อพระสงฆ์ว่า  ติสรณคมนํ  นิฏฐิตํ   พึงรับพร้อมกันว่า  อาม  ภนเต ต่อจากนั้นพึงรับอุโบสถศีลทั้ง ๘   ข้อ  ดังกล่าวไว้แล้วข้างต้นต่อไปนี้

          เมื่อรับศีลจบแล้ว  พึงกล่าวตามพระสงฆ์ว่า  อิมํ อฏฐงคสมนนาคตํ,  พุทธปญญตตํ  อุโปสถํ,     อิมญจ รตตึ  อิมญจ  ทิวสํ,    สมมเทว  อภิรกขิตํ     สมาทิยามิ

          ข้าพเจ้าสมาทานอุโบสถ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ,      นี้เพื่อจะรักษาไว้ให้ดี ไม่ให้ขาดไม่ให้ทำลาย  ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ  เวลาวันนี้ พระสงฆ์บอกต่อว่า  อิมานิ  อฏฐ สิกขาปทานิ  อชเชกํ  รตตินทิวํ  อุโปสถวเสน  สาธุกํ รกขิตพพานิ  ให้รับพร้อมกันว่า  อาม  ภนเต  แล้วพระสงฆ์จะบอกอานิสงส์ของศีลต่อไป  ดังนี้

สีเลน สุคตึ  ยนติ,  สีเลน  โภคสมปทา,  สีเลน นิพพุตึ ยนติ,  ตสมา  สีลํ  วิโสธเยฯ

          จบพิธีสมาทานอุโบสถศีลเพียงเท่านี้  ต่อจากนั้น พึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาหรือมนสิการกรรมฐานต่อไปนี้  เมื่อรักษาครบเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งแล้ว  การสมาทานก็สิ้นสุดลง

อุโบสถศีลมีผลน้อยและมีผลมาก

การบำเพ็ญบุญกุศลในพระพุทธศาสนา  แบ่งออกเป็น ๓  ระดับ คือ

อย่างต่ำ  อย่างกลาง   และอย่างสูง

การทำบุญด้วยฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  และวิมังสาอย่างต่ำ จัดเป็นบุญอย่างต่ำ

การทำบุญด้วยฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  และวิมังสาอย่างกลาง  จัดเป็นบุญอย่างกลาง

การทำบุญด้วยฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  และวิมังสาอย่างสูง จัดเป็นบุญอย่างสูง

การทำบุญเพราะต้องการชื่อเสียง      จัดเป็นบุญอย่างต่ำ

การทำบุญเพราะต้องการผลบุญ       จัดเป็นบุญอย่างกลาง

การทำบุญเพราะสำคัญว่าเป็นสิ่งควรทำ      จัดเป็นบุญอย่างสูง

 

อุโบสถมี  ๓  อย่าง คือ

          ๑. โคปาลกอุโบสถ หมายถึง อุโบสถที่อุบาสกอุบาสิการักษา มีอาการเหมือนคนเลี้ยงโค       ทรงอธิบายว่า  คนเลี้ยงโค  มอบโคทั้งหลายให้เจ้าของในเวลาเย็นแล้วคำนึงอย่างนี้  วันนี้ โคเที่ยวหากินในที่โน้น ๆ  ดื่มน้ำในที่โน้น ๆ  ทีนี้  พรุ่งนี้ โคจักเที่ยวหากินในที่โน้น ๆ  จักดื่มน้ำในที่โน้น ๆ      ฉันใด  คนรักษาอุโบสถบางคน  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คำนึงไปอย่างนี้ว่า  วันนี้นะ เราเคี้ยวกินขาทนียะสิ่งนี้ ๆ บริโภคโภชนียะสิ่งนี้ ๆ  พรุ่งนี้  เราจักเคี้ยวกินขาทนียะสิ่งนี้ ๆ  จักบริโภคโภชนียะสิ่งนี้ ๆ  คนรักษาอุโบสถ  ผู้นั้นมีใจไปกับความยาก  ใช้วันให้หมดไปด้วยความอยากนั้น  การรักษาอุโบสถเช่นนี้ ย่อมไม่มีผลมาก  ไม่มีอานิสงส์มาก  ดังเรื่องเล่าของคนถือศีลไปเกิดเป็นเปรต  แต่คนตกเบ็ดได้ขึ้นสวรรค์ ว่า

 ๑. โคปาลกอุโบสถ

          ในอุโบสถ  มีคนกลุ่มหนึ่งไปถือศีลอยู่บนศาลาวัด ส่วนคนอีกคนหนึ่งไปนั่งตกปลาอยู่ที่ฝั่งคลองตรงข้ามศาลา  วันนั้นปลากินเบ็ดดี  คนตกเบ็ดวัดเอา ๆ  ได้ปลามาก  คนถือศีลอยู่บนศาลา  มองไปที่คนตกปลา ก็เกิดความโลภอยากได้ปลา นึกว่าทำไมวันนี้ต้องเป็นวันอุโบสถถ้าไม่เช่นนั้นคงได้ปลากับเขาบ้าง จิตใจคิดถึงแต่ปลา ไม่เป็นอันคิดถึงศีล  คิดถึงกรรมฐาน  และฟังธรรมเลย      ฝ่ายคนตกปลามองไปบนศาลาวัดเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวถือศีลกัน แต่ตัวเองต้องมานั่งตกปลาไม่รู้จักว่าวันโกนวันพระ  เกิดหิริโอตตัปปะ  กลับไปถึงบ้าน หยุดการทำบาป  เกิดสัมปัตตวิรัติขึ้นมาใจเลยสบาย ส่วนคนถือศีล  ร้อนรนไปด้วยความโลภ  เร่งวันเวลา  ใจจึงมีแต่ความทุกข์   คนขึ้นสวรรค์คือคนที่ใจมีความสุข  คนตกนรกคือคนที่ใจมีแต่ความทุกข์  ดังคำพูดที่ว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ  การปฏิบัติอย่างนี้  ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร  เพราะจิตใจไม่เข้าถึงธรรมเลย

๓. อริยอุโบสถ

          หมายถึง  อุโบสถที่อุบาสกอุบาสิการักษา ประเสริฐพิเศษโดยข้อปฏิบัติ  ทรงอธิบายว่า  จิตของมนุษย์ที่เศร้าหมองด้วยอำนาจกิเลสนี้  สามารถชำระล้างให้สะอาดได้ด้วยความเพียร  เหมือนศีรษะที่เปื้อน ทำให้สะอาดได้ด้วยเครื่องสนานศีรษะ  ร่างกายที่เปื้อน ทำให้สะอาดได้ด้วยเครื่องชำระล้างร่างกาย  ผ้าที่สกปรก  ฟอกให้สะอาดได้ด้วยเครื่องซักผ้า  แว่นที่มัวหมองทำให้ใสได้ด้วยน้ำมัน  ทองคำที่หมองคล้ำ ทำให้สุกปลั่งได้ด้วยเครื่องมือของช่างทองและสิ่งที่จะทำจิตอันเศร้าหมองให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วได้นั้น  คือ

.         ๑. พุทธานุสสติ         ระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า

๒. ธัมมานุสสติ         ระลึกถึงคุณความดีของพระธรรม

          ๓. สังฆานุสสติ         ระลึกถึงความดีของพระสงฆ์

          ๔. สีลานุสสติ            ระลึกถึงศีลของตน

          ๕. เทวตานุสสติ        ระลึกถึงความดีที่ทำให้เป็นเทวดา มี ศรัทธา   ศีล สุตะจาคะ  และ  ปัญญา  เป็นต้น

อานิสงส์ของอุโบสถศีล

          ศีลทุกประเภทที่บุคคลรักษาด้วยจิตศรัทธา  จะด้วยการสมาทาน  หรือการงดเว้นเฉพาะหน้าก็ตาม ย่อมมีผลมาก   มีอานิสงส์มาก   มีความรุ่งเรืองมาก  มีความเจริญแผ่ไพศาลมาก  เพราะศีลนั้น  สามารถสร้างสวรรค์   สร้างความเสมอภาค และสร้างความปลอดภัยให้แก่มนุษย์ได้

๑. ศีลสร้างสวรรค์แก่มนุษย์

          ศีลนั้น  สามารถสร้างสวรรค์แก่มนุษย์ได้  ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่นางวิสาขา  ในวิสาขาสูตร  อัฏฐกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  ว่า

          ดูก่อนวิสาขา  อุโบสถประกอบด้วยองค์  ๘ ประการ  อันบุคคลเข้าจำแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก  มีผลมาก  มีความรุ่งเรืองมาก  มีความเจริญแผ่ไพศาลมาก ดูก่อนวิสาขา  การที่สตรี  หรือบุรุษบางคนในโลกนี้  เข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์  ๘  ประการ  หลังจากเขาแตกกายทำลายขันธ์แล้ว  พึงได้อยู่ร่วมกับชาวสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา  ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิตชั้นนิมมานรดี  และชั้นปรนิมมิตวสวัสดี  ข้อนั้นย่อมเป็นไปได้แน่นอน

๒. ศีลนั้นสร้างความเสมอภาคแก่มนุษย์ได้

          ศีลนั้นสร้างความเสมอภาคแก่มนุษย์ได้  ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับอุบาสกชื่อว่า  วาเสฏฐะ  ในอัฏฐกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  ว่า

          ดูก่อนวาเสฏฐะ  แม้ถ้ากษัตริย์ทั้งหลาย  พราหมณ์ทั้งหลาย   แพศย์ทั้งหลายและศูทรทั้งหลาย พึงเข้าจำอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์  ๘  ประการ การเข้าจำนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข แก่กษัตริย์  แก่พราหมณ์  แก่แพศย์   และแก่ศูทรทั้งหลาย  เหล่านั้น  ชั่วกาลนานเหมือนกัน  (คือได้ไปเกิดในสุคติได้เท่าเทียมกัน)

๓. ศีลสร้างความปลอดภัยแก่มนุษย์

          ศีล  สร้างสวรรค์ให้แก่มนุษย์  สร้างความเสมอภาคให้แก่มนุษย์  สร้างความปลอดภัยให้แก่มนุษย์  และให้สมบัติที่นาปรารถนาแก่มนุษย์  ตามที่กล่าวมาจึงควรรักษาศีลให้ดี  มิให้ขาดมิให้ด่างพร้อย

วิธีปฏิบัติตนของอุบาสก  อุบาสิกา

          บุคคลผู้สมาทานอุโบสถศีล  จัดว่าเป็นผู้ใกล้ชิดพระรัตนตรัย  เป็นบุรุษ เรียกว่า อุบาสก  เป็นสตรีเรียกว่า  อุบาสิกา ตามคำประกาศอุโบสถว่า  ตทตถาย  อุปาสกอุปาสิกานํ    อุโปสถกมมสส   กาโล   โหติ  แปลว่า วันนี้  เป็นเวลาที่จะรักษาอุโบสถ  แห่งอุบาสกและอุบาสิกา  เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรมนั้น

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: ศาสนพิธี ::

ศาสนพิธี  (พิธีกรรมทางศาสนา)

ศาสนพิธี คือพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา เช่นพิธีถวายทาน หรือวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องตามลักษณะของงานต่างๆ เป็นต้น พิธีกรรมนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธจะละเลยไม่ได้ เพราะเป็นพิธีกรรมที่จะทำให้พุทธบริษัทมีจิตใจอ่อนโยน ผู้ที่ทำพิธีจะต้องรับศีลก่อนเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ แล้วจึงทำอย่างอื่นต่อไป

เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้ในเรื่องของพิธีกรรมต่างๆ เพื่อจะได้รู้และได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพิธีกรรมนั้นๆ ศาสนพิธีแบ่งออกเป็น ๔ หมวด คือ

๑. หมวดกุศลพิธี ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล

๒. หมวดบุญพิธี ว่าด้วยพิธีทำบุญ

๓. หมวดทานพิธี ว่าด้วยพิธีถวายทาน

๔. หมวดปกิณกะ ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด

๑. หมวดกุศลพิธี ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล

กุศล แปลว่า ความฉลาด สิ่งที่ตัดจากความชั่ว หมายถึงพิธีกรรมทำความดี กุศลพิธีจึงเป็นพิธีการบำเพ็ญกุศล การปฏิบัติในพิธีกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้พระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย

๑. พิธีเข้าพรรษา

พิธีเข้าพรรษา หมายถึง การอยู่ประจำที่ของพระสงฆ์ตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ในฤดูฝน โดยไม่จาริกไปยังสถานที่ต่างๆ ในการเข้าพรรษาของพระภิกษุนั้น มี ๒ ครั้ง คือ

๑. เข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ออกพรรษา วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เรียกว่า ปุริมพรรษา

๒. หากเข้าปุริมพรรษาไม่ทัน ก็ให้เข้าในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ และไปออกวันขึ้น ๑๕ เดือน ๑๒ เรียก ปัจฉิมพรรษา

เมื่อพระภิกษุสามเณรที่จำพรรษาในวัดทั้งหมดทำพิธีเข้าพรรษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงมีการชี้แจงให้พระภิกษุสามเณรทั้งหมดได้ทราบถึงระเบียบปฏิบัติในการจำพรรษา ซึ่งเรียกว่าการประกาศวัสสูปนายิกา

มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

๑) บอกให้รู้เรืองเข้าพรรษา

๒) แสดงเรื่องที่มาในบาลีวัสสูปนายิกาขันธกะวินัยโดยใจความ

๓) บอกเขตของวัดนั้นๆ ที่จะต้องรักษาพรรษา หรือเรียกกันว่ารักษาอรุณ

๔) บอกเรื่องการถือเสนาสนะ และประกาศให้รู้ว่า จะให้ถือเสนาสนะอย่างไร เมื่อถือเสนาสนะแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไร

๕) หากจะมีกติกาอื่นใดอีกในเรื่องการจำพรรษาร่วมกันนี้ ก็ให้บอกได้ในประกาศนี้

๒. พิธีถือนิสัย

พิธีถือนิสัย คือ เป็นธรรมเนียมของพระภิกษุผู้ที่มีพรรษายังไม่ถึง ๕ พรรษา ซึ่งถือว่าเป็น นวกะ (แปลว่า ผู้ใหม่หรือผู้บวชใหม่) ยังไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควรแก่ภาวะของตน การถือนิสัยต่อภิกษุผู้เป็นใหญ่ในสำนักที่ตนอาศัยอยู่นั้น หมายถึง การมอบตัวเป็นศิษย์ การขออาศัยต่อพระภิกษุผู้ใหญ่ และยอมเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ทุกประการ

๓. พิธีทำสามีจิกรรม

พิธีทำสามีจิกรรม คือ การขอขมาโทษต่อกันหรือการเคารพซึ่งกันและกัน เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรทุกรูปในวัดนั้นๆ จะต้องทำตามวินัยในวันเข้าพรรษา โดยทำตามเรียงลำดับอาวุโสจากพระสังฆเถระลงมา จนถึงสามเณรรูปสุดท้าย หรือหากในวัดนั้นมีพระภิกษุสามเณรจำนวนมากๆ จะแบ่งทำร่วมกันเฉพาะต่อท่านผู้มีพรรษาเกินสิบพรรษาที่เป็นพระเถระเท่านั้นก่อนในพระอุโบสถ ที่เหลือนอกนั้นแยกกันไปตามกุฏิโดยอัธยาศัยก็ได้ ซึ่งแสดงถึงความสามัคคีของหมู่คณะ การทำสามีจิกรรมถือปฏิบัติในโอกาสต่างๆ ดังนี้

๑. ในวันเข้าพรรษา

๒. ในวันก่อนและหลังเข้าพรรษา ๗ วัน

๓. ในโอกาสที่จะไปอยู่วัดอื่น หรือสถานที่อื่นๆ

๔. พิธีอธิษฐานพรรษา

มีระเบียบปฏิบัติ คือ เมื่อเสร็จพิธีที่ควรปฏิบัติในเบื้องต้นแล้วให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดคุกเข่าขึ้นพร้อมกันหันหน้าไปทางพระประธาน กราบพระ ๓ ครั้งแล้ว พระสังฆเถระผู้เป็นประธาน หรือเจ้าอาวาสนำประนมมือว่า นโม พร้อมกัน ๓ จบ ต่อจากนั้นเปล่งคำอธิษฐานพรรษาพร้อมกัน ๓ จบว่า “อิมสฺมึ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ (หรือ “อุเปม) เสร็จแล้วกราบพระอีก ๓ ครั้ง นั่งราบพับเพียบตามเดิม

๕. พิธีเจริญพระพุทธมนต์

เป็นพิธีต่อท้ายการอธิษฐานเข้าพรรษา เป็นหน้าที่ของผู้เป็นประธานสงฆ์ จะพึงนำสวดมนต์พร้อมกันตามควรแก่เวลา และจะสวดบทใดบ้างก็แล้วแต่จะเห็นสมควร เมื่อสวดประกาศจบ พึงกราบพร้อมกันอีก ๓ ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

๖. พิธีสังฆอุโบสถ

อุโบสถกรรมที่พระภิกษุร่วมกันทำ ตั้งแต่ ๔ รูป ขึ้นไป เรียกว่า “สังฆอุโบสถ” ทำเป็นการสงฆ์ต้องสวดพระปาฏิโมกข์ในท่ามกลางสงฆ์เป็นหลัก ถ้ามีพระภิกษุตำกว่า ๔ รูป คือมีเพียง ๓ รูป หรือ ๒ รูป ร่วมกันทำเรียกว่า “ปาริสุทธิอุโบสถ” ห้ามสวดพระปาฏิโมกข์ ให้บอกความบริสุทธิ์ของตน, ถ้ามีรูปเดียวเท่านั้นทำเป็นการบุคคลเรียกว่า “อธิษฐานอุโบสถ”

หลักการทำสังฆอุโบสถ มีหลักการที่ควรปฏิบัติดังนี้

  • ๑. สังฆอุโบสถต้องทำภายในสีมาอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างถูกต้องตามวินัย
  • ๒. วันที่ทำนั้นเป็นวันขึ้น ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ (ทางจันทรคติ) หรือเป็นวันสามัคคีตามวินัยกำหนด คือ ต้องเป็นวันกึ่งเดือน วันสิ่นเดือน หรือวันที่สงฆ์ตกลงปรองดองกัน
  • ๓. มีพระภิกษุประชุมทำร่วมกันเป็นสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป
  • ๔. พระภิกษุที่ประชุมทำร่วมกันนั้น ไม่เป็นผู้ต้องสภาคาบัติหรือเป็นผู้ต้องสภาคาบัติ แต่ได้สวดประกาศก่อนทำแล้วโดยชขอบด้วยพระวินัย
  • ๕. ในวันที่ประชุมสงฆ์นั้น ไม่มีบุคคลที่ควรเว้นอยู่ในหัตถบาส
  • ๖. พระสงฆ์ทั้งนั้นได้ทำบุพกรณ์ และบุพกิจของอุโบสถกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
  • ๗. มีการสวดพระปาฏิโมกข์ให้ได้ฟังทั่วกันในท่านกลางสงฆ์

๗. พิธีออกพรรษา

ออกพรรษา เป็นคำเรียกที่เข้าใจกันทั่วไป หมายถึงการสิ้นสุดกำหนดอยู่จำพรรษาของภิกษุตามพระวันัยบัญญัติ มีพิธีสังฆกรรมพิเศษโดยเฉพาะ เรียกโดยภาษาพระวินัยว่าปวารณากรรม คือ การทำปวารณาของสงฆ์ผู้อยู่กันมาตลอด ๓ เดือน

การทำปวารณา คือยินยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ทุกกรณี ไม่ต้องเกรงกันว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อย เมื่อมีผู้ใดข้องใจในเรื่องประพฤติผิดพระวินัยแล้วไม่พึงนิ่งไว้ พึงเปิดเผยชี้แจ้งกันได้ และการว่ากล่าวตักเตือนกันที่ตามปวารณานี้ จะถือเป็นโทษต่อกันและกันไม่ได้ ด้วยการทำปวารณากรรมนี้ ต้องทำในวันสุดท้ายที่ครบ ๓ เดือนนับแต่วันเข้าพรรษา

ซึ่งได้แก่วัน ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ วันนี้พระสงฆ์ไม่ต้องทำอุโบสถกรรม คือ สวดพระปาฏิโมกข์อย่างวันเพ็ญหรือวันสิ้นเดือนอื่นๆ แต่ให้ทำปวารณากรรมแทนสวดพระปาฏิโมกข์และ ๑ ปี จะมีปวารณากรรมได้เพียงครั้งเดียว ฉะนั้นปวารณากรรมจึงนับว่าเป็นสังฆกรรมพิเศษ เป็นหน้าที่บังคับให้ภิกษุทุกรูปต้องทำปวารณากรรม

๒. หมวดบุญพิธี ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญบุญ

พิธีบำเพ็ญบุญ เรียกว่า “บุญพิธี” โดยหลักใหญ่ทั่วไปมี ๒ ประการ คือ ๑. ทำบุญงานมงคล ๒. ทำบุญงานอวมงคล ซึ่งงานทำบุญนั้นๆ จะสำเร็จเป็นบุญพิธีอย่างแท้จริง ย่อมสำคัญอยู่ที่พิธีสงฆ์ถ้าฝ่ายสงฆ์ผู้ประกอบพิธีปฏิบัติไม่ถูกหลักหรือขาดเหตุผลโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้ว อาจเป็นเหตุให้บุญพิธีทั่งหลายคลายความศักดิ์สิทธิ์ หรือผิดวัตถุประสงค์ของฝ่ายเจ้าภาพได้

๑. พิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ

วันเทโวโรหณะ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่ในดาวดึงสพิภพตลอด ๓ เดือน และตรัสพระอภิธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาในเทวโลกนั้นมาตลอด ๓ เดือน พอออกพรรษาแล้ว ก็เสด็จกลับมายังบันไดสวรรค์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ซึ่งอยู่เหนือ กรุงสาวัตถี วันเสด็จลงจากเทวโลกนั้นเรียกกันว่า “วันเทโวโรหณะ” ตรงกับวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันนั้น วันเทโวโรหณะ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก

เพราะท่านกล่าวว่า มนุษย์และเทวดา กับบรรดาสัตว์นรกทั่วไปต่างมองเห็นกายของกันและกันปรากฏทั่วชัด ในวันนั้น หยุดการทำโทษในนรกชั่วคราว จึงเป็นวันสงบร่มเย็นของโลกทั้ง ๓ พอรุ่งขึ้นจากวันนั้นเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จึงมีการทำบุญตักบาตรเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จลงจากเทวโลกของพระพุทธเจ้าและพิธีตักบาตรเทโวโรหณะตราบเท่าทุกวันนี้

๒. พิธีเจริญพระพุทธมนต์

การเจริญพระพุทธมนต์ เป็นพิธีกรรมฝ่ายสงฆ์พึงปฏิบัติเฉพาะในงานมงคลต่างๆ ที่ท่านโบราณจารย์ได้กำหนดไว้โดยสมควรแก่พิธีนั้นๆ การสาธยายมนต์ของพระสงฆ์ในพิธีทำบุญ ถ้าเป็นงานมงคลนิยมเรียกว่า “เจริญพระพุทธมนต์” ถ้าเป็นงานอวมงคลนิยมเรียกว่า “สวดพระพุทธมนต์” แต่เมื่อพูดอย่างภาษาชาวบ้านทั่วไป ก็พูดกันเข้าใจง่ายๆ ว่า “สวดมนต์” ทั้งในงานมงคลและอวมงคล

ลักษณะบทพระพุทธมนต์ ที่ใช้ในงานมงคลต่างๆ ซึ่งมีนิยมเป็นระเบียบแบบแผนต่างๆ ที่ใช้กันทั่วไป ดังนี้

  • เจ็ดตำนาน
  • สิบสองตำนาน
  • ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
  • มหาสมัยสูตร
  • โพชฌงคสูตร
  • ศิริมานนทสูตร
  • มหาสติปัฏฐานสูตร
  • ชยมงคลคาถา
  • คาถาจุดเทียนชัย และคาถาดับเทียนชัย

บทพระพุทธมนต์สำหรับใช้ในงานมงคลทั้งหมดนี้ บางบทนิยมและระเบียบเป็นปลีกย่อยลงไปอีกเฉพาะงาน

๓. สวดพระพุทธมนต์

การสวดพระพุทธมนต์ ก็คือการสวดมนต์ของพระสงฆ์ในงานอวมงคล ระเบียบพิธีฝ่ายเจ้าภาพพึงจัดเหมือนกับงานทำบุญทั่วไปต่างแต่ว่าถ้าเป็นงานทำบุญหน้าศพ ซึ่งมีศพตั้งอยู่ในบริเวณพิธีไม่ต้องวางสายสิญจน์ และไม่ต้องตั้งขันน้ำมนต์ ถ้าปรารภศพ แต่ไม่มีศพ ตั้งอยู่ในบริเวณพิธี จะวงสายสิญจน์โดยถือเป็นการทำบุญบ้านไปในตัวด้วยก็ได้ แม้ขันน้ำมนต์จะตั้งด้วยก็ได้

๔. พิธีสวดพระอภิธรรม

พิธีสวดพระอภิธรรม เป็นงานทำบุญเกี่ยวเนื่องด้วยศพ นับตั้งแต่มีมรณกรรมเกิดขึ้นจึงวันปลงศพด้วยวิธีฌาปนกิจ นิยมจัดให้มีพิธีสวดพระอภิธรรมประกอบงานทำบุญศพนั้นด้วย พิธีสวดพระอภิธรรม มี ๒ อย่าง คือ

  • ๑. สวดประจำยามหน้าศพ นิยมจัดให้มีขึ้นในสถานที่ตั้งศพ ตั้งแต่วันถึงมรณกรรมของศพนั้น เป็นพิธีกลางคืน การสวดพระอภิธรรมหน้าศพนี้ บางแห่งนิยมจัดพระมาสวดเป็นสำรับ สำรับละยาม สวดตลอดรุ่ง ๔ ยาม ก็นิมนต์พระ ๔ สำรับ สวดติดต่อกันดังนี้ก็มี บางแห่งสวดในยามต้น คือ เพียง ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒ นาฬิกา อย่างมากไม่เกิน ๒ ยาม คือเที่ยงคืนฉะนั้น การสวดพระอภิธรรมหน้าศพกรณีดังกล่าว จึงเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “สวดอภิธรรมประจำยาม”
  • ๒. สวกหน้าศพไฟในขณะฌาปนกิจ ขณะฌาปนกิจการจัดสถานที่อย่างเดียวกันกับการจัดสวดหน้าศพ แต่ต่างไปจัดในบริเวณฌาปนสถานส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อใกล้ถึงเวลาฌาปนกิจ ให้นิมนต์พระสงฆ์มาสวด ๔ รูป พอจุดไฟ พระสงฆ์เริ่มสวดพระอภิธรรม

๕. พิธีสวดมาติกา

การสวดมาติกา คือ การสวดบทมาติกาของพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์หรือที่เรียกว่า “สัตตัปปกรณาภิธรรม” ซึ่งมีการบังสุกุลเป็นที่สุดเป็นประเพณีนิยมจัดให้พระสงฆ์สวดในงานทำบุญหน้าศพอย่างหนึ่งเรียกเป็นทางการในงานหลวงว่า “สดับปกรณ์” แต่ราษฎรสามัญทั่วไปเรียกว่า “สวดมาติกา”

๖. พิธีสวดแจง

ในงานฌาปนกิจศพ นิยมจัดให้มีเทศน์สังคิติกถาหรือที่เรียกสามัญว่า “เทศน์แจง” จะเทศน์ธรรมาสน์เดียว หรือเทศน์ ๓ ธรรมมาสน์ โดยปุจฉาวิสัชนา ก็แล้วแต่ศรัทธาของเจ้าภาพ ซึ่งเลียนแบบมาจากสังคายนาครั้งที่ ๑ กับทั้งเป็นอุบายประชุมสงฆ์เพื่อให้งานปลงศพนั้นๆ คึกคักเป็นพิเศษ

ที่เรียกว่า สวดแจง หรือเทศน์แจงนี้คงหมายถึง การแสดงธรรมแจกแจงวัตถุและหัวข้อในพระไตรปิฎกออกให้ที่ประชุมได้ทราบ และสวดหัวข้อที่ตกลงแจกแจงรายละเอียดนั้นๆ

๗. พิธีสวดถวายพรพระ

ในงานทำบุญเลี้ยงพระต่อเนื่องจากพิธีเจริญพระพุทธมนต์ หรือสวดพระพุทธมนต์ ไม่ว่าจะเป็นงานจัดทำสำเร็จในวันเดียว หรือสองวันคือมีสวดมนต์เย็นก่อนหนึ่งวัน แล้วรุ่งขึ้นจึงมีงานเลี้ยงพระก็ตาม ก่อนถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ในพิธี นิยมสวดถวายพรพระเป็นพิธีสงฆ์นำด้วย ถ้าเป็นงานวันเดียว การสวดถวายพรพระนั้น ให้ต่อท้ายพิธีสวดมนต์ สำหรับพิธีสวดถวายพระพระมี ๒ ประเภท คือ

  • ๑. การสวดถวายพรพระกรณีสามัญ ใช้ในงานทำบุญทั่วไปทั้งงานมงคลและอวมงคล เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งผ่ายเจ้าภาพและฝ่ายพระภิกษุสงฆ์พึงดำเนินพิธี
  • ๒. สวดถวายพรพระกรณีพิเศษ ใช้สวดในวานพระราชพิธีที่ประกอบด้วยพระฤกษ์ เกศากันต์ และพระฤกษ์สรงในพระราชพิธีฉัตรมงคลเป็นต้น

๘. พิธีอนุโมทนากรณีต่างๆ

การอนุโมทนานั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เมื่อพระสงฆ์รับปัจจัยไทยธรรม ภัตตาหาร หรือสิ่งของที่ได้รับการถวายจากคฤหัสถ์แล้วต้องทำพิธีอนุโมทนาของทายิกาด้วย ซึ่งมีระเบียบปฏิบัติ ๒ อย่าง คือ

  • ๑. สามัญอนุโมทนา การอนุโมท นาที่นิยมใช้งานทั่วไป
  • ๒. วิเสสอนุโมทนา การอนุโมทนาเป็นพิเศษเฉพาะกาล

๙. พิธีแสดงพระธรรมเทศนา

จัดให้มีพระธรรมเทศนา ตามโอกาสอันควรนับเป็นบุญพิธีนิยมสำคัญประการหนึ่ง ส่วนมากนิยมผนวกเข้ากับการทำบุญงานต่างๆ ทั้งทำบุญงานมงคลและอวมงคล เช่น งานฉลองอายุ ฉลองพระบวชใหม่และฉลองวัตถุต่างๆ ที่สร้างหรือก่อขึ้นเพื่ออุทิศเป็นบุญกุศลถาวร ตลอดถึงงานศพ งานทำบุญอัฐิ เป็นต้น

๓. หมวดทานพิธี ว่าด้วยพิธีถวายทาน

ทานพิธี เป็นเรื่องราวรายละเอียดพร้อมเหตุผลต่างๆ ที่นิยมถวายกันทั่วไปเพื่อให้ทราบความมุ่งหมายของแต่ละอย่าง ซึ่งสรุปเรื่องทานต่างๆ

๑. พิธีถวายสังฆทาน

สังฆทาน คือ ทานที่เจาะจงแก่สงฆ์มิได้เจาะจงแก่บุคคล โดยความเข้าใจของบุคคลเกี่ยวกับการถวายสังฆทานนี้ก็คือ การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ ไม่เกี่ยวกับการถวายทานวัตถุอย่างอื่น อย่างนี้ เรียกว่า “สังฆทาน”

๒. พิธีถวายสลากภัต

สลากภัต คือ ภัตตาหารที่ทายกทายิกาถวายตามสลาก นับเข้าในสังฆทาน จัดเป็นอดิเรดลาภส่วนหนึ่ง วิธีทำสลากภัต ที่ทำกันเป็นประเพณีอยู่โดยมาก มีหัวหน้าทายกทายิกาป่าวร้องกันด้วยปากบ้างทำเป็นฏีกาบอกบุญเที่ยวแจกกันบ้างโดยกำหนดวันเวลาและสถานที่ตามสะดวก

๓. พิธีตักบาตรข้าวสาร

การถวายข้าวสาร เป็นประเพณีเกิดขึ้นในเมืองไทยในยุคนี้ อาจจะเป็นความเห็นของนักปราชญ์พวกหนึ่ง คิดว่า ถวายอาหารของที่สุกแล้วอยู่ได้ไม่นาน เวลาที่บริบูรณ์ก็มีมากเกินไป เวลาขาดแคลนก็ไม่พอ จึงคิดถวายข้าวสารที่เป็นของอยู่ได้นาน โดยถวายไว้กับทายกทายิกา หรือกัปปิยการก เพื่อหุงต้มถวายในเวลาขาดแคลน

๔. พิธีตักบาตรน้ำผึ้ง

พิธีตักบาตรน้ำผึ้ง คือการถวายน้ำผึ้งแก่พระสงฆ์ จึงเป็นเภสัชทานและเป็นกาลทานอย่างหนึ่ง ซึ่งมีระยะเวลาในการทำช่วงเดือน ๑๐ โดยมากทำกันในวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๑๐ การตักบาตรน้ำผึ้งนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตให้พระภิกษุรับและฉันเภสัชได้ในเวลาวิกาล

๕. พิธีถวายเสนาสนะ กุฎิ วิหาร

เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรที่สร้างไว้ในวัดนิยมให้สร้างขึ้นเป็นของสงฆ์ ใครจะถือเป็นกรรมสิทธิ์เป็นของตนโดยเฉพาะไม่ได้ ถือเพียงอยู่อาศัยใช้สอยได้เฉพาะกาลเท่าที่สงฆ์มอบหมายเท่านั้น เหตุนี้การสร้างเสนาสนะจะเป็นกุฎิหรือวิหารขึ้นในวัด จึงนิยมให้ผู้สร้างถวายเป็นของสงฆ์ด้วย

๖. พิธีถวายศาลาโรงธรรม

ศาลาโรงธรรม คือศาลาที่แสดงธรรมหรือสวดพระธรรม และใช้เป็นที่เรียนพระธรรมวินัย เป็นต้น เพราะเหตุนี้จึงนิยมเรียกศาลาชนิดนี้ว่า ศาลาเปรียญ

๗. ถวายผ้าวัสสิกสาฎก

ผ้าวัสสิกาสาฏก คือ ผ้าสำหรับนุ่งในเวลาอาบน้ำ หรืออาบน้ำทั่วไป เรียกว่า “ผ้าอาบน้ำฝน” และเรียกสั้นๆ ว่า “ผ้าอาบ” เป็นผ้าที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ใช้เป็นผืนที่ ๔ นอกจากไตรจีวร

๘. ผ้าจำนำพรรษา

ผ้าจำนำพรรษา หมายถึงผ้าที่ถวายแก่ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือน เว้นผ้ากฐินเป็นพิเศษส่วนหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบ ๓ เดือน กรานและอนุโมทนากฐิน แล้วรับและบริโภคใช้สร้อยได้ภายในกำหนด ๕ เดือน

๙. พิธีถวายอัจเจกจีวร

ผ้าอัจเจกจีวร คือ ผ้าจำนำพรรษาที่ทายกรีบด่วนถวายก่อนกำหนดกาลดังกล่าวแล้ว แต่อยู่ในเขตที่มีพุทธานุญาตให้พระสงฆ์รับได้ เป็นผ้าชนิดเดียวกับผ้าจำนำพรรษานั่นเอง ต่างกันแต่ผ้าจำนำพรรษานั้นทายกถวายเมื่อออกพรรษาแล้วแก่ภิกษุผู้จำพรรษาครบ ๓ เดือน

๑๐. พิธีถวายผ้าป่า

ผ้าป่า สมัยพุทธกาลเรียกว่า ผ้าบังสุกุลจีวร คือผ้าเปื้อนผุ่นที่ไม่มีเจ้าของหวงแหนทิ้งอยู่ตามป่าดงบ้าง ตามป่าช้าบ้าง ตามถนนหนทางและห้อยอยู่ตามกิ่งไม้บ้าง หรือผ้าที่เขาอุทิศวางไว้แทบเท้ารวม เรียกว่า ผ้าป่า

๑๑. พิธีถวายผ้ากฐิน

การถวายผ้ากฐิน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การทอดกฐิน” เป็นประเพณีสำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง จัดเป็นทานพิเศษนิยมทำกันตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ คำว่า “กฐิน” แปลว่า กรอบไม้ หรือ สะดึง อันเป็นแม่แบบสำหรับเย็บผ้าจีวรของภิกษุ

๑๒. พิธีถวายธูปเทียนดอกไม้

การถวายธูปเทียนดอกไม้ หมายถึง การถวายให้พระสงฆ์นำไปบูชาอีกต่อหนึ่ง มิใช่ถวายเป็นสักการะบูชาตามพิธีอย่างที่มีถวายในพิธีต่างๆ เท่าที่ปรากฏนิยมโดยทั่วไป ได้แก่ การถวายในวันเข้าพรรษา

๑๓. พิธีลอยกระทงตามประทีป

การลอยกระทงตามประทีปถือเป็นประเพณีมาแต่โบราณกาลว่าเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ นัมมทาในชมพูทวีป โดยคติที่เชื่อเรื่องราวตามที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาปุณโณวาทสูตร ว่า

สมัยหนึ่งพระศาสดา เสด็จไปยังแม่น้ำนัมมทานที พญานัมมทานาคราชอาราธนาให้เสด็จไปสู่นาคพิภพด้วยศรัทธาเลื่อมใส เพื่อจะถวายสักการบูชา พระองค์จึงเสด็จไปตรัสเทศนาแก่พญานาคราชพร้อมทั้งบริวารแล้วเสด็จกลับ

ขณะนั้น พญานาคราชได้กราบทูลขอสิ่งที่ระลึกอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ที่กราบไหว้บูชาในกาลต่อไป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทานให้ตามความประสงค์ โดยประดิษฐานรอยฝ่ายพระบาทไว้ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีให้เป็นที่สักการะบูชาของพญานาคราชสืบมา

๔. หมวดปกิณกพิธี ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด

ในหมวดนี้ จะนำวิธีการบางอย่างที่จำต้องปฏิบัติเป็นพิธีเบ็ดเตล็ด ในการประกอบศาสนพิะดังกล่าวข้างต้น มาชี้แงให้เข้าใจอีก ๕ ประการคือ

๑. วิธีสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน

๒. วิธีไหว้ครูสำหรับนักเรียน

๓. วิธีจับด้ายสายสิญจน์

๔. วิธีบังสุกุลเป็น

๕. วิธีบอกศักราช

ซึ่งแต่ละประการ มีวิธีปฏิบัติโดยเฉพาะ จะได้แสดงโดยลำดับไป

๑. วิธีสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน

เพื่อเป็นการส่งเสริมจริยศึกษาแก่ นักเรียนไทย ชาวพุทธศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ จึงกำหนดระเบียบว่าด้วยการสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียนขึ้นใช้เฉพาะในโรงเรียนที่อยู่ในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการทั่วไปโดยได้ปรับปรุงให้รัดกุมเหมาะสมแก่เวลาของนักเรียน ดังมีคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ทุกโรงเรียนถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ฯลฯ

๒. พิธีไหว้ครูสำหรับนักเรียน

การไหว้ครู เป็นประเพณีอย่างหนึ่ง ที่นิยมทำกันมาแต่โบราณเพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระคุณของครูอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ศิษย์ และการจะเริ่มกิจการใดๆ ต้องไหว้ครูก่อนเสมอ การไหว้ครูของนักเรียนจึงนิยมทำในช่วงเปิดเทอมแรก ฯลฯ

(ลงเนื้อหาไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน)

๓. ความหมายของด้านสายสิญจน์

สายสิญจน์ แปลว่า สายรดน้ำ ในปัจจุบันได้แก่ สายที่ทำด้วยด้ายดิบโดยวิธีจับเส้นด้ายในเข็ดสาวชักออกมาเป็นห่วงๆ ให้สัมพันธ์เป็นสายเดียวกันจากด้ายในเข็ดเส้นเดียวจับออกครั้งแรกเป็น ๓ เส้นม้วนเข้ากลุ่มไว้ ถ้าต้องการให้ได้สายใหญ่ก็จับอีกครั้งหนึ่ง จะกลายเป็น ๙ เส้น

สายเส้นในงานมงคลใช้สายสิญจน์ ๙ เส้น ไม่ใช้สายเส้น ๓ เส้น แต่โบราณได้จัดทำขึ้นด้วยวิธีเรียกว่า เสก คือ ร่ายมนต์เพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ จึงเรียกว่า สายสิญจน์ แปลว่า สายเสก การจับได้สายสิญจน์ เบื้อต้นต้องประมาณด้ายดิบที่จะจับให้พอกับความต้องการใช้คนในการจับ ๒ คน เป็นผู้จับ ๑ คน คอยป้อนเส้นด้ายให้จับคนหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ด้ายที่จะจับซึ่งเสกก่อนแล้วไม่ตกไปในที่ต่ำอันจะทำให้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์

๔. วิธีบังสุกุลเป็น

การบังสุกุลเป็น หมายถึง บุญกิริยาที่เจ้าภาพประสงค์จะบริจาควัตถุเนื่องด้วยกายของตน โดยเฉพาะผ้าอุทิศสงฆ์ให้เป็นผ้าบังสุกุล ปรกตินิยมทำเมื่อป่วยหนักเป็นการกำหนดมรณานุสสติวิธีหนึ่ง โดยมากเมื่อญาติ จัดให้มีพิธีสงฆ์สวดต่อนามแล้วถ้าผู้ป่วยยังมีสติดีอยู่ และเป็นอุบาสกอุบาสิกาผู้ใกล้ชิดพระรัตนตรัยตลอดมามักขอร้องให้สงฆ์ชักบังสุกุลเป็นตนเองด้วย แม้อุบาสกอุบาสิกาผู้ไม่ป่วยไข้ เมื่ออายุย่างเข้าวัยชรามักปรารภสังขารของตนอันใกล้มรณะ ประสงค์จะบำเพ็ญบุญกิริยาให้ทันตาเห็นด้วยตนเอง มักจัดให้อาราธนาพระสงฆ์มาชักบังสุกุลเป็นตนเองก็มี ฯลฯ

๕ วิธีบอกศักราช

การแสดงพระธรรมเทศนาในงานทำบุญทุกกรณี ยกเว้นที่แสดงตามกาลในวันธรรมสวนะมีนิยมให้ผู้แสดงธรรมบอกศักราช คือ บอก วัน เดือน ปี ที่ถึงเป็นปัจจุบันวันนั้น ก่อนเริ่มเทศน์ด้วย จุดมุ่งหมายเดิมก็เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทราบปฏิทินว่า วันนั้นเป็นวันอะไร เดือนอะไร และปีอะไร เพราะในสมัยก่อน ปฏิทินรายวันไม่มีแพร่หลายเหมือนในปัจจุบันนี้ บางคนบางสมัยโน้น ไม่รู้กระทั่งอายุของตนเองเพราะไม่ทราบว่าตนเกิดเมื่อไร

ฉะนั้น การฟังธรรมนอกจากให้ประโยชน์ได้รู้เรื่องธรรมปฏิบัติแล้วยังเป็นเหตุให้ทราบปฏิทินปัจจุบันสำหรับแสดงธรรมนั้นด้วยตกมาถึงสมัยนี้ปฏิทินมีแพร่หลายแล้ว คนส่วนมากทราบวัน เดือน ปี ปัจจุบันดี การบอกศักราชก่อนเทศน์เลยกลายเป็นธรรมเนียมไป ซึ่งต้องตัดออกเสียเลยก็ยังไม่มีเหตุผลสมควร จึงยังปฏิบัติกันสืบมา

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระพากุลเถระ ::

พระพากุลเถระ นามเดิม พากุล แปลว่า คนสองตระกูล บิดาและมารดาไม่ปรากฏนาม เป็นเศรษฐีชาวเมืองโกสัมพี

ชีวิตก่อนบวช

เมื่อพระพากุละเกิดได้ ๕ วัน มีการทำมงคล โกนผมไฟและตั้งชื่อ พี่เลี้ยงได้พาไปอาบน้ำที่ท่าน้ำแม่น้ำคงคา ปลาได้กินทารกนั้น แล้วแหวกว่ายไปตามแม่น้ำ แต่เด็กนั้นเป็นผู้มีบุญ ทางศาสนาเรียก ปัจฉิมภวิกสัตว์ แปลว่า ผู้เกิดในภพสุดท้าย ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหัตทำอย่างไรก็ไม่ตาย

ปลานั้นว่ายไปตามแม่น้ำ ไปติดข่ายชาวประมงในพระนครพาราณสี ชาวประมงนั้นจึงนำเอาปลานั้นไปขาย ในที่สุดเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ได้ซื้อเอาไว้ เมื่อแหวะท้องปลาก็พบทารกน่ารักเพศชายนอนอยู่ เพราะเศรษฐีนั้นไม่มีบุตรและธิดา จึงรู้สึกรักเด็กนั้นมาก ได้เลี้ยงดูไว้อย่างดี

ครั้นต่อมา เศรษฐีผู้เป็นบิดาและมารดาเดิมได้ทราบเรื่องนั้น จึงไปยังบ้านของเศรษฐีชาวพาราณสี พบเด็กจำได้ว่าเป็นลูกของตน จึงได้ขอคืน แต่เศรษฐีชาวพาราณสีไม่ยอม เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงถวายฎีกาต่อพระเจ้าพาราณสี พระองค์จึงทรงวินิจฉัยให้ตระกูลทั้งสองผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงเด็กนั้นคนละ ๔ เดือน เด็กนั้นค่อยๆ เติบโตขึ้นโดยลำดับ

การบรรลุธรรม

พระพากุละ ครั้นบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งใจรับฟังพระโอวาทจากพระศาสดา ไม่ประมาท พากเพียรภาวนา เจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียง ๗ วัน ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์

งานประกาศพระศาสนา

พระพากุลเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตผลจบกิจส่วนตัวของท่านแล้ว ก็ได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ท่านเป็นผู้ที่มีอายุยืนที่สุด บวชเมื่ออายุ ๘๐ ปี  เป็นพระอีก ๘๐ พรรษา ตามนี้ท่านจึงต้องมีอายุ ๑๖๐ ปี ตำนานกล่าวว่า ท่านไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่ต้องฉันยารักษาโรคเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านได้สร้างเว็จจกุฎีถวายสงฆ์ และได้บริจาคยาให้เป็นทาน ท่านเป็นพระรูปหนึ่งในจำนวน ๕๐๐ รูป ที่เข้าร่วมสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก

เอตทัคคะ

เพราะพระพากุลเถระ เป็นผู้ที่มีโรคน้อย และมีอายุยืนดังกล่าวมา พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีโรคาพาธน้อย

บุญญาธิการ

แม้พระพากุลเถระนี้ ก็ได้สร้างสมบุญญาธิการอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีโรคาพาธน้อย  อยากได้ตำแหน่งเช่นนั้นบ้าง จึงได้สร้างบุญกุศลอันจะอำนวยผลให้เป็นเช่นนั้น แล้วตั้งความปรารถนา พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า จะสำเร็จสมปณิธานในพุทธกาลแห่งพระสมณโคดม และก็ได้สมจริงทุกประการ

ธรรมวาทะ

ผู้ผลัดวันประกันพรุ่ง ย่อมทำลายเหตุแห่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง บุคคลพูดอย่างไรพึงทำอย่างนั้น อย่าเป็นคนพูดอย่างทำอย่าง เพราะบุคคลผู้พูดอย่างทำอย่าง ผู้รู้ย่อมดูหมิ่นได้

พระนิพพานอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ไม่มีความโศก ไม่มีธุลี คือ กิเลส เกษม (ไม่ถูกกิเลสรบกวน) ดับความทุกข์ทั้งสิ้น เป็นสุขที่แท้จริง

ปรินิพพาน

พระพากุลเถระ ครั้นได้สำเร็จอรหัตผลแล้ว ได้ปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ แก่พระศาสนาและชาวโลกจนถึงอายุขัยของท่านแล้วได้ปรินิพพานจากไป ตามตำนานกล่าวว่าก่อนปรินิพพานได้เข้าเตโชสมาบัติ นั่งปรินิพพานในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เมื่อปรินิพพานแล้วไฟได้ไหม้สรีระร่างของท่านหมดไป ณ ที่นั่นเอง

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระพาหิยทารุจีริยเถระ ::

พระพาหิยทารุจีริยเถระ นามเดิม พาหิยะ ภายหลังเขานุ่งเปลือกไม้ จึงได้ชื่อว่า พาหิยทารุจีริยะ บิดาและมารดาไม่ปรากฏนาม เป็นชาวพาหิยรัฐ วรรณะแพศย์

ชีวิตก่อนบวช

เมื่อเติบโต เขามีอาชีพค้าขาย วันหนึ่งนำสินค้าลงเรือไปขายยังจังหวัดสุวรรณภูมิ เรืออับปาง คนในเรือเสียชีวิตทั้งหมด เหลือแต่เขาคนเดียว เกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งไว้ได้ ลอยคอไปขึ้นที่ท่าเรือชื่อสุปารกะ ผ้านุ่งผ้าห่มถูกคลื่นซัดหลุดหายไปหมด จึงเอาใบไม้บ้าง เปลือกไม้บ้าง ถักพอปิดร่างกาย ถือภาชนะกระเบื้องดินเผาเที่ยวขอทานเลี้ยงชีพ คนทั้งหลายเห็นเขาแต่งตัวแปลกๆ คิดว่าเป็นพระอรหันต์ จึงนำอาหารไปให้มากมาย บางคนนำเอาผ้าไปให้ แต่เขาไม่ยอมนุ่งผ้า คงนุ่งผ้าเปลือกไม้ต่อไป และสำคัญผิดคิดว่าเป็นพระอรหันต์

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

ครั้งนั้น เทวดาตนหนึ่งผู้เคยบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันมาในชาติก่อน แล้วได้ไปเกิดเป็นพรหมชั้นสุทธาวาส ได้ลงมาให้สติแก่เขาว่า พาหิยะ ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ดอก แม้แต่ข้อปฏิบัติที่จะทำให้บรรลุพระอรหัตผลท่านก็ยังไม่รู้เลย ผู้เป็นพระอรหันต์และรู้ข้อปฏิบัติที่จะทำให้บรรลุพระอรหัตผล อยู่ที่พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถีเขาสลดใจ ได้ไปเฝ้าพระศาสดาตามคำของเทวดา พบพระศาสดากำลังทรงดำเนินบิณฑบาตอยู่ รีบร้อนวิงวอนจะฟังพระธรรมเทศนาให้ได้ พระศาสดาทรงปฏิเสธถึง ๓ ครั้ง ครั้นทรงทราบว่า ญาณของเขาแก่กล้าแล้ว และปีติของเขาสงบลงแล้วจึงได้ตรัสว่า พาหิยะ ขอให้เธอศึกษาดังนี้ เมื่อเห็นขอให้เป็นเพียงการเห็น (ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติ)

 

ในเวลาจบเทศนา เขายืนอยู่กลางถนนนั่นเอง ส่งญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทา ได้ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา แต่มีบาตรและจีวรยังไม่ครบ จึงไปหาบาตรและจีวร กำลังดึงท่อนผ้าเก่าจากกองขยะ อมุนษย์คู่เวรกันเข้าสิงในร่างแห่งแม่โคตัวหนึ่ง ทำร้ายท่านจนถึงสิ้นชีวิต จึงไม่ทันได้บวช

งานประกาศพระพุทธศาสนา

พระพาหิยะรุจีริยเถระแม้ท่านจะยังไม่ได้บวชตามพิธีอุปสมบทกรรมตามพระวินัย แต่ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตผล จัดเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาได้ และมีประวัติอยู่ในจำนวนพระอสีติมหาสาวก พระศาสดาเสด็จออกจากเมืองสาวัตถี ทอดพระเนตรเห็นศพของพระพาหิยะล้มอยู่ในกองขยะ จึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายนำไปทำการฌาปนกิจ แล้วให้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ที่ทางสี่แพร่ง ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่าท่านบรรลุมรรคอะไรเป็นสามเณรหรือเป็นภิกษุ พระศาสดาตรัสว่า พาหิยะปรินิพพานแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจึงจบลงด้วยดี ประวัติพระพาหิยะทารุจีริยเถระจึงเป็นการประกาศหลักการทางพระพุทธศาสนาว่า เมื่อปฏิบัติจนได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว จะบวชตามพระวินัยหรือ ไม่ก็ตาม ก็จัดเป็นพระสงฆ์ได้ทั้งนั้น คือเป็น อริยสงฆ์

เอตทัคคะ

เพราะพระพาหิยทารุจีริยเถระ ได้บรรลุธรรมเร็วพลัน เพียงฟังพระพุทธพจน์ว่า ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติ (เมื่อเห็นขอให้เป็นเพียงการเห็น)พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รู้เร็วพลัน

บุญญาธิการ

แม้พระพาหิยทารุจีริยเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน ในกาลเวลาแห่งพระปทุมุตตรศาสดา ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รู้เร็วพลัน จึงได้บำเพ็ญกุศลแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น อันพระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า จะได้สมประสงค์ในสมัยแห่งพระพุทธองค์ทรงพระนามว่า โคดม และก็ได้สมตามความปรารถนา ดังพุทธวาจาทุกประการ

ธรรมวาทะ

ผู้ท่องเที่ยวไปในสงสาร ไม่เคยได้อาหาร คือ คำข้าว เลยหรือ? ข้าพระองค์ไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือของข้าพระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด

ปรินิพพาน

พระพาหิยทารุจีริยเถระ ได้ถูกอมนุษย์ผู้มีเวรต่อกันเข้าสิงในร่างแม่โคชนในขณะกำลังเก็บผ้าบังสุกุลในกองขยะแล้วปรินิพพาน

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:; พระวักกลิเถระ ::

พระวักกลิเถระ นามเดิม วักกลิ บิดาและมารดาไม่ปรากฏนาม เป็นพราหมณ์ชาวสาวัตถี

ชีวิตก่อนบวช

เมื่อเติบโตเขาได้ศึกษาลัทธิพราหมณ์ เรียนจบเวท ๓ แต่ไม่ได้ตั้งตัวเป็นคณาจารย์สั่งสอนใคร

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

วันหนึ่ง เขาเห็นพระศาสดาแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จดำเนินไป ในพระนคร สาวัตถี ไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปสมบัติ จึงติดตามพระองค์ไปทุกหนทุกแห่ง ในที่สุดตัดสินใจว่าต้องบวชจึงจะได้เห็นพระศาสดาตลอดเวลา เขาจึงขอบวช แล้วได้บวชในสำนักพระศาสดา

การบรรลุธรรม

ตั้งแต่บวชแล้ว พระวักกลิติดตามดูพระศาสดาตลอดเวลา เว้นเวลาฉันอาหารเท่านั้น พระศาสดาทรงรอคอยความแก่กล้าแห่งญาณของเธอ จึงไม่ตรัสอะไร ครั้นทราบว่าญาณของเธอแก่กล้าแล้ว จึงได้ตรัสแก่เธอว่า วักกลิ จะมีประโยชน์อะไรกับการดูร่างกายที่เปื่อยเน่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ดูก่อนวักกลิบุคคลผู้เห็นธรรมชื่อว่าเห็นเรา บุคคลผู้เห็นเราชื่อว่า ย่อมเห็นธรรม แม้พระศาสดาตรัสอย่างนี้ ท่านก็ยังไม่เลิกดูพระศาสดา ทรงพระดำริว่า ภิกษุนี้ถ้าไม่ได้ความสังเวชคงไม่บรรลุธรรม จึงทรงขับไล่ว่า วักกลิเธอจงหลีกไป ท่านเสียใจมากขึ้นไปบนภูเขาจะฆ่าตัวตาย พระองค์ทรงเปล่งพระรัศมีไปโปรด ตรัสเรียกเธอว่า วักกลิ เธอรู้สึกปลื้มใจมาก นึกถึงพระดำรัสของพระศาสดาข่มปีติได้แล้วบรรลุพระอรหัตผล

เอตทัคคะ

เพราะพระวักกลิเถระบรรลุพระอรหัตผลด้วยศรัทธาในพระศาสดา ฉะนั้นจึงทรงยกย่องท่านว่า เป็นเลิศแห่งภิกษุผู้เป็นสัทธาวิมุตติ (พ้นจากกิเลสเพราะสัทธา)

ปรินิพพาน

พระวักกลิเถระ ครั้นดำรงอยู่ตามสมควรแก่เวลาของท่าน ก็ได้ปรินิพพานจากไป เหลือไว้แต่ปฏิปทาที่ควรค่าแก่การศึกษาของปัจฉิมชนตาชนผู้สนใจพระพุทธศาสนาต่อไป

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระสีวลีเถระ ::

พระสีวลีเถระ นามเดิม สีวลี บิดาไม่ปรากฏนาม มารดา พระนางสุปปวาสา พระธิดาเจ้าเมืองโกลิยะ เขาอยู่ในครรภ์มารดาถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ทำให้มารดามีลาภสักการะมากและคลอดง่ายที่สุด

ชีวิตก่อนบวช

ย้อนไปถึงก่อนที่ท่านจะประสูติ พระมารดาเสวยทุกขเวทนาหนักมาก จึงให้พระสวามีไปบังคมทูลพระศาสดา พระศาสดาตรัสประทานพรให้ว่า ขอพระธิดาแห่งโกลิยวงศ์จงมีความสุข ปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระโอรสหาโรคมิได้เถิด พระนางก็ประสูติพระโอรสสมพุทธพรทุกประการ แล้วได้ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน

มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

เมื่อสีวลีกุมารประสูติ พระมารดาและพระประยุรญาติได้ถวายมหาทาน ๗ วัน ในวันที่ ๗ พระสารีบุตรเถระจึงชวนเธอบวช เธอตอบว่าถ้าบวชได้ก็จะบวช พระมารดาทรงทราบก็ดีใจ อนุญาตให้พระเถระบวชกุมารได้ตามประสงค์ พระเถระจึงนำกุมารไปบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่กุมารบวชแล้ว ลาภสักการะได้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลายมากมาย

การบรรลุธรรม

พระสีวลีได้ฟังตจปัญจกกรรมฐานจากพระสารีบุตรเถระ แล้วบรรลุพระอรหัตผลในเวลาปลงผม ท่านกล่าวว่า จดมีดโกนครั้งแรกบรรลุโสดาปัตติผล ครั้งที่ ๒ บรรลุสกิทาคามิผล ครั้งที่ ๓ บรรลุอนาคามิผล พอปลงผมเสร็จบรรลุพระอรหัตผล

งานประกาศพระพุทธศาสนา

พระสีวลีนั้นเป็นพระที่มนุษย์และเทวดาเคารพนับถือบูชามาก จึงเป็นพระที่มีลาภมาก แต่มักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องของบุญเก่า แต่ถึงอย่างไรก็ตามเหตุการณ์อย่างนี้ก็ต้องถือว่าท่านมีส่วนสำคัญในการประกาศพระศาสนา เพราะทำให้คนที่ยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเกิดศรัทธา เพราะยากจะหาพระที่มีบุญญาธิการเหมือนท่าน

เอตทัคคะ

เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้มีลาภมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือจะไปที่ไหนช่วยให้ภิกษุทั้งหลาย ไม่ขัดสนปัจจัยลาภไปด้วย พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภมาก

ปรินิพพาน

พระสีวลีเถระได้บรรลุประโยชน์สูงสุดของตนแล้ว ได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อมหาชน จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จึงได้ปรินิพพานดับสังขารสู่บรมสุขอย่างถาวร

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระขทิรวนิยเรวตเถระ ::

พระขทิรวนิยเรวตเถระ นามเดิม เรวตะ แต่เมื่อบวชแล้วท่านพำนักอยู่ในป่าไม้ตะเคียน จึงมีชื่อว่า ขทิรวนิยเรวตะ บิดาชื่อ วังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อ นางสารีพราหมณี เกิดที่บ้านลันทา แคว้นมคธ เป็นคนวรรณะพราหมณ์

ชีวิตก่อนบวช

เรวตะ เป็นบุตรชายคนเล็กของครอบครัว เหลืออยู่คนเดียว ส่วนคนอื่นบวชกันหมดแล้ว บิดาและมารดาจึงหาวิธีผูกมัดโดยจัดให้แต่งงานตั้งแต่มีอายุได้ ๘ ขวบ

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

ครั้นถึงวันแต่งงาน บิดาและมารดาแต่งตัวให้เรวตะอย่างภูมิฐาน นำไปยังบ้านของนางกุมาริกา ขณะทำพิธีมงคลสมรสรดน้ำสังข์ ได้นำญาติผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ฝ่ายไปอวยพร ถึงลำดับยายแห่งนางกุมาริกา ซึ่งมีอายุ ๑๒๐ ปี เข้ามาอวยพร คนทั้งหลายให้พรคู่สมรสทั้งสองว่า ขอให้มีอายุมั่นขวัญยืนเหมือนกับยายนี้

 

เรวตะได้ฟังดังนั้น มองดูคุณยาย ผมหงอก ฟันหัก หนังเหี่ยว หลังโกง เนื้อตัวสั่นเทา รู้สึกสลดใจกับการที่ตนเองจะต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้นในวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเสร็จพิธีญาติจึงพาเขากลับบ้าน ในระหว่างทางเขาได้หาอุบายหนีไปยังสำนักของภิกษุผู้อยู่ป่า ขอบรรพชากับท่าน ภิกษุนั้นก็จัดการบวชให้ เพราะพระสารีบุตรได้สั่งไว้ว่า ถ้าน้องชายของท่านมาขอบวชให้บวชได้เลย เพราะโยมบิดาและมารดาของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ

การบรรลุธรรม

สามเณรเรวตะ ครั้นอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ เรียนกรรมฐานในสำนักอุปัชฌาย์อาจารย์แล้ว ได้ไปอาศัยอยู่ในป่าไม้ตะเตียน บำเพ็ญเพียรภาวนา ในไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์

งานประกาศพระศาสนา

พระเรวตเถระนี้ แม้ตำนานไม่ได้กล่าวว่าท่านได้ใครมาเป็นสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกก็ตาม แต่ปฏิปทาเกี่ยวกับการอยู่ป่าของท่าน ก็นำมาซึ่งความเลื่อมใสของผู้ที่ได้รู้จักในสมัยนั้น และได้ศึกษาประวัติของท่านในภายหลังต่อมา แม้แต่องค์พระศาสดาและมหาสาวกยังไปเยี่ยมท่านถึงป่าไม้ตะเคียนที่ท่านจำพรรษาอยู่

เอตทัคคะ

เพราะท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระนี้ชอบอาศัยอยู่ในป่า องค์พระศาสดาจึงทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า

ธรรมวาทะ

ตั้งแต่อาตมภาพ สละเรือนออกบวช ยังไม่เคยรู้จักความคิดอันเลวทรามประกอบด้วยโทษ ไม่เคยรู้จักความคิดว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงเดือดร้อน จงถูกฆ่า จงประสบความทุกข์ อาตมภาพรู้จักแต่การเจริญเมตตาจิต อย่างหาประมาณมิได้ ซึ่งอาตมภาพค่อยๆ สะสมมาโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้

ปรินิพพาน

พระขทิรวนิยเรวตเถระ ครั้นสำเร็จพระอรหัตผลแล้ว ได้ปฏิบัติหน้าที่ของพระสงฆ์เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชนตามสมควรแก่เวลา แล้วได้ปรินิพพานจากไปตามสัจธรรมของชีวิต

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระอุปเสนเถระ ::

พระอุปเสนเถระ นามเดิม อุปเสนมาณพ หรืออุปเสนวังคันตบุตร บิดาชื่อ วังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อ สารีพราหมณี เกิดที่หมู่บ้านนาลันทา แคว้นมคธ เป็นคนวรรณะพราหมณ์

ชีวิตก่อนบวช

อุปเสนมาณพมีพี่ชาย ๒ คน คือ อุปติสสะและจุนทะ น้องชาย ๑ คน คือ เรวตะ น้องสาว ๓ คน คือ นางจาลา นางอุปจาราและนางสุปจารา ครั้นเติบโตแล้วได้ศึกษาไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

อุปเสนมาณพก็เหมือนกับพระสาวกโดยมาก คือได้ฟังกิตติศัพท์ของพระศาสดาจึงเข้าไปเฝ้าฟังพระธรรมเทศนาแล้ว เกิดศรัทธา ปรารถนาจะบวชในพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงบวชให้ตามประสงค์

การบรรลุธรรม

ครั้นได้บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังไม่ทันได้พรรษา คิดว่าจะสร้างพระอริยะให้พระศาสนาให้มากที่สุด จึงบวชให้กุลบุตรคนหนึ่ง แล้วพาไปเฝ้าพระศาสดา ถูกพระศาสดาติเตียนว่าไม่เหมาะสม เพราะอุปัชฌาย์ก็ยังไม่ได้พรรษา สิทธิวิหาริกก็ยังไม่ได้พรรษา ท่านคิดว่าเราอาศัยบริษัทจึงถูกพระศาสดาติเตียน แต่เราก็จะอาศัยบริษัทนี่แหละทำให้พระศาสดาเลื่อมใส จึงพากเพียรภาวนา ในไม่ช้าได้สำเร็จพระอรหัตผลสมาทานธุดงค์และสอนผู้อื่นให้สมาทานด้วย มีสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกมากมายคราวนี้พระศาสดาทรงสรรเสริญท่าน

งานประกาศพระศาสนา

พระอุปเสนเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้สมาทานประพฤติธุดงคธรรมทั้งหมด และสอนผู้อื่นให้สมาทานประพฤติธุดงคธรรมนั้นด้วย จึงเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของประชาชนทุกชั้นวรรณะ และพากันบวชในสำนักของท่าน

เอตทัคคะ

พระศาสดาทรงอาศัยความที่ท่านเป็นที่เลื่อมใสของคนทุกชั้นวรรณะนั้น จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใสโดยรอบด้าน

ธรรมวาทะ

ในที่ชุมชน ผู้เป็นบัณฑิต พึงแสดงตนที่ไม่โง่ ที่ไม่ได้เป็นใบ้ เหมือนกับคนโง่และคนเป็นใบ้ (ในบางครั้ง) ไม่ควรพูดยืดยาวเกินเวลา คนที่ไม่เสียใจกับสิ่งที่ผ่านไป ไม่เพ้อฝันถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดำเนินชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ผู้นั้นท่านเรียกว่า สันโดษ

ปรินิพพาน

พระอุปเสนเถระ ได้เป็นพระขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจส่วนตัวของท่านแล้วได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน ตามสมควรแก่เวลา แล้วได้ปรินิพพานดับไปเหมือนกับไฟที่หมดเชื้อ

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระสาคตเถระ ::

พระสาคตเถระ นามเดิม สาคตะ  บิดาและมารดา เป็นพราหมณ์ ชาวเมืองสาวัตถีทั้ง ๒ ไม่ปรากฏนาม

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

สาคตมาณพเป็นผู้สนใจใคร่ศึกษา ได้รับทราบข่าวพระศาสดาว่า เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงแสดงธรรมไพเราะ ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้าได้แจ่มแจ้ง วันหนึ่ง มีโอกาสจึงเข้าไปเฝ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนาเกิดศรัทธา จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบท ครั้นบวชแล้ว เจริญฌานได้สมาบัติ ๘ มีความชำนาญในฌานสมาบัติ

การบรรลุธรรม

พระสาคตเถระได้ปราบอัมพติตถนาคราช จนสิ้นฤทธิ์เดชด้วยเตโชธาตุสมาบัติของท่าน ชาวบ้านที่เคยได้รับความทุกข์จากนาคราชนั้น ดีใจ เลื่อมใสท่าน ทุกบ้านได้จัดสุราถวายเวลาท่านไปบิณฑบาต ท่านจิบสุราบ้านละน้อย เพื่อฉลองศรัทธา ครั้นหลายบ้านเข้าจึงเกิดเมาสุรา ไปล้มหมดสติที่กองขยะ พระศาสดาทรงทราบจึงทรงให้พระมาประคองเอาไป ทรงติเตียนและชี้โทษของสุรา หลังจากนั้นท่านเกิดความสลดใจ ปฏิบัติสมณธรรม ไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหัตผล

งานประกาศพระศาสนา

เพราะท่านเป็นผู้ชำนาญเตโชธาตุสมาบัติ สามารถแสดงฤทธิ์เกี่ยวกับไฟได้หลายอย่าง เช่นทำให้เกิดแสงสว่างในที่มืด และทำให้เกิดความมืดในที่สว่าง เป็นต้น จึงทำให้ประชาชนผู้พบเห็นเลื่อมใสเป็นจำนวนมาก

เอตทัคคะ

พระศาสดาทรงปรารภความสามารถในการเข้าเตโชธาตุสมาบัติของท่าน จึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า พระสาคตเถระ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดในการเข้าเตโชสมาบัติ

ธรรมวาทะ 

ต้นไม้ทุกชนิด ย่อมงอกงามบนแผ่นดินฉันใด สัตว์ผู้มีปัญญา ก็ย่อมงอกงามในศาสนาของพระชินเจ้า ฉันนั้น องค์พระสัพพัญญู ผู้ทรงนำหมู่ของผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงถอนคนเป็นอันมากออกจากทางที่ผิด แล้วตรัสบอกทางที่ถูกให้

ปรินิพพาน

พระสาคตเถระ ได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตลอดเวลาที่เป็นภิกษุ สุดท้ายก็ได้ปรินิพพานจากโลกไปตามสัจธรรมของชีวิต

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระมหากัปปินเถระ ::

พระมหากัปปินเถระ นามเดิม กัปปินะ ต่อมาได้ครองราชย์จึงมีนามว่า มหากัปปินะ เป็นวรรณะกษัตริย์ พระบิดาพระมารดา ไม่ปรากฏพระนาม เป็นเจ้าเมืองกุกกุฏวดีในปัจจันตชนบท

ชีวิตก่อนบวช

เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ก็ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อสันตติวงค์ ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหากัปปินะ ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงอโนชาเทวี พระราชธิดาของพระเจ้าสาคละ แห่งแค้วนมัททะ ทั้ง ๒ พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องศาสนา คอยสดับตรับฟังข่าวการอุบัติของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

วันหนึ่ง ทรงทราบข่าวจากพ่อค้าชาวเมืองสาวัตถีว่า พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงดีพระทัยอย่างยิ่ง พร้อมกับบริวารจำนวนหนึ่ง ได้เสด็จมุ่งหน้าไปยังเมืองสาวัตถี

พระพุทธเจ้าทรงทราบข่าวการเสด็จมาของพระเจ้ามหากัปปินะ จึงเสด็จไปรับที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นพหุปุตตนิโครธ ท้าวเธอพร้อมด้วยบริวารได้เสด็จเข้าไปเฝ้า ณ ที่นั้น ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ครั้นจบพระธรรมเทศนาพระราชาพร้อมด้วยบริวารได้บรรลุพระอรหัตผลแล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท ทรงให้พวกเขาอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

งานประกาศพระศาสนา

เมื่อบวชในพระพุทธศาสนา และแม้จะสำเร็จพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ไม่สอนใคร มีความขวนขวายน้อย ต่อมาพระศาสดาทรงทราบ จึงรับสั่งให้ท่านสอนผู้อื่นบ้าง ท่านทูลรับด้วยเศียรเกล้า ได้แสดงธรรมแก่อันเตวาสิกของท่านประมาณพันรูปให้บรรลุอรหัตผล

เอตทัคคะ

พระศาสดาทรงอาศัยเหตุที่ท่านแสดงธรรมแก่อันเตวาสิกนั้น จึงตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ

ธรรมวาทะ

มีปัญญา แม้ไม่มีทรัพย์ ยังพออยู่ได้ ขาดปัญญา แม้มีทรัพย์ ก็อยู่ไม่ได้ ปัญญาเป็นตัวชีขาดศาสตร์ที่เรียนมา ปัญญาทำให้เจริญไปด้วยเกียรติ และความสรรเสริญผู้มีปัญญาย่อมได้รับความสุข แม้ในสิ่งที่คนอื่นเขาทุกข์กัน

ปรินิพพาน

พระมหากัปปินเถระ ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้ดำรงพระพุทธศานา ตามสมควรแก่เวลาของท่าน แล้วได้ปรินิพพานจากไป

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระนันทกเถระ ::

พระนันทกเถระ นามเดิม นันทกะ บิดาและมารดา ไม่ปรากฏนาม เป็นพราหมณ์ ชาวเมืองสาวัตถี

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

นันทกมาณพ ได้ยินกิตติศัพท์ของพระศาสดาว่า เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ทรงแสดงธรรมไพเราะ ชี้แจงประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้าได้อย่างแจ่มแจ้ง วันหนึ่ง เมื่อมีโอกาศจึงไปเฝ้าพระศาสดา ได้ฟังพระธรรมเทศนา เกิดศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงทูลขอบวชกับพระพุทธองค์ๆ ได้ทรงบวชให้เขาตามความประสงค์ ครั้นบวชแล้ว ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและพากเพียรปฏิบัติในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นผู้ชำนาญในญาณระลึกรู้บุพเพนิวาส

งานประกาศพระศาสนา

ในตำนานไม่ได้บอกว่าท่านได้ใครมาเป็นสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกบ้าง บอกว่าท่านเป็นผู้ฉลาดในการสอนนางภิกษุณี มีเรื่องเล่าว่า นางมหาปชาบดีโคตมีได้พาภิกษุณี ๕๐๐ รูป มาฟังธรรม พระศาสดาจึงมอบให้ภิกษุเปลี่ยนกันแสดงธรรมแก่ภิกษุณี ภิกษุรูปอื่นแสดงธรรม ภิกษุณีทั้งหลายก็ไม่ได้บรรลุอะไร เมื่อถึงวาระของพระนันทกะแสดงธรรมภิกษุณีเหล่านั้นจึงได้บรรลุอรหัตผล

เอตทัคคะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยเหตุที่ท่านสามารถแสดงธรรมให้แก่ภิกษุณีทั้งหลายได้บรรลุอรหัตผลนี้เอง จึงได้ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ให้โอวาทแก่นางภิกษุณี

ธรรมวาทะ

ม้าอาชาไนยชั้นดีพลาดล้มลงไป ยังกลับลุกขึ้นยืนใหม่ได้ ครั้นได้ความสลดใจไม่ย่อท้อ ย่อมแบกภาระได้หนักยิ่งขึ้นอีก ฉันใด ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าว่าเป็นบุรุษชาติอาชาไนย ฉันนั้น เหมือนกัน

ปรินิพพาน

พระนันทกเถระ ได้บรรลุพระอรหัตผลอันเป็นประโยชน์สูงสุดของตน แล้วได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้ดำรงพระพุทธศาสนา อยู่มาตามสมควรแก่เวลาของท่าน สุดท้ายได้ปรินิพพานจากไป

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระโสภิตเถระ ::

พระโสภิตเถระ นามเดิม โสภิตมาณพ บิดาและมารดาไม่ปรากฏนาม เป็นพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถี

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

โสภิตมาณพ วันหนึ่งได้ไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมเทศนาแล้ว เกิดศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงได้ทูลขอบวชกับพระพุทธองค์ๆ ได้ทรงบวชให้เขาตามประสงค์ ครั้นบวชแล้ว ได้ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็ได้บรรลุอภิญญา ๖ เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์เป็นผู้ชำนาญในบุพเพนิวาสานุสสติญาณคือ การระลึกชาติในอดีต

เอตทัคคะ

เพราะพระโสภิตเถระมีความชำนาญเป็นพิเศษในบุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือญาณในการระลึกชาติในอดีต พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอัน เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ระลึกบุพเพสันนิวาส

ปรินิพพาน

พระโสภิตเถระ ได้บรรลุประโยชน์สูงสุดส่วนตน คือ พระอรหัตผลแล้วได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้ดำรงพระพุทธศาสนา ตามสมควรแก่เวลาของท่าน จึงได้ปรินิพพานจากโลกไปโดยหาความอาลัยไม่ได้

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระมหาโกฏฐิตเถระ ::

พระมหาโกฏฐิตเถระ นามเดิม โกฎฐิตะ มีความหมายว่า ทำให้คนหนีหน้าเพราะเขาเป็นผู้ฉลาดในศาสตร์ต่างๆ จึงเที่ยวทิ่มแทงคนอื่นด้วยหอกคือปากของตน บิดาชื่อ อัสสลายนพราหมณ์ มารดาชื่อ จันทวดีพราหมณี ทั้งคู่เป็นชาวเมืองสาวัตถี

ชีวิตก่อนบวช

เขาเจริญวัยแล้วได้เล่าเรียนไตรเพทจนถึงความสำเร็จในศิลปะของพราหมณ์ เป็นผู้ฉลาดในทางเวทางคศาสตร์ ตักกศาสตร์ นิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ ในประเภทแห่งอักษรสมัยของตน และในการพยากรณ์ทั้งหมด เขาชอบพูดหักล้างคนอื่น ใครพบเขาจึงพากันหลบหน้า ไม่อยากสนทนาด้วย

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

โกฏฐิตมานพ เข้าไปเฝ้าและฟังธรรมจากพระศาสดา แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงทูลขอบวชกับพระองค์ๆ ทรงบวชให้เขาตามประสงค์ ตั้งแต่เขาบวชแล้ว ก็พากเพียรศึกษาพระธรรมวินัย และตั้งใจบำเพ็ญวิปัสสนา ไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหัตผลพร้อมกับปฏิสัมภิทา ๔ มีความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทาญาณ กล้าหาญ แม้จะเข้าไปหาพระมหาเถระหรือแม้แต่พระศาสดาก็จะถามปัญหาในปฏิสัมภิทา ๔ จึงมีนามเพิ่มอีกว่ามหาโกฏฐิตะ

งานประกาศพระพุทธศาสนา

พระมหาโกฏฐิตเถระ เป็นพระเถระรูปหนึ่งที่ได้แสดงหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไว้มาก เช่น ในมหาเวทัลลสูตร ท่านได้ชักถามพระสารีบุตรเถระเพื่อเป็นการวางหลักธรรมในพระพุทธศาสนา จะนำมาเฉพาะบางเรื่อง ดังนี้

ผู้มีปัญญาทราม คือผู้ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง

ผู้มีปัญญา คือผู้รู้อริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง

วิญญาณ คือธรรมชาติที่รู้จริง ได้แก่รู้แจ้ง สุข ทุกข์ และ ไม่ทุกข์ไม่สุข

 

ปัจจัยในการเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ การประกาศของผู้อื่น (ปรโตโฆสะ) ๑ การทำไว้ในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ๑

 

การเกิดในภพใหม่มีได้ เพราะความยินดีในภพนั้นๆ ของสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นนิวรณ์ (เครื่องกั้น) มีตัณหาเป็นสังโยชน์ (เครื่องผูกมัด) การไม่เกิดในภพใหม่มีได้ เพราะเกิดวิชชาและเพราะดับตัณหา

 

คนตายกับผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธต่างกัน คือ คนตายสิ่งปรุงแต่งกาย วาจา จิตดับ อายุสิ้น ไออุ่นดับ และอินทรีย์แตก ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สิ่งปรุงแต่งกาย วาจา จิตดับ แต่อายุยังไม่สิ้น ไออุ่นยังไม่ดับ อินทรีย์ผ่องใส

เอตทัคคะ

เพราะอาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างท่านกับพระสารีบุตรเถระ ในมหาเวทัลลสูตรนี้ พระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บรรลุปฏิสัมภิทา

ปรินิพพาน

พระมหาโกฏฐิตเถระได้ทำหน้าที่ของท่านและหน้าที่ต่อพระศาสนาในฐานะที่เป็นพระสงฆ์แล้ว ได้ดำรงอยู่ตามสมควรแก่เวลา สุดท้ายก็ได้ปรินิพพานดับไป

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระกุมารกัสสปเถระ ::

พระกุมารกัสสปเถระ นามเดิม กัสสปะ เป็นนามที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตั้งให้ ต่อมาท่านบวชในพระพุทธศาสนา เวลาพระศาสดาตรัสเรียกภิกษุชื่อกัสสปะ จะถูกทูลถามว่ากัสสปะไหน จึงตรัสว่า กุมารกัสสปะ เพราะท่านบวชมาตั้งแต่ยังเด็กๆ

บิดาและมารดาไม่ปรากฏชื่อ เป็นชาวเมืองสาวัตถี มารดาของท่านศรัทธาจะบวชตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่บิดาและมารดาไม่อนุญาต หลังจากแต่งงานแล้วขออนุญาตสามี ในที่สุดสามีอนุญาตให้บวช เธอจึงเป็นภิกษุณีโดยไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ครั้นอยู่มาครรภ์ได้ใหญ่ขึ้น ภิกษุณีทั้งหลายรังเกียจเธอ จึงนำไปให้พระเทวทัตตัดสิน พระเทวทัตตัดสินว่า เธอศีลขาด แม้เธอจะชี้แจงเหตุผลอย่างไรก็ไม่ยอมรับฟัง ภิกษุณีทั้งหลายจึงพาไปเฝ้าพระศาสดาๆ ทรงมอบหมายให้พระอุบาลีเถระตัดสิน พระอุบาลีเชิญตระกูลใหญ่ๆ ชาวสาวัตถีและนางวิสาขามาพิสูจน์ได้ว่า นางตั้งครรภ์มาก่อนบวช ศีลของนางบริสุทธิ์

ชีวิตก่อนบวช

นางภิกษุณีนั้นคลอดบุตรชาย หน้าตาน่ารัก ผิวพรรณดุจทองคำ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงให้เลี้ยงดูไว้ และทรงตั้งชื่อให้ว่า กัสสปะ อีกย่างหนึ่ง คนทั้งหลายรู้จักท่านในนามว่า กุมารกัสสปะ เพราะเป็นเด็กที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงอย่างราชกุมาร

มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

เมื่อเขาเจริญวัยแล้ว พระราชาทรงประดับประดาเขาอย่างสมเกียรติ แล้วนำไปบวชยังสำนักของพระศาสดา ตั้งแต่ท่านบวชแล้ว ก็ได้เจริญวิปัสสนาและเรียนพุทธพจน์ แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลแต่อย่างใด

การบรรลุธรรม

ครั้งนั้น สหายของท่านเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาส เห็นท่านลำบากในการเจริญวิปัสสนา จึงผูกปัญหา ๑๕ ข้อ แล้วบอกว่า นอกจากพระศาสดา ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหานี้ได้ รุ่งขึ้นท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามปัญหาเหล่านั้น พระศาสดาทรงแก้ให้ท่านจนถึงพระอรหัต พระเถระเรียนตามที่พระศาสดาตรัส เข้าไปยังป่าอัมพวันเจริญวิปัสสนาไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต

งานประกาศพระศาสนา

พระกุมารกัสสปะเถระ กล่าวธรรมกถาได้อย่างวิจิตร สมบูรณ์ด้วยอุปมาและเหตุผล เช่น การโต้ตอบกับพระเจ้าปายาสิผู้ไม่เชื่อว่าโลกอื่นมีจริง เป็นต้น

พระเจ้าปายาสิเห็นว่านรกไม่มี เพราะไม่เคยเห็นญาติคนไหนตกนรกแล้วมาบอก พระเถระอุปมาว่า เหมือนคนทำความผิดร้ายแรงถูกตัดสินจำคุกจะออกมานอกคุกได้อย่างไร

พระเจ้าปายาสิเห็นว่าสวรรค์ไม่มี เพราะไม่มีญาติที่ขึ้นสวรรค์กลับมาบอกพระ เถระอุปมาว่า เหมือนคนพลัดตกลงไปในหลุมคูถ ครั้นขึ้นมาได้ ชำระร่างกายสะอาดแล้วคงไม่มีใครอยากลงไปนอนในหลุมคูถอีก

พระเจ้าปายาสิตรัสว่า เคยฆ่าคนโดยเอาใส่ในหม้อ แล้วปิดฝาจนสนิทถมทั้งเป็น ให้คนช่วยดูรอบๆ หม้อ ก็ไม่เห็นชีวะของผู้นั้นออกมา พระเถระอุปมาว่า เหมือนพระองค์เคยบรรทมหลับท่ามกลางผู้อารักขาและนางสนม แล้วทรงสุบินว่าเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆ แต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นชีวะของพระองค์ที่ออกไป

พระเจ้าปายาสิตรัสว่า เคยฆ่าคนโดยไม่ทำลายอินทรีย์ทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ครั้นแล้ว ทรงตรวจดู ไม่พบว่าทั้ง ๖ นั้นรู้สึกอะไรเลย พระเถระอุปมาว่า เหมือนคนเป่าสังข์ คนโง่ได้ยินเสียงสังข์ จึงมาขอดูเสียงของสังข์ ค้นหาอย่างไรไม่พบเสียงในตัวสังข์ จึงบอกว่าสังข์ไม่มีเสียง

ยังมีเรื่องอีกมากมายที่แสดงถึงความฉลาดสามารถของพระกุมารกัสสปะเถระใน การอธิบายหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา ท่านสามารถโต้ตอบกับผู้ที่มาโต้แย้งคัดค้านคำสอนได้อย่างดี จึงนับว่าเป็นกำลังที่สำคัญรูปหนึ่งในการประกาศพระพุทธศาสนา

เอตทัคคะ

เพราะพระกุมารกัสสปะเถระ กล่าวธรรมกถาได้อย่างวิจิตรสมบูรณ์ด้วยการอุปมาและเหตุผล พระทศพลจึงยกย่องท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ใช้ถ้อยคำอันวิจิตร (กล่าวถ้อยคำไพเราะ)

ปรินิพพาน

พระกุมารกัสสปเถระ ครั้นอยู่จบพรหมจรรย์ของท่านแล้ว ก็ได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระศาสนา อยู่มาตามสมควรแก่เวลาของท่าน แล้วได้ปรินิพพานจากโลกไป

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระปิลินทวัจฉเถระ ::

พระปิลินทวัจฉเถระ นามเดิม ปิลินทะ วัจฉะเป็นชื่อของโคตรต่อมาได้ชื่อว่า ปิลินทวัจฉะ โดยนำเอาชื่อโคตรไปรวมด้วย บิดาและมารดาเป็นพราหมณ์ไม่ปรากฏนาม เป็นชาวเมืองสาวัตถี

ชีวิตก่อนบวช

ก่อนที่จะมาบวชในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นผู้ที่มากไปด้วยความสังเวช (ความสลดใจที่ประกอบกับโอตตัปปะ) จึงบวชเป็นปริพาชก สำเร็จวิชา ชื่อว่า จูฬคันธาระ เหาะเหินเดินอากาศได้และรู้ใจของผู้อื่น มีลาภและยศมาก อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์

มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

เมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลายได้ตรัสรู้แล้ว เสด็จไปประทับในเมืองราชคฤห์อานุภาพแห่งวิชาของเขาก็เสื่อมไป ลาภยศของเขาก็หมดไปด้วย เขาคิดว่าพระสมณโคดมต้องรู้คันธารวิชาอย่างแน่นอน จึงไปยังสำนักของพระศาสดาขอเรียนวิชา พระศาสดาตรัสว่า ท่านต้องบวชในสำนักของเราจึงจะเรียนได้ เขาก็ยอมบวชตามพระพุทธดำรัส

การบรรลุธรรม

เมื่อท่านบวชแล้ว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขาและได้ประทานกรรมฐานอันสมควรแก่จริยา เพราะท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยที่สมบูรณ์ เริ่มตั้งความเพียรในกรรมฐานไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

งานประกาศพระพุทธศาสนา

เพราะผู้ที่ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านสมัยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ได้ไปเกิดเป็นเทวดามากมาย เทวดาเหล่านั้นอาศัยความกตัญญู มีความนับถือท่านมาก เข้าไปหา ท่าน ทั้งเช้าเย็น แต่ท่านมักจะมีปัญหากับภิกษุและชาวบ้าน เพราะท่านชอบใช้วาจาไม่ไพเราะ ต่อมาพระศาสดาทรงแก้ไขให้ทุกคนเข้าใจ ก็ไม่มีใครถือสา กลับศรัธาเลื่อมใสยิ่งขี้น ท่านเป็นพระที่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เล่ากันว่า ชายคนหนึ่งถือถาดดีปลีมา ท่านถามว่าถาดอะไรไอ้ถ่อย ชายคนนั้นโกรธคิดว่าพระอะไรพูดคำหยาบ จึงตอบไปว่า ถาดขี้หนู พอผ่านท่านไปดีปลีเป็นขี้หนูจริงๆ ต่อมามีคนแนะนำเขาว่าให้เดินสวนทางกับท่านใหม่ ถ้าท่านถามอย่างนั้น จงตอบท่านว่าดีปลี ก็จะกลายเป็นดีปลีดังเดิม เขาได้ทำตามคำแนะนำปรากฏว่ามูลหนูกลับเป็นดีปลีดังเดิม

เอตทัคคะ

ก็เพราะเทวดาผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านในชาติก่อน แล้วเกิดในสวรรค์เป็นอันมาก เทวดาเหล่านั้นมีความกตัญญูมีความเคารพนับถือบูชา จึงมาหาท่านทั้งเช้าเย็น เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในฐานะที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย

ปรินิพพาน

พระพระปิลินทวัจฉเถระ ครั้นดำรงเบญจขันธ์พอสมควรแก่กาล ก็ได้ปรินิพพานดับไปโดยไม่มีอาลัย

Leave a comment

Filed under :: ธรรมศึกษา ::

:: พระวังคีสเถระ ::

พระวังคีสเถระ นามเดิม วังคีสะ เพราะเกิดในวังคชนบท และเพราะเป็นใหญ่ในถ้อยคำ บิดาเป็นพราหมณ์ ไม่ปรากฏนาม มารดาเป็นปริพาชิกา ไม่ปรากฏนาม ทั้ง ๒ เป็นคนวรรณะพราหมณ์ เกิดที่วังคชนบท เมืองสาวัตถี

ชีวิตก่อนบวช

วังคีสมานพครั้นเจริญวัยสมควรจะได้รับการศึกษาเล่าเรียน จึงเรียนลัทธิพราหม