:: ม. 4 ::

  • พระอัสสชิเถระ

เป็นบุตรของพราหมณ์ผู้หนึ่งในกรุงกบิลพัสดุ์ บิดาของท่านเป็นหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ 8 คนที่ได้รับเชิญไปทำนายพระลักษณะ และขนานพระนามเจ้าชายสิทธัตถะ ครั้งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช โกณฑัญญพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในจำนวนพราหมณ์ 8 คนนั้นเชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้แน่นอน จึงได้ชักชวนท่านอัสสชิพร้อมสหาย ไปเฝ้าปรนนิบัติขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ณ อุรุเวลาเสนานิคม และเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ท่านอัสสชิพร้อมด้วยสหายได้พากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปกตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปโปรด โดยแสดงธรรมเทศนาชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ท่านอัสสชิได้ดวงตาเห็นธรรม และได้บวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์เช่นเดียวกับสหายทั้ง 4 หลังจากบรรลุพระอรหันต์แล้ว พระอัสสชิเถระได้เป็นหนึ่งในจำนวนพระสาวก 60 รูปที่พระพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระศาสนารุ่นแรก ในเช้าวันหนึ่ง ท่านได้ออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ อิริยาบถอันสงบสำรวมขณะเดินบิณฑบาตของท่านได้ก่อให้เกิดความประทับใจแก่มาณพหนุ่มนามว่า อุปติสสะ ผู้พบเห็นท่านโดยบังเอิญ อุปติสสะจึงติดตามท่านไปห่าง ๆ ครั้นพอได้โอกาสขณะพระอัสสชิเถระนั่งฉันภัตตาหารอยู่ จึงเข้าไปนมัสการและเรียนธรรมะจากท่าน พระอัสสชิเถระออกตัวว่า ท่านบวชไม่นาน ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้ อุปติสสะจึงกราบเรียนให้ท่านแสดงธรรมแต่โดยย่อ ท่านจึงแสดงธรรมโดยย่อว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้นและการดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้อุปติสสะครั้งได้ฟังธรรมแล้วก็ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” จึงรีบไปบอกแก่โกลิตะผู้เป็นสหาย และครั้งโกลิตะฟังธรรมนั้นแล้ว ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกันจึงได้พากันออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระอัสสชิเถระไม่ปรากฏว่าท่านมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ ท่านมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ ชอบอยู่สงบเพียงลำพัง มีบุคลิกน่าเลื่อมใส สำรวมอินทรีย์ การคู้การเหยียดซึ่งมือและเท้า การเหลียวดูเป็นไปอย่างสงบสำรวม น่าเลื่อมใสยิ่ง และไม่ปรากฏว่าพระอัสสชิเถระมีอายุพรรษาเท่าใด ท่านนิพพานไปเงียบ ๆ โดยไม่มีกล่าวถึงไว้ในคัมภีร์ไหนเลย

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. พระอัสสชิเถระมีบุคลิกภาพที่น่าเลื่อมใส สมถะ สำรวมระวังกิริยามารยาท ดังที่อุปติสสะได้พบเห็นท่านแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจ น่าเลื่อมใส ซึ่งบุคลิกภาพเช่นนี้เป็นสื่อที่ชักจูงให้ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ เข้ามาหา และมาสัมผัสรสพระธรรมเป็นอย่างดี บุคคลผู้สำรวมระวังรักษากิริยามารยาท ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจและน่าเลื่อมใสของผู้อื่น
  2. พระอัสสชิเถระเป็นนักสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญมิใช่น้อย การประกาศธรรม มิได้หมายความว่าจะต้องพูดเก่ง พูดได้ยืดยาว หากรู้จักพูด รู้จักสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้อุปนิสัยของผู้ฟังด้วยแล้ว แม้แสดงเพียงสังเขปก็สัมฤทธิ์ผล ดังท่านได้แสดงแก่อุปติสสมาณพนั้น
  3. พระอัสสชิเถระเป็นผู้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านทำไว้แก่พระพุทธศาสนา โดยได้เป็นผู้ชักชวนให้อุปติสสมาณพ และโกลิตะมาณพเข้ามาบวช ต่อมาท่านทั้งสองก็ได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา
  • พระกีสาโคตมีเถรี

เดิมมีชื่อว่า กีสา เพราะรูปร่างผอมบาง ส่วนโคตมีเป็นชื่อโคตร (ตระกูล) ท่านเป็นธิดาของตระกูลที่เก่าแก่ตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี วันหนึ่งนางเดินไปที่ตลาดได้เหลือบไปเห็นพ่อค้าคนหนึ่งนำเอาทองมากองไว้ นั่งเฝ้าดังหนึ่งจะขายให้แก่คนทั่วไป นางจึงเข้าไปถามด้วยคำว่า “คุณพ่อ คนอื่นเขาขายผ้า ขายน้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อนำทองมาขาย “ ด้วยคำพูดของนางทำให้พ่อค้าที่ถูกเรียกว่า “คุณพ่อ” ตื่นเต้นเป็นการใหญ่ เนื่องจากพ่อค้าคนนี้เดิมเป็นเศรษฐีในเมืองสาวัตถี จู่ ๆ วันหนึ่ง ทองที่มีทั้งหมดได้กลายเป็นถ่านซึ่งอาจเกิดจากผลแห่งบาปกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของเศรษฐีเอง จึงสร้างความตกใจและความโศกเศร้าแก่เศรษฐีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเพื่อนเศรษฐีที่รู้เรื่องราวก็พากันมาปลอบโยนและแนะนำให้เศรษฐีให้ลองเอาถ่านทั้งหมดไปกองไว้ที่ตลาดที่คนเดินผ่านไปมา หากคนที่ผ่านไปมามองเห็น ว่าเป็นถ่านจะพูดอย่างไรก็ไม่ต้องไปสนใจ แต่เผื่อมีใครสักคนมองเห็นแล้วพูดว่าทองก็ให้คน ๆ นั้นจับถ่านเหล่านี้แล้ว ถ่านก็อาจกลายเป็นทองได้ เศรษฐีจึงได้ทำตามคำแนะนำของเพื่อน เมื่อนางกีสาโคตมีมาพบและพูดทักว่าทำไมเอาทองมากองดังหนึ่งจะขายดังกล่าวมาข้างต้นเศรษฐีจึงมีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งจึงให้นางลองหยิบให้ดู เมื่อนางหยิบถ่านขึ้นมาก้อนหนึ่ง ถ่านก็กลายเป็นทองจริง ๆ และเมื่อนางหยิบก้อนถ่านทั้งหมด ก้อนถ่านเหล่านั้นก็กลายเป็นทองตามเดิม เศรษฐีรู้ว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอพ่อแม่ของนางแต่งงานกับบุตรชายของตนและรับนางมาอยู่ที่ตระกูลสามี

อยู่มาไม่นาน นางก็ให้กำเนิดบุตรน่ารักคนหนึ่ง ยังความปลาบปลื้มแก่สมาชิกในตระกูลเป็นอย่างยิ่ง แต่อยู่ได้ไม่นาน บุตรน้อยของนางก็เสียชีวิตกระทันหัน นางร่ำไห้เสียใจเป็นอย่างมาก จนสติฟั่นเฟือนครึ่งบ้า ไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย คิดเข้าข้างตัวว่าลูกชายของตนยังไม่ตาย เพียงสลบไปเท่านั้น มิไยใครเขาจะบอกว่าลูกของนางตายแล้วก็ไม่ฟัง นางเที่ยวเสาะหาคนที่จะสามารถรักษาลูกชายของนางให้กลับฟื้นได้จนมีผู้แนะนำให้นางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์รักษา นางดีใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้อุ้มศพบุตรชายรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถีเมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว นางได้กราบทูลให้พระพุทธองค์รักษาบุตรน้อยพระพุทธองค์ตรัสให้นางไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่ง และเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอามาจากบ้านเรือนที่ไม่มีใครตาย เมื่อได้มาแล้วพระองค์จะทำยาให้   นางกีสาโคตมีอุ้มลูกน้อยไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุกครัวเรือน ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนก็มีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น จนในที่สุดนางก็ได้สติกลับคืนมาและคิดได้ว่าความตายนั้นไม่ใช่ตายเฉพาะลูกเราคนเดียว คนอื่นก็ตายด้วย สักวันหนึ่งเราเองก็จะต้องตายเหมือนกัน ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด เมื่อคิดได้ดังนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็โพลงขึ้นกลางใจ ความเศร้าโศกที่แบกรับมาจนหนักอึ้งก็ผ่อนคลายเบาบาง จิตใจสดชื่น โปร่งโล่งสบาย นางจัดการเผาศพลูกชายตนเอง แล้วเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสโลกธรรมสั้น ๆ ให้ฟังว่า“มฤตยูย่อมพาชีวิตของคนที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและในทรัพย์สินไป ดุจเดียวกับกระแสน้ำหลากมาพัดพาเอาชีวิตของประชาชนผู้นอนหลับไหลไป ฉะนั้น”

สิ้นสุดพระธรรมเทศนาสั้น ๆ นางกีสาโคตมีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล กราบทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุณี พระองค์ทรงส่งนางไปบวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์ เมื่อบวชแล้วได้นามตามเดิมว่า “พระกีสาโคตมีเถรี” วันหนึ่ง ขณะพระเถรีตามประทีปให้สว่างในวิหาร เห็นเปลวประทีบลุกแล้วหรี่ลง ลุกแล้วหรี่ลง เช่นนี้ตลอด ได้กำหนดเอาแสงประทีปเป็นอารมณ์กรรมฐาน แล้วเกิดความรู้ขึ้นว่า ชีวิตสัตว์ทั้งหลายดุจเดียวกับแสงประทีป เกิดขึ้นแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิดใหม่ เวียนว่ายอยู่ในวงจรแห่งการเกิดดับอยู่ ไม่รู้นานเท่าไร จนกว่าจะบรรลุพระนิพพานนั้นแหละ จึงจะหยุดวงจรแห่งการเกิดดับนี้ได้ ฉับพลันนั้นเองได้ปรากฏแสงสว่างเรืองรองประหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับต่อหน้านาง พระสุรเสียงกังวานแว่วมาว่า “ถูกแล้ว กีสาโคตมี ผู้ใดเห็นแจ้งในพระนิพพาน แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ยังประเสริฐกว่าผู้มีอายุตั้งร้อยปีแต่ไม่เห็นแจ้ง” เมื่อสิ้นสุดพระพุทธภาษิต พระกีสาโคตมีเถรีก็ได้บรรลุพระอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทาพระกีสาโคตมีเถรีได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างยิ่ง เป็นสตรีที่มีบทบาทในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่งท่านหนึ่ง

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. พระกีสาโคตมีเถรี ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตอันขมขื่นมาแล้ว รู้รสชาติแห่งความทุกข์เพราะวิปโยค เมื่อมาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา ได้พบสุขที่แท้จริงแล้ว ก็มีความสงสารเห็นใจผู้ยังอยู่ในห้วงทุกข์นั้น จึงมักเทศน์สั่งสอนผู้คนผู้กำลังทุกข์ ให้หาทางแก้ทุกข์ในทางที่ถูกต้อง วิธีเอาชนะทุกข์ได้เด็ดขาด คือหันหน้ามาเผชิญกับความทุกข์ รับรู้ความจริงว่ามันเป็นทุกข์เพราะเหตุใด แล้วพยายามแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะแก้ทุกข์ได้
  2. พระกีสาโคตมีเถรี ท่านได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่าย จึงมีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านและพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก นับได้ว่าท่านเป็นผู้มีบทบาทในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดีท่านหนึ่ง
  • พระนางมัลลิกา

ทรงเป็นธิดาของนายมาลาการ (ช่างทำดอกไม้) นางมีหน้าที่ออกไปเก็บดอกไม้ในสวนเพื่อนำมาให้บิดาทำ
พวงมาลัยทุกวันหรือไม่ก็จัดดอกไปให้เป็นระเบียบเพื่อไว้ขายเป็นประจำ นอกจากนี้นางยังได้ถวายดอกไม้และได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าจนได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่อายุยังน้อย

เมื่อนางมีอายุประมาณ 16 ปี ขณะเก็บดอกไม้ นางได้ร้องเพลงไปพลางเก็บดอกไม้ไปพลางอย่างมีความสุข และในขณะนั้นเองพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ปลอมพระองค์เป็นสามัญชน ได้ฟังเพลงที่นางขับร้องได้อย่างไพเราะจับใจจึงปรากฏพระองค์ขึ้นและสนทนากับนาง ก็รู้สึกพอพระทัยมากขึ้น ต่อมาอีกสองสามวัน พระองค์จึงส่งเจ้าหน้าที่ให้ไปรับนางมาไว้ในพระราชวัง นางจึงรู้ความจริงว่า บุรุษที่นางสนทนาด้วยในวันก่อนนั้นเป็นพระราชาพระนามว่า ปเสนทิโกศล และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงอภิเษกสมรสกับนาง และทรงสถาปนาให้เป็นพระมเหสีด้วย

พระนางมัลลิกาเป็นสตรีที่มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีทรงเป็นที่รักและชื่นชมของพระสวามีเป็นอย่างมากพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงแม้ว่าในระยะหลังนี้พระองค์จะหันมาสนใจในพระพุทธศาสนาก็ยังมีความเชื่อลัทธิดั้งเดิมบางอย่างอยู่ เช่น เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบูชายัญ ครั้งหนึ่ง พระองค์รับสั่งให้ตระเตรียมพิธีบูชายิ่งใหญ่ มีการฆ่าสัตว์อย่างละ 700 ตัว เซ่นสรวงด้วย พระนางมัลลิกาทรงทัดทานมิให้พระองค์ทำบาป และได้แนะนำให้พระองค์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอรับคำแนะนำซึ่งพระองค์ก็ทรงทำตาม และยกเลิกพิธีบูชายัญ

อนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลแข่งกับชาวเมืองทำบุญกัน ประชาชนมักจะทำทานอันประณีตและมโหฬาร พระเจ้าปเสนทิโกศลจนพระทัยไม่รู้จะทำประการใด จึงจะทำให้ทานของพระองค์มโหฬารและแปลกใหม่กว่าประชาชน จึงขอรับคำแนะนำจากพระนางมัลลิกา ซึ่งพระนางมัลลิกาก็แนะนำให้พระองค์ทรงทำ “อสทิสทาน” (ทานที่ไม่มีใครเหมือน) และพระองค์ก็ทรงทำตาม นับว่าเป็นความเฉลียวฉลาดอันเกิดจากสติปัญญาของพระนางมัลลิกาอย่างแท้จริง

พระนางมัลลิกาไม่มีพระราชโอรส เมื่อพระนางพระครรภ์แก่ จวนจะมีประสูติกาล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีความปรารถนาอยากได้พระราชโอรส ทรงตั้งความหวังไว้ในพระทัยไว้มาก แต่เมื่อพระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา ทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อปรับทุกข์พระพุทธเจ้าตรัสปลอบพระทัยว่า ธิดาหรือโอรสไม่สำคัญ เพศมิใช่เป็นเครื่องแบ่งหรือบอกความแตกต่างในด้านความรู้ความสามารถ สตรีที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ประพฤติธรรม และเป็นมารดาของบุคคลสำคัญ ย่อมประเสริฐกว่าบุรุษ ด้วยพระดำรัสนี้ ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาว่า พระนางรักพระองค์ไหม รักมาเพียงใด แต่พระนางมัลลิกากลับตอบว่า พระนางรักตนเองมากกว่าสิ่งใด ด้วยคำตอบของพระนางทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงน้อยพระทัยด้วยทรงคิดว่าพระมเหสีไม่รักพระองค์เสมอเหมือนชีวิตของนาง เมื่อมีโอกาสเหมาะจึงกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงเรื่องดังกล่าว พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า “มัลลิกาพูดถูกแล้วมหาบพิตร เพราะบรรดาความรักทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีความรักใดจะเท่ากับความรักตนเอง มัลลิกาพูดคำจริงตรงกับใจเธอ มหาบพิตรควรจะชื่นชมมเหสีที่ยึดมั่นในสัจจะ (ความจริง) เช่นนี้”พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟังพระดำรัสนี้แล้วจึงค่อยคลายความน้อยพระทัยลงได้

พระนางมัลลิกาเป็นพุทธสาวิกาผู้มั่นคงในธรรม และช่วยคนอื่นให้เข้าถึงธรรมด้วย ในฐานะพระมเหสีของพระราชา พระนางเป็นพระสาวิกาพึ่งตัวเองได้ในทางธรรมและช่วยให้ผู้อื่นโดยเฉพาะพระสวามีพึ่งตัวเองได้ด้วย พระนางจึงทรงเป็นสตรีตัวอย่างที่ดีท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. พระนางมัลลิกาเป็นผู้กตัญญูกตเวที กล่าวคือ เมื่อพระนางยังเป็นเด็กสาวธิดาของนายมาลาการนั้น พระนางได้ช่วยบิดาเก็บดอกไม้ในสวนและจัดให้เป็นระเบียบเพื่อนำไปขายทุกวั้น นับว่าพระนางเป็นผู้กตัญญูช่วยเหลือกิจการของบิดาและมีความขยันเป็นอย่างยิ่ง
  2.  พระนางมัลลิกาเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทรงทัดทานพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นพระสวามีมิให้กระทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์บูชายัญ และทรงแนะนำให้พระสวามีให้พึ่งตนเองด้วยการปฏิบัติธรรมและยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมความดี พระนางจึงทรงเป็นที่รักและโปรดปรานของพระสวามีเป็นอย่างยิ่ง
  3. พระนางมัลลิกาทรงเป็นพุทธสาวิกาผู้มั่นคงในพระพุทธศาสนา และช่วยคนอื่นให้เข้าถึงธรรมในพระพุทธศาสนาด้วย
  • หมอชีวกโกมารภัจจ์

เป็นบุตรของนางสาลวดี หญิงนครโสเภณี ในเมืองราชคฤห์ ตำแหน่งหญิงนครโสเภณีนั้นเป็นนามตำแหน่งที่ทางราชการบ้านเมืองของแต่ละเมืองแต่งตั้งให้ สำหรับคุณสมบัติของสตรีที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นหญิงนครโสเภณีนั้น จะต้องมีรูปร่างสวยงามที่สุดเล่นดนตรีได้ ขับร้องได้ ฉลาดในการรับแขก และต้องได้รับการคัดเลือกจากบรรดาเศรษฐีคหบดีและเจ้านายชั้นสูง

ธรรมเนียมของหญิงนครโสเภณีนั้น เมื่อมีครรภ์จะงดรับแขกจนกว่าจะคลอดลูก และหากคลอดลูกเป็นหญิงจะเลี้ยงไว้เพื่อสืบทายาท หากเป็นชายจะให้คนอื่นเลี้ยงหรือนำไปทิ้งที่ใดที่หนึ่งเพื่อให้คนทั่วไปได้พบเห็นและเก็บเอาไปเลี้ยง

เมื่อนางสาลวดีคลอดบุตรเป็นชาย จึงให้คนนำไปทิ้งที่กองขยะ เจ้าชายอภัยราชกุมาร ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารทราบข่าวจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อว่า ชีวก (ผู้มีชีวิตอยู่) และมีนามต่อท้ายว่า โกมารภัจจ์ (ผู้ที่พระราชกุมารนำไปเลี้ยงไว้)ชีวก

โกมารภัจจ์ได้ศึกษาวิชาแพทย์ที่สำนักทิศาปาโมกข์ เมืองตักกศิลาใช้เวลาศึกษาอยู่นานถึง 7 ปี จนสำเร็จวิชาแพทย์ ได้กลับมายังเมืองราชคฤห์ ระหว่างทางที่จะกลับ ได้ทำการรักษาเศรษฐี คหบดี และคนทั่วไป จนคนเหล่านั้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนมาก เมื่อท่านกลับมาถึงเมืองราชคฤห์ ก็ได้นำรางวัลค่าตอบแทนที่ได้รับถวายเจ้าชายอภัย ผู้ทรงเป็นบิดาเลี้ยงซึ่งเจ้าชายก็มอบคืนให้พร้อมกับสร้างบ้านพักแก่ชีวก โกมารภัจจ์ในพระราชวังนั้นเอง

คราวหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารประชวรพระโรค “ภคันทลาพาธ” (โรคริดสีดวงทวาร) ชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้ถวายการรักษาจนหายจากการประชวร พระองค์ได้โปรดให้เป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนข้าราชการฝ่ายใน และได้พระราชทานสวนมะม่วงให้เป็นสมบัติด้วย ซึ่งต่อมาชีวก โกมารภัจจ์ ก็ได้ถวายสวนมะม่วงนั้นให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย

หมอชีวก โกมารภัจจ์ ได้ถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าเมื่อคราวทรงพระประชวรท่านจึงได้ถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระพุทธเจ้าและได้ให้การรักษาแก่พระสงฆ์ผู้อาพาธด้วย ท่านยังเป็นอุบาสกที่ดีคนหนึ่ง นอกจากจะถวายการรักษาพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และประชาชนทั่วไปแล้ว ท่านมักหาเวลาเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาข้อข้องใจในธรรมะจากพระพุทธเจ้าอยู่เสมอพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญยกย่องหมอชีวก โกมารภัจจ์ ว่าเป็นอุบาสกผู้เลิศในด้านมีความเลื่อมใส เป็นหมอที่เสียสละและบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชื่อเสียงและเกียรติคุณจึงรุ่งโรจน์อยู่กระทั่งทุกวันนี้ และในวงการแพทย์แผนโบราณ ได้ให้ความเคารพนับถือท่านว่า เป็น”บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ”

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นผู้มีความเสียสละ หมอชีวก โกมารภัจจ์ ได้ทำการรักษาคนทั่วไปด้วยความเสียสละเป็นอย่างยิ่ง ท่านไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านยังได้รับหน้าที่เป็นแพทย์หลวง และแพทย์ประจำตัวของพระพุทธเจ้า ดูแลรักษาการอาพาธของพระสงฆ์ ด้วยเหตุดังกล่าวท่านจึงเป็นที่รักของปวงชนทั่วไป
  2. เป็นแบบอย่างที่ดี แพทย์แผนโบราณให้ความเคารพนับถือหมอชีวก โกมารภัจจ์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านได้ประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมกับฐานะ ให้การรักษาผู้เจ็บป่วยโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพนับถือผู้มีพระคุณ เช่นเมื่อท่านได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาก็นำไปถวายเจ้าชายอภัยเพื่อบูชาพระคุณ เป็นต้น
  • พระเวสสันดร

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ ทรงปรารภถึงฝนโบกขรพรรษแล้วจึงได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระนางผุสสดีเทพธิดาได้จุติลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์เป็นราชธิดาของพระเจ้ามัทราช ต่อมาได้อภิเษกเป็นพระมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัยแห่งสีพีรัฐนคร เมื่อทรงครรภ์ได้ประสูติพระโอรสองค์หนึ่งขณะเสด็จชมร้านตลาด จึงขนานพระนามว่า“พระเวสสันดร”

พระเวสสันดรมีอัธยาศัยดีงาม มีน้ำพระทัยมากด้วยเมตตากรุณา หมั่นบริจาคทานอยู่เสมอ ครั้นมีพระชนมายุได้ 16 พรรษา ได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรีพระราชธิดาของราชวงศ์กษัตริย์มัทราช มีพระโอรสหนึ่งองค์นามว่า “ชาลี” และพระธิดาหนึ่งองค์นามว่า “กัณหา”

วันหนึ่งขณะเสด็จประพาสเมือง พราหมณ์ชาวเมืองกลิงคราษฎร์ 8 คน ที่พระเจ้ากาลิงคะส่งมาทูลขอช้างเผือกเพื่อนำไปเป็นสิริมงคลแก่เมืองกลิงคราษฎร์ ที่ฝนแล้งมานานหลายปี พระเวสสันดรได้ประทานช้างเผือกคู่บ้านเมืองไป เป็นเหตุให้ชาวเมืองสีพีไม่พอใจพระองค์อย่างมาก พากันไปเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสญชัยกราบทูลขอให้ขับไล่พระเวสสันดรออกจากเมืองไปเสีย พระราชบิดาจึงต้องเนรเทศพระเวสสันดรตามมติของชาวเมือง

พระนางมัทรี ชาลี และกัณหา พากันพร้อมใจออกจากพระนครตามพระเวสสันดร แต่ก่อนจะออกจากเมือง พระเวสสันดรยังทูลขอโอกาสบำเพ็ญสัตสดกมหาทานอีก จากนั้นจึงทรงพาพระนางมัทรีไปทูลลาพระชนก และพระชนนี เพื่อออกไปบำเพ็ญพรตเป็นฤาษีอยู่ ณ เขาวงกต

กล่าวถึงชูชกพราหมณ์ขอทานแห่งหมู่บ้านทุนวิฐะ มีเมียคือนางอมิตตดา วันหนึ่งชูชกถูกเมียยุยงให้ไปทูลขอกัณหาชาลีมาเป็นทาสรับใช้ จึงได้มุ่งหน้าไปยังเขาวงกต ครั้นพบกับพรานเจตบุตร ก็ใช้อุบายหลอกล่อ จนพรานเจตบุตรหลงเชื่อบอกทางไปสู่เขาวงกต ในคืนนั้นพระนางมัทรีได้ฝันเห็นชายผิวดำร่างใหญ่ทัดดอกไม้แดง ถืออาวุธตะคอกขู่ ควักเอาดวงตาทั้งคู่ ตัดแขนสองข้าง และถือเอาหัวใจของพระนางไป

รุ่งเช้าจึงไปหาพระเวสสันดรให้ทำนายฝันให้ และเข้าป่าหาผลไม้ตามปกติ หลังจากพระนางมัทรีไปแล้ว ชูชกจึงได้โอกาสเข้าไปขอพระโอรสและพระธิดากับพระเวสสันดร เมื่อพระนางมัทรีกลับมาทราบเรื่องก็ทรงเสียพระทัย เศร้าโศกอย่างมาก พระเวสสันดรทรงปลอบประโลมให้หายโศกเศร้าแล้วชี้แจงถึงการบำเพ็ญทานบารมี พระนางจึงอนุโมทนากับการบริจาคที่กระทำได้แสนยากครั้งนี้ด้วย

เพื่อให้การบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรครบบริบูรณ์ยิ่งขึ้น พระอินทร์จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ไปทูลขอพระนางมัทรีกับพระเวสสันดร พระเวสสันดรถึงแม้จะทรงรักพระนางมัทรีเพียงใด แต่เพื่อให้การบำเพ็ญบารมีอันเป็นหนทางไปสู่พุทธภูมิสมบูรณ์ จึงยอมสละพระนางมัทรี

พระนางมัทรีเองเมื่อเข้าใจเป้าหมายดังกล่าวก็อนุโมทนาด้วย ฝ่ายพระอินทร์แปลงเมื่อรับแล้วก็มอบพระนางมัทรีคืนแก่พระเวสสันดร แสดงตนว่าเป็นพระอินทร์ อนุญาตให้พระเวสสันดรขอพรได้ตามต้องการ

ฝ่ายชูชกได้พาชาลีกุมารและกัณหากุมารีเดินทางออกจากป่า ทำให้พระโอรสและพระธิดาทั้งสองได้รับความยากลำบากมาก เทวดาได้ดลใจให้ชูชกหลงทางเดินมุ่งหน้าสู่นครสีพี

พระเจ้ากรุงสญชัย ทรงทราบจึงได้โปรดให้ไถ่หลานทั้งสองตามราคาที่พระเวสสันดรตั้งไว้ พร้อมทั้งประกาศประทานพระราชทรัพย์อื่น ๆ แก่ชูชกอีกเป็นจำนวนมาก ชูชกไม่เคยได้รับสิ่งของมากมายปานนี้ เกิดความโลภมาก บริโภคอาหารจนเกินพอดี ทำให้อาหารไม่ย่อย เสียชีวิตในที่สุด

พระเจ้ากรุงสญชัยรับสั่งให้จัดกระบวนทัพพาไพร่พลมุ่งไปยังเขาวงกต เพื่ออัญเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับคืนพระนคร ขณะนั้นฝ่ายพระเจ้ากาลิงคะ เมื่อฝนตกตามฤดูกาลแล้วก็โปรดให้พราหมณ์นำช้างปัจจัยนาเคนทร์มาคืนเมืองสีพีตามเดิม เมื่อกษัตริย์ทั้งหกพระองค์ คือ พระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสสดี พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระชาลีกุมาร และพระกัณหากุมารี พบกันกลางป่าใหญ่ก็ทำให้บังเกิดความดีใจและเสียใจพร้อม ๆ กัน ได้ทรงกันแสงถึงสลบไปทุกพระองค์

พระอินทร์จึงทรงดลบันดาลให้เกิดฝนโบกขรพรรษตกลงในที่ประชุมนั้น ทำให้กษัตริย์ทั้งหกฟื้นขึ้นมา พระเจ้ากรุงสญชัยจึงขออภัยโทษจากพระเวสสันดร เชิญกลับเมืองและวิงวอนให้ลืมความทุกข์ของพระองค์ไปเสีย สมกับพุทธภาษิตที่ว่า

“ธรรมดาบุตรควรนำความทุกข์ของบิดามารดาหรือพี่น้องออกเสียด้วยคุณที่ควรสรรเสริญอันใดอันหนึ่งแม้ด้วยชีวิตของตน”

ในที่สุด พระเวสสันดรและพระนางมัทรีก็เสด็จกลับสู่นครด้วยพระเกียรติอันยิ่งใหญ่ และต่อมาได้ขึ้นครองราชย์สมบัติปกครองนครสีพีโดยทศพิธราชธรรม ทำให้ประชาชนได้รับสันติสุขตลอดพระชนมายุ เมื่อพระเวสสันดรสิ้นพระชนม์แล้วก็ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต

 

Advertisements

Leave a comment

Filed under :: ชาดก พุทธสาวก ุพุทธสาวิกา ::, :: ธรรมศึกษา ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s