:: ม. 1 ::

  • พระมหากัสสะ

     เดิมชื่อ ปิปผลิ เป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อ กปิล หมู่บ้านมหาติฏฐะ เมืองราชคฤห์ นามเดิมของท่านไม่มีใครนิยมเรียก ส่วนใหญ่จะเรียกท่านว่า กัสสปะ ตามสกุลของท่าน

ปิปผลิมาณพ มีจิตใจใฝ่ในทางธรรม ไม่สนใจในกามคุณตั้งแต่เล็ก ๆ พอท่านอายุได้ 20 ปี บิดามารดาปรารถนาให้ท่านได้แต่งงานเป็นหลักฐาน จึงได้รบเร้าท่าน แต่ท่านก็พยามเบี่ยงบ่าย จนในที่สุดเมื่อทนความรบเร้าของบิดามารดาไม่ได้ จึงให้ช่างทองหล่อรูปสตรีที่สวยงามแล้วพูดว่า ถ้าหาสตรีที่มีความสวยงามเช่นรูปหล่อทองคำนี้ ก็จะแต่งงานด้วย บิดามารดาจึงสั่งให้พราหมณ์ 8 คน ค้นหาสตรีผู้มีรูปงามดั่งรูปหล่อทองคำ พราหมณ์ทั้งหมดจึงได้เดินทางไปแสวงหาจนถึงเมืองสาคละ แคว้นมัททะ ได้พบกับ นางภัททกาปิลานี ซึ่งเป็นบุตรสาวของโกลิยะพราหมณ์ เห็นว่ามีความสวยงามเช่นเดียวกับรูปหล่อทองคำ จึงไปเจรจาสู่ขอกับบิดามารดาของนางเพื่อให้สมรสกับท่านกัสสะ จนเป็นที่ตกลงกัน จึงแจ้งข่าวไปบอกแก่บิดามารดาของปิบผลิทราบ และได้กระทำการอาวาหมงคล (การแต่งงานโดยนำเจ้าสาวมาอยู่บ้านเจ้าบ่าว)

ทั้งปิบผลิมาณพและนางภัททกาปิลานี ทั้งสองท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ในทางธรรม การแต่งงานจึงเป็นเพียงแต่แต่งในนามเท่านั้น ทั้งสองท่านไม่เกี่ยวข้องกันในทางกามารมณ์ เมื่อบิดามารดาของทั้งสองท่านสิ้นชีวิตลง ทรัพย์สมบัติของทั้งสองตระกูลก็ตกเป็นสมบัติของท่านทั้งสอง แต่ 2 สามีภรรยาก็หายินดีในทรัพย์สมบัติไม่ เมื่อทั้งสองเบื่อหน่ายในการครองเรือน จึงชวนกันออกบวชโดยการโกนผมนุ่งผ้ากาสาวะ สะพายหม้อดิน อุทิศต่อพระอรหันต์ในโลก

วันหนึ่ง ทั้งสองสามีภรรยาได้เดินมาถึงทาง 2 แพร่ง จึงแยกกันไป ปิปผลิเดินทางมาถึงตำบลระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทะต่อกัน ได้พบพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ใต้พหุปุตตนิโครธ (ต้นกร่าง) จึงเข้าไปทูลขอบวช พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาท 3 ข้อ คือ

  1. เราจะพึงสำนึกด้วยความละอายใจและเกรงกลัวให้หนักแน่นในพระภิกษุสงฆ์ทุกระดับ หมายถึงให้มีความเคารพ
  2. เมื่อฟังพระธรรมจะตั้งใจฟังธรรมนั้น พร้อมพิจารณาเนื้อความจนเกิดความเข้าใจความหมายของธรรมนั้น
  3. จะตั้งสติไว้ในร่างกายไว้ให้มั่นคง

พระพุทธเจ้าทรงโปรดให้ปิปผลิได้รับการอุปสมบทด้วยการรับโอวาท 3 ข้อ หลังจากอุปสมบทแล้วท่านมีชื่อเรียกตามสกุลเดิมของท่านว่า “มหากัสสปะ” เมื่อพระมหากัสสปะอุปสมบทแล้วได้ประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาท 3 ข้อนั้น และในวันที่ 8 ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล พระมหากัสสปะมีนิสัยชอบความสงบ สงัด ยึดถือธุดงค์ 3 ข้ออย่างเคร่งครัด คือ

  1. ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
  2.  เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
  3.  อยู่ป่าเป็นวัตร

หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน พระมหากัสสปะได้ชักชวนพระสงฆ์ที่สำเร็จพระอรหันต์ จำนวน 500 รูป กระทำสังคายนา คือ ร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและทรงบัญญัติไว้ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พระมหากัสสปะ มีความดีเด่นด้วยประการต่าง ๆ ดังนี้

  1. พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านว่ามีคุณธรรมเสมอด้วยพระองค์
  2. ทรงแลกเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิของพระองค์กับผ้าสังฆาฏิของท่าน
  3. พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ
  4. ท่านเป็นผู้รักษาศรัทธาของชาวบ้านได้มาก

พระมหากัสสปะมีอายุยืนยาวถึง 120 พรรษา จึงนิพพานที่ระหว่างเขาสามลูก เมืองราชคฤห์
คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ถึงแม้ว่าพระมหากัสสปะจะมีความประสงค์ไม่อยากแต่งงานมีครอบครัว แต่ด้วยความเคารพเชื่อฟังต่อบิดามารดา จึงได้ปฏิบัติตาม
  2. เป็นผู้มีชีวิตเรียบง่าย พระมหากัสสปะ ได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในการปฏิบัติมักน้อยสันโดษ ท่านมีนิสัยชอบสงบ อยู่ในป่า ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
  3.  เป็นผู้เคร่งครัดในข้อปฏิบัติ ดังที่ท่านประพฤติปฏิบัติตนในธุดงค์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตนเพื่อขัดเกลาตนเองให้อยู่ในระเบียบวินัย และเพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนได้ประพฤติปฏิบัติตาม
  4.  เป็นผู้รับภาระหน้าที่พิทักษ์พระพุทธศาสนาไม่ทอดทิ้ง จากการที่พระมหากัสสปะได้ทราบถึงความมัวหมองของพระศาสนาเพราะถูกคนดูหมิ่นหรือบิดเบือนความจริง ท่านกลับไม่นิ่งดูดาย ตรงกันข้ามกลับชักชวนพระภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ จำนวนถึง 500 รูป ทำการ สังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยจนสืบทอดต่อมาถึงทุกวันนี้
  • พระอุบาลีเถระ

เป็นบุตรของนายช่างกัลบก ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญวัย ได้เป็นที่พอพระทัยเจ้าศากยะทั้ง 5 พระองค์ จึงได้รับตำแหน่งเป็นนายภูษามาลา

ต่อมาเมื่อศากยกุมารทั้ง 5 พระองค์เสด็จออกบวช ตนก็ได้ติดตามออกบวชด้วย พากันมาเฝ้าที่อนุปิยอัมพวันแห่งมัลลกษัตริย์ แคว้นมัลละ ศากยกุมารเหล่านั้นทูลขอให้บวชท่านก่อน เมื่อบวชแล้วได้ฟังพระกรรมฐานที่พระประทานสอนไม่ประมาทในการบำเพ็ญเพียร ในไม่ช้าก็บรรลุอรหันตผล ท่านได้ศึกษาและทรงจำพระวินัยอย่างแม่นยำชำนิชำนาญ จนกระทั่งได้รับพุทธานุญาตให้วินิจฉัยอธิกรณ์ 3 เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ อัชชุกวัตถุ และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงพระวินัย

ภายหลังเมื่อครั้งกระทำปฐมสังคายนา ท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้วิสัชชนาพระวินัยปิฎก ท่านดำรงอายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลเวลา ก็ดับขันธปรินิพพาน

คุณธรรมที่ควรถือเอาเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้ทรงภูมิความรู้ เนื่องจากท่านได้ทรงจำและผ่านการศึกษาเล่าเรียนมามาก จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มีหน้าที่วิสัชชนาพระวินัยปิฎก
2.เป็นผู้ที่วางตนเหมาะสม เป็นที่เคารพนับถือของบุคคลผู้ใกล้ชิด
3. เป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียร และมีความทรงจำอย่างแม่นยำชำนิชำนาญ

  • อนาถบิณฑิกะ

เดิมมีชื่อว่า “สุทัตตะ” เป็นบุตรชายของเศรษฐีชื่อสุมนะ ในเมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล ส่วนมารดาไม่ปรากฏนาม คำว่า “อนาถบิณฑิกะ” เป็นชื่อที่เกิดจากคุณธรรมของท่าน เนื่องจากท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน โดยได้ตั้งโรงทานให้ทานแก่ยาจกวณิพกเป็นประจำ คนทั้งหลายจึงเรียกว่าอนาถบิณฑิกะ แปลว่า ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา ภายหลังต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งจากทางราชการสมัยนั้นให้อยู่ในตำแหน่งเศรษฐี โดยการสืบทายาทจากบิดาของท่าน ท่านจึงได้รับการเรียกชื่อว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้มาพบและได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ เหตุที่ได้เข้าเฝ้าเนื่องจากท่านได้มาทำกิจธุระเกี่ยวกับการค้าขายที่นี้และได้พักกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่มีฐานะเป็นเศรษฐีเหมือนกัน และวันนั้นท่านได้เห็นคนในบ้านตระเตรียมอาหารเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น จึงสอบถามเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากเศรษฐีผู้เป็นเพื่อนแล้ว ก็เกิดความรู้สึกดีใจที่ได้ทราบว่ามีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นพระองค์ทรงประทับอยู่ที่สีตวัน หรือป่าไม้สีเสียดใกล้กับพระเวฬุวัน ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า จนสำเร็จมรรคผลเป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบัน ประกาศตนเป็นอุบาสกนับถือพระรัตนตรัยด้วยศรัทธามั่นคง

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถี เพื่อประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้าทรงรับคำทูลอาราธนา เมื่อท่านกลับมายังเมืองสาวัตถีแล้วได้วางแผนเตรียมการใหญ่ในการที่จะถวายการต้อนรับพระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ที่จะเสด็จไปเมืองสาวัตถี การวางแผนนั้นมี 2 ประการ คือ
1. สร้างที่พักค้างคืนระหว่างทางจากเมืองราชคฤห์ ถึงเมืองสาวัตถีไว้เป็นระยะ ๆ พร้อมกับเตรียมอาหารไว้ถวายทุกแห่งด้วย
2. เตรียมสร้างที่ประทับถาวรไว้ที่เมืองสาวัตถี โดยการขอซื้อสวนของเจ้าชายองค์หนึ่งที่เมืองสาวัตถี นามว่า เจ้าเชต ซึ่งมีบริเวณกว้างใหญ่ ซึ่งเจ้าเชตได้ตกลงขายสวนป่าแห่งนี้แก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อซื้อได้แล้ว ท่านได้สร้างเสนาสนะคือที่อยู่อาศัยสำหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ อาคารที่พักทั้งหมดเรียกว่า วิหาร แปลว่า วัด และตั้งชื่อวัดนี้ว่า “เชตวัน”

เมื่องานทุกอย่างเสร็จแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกจำนวนมาก อนาถบิณฑิกเศรษฐีพร้อมด้วยชาวเมืองได้รับเสด็จพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกอย่างยิ่งใหญ่ ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระสงฆ์ทุกวัน นอกจากนี้อนาถบิณฑิกเศรษฐียังได้รับเชิญไปให้คำแนะนำและจัดการงานบุญกุศลที่ชาว เมืองสาวัตถีเขาจัดทำเป็นประจำ เมื่อท่านไม่อยู่บ้านก็มอบหมายให้สุภัททาซึ่งเป็นลูกสาวคนโตช่วยจัดการถวายทานที่บ้านแทน เมื่อลูกสาวคนโตแต่งงานไปอยู่บ้านสามี ก็มอบหมายให้จูฬสุภัททาลูกสาวคนรองรับหน้าที่แทน ครั้นลูกสาวคนรองแต่งงานไปอยู่บ้านสามี ก็มอบให้สุมนาลูกสาวคนเล็กรับหน้าที่สืบแทน

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำตนเป็นผู้อุปัฏฐากบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นเวลานาน ท่านจึงเป็นคนที่ได้รับประทานของอร่อยด้วยมือตนเองก่อน แล้วก็ต้องการให้บุคคลอื่นได้รับประทานของอร่อยด้วยเช่นนั้นบ้าง จึงได้พยายามเชิญชวน ชักชวนเพื่อนฝูงที่คุ้นเคยสนิทสนมกันให้มาสนใจฟังธรรมะ ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก จนคนเหล่านั้นได้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอำนวยผลให้มีความสุขโดยทั่วกัน

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น “อัครสาวก” ในบั้นปลายชีวิต ท่านป่วยหนัก ได้ให้คนไปนิมนต์
พระสารีบุตรมาเทศน์โปรด พระสารีบุตรได้แสดงธรรมะระดับวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้ท่านเกิดความปีติปราโมทย์ในชีวิตของท่าน และเข้าใจความจริงของชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมาว่าจะต้องเป็นอย่างนี้เอง ทำให้ท่านลดความเจ็บปวดของโรคไปได้ เพราะไม่ให้ความสำคัญแก่โรคที่กำลังเสียดแทงท่านอยู่ และจิตใจของท่านมาจดจ่ออยู่ที่ธรรมะ เมื่อพระเถระลากลับไปแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ถึงแก่นธรรมด้วยอาการสงบ

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มั่นคงในการทำบุญ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้มีความมั่นคงในการทำบุญตั้งแต่ยังเยาว์วัย เป็นคนใจบุญสุนทานมาก ชอบทำบุญกุศลโดยเฉพาะการให้ทานและฟังธรรมเป็นประจำ
2. เป็นทายกตัวอย่าง ท่านเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของชาวพุทธได้อย่างยอดเยี่ยม กล่าวคือ การอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ การชักชวนมหาชนให้ทำบุญกุศล ด้วยการให้ทาน และเมื่อบ้านใดมีกิจการงานบุญเกิดขึ้น ท่านมักจะได้รับการเชื้อเชิญให้ไปร่วมงานบุญนั้น ๆ อยู่เสมอ ๆ นอกจากนั้น ท่านยังชักชวนให้เพื่อนสนิทมิตรสหายตลอดจนบริวารให้หมั่นสดับตรับฟังธรรมะ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผล แห่งการปฏิบัติอย่างแท้จริง นับว่าเป็นทายกที่เป็นแบบอย่างคนหนึ่ง

  • นางวิสาขา

นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี บิดาชื่อ ธนัญชัย มารดาชื่อ สุมนาเทวี เมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ ต่อมาได้ย้ายตามบิดามารดามาอยู่เมืองสาเกต ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองพาราณสี เมื่อนางวิสาขามีอายุได้ 7 ขวบ ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่ออายุได้ 16 ปี นางได้แต่งงานกับชายหนุ่มชื่อ ปุณณวัฒน ซึ่งเป็นลูกเศรษฐีในเมืองสาวัตถี

นางวิสาขา มีคุณสมบัติที่พรั่งพร้อมด้วยเบญจกัลยาณี หมายถึงลักษณะงดงามพร้อมทั้ง 5 ประการ ได้แก่ 1) ผมงาม คือ ผมดำสลวยเป็นเงางาม 2) เนื้องาม คือ เหงือกงามและริมฝีปากงาม 3) กระดูกงาม คือ ฟันขาวงามเป็นระเบียบ 4) ผิวงาม คือ ผิวเกลี้ยงเกลางามไม่มีไฝฝ้า และ 5) วัยงาม คือ มีความงามเหมาะสมกับวัยของตน

วันหนึ่งนางวิสาขาได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระที่คฤหาสน์ของตน ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกมาฉันอาหาร นางวิสาขาได้ส่งคำเชิญไปยังมิคารเศรษฐีบิดาสามีของตนซึ่งยังไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาให้มาร่วมทำบุญ เมื่อมิคารเศรษฐีได้เฝ้าพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรมซึ่งไม่เคยฟังมาตลอดชีวิต ฟังจบก็สำเร็จอริยบุคคลชั้นโสดาบัน

นางวิสาขาเป็นผู้ริเริ่มการถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุผู้เข้าพรรษา เพราะนางทราบว่าภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนไม่เหมาะสม ดูประหนึ่งชีเปลือย จึงขออนุญาตพระพุทธเจ้าถวายผ้าอาบน้ำฝน ต่อมาจึงเป็นประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนมาถึงทุกวันนี้
นางวิสาขาได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะ (เลิศกว่าผู้อื่น) ในด้านการถวายทาน มีอายุยืนยาวถึง 120 ปี มีบุตรชาย 10 คน บุตรสาว 10 คน เป็นสาวิกาที่อุปถัมถ์พระพุทธศาสนาที่สำคัญคนหนึ่งคู่กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า
2. เป็นผู้มีความเชื่อฟังบิดา มารดา และมีความซื่อสัตย์มั่นคงต่อสามี
3. เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ใช้หลักธรรมแก้ปัญหาในครอบครัวได้
4. เป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนความเชื่อถือของบิดาสามี ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา

  • อัมพชาดก

          ชาดกเป็นเรื่องราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสแก่พุทธบริษัทเพื่อยกเป็นอุทาหรณ์สอนธรรม ในแต่ละชาดกมีเรื่องราวที่สนุกพร้อมแทรกคติสอนใจ เพราะฉะนั้น การศึกษาชาดกจึงได้ทั้งคติสอนใจและความเพลิดเพลินใจไปพร้อมกันด้วย

ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสียังมีครอบครัวปุโรหิตครอบครัวหนึ่งถึงความวิบัติด้วยอหิวาตกโรค มาณพผู้เป็นบุตรชายรีบหนีออกจากบ้านเดินทางไปยังเมืองตักกสิลาและได้ร่ำเรียนศิลปวิทยาในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมื่อเรียนจบแล้วได้ท่องเที่ยวไปจนถึงหมู่บ้านจัณฑาลแห่งหนึ่ง

ณ ที่นั้น เขาเห็นชายจัณฑาลคนหนึ่งที่สามารถเสกต้นมะม่วงให้ผลิดอกออกผลนอกฤดูกาลได้ แล้วนำไปขายเลี้ยงชีพตนและลูกเมียมาตลอด

มาณพเฝ้าติดตามดูจนแน่ใจ จึงคิดอยากได้มนต์นี้ ได้เพียรขอเป็นศิษย์เล่าเรียนวิชาแต่ถูกปฏิเสธ เพราะชายจัณฑาลเห็นว่าต่อไปมาณพจะไม่สามารถรักษาความรู้เอาไว้ได้ มาณพจึงหาวิธีการใหม่ โดยเริ่มจากขอทำงานในบ้านของชายจัณฑาล คอยรับใช้งานทุกอย่าง ตั้งแต่ ตำข้าว หุงหาอาหาร ตักน้ำล้างหน้า และแม้กระทั่งล้างเท้าให้ชายจัณฑาล นอกจากนี้ ยังรับใช้งานอื่นด้วยความอดทน

วันหนึ่ง ชายจัณฑาลใช้ให้มาณพหนุ่มไปหาเขียงมาหนุนขาเตียงในเวลาตนเข้านอน แต่มาณพหาเขียงไม่ได้จึงยอมเอาขาของตนรองรับขาเตียงไว้ตลอดคืน

ในเวลาต่อมาภรรยาของชายจัณฑาลคลอดบุตร มาณพผู้นี้ก็คอยดูแลรับใช้ทุกอย่างจนภรรยาของชายจัณฑาลเกิดความสงสาร จึงอ้อนวอนสามีขอให้สอนมนต์เสกมะม่วงแก่มาณพ ชายจัณฑาลก็ยินยอมรับมาณพเป็นศิษย์สั่งสอนมนต์เสกผลไม้นอกฤดูกาลให้พร้อมทั้งสั่งไว้ว่า ถ้าเมื่อใดที่มาณพ ได้ลาภสักการะอันยิ่งใหญ่เพราะมนต์บทนี้แล้ว เวลาพระราชาหรือราชอำมาตย์ถามว่าเรียนมนต์นี้มาจากใคร ให้บอกชื่อและโคตรของอาจารย์ตามความเป็นจริง มิฉะนั้นมนต์บทนี้จะเสื่อมหายไปทันที มาณพผู้นั้นก็รับคำแล้วลาจากไป

หลังจากนั้น มาณพได้ทดลองมนต์ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ทำให้ได้รับทรัพย์สินมากมายจากการเสกมะม่วงขายนอกฤดูกาล จนมาถึงกรุงพาราณสี เมื่อนายอุทยานซื้อมะม่วงไปถวายพระเจ้าพาราณสี พระองค์ทรงพอพระทัยในรสอันโอชาของมะม่วงเป็นอย่างมาก ทรงทราบว่ามาณพเป็นผู้ทำ จึงโปรดให้เสกมะม่วงในพระราชอุทยานให้มีผลนอกฤดูกาลถวาย และได้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพระเจ้าพาราณสีเสวยมะม่วงโอชารสแล้วตรัสถามมาณพว่าเรียนมนต์นี้มาจากสำนักใด มาณพอายที่จะทูลว่าตนเป็นศิษย์ของชายจัณฑาลจึงปกปิดความจริง และกราบทูลเป็นความเท็จว่า ตนศึกษามาจากสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ทำให้พระเจ้าพาราณสีทรงพอพระทัยที่ได้ศิษย์ของอาจารย์ทิศาปาโมกข์มารับราชการกับพระองค์ นอกจากการกล่าวคำเท็จเพราะเกรงจะถูกคนดูหมิ่นเหยียดหยามแล้ว มาณพยังคิดว่าตนได้ใช้มนต์นี้มาจนชำนาญแล้ว มนต์คงไม่เสื่อมตามคำเตือนของชายจัณฑาลเป็นแน่ จึงกล่าวเท็จโดยลืมคิดไปว่า ตนได้รับความรู้จากชายจัณฑาลมาใช้เลี้ยงชีพจนร่ำรวยทั้งเงินทองและได้ยศศักดิ์ เพราะความที่เขาเป็นคนเนรคุณนี่เองทำให้มนต์ของมาณพผู้นี้เสื่อมไปโดยไม่รู้สึกตัว

ในเวลาต่อมา พระเจ้าพาราณสีได้เสด็จไปประทับที่พระราชอุทยานและโปรดให้เรียกหามาณพมาเสกมะม่วงถวายต่อหน้าพระพักตร์ แต่มาณพนั้นไม่อาจเสกมะม่วงได้เหมือนแต่ก่อน ได้แต่ยืนนิ่งเฉย พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงตรัสถาม จนมาณพสุดที่จะบ่ายเบี่ยง ต้องทูลความจริงว่าชายจัณฑาลคือครูอาจารย์ผู้สอนมนต์เสกมะม่วงให้แก่ตน แต่เพราะไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์จึงได้ทูลความเท็จทำให้มนต์เสื่อมไป พระเจ้าพาราณสีทรงพิโรธอย่างยิ่ง ทรงติเตียนว่ามาณพเป็นคนชั่วช้าเลวทราม ไม่รู้บุญคุณของครูอาจารย์ผู้ให้ความรู้ ดุจดังคนโง่ไม่รู้คุณค่าของดวงแก้วที่ตนได้รับความจริงแล้ว ศิษย์ต้องเคารพและกตัญญูรู้คุณต่อครูอาจารย์ จึงมีพระราชโองการให้ลงโทษโดยการเฆี่ยนตีและขับไล่มาณพผู้เนรคุณออกไปจากพระราชวัง

มาณพเสียใจเดินร้องไห้ไปจนถึงบ้านชายจัณฑาลผู้เป็นอาจารย์ บอกเล่าถึงความผิดพลาดของตน โดยอ้างว่ากระทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์พร้อมทั้งอ้อนวอนขอเรียนมนต์เสกมะม่วงใหม่อีกครั้ง แต่ชายจัณฑาลกล่าวปฏิเสธเพราะได้เตือนถึงเรื่องที่มนต์จะเสื่อมไว้ก่อนแล้ว แต่มาณพเป็นคนพาล โง่เขลา อกตัญญู หลงตัวลืมตน โกหกมดเท็จ และประมาทจึงต้องพบกับความพินาศ แล้วขับไล่ไปให้พ้นเสีย มาณพเสียใจมากที่ตนเองทำให้มนต์เสื่อมสูญไป จึงเข้าไปผูกคอตายในป่า

ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนอกตัญญู เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ ไม่เคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์จะเป็นผู้ที่น่ารังเกียจ แม้จะได้รับเงินทองยศศักดิ์มากเพียงใดก็ต้องพบกับความพินาศในที่สุด

  • ติตติรชาดก

          ณ ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งในป่าหิมพานต์ เป็นที่อาศัยของสัตว์สามชนิด คือ ช้าง ลิง และ นกกระทา สัตว์ทั้งสามไม่ค่อยชอบหน้ากันโดยช้างถือว่าตนมีร่างกายแข็งแรงใหญ่โต ลิงถือว่าตนแคล่วคล่องว่องไว ส่วนนกกระทาก็ถือว่าตนนั้นบินได้เก่ง จึงพยายามหาทางกลั่นแกล้งกันและกันอยู่เสมอ

วันหนึ่ง ช้างซึ่งคิดว่าตนเองแข็งแรงที่สุด มีรูปร่างใหญ่โต ต้องมีอำนาจมากกว่าสัตว์อื่น จึงแผดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนลิงและนกกระทาตกใจนอนไม่หลับ ทำให้สัตว์ทั้งสองโกรธแค้นเป็นอันมาก

วันหนึ่ง ลิงเห็นช้างกำลังกินหน่อไม้ริมทางอย่างเพลิดเพลิน ก็แกล้งโยนรังมดแดงใส่หลัง มดแดงรุมกัดช้างจนร้องลั่น ลิงหัวเราะชอบใจแล้วหันไปรื้อรังนกกระทา

นกกระทาแค้นใจเป็นอันมากที่ถูกช้างและลิงกลั่นแกล้งจึงพยายามหาทางแก้แค้นคืนบ้าง พอเห็นลิงและช้างเผลอ ก็บินขึ้นไปและถ่ายมูลรดหัวช้างและลิงเป็นการแก้แค้น

ทั้งสามต่างแกล้งกันอยู่อย่างนี้ทุกวันจนไม่เป็นอันทำมาหากิน เป็นผลให้สัตว์ทั้งสามมีร่างกายผ่ายผอมอ่อนแอ จิตใจเสื่อมโทรมลงทุกวัน

ในที่สุดสัตว์ทั้งสามเห็นว่าการกลั่นแกล้งกันทำให้เกิดความเดือดร้อน มีแต่ผลเสีย จึงปรึกษากันว่าควรจะเลือกผู้ที่มีอายุมากที่สุดเป็นหัวหน้า โดยใช้วิธีการสืบสาวเรื่องราวว่าใครรู้จักต้นไทรนี้ก่อนกัน

ช้างตอบว่า “ข้ารู้จักต้นไทรต้นนี้ตั้งแต่ต้นไทรสูงไม่เกินระดับท้องของข้า”

ส่วนเจ้าลิงกลัวจะน้อยหน้าเพื่อนจึงตอบว่า “ข้านี่นะ รู้จักไทรต้นนี้ตั้งแต่ยังต้นเล็กนิดเดียวเท่านั้น”

นกกระทาได้ยินช้างกับลิงตอบเช่นนั้นจึงตอบอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “นี่แน่ะเพื่อนรัก ข้าจะบอกอะไรให้ เมื่อก่อนต้นไทรต้นนี้ไม่มีหรอก ข้าต้องบินไปกินผลไทรในป่าโน้นกินเสร็จก็บินกลับมาที่นี่ แล้วพอดีเกิดปวดท้องจนทนไม่ไหวจึงถ่ายมูลไว้ตรงนี้ เมล็ดไทรจากมูลที่ข้าถ่ายไว้นั่นเองที่เกิดเป็นต้นไทรขึ้น”

เมื่อซักถามประวัติกันเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่านกกระทาเป็นผู้มีอายุมากที่สุด ได้รับการยกย่องให้เป็นพี่ใหญ่ ช้างและลิงต้องเชื่อฟัง

นับตั้งแต่นั้นมา นกกระทาทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกน้อง ๆ ให้ตื่นแต่เช้าแล้วบินขึ้นที่สูง เพื่อสำรวจแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ พาช้างและลิงไปที่นั่น

โดยให้ลิงเป็นฝ่ายขึ้นไปเก็บผลไม้มากินกัน และบรรทุกผลไม้ที่เหลือไว้บนหลังช้าง เก็บไว้เป็นอาหารมื้อต่อไป

ในที่สุดสัตว์ทั้งสามก็มีสุขภาพกายจิตดีขึ้นเรื่อย ๆ ต่างพร้อมใจกันทำหน้าที่ที่ตนถนัด ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขด้วยการพึ่งพาอาศัยกันและกัน

    ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการนับถือกันตามลำดับวัยวุฒิ รู้จักเคารพซึ่งกันและกัน และรู้จักเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่กันย่อมนำมาซึ่งความสุขในการอยู่ร่วมกัน

Advertisements

Leave a comment

Filed under :: ชาดก พุทธสาวก ุพุทธสาวิกา ::, :: ธรรมศึกษา ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s