วิธีปฏิบัติและประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา

จิตที่ไม่ได้รับการฝึกมักจะหวั่นไหวเอนเอียงได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบ เช่น หากมีใครมาทำให้โกรธก็มักจะโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ใช้คำด่าที่ก้าวร้าว หยาบคาย ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่มีอาการเช่นนี้หรือบางครั้งเมื่อเกิดความรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจบ่นเพ้อถึงกับเสียสติไปก็มี หรือเมื่อดีใจก็ระงับตัวเองไม่อยู่ พลอยกระโดดโลดเต้น ถึงกับร้องไห้ไปเลยก็มี ลักษณะอาการเช่นนี้ เรียกว่าเป็นจิตอ่อนแอ การที่จะฝึกจิตให้เข้มแข็งไม่อ่อนแอได้นั้น จะต้องหมั่นพยายามฝึกฝนอยู่เสมอ เพราะจิตของคนเราเป็นสภาพที่กลับกลอก ไม่อยู่กับที่ ห้ามยาก โอนเอนง่าย สังเกตดูว่า เมื่อเราถูกเพื่อนชักชวนไปเที่ยว หากมีจิตอ่อนแอไม่เข้มแข็ง หรือไม่เคยผ่านการบริหารฝึกฝนอบรมจิตมาก่อน ก็อาจโอนเอนหนีไปเที่ยวตามเพื่อนได้

วิธีเจริญสมาธิ
พระธรรมปิฏก กล่าวว่า ผู้ปฏิบัติธรรมอาจใช้สมาธิเพียงชั้นต้น ที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ(สมาธิชั่วขณะ : กล่าวแล้วใน ม.1)เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับใช้ปัญญาพิจารณาสภาวธรรมตามหลักวิปัสสนา และสมาธินั้นก็จะเจริญขึ้นไปกับการเจริญวิปัสสนาด้วย อย่างใดก็ดีแม้ว่าสมาธิที่เจริญขึ้นไปด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ ในที่สุดจะมีกำลังพอที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติบรรลุผลของการวิปัสสนาคือความหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ประจักษ์แจ้งนิพพานได้ก็จริงแต่ก็ไม่แรงกล้าเพียงพอที่จะให้ได้ผลสำเร็จทางจิตที่เป็นส่วนพิเศษออกไป คือ อภิญญาชั้นโลกีย์ต่าง ๆ มีอิทธิปาฏิหาริย์ เป็นต้น นอกจากนั้น การเริ่มต้นด้วยสมาธิที่ยังอ่อน ก็เหมือนคนเดินทางที่มีกำลังน้อยไม่เข้มแข็ง ทำให้มีความพร้อมในการเดินทางน้อยลง แม้จะหวังไปค่อย ๆ เสริมกำลังข้างหน้า ก็สู้คนที่เตรียมพร้อมเต็มที่ไปแต่ต้น เริ่มเดินทางด้วยความมั่นคงไม่มีห่วงกังวลเลยไม่ได้ ยิ่งถ้าปัญญาไม่เฉียบแหลมอีกด้วยก็ยิ่งยากลำบาก หรือถ้ามีปัญญาแกล้วกล้ามากไปบางทีก็พาให้ฟุ้งซ่านเข้าไปอีก ดังนั้นจึงความนิยมที่จะฝึกอบรมเน้นหนักด้านสมาธิให้เป็นพื้นฐานไว้ก่อนไม่มาก็น้อย แม้จะไม่หวังเอาผลสำเร็จทางด้านพลังจิตถึงขั้นฤทธิ์อภิญญาอะไร แต่ก็พอให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคงพอสมควรในการเจริญปัญญาต่อไปเรื่องที่ว่านี้ ถ้ามองดูความเป็นไปในชีวิตจริงจะเห็นชัดยิ่งขึ้น คนบางคนถ้าอยู่ในสถานที่มีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อย หรือมีคนอื่นเดินผ่านไปผ่านมา จะทำอะไรที่ใช้ความคิดไม่ได้เลย ที่จะใช้ปัญญาพิจารณาอะไรอย่างลึกซึ้งยิ่งไม่ได้เลย แต่คนบางคนมีจิตแน่วแน่มั่นคงดีกว่า แม้จะมีเสียงต่าง ๆ รบกวนรอบด้าน มีคนพลุกพล่านจอแจ ก็สามารถใช้ความคิดพิจารณาทำงานที่ต้องใช้สติปัญญาได้ อย่างปกติ บางคนมีกำลังจิตเข้มแข็งมาก แม้อยู่ในสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นหวาดกลัวก็ไม่หวั่นไหว สามารถใช้ปัญญาคิดการณ์ต่าง ๆ อย่างได้ผลดีดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ การฝึกอบรมเจริญสมาธิมีหลักสำคัญกว้าง ๆ ดังนี้คือ

การเจริญสมาธิตามวิธีธรรมชาติ

การเจริญสมาธิตามวิธีธรรมชาติ คือ การปฎิบัติตามหลักการเกิดขึ้นของสมาธิในกระบวนธรรมที่เป็นไปเองตามธรรมดาของธรรมชาติ ซึ่งพุทธพจน์แสดงไว้มากมายหลายแห่ง สาระสำคัญของกระบวนธรรมนี้คือ กระทำสิ่งที่ดีงามอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เกิดปราโมทย์(ความบันเทิงใจ ปลื้มใจ) ขึ้น จากนั้นก็จะเกิดมีปีติ(ความอิ่มใจ)ซึ่งตามมาด้วยปัสสัทธิ (ความสงบกายสงบใจ) ความสุขและสมาธิในที่สุด หลักการทั่วไปมีอยู่อย่างหนึ่งว่า การที่กระบวนธรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น ตามปกติจะต้องมีศีลเป็นฐานรองรับอยู่ก่น สำหรับคนทั่วไปศีลนี้ก็หมายเอาเพียงแต่การที่มิได้ไปเบียดเบียนล่วงละเมิดใครมา ที่จะเป็นเหตุให้ใจคอวุ่นวายคอยระแวงหวาดหวั่นกลัวโทษหรือเดือดร้อนในใจความผิดความชั่วร้ายของตนเอง มีความประพฤติสุจริตเป็นที่สบายใจตน ทำให้เกิดความมั่นใจตัวเองได้ ส่วนการกระทำที่จะให้เกิดปราโมทย์ก็มีได้หลายอย่าง เช่นอาจนึกถึงความประพฤติดีงามสุจริตของตนเองแล้วเกิดความปลาบปลื้มบันเทิงใจขึ้นก็ได้ อาจระลึกถึงการทำงานบำเพ็ญประโยชน์ของตน อาจระลึกถึง
พระรัตนตรัยและสิ่งดีงามอื่น ๆ อาจหยิบยกเอาหลักธรรมบางอย่างขึ้นมาก็ได้ทั้งสิ้น องค์ธรรมสำคัญที่จะเป็นบรรทัดฐานหรือเป็นปัจจัยใกล้ชิดที่สุดให้สมาธิเกิดขึ้นได้ ก็คือความสุข ดังพุทธพจน์ที่ตรัสเป็นแบบไว้เสมอ ๆ ว่า “สุขิโน จิตตํ สมาธิยติ” แปลว่า ผู้มีสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ

2) การเจริญสมาธิตามหลักอิทธิบาท

อิทธิบาท แปลว่า ธรรมเครื่องให้ถึงอิทธิ(ฤทธิหรือความสำเร็จ)หรือธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ทางแห่งความสำเร็จ มี 4 อย่าง คือ ฉันทะ ความพอใจ วิระยะ ความเพียร จิตตะ ความคิดจดจ่อ และวิมังสา ความคิดใตร่ตรอง

1. ฉันทะ ความพอใจ ได้แก่ ความมีใจรักในสิ่งที่ทำ และพอใจอยากทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ดังนั้นหากเรามีความพอใจในสิ่งที่เรากระทำดำเนินสู่
จุดหมาย ไม่ฟุ้งซ่าน ฉันทาสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากความพอใจ)ก็เกิดขึ้น

2. วิริยะ ความเพียร ได้แก่ ความอาจหาญ แกล้วกล้า ความบากบั่น การที่มีใจสู้ไม่ย่อท้อหวาดหวั่นกลัวต่ออุปสรรคและความยากลำบากทั้งหลาย คนที่มีความเพียรเท่ากับมีแรงหนุนเวลาทำงานหรือปฏิบัติธรรมก็ตาม จิตใจจะแน่วแน่ มั่นคง มุ่งสู่จุดมุ่งหมาย สมาธิก็เกิดขึ้นได้ เรียกว่า
เป็นวิริยสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากความเพียร)

3. จิตตะ ความคิดจดจ่อ หรือเอาใจฝักใฝ่ ได้แก่ ความมีจิตผูกพัน จดจ่อ เฝ้าคิดเรื่องนั้น ใจอยู่กับงานนั้น ถ้ามีใจจดจ่อแต่ในเรื่องนั้นๆ จิตใจก็ตั้งมั่น จิตจะแน่วแน่ในกิจที่ทำ มีกำลังมากเฉพาะสำหรับกิจนั้น เรียกว่าเป็นจิตตะสมาธิ(สมาธิที่เกิดจากจิตใจจดจ่อ)

4. วิมังสา ความคิดไตร่ตรอง ได้แก่ การใช้ปัญญาพิจารณาหมั่นใคร่ครวญตรวจหาเหตุผลและตรวจสอบข้อบกพร่องหรือ ข้อขัดข้องในกิจที่ทำ รู้จักทดสอบคิดค้นหาทางแก้ไขปรับปรุง ข้อนี้เป็นการใช้ปัญญาชักนำสมาธิ การคิดไตร่ตรองอย่างนี้ ย่อมช่วยรวมจิตให้คอยกำหนดและติดตามเรื่องที่พิจารณาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เป็นเหตุให้จิตแน่วแน่แล่นดิ่งไปกับเรื่องที่พิจารณา ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก และมีกำลัง เรียกว่าเป็นวิมังสาสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากการคิดใคร่ไตร่ตรอง)ความจริงอิทธิบาท 4 อย่างนี้ เกื้อหนุนกันและมักมาด้วยกัน เช่น เกิดฉันทะ มีใจรักแล้วก็ทำให้พากเพียร เมื่อมีความพากเพียร ก็เอาใจจดจ่อใจจดจ่อใฝ่ใจอยู่เสมอ และเปิดช่องให้ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองสาระของการสร้างสมาธิตามหลักอิทธิบาท ก็คือเอางาน สิ่งที่ทำหรือจุดหมายที่ต้องการเป็นอารมณ์ของจิต แล้วปลุกเร้าระดับฉันทะ วิริยะ จิตตะ หรือวิมังสา เช้านำหนุน สมาธิก็เกิดขึ้นและมีกำลังแข็งกล้า ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขและบรรลุผลสำเร็จด้วยดี

โดยนัยนี้ ในการปฏิบัติธรรมก็ดี ในการเล่าเรียนศึกษา หรือประกอบกิจการงานอื่นใดก็ดี เมื่อต้องการสมาธิ เพื่อให้กิจที่ทำนั้นดำเนินไปอย่างได้ผลดี ก็พึงปลุกเร้าและชักจูงอิทธิบาท 4 อย่างนี้ ให้เกิดเป็นองค์ธรรมเด่นนำขึ้นสักข้อหนึ่ง แล้วสมาธิความสุขสบายใจและการทำงานที่ได้ผล ก็เป็นอันหวังได้เป็นอย่างมากว่าจะเกิดมีตามมาเอง พร้อมกันนั้นการฝึกสมาธิหรือการปฏิบัติธรรมส่วนหนึ่งก็จะเกิดมีขึ้นในห้องเรียน ในบ้าน ในทุ่งนา ในที่ทำงาน และในสถานที่ทุก ๆ แห่ง

ตัวอย่างเช่น เมื่อจะสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ครูก็ทำตนเป็นกัลยาณมิตร โดยอาจชี้แจงให้นักเรียนเห็นคุณค่าความดีของของวิชานั้นหรือเรื่องราวนั้น ให้มองเห็นว่าวิชานั้นมีประโยชน์อย่างไร อาจเป็นประโยชน์ของตัวผู้เรียนเองเกี่ยวกับการหางานทำ การได้รับผลตอบแทนหรือความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เป็นต้น หรือถ้าจะให้ดีควรเป็นประโยชน์ของส่วนรวม เช่น ความเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์จนทำให้นักเรียนเกิดความรักความพอใจอยากเรียนเพราะอยากรู้วิชานั้น เรียกว่ากระตุ้นฉันทะให้เกิดขึ้นหรืออาจพูดปลุกเร้าในแง่ที่เป็นสิ่งท้าทายสติปัญญาความสามารถทำให้เกิดความเข้มแข็งคึกคักที่จะเรียน หรือกล่าวถึงตัวอย่างการกระทำสำเร็จของผู้อื่น ให้เกิดกำลังใจสู้ เป็นต้นเรียกว่ากระตุ้นวิริยะให้เกิดขึ้นหรืออาจกระตุ้นในแง่ของความรู้สึกเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบ ให้เห็นความเกี่ยวข้องและความสำคัญของเรื่องนั้นต่อชีวิตหรือต่อสังคม เช่น เรื่องเกี่ยวกับภัยอันตรายและปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งแม้นักเรียนจะมิได้ชอบมิได้รัก เรื่องนั้น แต่ก็จะเอาใจใส่ตั้งจิตจดจ่อเรียนอย่างแน่วแน่ เรียกว่า ทำจิตตะให้เกิดมีขึ้น หรือ ครูอาจสอนตามแนวของการสำรวจ ตรวจสอบ สืบสวน ทดลอง หรือค้นคว้าหาเหตุผล เช่น ตั้งเป็นปัญหาหรือคำถาม เป็นต้น ซึ่งนักเรียนจะต้องคิดไตร่ตรอง(วิมังสา) นักเรียนก็จะเรียนอย่างมีสมาธิได้เหมือนกัน

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s