วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ เป็นวิธีการแห่งปัญญา เป็นการใช้ความคิดอย่างถูกวิธี โยนิโสมนสิการเป็นการฝึกการใช้ความคิด ให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างมีระเบียบ รู้จักคิดวิเคราะห์ไม่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้นเขิน ผิวเผิน เป็นขั้นสำคัญในการสร้างปัญญาที่บริสุทธิ์ เป็นอิสระ ทำให้ทุกคนช่วยตนเองได้ และนำไปสู่จุดหมายของพุทธธรรมแท้จริง

วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรมพระธรรมปิฎก กล่าวว่า วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม หรือเรียกว่าคิดแบบเร้ากุศล หรือคิดแบบกุศลภาวนาเป็นวิธีคิดในแนวสะกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลาตัณหา จึงจัดได้ว่าเป็นข้อปฏิบัติระดับต้น ๆ สำหรับส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม และสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบนี้ คือ ประสบการณ์คือสิ่งที่ได้ประสบหรือได้รับรู้อย่างเดียวกันบุคคลผู้ประสบหรือรับรู้ต่างกันอาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่าง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่ได้สะสมไว้ หรือขึ้นอยู่กับจิตนึกคิดในขณะนั้น เช่น คนหนึ่งมองสิ่งหนึ่งแล้วคิดปรุงแต่งไปในทางที่ดีงาม เป็นประโยชน์ เป็นกุศล แต่อีกคนหนึ่งกลับคิดไปในทางที่ไม่ดีไม่งาม เป็นโทษ เป็นอกุศล แม้แต่บุคคลเดียวกันมองเห็นอย่างเดียวกัน หรือประสบอารมณ์อย่างเดียวกัน แต่ต่างเวลากัน ก็อาจคิดปรุงแต่งที่แตกต่างกันก็ได้ ดังนั้น การทำใจที่ช่วยตั้งต้นและชักนำความคิดให้เป็นไปในทางที่ดีงาม และเป็นประโยชน์ เรียกว่าเป็นวิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มีความสำคัญทั้งในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงาม เป็นประโยชน์ในขณะนั้น ๆ และในแง่ที่ช่วยแก้นิสัยความเคยชินที่คิดร้าย ๆ หรือมองโลกในแง่ร้าย ของจิตที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิม พร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ ๆ ที่ดีงามให้แก่จิตไปในเวลาเดียวกันด้วย เช่น เมื่อเราเกิดโรคร้ายแล้วคิดถึงความตาย แล้วสลดหดหู่เกิดความเศร้าความเหี่ยวแห้งใจบ้าง เกิดความหวาดหวั่นบ้าง เป็นต้น แต่ถ้าคิดให้ถูกวิธี ก็จะเกิดกุศลธรรม คือ เกิดความรู้สึกตื่นตัว กระตุ้นจิตใจ ไม่ประมาทเร่งขวนขวายปฏิบัติหน้าที่ ทำสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ ประพฤติธรรม ตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมของสังขาร
วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์
พระธรรมปิฏก กล่าวว่า วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย คือพิจารณาให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ธรรม กับอรรถ หรือ หลักการ กับความมุ่งหมาย เป็นความคิดที่มีความสำคัญมาก ในเมื่อจะลงมือปฏิบัติธรรมหรือทำกิจกรรมตามหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลตรงตามความมุ่งหมายไม่กลายเป็นการกระทำที่คลาดเคลื่อน หรืองมงาย คำว่า ธรรม แปลว่า หลัก หรือหลักการ คือหลักความจริง หลักความดีงาม หลักการปฏิบัติ หรือหลักที่จะเอาไปใช้ไปปฏิบัติ รวมทั้งหลักคำสอนที่จะให้ประพฤติปฏิบัติและกระทำการได้ถูกต้อง คำว่า อรรถ แปลว่า ความหมาย ความมุ่งหมาย จุดหมาย ประโยชน์ที่ต้องการ หรือ สาระที่พึงประสงค์ ในการปฏิบัติธรรมหรือกระทำการตามหลักการใด ๆ ก็ตาม จะต้องเข้าใจความหมาย และความมุ่งหมายของธรรมหรือหลักการนั้น ๆ ว่าปฏิบัติหรือทำไปเพื่ออะไร มีวิธีการอย่างไร วางแผนไว้อย่างไร นำไปสู่ผลหรือจุดมุ่งหมายใดบ้าง ความเข้าใจถูกต้องเรื่องหลักการและความมุ่งหมายนี้ นำไปสู่การปฏิบัติถูกต้องที่เรียกว่า ธรรมานุธรรมปฏิบัติธรรมานุธรรมปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมถูกหลัก คือ ทำให้ข้อปฏิบัติส่วนย่อย สอดคล้องกับหลักการส่วนใหญ่ เป็นไปเพื่อจุดหมายที่ต้องการ เช่น การปฏิบัติเป็นไปเพื่อตอบสนองตามนโยบาย เรียนหนังสือเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย นั่นคือ เกิดความรู้(ปัญญา) เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s