ฝึกการบริหารจิตและเจริญปัญญา

ฝึกการบริหารจิตและเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐานเน้นอานาปานสติ

โครงสร้างอานาปานสติ โดยย่อ
ขั้นที่ 1 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจยาว
ขั้นที่ 2 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจสั้น กายานุปัสสนา
ขั้นที่ 3 รู้ความที่ลมหายใจปรุงแต่งกาย
ขั้นที่ 4 ระงับลมหายใจที่ปรุงแต่งกาย
ขั้นที่ 5 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับปีติ
ขั้นที่ 6 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสุข
ขั้นที่ 7 รู้ความที่ปีติ- สุขที่ปรุงแต่งจิต เวทนานุปัสสนา
ขั้นที่ 8 ระงับปีติ-สุขที่ปรุงแต่งจิต สติปัฏฐาน 4
ขั้นที่ 9 รู้ลักษณะจิตทุกชนิดตามความจริง
ขั้นที่ 10 บังคับจิตให้ปราโมทย์(ตามต้องการ) จิตตานุปัสสนา
ขั้นที่ 11 บังคับจิตให้ตั้งมั่น(ตามต้องการ)
ขั้นที่ 12 บังคับจิตในสลัดสิ่งควรสลัดได้
ขั้นที่ 13 ใช้จิตตามพิจารณาอนิจจาของทุกสิ่ง
ขั้นที่ 14 ใช้จิตตามพิจารณาวิราคะที่เกิดขึ้น สัมมานานุปัสสนา
ขั้นที่ 15 ใช้จิตตามพิจารณานิโรจที่เกิดขึ้น
ขั้นที่ 16 ใช้จิตตามพิจารณาอาการสลัดคืนสิ่งที่เคยยึดมั่น

ความสัมพันธ์กันของอานาปานสติทั้ง 16 ขั้น
ขั้นที่ 1-2 ครั้งแรกสูดลมหายใจยาว ถ้ามีอารมณ์ร้ายมาแทรกแซง ลมหายใจจะสั้น คือมองให้เห็นความสัมพันธ์กันในความเป็นอยู่ระหว่างลมหายใจสั้นลมหายใจยาว ซึ่งสลับกันอยู่ตามอารมณ์ที่เกิดอยู่ในขณะนั้น มองให้เห็นเหตุและผลที่ทำให้เป็นลมหายใจยาวและสั้นที่สัมพันธ์กับอารมณ์ต่าง ๆ

ขั้นที่ 3 รู้จักกายทั้งปวง คือลมหายใจและร่างกาย ในลักษณะที่สัมพันธ์กันอยู่ในฐานะเป็นเครื่องปรุงแต่งซึ่งกันและกัน ร่างกายเป็นที่ตั้งแห่งการหายใจ การหายใจก็ช่วยปรุงแต่งร่างกายในชั้นนี้เน้นในการดูลมหายใจปรุงแต่งกาย ถ้าลมหายใจหยาบร่างกายก็หยาบ ถ้าลมหายใจละเอียดร่างกายก็จะละเอียด ถ้าลมหายใจระงับร่างกายก็ระงับ เป็นต้น

ขั้นที่ 4 ในระหว่างชั้นที่ 3 กับชั้นที่ 4 จะต่อเนื่องกันตรงที่ต้องรู้จักธรรมชาติแท้ของลมหายใจ ที่ต่อเนื่องกันอยู่กับร่างกายให้ดีเสียก่อนจึงจะสามารถใช้วิธีฝึกให้ละเอียดลงเกือบจะไม่รู้สึกว่าเราหายใจซึ่งก็จะทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจละเอียดและระงับลงไปด้วย

ขั้นที่ 5 ความสำเร็จของชั้นที่ 4 ทำให้เกิดปีติและสุข กำหนดไปที่ความรู้สึกที่เป็นปีติที่ปรากฏอยู่ในใจกำหนดทุกแง่ทุกมุมทำจิตให้ประกอบอยู่ด้วยปีติซึมซาบในรสของปีติ สังเกตในแง่อื่น ๆ ว่ามีผลสะท้อน(Effect) ต่อสิ่งอื่นอย่างไร

ขั้นที่ 6 ดูความสุขที่เนื่องมาจากปีติ จนกระทั่งเรารู้จักความสุขดีว่าลักษณะหรือรสชาติของความสุขเป็นอย่างไร มีผลสะท้อนต่อสิ่งใด เกี่ยวเนื่องอยู่กับสิ่งใด

ขั้นที่ 7 มองดูความสุขในฐานะด้านการคอยปรุงแต่งจิตที่สำคัญที่สุดในบาลี ใช้คำว่า เวทนา เวทนาที่รู้สึกว่าเป็นสุขนี้จะปรุงแต่งให้เกิด สัญญาความสำคัญมั่นหมายว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สุขสัญญา สัญญาว่าสุข อัตตสัญญา สัญญาว่าสุขนี้เป็นตัวตน เป็นต้น พอเกิดสัญญาความสำคัญมั่นหมายก็จะปรุงแต่ง วิตก ความนึกคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วิตกไปในทางรัก ทางเกลียดสรุปในชั้นนี้ว่ามองดูเวทนาทุกชนิดปรุงแต่งสัญญาและวิกตกตามสมควรแก่กรณี

ขั้นที่ 8 ใช้อุตสาหะวิริยะเต็มที่ ที่จะควบคุมการที่เวทนาปรุงแต่งจิต ควบคุมกำลังเวทนา ควบคุมอิทธิพลของเวทนาในการที่มันจะปรุงแต่งจิตโดยเฉพาะซึ่งเป็นกรณี ๆ ไป ขั้นที่ 8 นี้ จุดสำคัญอยู่ที่การบังคับอิทธิพลของเวทนาในการที่มันปรุงแต่งจิต เรียกว่า ทำจิตตสังขารให้ระงับอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก

ขั้นที่ 9 ฝึกการดูลักษณะอาการนานาชนิดของสิ่งที่เรียกว่า จิต ดูจิตที่กำลังเป็นจริงในภายใน รู้สึกว่าจิตขณะนั้นกำลังเป็นอย่างไร เช่น มีราคะหรือไม่มี จิตสงบหรือไม่สงบ เป็นต้น ในขั้นนี้ฝึกดูลักษณะของจิตอย่างทั่วถึงทั้งเหตุที่ปรุงแต่งจิตและอาการที่จิตแปรไปเป็นผลเนื่องจากเวทนาชนิดไหน เป็นต้น

ขั้นที่ 10 ฝึกบังคับจิตให้ปราโมทย์ ให้พอใจอยู่เสมอได้ตามต้องการ คือทำจิตให้บันเทิงอยู่ในทางธรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก

ขั้นที่ 11 บังคับจิตให้หยุดหรือตั้งมั่นให้มั่นคงให้แข็งแรง การตั้งมั่นต้องประกอบด้วยองค์คุณ 3 ประการ คือ สะอาด(Pure) ตั้งมั่น คือจิตมีลักษณะสำรวมความคิด (Concentrate) ถึงที่สุดแล้วจึงตั้งมั่น ไวต่อการงาน (Activeness) ในขั้นนี้เอาความตั้งมั่นเป็นหลักมั่นคงเป็นหลักให้ตั้งมั่นนานเท่าไรก็ได้

ขั้นที่ 12 หัดบังคับให้จิตปลดเปลื้อง คือกำหนดดูอยู่ในขณะนั้น จิตกำลังมีอะไรห่อหุ้ม กลุ้มรุมอยู่หรือไม่ ถ้ามีปลดเปลื้องออกไปสลัดออกไปให้หมดจะเรียกว่า ปลดเปลื้องจิตจากอารมณ์ก็ได้ หรือปลดเปลื้องอารมณ์ออกไปจากจิตก็ได้ คือจิตที่เกลี้ยงเกลาสะอาดปราศจากสิ่งมากลุ้มรุมแม้สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดก็ไม่มี

ขั้นที่ 13 ใช้จิตที่ฝึกดีแล้ว เพ่งดูความหลอกลวงความเป็นมายาของสุขเวทนาทุกๆ ครั้งที่หายใจเข้าออก จนกว่าจะรู้สึกลงไป จริง ๆ จนกว่าจะก้าวลงไปสู่ขั้นที่ 14 คือ ระอา เบื่อหน่ายต่อสุขเวทนา เรียกว่า วิราคะ (ความสิ้นราคะ) หรือนิพพิทา(ความเบื่อหน่าย)

ขั้นที่ 14 กำหนดอยู่ที่ความเบื่อหน่าย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย และเมื่อเบื่อหน่ายแล้วควบคุมความรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าอก เมื่อเบื่อหน่ายแล้วจะไม่มีทุกข์ มองเห็นความไม่มีทุกข์ ความเย็นสนิทของความไม่มีทุกข์ ความดับไปแห่งความทุกข์ เป็นความไม่มีทุกข์

ขั้นที่ 15 กำหนดภาวะดับทุกข์ของจิตที่ไม่มีทุกข์ ที่ดับทุกข์อยู่อย่างไรด้วยเหตุใด รู้สึกอยู่ในใจทุกครั้งที่หายใจเข้าออก

ขั้นที่ 16 มองดูว่า บัดนี้เราได้สลัดคืนสิ่งที่เคยยึดมั่นออกไป รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s