การเจริญปัญญา

การเจริญปัญญา

อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิสริวรรณ (2544:89-91) กล่าวว่า ปัญญา แปลว่า ความรู้ทั่วถึง หรือความรอบรู้ รอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และในการพัฒนาปัญญา สามารถพัฒนาปัญญาจากบ่อเกิดปัญญา 3 ประการ คือ

1. สุดมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง แบ่งออกเป็น 2 ระดับระดับธรรมดา หมายถึง การศึกษาเล่าเรียนโดยทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยการพูด การฟัง การอ่าน การเขียน ผู้เรียนจะต้องมีความสนใจและความตั้งใจเรียนตามสมควร จึงจะได้ความรู้สามารถสอบผ่านได้ระดับสูง หมายถึงการศึกษาจนเป็นพหูสูต หรือเป็นนักปราชญ์ ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ การตั้งใจฟัง การจำได้ การท่องหรือพูดให้ผู้อื่นฟังได้ คิดพิจารณาที่ความเข้าใจและสามารถเปรียบเทียบความเห็นของตนว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

2. จิตตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด หมายถึง การนำความรู้จากการฟัง การอ่าน มาคิดให้เกิดความเข้าใจ มีความสัมพันธ์กัน ความรู้จากการคิดมี 2 ระดับ คือ

ระดับธรรมดา หมายถึง การนำความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่มาจัดให้เป็นระบบ มีความสัมพันธ์กันเป็นเรื่อง ๆ ไป
ระดับสูง หมายถึง การนำความรู้ที่ได้จากการฟัง การอ่านมาจัดระบบใหม่ตามหลักเกณท์ที่แน่นอนและเป็นวิชาการ เช่น การจัดโดยปริมาณ (มาก,น้อย จำนวน ,ขนาด) การจัดโดยคุณภาพ (ดีเยี่ยม ดีมาก ปานกลาง น้อย) จัดโดยการวิเคราะห์(จัดรายละเอียดเข้าเป็นหมวดหมู่ ) จัดโดยวิเคราะห์ (จำแนกแจงแจงให้ละเอียด)

3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการอบรมหรือการทำให้มีขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือระดับธรรมดา หมายถึง การลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อได้ศึกษาทฤษฎี ก็ศึกษาภาคปฏิบัติต่อไป เช่น การทดลองวิทยาศาสตร์ การฝึกปฏิบัติทางภาษา การฝึกซ้อมกีฬา การทำวิจัย การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เป็นต้นระดับสูง หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิ มีสมาธิเป็นพื้นฐาน ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาปัญญาเป็นปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งปวงและสามารกำจัดกิเลสให้ลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปได้

ประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา
นอกจากประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญาดังได้กล่าวไว้ใน ม.1 แล้ว ถ้าสรุปตามพระบาลี การฝึกอบรมเจริญสมาธิมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ดังนี้ (พระธรรมปิฏก. 2543:835-836)

1. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร (การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) ได้แก่ การเจริญฌาน ในลักษณะที่เป็นวิธีหาความสุขแบบหนึ่ง พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย นิยมเจริญฌานโอกาสว่าง เพื่อเป็นการพักผ่อนอย่างสุขสบาย ที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร

2. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ญาณทัสสนะ หมายถึง การนำเอาสมาธิไปใช้เพื่อผลสำเร็จทางจิตคือความสามารถพิเศษจำพวกอภิญญา (ความรู้ขั้นสูง 6 อย่างคือ แสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ หูทิพย์ ทายใจคนอื่นได้ ระลึกชาติได้ตาทิพย์ และทำให้อาสวะสิ้นไป) รวมทั้งอิทธิปาฏิหาริย์

3. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ คือ การรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือดับไปในความเป็นอยู่ประจำวันของตน

4. สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้แก่การเป็นอยู่โดยใช้ปัญญาพิจารณาเห็นอยู่เสมอถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไปของอุปาทานขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) กล่าวง่าย ๆ ว่า การใช้สมาธิเพื่อประโยชน์ทางปัญญา

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s