สมุทัย

  1. หลักกรรม : สมบัติ 4
  2. หลักกรรม : วิบัติ 4
  3. หลักกรรม : อกุศลกรรมบถ 10
  4. หลักกรรม : อบายมุข 6

สมบัติ 4    สมบัติ หมายถึง ข้อดี ความเพียบพร้อม ความสมบูรณ์แก่การให้ผลของกรรมดี และไม่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล  ประกอบด้วย

  • คติสมบัติ หมายถึง สมบัติแห่งคติ  เกิดในกำเนิดอันอำนวย หรือที่เกิดอันเจริญต่อแนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้น เอื้ออำนายแก่การกระทำความดี หรือการเจริญงอกงามของความดี ทำให้ความดีปรากฏโดยง่าย
  •  อุปธิสมบัติ หมายถึง สมบัติแห่งร่างกาย ถึงพร้อมด้วยรูปกาย มีรูปกายที่ดีพร้อม มีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี
  • กายสมบัติ หมายถึง สมบัติแห่งกาล  เกิดอยู่ในสมัยที่โลกมีความเจริญ หรือบ้านเมืองสงบสุข มีการปกครองที่ดี คนในสังคมอยู่ในศีลธรรม ทำถูกกาลเวลา
  • ปโยคสมบัติ หมายถึง สมบัติแห่งการประกอบ ถึงพร้อมด้วยการประกอบความเพียร ที่ถูกต้องดีงาม มีปกติประกอบกิจการงานที่ถูกต้อง  หรือทำความดีต่อเนื่องมาเป็นพื้นแล้ว กรรมดีที่ทำเสริมเข้าไปอีก จึงเห็นผลได้ง่าย

วิบัติ 4
วิบัติ หมายถึง ข้อเสีย,จุดอ่อน,ความบกพร่องแก่การให้ผลดีของกรรมดี แต่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล หรือส่วนประกอบบกพร่อง เปิดช่องให้กรรมชั่ว ประกอบด้วย

  1. คติวิบัติ หมายถึง วิบัติแห่งคติ  เกิดในกำเนิดต่ำทราม  แนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยแก่การกระทำความดีหรือการเจริญงอกงามของความดี แต่กลับเปิดทางให้แก่ความชั่วและผลร้าย
  2. อุปธิวิบัติ หมายถึง วิบัติแห่งร่างกาย  ร่างกายพิการ ไม่งดงาม บุคลิกภาพไม่ดี เจ็บป่วย มีโรคเบียดเบียน
  3. กาลวิบัติ หมายถึง วิบัติแห่งกาล  เกิดในสมัยที่โลกไม่มีความเจริญ หรือบ้านเมืองมีแต่ภัยพิบัติ ยกย่องคนชั่วเป็นใหญ่ บีบคั้นคนดี ทำผิดกาลเวลา
  4. ปโยควิบัติ หมายถึง วิบัติแห่งการประกอบกิจการเสีย หรือมีปกติชอบกระทำแต่ความชั่ว ในช่วง สั้น หมายถึง เมื่อกระทำกรรมดี

อกุศลกรรมบถ 10
อกุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งอกุศล ,ทางทำความชั่ว เป็นสิ่งที่ควรละเสีย ประกอบด้วย

  1. กายกรรม 3 หมายถึง การกระทำชั่วทางกาย ได้แก่
    1. ปาณาติบาต หมายถึง การฆ่ก. าสัตว์ตัดชีวิต การทำร้ายหรือเบียดเบียนบุคคลอื่น
    2. อทินนาทาน หมายถึง การขโมย การลักทรัพย์ การถือเอาของที่เขามิได้ให้ ไม่ได้อนุญาต
    3. กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง ความประพฤติผิดในกาม การล่วงละเมิดทางเพศต่อบุคคลอื่น
  2. วิจีกรรม 4 หมายถึง การกระทำชั่วทางวาจา ได้แก่
    1. มุสาวาท หมายถึง การพูดเท็จ การพูดโกหก
    2. ปิสุณาวาจา หมายถึง การพูดส่อเสียด เหยียดหยามดูแคลนคนอื่น
    3. ผรุสวาจา หมายถึง การพูดคำหยาบ
    4. สัมผัปปลาปะ หมายถึง การพูดเพ้อเจ้อ พูดโอ้อวด พูดไม่มีสาระ
  3. มโนกรรม 3 หมายถึง การกระทำชั่วทางใจ ได้แก่
    1. อภิชฌา หมายถึง คิดอยากได้ของผู้อื่น
    2. พยาบาท หมายถึง การคิดร้ายผู้อื่น การแค้นใจต่อผู้อื่น
    3. มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นผิดเป็นชอบ  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

อบายมุข 6
อบายมุข หมายถึง ช่องทางแห่งความเสื่อม ,ทางแห่งความพินาศ,หรือเหตุให้เกิดความย่อยยับแห่งโภคทรัพย์ เป็นสิ่งที่ควรละเว้น ประกอบด้วย

  1. ติดสุราและของมึนเมา มีโทษ 6 ประการคือ
    1. เสียทรัพย์ คือทรัพย์หมดไป ๆ
    2. ก่อการทะเลาะวิวาท
    3. ทำลายสุขภาพ
    4. เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง
    5. ไม่รู้จักอาย
    6. บั่นทอนกำลังปัญญา
  2. ชอบเที่ยวกลางคืน มีโทษ 6 ประการคือ
    1. เป็นการไม่รักษาตัว
    2. เป็นการไม่รักษาลูกเมีย
    3. เป็นการไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
    4. เป็นที่ระแวงสงสัย เป็นผู้ต้องสงสัย
    5. เป็นเป้าให้เขาใส่ความหรือเป็นที่เล่าลือของบุคคลอื่น
    6. นำเรื่องเดือดร้อนมาให้ตนเองและครอบครัว
  3. ชอบดูการละเล่น มีโทษคือทำให้การงานเสื่อมเสีย เสียเวลาเมื่อไปดูสิ่งนั้น ๆ 6 ประการคือ
    1. เต้นรำที่ไหนไปที่นั่น
    2. ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
    3. ดีดสีตีเป่า(ดนตรี) ที่ไหนไปที่นั่น
    4. เสภาที่ไหนไปที่นั่น
    5. เพลงที่ไหนไปที่นั่น
    6. เถิดเทิงที่ไหน ไปที่นั่น
  4. ติดการพนัน เป็นนักพนัน เป็นคนที่ชอบเล่นการพนัน มีโทษ 6 ประการคือ
    1. เมื่อชนะย่อมก่อเวร
    2. เมื่อแพ้ก็เสียดายทรัพย์สินที่เสียไป
    3. เสียทรัพย์ ทรัพย์หมดไป ๆ เห็นได้ชัด
    4. เข้าที่ประชุม เขาไม่เชื่อถ้อยคำ
    5. เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อนฝูง
    6. ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้ที่จะหาคู่ครองให้ลูกของเขา เพราะเห็นว่าจะเลี้ยงลูกเมียไม่ไหว
  5. คบคนชั่ว ทำให้เกิดโทษ กลายไปเป็นคนชั่วอย่างคนที่ตนคบทั้ง 6 ประเภท คือ
    1. นักการพนัน
    2. นักเลงผู้หญิง
    3. นักเลงเหล้าและสิ่งเสพติดต่าง ๆ
    4. นักลวงของปลอม
    5. นักหลอกลวง
    6. นักเลงหัวไม้
  6. เกียจคร้านทำการงาน มีโทษ  ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ทำการงานโภคทรัพย์ใหม่ก็ไม่เกิดโภคทรัพย์เก่าที่มีอยู่ก็หมดไป คืออ้างไปทั้ง 6 กรณีว่า
    1. มักอ้างว่า หนาวนัก แล้วไม่ทำงาน
    2. มักอ้างว่า ร้อนนัก แล้วไม่ทำงาน
    3. มักอ้างว่า เย็นแล้ว แล้วไม่ทำงาน
    4. มักอ้างว่า ยังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำงาน
    5. มักอ้างว่า หิว กระหายน้ำ แล้วไม่ทำงาน
    6. มักอ้างว่า อิ่มนัก แล้วไม่ทำงาน

บุคคลในสังคมใดมัวเมามั่วสุมอยู่ในอบายมุข  สังคมนั้นจะพบแต่ความเสื่อมความพินาศหายนะ  หากคนในสังคมต้องการให้ตนเอง ครอบครัวและสังคมมีความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข ก็จำต้องละเว้นอบายมุข ทั้ง 6 ตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริต ด้วยความขยันหมั่นเพียรให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สังคมก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญอย่างแน่นอน

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s