มรรค

มรรค : บุพพนิมิตของมัชฌิมปฏิปทา
คือ “สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ” เป็นองค์ประกอบสำคัญของมรรค เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม เป็นปัญญาชั้นสูงที่เกิดจาการสั่งสอนอบรมในด้านจิตใจ จนเห็นความจริง  พระพุทธองค์ได้ชี้ชัดว่าการเกิดสัมมาทิฏฐิมาจากเหตุสองอย่าง คือ

  1. ปรโตโฆสะ คือปัจจัยภายนอก เช่น การแนะนำ การถ่ายทอด หมายเอาเฉพาะการเรียนจากส่วนที่ดีงามถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังธรรม ความรู้ หรือคำแนะแนะนำจากบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร บุคคลที่ทรงคุณธรรม
  2. โยนิโสมนสิการ คือปัจจัยภายใน หมายถึงการคิดอย่างแยบคาย หรือความรู้จักคิด พิจารณาสิ่งทั้งหลายตามสภาวะตามความเป็นจริง  เรียกว่า วิธีการแห่งปัญญา นั่นก็คือ วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการเป็นวิธีคิดที่ก่อให้เกิดปัญญา

ปัจจัยทั้งสองอย่างนี้ย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน

  • สำหรับคนสามัญซึ่งมีปัญญาไม่แก่กล้า ย่อมต้องอาศัยการแนะนำชักจูงจากผู้อื่น (ปรโตโฆสะ) และคล้อยตามคำแนะนำชักจูงที่ฉลาดได้ง่าย แต่ก็จะต้องฝึกหัดให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกวิธี (โยนิโสมนสิการ) ด้วยตนเองได้ด้วย จึงจะก้าวหน้าไปถึงที่สุดได้
  • ส่วนคนที่มีปัญญาแก่กล้าย่อมรู้จักใช้โยนิโสมนสิการได้ดีกว่า ต้องอาศัยคำแนะนำที่ถูกต้องเป็นเครื่องนำทางในเบื้องต้น และเป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้ก้าวหน้าไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในระหว่างการฝึกอบรม

มรรค : ดรุณธรรม
ดรุณธรรม (วัฒนมุข ) หมายถึง ธรรมที่เป็นหนทางแห่งความสำเร็จ คือ การเปิดประตูสู่ความเจริญก้าวหน้า  มี 6 ประการคือ

  1. อโรคยะ หมายถึง การรักษาสุขภาพดี ทางจิตและทางกาย
  2.  ศีล หมายถึง การมีระเบียบวินัยดี มีความประพฤติที่ดี มีมารยาทดีงาม
  3. พุทธานุมัต หมายถึง ได้คนดีเป็นแบบอย่าง
  4. สุตะ หมายถึง การตั้งใจเรียนให้รู้จริง คือการศึกษาเล่าเรียน
  5. ธรรมานุวัตติ หมายถึง ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ทั้งชีวิตและการงาน โดยดำเนินตามหลักธรรม
  6. อลีนตา หมายถึง มีความขยันหมั่นเพียร คือมีกำลังใจแข็งกล้า  เพียรพยายามหาความก้าวหน้าเรื่อยไป

มรรค : กุลจิรัฏฐิติธรรม 4
หมายถึง ธรรมสำหรับดำรงความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน หรือเหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ได้นาน ประกอบด้วย

  1. นัฎฐคเวสนา หมายถึง ของหายของหมด รู้จักหามาไว้
  2. ชิณณปฏิสังขรณา หมายถึง ของเก่าชำรุด รู้จักบูรณะซ่อมแซม
  3. ปริมิตปานโภชนา หมายถึง รู้จักประมาณในการกินการใช้ให้เหมาะสมกับฐานะ
  4. อธิปัจจสีลวันตสถาปนา หมายถึง ตั้งผู้มีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่สุจริต เว้นจากอบายมุข ไม่ลุ่มหลงมัวเมาในกาม

ในทางตรงกันข้ามตระกูลที่มั่งคั่งอยู่ได้ไม่นาน เพราะสาเหตุ 4 ประการคือ

  1. ไม่แสวงหาวัสดุที่หายแล้ว
  2. ไม่บูรณะวัสดุที่ชำรุดเสียหาย
  3. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคทรัพย์สมบัติ
  4. ตั้งสตรีหรือบุรุษผู้ทุศีลให้เป็นแม่บ้านพ่อเรือน

มรรค : กุศลกรรมบถ 10
กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม,ทางทำความดี ประกอบด้วย

  1. กายสุจริต คือ มีความสุจริตทางกาย ทำสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยกาย 3 ประการ
    1. ปาณาติปาตา เวรมณี หมายถึง ละเว้นการฆ่า
    2. อทินนาทานา เวรมณี หมายถึง ละเว้นการแย่งชิงลักขโมย
    3. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี หมายถึง ละเว้นการประพฤติผิดล่วงละเมิดในของรักของหวงแหนของผู้อื่น
  2. วจีสุจริต คือ มีความสุจริตทางวาจา พูดในสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยวาจา มี 4 ประการ คือ
    1. มุสาวาทา เวรมณี หมายถึง ละเว้นการพูดเท็จ
    2. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี หมายถึง ละเว้นการพูดด้วยคำพูดส่อเสียด ยุยง สร้างความแตกแยก
    3. ผรุสาย วาจาย เวรมณี หมายถึง ละเว้นการพูดคำหยาบ สกปรกเสียหาย
    4. สัมผัปปลาปา เวรมณี หมายถึง ละเว้นการพูดจาเหลวไหลเพ้อเจ้อ
  3. มโนสุจริต คือ มีความสุจริตทางใจ คิดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง  มี 3 ประการคือ
    1. อนภิชฌา หมายถึง ไม่ละโมบ ไม่เพ่งเล็งคิดหาทางเอาแต่จะได้
    2. อพยาบาท หมายถึง ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียนหรือจ้องที่จะทำลาย
    3. สัมมาทิฏฐิ หมายถึง มีความเห็นถูกต้อง  เข้าใจในหลักกรรมว่า ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว

มรรค : มงคล 38 : ประพฤติธรรม
การประพฤติธรรม หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามธรรม ฝึกฝนอบรมตนให้มีคุณธรรม ประโยชน์ของผู้ประพฤติธรรมไว้ 10 ประการคือ

  1. เป็นมหากุศล
  2. เป็นผู้ไม่ประมาท
  3. เป็นผู้รักษาสัจธรรม
  4. เป็นผู้นำศาสนาให้เจริญ
  5. เป็นสุขในโลกนี้และโลกหน้า
  6. ไม่ก่อเวรก่ออภัยแก่ใคร
  7.  เป็นผู้ให้อภัยและสรรพสัตว์
  8. เป็นผู้ดำเนินตามปฎิปทาของนักปราชญ์
  9. สร้างความเจริญความสงบสุขแก่ตนเอง และส่วนรวม
  10. เป็นผู้สร้างทางมนุษย์ สวรรค์ พรหม นิพพาน

การเว้นจากความชั่ว มี 3 วิธีคือ

  1. สัมปัตตวิรัต หมายถึง งดเว้นในเมื่อประจวบเข้ากับเหตุนั้นๆ  มาถึงตัวเข้า จะล่วงละเมิดก็ได้ แต่ไม่ล่วงเกิน เช่น เห็นทรัพย์ ซึ่งถ้าจะขโมยก็ได้แต่ไม่ทำ มีหิริโอตตัปปะ คือความละอายและความเกรงกลัวเกิดขึ้นในใจ จึงงดเว้นทำความชั่วนั้น
  2. สมาทานวิรัติ หมายถึง งดเว้นเพราะสมาทาน คือ ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะไม่ทำอย่างนั้น ๆ เช่น รับศีลแล้วก็รักษาได้อย่างเคร่งครัด
  3. สมุจเฉทวิรัติ หมายถึง งดเว้นบาปได้เด็ดขาด คือ ไม่ทำความชั่วตลอดชีวิต เป็นการงดเว้นของพระอริยบุคคล

การงดเว้นจากความชั่ว คือการงดเว้นเหตุแห่งความทุกข์ไม่ทำเรื่องที่จะให้ถึงความเดือดร้อนจึงไม่มีทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อน มีแต่ ความสุข สงบ ร่มเย็น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตนเองและผู้อื่น จึงเป็นมงคลอันสูงสุด

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.2 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s