เฉลย

สมาธิ แปลว่า “ความมีใจตั้งมั่น” หมายถึง การทำให้ใจสงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน หรือการมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

ระดับของสมาธิ มี 3 ระดับคือ

  1. ขณิกสมาธิ หมายถึง สมาธิชั่วขณะ
  2. อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิเกือบจะแน่วแน่
  3.  อัปปนาสมาธิ หมายถึง สมาธิแน่วแน่  เป็นสมาธิระดับสูงสุด

จิตที่เป็นสมาธิ มีลักษณะที่สำคัญดังนี้

  • แข็งแรง มีพลังมาก
  • ราบเรียบ สงบซึ้ง
  • ใส กระจ่าง มองเห็นอะไร ๆ ได้ชัด
  • นุ่มนวล เหมาะแก่การใช้งาน เพราะไม่เครียด

สมาธิยังมีคุณประโยชน์ดังนี้คือ

  • ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายทางศาสนา
  • ประโยชน์ในด้านการสร้างความสามารถพิเศษเหนือสามัญวิสัย
  • ประโยชน์ในด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ
  • ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

ปัญญา แปลว่า “ความรู้ทั่ว” หมายถึง ความรู้ความเข้าใจชัดเจน รู้ตามสภาพความเป็นจริง

ปัญญาให้เจริญงอกงามนั้น สามารถทำได้ 3 ประการ คือ

  • สุตมยปัญญา
  • จินตามยปัญญา
  • ภาวนามยปัญญา

สุตมยปัญญา หมายถึง ปัญญาเกิดจากการฟัง หมายถึง ความรอบรู้ที่เกิดจากการฟัง ทั้งฟังครูสอน ฟังการพูด ฟังการอภิปราย นอก

จินตามยปัญญา หมายถึง ปัญญาเกิดจากการคิด หมายถึง ความรอบรู้ที่เกิดจากการคิด พิจารณาเรื่องต่าง ๆ ตามที่ได้รับ
รู้มา ทั้งการฟัง การอ่าน

ภาวนามยปัญญา หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ หมายถึง ความรอบรู้ที่เกิดจากการลงมือทำ

การบริหารจิตและเจริญปัญญาก่อให้เกิด “ชีวิตที่มีคุณภาพ” หมายถึง ความสมบูรณ์ของชีวิต เป็นผู้ที่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพทั้งในด้านจิตใจ การงาน รวมทั้งด้านครอบครัว โดยไม่จำเป็นต้องมีฐานะ ตำแหน่งทางสังคมสูงส่ง บุคคลผู้นั้นอาจเป็นคนธรรมดา ซึ่งสามารถควบคุมจิตใจได้ มีความรู้จักพอ ไม่ละโมบ ขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพที่สุจริต สิ่งเหล่านี้จะทำให้สภาพทางร่างกายและจิตใจเกิดความสุขทางกายและสุขใจ คุณภาพชีวิตดังกล่าวก็ต้องอาศัยการฝึกอบรมจิตที่เกี่ยวข้องกับสมาธินั่นเอง

นักเรียนควรนำวิธีการบริหารจิตและเจริญปัญญาไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร

  • ใช้ประกอบการเรียน
  • ใช้ประกอบกับการทำงาน
  • ฝึกทำสมาธิทุกวันในช่วงเวลาว่าง

โยนิโสมนสิการ คือ การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี โยนิโสมนสิการเป็นการฝึกการใช้ความคิด ให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างมีระเบียบ รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้นเขิน ผิวเผิน เป็นขั้นสำคัญในการสร้างปัญญาที่บริสุทธิ์เป็นอิสระ ทำให้ทุกคนช่วยตนเองได้ และนำไปสู่จุดหมายของพุทธธรรมแท้จริง

จงยกตัวอย่างวิธีโยนิโสมนสิการนี้แม้จะมีหลายวิธี มา 2 วิธีคือ

  • วิธีคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม
  • วิธีคิดแบบคุณ-โทษ และทางออก

เพราะเหตุใดวิธีคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียมนี้ใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเกี่ยวข้องกับการบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 และวัสดุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ มีหลักโดยย่อว่า คนเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เพราะเรามีความต้องการและเห็นว่าสิ่งนั้น จะสนองความต้องการของเราได้สิ่งใดสามารถสนองความต้องการของเราได้

คุณค่าแท้ต่างกับคุณค่าเทียมอย่างไร

  1. คุณค่าแท้ หมายถึง ประโยชน์ที่สนองความต้องการของชีวิตโดยตรง หรือที่มนุษย์นำมาใช้แก้ปัญหาของตนเพื่อความดีงาม ความดำรงอยู่ด้วยดีของชีวิตหรือเพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนเองและผู้อื่น
  2. คุณค่าเทียม หมายถึง ประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายเพื่อเสริมราคาเสริมขยายความมั่นคงยิ่งใหญ่ของตัวตนที่ยึดถือไว้ คุณค่านี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องตีค่าหรือวัดราคา

วิธีคิดแบบคุณ-โทษ และทางออกมีลักษณะ 2 ประการ คือ

  • ต้องมองเห็นทั้งด้านดี ด้านเสีย หรือทั้งคุณและโทษ รู้ทั้งคุณและโทษ
  • จะต้องมองเห็นทางออก มองเห็นจุดหมาย และรู้จุดหมาย

Leave a comment

Filed under :: ภูมิศาสตร์ ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s