พระมหากัสสปะ

พระมหากัสสะ เดิมชื่อ ปิปผลิ เป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อ กปิล หมู่บ้านมหาติฏฐะ เมืองราชคฤห์ นามเดิมของท่านไม่มีใครนิยมเรียก ส่วนใหญ่จะเรียกท่านว่า กัสสปะ ตามสกุลของท่าน

ปิปผลิมาณพ มีจิตใจใฝ่ในทางธรรม ไม่สนใจในกามคุณตั้งแต่เล็ก ๆ พอท่านอายุได้ 20 ปี บิดามารดาปรารถนาให้ท่านได้แต่งงานเป็นหลักฐาน จึงได้รบเร้าท่าน แต่ท่านก็พยามเบี่ยงบ่าย จนในที่สุดเมื่อทนความรบเร้าของบิดามารดาไม่ได้ จึงให้ช่างทองหล่อรูปสตรีที่สวยงามแล้วพูดว่า ถ้าหาสตรีที่มีความสวยงามเช่นรูปหล่อทองคำนี้ ก็จะแต่งงานด้วย บิดามารดาจึงสั่งให้พราหมณ์ 8 คน ค้นหาสตรีผู้มีรูปงามดั่งรูปหล่อทองคำ พราหมณ์ทั้งหมดจึงได้เดินทางไปแสวงหาจนถึงเมืองสาคละ แคว้นมัททะ ได้พบกับ นางภัททกาปิลานี ซึ่งเป็นบุตรสาวของโกลิยะพราหมณ์ เห็นว่ามีความสวยงามเช่นเดียวกับรูปหล่อทองคำ จึงไปเจรจาสู่ขอกับบิดามารดาของนางเพื่อให้สมรสกับท่านกัสสะ จนเป็นที่ตกลงกัน จึงแจ้งข่าวไปบอกแก่บิดามารดาของปิบผลิทราบ และได้กระทำการอาวาหมงคล (การแต่งงานโดยนำเจ้าสาวมาอยู่บ้านเจ้าบ่าว)

ทั้งปิบผลิมาณพและนางภัททกาปิลานี ทั้งสองท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ในทางธรรม การแต่งงานจึงเป็นเพียงแต่แต่งในนามเท่านั้น ทั้งสองท่านไม่เกี่ยวข้องกันในทางกามารมณ์ เมื่อบิดามารดาของทั้งสองท่านสิ้นชีวิตลง ทรัพย์สมบัติของทั้งสองตระกูลก็ตกเป็นสมบัติของท่านทั้งสอง แต่ 2 สามีภรรยาก็หายินดีในทรัพย์สมบัติไม่ เมื่อทั้งสองเบื่อหน่ายในการครองเรือน จึงชวนกันออกบวชโดยการโกนผมนุ่งผ้ากาสาวะ สะพายหม้อดิน อุทิศต่อพระอรหันต์ในโลก

วันหนึ่ง ทั้งสองสามีภรรยาได้เดินมาถึงทาง 2 แพร่ง จึงแยกกันไป ปิปผลิเดินทางมาถึงตำบลระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทะต่อกัน ได้พบพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ใต้พหุปุตตนิโครธ (ต้นกร่าง) จึงเข้าไปทูลขอบวช พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาท 3 ข้อ คือ

  1. เราจะพึงสำนึกด้วยความละอายใจและเกรงกลัวให้หนักแน่นในพระภิกษุสงฆ์ทุกระดับ หมายถึงให้มีความเคารพ
  2. เมื่อฟังพระธรรมจะตั้งใจฟังธรรมนั้น พร้อมพิจารณาเนื้อความจนเกิดความเข้าใจความหมายของธรรมนั้น
  3. จะตั้งสติไว้ในร่างกายไว้ให้มั่นคง

พระพุทธเจ้าทรงโปรดให้ปิปผลิได้รับการอุปสมบทด้วยการรับโอวาท 3 ข้อ หลังจากอุปสมบทแล้วท่านมีชื่อเรียกตามสกุลเดิมของท่านว่า “มหากัสสปะ” เมื่อพระมหากัสสปะอุปสมบทแล้วได้ประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาท 3 ข้อนั้น และในวันที่ 8 ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล พระมหากัสสปะมีนิสัยชอบความสงบ สงัด ยึดถือธุดงค์ 3 ข้ออย่างเคร่งครัด คือ

  1. ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
  2. เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
  3. อยู่ป่าเป็นวัตร

หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน พระมหากัสสปะได้ชักชวนพระสงฆ์ที่สำเร็จพระอรหันต์ จำนวน 500 รูป กระทำสังคายนา คือ ร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและทรงบัญญัติไว้ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พระมหากัสสปะ มีความดีเด่นด้วยประการต่าง ๆ ดังนี้

  1. พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านว่ามีคุณธรรมเสมอด้วยพระองค์
  2. ทรงแลกเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิของพระองค์กับผ้าสังฆาฏิของท่าน
  3. พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ
  4. ท่านเป็นผู้รักษาศรัทธาของชาวบ้านได้มาก

พระมหากัสสปะมีอายุยืนยาวถึง 120 พรรษา จึงนิพพานที่ระหว่างเขาสามลูก เมืองราชคฤห์

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ถึงแม้ว่าพระมหากัสสปะจะมีความประสงค์ไม่อยากแต่งงานมีครอบครัว แต่ด้วยความเคารพเชื่อฟังต่อบิดามารดา จึงได้ปฏิบัติตาม
  2. เป็นผู้มีชีวิตเรียบง่าย พระมหากัสสปะ ได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในการปฏิบัติมักน้อยสันโดษ ท่านมีนิสัยชอบสงบ อยู่ในป่า ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
  3. เป็นผู้เคร่งครัดในข้อปฏิบัติ ดังที่ท่านประพฤติปฏิบัติตนในธุดงค์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตนเพื่อขัดเกลาตนเองให้อยู่ในระเบียบวินัย และเพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนได้ประพฤติปฏิบัติตาม
  4. เป็นผู้รับภาระหน้าที่พิทักษ์พระพุทธศาสนาไม่ทอดทิ้ง จากการที่พระมหากัสสปะได้ทราบถึงความมัวหมองของพระศาสนาเพราะถูกคนดูหมิ่นหรือบิดเบือนความจริง ท่านกลับไม่นิ่งดูดาย ตรงกันข้ามกลับชักชวนพระภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ จำนวนถึง 500 รูป ทำการ สังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยจนสืบทอดต่อมาถึงทุกวันนี้

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s