สมุทัย

สมุทัย คือ เหตุของทุกข์ หรือสาเหตุทำให้เกิดทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า เหตุของทุกข์คือความจริงอย่างหนึ่ง ที่ยอมรับว่ามีจริงเพราะเรายอมรับแล้วว่าทุกข์มีจริง เมื่อทุกข์มีจริงก็ต้องมีอะไรบางอย่างซึ่งเป็นตัวเหตุหรือสาเหตุทำให้เกิดทุกข์ เช่น ตัณหา ซึ่งเป็นตัวเหตุหรือตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์ จำแนกเป็น

1. กามตัณหา คือความใคร่ หรือความอยากในอารมณ์ทั้ง 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ เช่น อยากได้อยากเห็นรูปสวย ๆ เป็นต้น แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ วัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เครื่องนุ่งห่ม บ้านเรือน หรือวัตถุอื่น ๆ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด น่าใคร่ น่าพอใจ กิเลสกาม ได้แก่ ความพอใจ ความรักใคร่ ความต้องการ ความปรารถนา ความอยากได้ ความยึดมั่นในกาม ความไม่สันโดษ เป็นต้น

2. ภวตัณหา คือ ความอยากมี อยากเป็น ได้แก่ ความอยากในสิ่งที่ชอบใจ พอใจเกิดขึ้น เช่น อยากมีทรัพย์สิน อยากมีที่อยู่อาศัย อยากได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น

3. วิภาวตัณหา คือ ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น ไม่อยากเป็นอย่างนี้อย่างนั้น หรือความเบื่อหนายต่อสิ่งที่มีที่เป็นมาแล้ว หรือเบื่อหน่ายต่อสภาพที่เป็นอยู่ หรือความอยากในสิ่งที่สุดวิสัยอันขัดต่อธรรมชาติ เช่น เกิดมาแล้วไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากตาย เป็นต้น

ดังนั้นเหตุเกิดแห่งทุกข์เหล่านี้ควรละเสีย

สมุทัย : หลักกรรม

กรรม เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ดังนั้นหากต้องการมีชีวิตที่มีความสุข ความเจริญ และหลุดพ้นทุกข์ในที่สุดจะต้องกระทำแต่กรรมดี เราจึงควรเข้าใจหลักกรรมดังต่อไปนี้

ความหมายของกรรม

กรรม คือ การกระทำ หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา คือทำด้วยความจงใจหรือจงใจทำ ทั้งการกระทำความดี และกระทำความชั่ว เช่น ขุดหลุมพรางดักคนหรือสัตว์ให้ตกลงไปตาย เป็นกรรม แต่ขุดบ่อน้ำไว้กินไว้ใช้ สัตว์ตกลงไปตายเอง ไม่เป็นกรรม (แต่หากรู้อยู่ว่า บ่อน้ำที่ตนขุดไว้อยู่ในที่ซึ่งคนจะพลัดตกได้ง่าย แล้วปล่อยปละละเลย มีคนตกลงไปตาย ก็ไม่พ้นเป็นกรรม) อย่างไรก็ตาม ความหมายที่กล่าวมานี้ เป็นความหมายอย่างกลาง ๆ พอคลุมความได้กว้าง ๆ เท่านั้น ถ้าจะให้ชัดเจนมองเห็นเนื้อหาและขอบเขตแจ่มแจ้ง ควรพิจารณาแยกแยะความหมายออกเป็นแง่หรือเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้

ก. เมื่อมองให้ถึงตัวแท้จริงของกรรม หรือมองให้ถึงต้นตอ เป็นการมองตรงตัวหรือเฉพาะตัวกรรมก็คือ เจตนา อันได้แก่ เจตน์จำนง ความจงใจ การเลือกคัดตัดสิน มุ่งหมายที่จะกระทำ หรือพลังนำที่เป็นตัวกระทำการนั้นเอง เจตนาหรือเจตน์จำนงนี้เป็นตัวนำ บ่งชี้ และกำหนดทิศทางแห่งการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ เป็นตัวการหรือเป็นแกนนำในการริเริ่ม ปรุงแต่ง สร้างสรรค์ทุกอย่าง จึงเป็นตัวแท้ของกรรม นั่นคือบุคคลจงใจแล้ว จึงกระทำด้วยกาย วาจา และใจ เจตนาจึงเป็นต้นเหตุแห่งกรรม

ข. กรรมเป็นตัวประกอบซึ่งมีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการแห่งชีวิต เป็นตัวกำหนดในการปรุงแต่งโครงสร้างและวิถีที่จะดำเนินไปของชีวิตนั้น กรรมในแง่นี้ตรงกับคำว่า สังขาร คือสภาพปรุงแต่งจิต หมายความว่า องค์ประกอบหรือคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่งจิตใจดีหรือช่วย หรือเป็นกลาง ๆ ก็ได้ กำหนดการแสดงออกทางกาย วาจา เป็นกรรมแบบต่าง ๆ

ค. กรรมในแง่ของการกระทำ การพูด การคิด และการแสดงออกทางกายวาจา หรือความประพฤติที่เป็นไปต่าง ๆ ซึ่งบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง ดังนั้นจึงมุ่งให้ทุกคนรับผิดชอบต่อการกระทำของตนและพยายามประกอบแต่กรรมดี

ง. กรรมในแง่ของการประกอบอาชีพการงาน การดำเนินชีวิต และการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของมนุษย์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากเจตน์จำนง การคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เกิดความเป็นไปในสังคมมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

คุณค่าของกรรม

พระธรรมปิฎก ได้กล่าวถึงคุณค่าของกรรมในแง่ของ คุณค่าทางจริยธรรม ไว้โดยสรุปถึงคุณค่าที่ต้องการในทางจริยธรรมของหลักกรรมมีดังนี้ คือ

1. กรรมทำให้เป็นผู้หนักแน่นในเหตุผล รู้จักมองเห็นการกระทำและผลการกระทำ ตามแนวทางของเหตุปัจจัย ไม่เชื่อสิ่งงมงาย ตื่นข่าว เช่น เรื่องแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
2. กรรมทำให้เห็นว่าผลสำเร็จที่ตนต้องการ จุดหมายที่ปรารถนาจะเข้าถึง จะสำเร็จได้ด้วยการลงมือกระทำ ดังนั้น จังต้องพึ่งตน และทำความเพียรพยายาม ไม่รอคอยโชคชะตา หรือหวังผลด้วยการอ้อนวอนเซ่นสรวงต่อปัจจัยภายนอก
3. กรรมทำให้มีความรับผิดขอบต่อตนเอง ที่จะงดเว้นจากกรรมชั่ว และรับผิดชอบต่อผู้อื่น ด้วยการกระทำความดีต่อเขา
4. กรรมทำให้ถือว่าบุคคลมีสิทธิโดยธรรมชาติที่จะทำการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปรับปรุง สร้างเสริมตนเองให้ดีขึ้นไป โดยเท่าเทียมกัน สามารถทำตนให้เลวลงหรือให้ดีขึ้น ให้ประเสริฐจนถึงยิ่งกว่าเทวดาและพรหมได้ทุก ๆ คน
5. กรรมทำให้ถือว่าคุณธรรม ความสามารถ ความประพฤติปฏิบัติ เป็นเครื่องวัดความเลวทรามหรือประเสริฐของมนุษย์ ไม่ให้มีการแบ่งแยกโดยชาติชั้นวรรณะ
6. ในแง่กรรมเก่า ให้ถือเป็นบทเรียน และรู้จักพิจารณาเข้าใจตนเองตามเหตุผล ไม่คอยเพ่งโทษแต่ผู้อื่น มองเห็นพื้นฐานของตนเองที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุง และวางแผนสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ถูกต้อง
7. กรรมทำให้ความหวังในอนาคต เป็นข้อเตือนใจในอนาคต สำหรับสามัญชนทั่วไป ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“หญิง ชาย คฤหัสถ์ บรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัยเราทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักได้รับผลของกรรมนั้น”
“แต่บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละเป็นของของเขาและเขาย่อมพาเอากรรมนั้นไป อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไปเหมือนเงาติดตามตนฉะนั้น”
“ฉะนั้น บุคคลควรทำความดี สั่งสมสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ภายหน้า ความดีทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ในปรโลก”

อบายมุข หมายถึง ช่องทางของความเสื่อม หรือหนทางที่จะนำไปสู่ความพินาศ ฉิบหาย หรือเหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์ อบายมุข เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ (สมุทัย) อีกประการหนึ่งที่บุคคลพึงละเว้น ประกอบด้วย

1. ติดสุราและของมึนเมา (ยาเสพติด) เป็นนักดื่มของมึนเมา หรือนักเสพยาเสพติดทั้งหลาย การติดสุรา ของมึนเมาและยาเสพติดทั้งหลายจะก่อให้เกิดโทษ 6 ประการคือ

1.1 เสียทรัพย์หรือทรัพย์สินหมดไปอย่างเห็นได้ชัด
1.2 ก่อการทะเลาะวิวาท บาดเจ็บเสียหายหรืออาจตายได้
1.3 เป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เนื่องจากร่างกายอ่อนแอและไม่มีภูมิคุ้มกัน
1.4 เสียเกียรติเสียชื่อเสียง คนไม่ยกย่องนับถือ
1.5 เป็นคนไม่รู้จักอายประพฤติปฏิบัติด้วยความดื้อด้าน กล้าทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่น เช่นเสพยาบ้ามึนเมา เสียสติ เที่ยวทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น
1.6 การทอนกำลังสติปัญญา ทำให้ขาดสติความยั้งคิด เกิดความประมาท ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมาย เป็นต้น

2. ชอบเที่ยวกลางคืน การเที่ยวกลางคืนก่อให้เกิดโทษ 6 ประการคือ

2.1 ชื่อว่าไม่รักษาตัว คือไม่คุ้มครองตนเอง
2.2 ชื่อว่าไม่รักษาลูก ภรรยา (สามี) คือไม่คุ้มครองรักษาลูกและภรรยา (สามี)
2.3 ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ คือ ไม่คุ้มครองทรัพย์สมบัติของตน
2.4 เป็นที่ระแวงสงสัย คือ เป็นที่หวาดระแวงและสงสัยของท่านผู้พบเห็น
2.5 มักถูกใส่ความ คือเป็นเป้าให้เขาใส่ความหรือข่าวลือ
2.6 มักได้รับความลำบาก คือได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมากมาให้

3. ชอบเที่ยวดูการละเล่น มีโทษ 6 ประการ ซึ่งโทษเหล่านี้จะหนักจะเบา ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ไปดู และการเสียเวลา เสียเงินทองของผู้ไปดู รวมทั้งเสียงานด้วย คือ

3.1 รำที่ไหนไปที่นั่น
3.2 ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
3.3 ดีดสีตีเป่า (ดนตรี) ที่ไหนไปที่นั่น
3.4 เสภาที่ไหนไปที่นั่น
3.5 เพลงที่ไหนไปที่นั่น
3.6 เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น

4. ติดการพนัน เป็นนักการพนัน เป็นคนที่ชอบเล่นการพนัน มีโทษ 6 ประการคือ

4.1 เมื่อชนะย่อมก่อเวร
4.2 เมื่อแพ้ก็เสียดายทรัพย์สินที่เสียไป
4.3 เสียทรัพย์ ทรัพย์หมดไป ๆ เห็นได้ชัด
4.4 เข้าที่ประชุม เขาไม่เชื่อถือถ้อยคำ
4.5 เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อนฝูง
4.6 ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้ที่จะหาคู่ครองให้ลูกของเขา เพราะเห็นว่าจะเลี้ยงลูกเมียไม่ไหว

5. คบคนชั่ว ทำให้เกิดโทษ โดยทำให้กลายไปเป็นคนชั่วอย่างคนที่ตนคบทั้ง 6 ประเภท คือ

5.1 นักการพนัน
5.2 นักเลงผู้หญิง
5.3 นักเลงเหล้าและสิ่งเสพติดต่าง ๆ
5.4 นักลวงของปลอม
5.5 นักหลอกลวง
5.6 นักเลงหัวไม้

6. เกียจคร้านทำการงาน มีโทษ โดยทำให้ยกเหตุต่าง ๆ เป็นข้ออ้างผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ทำการงาน โภคทรัพย์ใหม่ก็ไม่เกิด โภคทรัพย์เก่าที่มีอยู่ก็หมดไป คืออ้างไปทั้ง 6 กรณีว่า

6.1 มักอ้างว่า หนาวนัก แล้วไม่ทำงาน
6.2 มักอ้างว่า ร้อนนัก แล้วไม่ทำงาน
6.3 มักอ้างว่า เย็นแล้ว แล้วไม่ทำงาน
6.4 มักอ้างว่า ยังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำงาน
6.5 มักอ้างว่า หิว กระหายนัก แล้วไม่ทำงาน
6.6 มักอ้างว่า อิ่มนัก แล้วไม่ทำงาน

บุคคลในสังคมใดมัวเมามั่วสุมอยู่ในอบายมุขดังกล่าวข้างต้น สังคมนั้นจะพบแต่ความเสื่อมความพินาศหายนะโดยไม่ต้องสงสัย หากคนในสังคมต้องการให้ตนเอง ครอบครัว และสังคมมีความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข ก็จำต้องละเว้นอบายมุข ทั้ง 6 เหล่านั้นเสีย ตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริตด้วยความขยันหมั่นเพียร ให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สังคมก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญอย่างแน่นอน

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s