มรรค

มรรค คือแนวทางการปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ หรือการบรรลุความหลุดพ้น มรรคเป็นประมวลหลักความประพฤติปฏิบัติหรือระบบ
จริยธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เป็นคำสอนภาคปฏิบัติที่จะช่วยให้ดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมายเป็นผลสำเร็จขึ้นมาในชีวิตจริง ประกอบด้วย มรรคมีองค์ 8 คือ

  1. สัมมาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นชอบ เช่น รู้ว่าสิ่งไหนควรทำสิ่งไหนไม่ควรทำ เห็นว่าการทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เห็นว่ามีผู้ทำความดีต่อเราเราก็ทำความดีตอบ รู้จักการตอบแทนผู้มีพระคุณ เป็นต้น
  2. สัมมาสังกัปปะ หมายถึง การดำริชอบ ได้แก่ คิดในสิ่งที่ดี ไม่คิดโลภอยากได้ของเขา ไม่คิดหลงมัวเมาต่ออบายมุข ไม่คิดโกรธเคืองพยาบาทจองเวรผู้อื่น ไม่คิดทำร้ายหรือเบียดเบียนคนอื่นหรือสัตว์อื่นให้ได้รับความทุกข์ ความเจ็บปวดทรมาน เป็นต้น
  3. สัมมาวาจา หมายถึง การเจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต หรือการไม่พูดชั่ว 4 ประการ คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ และพูดในสิ่งที่เป็นจริง มีประโยชน์ ไพเราะอ่อนหวาน พูดมีสาระ และพูดถูกกาลเทศะ เป็นต้น
  4. สัมมากัมมันตะ หมายถึง การกระทำชอบ ได้แก่ การประพฤติตามกายสุจริต 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักทรัพย์หรือเอาทรัพย์สินคนอื่นมาเป็นของเรา ไม่ประพฤติผิดในกาม
  5.  สัมมาอาชีวะ หมายถึง การเลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ การเว้นจากมิจฉาชีพ ประกอบแต่สัมมาชีพ คืออาชีพที่สุจริต อาชีพที่ดีงาม ไม่เป็นอาชีพที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น เช่น การหลอกลวง การปล้น การบังคับขู่เข็ญ การค้ายาเสพย์ติด เป็นต้น
  6. สัมมาวายามะ หมายถึง ความพยายามชอบ ได้แก่ ความเพียรพยายามในสิ่งที่ดีงามถูกต้อง นั่นคือความพยายามสำรวมระวังตนมิให้ทำความชั่ว เพียรละความชั่วที่เกิดขึ้นในตน เพียรพยายามทำความดีให้เกิดขึ้นในตน และเพียรพยายามรักษาคุณงามความดีที่เกิดขึ้นในตนให้อยู่ในตนตลอดไป
  7. สัมมาสติ หมายถึง ความระลึกชอบ คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาให้เห็นในสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏตามสภาพความเป็นจริงของสิ่งนั้น ได้แก่ การพิจารณาร่างกาย จิต และความรู้สึกของตนให้เห็นตามสภาพที่เป็นจริง รวมทั้งการตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ตามสภาพของธรรมนั้น ๆ
  8. สัมมาสมาธิ

ไตรสิกขา
ไตรสิกขา คือ หลักการศึกษาอบรมในพระพุทธศาสนา มี 3 ประการ ได้แก่

  1. อธิศีลสิกขา หมายถึง ความประพฤติดีทางกายและวาจา การรักษากายและวาจา ให้เรียบร้อย ข้อปฏิบัติ
    สำหรับควบคุมกายวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม การรักษาปกติตามระเบียบวินัย ปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น ความสุจริตทั้งกาย วาจา และอาชีพ
  2. อธิจิตสิกขา สมาธิ หมายถึง ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำใจให้สงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน การมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยเฉพาะ
  3. อธิปัญญาสิกขา หมายถึง ความรู้ทั่ว ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้ความเข้าใจชัดเจน ความรู้หยั่งแยกได้ในเหตุผลดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น รู้ที่จะจัดแจงจัดสรร จัดการ ความรอบรู้ในกองสังขาร มองเห็นตามความเป็นจริง

กรรมฐาน 2
กรรมฐาน หมายถึง อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการเจริญภาวนา, ที่ตั้งแห่งการทำความเพียรฝึกอบรมจิต หรือวิธีฝึกอบรมจิต ประกอบด้วย

  1. สมถภาวนา หมายกถึง การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ หรือการฝึกสมาธิ
  2. วิปัสสนาภาวนา หมายถึง การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง หรือการเจริญปัญญา

การปฏิบัติกรรมฐาน เป็นหลักปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค) โดยมีสัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ) เป็นหัวหน้านำทางให้บรรลุถึงปัญญา ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์คือการรู้แจ้งสัจธรรม กำจัดกิเลส ถึงภาวะสิ้นปัญหาไร้ทุกข์ โดยองค์มรรคอื่นทั้ง 7 ข้อ เป็นเครื่องเกื้อหนุนให้กำลังแก่สมาธิ ช่วยให้สมาธิเกิดขึ้นได้ ดำรงอยู่ได้ดี ในชีวิตประจำวันเช่นการเล่นกีฬาจะบรรลุถึงความสำเร็จได้จะต้องประกอบไปด้วยการมีจิตตั้งมั่นเป็นหลัก ก่อนเล่น ขณะเล่น ผู้เล่นจะต้องมีสมาธิ และจะต้องมีองค์ประกอบอื่นเสริม เช่น มีสัมมาสติอยู่เสมอ สัมมาวายามะ เป็นต้น

ปธาน 4

ปธาน หมายถึง ความเพียร เป็นความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ในมรรค 8 ประกอบด้วย

  1. สังวรปธาน หมายถึง เพียรระวังหรือเพียรป้องกัน คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น เป็นความเพียรในการระวังหรือป้องกันไม่ทำความชั่ว (อกุศลธรรม) ในสิ่งที่ไม่เคยทำ เช่น ไม่ทำอบายมุขต่าง ๆ เป็นต้น
  2.  ปหานปธาน หมายถึง เพียรละ หรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นความเพียรที่ละ เลิก ในสิ่งที่เป็นการกระทำที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่น เลิกสูบบุหรี่ เลิกสุรายาเสพติด เลิกการหลอกลวงผู้อื่น เป็นต้น
  3.  ภาวนาปธาน หมายถึง เพียรเจริญ หรือเพียรสร้าง คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น เป็นความเพียรที่จะพยายามกระทำในสิ่งที่เป็นความดี ในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ เพื่อให้ก่อประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต และประโยชน์สูงสุดในชีวิต
  4.  อนุรักขนาปธาน หมายถึง เพียรอนุรักษ์ หรือเพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ เป็นความเพียรในการรักษาคุณความดีที่ได้กระทำไว้แล้ว และยังจะกระทำคุณความดีเหล่านั้นให้เจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีจำกัด เช่น การพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอันชอบธรรม เป็นต้น

หลักธรรมปธาน 4 เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า สัมมัปปธาน 4 หมายถึง ความเพียรชอบ หรือความเป็นเป็นใหญ่ จึงเป็นส่วนของสัมมาวายามะ (ความเพียรขอบ) ในมรรค 8 ในการทำความเพียร จะต้องเริ่มก่อตัวขึ้นในใจให้พร้อมและถูกต้องก่อน แล้วจึงขยายออกไปเป็นการกระทำในภายนอกให้ประสานกลมกลืน มิใช่คิดอยากทำความเพียร ก็ใช้กำลังกายเอาแรงเข้าทุ่ม ซึ่งอาจกลายเป็นการทรมานตนเองทำให้เกิดผลเสียได้มาก โดยนัยนี้ การทำความเพียรจึงต้องสอดคล้องกลมกลืนกันไปกับธรรมข้ออื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะสติสัมปชัญญะ มีความรู้ความเข้าใจ ใช้ปัญญาดำเนินความเพียรให้พอเหมาะ คือ เป็นทางสายกลาง

โกศล 3 

โกศล หมายถึง ความฉลาด, ความเชี่ยวชาญ, ทักษะ, ความชำนาญ ประกอบด้วย

  1. อายโกศล หมายถึง ความฉลาดในความเจริญ หรือความรอบรู้ทางเจริญ และเหตุของความเจริญ เป็นความฉลาดในการที่จะดำเนินชีวิตของตนเองให้เจริญก้าวหน้า ทั้งในหน้าที่การงาน ลาภ ยศ สรรเสริญ โดยการสร้างความเจริญและพัฒนาตนเองในทางที่เป็นกุศลธรรม คือประกอบแต่กรรมดี
  2. อปายโกศล หมายถึง ความฉลาดในความเสื่อม หรือรอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม เป็นความฉลาดในการที่จะไม่ดำเนินชีวิตของตนเองไปในทางที่เสื่อมเสีย รู้ว่าสิ่งที่เป็นความเสื่อมทั้งหลายไม่ควรกระทำ เช่น ทางแห่งอบายมุข ทางแห่งตัณหา เป็นต้น
  3. อุปายโกศล หมายถึง ความฉลาดในอุบาย หรือรอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ เป็นความฉลาดในการแก้ปัญหา แก้ไขเหตุการณ์ และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและเหตุการณ์เหล่านั้นให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

หลักธรรมโกศลนี้ตรงกับมรรค 8 ในทุก ๆ ข้อ โดยมีสัมมาสังกัปปะ (ความเห็นชอบ) และสัมมาทิฏฐิ (คำริชอบ) ซึ่งสรุปเป็นหลักปัญญา ในไตรสิกขา เป็นหัวหน้าหรือเป็นหลักสำคัญในการที่จะใช้ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ให้เจริญก้าวหน้าได้ และจุดมุ่งหมายสูงสุดก็คือ มุ่งสู่หนทางของความดับทุกข์ที่แท้จริงได้

มงคล 38 ไม่คบคนพาล

การไม่คบคนพาล เป็นมงคลที่ 1 ในมงคล 38 ดังนั้นการไม่คบคนพาลถือว่าเป็นมงคลของชีวิต เป็นสิ่งที่ประเสริฐแก่ชีวิต การไม่คบคนพาล หมายถึง การไม่ยอมมีความสัมพันธ์หรือสมาคมกับคนชั่วร้าย คนเลว

ลักษณะของคนพาล

คนพาลมีลักษณะชั่วร้ายอยู่ 3 ประการคือ

  1. ชอบคิดชั่วอยู่เสมอ คือ คิดละโมบอยากได้ของเขา คิดจ้องจะเอาแต่ของของคนอื่น คิดเคียดแค้นชิงชังมุ่งร้ายต่อผู้อื่น และคิดเห็นผิด ๆ คิดผิดจากทำนองคลองธรรม เช่นว่า คิดเห็นว่า ทำดีไม่ได้ดี บาปบุญไม่มี ลูกไม่ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ เป็นต้น
  2. ชอบพูดชั่วอยู่เสมอ คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยง และพูดเพ้อเจ้อ
  3. ชอบทำชั่วอยู่เสมอ คือ การทำร้ายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การเบียดเบียนทำร้ายสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ การลักทรัพย์ และการประพฤติผิดในกามหรือการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

หรือตามหลักอบายมุข 6 ได้แบ่งคนชั่วออกเป็น 6 ประเภทคือ นักการพนัน นักเลงผู้หญิง นักเลงเหล้า นักลวงของปลอม นักหลอก ลวง และนักเลงหัวไม้

พฤติกรรมของคนพาล

  1. ชอบทำแต่ความเลว เช่น ชอบให้ร้ายป้ายสี อิจฉาริษยาผู้อื่น ยกพวกตีกัน ชอบด่าทอผู้อื่นและพ่อแม่ เป็นต้น
  2. ชอบชักชวนในทางที่ชั่ว เช่น ชวนให้ดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน เป็นนักเลง ชอบหลอกลวงผู้อื่น เป็นต้น
  3. ชอบประจบประแจง เช่น เป็นคนอื่นทำชั่วก็เห็นด้วย ต่อหน้าสรรเสริญลับหลังนินทา เป็นต้น
  4. ไม่ชอบทำงานในหน้าที่ หน้าที่ของตนเองไม่สนใจ แต่ชอบไปก้าวก่ายงานในหน้าที่ของผู้อื่น และมักทำให้งานของผู้อื่นเสียหาย
  5. ไม่ชอบระเบียบวินัย เป็นคนไร้ระเบียบแบบแผนทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิต เช่น ทำผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนต่อผู้อื่น
  6. ไม่ชอบฟังคำว่ากล่าวตักเตือน ใครว่ากล่าวตักเตือนก็โกรธและไม่พึงพอใจ
  7. มักพูดโอ้อวดตนเอง สำคัญตนเองว่ายิ่งใหญ่และมักใช้อิทธิพลหรืออวดอำนาจข่มผู้อื่นอยู่เสมอ
  8. ปกปิดความผิดของตัวเองไม่ให้แพร่งพราย
  9. เปิดเผยความชั่วร้ายของผู้อื่น
  10. ปกปิดความดีของผู้อื่น

ผลดีของการไม่คบคนพาล

  1. ช่วยให้ไม่กระทำความชั่ว หรือหลีกเลี่ยงจากความชั่วทั้งมวล
  2. ช่วยให้ไม่ดำเนินชีวิตไปในทางที่ผิด ไม่เห็นผิดเป็นชอบ
  3. ช่วยให้ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่เดือดร้อนและไม่เสียทรัพย์สิน
  4. ช่วยให้ไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือไม่ถูกลูกหลง หรือถูกหลอกลวงไปในทางที่ผิด
  5. ช่วยให้รักษาความดีไว้ได้ และสร้างเสริมความดีเพิ่มขึ้น
  6. ช่วยให้ไม่ถูกมองในแง่ร้ายและไม่ถูกคนทำร้าย
  7. ช่วยให้การดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพการงานเจริญงอกงามขึ้น
  8. ช่วยทำให้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข ปลอดภัย เป็นที่รักของผู้อื่น อยู่อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s