พุทธศาสนสุภาษิต

ยํ เว เสวติ ตาทิโส “คบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้น”

คนมีอัธยาศัยอย่างหนึ่ง อาจเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมที่น่าหนักใจอย่างหนึ่ง คือปัญหาของวัยรุ่น บิดามารดาก็เป็นห่วง ครูอาจารย์ก็เป็นห่วง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบก็หาทางป้อนกันไม่ให้บุตรหลานของตน หรือลูกศิษย์ของตนมั่วสุมกันในทางที่ผิด โดยเฉพาะการเสพยาเสพติดให้โทษ การเที่ยวในสถานเริงรมย์ การประพฤติผิดศีลธรรมต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะตระหนักดีว่า วัยรุ่นหรือเยาวชน คือทรัพยากรของชาติที่จะต้องมีชีวิตที่สดใส จำต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เว้นคบคนชั่ว เสวนากับคนดี เพราะถ้าคบคนเช่นใด นิสัยใจคอก็จะเปลี่ยนแปลง มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับคนที่ตนคบ ผู้หวังความเจริญแก่ตน พึงเลือกคบแต่คนดีมีคุณธรรม ไม่ควรคบคนชั่ว.

อตฺตนา โจทยตฺตานํ จงเตือนตนด้วยตน

คำแนะนำตักเตือนด้วยความหวังดีและจริงใจนั้น เป็นคำพูดที่ประเสริฐ มีคุณค่าเหมือนลายแทงบอกขุมทรัพย์ คำแนะนำตักเตือน มีพลังสำคัญในการช่วยผลักดันให้ชีวิตคนเรารุ่งเรือง ลูกที่เชื่อฟังคำตักเตือนของพ่อแม่ นักเรียนที่เชื่อฟังคำตักเตือนของครู ชีวิตจะแตกต่างจากลูกที่ไม่เชื่อคำตักเตือนของพ่อแม่ และนักเรียนที่ไม่เชื่อคำตักเตือนของครูอาจารย์
แม้ว่าคนเราจำเป็นจะต้องมีผู้คอยตักเตือนก็จริง ถึงกระนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเห็นว่า คนที่เตือนตนเองได้ดีกว่า เพราะตนของตนย่อมอยู่กับตนเสมอ ย่อมรู้อยู่ทุกเวลาว่าตนกำลังทำอะไร จึงมีโอกาสเตือนตน ให้สติแก่ตนได้ทุกเวลา ส่วนคนอื่นอยู่ห่างตัวเราย่อมรู้สิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรของเราเพียงบางอย่าง จึงสามารถตักเตือนได้เฉพาะสิ่งที่ตนรู้เท่านั้น และถ้าเป็นคำตักเตือนของคนที่เราไม่เคารพ เราอาจจะไม่เชื่อฟังก็ได้ ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำว่า จงเตือนตนด้วยตน ส่วนเหตุผลก็คงเป็นดังที่กล่าวแล้ว

การเตือนตน คือ การพร่ำสอนตนให้มีสติสัมปชัญญะขึ้นมา เพื่อเตือนตนให้รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ และพยายามสอดส่องดูโทษ ความผิดพลาด และข้อบกพร่องของตนด้วยตนเองอยู่เสมอ ไม่ต้องให้ใครมาคอยเตือน พร้อมทั้งอย่ามัวไปคอยเพ่งดูโทษ หรือ ความผิดของคนอื่นอยู่เลย จงหมั่นตรวจดูความผิดของตนเองอยู่ทุกเมื่อ เมื่อเราพยายามเพ่งจับผิดตนบ่อย ๆ ความผิดมันก็ไม่เกิดขึ้นหรือถ้าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นน้อย และเมื่อพบแล้วต้องใช้สติปัญญาแก้ไขความผิดนั้นให้หมดไป โดยไม่ทำความผิดขึ้นอีก

นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ

ใคร่ครวญ หมายถึง การใช้สติสัมปชัญญะ และปัญญาเพ่งดูเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในเมื่อจะประกอบการนั้น ๆ ถึงจะใช้เวลานานหน่อยก็ยังดีกว่าทำอะไรรีบร้อน ใจเร็ว ด่วนไปได้ โดยขาดการใคร่ครวญก่อนทำ บางครั้งทำอะไรรีบร้อนก็อาจเสียหายได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพราะฉะนั้น เวลาจะทำอะไรก็ตาม ต้องใช้สติปัญญาใคร่ครวญพิจารณาดูก่อนแล้วจึงค่อยทำ จะทำให้การงานหรือสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีประสิทธิภาพและสำเร็จได้ตามจุดประสงค์
การทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะประสบผลสำเร็จได้ ผู้ทำจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการทำงาน คือต้องพิจารณาให้รู้ก่อนว่า ถ้าเราทำงานสิ่งนี้ ผลออกมาจะเป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่าการงานนั้น ๆ ถ้าทำแล้วจะเป็นผลดีแก่ตนและสังคมอย่างมากมายก็ควรทำ หรือถ้ามีผลค่อนข้างมากก็ควรทำ ถ้ามีผลนิดหน่อยและยังว่างงานอยู่ก็ควรทำรองาน แต่ทั้งหมดต้องเป็นงานไม่มีโทษ แต่ถ้าเราพิจารณาเห็นว่างานนั้น ๆ ไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เราเสียเวลาเปล่า บางทีจะทำให้เราได้รับโทษ เพราะการทำงานนั้น ๆ ก็เป็นได้ ฉะนั้น ก่อนจะทำอะไรลงไป จึงควรพิจารณาให้ดีก่อน แล้วจึงลงมือทำ

ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา เรือนที่ครองไม่ดี นำทุกข์มาให้

การปกครองเหย้าเรือน ก็คือการดูแลตัวอาคารและดูแลคนที่อาศัยอยู่ร่วมกันในอาคารนั้น ทั้งสองประการนี้ ถ้าปกครองไม่ดีย่อมจะเกิดความทุกข์ขึ้นได้มาก
เหย้าเรือนคืออาคารอันเป็นที่พักอาศัย มีกิจที่จะต้องเอาใจใส่ปฏิบัติอยู่มาก เช่น การปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ และเมื่อชำรุดทรุดโทรมต้องซ่อมแซม การดูแลบ้านเรือนจึงต้องทำทุกวันทุกเวลา หากไม่เอาใจใส่จะสกปรกรกรุงรัง ก่อความทุกข์ความไม่สบายให้ผู้อยู่อาศัย อีกประการหนึ่ง เหย้าเรือนยังมีผู้อยู่อาศัยร่วมกันหลายคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างเพศต่างวัย ต่างความคิด ต่างพฤติกรรม จึงมักมีการขัดแย้งกัน รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้าง ถ้าผู้ปกครองเหย้าเรือนไม่รู้จักวิธีแก้ไขให้ดีแล้ว จะมีแต่ความทุกข์ หาความสุขได้ยาก

นอกจากนั้น คำว่าเหย้าเรือน ยังหมายถึงฆราวาสผู้ครองเรือน ถ้าปกครองไม่ดีปราศจากธรรมะของผู้ครองเรือนแล้วมีแต่ทุกข์ถ่ายเดียว เพราะจะเกิดมีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นมากมาย ธรรมะของผู้ครองเรือนเรียกว่า ฆราวาสธรรมมี 4 ประการ ได้แก่

  1. สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน
  2. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
  3. ขันติ อดทน
  4. จาคะ สละให้ปันสิ่งของต่าง ๆ แก่ผู้ควรให้

การปกครองเหย้าเรือนให้ดีต้องอาศัยความขยัน ไม่ปล่อยปละละเลยและอาศัย ความอะลุ้มอล่วย การผ่อนหนักผ่อนเบา ทำความเข้าใจกันบนพื้นฐานของความรักความเมตตา

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s