หน่วยที่ 1

สาเหตุของการสังคายนา

“สังคายนา” หมายถึง การประชุมสงฆ์เพื่อความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับหลักคำสอน ให้มีแนวทางปฏิบัติเป็นไปในแนวเดียวกัน และเพื่อความมั่นคงตั้งอยู่ได้นานของพระพุทธศาสนา

สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การทำสังคายนาพระไตรปิฎก เพราะมีการศึกษาและตีความหมายไปแง่มุมต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุให้มีข้อปฏิบัติแตกต่างกัน จึงร่วมกันจัดทำสังคายนาขึ้น เพื่อตรวจสอบถึงความถูกต้องและจัดหมวดหมู่พระธรรมวินัย ในชั้นต้นกระทำโดยมุขปาฐะ (ถ่ายทอดโดยใช้คำพูด) ในภายหลังจึงได้จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยใช้ภาษาบาลีหรือมคธ การทำสังคายนาที่ยอมรับกันโดยกว้างขวางนั้นมีเพียง 5 ครั้ง โดยจัดทำในประเทศอินเดีย 4 ครั้ง และในศรีลังกา 1 ครั้ง ซึ่งสังคายนาแต่ละครั้งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

สังคายนาครั้งที่ 1

สาเหตุการทำสังคายนาครั้งที่ 1 นี้มีว่า หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้เพียง 7 วัน พระสุภัททะกล่าวถ้อยคำที่จ้วงจาบพระธรรมวินัย เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา พระมหากัสสปะจึงได้นำเข้าปรึกษาในที่ประชุมสงฆ์ภายหลังจากพุทธปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน แล้วจัดทำสังคายนาขึ้น

การทำสังคายนาครั้งที่ 1 นี้ จัดที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา  แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย ทำเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน พระอรหันต์จำนวน 500 องค์เข้าร่วมประชุม โดยมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธานฝ่ายสงฆ์และเป็นองค์ปุจฉา (ถาม) พระอุบาลีเถระเป็นองค์วิสัชนา (ตอบ) พระวินัย พระอานนท์เถระเป็นองค์วิสัชนาพระสูตร พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ครองกรุงราชคฤห์เป็นองค์อุปถัมภก และเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ใช้เวลา 7 เดือนจึงเสร็จ  ข้อที่น่าสังเกตในการทำสังคายนาครั้งที่ 1 นี้ คือ คำที่ใช้เรียกหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จะใช้คำว่า “ธรรมวินัย” ยังไม่ปรากฏมีความว่า “พระไตรปิฎก” และ “พระอภิธรรม”

สังคายนาครั้งที่ 2

การประชุมทำสังคายนาในครั้งที่ 2 นี้เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว 100 ปี สาเหตุที่นำไปสู่การสังคายนา คือ ภิกษุชาวแคว้นวัชชีจำนวนมากจงใจละเมิดพระวินัย

ในคราวนั้น พระยสกากัณฑบุทต ชาวเมืองปาฐา จาริกมาถึงเมืองเวสาลี เห็นพวกภิกษุชาววัชชีประพฤติผิด จึงได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งแก่พระเถระหลายรูป  จึงเห็นว่าควรประชุมทำสังคายนา และการทำสังคายนาครั้งที่ 2

การทำสังคายนาครั้งที่ 2 นี้ ทำที่วาลิการาม เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย พระอรหันต์เข้าร่วมประชุมจำนวน 700 รูป พระสัพพกามีเถระ เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์และเป็นองค์วิสัชนา พระเรวตเถระเป็นองค์ปุจฉา พระเจ้ากาลาโศกราช กษัตริย์ผู้ครองแคว้นมคธและวัชชีเป็นองค์อุปถัมภกและเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ใช้เวลาทำสังคายนาครั้งนี้ 8 เดือนจึงเสร็จ” ผลของการทำสังคายนาครั้งที่ 2 นี้ทำให้พระพุทธศาสนาแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ ๆ คือ

  1. กลุ่มเถรวาทหรือหีนยาน กับ
  2. กลุ่มอาจริยวาทหรือมหายาน

เมื่อพุทธศักราชล่วงไปได้ประมาณ 1,000 ปี ฝ่ายมหายานได้หันเห ผสมผสานกับลัทธิในศาสนาอื่นบ้าง เช่น ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้เกิดลัทธิใหม่ขึ้น จนกลายเป็น “พุทธตันตรยาน” และ “วัชรยาน” ซึ่งเป็นพุทธศาสนาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ในทิเบต ที่รู้จักในชื่อว่า ลัทธิลามะของทิเบต

สังคายนาครั้งที่ 3

การทำสังคายนาครั้งที่ 3 นี้ มีสาเหตุมาจากนักบวชนอกศาสนา (เดียร์ถีย์) ได้ปลอมบวชในพุทธศาสนา แสดงลัทธิขัดต่อหลักพุทธศาสนา ทำการเผยแพร่ลัทธิของตนในนามพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดในวงการพุทธศาสนา พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ทรงศรัทธาเลื่อมใสพุทธศาสนา ทรงวิตกว่าหากไม่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้พุทธศาสนาเสื่อมสลายไป ดังนั้น พระองค์จึงทรงอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระให้ช่วยชำระสอบสวน และกำจัดพวกเดียร์ถีร์ออกไปจากธรรมวินัยเสีย ในครั้งนั้นพวกภิกษุที่ปลอมบวชในพระพุทธศาสนาได้ถูกจับสึกเป็นจำนวนมาก  จัดให้มีการทำสังคายนาขึ้น
หลังจากการทำสังคายนาครั้งที่ 3 นี้เสร็จสิ้นลง พระเจ้าอโศกมหาราชกับพระโมคัลลีบุตรติสสเถระ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า ในอนาคตพุทธศาสนาอาจไม่มั่นคงอยู่ในอินเดีย จึงเห็นควรส่งพระสมณทูตออกไปเผยแผ่ในส่วนต่าง ๆ ของอินเดียและในต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการส่งพระสมณทูตออกประกาศพุทธศาสนา โดยแบ่งออกเป็น 9 สาย ภายใต้พระราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช พระสมณทูต 9 สายคือ

  • สายที่ 1 มีพระมัชฌันติกเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย คือ แคว้นกัษมีระ (แคชเมียร์) และแคว้นคันธาระ
  • สายที่ 2 มีพระมหาเทวเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางทิศใต้ของประเทศอินเดีย คือ แคว้น
    มหิสมณฑล (ปัจจุบัน คือ รัฐไมซอร์)
  • สายที่ 3 มีพระรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ซึ่งได้แก่ แคว้นวนวาสีประเทศ
  • สายที่ 4 มีพระธรรมรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาแถบชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย อันได้แก่ แคว้น
    อปรันตกชนบท (ปัจจุบัน คือ แถบบริเวณเหนือเมืองบอมเบย์)
  • สายที่ 5 มีพระมหาธรรมรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองบอมเบย์ อันได้แก่ แคว้นมหาราษฎร์
  • สายที่ 6 มีพระมหารักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่โยนกประเทศ (กรีซ)
  • สายที่ 7 มีพระมัชฌิมเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางดินเดียภาคเหนือ (แถมเทือกเขาหิมาลัยและประเทศเนปาล)
  • สายที่ 8 มีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบสุวรรณภูมิ (ดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ไม่อาจตกลงกันได้ว่าที่ใด แต่มีความเป็นกว้าง ๆ ว่า คือดินแดนที่เป็นประเทศพม่า (เมียนมาร์) ไทย ลาว ญวน เขมร และมลายู)
  • สายที่ 9 มีพระมหินทเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป (ปัจจุบัน คือ ศรีลังกา)

สังคายนาครั้งที่ 4

การทำสังคายนาครั้งที่ 4 นี้ ไม่ได้ทำในประเทศอินเดีย แต่จัดทำขึ้นที่ลังกา เมื่อพุทธศักราช 236 (บางแห่งว่า พ.ศ. 238) โดยพระมหินทเถระที่เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่ลังกา ไโดยจัดขึ้นที่ถูปาราม อนุราชบุรี ประเทศศรีลังกา วัตถุประสงค์สำคัญในการจัดครั้งนี้ก็เพื่อความตั้งมั่นแห่งพุทธศาสนาและเป็นการวางรากฐานให้ชาวศรีลังกาท่องจำพุทธวจนะตามแนวที่จัดระเบียบไว้แล้วในอินเดีย

ตามที่หลักฐานปรากฏในบางแห่งระบุว่า การทำสังคายนาครั้งที่ 4 นี้ จัดทำที่เมืองบุรุษปุระในอินเดียภาคเหนือ ซึ่งเป็นการจัดทำของฝ่ายมหายาน (อาจาริยวาท) โดยความอุปถัมภ์ของพระเจ้ากนิษกะ แต่ฝ่ายเถรวาทได้แก่ ไทย ลาว พม่า เขมร ลังกา ไม่ยอมรับรอง เพราะถือว่าเป็นการสังคายนาของนิกายอื่น ผลอันหนึ่งของการสังคายนาครั้งนี้ คือ ฝ่ายมหายานใช้ภาษาสันสกฤต ในการจารึกพระไตรปิฎก

สังคายนาครั้งที่ 5

การทำสังคายนาครั้งที่ 5 นี้ จัดขึ้นที่มหาวิหาร ประเทศลังกา เมื่อพุทธศักราช 450 ปี (บางแห่งเป็น พ.ศ. 433) สาเหตุของการจำทำครั้งนี้เกิดจากพระราชดำริของพระเจ้าคามินีอภัย กษัตริย์ปกครองลังกา  จึงทำสังคายนาครั้งที่ 5 ขึ้น โดยพระองค์ทรงโปรดให้พระพุทธทัตตเถระกับพระมหาติสสเถระร่วมกันดำเนินการ มีพระสงฆ์เข้าร่วมประชุมจำนวน 1,000 รูป สังคายนาครั้งนี้มีความสำคัญ สรุปได้ 2 ประการคือ

  1. นับเป็นครั้งแรกที่มีการจดบันทึกพระพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนใบลาน ด้วยภาษาบาลี ตามตำนานระบุว่าได้จารึกอรรถกถาลงไว้ด้วย
  2. พระธรรมวินัยที่ถูกจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งนี้ ถือว่าเป็นต้นฉบับของพระไตรปิฎก ของฝ่ายเถรวาท ซึ่งภายหลังปรากฏว่า มีผู้นำเอาไปแปลเป็นภาษาของตน

การทำสังคายนาครั้งที่ 5 นี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปของกลุ่มเถรวาท ความจริงการสังคายนานั้นมีการจัดทำกันหลายครั้งในที่หลายแห่ง ฝ่ายที่จัดทำก็มีทั้งฝ่ายเถรวาทและอาจริยวาท โดยต่างคนต่างทำในฝ่ายของตนเอง และต่างก็ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน แม้ในฝ่ายเถรวาทเองก็ได้จัดทำสังคายนาหลายครั้งหลังจากการทำสังคายนาครั้งที่ 5 ผ่านไปแล้ว

ครั้งที่ สังคายนา
เมื่อ
องค์ประธานฝ่ายสงฆ์ องค์อุปถัมภก จำนวน
ผู้เข้าร่วม
สถานที่
1 หลังพุทธปรินิพพาน
3 เดือน
เวลา 7 เดือน
พระมหากัสสปเถระ พระเจ้าอชาตศัตรู พระอรหันต์ 500 องค์ ถ้ำสัตตบรรณคูหา
เขาเวภาระ
เมืองราชคฤห์
อินเดีย
2 หลังพุทธปรินิพพาน 100 ปี
เวลา 8เดือน
พระสัพพกามีเถระ พระเจ้ากาลาโศกราช พระอรหันต์ 700 องค์ วาลิการาม
เมืองเวสาลี
แคว้นวัชชี
อินเดีย
3 หลังพุทธปรินิพพาน 218 ปี
เวลา 9เดือน

พระโมคคัลลีบุตร
ติสสเถระ

พระเจ้าอโศกมหาราช พระอรหันต์ 1,000 องค์ อโศการาม
เมืองปาฏลีบุตร
อินเดีย
4 ปีพ.ศ. 236 พระมหินทเถระ ถูปาราม
อนุราชบุร ี
ศรีลังกา
5 ปีพ.ศ. 450 พระพุทธทัตตเถระ พระเจ้าทุฏฐคามีนีอภัย พระสงฆ์ 1,000รูป มหาวิหาร
ศรีลังกา

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s