:: การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไทย ::

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดี ลำดับเรื่องราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามลำดับดังนี้

1.นิกายในพระพุทธศาสนา

การศึกษานิกายในพระพุทธศาสนา เพื่อต้องการให้ผู้เรียนได้เข้าใจในเบื้องต้น เพราะในการศึกษาประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยได้กล่าวถึงนิกายในพระพุทธศาสนาอยู่ด้วย โดยได้ศึกษาถึงมูลเหตุของการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดนิกายในพระพุทธศาสนาโดยตรง ดังนี้

เมื่อประมาณ 100 ปีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน วงการพระสงฆ์เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในการตีความหมายพระธรรมวินัย เช่น พระสงฆ์ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเวลาบ่ายแล้วพระภิกษุฉันอาหารได้ น้ำดองผลไม่ที่มีรสอ่อน ๆ ดื่มแต่น้อยไม่ทำให้ผู้ดื่มเมา เว้นแต่ดื่มมาก พระภิกษุฉันได้ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงตามพระวินัยว่าหลังเที่ยงแล้วพระภิกษุฉันอาหารไม่ได้ รวมทั้งน้ำดองผลไม้อย่างนั้นด้วย เพราะถือเป็นสุราเมรัย เป็นต้น
พระสงฆ์ฝ่ายยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักมี พระยศกากัณฑกบุตร เป็นประธาน ได้รวบรวมพระสงฆ์อรหันต์ได้ 700 องค์ ประชุมทำสังคายนาพระธรรมวินัยที่เมืองไพศาลี เป็นเวลา 8 เดือนจึงแล้วเสร็จ

ในการทำสังคายนาในครั้งนี้ก่อให้เกิดนิกายในพระพุทธศาสนาขึ้น ดังนี้

1) นิกายมหายาน ด้วยพระสงฆ์ฝ่ายแรกที่เสนอว่าเวลาบ่ายแล้วพระภิกษุฉันอาหารได้นั้นไม่ยอมรับมติที่ประชุม
สังคายนา ได้แยกตัวออกไปเป็นกลุ่มต่างหาก เรียกตัวเองว่า “มหาสังฆิกะ” คือ “ฝ่ายมหายาน” คำว่า มหายานนั้นเรียก
เป็น “พระโพธิสัตว์” และถือว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเป็นอมตนิรันดร เป็นต้น

2) นิกายหีนยาน สำหรับฝ่ายพระยศกากัณฑบุตรได้รับการเรียกว่า หรือ“เถรวาท” หมายถึง ผู้ยึดถือพระธรรมวินัย คือ “ฝ่ายหีนยาน” คำว่า หีนยานนั้นเรียกตามภูมิประเทศที่แผ่ไปถึงว่าทักษิณนิกาย แปลว่า ฝ่ายใต้ ซึ่งมีอุดมคติการปฏิบัติธรรม คือการบรรลุเป็น “พระอรหันต์” และถือว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ถึงจุดสิ้นสุด เป็นต้น

2.บทบาทของพระเจ้าอโศกมหาราชในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระเจ้าอโศกราชมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยได้จัดการทำสังคายนาครั้งที่ 3 ขึ้น ดังนี้
ล่วงมาถึง พ.ศ. 217 ได้เกิดความสับสนขึ้นในวงการสงฆ์ เนื่องจากมีคนในลัทธิอื่นปลอมตนเข้ามาบวชเพราะเห็นว่าพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ได้รับพระราชทานการบำรุงจากพระเจ้าอโศกมหาราชมาก เป็นเหตุให้พระสงฆ์ไม่ลงอุโบสถสังฆกรรมร่วมกันเป็นเวลา 12 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชจึงอาราธนาพระโมคคัลลีบุตร เป็นองค์ประธานสงฆ์ทำสังคายนาพระธรรมวินัย ที่อโศกการาม เมืองปาตลิบุตร เมืองหลวงใหม่ของแคว้นมคธ การสังคายนาครั้งนี้เป็นเหตุให้พระสงฆ์ปลอมบวชถูกจับสึกเป็นจำนวนมาก

หลังจากการทำสังคายนา พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลักฐานจากศิลาจารึกหนึ่งของพระองค์ได้กล่าวถึงการส่งสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนตะวันตก เช่น อาณาจักตริโปลี อียิปต์ กรีซ นอกจากนี้ หนังสือมหาวงศ์พงศาวดารลังกาได้กล่าวถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยมีการส่งพระเถระไปยังดินแดนต่าง ๆ รวม 9 สายดังนี้

สายที่ 1-7 เผยแผ่ในบริเวณชมพูทวีป เช่น ส่งพระมัชฌิมเถระไปหิมวันประเทศ คือประเทศเนปาลในปัจจุบัน
สายที่ 8 มีพระโสณเถระและพระอุตตระเถระ ไปเผยแผ่ในบริเวณสุวรรณภูมิ คือ ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย
สายที่ 9 มีพระมหินทเถระ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราชได้ไปเผยแผ่ในลังกาทวีป คือประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน

3. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

พระพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้าสู่ประเทศไทยในแต่ละอาณาจักรมีการนับถือที่แตกต่างกันออกไป เช่น อาณาจักรตามพรลิงค์และอาณาจักรศรีวิชัย นับถือนิกายมหายาน ส่วนอาณาจักรทวาราวดี อาณาจักรพุกาม และอาณาจักรหริภุญไชย นับถือนิกายเถรวาท
สำหรับการนับถือพระพุทธศาสนาของคนไทย ไม่สามารถระบุให้ชัดเจน แต่ยึดถือเอาอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษา ดังนี้

1) อาณาจักรสุโขทัย ในราว พ.ศ. 1800 พระสงฆ์ไทยที่ไปศึกษาในลังกาได้กลับมาประเทศไทยพร้อมด้วยพระสงฆ์ชาวลังกา ได้มาตั้งสำนักเผยแผ่ศาสนาขึ้นที่เมืองนครศรีธรรมราช พอถึง พ.ศ. 1820 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชขึ้นครองราช และทรงทราบกิตติศัพท์ว่า พระสงฆ์ที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างลังกาวงศ์ มีวัตรปฏิบัติน่าเคารพเลื่อมใส จึงโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์พระมหาเถรสังฆราชจากนครศรีธรรมราช มายังวัดอรัญญิก ในกรุงสุโขทัย ต่อมา พ.ศ. 1897 พระเจ้าลิไทขึ้นครองราชย์ ได้นิมนต์พระมหาสามีสังฆราช เมืองลังกา ชื่อสมนะ เข้ามาสู่สุโขทัย พระองค์ทรงเลื่อมใสได้เสด็จออกผนวชชั่วคราว ณ วัดอรัญญิก และได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ได้เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนไทยในสมัยสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง และแผ่ขยายไปทั่วอาณาจักรสุโขทัย

2) สมัยอาณาจักรล้านนา เมื่อ พ.ศ. 1913 พระเจ้ากือนาแห่งอาณาจักรล้านนา ได้ส่งพระราชทูตมาอาราธนาพระสังฆราชสุมนเถร จากพญาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัยขึ้นไปยังล้านนา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ในล้านนา ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช ได้อุปถัมภ์ให้มีการทำสังคายนาครั้งที่ 8 ที่วัดโพธารามหรือวัดเจ็ดยอด และในรัชกาลพระเมืองแก้ว (พ.ศ.2038-2068) เป็นยุครุ่งเรืองของวรรณคดีพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์เป็นนักปราชญ์คัมภีร์ภาษาบาลีจำนวนมาก เช่น พระสิริมังคลาจารย์ แต่งหนังสือเรื่อง มังคลัตถทีปนี เวสสันตรทีปนี จักรวาฬทีปนี และสังขยาปกาสฎีกา พระรัตนปัญญาแต่งหนังสือเรื่อง วชิรสารัตถสังคห และชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นต้น

3) สมัยอาณาจักรอยุธยา ในสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลการนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างลังกาวงศ์ จากอาณาจักรสุโขทัย ในสมัยนี้ได้มีการแต่งหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น มหาชาติคำหลวง กาพย์มหาชาติ นันโทปนันทสูตร พระมาลัยคำหลวง ปุณโณวาทคำฉันท์ เป็นต้น ใน พ.ศ. 2296 พระพุทธศาสนาในประเทศลังกาขาดพระภิกษุที่จะสืบศาสนา กษัตริย์ลังกาจึงส่งคณะทูตมาขอพระสงฆ์ไทยไปทำการอุปสมบทให้แก่ชาวลังกา พระเจ้าบรมโกศ ได้ส่งพระอุบาลีและพระอริยมุนี พร้อมด้วยคณะสงฆ์อีก 15 รูป เดินทางไปยังลังกาและได้ช่วยกันวางรากฐานและประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาจนมั่นคงเป็นปึกแผ่น ทำให้เกิดนิกายที่เรียกว่า “อุบาลีวงศ์หรือสยามวงศ์” ขึ้นที่ลังกา

4) สมัยอาณาจักรธนบุรี หลังจากที่พระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว ก็ได้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาซึ่งเสื่อมโทรมไปหลังจากได้รับผลกระทบจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แก่พม่า จึงได้อาราธนาพระสงฆ์ที่กระจัดกระจายจากภัยสงครามมาประจำอยู่ในพระอารามต่าง ๆ และได้โปรดเกล้าฯ ให้สืบหาพระสงฆ์ที่ทรงคุณธรรมจากทั่วประเทศให้ไปประชุมที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆษิตารามในปัจจุบัน) เพื่อทำการคัดเลือกพระสงฆ์ที่ทรงคุณสมบัติขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งที่ประชุมได้ลงมติเลือกพระอาจารย์ศรี วัดประดู่ กรุงศรีอยุธยา เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกของกรุงธนบุรี เพื่อให้ทรงเป็นผู้รับผิดชอบในการฟื้นฟูบูรณะพระพุทธศาสนา ให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองดังเดิม

5) สมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ กษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เช่น
รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสุทัศน์เทพวราราม
รัชกาลที่ 2 ทรงเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาษาบาลีของพระภิกษุสงฆ์ให้มีคุณภาพมากขึ้น
รัชกาลที่ 4 ทรงก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตนิกาย สมัยที่พระองค์ทรงผนวชอยู่
รัชกาลที่ 5 ได้ทรงก่อตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่งคือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังคสฤกติ และมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร
รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น เทศนาเสือป่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และทรงยกเลิกการใช้รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เปลี่ยนมาใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) แทน
รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าให้จัดพิมพ์ “พระไตรปิฎกสยามรัฐ”
รัชกาลที่ 8 มีการออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ (ฉบับ พ.ศ. 2484) และ
รัชกาลที่ 9 ได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น จัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ส่งคณะสงฆ์ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลก เป็นต้น

Leave a comment

Filed under :: พุทธศาสนา ม.1 เทอม 2 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s