:: รัชกาลที่ 3 ::

รัชกาลที่ 3 มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าทับ”  ได้เสด็จขึ้นเสวยราชย์สมบัติเป็นรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงกำกับราชการกรมท่า มีความสามารถด้านการค้าขาย ของกรมพระคลังสินค้าซึ่งทำรายได้ ให้กับประเทศอย่างมาก จนมีชื่อเรียกพระองค์ว่า “เจ้าสัว”

การเมืองการปกครองสมัยรัชกาลที่ 3

การจัดการปกครองส่วนกลาง หรือ การปกครองในราชธานี

  • สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ( พระปิตุลา ) ดำรงตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)
  • อัครมหาเสนาบดีได้แก่ สมุหกลาโหมและสมุหนายก
  • โปรดฯ ให้ เจ้าพระยายมราช  ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพระนครบาล    เจ้าพระยาธรรมา   ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพระธรรมาธิกรณ์   เจ้าพระยาพระคลัง ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพระคลัง และเจ้าพระยาพลเทพ  ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพระเกษตราธิการ

การปกครองส่วนภูมิภาค หรือ การปกครองหัวเมือง
           แบ่งออกเป็น การปกครองหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช เมืองประเทศราช ได้แก่ ล้านนา (เชียงใหม่) ลาว (ล้านช้าง) กัมพูชา (เขมร) และหัวเมืองมลายู

ด้านเศรษฐกิจ
การปรับปรุงภาษีอากร   เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินในราชการแผ่นดินมากเพราะเกิดสงครามระหว่างไทยกับญวนซึ่งรบกัน อย่างยืดเยื้อเป็นเวลานานถึง 14 ปีเศษ นอกจากนี้ยังต้องใช้จ่ายในการปฏิสังขรณ์วัดวาอารามอีกมาก จึงมีการปรับปรุง การเก็บภาษีอากรดังนี้
1 . แก้ไขวิธีการเก็บภาษีอากร เช่น อากรค่านา
2 . ตั้งภาษีอากรขึ้นใหม่อีก 38 ประเภท เช่น บ่อนเบี้ยจีน หวย
3 . กำเนิดระบบเจ้าภาษีนายอากร ใครประมูลได้ จะได้ชื่อว่า “เจ้าภาษี” หรือ “นายอากร” เจ้าภาษีนายอากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ระบบเจ้าภาษีนายอากรนี้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5
4 . มีการยกเลิกภาษีบางชนิด เช่น ภาษีฝิ่น อากรค่าน้ำ

การค้าขายกับต่างประเทศ
ส่วนใหญ่ทำการค้ากับจีน และค้าขายกับหัวเมืองมลายู พ่อค้าจีนในกรุงเทพฯ ได้ส่งสำเภาไปค้าขายถึงสิงคโปร์และเกาะหมาก การเปลี่ยนแปลงทางการค้าในสมัยรัชกาลที่ 3 มีดังนี้
1. การค้าโดยการแต่งสำเภาหลวงออกไปค้าขายลดน้อยลง
2. ผ่อนคลายการค้าแบบผูกขาดและยกเลิกประเพณีการค้าขายของทางราชการบางประการ อันเนื่องมาจาก
การทำสนธิสัญญาเบอร์นี่กับอังกฤษ
3. เรือสินค้าเริ่มเปลี่ยนจากเรือสำเภามาเป็นเรือกำปั่นใบ

ด้านศาสนา
1 . การสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นยุคของการสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ อย่างมาก นับว่าเป็นสมัยที่ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก วัดที่สำคัญได้แก่ วัดราชโอรสาราม ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 3
2. “โลหะปราสาท” ขึ้นแทนพระเจดีย์ เพื่อให้พระสงฆ์ได้มีที่สงบเสงี่ยมสำหรับบำเพ็ญสมาธิ ในวัดนี้
3. โปรด ฯ ให้หล่อพระพุทธรูปยืนสองพระองค์ทรงเครื่องกษัตริย์ไทย ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

  • องค์ที่ 1 สร้างถวายพระอัยกา ( รัชกาลที่ 1 ) ทรงถวายนามพระพุทธรูปนี้ว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
  • องค์ที่ 2 สร้างถวายพระบรมชนกนาถ ( รัชกาลที่ 2 ) ทรงถวายนามพระพุทธรูปนี้ว่า พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

อารยธรรมตะวันตก

วัฒนธรรมตะวันตก ได้เริ่มเผยแผ่เข้ามามีอิทธิพลในอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากชาวยุโรปที่เข้ามาค้าขายและเผยแผ่คริสตศาสนาแล้วยังมีมิชชันนารีชาวอเมิริกันก็เข้ามาเผยแผ่คริสตศาสนาด้วย ซึ่งได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดด้านวิชาการ เทคโนโลยี่สมัยใหม่ หลายประการ อาทิ ด้านการพิมพ์ การแพทย์ การศึกษา การต่อเรือ เครื่องจักรกล การทหาร วิชาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ด้านกวีและวรรณกรรม

คุณพุ่ม เป็นกวีหญิงคนแรกของไทย เป็นนักโต้สักวา ชอบโต้สักวาเรื่องอิเหนา โดยคุณพุ่มเป็นฝ่ายบุษบา ด้วยเหตุที่คุณพุ่มมีบ้านอยู่บนแพริมน้ำมีความเชี่ยวชาญ ในการบอกบทสักวา จนได้รับสมญาว่า “บุษบาท่าเรือจ้าง”

ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

  1. ลาวกับไทย  ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 2 เจ้าอนุวงศ์ แห่งนครเวียงจันทน์ มีอำนาจ  เจ้าอนุวงศ์จึงคิดกบฏต่อไทยโดยยกทัพมากวาดต้อนผู้คนที่เมืองนครราชสีมาและสระบุรี รัชกาลที่ 3 โปรดฯให้พระยาราชสุภาวดี ( เจ้าพระยาบดินทรเดชา ) ยกทัพไปปราบศึกครั้งนี้  เจ้าอนุวงศ์สู้ไม่ได้จึงหนีไปพึ่งญวน ทำให้ไทยกับญวนต้องหมองหมางกัน สงครามระหว่างไทยกับลาว ในครั้งนี้ได้กำเนิดวีรสตรีของไทยขึ้นคือ ท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม)
  2. พม่ากับไทย  ในสมัยรัชกาลที่ 3 ชาวเมืองมณีปุระเป็นกบฏ พม่าต้องจัดการปราบ พวกกบฏหนีเข้าไปในแคว้น อัสสัมของอินเดียซึ่งอยุ่ในความดูแลของอังกฤษ จึงเกิดสงครามระหว่างพม่ากับอังกฤษ การรบทางบกอังกฤษสู้พม่าไม่ได้เพราะพม่าชำนาญภูมิประเทศมากกว่า อังกฤษจึงเปลี่ยนมารบทางเรือ เวอร์ อาร์ชิเบลด์ แคมป์เบล แม่ทัพเรือของอังกฤษ ทำการรบทางอ่าวเบงกอลและอ่าวเมาะตะมะ ยึดหัวเมืองชายทะเลได้เป็นจำนวนมาก แต่มีปัญหาเรื่องเสบียงอาหารและพาหนะจึงชวนไทยช่วยรบพม่า โดยให้ร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามารัชกาลที่ 3 โปรดให้ เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรีย ) คุมทัพบกไปช่วยรบทางด่านเจดีย์สามองค์ ให้พระยาชุมพร (ซุย) คุมทัพเรือไปช่วยรบทางเมืองมะริดและเมืองทวาย แต่ไทยกับอังกฤษมีเรื่องขัดแย้งกัน ทางเมืองหลวงจึงเรียกทัพกลับหมด  อังกฤษไม่ละความพยายาม เข้ามาชวนไทยรบอีก โดยสัญญาว่าจะแบ่งดินแดนของพม่าทางด้านอ่าวเบงกอลให้ ไทยได้ช่วยอังกฤษอีก เมื่ออังกฤษชนะสงครามไทยได้ขอดินแดนจากอังกฤษแต่อังกฤษบ่ายเบี่ยงบอกว่ายังไม่สิ้นสุดสงคราม ไทยไม่พอใจจึงระงับการช่วยอังกฤษและยกทัพกลับ  ในปี พ.ศ. 2393 การตีเมืองเชียงตุง เนื่องจากพม่าแพ้สงครามต่ออังกฤษ ต้องเสียค่าปรับมากมาย จึงบังคับเอาเงินจากเมืองขึ้นไปช่วย เชียงตุงเป็นเมืองขึ้นของพม่าต้องไปบังคับเอาจากเมืองเชียงรุ้ง ชาวเมืองเชียงรุ้งเดือดร้อนจึงก่อการกบฏมาขอสวามิภักดิ์ต่อไทย รัชกาลที่ 3 ทรงรับไว้แล้วโปรดให้จัดทัพไปตีเมืองเชียงตุง แต่ไม่สำเร็จเพราะเจ้านายเมืองเหนือไม่ปรองดองกันและรัชกาลที่ 3 ก็ประชวรด้วย

ผลดีที่ไทยได้ช่วยเหลืออังกฤษรบกับพม่า

1. ไทยกับอังกฤษได้เป็นไมตรีต่อกัน
2. พม่าไม่มีโอกาสมารบกวนไทยอีก
3. ไทยได้มีโอกาสจัดการรบกับเขมรและญวน
4. ยุติปัญหาเรื่องเมืองไทรบุรี โดยตกลงว่าไทยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหัวเมืองมลายูของอังกฤษและอังกฤษจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเมืองไทรบุรีของไทย

อังกฤษกับไทย ในสมัยรัชกาลที่ 3 อังกฤษต้องการให้ไทยช่วยรบกับพม่า ลอร์ด แอมเฮอสต์ ผู้สำเร็จราชการประจำอินเดียของอังกฤษ ได้ส่งร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี่ Captian Henry Burney ซึ่งคนไทยในสมัยนั้นเรียก “กะปิตัน หันตรี บารนี” เป็นทูตเข้ามาเจรจากับไทย โดยมีความต้องการ 4 ประการคือ

  1. เพื่อพยายามรักษาสัมพันธไมตรี อย่าให้ไทยเป็นอริกับอังกฤษได้
  2. เพื่อขอกำลังจากไทยไปช่วยอังกฤษรบกับพม่า
  3. เพื่อชักชวนให้ไทยยอมทำสัญญาการค้ากับอังกฤษ
  4. เพื่อทำความตกลงกันในปัญหาเมืองไทรบุรีและหัวเมืองมลายู

เมื่อไทยกับอังกฤษตกลงกันได้จึงทำสัญญาต่อกันนับเป็นสัญญาโดยสมบูรณ์ฉบับแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีชื่อเรียกว่า “สัญญาเบอร์นี่” มีภาษากำกับถึง 4 ภาษาคือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกสและภาษามลายู ลงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369 มีสาระสำคัญดังนี้

“ไทยกับอังกฤษจะมีไมตรีต่อกัน จะไม่คิดร้ายต่อกัน จะไม่แย่งชิงเอาบ้านหรือดินแดนซึ่งกันและกัน ถ้ามีคดีเกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทยก็ให้ไทยตัดสินตามใจไทยตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ทั้งสองฝ่ายจะอำนวยความสะดวกในการค้าต่อกันเป็นอันดี จะอนุญาตให้พ่อค้าของอีกฝ่ายหนึ่งเข้าไปตั้งหรือเช่าบ้านเรือนโรงสินค้าและร้านค้าได้ แต่คนของอีกฝ่ายหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในอาณาเขตของอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของอาณาเขตนั้นทุกประการ”

สัญญาที่เกี่ยวกับการค้ามีสาระดังนี้

  1.  เรือของชาวอังกฤษหรือชาวเอเชียในบังคับอังกฤษที่เข้ามาค้าขายในกรุงเทพ ฯ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยทุกประการ จะซื้อข้าวสารหรือข้าวเปลือกออกนอกประเทศไม่ได้
  2. ถ้าเรือนั้นนำอาวุธปืน กระสุนปืนหรือดินดำเข้ามาจะต้องขายให้รัฐบาลเท่านั้นถ้ารัฐบาลไม่ต้องการต้องนำออกไป
  3. นอกจากข้าวและอาวุธยุทธภัณฑ์แล้ว อนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษกับพ่อค้าไทยซื้อขายกันได้โดยสะดวกเสรี
  4. เรือที่นำสินค้าเข้ามาขายในเมืองไทยนั้น จะต้องเสียภาษีเบิกร่องหรือค่าปากเรือ ในอัตราวาละ 1,700 บาท ถ้ามิได้บรรทุกสินค้ามาจะเสียในอัตราวาละ 1,500 บาท ทั้งนี้ไม่ต้องเสียภาษีขาเข้าขาออกอีก
  5. พ่อค้าอังกฤษ จะเป็นชาวยุโรปก็ดี หรือชาวเอเชียก็ดีตลอดจนผู้บังคับการเรือ นายเรือ ลูกเรือที่เข้ามาค้าขายในเมืองไทยนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยทุกประการ ถ้าหากมีการกระทำผิดขึ้น ก็ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตัดสินลงโทษได้ ในกรณีฆาตกรรมโดยเจตนา ผู้กระทำผิดจะต้องถูกประหารชีวิต โทษอย่างอื่นถ้าเป็นความผิดก็ให้ปรับ โบยหรือจำคุกตามกฎหมายไทย

ในตอนปลายรัชกาลที่ 3 อังกฤษได้ส่ง เซอร์ เจมส์ บรุค เข้ามาขอแก้ไขสัญญาการค้าที่เฮนรี เบอร์นี่ได้ทำไว้แต่ไม่เป็นผลสำเร็จพอดีเปลี่ยนรัชกาลเสียก่อน

      3.  อเมริกากับไทย  ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาได้มีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2376 โดยประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ๊คสัน ได้ส่ง เอ็ดมันด์ โรเบอร์ต Edmund Roberts คนไทยเรียก “เอมินราบัด” เป็นทูตเข้ามาทำสัญญาการค้ากับไทย ทำนองเดียวกับอังกฤษที่ เฮนรี เบอร์นี่ ทำไว้ เนื่องจากสัญญาฉบับดังกล่าว ไม่สู้จะเกิดประโยชน์ต่อพ่อค้าชาวอังกฤษและอเมริกันมากนัก ดังนั้นในปี พ.ศ. 2393 อเมริกัน ได้ส่ง โยเซฟ บัลเลสเตียร์ Joseph Balestier เข้ามาขอแก้ไขสนธิสัญญา ที่ทำไว้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2375 แต่เนื่องจาก โยเซฟ บัลเลสเตียร์ Joseph Balestier ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมไทย พูดจากร้าวร้าว จึ่งไม่สามารถแก้ไขสนธิสัญญาได้

วัฒนธรรมตะวันตก ด้านการพิมพ์ การแพทย์ การศึกษา การต่อเรือ เครื่องจักรกล การทหาร วิชาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์

  • ด้านการพิมพ์  เรื่องราวต่าง ๆ ในสมัยก่อน ที่จะมีการพิมพ์ ได้มีการบันทึกไว้บนใบลาน ที่เรียกว่า การจาร โดยใช้เหล็กแหลมเขียน หรือมีการบันทึกไว้ใน สมุดข่อย หรือ สมุดไทย สาเหตุที่เรียกสมุดข่อยเพราะสมุดทำมาจากเปลือกข่อย หรือที่เรียกว่าสมุดไทย เพราะ เลียนแบบสมุดฝรั่ง การจาร ส่วนใหญ่จะจารเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คัมภีร์พระไตรปิฎก ส่วนสมุดไทย (สมุดข่อย) ใช้เขียนบันทึกเกี่ยวกับ ตำรา จดมายเหตุ กาพย์กลอน แบ่งออกเป็นสองชนิด ฉบับหลวง และ ฉบับราษฎร์หรือฉบับเชลยศักดิ์ ลักษณะของสมุดมีสามขนาด อย่างดีที่สุด กระดาษหนา ขัดเกลี้ยง เรียกว่า สมุดทรง ขนาดกลาง เรียกว่า สมุดรองทรง และขนาดเล็กเรียกว่า สมุดร่าง ลักษณะของสมุดไทยนี้ เป็นกระดาษแผ่นยาวแผ่นเดียวพับกลับไปกลับมาเป็นชั้น ๆ ชั้นหนึ่งชั้นเรียก เผนิก   ผู้ริเริ่มการพิมพ์หนังสือในประเทศไทย เป็นชาวอังกฤษ ชื่อ ร้อยเอกเจมส์โลว์ โดยรัฐบาลอังกฤษ ที่อินเดีย ได้ส่งยอห์น คอรว์เฟิด เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเพราะไม่เข้าใจภาษากัน ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่ประจำอยู่มีอินเดีย ได้ส่ง เจมส์โลว์ ผู้ซึ่งเห็นความสำคัญของภาษาไทย ได้เริ่มศึกษาเรียนรู้ ภาษาไทย และหล่อตัวหนังสือไทยขึ้นที่ เมือง เบงกอล เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2371 แล้วส่งไปใช้ในราชการที่สิงคโปร์ จากนั้นได้ใช้พิมพ์แบบเรียนไวยากรไทย สำหรับให้ข้าราชการอังกฤษได้ศึกษา นับเป็นหนังสือภาษาไทยเล่มแรกในโลก แต่ หลักฐานการพิมพ์ของคณะบัปติสต์ กล่าวว่า แอดดอไนราม จัดสัน Adoniram Judson หรือ หมอจัดสัน เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเรียนภาษาไทยกับคนไทย ที่ถูกจับไปเป็นเชลยคราวเสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2310 ในประเทศพม่า จากนั้นได้แปลคัมภีร์เป็นภาษาไทย โดยสร้างแท่นพิมพ์ขึ้นแล้วส่งไปหล่อตัวพิมพ์ที่ เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2362 แล้วได้พิมพ์คัมภีร์เป็นภาษาไทย ออกแจกจ่ายคนไทยในประเทศพม่า ต่อมาได้ส่งแท่นพิมพ์ให้กับคณะบัปติสต์ ที่ประจำอยู่ ณ สิงคโปร์ ต่อมาหมอบรัดเลย์ ได้ซื้อแท่นพิมพ์จากสิงโปร์ นำมายังกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2378   ฉะนั้นการสร้างแท่นพิมพ์และประดิษฐ์อักษรไทยนั้นจึงสมควรเป็นของหมอจัดสันและร้อยเอกเจมส์โลว์ ร่วมกัน การพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นหลักคำสอนทางศาสนามีการพิมพ์หนังสือทางราชการครั้งแรก เมื่อ 27 เมษายน 2382 โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้จ้างโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น เป็นใบปลิวจำนวน 9,000 ฉบับ   ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้พิมพ์ ปฏิทินภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ 12 มกราคม พ.ศ. 2385 ทำให้คนไทยทราบ วันเดือนปีทางสุริยคติ นอกจากนี้หมอบรัดเลย์ยังพิมพ์หนังสือแถลงข่าวขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทยอีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า บางกอกรีคอเดอร์ Bangkok Recorder โดยพิมพ์ออกเป็นรายปักษ์ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387
  • ด้านการแพทย์ พวกมิชชันนารี เริ่มกิจการด้านสาธารณสุขและการแพทย์ ณ ที่พักริมน้ำวัดเกาะตอนสำเพ็ง และขยายกิจการออกไปตามหัวเมือง โดยจัดตั้งโอสถศาลาและสุขศาลาหลายแห่ง เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บและจำหน่ายยาแผนปัจจุบัน ทำให้คนไทยรู้จักยาแผนปัจจุบันเป็นครั้งแรกการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ เริ่มมีครั้งแรกในรัชกาลที่ 3 นี้ โดยหมอบรัดเลย์ Dr. Dan Beach Bradley เป็นผู้นำเข้ามาเผยแพร่ มีการปลูกฝีในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2379 รัชกาลที่ 3 ทราบความดังกล่าวจึงให้หมอหลวง มาฝึกหัดปลูกฝี กับหมอบรัดเลย์ และพระราชทานรางวัลให้กับหมอบรัดเลย์และหมอหลวงทีมาฝึกหัดปลูกฝี ในครั้งนั้น คนละ 400 บาท ถึง 200 บาท ตามลำดับหมอใหญ่และเล็ก การผ่าตัด วิธการผ่าตัดตามวิธีศัลยกรรมของแพทย์แผนปัจจุบัน เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2380 เหตุเกิดจากไฟพะเนียงระเบิด ในงานฉลองวัดประยูรวงศ์ฯ ถูกผู้คนตายไปหลายคน ในจำนวนนี้มีะพระภิกษุได้รับบาดเจ็บ แขนกระดูกแตก หมอบรัดเลย์ ได้ช่วยชีวิตไว้โดยการตัดแขนข้างที่แตกออก ในที่เกิดเหตุนั้น ทำให้คนไทยได้ความรู้ใหม่ว่า แพทย์สามารถผ่าตัดร่างกายของมนุษย์ที่มีชีวิตได   การผ่าตัดโดยใช้ยาสลบ ช่วยไม่ให้คนรู้สึกเจ็บปวด ริเริ่มโดย หมอเฮาส์ Dr. Samuel R. House เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2390 เหตุเกิดจากหญิงชรา คนหนึ่งอายุ 84 ปี ถูกไม้ไผ่ตำหักคาอยู่ ไม่สามารถดึงออกได้ หมอเฮาส์ใช้อีเทอร์ให้คนไข้สูดดมเป็นยาสลบ เพื่อช่วยในการผ่าตัดในครั้งนี้ ปรากฎว่าได้ผลดี นอกจากนี้พวกมิชชันนารียังได้นำวิธีการฉีดยา มาใช้เป็นครั้งแรก ในประเทศไทย

     

  • ด้านการศึกษา  มิชชันนารีชาวอเมริกันชื่อ เจสซี คาสแวล Jesse Caswell คนไทยเรียกหมอกัศแวน ได้สอนภาษาอังกฤษให้กับเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งขณะนั้นได้ผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร จนสามารถมารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างแตกฉานสารถเขียนและพูดได้เป็นอย่างดีนับว่าเป็นคนไทยคนแรกที่เรียนรู้และพูดภาษาอังกฤษได้ นอกจากเจ้าฟ้ามงกุฎที่เรียนภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท หลวงนายสิทธิ์ (ช่วง บุนนาค) ที่เรียนภาษษอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่มักสนใจศึกษาวิชาเฉพาะทาง

     

  • ด้านการต่อเรือ การทหารเรือ เครื่องจักรกล เจ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงสนพระทัยทางด้านดาราศาสตร์การเดินเรือและวิชาช่างกล จนสามารถตั้งโรงเครื่องจักรและต่อเรือกลไฟได้ หลวงนายสิทธิ์ (ช่วงบุนนาค) ได้ศึกษาการต่อเรือกำปั่นใบแบบฝรั่ง สามารถใช้การได้เป็นอย่างดี เรือลำแรกต่อได้สำเร็จในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2378 เป็นสาเหตุที่ทำให้ เรือสำเภาแบบจีนไม่มีผู้นิยมหันมาใช้เรือกำปั่นใบแทนนายโหมด อมาตยกุล (พระยากระษาปนกิจโกศล) ศึกษาเครื่องจักรกลและวิธีผสมธาตุ จนสามารถผลิตเครื่องมือกลึงเกลียวได้เองและยังฝึกการถ่ายรูปอีกด้วย บุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการถ่ายทอดวิชาเครื่องจักรกล ก็คือ นายยอนฮัตเสต ชันดเลอร์ คนไทยนิยมเรียก หมอจันดเล ซึ่งได้ช่วยเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ต่อเรือกลไฟแล่นในลำน้ำเจ้าพระยาได้เป็นลำแรก

     

  • วิชาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หมอเฮาส์ ได้สอนวิชาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ให้เจ้าฟ้ามงกุฎ ทำให้พระองค์เข้าใจด้านดาราศาสตร์ได้เป็นอย่างดี คนไทยได้ความรู้ด้าน ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สัณฐานของโลก การหมุนของโลก ความสัมพันธ์ของโลกกับดวงจันทร์ การเกิดน้ำขึ้นน้ำลง จันทรุปราคา สุริยุปราคา ความกดอากาศ บารอมิเตอร์ แม่เหล็กไฟฟ้า ตลอดจนด้านชีววิทยาและสรีระวิทยา

Leave a comment

Filed under :: ภูมิศาสตร์ ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s