:: พระนาคเสน ::

พระนาคเสน ตามคัมภีร์บาลีกล่าวว่า ท่านเกิดที่กะชังคลคาม ใกล้ภูเขาหิมาลัย มีชีวิตในราวพุทธศตวรรษที่ 6 (ประมาณ พ.ศ. 500 เศษ) บิดาของท่านเป็นพราหมณ์ชื่อว่า โสณุตตระ เมื่อวัยเด็ก นาคเสนกุมารได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาต่าง ๆ และเรียนได้อย่างรวดเร็วจนจบไตรเพท มีพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อ โรหณเถระ พระเถระรูปนี้ได้ไปบิณฑบาตที่บ้านบิดาของท่านเป็นประจำทุกวัน นับเวลาได้ 7 ปี 10 เดือน แต่ไม่ได้รับการยกมือไหว้ การกราบไหว้ หรือสามีจิกรรม (การแสดงความเคารพ) ได้แต่คำพูดเยาะเย้ยถากถางดูหมิ่น จนวันหนึ่ง ขณะที่พระเถระได้เดินสวนทางกับพราหมณ์โสณุตตระและถูกพราหมณ์ถามว่าวันนี้ท่านได้อะไรบ้าง เมื่อพระเถระตอบว่า ได้ พราหมณ์รู้สึกโกรธนางพราหมณีผู้เป็นภรรยามาก จึงได้ไปตำหนิภรรยา แต่เมื่อนางพราหมณีตอบว่าไม่ได้ให้อะไรเลย จึงกลับไปต่อว่าพระเถระหาว่าท่านพูดโกหก พระเถระจึงตอบว่าเราไม่ได้อะไรจากพราหมณีผู้เป็นภรรยาของท่านเลย เพียงแต่ภรรยาของท่านกล่าวกับเราด้วยถ้อยคำอันไพเราะ เราจึงตอบท่านว่า ได้ เมื่อพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงเกิดความเลื่อมใสต่อพระเถระมากและได้นิมนต์ให้พระเถระไปรับบิณฑบาตยังเรือนของตนทุก ๆ วัน

วันหนึ่ง นาคเสนกุมารได้พบกับพระเถระ จึงเข้าไปสอบถามว่าท่านรู้ศิลปะหรือไม่ พระเถระตอบว่า รู้ และรู้ศิลปะสูงสุดนาคเสนกุมารจึงขอให้พระเถระบอกศิลปะสูงสุดนั้น พระเถระกลับตอบว่า ไม่สามารถจะให้เรียนได้ ผู้ที่จะเรียนศิลปะสูงสุดต้องบวชเสียก่อน นาคเสนกุมารจึงไปขออนุญาตบิดามารดาเพื่อออกบวช เมื่อได้รับอนุญาตจากบิดามารดาด้วยความมุ่งหวังว่า เมื่อนาคเสนกุมารได้บวชและได้เรียนศิลปะสูงสุดแล้ว คงสึกออกมาเป็นฆราวาสแน่นอน นาคเสนกุมารบวชเป็นสามเณรที่ถ้ำรักขิต มีพระโรหณะเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อออกบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์ได้ส่งให้ไปศึกษาอภิธรรมอยู่กับพระอัสสสุคตที่วัตตนิยเสนานะ ต่อมาเมื่อท่านอุปสมบทแล้ว วันหนึ่งพระนาคเสนได้ติดตามพระเถระไปฉันภัตตาหารที่บ้านอุบาสิกาคนหนึ่ง หลังฉันเสร็จแล้ว พระเถระได้ให้พระนาคเสนกล่าวอนุโมทนา พระนาคเสนได้กล่าวอนุโมทนาด้วยอภิธรรมกถา แสดงโลกุตรธรรมประกอบด้วยสุญญตานุปัสสนา อุบาสิกาฟังไปด้วยพิจารณาตามไปด้วย จนได้บรรลุโสดาปัตติมรรค ส่วนพระนาคเสนเองก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วย

หลังจากนั้น พระอัสสคุตตเถระ ได้ส่งพระนาคเสนไปอยู่ในสำนักของพระธรรมรักขิตเถระ ณ อโศการาม เมืองปาตลีบุตร เพื่อศึกษา
พระพุทธวจนะให้ยิ่งขึ้น เมื่อนาคเสนเรียนรู้พระไตรปิฎกมากขึ้น ก็เกิดมีทิฐิมานะคิดว่าไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตน พระธรรมรักขิตเห็นว่าพระนาคเสนเชี่ยวชาญในปริยัติยิ่งนัก แต่การปฏิบัติยังไม่ถึงที่สุด จึงกล่าวเตือนว่า เด็กเลี้ยงโค ได้แต่ดูแลโคให้คนอื่น แต่ไม่ได้ดื่มน้ำนมโค ประดุจคนที่เรียนรู้พระพุทธพจน์มากมายจนเป็นพหูสูตรแต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสอน ก็ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสพระธรรม พระนาคเสนจึงรู้สึกตัวและได้บำเพ็ญเพียรถ่ายถอนกิเลส จนได้บรรลุพระอรหันตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภทา 4 ได้แก่ ความแตกฉาน 4 ประการ คือ ในอรรถ (ใจความ) ในธรรม ในภาษา และในปฏิภาณ

ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีกษัตริย์เชื้อสายกรีกพระองค์หนึ่ง พระนามว่า เมนันเดอร์ หรือที่เรียกกันตามพระบาลีว่า พระยามิลินท์ซึ่งพระองค์ได้อวดอ้างว่าเป็นผู้รู้ศาสนาและปรัชญามากกว่าใคร ๆ และท้าโต้วาทะกับสมณพราหมณ์และประชาชนทั่วไป เมื่อไม่มีใครมาโต้ด้วย ก็สำคัญผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก พระยามิลินท์ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า ยังมีภิกษุรูปใด ๆในชมพูทวีปอีกบ้างหรือไม่ที่สามารถตอบปัญหาและโต้วาทะกับเราได้ เมื่ออำมาตย์ทูลว่า มีภิกษุรูปหนึ่งชื่อนาคเสน อยู่ ณ สังไขยบริเวณ ท่านเป็นผู้ฉลาด สามารถคงจะเจรจาและวสัชนาปัญหาต่าง ๆ กับพระองค์ได้ จึงพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากเสด็จเข้าไปหาพระนาคเสน และมีการโต้ตอบถามปัญหาซึ่งกันและกัน การสนทนาโต้ตอบระหว่างพระนาคเสนกับพระยามิลินท์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ มิลินทปัญหา ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญเล่มหนึ่งในพระพุทธศาสนาและเมื่อพระยามิลินท์ได้รับการถวายวิสัชนาปัญหาจากพระนาคเสนแล้ว ได้เกิดความเข้าใจในหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา สละความเห็นผิดยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาในที่สุด

คุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีปัญญาใฝ่รู้อย่างแท้จริง พระนาคเสนเป็นผู้มีปัญญามาก เพราะเรียนรู้สิ่งใดสามารถทรงจำสิ่งนั้นได้และเมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาอภิธรรมจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระอภิธรรมเมื่อศึกษาพระไตรปิฎกก็เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก อันนับมาจากความเป็นผู้มีปัญญาใฝ่รู้อย่างแท้จริง

2. เป็นผู้ฉลาดมีปฏิภาณในการอธิบายธรรม พระนาคเสนขณะที่ท่านยังเป็นปุถุชน ได้แสดงธรรมแก่อุบาสิกาจนได้สำเร็จเป็นอริยบุคคลแม้ตัวท่านเองก็ได้สำเร็จโสดาบันเป็นอริยบุคคลเช่นเดียวกัน และเมื่อท่านได้เป็นผู้ถวายวิสัชนาปัญหาแก่พระยามิลินท์ซึ่งเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ (ความหลงผิด) แล้ว ก็ยังสามารถสร้างความแจ่มแจ้งและเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนา จนทำให้พระยามิลินท์ละทิ้งมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิและนับถือพระพุทธศาสนาในที่สุด

Leave a comment

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s