::สังเวชนียสถาน ::

สิ่งที่ได้รับจากการศึกษาดูงานสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล
ระหว่างวันที่ 17-25 มีนาคม 2552

1. พุทธคยา เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีพุทธสถานสำคัญ ดังนี้

ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ปัจจุบันอยู่ในเขตปกครองของตำบลพุทธคยา รัฐพิหาร ห่างจากแม่น้ำเนรัญชรา ประมาณ 200 เมตร ตั้งอยู่ด้านหลังพระเจดีย์ มีพระแท่นวัชรอาสน์คั่นอยู่ ต้นปัจจุบันเป็นต้นที่ 4 ปัจจุบันอายุได้ 126 ปี อยู่ด้านตะวันตก

  • ต้นที่ 1 สหชาติเกิดร่วมกาลวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติอยู่จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช อายุได้ 352 ปี
  • ต้นที่ 2 เริ่มจากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มาจึงสมัยพระเจ้าสาสังกาเข้ายึดทำลาย อายุได้ 871-891 ปี
  • ต้นที่ 3 พระเจ้าปูวรมันทรงเสียพระทัยที่พระเจ้าสาลังกาทำลาย จึงบำรุงรากโพธิ์โดยใช้น้ำนมจากแม่โค 1,000 ตัวรดให้ชุ่มอยู่เสมอ ไม่ช้าหน่อก็แตกจากรากเดิม ต้นโพธิ์ต้นที่ 3 นี้หมดอายุตายเองตามธรรมชาติ อายุได้ 1,258 ปีเศษ
  • ต้นที่ 4 ต้นปัจจุบัน นายพลคันนั่งแฮม ได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่เกิดจากต้นที่ 3 ปลูกเมื่อ พ.ศ. 2423 และมีชีวิตนับจนปัจจุบันนี้

พระแท่นวัชระอาสน์ มีความหมายว่า พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษใจเพชร พระแท่นวัชรอาสน์

มีความหมายว่า พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษใจเพชร สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกใต้โคนพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้น้อมระลึกว่า เมื่อพระองค์ประทับนั่งที่โคนต้นโพธิ์นี้ เพื่อตรัสรู้ พระองค์ได้ตั้งสัตย์อธิษฐานว่า “แม้หนัง กระดูก เอ็นจะเหลืออยู่โดยเนื้อและเลือดในร่างกายจะเหือดแห้งไปสิ้นตามที ถ้าเราไม่บรรลุถึงประโยชน์ อันบุคคลจะบรรลุได้ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว เราจะไม่ยอมทิ้งความเพียรนั้นเป็นอันขาด”
สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อน้อมระลึกว่า เมื่อพระองค์ประทับนั่งที่โคนต้นโพธิ์นี้ ทรงตั้งสัตย์

พระมหาเจดีย์พุทธคยา

lสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่สื่อถึงวินาทีที่พระพุทธองค์ทรงเรียกแม่พระธรณีให้มาเป็นสักขีพยานต่อการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธองค์ทุกภพทุกชาติคนเไทยเรียกว่าพระพุทธเมตตา บริเวณมหาโพธิ์วิหารเป็นสถานที่สำคัญที่สุด เพราะพระพุทธองค์เสด็จมาตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์นี้ ประกอบกันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ตัวตึกทั้งสิ้นล้อมรอบด้วยทองแดงชุบ ประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายอันวิจิตร ประดับด้วยทอง เงิน มุก และรัตนะต่างๆ ด้านขวาซ้ายประตูนอกเป็นซอกคล้ายๆ ห้อง ด้านซ้ายมีรูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ด้านขวาเป็นรูปพระไมเตรยโพธิสัตว์ ทำด้วยเงินขาว

พระพุทธเมตตา

ภายในวิหารพระเจดีย์ มีพระพุทธปฏิมากร ปางมารวิชัย ที่สร้างด้วยหินแกรนิตสีดำ ในสมัยปาละ มีอายุกว่า 1,400 ปีเศษๆ คนไทยเรียกว่า พระพุทธเมตตา เพราะเพราะเมื่อเห็นพระพักตร์ท่านแล้วเปี่ยมไปด้วย ความอ่อนโยน เมตตากรุณา

สระมุจลินท์

เป็นสถานที่พระพุทธองค์เสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุข มีพระยานาคมาแผ่พังพานพร้อมด้วยขนด 7 รอบ เพื่อป้องกันความหนาว ลม ฝน แดด เหลือบ ยุง ไม่ให้เบียดเบียนพระองค์ เมื่อฝนหยุดตกแล้ว มุจลินทนาคราชจึงคลายขนด แล้วจำแลงรูปของตนเป็นมานพหนุ่ม ถวายนมัสการ ณ เบื้องพระพักตร์ พระองค์จึงเปล่งอุทานว่า ความสงัดเป็นสุข ของบุคคลผู้สันโดษ ผู้มีธรรมปรากฏแล้ว ผู้เห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก สระมุจลินท์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้จากองค์เจดีย์ประมาณ 3 กิโลเมตร ปัจจุบันสร้างที่จำลองไว้ภายในบริเวณเจดีย์

บ้านนางสุชาดา

เป็นที่สันนิษฐานกันว่า เป็นพระเจดีย์ที่สร้างครอบบ้านนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาสก่อนวันตรัสรู้ นางสุชาดาเป็นบุตรสาวของเศรษฐีใหญ่แห่งเมืองพาราณสี และเป็นมารดาของยสกุลบุตร

ภูเขาดงคสิริ

เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อาศัยบริเวณนี้บำเพ็ญทุกรกิริยา และแสวงหาโมกขธรรมเป็นระยะเวลาถึง 6 ปี โดยมีปัญจวัคคีย์คอยเฝ้ารับใช้ดูแล แต่ที่สุดแล้วก็ทรงเลิกบำเพ็ญ เพราะทรงพิจารณาเห็นด้วยพระองค์เองว่าเป็นทางสุดโต่ง ไม่ใช่ทางที่จะบรรลุธรรมได้

2. กุสินารา เป็นสถานที่ปรินิพพาน

ปัจฉิมโอวาท “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” สังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอท่านทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

วิหารปรินิพพาน

วิหารปรินิพพานแห่งนี้ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ Sir A.C.L.Callery ผู้ช่วย SIr Alexander Cunningham ได้มาขุดพบเมื่อ พ.ศ. 2419 ภายในสถูปมีพระพุทธรูปปางมหาปรินิพพานอยู่บนแท่นที่ทำด้วยหินทรายแดง หรือเรียกว่า จุลศิลา องค์พระยาว 21 ฟุต สูง 2 ฟุต 1 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปปางอนุฏฐิตสีหาไสยาสน์ คือ ปางเสด็จบรรทมครั้งสุดท้าย พบที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นในอินเดีย สร้างสมัยคุปตะ โดยช่างชื่อ ทินนะ ชาวเมืองมถุรา มีท่านสวามีหริบาละ เป็นผู้บริจาคทรัพย์ในการสร้างองค์พระ

พระพุทธรูปปางปรินิพพาน
องค์พระปฏิมากรนี้งามดั่งองค์เทพวิษณุสร้าง สามารถมองได้ 3 มิติแห่งอารมณ์ดังนี้

  1. หากยืน ณ ตรงพระพักตร์แล้วเพ่งมองที่พระพักตร์ขององค์พระ จะเห็นพระพักตร์อยู่ในลักษณะอาการที่ทรงแย้ม
  2. หากยืน ณ ตรงกลางด้านหน้าองค์พระ เพ่งที่พระพักตร์ก็จะเห็นว่าพุทธองค์กำลังได้รับทุกขเวทนาจากพระปักขันธิกาพาธ
  3. หากยืนด้านพระพุทธบาท มองไปยังพระพักตร์จะสัมผัสความรู้สึกได้ว่า พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานปราศจากความทุกข์ทรมานใดๆ ทั้งสิ้น ทรงเข้าสู่ภาวะแห่งความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง

มกุฏพันธเจดีย์

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน และทำการบูขา ณ สาลวโนทยาน ในวันที่ 8 ได้ทำการเคลื่อนย้ายพระบรมศพ ไป ณ มกุฏพันธเจดีย์ เพื่อทำการถวายพระเพลิงมกุฏพันธนเจดีย์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ห่างจากวิหารปรินิพพาน 1.61 กิโลเมตร เมื่อเจ้ามัลละกษัตริย์อัญเชิญพระบรมศพจากอุทยานสาลวันเข้าไปทางทิศเหนือของเมืองแล้ว ขบวนก็ผ่านไปทางประตูเมืองด้านตะวันออก เลยไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ที่ปรากฏอยู่วันนี้ เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นภายหลังการถวายพระเพลิง

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

พุทธบริษัทชาวไทยร่วมใจกันสร้างขึ้นเมื่อปี 2537 เพื่อน้อมเป็นพุทธบูชา และเฉลิมพระเกียรติการครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในดินแดนพุทธภูมิ ด้วยการอำนวยการของพระสุเมธาธิบดี อธิบดีสงฆ์ และการดำเนินงานของพระราชรัตนรังษี

Leave a comment

Filed under :: สังเวชนียสถาน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s