โซมาเลีย

นับเป็นเวลา 6 ปี ที่สหประชาชาติส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการฟื้นฟูสันติภาพและแก้ไขปัญหาความอดอยากของประชาชนที่ต้องผจญกรรมจากสงครามกลางปีที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชังของกลุ่มต่างๆ ปฏิบัติการขึ้นมาในยามที่รัฐบาลมีสภาพเหมือนกับอากาศธาตุที่มีแต่ความว่างเปล่า

เดือน ม.ค.1991 ทหารสหประชาชาติในการนำของทหารอเมริกัน บุกเข้ายึดครองกรุงโมกาดิชูของโซมาเลีย เพื่อคุ้มกันและระงับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอิทธิพล ผู้ที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังอันส่งผลให้ประชาชนต้องพลอยรับเคราะห์ทั้งบาดเจ็บและล้มตาย อดอยาก หิวโหยตามมา

เดือน มี.ค.1995 ทหารสหประชาชาติภาใต้การนำของทหารอเมริกัน ตัดสินใจถอนตัว ออกจากกรุงโมกาดิชู สิ้นสุดภาระกิจที่เรียกว่า ปฏิบัติการฟื้นฟูความหวัง

คำถามที่เกิดขึ้นตามหลังการถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียในครั้งนี้ก็คือ ปฏิบัติการครั้งนี้สหประชาติมีชัยหรือปราชัย สิ่งทีติดตามมาจะเป็นสงครามล้างผลายยืดเยื้อหรือสันติภาพ การถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียครั้งนี้ นับเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง อาจนำมาซึ่งความหวังหรืออาจจะทำลายความหวังของผู้ที่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในโซมาเลียได้พร้อมๆ กัน

โมฮัมเหม็ด นูร์ กาลาล อดีตนายพลเอกแห่งกองทัพบกโซมาเลียที่นำทหารพยายามกำจัดไซอัด แบรี่ อดีตผู้นำโซมาเลียที่ตกลงจากบัลลังก์เพราะความเกลียดชังระหว่างเผ่าพันธ์ได้กล่าวถึง อนาคตของโซมาเลียหลังทหารสหประชาชาติถอนตัวออกไปแล้วว่า คงไม่มีใครนำกำลังเข้าประหัตประหารกันอีกแล้ว เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์จากการปะทะกันครั้งนี้ และที่สำคัญที่สุดคือประชาชน เบื่อหน่ายรุนแรงและต้องการเห็นสันติภาพอุบัติขึ้นเสียที

นับแต่ทหารสหประชาชาติเข้าไปดูแลรักษาความสงบในโซมาเลีย ธุรกิจและกิจการต่างๆ ที่พังพินาศไปก่อนหน้านี้ก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ชาวไร่ชาวนากลับสู่ไร่นาเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชาชน ในขณะเดียวกันทีธุรกิจต่างๆ ไม่วาจะเป็นท่าเรือ สนามบิน และกิจการต่างๆ เริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้ง

แต่เมื่อทหารสหประชาชาติถอนตัวออกไป กรุงโมกาดิซูก็กลับสู่สภาพตึงเครียดเช่นเดิม เพราะภารกิจในการสลายกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์กันในโซมาเลียนั้น มิได้ดำเนินไปโดยราบริ่น กรุงโมกาดิชูนี้นับเป็นประตูสู่โลกภายนอกแห่งเดียวของโซมาเลียเพราะมีท่าเรือขนาดใหญ่และสนามบินที่ทันสมัยที่สุดในประเทศตั้งอยู่

ทางเหนือของกรุงโมกาดิชูอันเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่ม อับกับ ภายใต้การนำของอาลี มาห์ดี โมฮัมหมัด นั้นสภาพทั่วไปค่อนข้างสงบเพราะมีการนำกฏหมายอิสลามที่เรียกว่า ชาเรีย มาประกาศใช้ มีคำสั่งเด็ดขาดห้ามพกพาอาวุธ ปืน อย่างสิ้นเชิง

ขณะเดียวกันทางทิศใต้ของกรุงโมกาดิชูซึ่งกินอาณาบริเวณถึง2 ใน 3 ของพื้นที่เมืองหลวงนั้น ปืนคืออำนาจชี้ขาด และเมื่อความมืดแห่งรัตติกาลมาเยือนเมื่อใดจะไม่มีใครกล้าออกนอกที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนนี้เป็นเขตอิทธิพลของ โมฮัมหมัด ฟาร่าห์ ไอดีด ขุนศึกจอมอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดในโซมาเลียซึ่งถูกมองว่าเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญที่ทำให้สันติภาพไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ เนื่องจากไอดีดเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและมักตัดสินปัญหาด้วยกระสุนปืน

หลังจากความพยามยามที่จะเปิดการประชุมเพื่อสันติภาพระหว่างคู่ปรปักษ์ในโซมาเลียล้มเหลวลง ไอดีดก็เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบเชียบผิดปกติ แต่เมื่อทหารสหประชาชาติคนสุดท้ายพ้นจากโซมาเลีย ไอดีดก็ออกโรงอีกครั้งหนึ่งพร้อมแสดงความจำนงที่จะพบปะหารือกับมาห์ดี เพื่อแสวงหาลู่ทางแห่งสันติภาพกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับอ้างว่า นับแต่นี้ไปจะไม่มีสงครามกลางเมืองอีกแล้ว ขอให้นานาชาติช่วยกันสนับสนุนตนที่จะบูรณะประเทศชาติให้กลับฟื้นคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายไอดีด ประกาศว่าพร้อมร่วมมือกับฝ่ายปรปักษ์ในการเข้าควบคุมท่าเรือและสนามบินโมกาดิชูซึ่งว่างเปล่าลงหลังจากทหารต่างชาติถอนกำลังไป โดยกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะประสานนโยบายและร่วมงานกันแบบเคียงบ่าเคียงใหล่
แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ความร่วมมือของฝ่ายปรปักษ์ทั้งสองมีโอกาสไม่ประสบผลสำเร็จมาก เพราะไม่เพียงแต่การถือพวกถือพ้อง ในระหว่างกลุ่มปฏิปักษ์กันจะยังคงอยู่อย่างลึกซึ้งเท่านั้น การชำระหนี้แค้นที่ฝังลึกมานานดูเหมือนจะเป็นสรณะที่ทั้งสองฝ่ายยึดถืออย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นสมาชิกของกำลังทั้งสองนั้นยังอยู่ในสภาพที่ไร้ระเบียบวินัยอย่างสิ้นเชิง จึงควบคุมกันด้วยอาวุธปืนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แม้การถอนทหารสหประชาชาติออกจากโซมาเลียจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสหประชาชาติอาจทอดทิ้ง
โซมาเลียให้โดดเดี่ยวแล้ว แต่วงการฑูตตะวันตกก็ยังคงยืนกรานว่า นานาชาติยังพร้อมที่ร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพในโซมาเลีย

ความร่วมมือที่ว่าอาจจะมาในรูปของการนิ่งเฉย เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า กลุ่มปรปักษ์ในโซมาเลียนั้นต้องการสันติภาพจริงๆ หรือไม่

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม ที่แน่ๆ ก็คือ นับแต่นี้ไปการสร้างสันติภาพในโซมาเลียนั้นจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับบรรดาขุนศึกโซมาเลียเอง คงไม่มีใครยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว สำหรับชะตากรรมของชาวโซมาเลียนับแต่นี้ต่อไปนั้น คงประสบกับปัญหานานัปการไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินต่างๆ โดยขณะนี้ประชาชนอย่างน้อยที่สุด 1 ล้านคนต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งของช่วยเหลือจากต่างชาติเป็นหลัก นอกจากนี้ปัญหาผู้อพยพหนีภัยการสู้รบไปยังประเทศเพื่อนบ้านกว่า 800000 คน ก็ยังเป็นปัญหาให้แก่ชาติเพื่อนบ้าน เพราะมีเพียงราว 300000 คนเท่านั้นที่เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว อีกทั้งการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากรก็ยังไม่สมบูรณ์ โดยองค์การช่วยเหลือนานาชาติสามารถฟื้นฟูการผลิตอาหารขึ้นมาได้เพียงร้อยละ 75 ของปริมาณที่ผลิตได้ก่อนสงครามกลางเมือง แต่กระนั้นองค์การช่วยเหลือจากต่างชาติก็ยังคงดำเนินการช่วยเหลือต่อไปเพียงแต่เปลี่ยนฐานบัญชาการไปที่กรุงไนโรบี ประเทศคีนยา เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ทั้งหมดนี้เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นภาพออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า ภารกิจในการฟื้นฟู ความหวัง ให้แก่ชาวโซมาเลียของสหประชาชาตินั้นสำเร็จหรือล้มเหลว คำตอบเดียวกันนั้นก็จะเป็นเพียงคำตอบสำหรับคำถามที่ว่ายูเอ็นถอนทัพจากโซมาเลียมีชัยหรือพ่ายแพ้

นายพลไอดีด ผู้นำคนสำคัญของโซมาเลียถูกลอบยิ่งได้รับบาดเจ็บและถึงแก่กรรม เมื่อเดือน ก.ค.1966 อายุ 59 ปี (ในเดือน มิ.ย.1966 มีผู้สนับสนุนให้เขาเป็นประธานาธิบดีแห่งโซมาเลียและตั้งรัฐบาลขึ้นซึ่งไม่มีประเทศใดออกมาให้การรับรองรัฐบาลของเขา ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังต่างๆ ในเวลาต่อมา นายพลไอดีดก็ได้รับบาดเจ็บจนถึงแก่อสัญกรรมจากการปะทะนี้ด้วย)

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s