เกาหลีเหนือ

เมื่อปี 1993 ได้เกิดกรณีที่สหรัฐอเมริกาเป็นโต้โผใหญ่บีบเกาหลีเหนือให้เปิดประตูรับผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ หรือสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศเข้าไปตรวจสอบโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองยองเบียง เป็นเรื่องที่ว่ากันตามกฏระเบียบว่าด้วยสนธิสัญญาการไม่เผยแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (NNPT/Nuclear Non-Proliferation)ที่เกาหลีเหนือเป็นสมาชิกอยู่และทุกประเทศที่ลงนามในเอ็นเอ็นดีที ต้องให้ไอเออีเอเข้าไป ดูว่าโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทำตามข้อปฏิบัติที่กำหนดเอาไว้หรือไม่ นั้นคือสมาชิกจะต้องไม่นำพลังงานนิวเคลียร์หรือวัสดุอุปกรณ์จากโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไปผลิตหรือพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ เรียกง่ายๆ พลังงานนิวเคลียร์ใช้ในทางสันติเท่านั้นคือ เอาไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับอาวุธสงคราม

ซีไอเอเชื่อมั่นว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือ นำเอาแกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งได้มาจากการทำปฏิกริยาฟิวชั่นของเชื้อเพลิงยูเรเนียมในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมืองยองเบียงไปหลอมเย็นตามกระบวนการรีโพรเซสซิ่ง เพื่อสกัดเอาพลูโตเนียมบริสุทธิ์ออกมาจากแกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เล็กๆ จนถึงขนาด 5 เมกะวัตต์ของเกาหลีเหนือได้รับการอนุเคราะห์จากอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นพี่เบิ้มใหญ่จำนวน 8000 แท่ง

ซีไอเอระบุว่าแกนเชื้อเพลิงจำนวนหนึ่ง เกาหลีเหนือถอดไปหลอมเย็นสกัดเป็นพลูโตเนียมบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว และเกาหลีเหนือนำพลูโตเนียมไปผลิตเป็นลูกระเบิดปรมาณูอย่างน้อย 1 ลูก คำกล่าวหาของซีไอเอมีผลให้บรรดามิตรประเทศต่างพากันวิตกกังวล โดยเฉพาะเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเกาหลีเหนือและญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศหวาดผวาภัยสงครามนิวเคลียร์มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมาเจอข่าวรัฐบาลเกาหลีพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จึงเกิดความกลัวว่าหากเกาหลีเหนือมีระเบิดนิวเคลียร์าจริงก็หมายความว่าเกาหลีเหนือต้องเอาระเบิดปรมาณูไปใส่ขีปนาวุธและพร้อมยิงถล่มใส่กรุงโซล เกาหลีใต้ หรือไม่เกาะฮอนชู ของญี่ปุ่นได้ทันที

เกาหลีใต้และญี่ปุ่น กลัวประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ผู้นำเผด็จการผู้หลงใหลในลัทธิคอมมิวนิสต์จะบ้าคลั่งสั่งยิงถล่ม เพราะประวัติของผู้นำท่านนี้ทราบกันว่าเป็นคนดุร้าย ดังนั้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จึงหาหาบีบรัฐบาลเกาหลีเปิดประเทศโดยผ่านทางสหประชาชาติผู้ควบคุมไอเออีเอ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอไปตรวจดูตามข้อกล่าวหา สหรัฐอเมริกาคอยสนับสนุนอยู่ เกาหลีเหนือปฏิเสธและยันกลับมาว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องเท็จ เกาหลีเหนือไม่มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ใดๆ และไม่ยอมให้ตรวจสอบเด็ดขาด

สหรัฐอเมริกาใช้กำลังทั้งภายในและภายนอกบีด ไม่ว่าจะเร่งเร้าให้นานาชาติเห็นภัยร้ายบนคาบสมุทรเกาหลีกำลังก่อตัวขึ้น หรือวิธีการขู่ทางยุทธวิธีโดยให้ทหารอเมริกันจำนวนเกือบ 40,000 คน มาประจำในเกาหลีใต้ร่วมซ้อมรบภายใต้ยุทธการ ทีมสปิริต และส่งขีปนาวุธ แพรตริออท ไปติดตั้งในเกาหลีใต้เพื่อรับมือสงคราม รวมไปถึงการขู่คว่ำบาตรทางการค้าถ้าขืนดื้อแพ่งละเมิดเอ็นเอ็นพีที

ในทีสุดเกาหลีเหนือทนแรงบีบไม่ไหว เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ เดินทางไปตรวจสอบแต่ไปถึงโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ปรากฏว่าผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ ได้แค่ดูอย่างฉาบฉวยในบางจุดที่รัฐบาลเกาหลีเหนือบังคับให้ดูเท่านั้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญไอเออีเอ ออกมาจากเปียงยางแล้ว ก็หอบเอารายงานการตรวจสอบไปแฉให้สหรัฐอเมริการู้ว่าเกาหลีเหนือเล่นหมกเม็ดไม่ยอมหใดูตรงจุดที่สงสัย คือ แกนเชื้อเพลิงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แหล่งทิ้งกากนิวเคลียร์ของโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 แห่งที่เมืองยองเบียง

ประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัว ได้ใช้วิธีบีบเกาหลีเหนือให้ปิดโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์โดยผ่านทางสหประชาชาติ โดยเร่งเร้าให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ โดยเกลี้ยกล่อมบรรดาสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประกอบด้วย 5 ชาติ คือ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสมาชิกสมทบอีก 10 ประเทศให้ลงมติแซงก์ชั่น แนวโน้มว่ามตินี้จะออกมาบีบเกาหลีเหนือในทุกๆ ทางตั้งแต่ห้ามส่งอาวุธ ตัดความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ตัดความช่วยเหลือด้านความร่วมมือปรมาณูเพื่อสันติ ห้ามส่งน้ำมันและอาหาร พันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาอันมี ฝรั่งเศส อังกฤษ คงจะใหัความร่วมมือด้วยดี รวมทั้งรัสเซียซึ่งขณะนี้พึ่งพาสหรัฐอเมริกาอยู่ก็หันมาช่วยลงมติคว่ำบาตรด้วย แต่ปัญหาอยู่ที่จีน เพราะจีนกับเกาหลีเหนือมีความผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต สหภาพโซเวียตล่มสลายลง สิ่งของที่เกาหลีเหนือใช้กันอยู่ทุกวันนี้กว่าร้อยละ 70 สั่งตรงจากจีน รวมทั้งอาหารด้วย

นโยบายของจีนกับปัญหานิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือนั้น จีนมองว่าเป็นเรื่องแก้ไขกันได้โดยผ่านการเจรจาซึ่งย้ำมาหลายครั้ง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะจีนถือประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่ต้องการเสียมิตรซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย ดังนั้น จีนจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้ โดดเดี่ยวเกาหลีเหนือโดยวิธีคว่ำบาตร ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาเดินสายบีบให้ญี่ปุ่นใช้มาตรการคว่ำบาตรกับเกาหลีเหนืออีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าของเกาหลีเหนือที่สำคัญคือคนเกาหลีเหนือไปอยู่ญี่ปุ่นจำนวนกว่า 200,000 คน คนเหล่านี้ส่งเงินกลับไปช่วยประเทศปีละ ไม่น้อยกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว15,000 ล้านบาท) หากญี่ปุ่นเห็นด้วยเท่ากับว่าเป็นการตัดแขนตัดขาเกาหลีเหนือ แต่ญี่ปุ่นก็เจอปัญหาหนักอกภายใน พรรคสังคมนิยมซึ่งมีความสนิทสนมกับรัฐบาลเกาหลีเหนืออกมาค้านทำให้รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างน้อย ไม่กล้าจะตัดสินใจอะไรเด็ดขาด เพียงเสนอมาตรการคว่ำบาตรขู่เกาหลีเหนือเป็นการชิมลางเท่านั้น

ภายที่เกิดขึ้นกรณีเกาหลีเหนือวันนี้ เป็นภาพของการเล่นเกมการเมืองโลกของสหรรัฐอเมริกาที่กำลังหยั่งเชิงจีนและญี่ปุ่น ว่าาจะช่วยสร้างระเบียบโลกใหม่ร่วมกันหรือไม่ ทั้งจีนแะญี่ปุ่น ซึ่งมีผลประโยชน์ในเกาหลีเหนือพร้อมจะทอดทิ้งรัฐบาลเกาหลีเหนือหรือไม่ หากทั้งสองเห็นด้วยเท่ากับว่า เกาหลีเหนือต้องเผชิยกับการโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นและต้องเลิกแข็งข้อหันมา ร่วมมือกับสังคมโลกที่กำลังเป็นทุนนิยมประชาธิปไตย

ประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ก.ค.1994 หลังจากปกครองเกาหลีเหนือมา 40 ปี ปัจจุบัน นายคิม จอง อิล ทายาทได้เป็นผู้นำประเทศต่อมา

โลกทราบข่าวเกาหลีเหนืออดอยากขาดแคลนอาหาร 2 ปี อันมาสาเหตุมาจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ติดต่อกันสองปีซ้อน คือ ปี 1995 และ 1996 จนทำให้ข้าวปลาอาหารเรือกสวนไร่นา ล่มจมสูญหายไปกับกระแสน้ำ แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือยิ่งนับวันภาวะขาดแคลนอาหารในเกาหลีเหนือประเทศเจ้าของฉายา โสมแดง ก็ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ

สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักในเกาหลีเหนือ ขนาดถึงขั้นกินใบไม้ใบหญ้าแทนข้ากลับดูเหมือนว่าแทบไม่ค่อยมีนานาประเทศให้ความสนใจและคิดจะยื่นมือช่วยเหลือเกาหลีเหนือที่กำลังเผิชญหน้ากับความอดอยากหิวโหยเท่าใดนัก เพราะขณะนี้ชาวเกาหลีเหนือกำลังเผชิญหน้าภาวะอดอาหารอย่างทารุนแสนสาหัส เนื่องจากแต่ละวันมีอาหารกินในขั้นต่ำมา คือเฉลี่ยอัตราเพียงวันละ 100 กรัมหรือขีดเดียวเท่านั้นเอง อีกทั้งต้องทนในสภาวะเช่นนี้ไปจนถึงฤดุเก็บเกี่ยวหน้า

ฉะนั้นถ้าจะให้คาดเดาถึงสาเหตุที่ทำให้นานาประเทศไม่ค่อยส่งอาหารมาช่วยเหลือเกาหลีเหนือเท่าที่ควร คงเนื่องมาจากผู้นำประเทศเป็นต้นเหตุ โดยเริ่มมาตั้งแต่นายคิม จอง อิลผู้นำประเทศ จนกระทั่งมาถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่ไม่มีผู้ใดกล้าหาญยอมรับว่าฐานะของประเทศตัวเองเดือดร้อนอย่างมาก เพราะเกรงว่าจะทำลายศักดิ์ศรีของประเทศนั้นเอง

เดือน มิ.ย. 1997 รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ตอบตกลงเพื่อร่วมเจรจาสันติภาพในเบื้องต้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสถาปนาสนธิสัญญาสันติภาพถาวรขึ้นยุติสงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 ซึ่งระบุให้ผู้แทนเจรจาระดับสูงของสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เข้าพบเจรจากันเมื่อต้นเดือน ส.ค.ในปีเดียวกัน เพื่อกำหนดการประชุม และรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพ

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s