หมู่เกาะสแปรตลีย์

ต้นปี ค.ศ.1995 รัฐบาลฟิลิปปินส์ทำการประท้วงต่อรัฐบาลจีน และร้องเรียนต่อชาวโลกว่า จีนได้มีสิ่งปลูกสร้าง เพื่อประโยชน์ทางการทหารขึ้นบนเกาะที่มีชื่อว่า Mischief ซึ่งเป็นแนวปะการังเล็กๆ ในกลุ่มเกาะฟิลิปปินส์ให้ชื่อว่า kalayaan ซึ่งรวมอยู่ในหมู่เกาะใหญ่น้อยประมาณ 700 เกาะ ที่มีชื่อเรียกอย่างสากลว่า หมู่เกาะสแปรตลีย์ ฟิลิปปินส์ยังอ้างกรรมสิทธิ์ของตนในเกาะ Mischief จีนปฏิเสธว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ไม่ใช่มีเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์การทหาร หากแต่มีไว้เพื่อให้ความช่วยเหลือคุ้มกันภัยแก่ชาวประมงจีนที่ทำการจับปลาอยู่แถบนั้น ในยามที่เกิดพายุหรือลมมรสุม

Mischief หรือ หมู่เกาะแปรตลีย์ มีสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นทะเลจีนใต้ เป็นกลุ่มเกาะเล็กๆ น้อยๆ กระจัดกระจายอยู่กลางทะเลระหว่างชายฝั่งของเวียดนามทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ และทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียและบรูไนเหนือกลุ่มเกาะสแปรตลีย์นี้ ยังมีหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายฝั่งด้านตะวันออกของเวียดนาม และฝั่งตะวันตกของฟิลิปปินส์ หมู่เกาะนี้ร่วมกับสแปรตลีย์ และเกาะสแปรตลีย์จะปรากฏเป็นเพียงจุดเล็กๆ นิดเดียวบนแผนที่โลก ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้

  1.  มี 6 ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะแปรตลีย์ ได้แก่จีน เวียดนาม ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไน เช่นจีนอ้างว่าเคยครอบครองหมู่เกาะนี้เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว หรือบางประเทศก็อ้าง โดยเหตุผลของสถานะที่ตั้งใกล้เคียงทางภูมิศาสตร์ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และบรูไน
  2. ในการสำรวจทางธรณีวิทยาบางส่วนของหมู่เกาะนี้ คาดว่าจะมีน้ำมัน แก๊สธรรมชาติและแร่ธาตุมีค่าหลายชนิดจำนวนมหาศาล
  3.  ทะเลจีนใต้ส่วนที่เป็นพื้นน้ำผ่านหมู่เกาะแปรตลีย์เป็นเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์ที่สำคัญของหลายประเทศที่อ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะนี้ และที่สำคัญคือประเทศที่มิได้อ้างสิทธิ์ 2 ประเทศ คือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ต้องใช้เส้นทางการเดินเรือสายนี้ขนส่งสินค้าที่สำคัญของตน เช่น ญี่ปุ่นใช้เส้นทางนี้ขนถ่ายน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้ามาจากประเทศแถบตะวันออกลาง อินโดนีเซียและมาเลเซีย เข้ามาบริโภคภายในประเทศของตน ส่วนสหรัฐอเมริกา สินค้าออกที่ส่งเข้าไปยังฟิลิปปินส์ ฮ่องกง จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ต้องผ่านเส้นทางนี้

ดังนั้น ความผิดปกติใดๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ โดยเฉพาะหากขยายตัวไปถึงขั้นที่มีประเทศหนึ่งประเทศใดสามารถอ้างสิทธิ์ครอบครอง หมู่เกาะทั้งหมดและยังสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญได้แล้ว ผลเสียจะกระทบถึงหลายประเทศทั้งในและนอกบริเวณอย่างไม่มีปัญหา แม้ว่าหมู่เกาะนี้จะมีขนาดเล็ก แต่นักวิเคราะห์สถานการณ์โลกจำนวนไม่น้อย ถึงกับขนานนามว่า วิกฤตการณ์ที่อาจเกิดจากหมู่เกาะแปรตลีย์จะเป็นจุดระเบิดของความขัดแย้งครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในโลกหลังสงครามเย็นเลยทีเดียว

จากการประเมินเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสถานการณ์ปัจจุบัน จุดความสนใจต่างมุ่งไปอยู่ที่ประเทศจีนมากกว่าประเทศอื่น เพราะประเทศจีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวน 6 ประเทศ ที่อ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะนี้และมีกองทัพเรือที่มีพลานุภาพมากที่สุดแล้ว ท่าทีของจีนในอดีตและปัจจุบันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าเคลือบแคลงใจ แม้ว่าจีนจะอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของหมู่เกาะแปรตลีย์มาตั้งแต่ 1000 ปีแล้ว แต่จีนเพิ่งจะมีนโยบายใช้กำลังเพื่อสำแดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเมื่อ ค.ศ.1974 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 1974 จีนได้ปะทะกำลังทางเรือและทางอากาศกับเวียดนามใต้บนเกาะพาราเชล ทั้งจีนและเวียดนามต่างอ้างสิทธิ์ และเวียดนามใต้ได้สร้างค่ายทหารบนเกาะนี้ปะทะกำลังกันในครั้งนั้น กองทัพเรือที่ 7 ของสหรัฐอเมริกาซึ่งลาดตะเวนอยู่ในบริเวณน่านน้ำแถบนั้นและเคยมีบทบาทในการทำสงครามเวียดนาม แต่ในครั้งนี้ กองทัพเรือที่ 7 มิได้แสดงบทบาทใดๆ เพราะสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการขยายวิกฤตการณ์ให้กว้างออกไปมากกว่าการที่ได้เข้าร่วมอยู่ในการทำสงครามที่ยืดเยื้อกับเวียดนาม

หลังจากการปะทะหลังจากนั้น ไต้หวันและฟิลิปปินส์ต่างประกาศชัดเจนว่าต่างมีกรรมสิทธิ์ในบางส่วนของหมู่เกาะแปรตลีย์ และหลังจากที่เวียดนามเหนือสามารถรวมประเทศเวียดนามเป็นหนึ่งได้สำเร็จ ก็ได้ยึดอำนาจความเป็นเจ้าของหมู่เกาะแปรตลีย์และพาราเชลส่วนที่เวียดนามใต้เคยครอบครองอยู่มาเป็นของรัฐบาลสังคมนิยมชุดใหม่ทันที จีนซึ่งเคยช่วยเหลือเวียดนามสมัยที่เวียดนามเหนือ ทำสงครามยึดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา ในครั้งนี้จีนไม่พอใจต่อการกระทำของเวียดนาม จีนจึงได้ประกาศครอบครองน่านน้ำรอบหมู่เกาะแปรตลีย์และพาราเชล ซึ่งหมายความว่า เส้นสมมติที่จีนตีกรอบขึ้นมานั้น ได้ซ้อนทับกับน่านน้ำอาณาเขตของทั้ง 5 ประเทศที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นการอ้างความมีอิทธิพลเหนือเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น และยังเป็นการอ้างความมีอิทธิพลเหนือเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นอีกด้วย

ในปี 1988 จีนได้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้น โดยอ้างว่าเป็นสถานีวิจัยทางอุตุนิยมขององค์การยูเนสโก แต่ยูเนสโกปฏิเสธ จีนก็สามารถอ้างสาเหตุนั้นยึดครองเกาะเพิ่มอีก 6 เกาะ และมียุทธนาวีขนาดเล็กกับเวียดนามอีกครั้ง จนมีคนล้มตายประมาณ 72 คน

ปี 1992 จีนผ่านกฏหมายทางทะเลฉบับใหม่ ซึ่งอ้างสิทธิ์น่านน้ำอาณาเขตของจีนครอบคลุมเอาหมู่เกาะทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด และประกาศว่า จีนกับบริษัทขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในข้อตกลงระหว่างกันโดยจีนยินยอมให้บริษัทนั้นขุดค้นหาน้ำมันในบริเวณทะเลจีนใต้ ส่วนที่จีนอ้างว่าเป็นน่านน้ำในกรรมสิทธิ์ของจีน และอยู่ต่อเนื่องกับแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งของเวียดนาม และผู้บริหารบริษัทน้ำมันเอกชนของสหรัฐอเมริกาบริษัทนี้ได้ประกาศว่า การขุดเจาะน้ำมันของบริษัทของเขาจะได้รับการคุ้มกันโดยกองเรือของจีน นอกจากนี้กำลังทหารจีนได้ยกพลขี้นบนเกาะแนวปะการังแห่งหนึ่งในบริเวณนั้น ซึ่งเวียดนามอ้างเป็นกรรมสิทธิ์ของเวียดนาม แต่จีนประกาศว่าแนวปะการังนั้นอยู่ในเขตอธิปไตยของจีน แต่แล้วหลังจากนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนคือ เฉียน ฉีเฉิน ก็ยกเลิกคำอ้างสิทธิ์ดังกล่าว

ปฏิบัติการต่างๆของจีนสร้างความร้อนใจแก่สมาชิกกลุ่มอาเซียน เพราะต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะนี้ ดังนั้นปฏิบัติการของจีนจึงถือว่าเป็นการรุกรานดินแดนและคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศเหล่านั้น ดังนั้นระหว่างที่มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การอาเซียนที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ สมาชิกกลุ่มอาเซียนตกลงในคำประกาศร่วมกัน มีข้อความสำคัญคือ “ประเทศที่มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยและสิทธิ์ครอบครองหมู่เกาะ ตกลงกันว่าจะแก้ไขปัญหาขัดแย้งโดยสันติวิธี” เวียดนามได้รีบประกาศสนับสนุนคำประกาศนั้นทันที ส่วนจีนได้ประกาศสนับสนุนคำประกาศนั้นอย่างไม่เต็มใจ และย้ำว่าไม่ต้องการให้ประเทศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหมู่เกาะดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า ทุกประเทศ (นอกจากบรูไน) ที่อ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเชล ต่างพยายามมีสิ่งก่อสร้าง หรือมีปฏิบัติการทางเรือ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะจีนมิได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ และยังเตรียมกองทัพเรือจากเกาะไหหลำ ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะ 1000 กิโลเมตร ไว้พร้อมเพื่อการเคลื่อนย้ายได้ทุกขณะ เวียดนามยังอ้างว่า จีนได้นำกำลังทหารเข้ายึดครองเกาะร้าง 2 เกาะ ที่เวียดนามอ้างว่าเป็นของตน นอกจากนี้จีนยังมีฐานทัพอากาศขนาดเล็ก บนเกาะวู้ดดี้ ในหมู่เกาะพาราเซลอีกด้วยท่าทีและปฏิบัติการต่างๆ ของจีนบนหมู่เกาะสแปรตลีย์กับพาราเซล ซึ่งยากที่จะทำให้นานาชาตินิ่งนอนใจว่า จีนมีความจริงใจที่จะมีนโยบายสันติในแถบทะเลจีนใต้ ถ้าสถาวการณ์ด้านต่างๆ ในแถบนี้ขัดต่อผลประโยชน์ต่อจีน

ผู้สังเกตการณ์บางกลุ่มเชื่อว่า ถ้าประเทศอื่นที่อ้างสิทธิ์อยู่นิ่งเฉย โดยไม่ร้องเรียน รายงานความเคลื่อนไหวของจีนบนหมู่เกาะเหล่านี้เลย จีนก็จะค่อยๆ คืบคลานแสดงความเป็นเจ้าของมากขึ้นตามลำดับ เช่น สร้างฐานทัพ สร้างที่จอดเรือ หรือลานบิน รวมทั้งการขุดหาทรัพยากรอย่างเป็นล่ำเป็นสันและอพยพประชาชนจีนมาตั้งถิ่นฐานเป็นการถาวรอย่างแน่นอน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s