สหพันธ์รัฐรัสเซีย

ปัญหาเชื้อชาติในอดีตสหภาพโซเวียต

มีหลายประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ในยุโรป ซึ่งมีสภาพสังคมประกอบด้วยประชากรปะปนกันหลายเชื้อชาติ ซึ่งหมายถึงประชากรที่มีความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและผลประโยชน์ อดีตสหภาพโซเวียตเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีประชากรหลายชาติพันธ์คละเคล้ากันมากที่สุด

เมื่อครั้งยังเป็นอดีตสหภาพ ประเทศนี้มีการปกครองในลักษณะที่มีหลายสิ่งหลายอย่างขัดกันระหว่างตัวบทกฏหมายและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ตามรัฐธรรมนูญในประเทศรัสเซีย (ทั้งในสมัยของสหภาพโซเวียต และหลังจากนั้นคือ สหพันธ์รัฐรัสเซีย) ปกครองแบบสมาพันธ์รัฐ สมัยสหภาพโซเวียตมี 15 สาธารณรัฐ รวมอยู่ในสหภาพโซเวียต แต่ละสาธารณรัฐมี รัฐธรรมนูญ รัฐสภา ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของตนเอง

แต่ในความเป็นจริง สาธารณรัฐทังหมดอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองอย่างเคร่งครัดของรัฐบาลกลางที่กรุงมอสโก ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงของประเทศสหภาพโซเวียต และเมืองหลวงของสหพันธ์รัฐรัสเซีย อำนาจการปกครองอย่างเคร่งครัดนั้น ถูกกระทำอย่างเป็นระบบ โดยผ่านเครือข่ายสถาบันของรัฐ และสถาบันของพรรคคอมมิวนิสต์ แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญดูเหมือนว่าสาธารณรัฐต่างๆ ของอดีตสหภาพโซเวียตมีอำนาจในการปกครองตนเองมากกว่า รัฐ ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในความเป็นจริง สาธารณรัฐยูเครนหรือคาซักสถาน หรือจอร์เจีย ไม่มีอำนาจการปกครองมากเท่ากับที่รัฐแคลิฟอเนีย นิวยอร์ก หรืออินเดียนา มีในสหรัฐอเมริกา

เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง ได้มีการก่อตั้ง สหพันธ์รัฐอิสระ สาธารณรัฐทัง 15 ที่เคยอยู่ร่วมกันในสหภาพโซเวียต ต่างกลายเป็น ประเทศอิสระซึ่งสามารถเข้าเป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติได้ แต่ยังต้องผูกพันกับสหพันธ์รัสเซียในหลายระดับ ในฐานะที่สหพันธ์รัฐรัสเซียเป็นรัฐสืบทอดสิทธิและภารกิจระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ

ในส่วนของประเทศรัสเซียหรือสหพันธ์นั้น การปกครองแบบเดิมยังคงอยู่ต่อไป คือยังมีตัวบทกฏหมายแสดงสภาวะของสมาพันธ์รัฐ หลงเหลืออยู่ คือ ภายในสหพันธ์รัสเซียประกอบด้วย หน่วยปกครองส่วนภูมิภาคหลายระดับ ที่มีรัฐธรรมนูญ สถาบัน และบุคลากรในการปกครองตัวเองได้แก่

  • สาธารณรัฐปกครองตัวเอง จำนวน 20 สาธารณรัฐ
  • ภูมิภาคปกครองตัวเอง จำนวน 8 ภูมิภาค
  • เขตการปกครองตนเอง จำนวน 10 เขต

โดยที่สาธารณรัฐ ภูมิภาคและเขตที่มีอำนาจปกครองตนเองเหล่านี้ ไม่ว่าจะมีอำนาจและสิทธิทางกฏหมาย ในการปกครองตนเอง ระดับใดก็ตาม แต่ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจควบคุมจากรัฐบาลกลางที่กรุงมอสโก และไม่มีสิทธิแยกตัวออกเป็นประเทศอิสระได้ (ดังเช่นที่สาธารณรัฐต่างๆ ทั้ง 14 สาธารณรัฐเดิมได้เคยแยกไปแล้ว) แม้ว่ารัฐภูมิภาค หรือเขต จำพวกหลังนี้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติจากรัฐบาลกลาง ไม่ต่างจากรัฐในกลุ่มแรกก็ตาม

ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัสเซียขณะนี้คือ สาธารณรัฐปกครองตนเองที่มีชื่อว่า เชคเนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวน 20 สาธารณรัฐปกครองตนเอง ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของรัสเซีย ได้ประกาศแยกตัวออกเป็นประเทศอิสระ ตั้งแต่ส.ค.1991 ก่อนหน้าที่จะมีการสถาปนา CIS และในเดือน ต.ค.1991นายพลโช้คฮาร์ ดูดาเยฟ ได้รับเลือกจากประชาชนชาว เชคเช็น ให้เป็นประธานาธิบดี รัฐนี้ประชากรเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม

ในขณะที่ นายบอริส เยลท์ซิล ประธานาธิบดีของรัสเซีย ผู้ซึ่งมีส่วนในการยุบสลายอดีตสหภาพโซเวียตและเคยเรียกร้องต่ออดีตประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาซอฟ ให้ปลดปล่อยสาธารณรัฐทั้ง 15 ในอดีตสหภาพโซเวียต ให้เป็นประเทศอิสระ จนเป็นผลสำเร็จในเดือน ธ.ค.1991 แต่เมื่อมาถึงกรณีเชคเนีย ได้มีการส่งกองกำลังทหารเข้าไปปราบปราบรัฐกบฏแห่งนี้ในวันที่ 11 ธ.ค.1994

การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความกังขาในเวทีระหว่างประเทศว่า จุดยืนของประธานาธิบดีเยลท์ซิน ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่าเป็นชาวรัสเซียน ที่นิยมระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมนั้น แท้ที่จริงแล้ว เขามีจุดยืนอย่างใดกันแน่

กรณีของวิกฤตการณ์เชคเนีย ซึ่งเยลท์ซินไม่ยอมให้เชคเนียแยกตัวเนื่องจาก

  1. ท่ามกลางฝ่ายค้านที่เยลท์ซิลต้องเผชิญทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภานั้น การปล่อยให้เชคเนียให้เป็นอิสระจะเป็นเหตุผลให้ฝ่ายค้านจะหยิบยกมาโจมตีเยลท์ซิลได้ ว่าไม่เหมาะสมในกรณีเป็นผู้นำประเทศ เพราะไม่สามารถรักษาเอกภาพและความมั่นคงของประเทศได้ และยิ่งถ้าประธานาธิบดีเยลท์ซินต้องการสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีซ้ำอีกในปี 1996 โดยมีวลาดิมีร์ ซิรินอฟสกี้ หัวหน้าพรรค เสรีประชาธิปไตยเป็นคู่แข่ง ผู้ซึ่งมีนโยบายนำความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรรัสเซียให้กลับคืนมา เยลท์ซินต้องพ่ายแพ้ตอนายซิรินอฟสกี้อย่างแน่นอน
  2. เชคเนียตั้งอยู่ในเบริเวณเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนี้เป็นที่สำคัญยิ่งและกุมเส้นทางส่งออกน้ำมันด้านทะเลสาบแคสเปียน การเสียเชคเนียไปจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรและดินแดนที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม รัสเซียกำลังเผชิญมุมอับในการส่งกองกำลังเข้าไปปราบปราบกบฏเชคเนีย
  3. กำลังทหารของรัสเซียมีจำนวนน้อยลงมาก และอยู่ในวิสัยที่ไม่พร้อมรบ ทั้งด้านอาวุธและบุคลากร หลังจากที่ได้มีการตัดงบประมาณทางทหารอย่างมหาศาล ตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา
  4. มีความแตกแยกภายในกองทัพรัสเซียเกินกว่าจะสามารถประสานรอยร้าวได้ นายทหารชั้นผู้นำจำนวนมากได้ถูกรัฐมนตรีกลาโหม คือ นายพลปาเวล กราซอฟ ปลดออกเนื่องจากไม่สนับสนุนนโยบายปราบปรามเชคเนียของรัฐบาลเอง
  5. รัสเซียถูกประนามจากประเทศตะวันตกและกลุ่มรัฐอิสลาม ในการใช้กำลังอย่างรุนแรงในเชคเนีย อันเป็นเหตุให้พลเรือนล้มตายเป็นจำนวนมาก ความไม่เห็นด้วยจากกลุ่มนานาชาติดังกล่าว อาจนำไปสู่ความไม่ร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งรัสเซียในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจขณะนี้ต้องการความช่วยเหลือดังกล่าวอย่างมาก
  6. ภูมิประเทศของเชคเนียซึ่งเป็นป่าทึบและภูเขาสูงเป็นสมรภูมิที่ยากต่อการเอาชนะในสงครามเต็มรูปแบบ คล้ายกรณีอัฟกานิสถานที่สหภาพโซเวียตต้องถอนกำลังออกมาหลังจากเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่ 8 ปี โดยไม่ประสบความสำเร็จ
  7. ดังนั้น การไม่ประสบชัยชนะในเชคเนีย จะเป็นการเปิดแผล ให้ชาวโลกได้เห็นว่า รัสเซียยุคใหม่มีความอ่อนแอในด้านความสามารถทางทหารอย่างยิ่ง
  8. ครั้งจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าเผด็จศึกก็เป็นไปได้ หรือจะเพิ่มกองกำลังโหมมากกว่านี้ก็จะขัดต่อประชามติโลกมากเกินไป รวมทั้งเกินงบประมาณของรัสเซียในยุคที่เศรษฐกิจกำลังจะฟุบในขณะนี้

ความชะงักงันและสภาพจนตรอกของเยลท์ซิน แสดงให้เห็นว่า

  1. ปัญหาเชื้อชาติยังมีอยู่ และจะปะทุขึ้นอีกในรัสเซียและประเทศอื่นๆ ที่มีสังคมแบบหลากเชื้อชาติ
  2. ความดีและประโยชน์ ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่แข็งแกร่ง คือ เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพและเอกภาพของประเทศไว้ ไม่ให้กลุ่มเชื้อชาติที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลกลางลุกฮือแยกตัวออกเป็นอิสระ

ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในเดือน ธ.ค.1991 สหพันธ์รัฐรัสเซีย เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 15 ประเทศ ที่แตกแยกออกมาจากสหภาพโซเวียต ในจำนวน 15 ประเทศ ได้แก่ สหพันธ์รัฐรัสเซีย ยูเครน ไบโลรัสเซีย เอสโตเนีย ลัทเวีย ลิทัวเนีย อาเซอร์ไบจาน โมลดาเวีย อาร์เมเนีย คาซักสถาน คีร์กีสถาน ทิจิสถาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบคิสถาน

ในจำนวนประเทศเอกราชทั้ง 15 ประเทศนี้ มี 12 ประเทศ รวมตัวกันเป็นองค์กรคล้ายสมาพันธ์เรียกว่า ประชาคมรัฐอิสระ (CIS) 3 ประเทศที่ไม่ได้ร่วมอยู่ CIS คือประเทศริมทะเลบอลติก 3 ประเทศ ได้แก่ เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนีย

ดังนั้น เชคเนีย ก็คือ สาธารรัฐอิสระรัฐหนึ่งภายในสหพันธ์รัฐรัสเซีย ก่อนปี 1993 รัฐนี้รวมอยู่กับรัฐ อินทุชเทีย มีประชากรรวมกันทั้งสิ้น 1,270,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเชื้อชาติ เชคเช็น กับอินกุช ร้อยละ 71 เปอร์เซนต์ และเป็นเชื้อชาติรัสเซียนร้อยละ 23 ประชากรที่เป็นเชื้อชาติพื้นเมืองนั้น ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และมีความรู้สึกต่อต้านชนชาติสลาฟ โดยเฉพาะรัสเซียอย่างรุนแรง

เมื่อเกิดการรัฐประหารในรัสเซียก่อนการล่มสลาย เมื่อเดือน ส.ค.1991 แม้ว่าฝ่ายก่อการรัฐประหาร จะทำการไม่สำเร็จ แต่ปีเดือนเดียวกัน ทันทีที่การรัฐประหารสิ้นสุดลง นายพลโจคฮาร์ ดูดาเยฟ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และเป็นนายพลนักบินอยู่ในกองทัพอากาศของรัสเซียก็ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองของรัฐเชคเนีย

ในเดือน ต.ค.1991 นายพลดูดาเยฟ ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนชาวเชคเช็นให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทันทีที่ได้รับการเลือกตั้ง นายพลดูดาเยฟ ก็ประกาศเอกราชให้แก่ รัฐเชคเนีย หมายถึง การแยกตัวออกจากการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย ผลก็คือ รัฐบาลกลางที่กรุงมอสโก

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s