ศรีลังกา

ประเทศศรีลังกาเป็นหมู่เกาะเล็กๆ ในภูมิภาคเอเซียใต้ ซึ่งได้รับเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1948 และนับแต่นั้นมา ความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างชาวสิงหล กับ ชาวทมิฬ ก็นับวันจะรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 1983 โดยฝ่ายทมิฬซึ่งพยายามเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพได้ก่อสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของศรีลังกาที่มีชาวทมิฬอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินมาถึงขั้นรุนแรงที่สุดในปี 1991 จากนั้นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏทมิฬก็ได้เริ่มหันมาหาช่องทางที่จะสร้างสันติภาพขึ้น

ในขณะที่สงครามกลางเมืองที่ยึดเยื้อมานานถึง 11 ปี และเป็นเหตุให้ประชาชนที่บริสุทธิ์ต้องล้มตายไปกว่า 3000 คน ดูเหมือนมีโอกาสที่จะก้าวไปสู่เส้นทางของสันติภาพมากขึ้น เมื่อมีการลงนามครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีจันทริกา กุมาราตุงคะแห่งศรีลังกา กับเวลูพิลัย พราบฮาคารัน ผู้นำฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬอิแลมในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างฝ่ายรัฐบาลศรีลังกากับฝ่ายพยัคฆ์อีแลมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเตรียมต้องรับการเดินทางมาเยือนของพระสันตปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ซึ่งจะเสด็จประทับ ณ กรุงโคลัมโบ เป็นเวลา 2 วัน โดยข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.1995 ซึงการหยุดยิงครั้งนี้จะมีผู้แทนจากต่างชาติ ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วย คือ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และแคนาดา และฝ่ายทมิฬจะเสนอชื่ออีก 3 คน นับเป็นครั้งแรกที่สองฝ่ายยินยอมให้นานาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ

การตกลงครั้งนี้มีผลให้รัฐบาลศรีลังกายกเลิกการคว่ำบาตรสินค้าที่ดำเนินการถึง 4 ปีจำนวน 28 รายการจาก 76 รายการ ซึ่งก่อนหน้านี้นางจันทริกา กุมาราตุงคะก็ได้ประกาศยกเลิกการปิดล้อมทางเศรษฐกิจบางส่วนต่อคาบสมุทรนาจาฟ ซึ่งเป็นดินแดนที่ชาวทมิฬส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ทำให้ราคาก๊าซโซลีนลดราคาลงจากลิตรละ 31 เหรียญสหรัฐ เหลือ 12 เหรียญสหรัฐ เกโรซีน ลดจากลิตรละ 6 เหรียญสหรัฐ เหลือลิตรละ 71 เซนต์ นอกจากนี้ยังมีสินค้าอีกหลายชนิดที่เข้าไปสู่เมืองนาจาฟ และยังส่งผลให้รัฐบาลลดความเข้มงวดในการห้ามทำการประมงในเขตสู้รบ โดยอนุญาตให้ทำการประมงได้ในเขตที่กำหนดไว้ภายนอกฝั่งทะเลตอนเหนือบริเวณที่เชื่อมต่อกับเขตที่กำหนดไว้ในข้อตกลงยุติการรบชั่วคราว นอกจากนี้ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลยังเสนอความช่วยเหลือมูลค่า 804 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อการบูรณะจังหวัดทางตอนเหนือและภาคตะวันออกของศรีลังกาซึ่งถูกทำลายด้วยผลของสงคราม

ก่อนหน้าการลงนามครั้งนี้ได้เกิดความรุนแรงทางการเมืองที่นักสังเกตการณ์วิตกว่า จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการเจรจาสันติภาพ คือการลอบสังหารนายดิสซานายเก ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรค UNP พร้อมกับประชาชนอีก 53 คน ขณะกำลังรณรงค์หาเสียงในบริเวณตอนเหนือของกรุงโคลัมโบ เป็นเหตุให้การเจรจาสันติภาพต้องชะงักไป เพราะกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม เป็นผู้ต้องสงสัยในการลอบสังหารครั้งนี้ เนื่องจากการสังหารครั้งนี้คล้ายกับแบบแผนการกระทำของชาวทมิฬกลุ่มนี้ในอดีต นอกจากนี้นายดิสซานายเก ยังเป็นผู้ที่ต่อต้านการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลศรีลังกาได้พยายามหลีกเลี่ยงการชี้ลงไปว่าเป็นการกระทำของพรรคพยัคฆ์อีแลม อุปสรรคสำคัญของการเจรจาสันติภาพคือความไม่วางใจกันระหว่างทหารของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกบฏ โดยทหารฝ่ายรัฐบาลมองว่าการเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะผู้นำฝ่ายทมิฬต้องการใช้เวลาระหว่างการหยุดยิงเป็นโอกาสในการติดอาวุธหรือจัดรูปกองทัพใหม่

อย่างไรก็ตามรัฐบาลศรีลังการซึ่งมีนางกุมาราตุงคะ เป็นประธานาธิบดี ได้ดำเนินการปูทางเพื่อการเจรจายุติสงครามครั้งนี้มามากเกินกว่าจะยอมให้อุปสรรคเหล่านี้มีอิทธิพลเหนือกว่าได้ นางเชื่อว่าความขัดแย้งที่ยาวนานและป่าเถื่อนนี้จะไม่สามารถแก้ไขด้วยกำลังอาวุธ ดังนั้นนางจึงต้องการให้มีการเจรจากันมากกว่าการใช้ความรุนแรง และในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งรัฐบาลนั้น พรรค PA ของนางกุมาราตุงคะได้ใช้ประเด็นการยุติสงครามเป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งเป็นผลให้ได้รับชัยชนะเหนือพรรค UMP ที่ครองอำนาจมาถึง 17 ปี ทำให้นางกุมาราตุงคะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของศรีลังกา และในการสมัครรับเลือกชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นางกุมาราตุงคะก็ได้รับเสียงสนับสนุนมาก ซึ่งคะแนนสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬที่พอใจกับนโยบายแก้ไขปัญหาระหว่างเชื้อชาติด้วยการเจรจาสันติภาพที่เธอพยายามผลักดันอยู่ และการยืนยันถึงความเท่าเทียมทางสังคมสำหรับชาวทมิฬทั่วประเทศศรีลังกา รวมทั้งการมีสิทธิ์ในการปกครองตนเองในดินแดนทางภาคเหนือที่อยู่ในครอบครองของชาวทมิฬ

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลกับชาวทมิฬศรีลังกา เป็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่มีผลสืบเนื่องมาจากยุคอาณานิยม เช่นเดียวกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติในอีกหลายๆ ประเทศ อันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมและการเมืองที่ประเทศเจ้าของอาณานิคมก่อขึ้น โดยในยุคที่อังกฤษปกครองชาวทมิฬซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยมีสถานะทางสังคมสูงกว่าชาวสิงหลที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษ ชาวสิงหลได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลปกครองประเทศ ส่งผลให้ชาวทมิฬรู้สึกถึงการกีดกันทางสังคม ชาวทมิฬได้รับการศึกษาสูงและยังมีอายุน้อยต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานและก่อจลาจลขึ้นในที่สุด ก็เข้าร่วมกับฝ่ายทหารชาวทมิฬเพื่อสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อทำการแบ่งแยกดินแดน

การทำสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานไม่ได้ก่อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใด ศรีลังกานับเป็นหนึ่งในเอเซียใต้ที่ติดอันดับประเทศที่รายได้ต่อหัวของประชากรต่ำตามรายการของ World Bank ในปี 1991 ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเซียใต้ที่มีศรีลังกาเป็นผู้นำซึ่งยึดรูปแบบของประเทศสิงค์โปร์เป็นตัวอย่างไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรส่วนหนึ่งก็เพราะสงครามกลางเมืองที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเพื่อดูดซับการลงทุนจากต่างประเทศไม่ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมาย ประชาชนชาวทมิฬก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพความลำบากทางเศรษฐกิจจากการตัดขาดจากส่วนอื่นๆ ของประเทศมานาน เนื่องจากการปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยฝ่ายรัฐบาลส่งผลให้สินค้ามีราคาแพงมาก โดยเฉพาะเชื้อเพลิง การขาดแคลนสินค้ามีขึ้นทั่วไป

ปัจจัยประการหนึ่งที่แสดงว่าประชาชนชาวทมิฬเริ่มต้องการสภาพความเป็นอยู่ที่ดียังอาจเห็นได้จากการที่ชาวบ้านทมิฬเริ่มอพยพย้ายถิ่นเข้าไปอยู่ในดินแดนที่รัฐบาลควบคุม เมื่อรัฐบาลเสอนจะให้ผู้อพยพเหล่านี้ได้รับอาหารและเงินกู้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการตั้งถิ่นฐานใหม่และประกอบอาชีพ นอกจากนี้รัฐบาลก็ได้พยายามอย่างมากที่พัฒนาเมืองในบริเวณเขตควบคุมของรัฐบาล และไม่ไกลจากที่นั่งของฝ่ายกบฏชาวทมิฬ เพื่อดึงดูดให้ชาวทมิฬมาเข้ากับฝ่ายรัฐบาลแทนการสนับสนุนฝ่ายกบฏ นอกจากนี้ประชาชนชาวทมิฬต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก เมื่อทหารฝ่ายรัฐบาลทิ้งระเบิดในบริเวณตอนเหนือในการทำสงครามกับฝ่ายกบฏ เป็นเหตุให้บ้านเรือนเสียหายประชาชนต้องเสียชีวิตชาวบ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารโดยฝ่ายกบฏ

ในยุคหลังสงครามเย็นนี้ ขณะที่ประเทศต่างๆ กำลังทำสงครามทางเศรษฐกิจระหว่างกันความสงบภายในประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญของประเทศ ซึ่งผู้นำศรีลังกาและชาวศรีลังกาก็คงตระหนักดีถึงประเด็นนี้ ประธานาธิบดีกุมาราตุงคะจึงได้พยายามผลักดันนโยบายเพื่อยุติสงคราม ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามนางได้ให้สัญญาไว้ว่าจะยุติการครอบงำการบริหารประเทศโดยระบบประธานาธิบดีลงในเดือนกรกฏาคม 1995 และฟื้นฟูระบบรัฐสภาขึ้นใหม่ สำหรับการเอาชนะอุปสรรคบนหนทางแห่งสันติภาพของศรีลังกา

แต่การดำเนินการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างจริงใจของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏชาวทมิฬ อย่างไรก็ตามการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับสันติภาพภายในประเทศศรีลังกา

 

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s