รวันดา

ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตอนกลางซีกตะวันออกของทวีปอัฟริกาชื่อ รวันดา ประสบกับความวุ่นวายยุ่งเหยิงมานาน ตั้งแต่สมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของเบลเยี่ยม ตามที่สหประชาติมอบหมายพลเมืองรวันดา ประกอบด้วยชนเผ่าฮูตู มากที่สุดถึงร้อยละ 85 (ปัจจุบันประชากรราว 8 ล้านคน เป็นชาวฮูตู 6 ล้าน 8 แสน) รองลงมาคือ เผ่าตุทซี่ ร้อยละ 14 (1 ล้าน 1 แสน 2 หมื่น) อีกร้อยละ 1 เป็นเผ่าทวาหรือปิกมี่

ฮูตูกับตุทซี่เปิดศึกทำสงครามชนิดจ้องล้างเผ่าพันธ์กันตั้งแต่ปี 1959 ครั้นได้รับเอกราชจากเบลเยี่ยมปี 1962 ทั้งสองกลุ่มก็ต่อสู้กันมาตลอด และเนื่องจากฮูตูเป็นชนส่วนใหญ่จึงได้อำนาจจากรัฐ

ชาวตุทซี่ถูกตามล่าตามล้างต้องหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ยูกันดา ซาอีร์ และแทนซาเนีย รวบรวมกำลังตั้งหลักได้ก็กลับเข้าไปก่อกวนฝ่ายรัฐบาลกรุงคิกาลี หากนับเวลาจากการได้เอกราชมาถึงปัจจุบัน 33 ปี รวันดาแทบไม่เคยสงบอยู่เย็นเป็นสุข ระหว่างเดือน เม.ย.ถึงเดือน ก.ค.1994 สภาพกลียุคได้โหมกระหน่ำใส่ รวันดาขั้นสุดเหี้ยมแสนโหดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐบาลฮูตูสั่งกวาดล้างชาวตุทซี่ครั้งใหญ่ ด้วยเหตุโกรธแค้นที่คาดว่าชาวตุทซี่ลอบยิงเครื่องบินพาหนะของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นชนเผ่าฮูตู และประธานาธิบดีบุรุนดี ร่วมคณะอยู่ด้วย เครื่องบินระเบิดไม่มีใครเหลือรอดชีวิต

ช่วงเวลาแค่ 4 เดือน ปฏิบัติการล้างแค้น ซึ่งแท้จริงมันก็คือการสังหารโหดล้างเผ่าพันธ์ตุทซี่ และสังหารเผ่าฮูตูด้วยกัน แต่เป็นพวกนิยมสายกลางที่ไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมประเทศเข่นฆ่ากัน แม้จะต่างเผ่าพันธ์ก็ตาม มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,000,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกตุทซี่ อาจกล่าวได้ว่า เผ่าตุทซี่ในดินแดนรวันดา ซึ่งมีอยู่เพียงล้านคนเศษๆ นั้น แทบจะถึงกาล สูญเผ่าพันธ์ ต้องหอบลูกจูงหลานอพยพหนีไปพึ่งพิงเพื่อนบ้าน จากสงครามจะเห็นภาพศพผู้เคราะห์ร้าย นับหมื่นนับแสนถูกโยนทิ้งลงแม่น้ำ ขึ้นอืดลอยฟ่องเต็มไปหมด ขณะเดียวกันซาอร์ประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องรับภาระช่วยอนุเคราะห์ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยหลายแสนคน

แต่ผลกรรมที่พวกฮูตูก่อขึ้นได้รับการตอบสนองทันตา คือกองกำลังชาวตุทซี่ที่ไปซ่องสุมอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน กรีธาทัพตีกระหน่ำฝ่ายฮูตู ซึ่งถึงจะมีคนมาก แต่แตกแยก ไม่สามัคคีกัน ถึงพ่ายแพ้ย่อยยับ ทัพตุทซี่สามารถยึดครองกรุงคิกาลี เมืองหลวง และขับไล่รัฐบาลฮูตูกระเจิงไปเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น อาศัยประเทศบุรุนดีพักพิง ชนเผ่าฮูตูถูกล้างแค้น ต้องละทิ้งบ้านเรือน กลายเป็นผู้ลี้ภัยบ้าง เข้าทำนองทีใครทีมัน สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ กับกองกำลังรักษาสันติภาพยูเอ็น ได้จัดค่ายพักผู้ลี้ภัยชาวฮูตูขึ้นหลายแห่ง เพื่อรองรับราษฏรผิวดำที่ประสบภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดกว่า 250,000 คน ค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวรวมทั้งค่ายคิเบโฮ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ค่ายผู้ลี้ภียแห่งนี้ มีคนอยู่กว่า 80,000 คน

นอกจากนี้เหล่าผู้นำและแม่ทัพนายกองทหารฮูตูต้องเผชิญ ได้แก่ พวกเขาถูกสังคมโลกประฌามอย่างรุนแรง ว่าเป็นผู้แปรสภาพรวันดาให้เป็นแดนเถื่อน พวกก่อเหตุโดนตราหน้าว่า เป็น ไร้มนุษยธรรม นานาประเทศเรียกร้องให้นำตัวเหล่าฆาตกรไปขึ้นศาล รัฐบาลกรุงคิกาลีปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีตุทซี่ชื่อ นายพาสทัวร์ บีซิมุงกู ซึ่งต้องการจะล้างแค้นให้เพื่อนร่วมเผ่าอยู่แล้วได้แสดงความยินดีต่อท่าทีสังคมโลก

รัฐบาลนาบีซิมุงกู ทำท่าว่าจะสร้างภาพพจน์ให้ประทับใจนานาชาติ ประกาศให้ความเป็นธรรมและว่าจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติชาวฮูตูให้ได้กลับคืนสู่ถิ่นฐาน จึงสั่งยุบเลิกศูนย์ที่พำนักผู้ลี้ภัยเสีย ท่ามกลางความผวาของชาวฮูตู ซึ่งยังไม่อยากกลับบ้าน เพราะกลัวจะโดนชาวตุทซี่แก้แค้น กลุ่มผู้ลี้ภัยในศูนย์คิเบโฮไม่ยอมให้ยุบค่ายและตั้งป้อมขัดขวาง จึงเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างชาวค่ายกับทหารรัฐบาล ซึ่งได้แก่อดีตนักรบของขบวนการแนวร่วมรักชาติรวันดา หรือ อาร์พีเอฟ ที่เคยสู้รบขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจรัฐกับทัพฮูตูนั่นเอง

อาจด้วยแค้นเก่าและการไร้วันัยของทหารอาร์พีเอฟ หรือเพราะทนยั่วยุไม่ไหว ทหารรวันดาแห่งขบวนการอาร์พีเอฟ จึงเปิดฉากถล่มค่ายคิเบโฮด้วยปืนครก และอาวุธประจำกายแบบไม่เลือกเป้าหมาย ค่าชีวิตชาวฮูตูในค่ายไม่น้อยกว่า 2000 ศพ คนเหล่านั้นตายทั้งจากกระสุนปืน และแตกตื่นโกลาหลเหยียบกันตายขณะพยายามเผ่นหนีออกจากค่ายเอาชีวิตตัวเองให้รอด นับว่าเป็นการสังหารหมู่ประชาชนที่น่าสยดสยองรายใหญ่อีกครั้งหนึ่ง มันเป็นปฏิบัติการโหดที่แม้แต่กองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ 5,500 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารแทนซาเนียภายใต้การบังคับบัญชาของพลตรีกาย เทาไซยันต์ แห่งแคนาดา ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ เพราะถ้าหากเข้าขัดขวางก็มีหวังต้องเปิดศึกกับทหารบ้าเลือดชาวตุทซี่ จึงได้แต่เฝ้ามองชาวตุทซี่ถูกสังหารตายไปต่อหน้าต่อตา

เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวตุทซี่เมื่อปี 1994 นั้น กองกำลังรักษาสันติภาพยูเอ็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้น้ำยา ไม่อาจคุ้มครองชีวิตพลโลกที่ไม่ทางสู้ได้ ส่วนรัฐบาลกรุงคิกาลีกลายเป็นรัฐบาลดีแตก ในพริบตา จากผลงานชิ้นโบว์ดำของลูกน้องประธานาธิบดีพาสทัวร์ บีซิมุงกู ครั้งนี้

รัฐบาลประเทศหลักๆ ในภูมิภาคนี้เช่น ซาอีร์ แทนซาเนีย และคีนยา สรุปต่างมีความเห็นว่า เนื้อแท้แล้วพวกกุมอำนาจในรวันดาขณะนี้มิได้มีความจริงใจที่จะสร้างความสามัคคีปรองดองภายในชาติ ทั้งไม่สนใจจะช่วยให้ชาวฮูตูได้กลับถิ่นฐานยิ่งหากถึงเวลาอันสมควรแล้ว รัฐบาลทางกรุงคิกาลี ไม่ยอมดำเนินการลงโทษทหารแตกแถวที่ไปเข่นฆ่าชาวฮูตู เมื่อนั้น รัฐบาลรวันดาก็จะตกที่นั่งโดนกล่าวหาไม่แพ้ผู้นำชุดก่อนที่เป็นชาวฮูตูเช่นเดียวกัน

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s