บทบาทของสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ลัทธิคอมมิวนิสต์ในสหภาพ โซเวียตเติบโตและมีอิทธิพลมากขึ้น สามารถขยายอิทธิพลเข้าไปในยุโรปตะวันออก จนประเทศ ในยุโรปตะวันออกกลายเป็นบริวาร ดำเนินนโยบายไปตามการดูแลของสหภาพโซเวียต เช่น ลัตเวีย ลิธัวเนีย และเอสโทเนีย เป็นต้น สตาลินประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตปกครองประเทศแบบ เผด็จการเพื่อสร้างโซเวียตให้เข้มแข็ง และขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปทั่วโลก และกำหนดนโยบายเปลี่ยนแปลงสหภาพโซเวียตให้พัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น สตาลินถึงแก่อสัญกรรม ในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1953 นายมาเลนคอฟ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตต่อมา เขาเห็นว่า สหภาพโซเวียตไม่สามารถควบคุมกลุ่มประเทศบริวารในยุโรปตะวันออกได้ ตราบใด ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นให้ดีขึ้น ดังนั้น เขาจึงปรับปรุงนโยบายด้านเศรษฐกิจในฮังการี เชโกสโลวะเกีย และโปแลนด์ เป็นอันดับแรก แต่เขาอยู่ในตำแหน่งในระยะสั้น ก็หมดอำนาจไป

ในช่วงปี ค.ศ. 1955 นิกิตา ครุสชอฟ สามารถกำจัดนายกอร์กี มาเลนคอฟ ออกจากเส้นทางการเมืองของตนได้สำเร็จ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปกครองประเทศต่อมาเขามองว่าการจะพัฒนาสหภาพโซเวียตให้เจริญก้าวหน้านั้น จำเป็นต้องทำลายล้างระบบเก่าที่สตาลินสร้างไว้ให้สิ้นซากก่อน นโยบายใหม่ของครุสชอฟก็คือ การสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศบริวารของสหภาพโซเวียต มิใช่สหภาพโซเวียตไปแสวงหาผลประโยชน์จกาประเทศเหล่านั้น เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นที่จะต้องให้เสรีภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจแก่ประเทศบริวาร ลดการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเหล่านั้นลง ซึ่งประเทศที่ได้รับความสำเร็จจากนโยบายนี้ คือ ประเทศยูโกสลาเวีย แต่ภายหลังตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ยูโกสลาเวียก็ถูกสหภาพโซเวียตเข้าควบคุมและแทรกแซงอีก นิกิตา ครุสชอฟ ให้ความเป็นเพื่อนที่ฐานะเท่าเทียมกันแก่จีน พร้อมกับเพิ่มความช่วยเหลือแก่จีน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 200 แห่ง พร้อมกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงงานเหล่านั้นให้แก่จีนอีก แต่จีนมองการให้ความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตว่าหวัง ที่จะหาผลประโยชน์ เพื่อตอบสนองนโยบายในโลกคอมมิวนิสต์นั้น ในปี ค.ศ. 1956 สหภาพโซเวียตจัดประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 ในที่ประชุม ครุสชอฟกล่าวโจมตีสตาลินอย่างรุนแรงที่นำเอาระบอบเผด็จการมาใช้ จนเป็นผลการกระทบกระเทือนสหภาพโซเวียตและคอมมิวนิสต์อื่นๆ แต่ย้ำหลักการใหม่ให้อยู่รวมกันอย่างสันติระหว่างประเทศนายทุนกับประเทศสังคมนิยม นโยบายใหม่ของนายเหมา เจ๋อ ตุง ไม่เห็นด้วย เพราะขัดกับหลักการของมาร์กซ์และเลนิน เหมาเห็นว่า การขยายอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ต้องใช้วิธีรุนแรงตามอุดมการณ์ของมาร์กซ์และเลนิน สงครามเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ในที่สุด คอมมิวนิสต์ก็แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. คอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต
  2. คอมมิวนิสต์จีน

ผู้นำจีนประณามสหภาพโซเวียตว่าเป็นคอมมิวนิสต์นอกคอกหรือลัทธิแก้ จีนเท่านั้นที่ดำเนินนโยบายตามอุดมการณ์ของมาร์กซ์และเลนิน อย่างแท้จริง ในกลางเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1964 ครุสชอฟถูกปลดออกจากตำแหน่ง นายลีโอนิด เบรซเนฟ เข้าดำรงตำแหน่งแทน เขาดำเนินนโยบายการแทรกแซงประเทศต่างๆ โดยส่งกองกำลังทหารเข้าไป เริ่มตั้งแต่ โปแลนด์ อังการี บัลแกเรีย เชโกสโลวะเกีย รวมไปถึงเยอรมันตะวันออก ในช่วงปี ค.ศ. 1972 และ 1979 สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาได้เจรจาจำกัด อาวุธยุทธศาสตร์ เรียกชื่อการประชุมว่า “ซอลต์ 1” และ “ซอลต์ 2” (SALT-1, SALT-2) สัญญาที่ ตกลงกันระหว่างอภิมหาอำนาจนี้มีระยะเวลาไม่จำกัด แต่จะมีการทบทวนทุก 5 ปี และสามารถ แก้ไขประเด็นสัญญาได้ คู่สัญญาสามารถถอนตัวได้แต่ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 6 เดือน นอกจากซอลต์ 1 และซอลต์ 2 แล้ว ยังมีข้อตกลงอื่นๆ เกี่ยวกับการจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ คือ

  1. ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1970 สหภาพโซเวียตและฝรั่งเศสได้เรียกร้องให้มีการจัดประชุมเพื่อ ลดอาวุธ
  2. วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 มีการลงนามระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำสหภาพโซเวียต ในสัญญาว่าด้วยการห้ามมิให้ทดลองอาวุธนิวเคลียร์ชนิดที่มีน้ำหนักเกินกว่า 150 กิโลกรัม
  3. วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1975 ผู้นำสหภาพโซเวียตและฝรั่งเศสได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อป้องกันการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ โดยอุบัติเหตุและไม่ได้รับอนุญาติ และ
  4. ในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1979 เบรซเนฟผู้นำสหภาพโซเวียต ขอร้องให้กลุ่มนาโตไม่ให้ติดตั้งขีปนาวุธในภาคพื้นยุโรปตะวันตก แต่การ ขอร้องขอเบรซเนฟก็ไร้ผลเมื่อภาคีนาโต้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ติดตั้งขีปนาวุธในภาคพื้นยุโรป เพื่อถ่วงดุลอาวุธและทหารของกลุ่มวอร์ซอ ในปี ค.ศ. 1973 สหภาพโซเวียตช่วยเหลือด้านอาวุธแก่อียิปต์และซีเรียเพื่อโจมตีอิสราเอล พร้อมกับการสนับสนุนเวียดนามเหนือโจมตีเวียดนามใต้จนได้ชัยชนะ
  5. ในที่สุดในปี ค.ศ. 1979 สหภาพโซเวียตส่งกองกำลังทหารเข้าไปในอัฟกานิสถาน เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต่อสู้กับฝ่ายกบฏ และคงกำลังทหารของตนไว้เป็นเวลายาวนานถึง 8 ปี จึงถอนกำลังทหารออกจาก อัฟกานิสถาน ในช่วงสมัยของนายเบรซเนฟนี้ สหภาพโซเวียตประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างมาก ซึ่งความจริงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหภาพโซเวียตได้มีมาแต่สมัยของครุสซอฟแล้ว แต่มารุนแรงอย่างหนักหน่วงในสมัยของเบรซเนฟ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สหภาพ โซเวียตประสบกับความทุกข์ยาก ก็เพราะผู้นำทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการผลิตอาวุธ และการทหาร เบรซเนฟถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1980 รวมอายุได้ 76 ปี นายแอนโดรปอฟดำรงตำแหน่งต่อมาด้วยวัย 68 ปี ที่สุขภาพไม่ดีนัก เขาบริหารประเทศเพียง 15 เดือน ก็ถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1984 นโยบายของแอนโดรปอฟส่วนใหญ่มุ่งไปในด้านปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาภายในประเทศ คือ การแก้ไขความไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตในองค์การ ของพรรค องค์การของรัฐและวิสาหกิจต่างๆ เร่งปรับปรุงนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูให้ดีขึ้น
  6. บุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยแอนโดรปอฟมากที่สุดคนหนึ่ง คือ นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งต่อมา ได้เป็นประธานาธิบดี แต่การปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้ผลสำเร็จเท่าที่ควร ในด้านการลดอาวุธของอภิมหาอำนาจนั้น ในปี ค.ศ. 1983 แอนโดรปอฟได้เสนอลดความตึงเครียดทางทหารและจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ในภาคพื้นยุโรป โดยสหภาพโซเวียตยอมถอนขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วย จรวดติดหัวรบนิวเคลียร์แบบ เอส.เอส.-20 ออกจากเขตทวีปยุโรป ให้เหลือจำนวน เท่ากับขีปนาวุธพิสัยกลางที่อังกฤษและฝรั่งเศสมีอยู่ แต่มีเงื่อนไขว่า องค์การนาโต้จะต้องไม่นำ ขีปนาวุธนิวเคลียร์แบบครุสและเพอร์ชิ่ง-2 ของสหรัฐฯ ไปติดตั้งในยุโรป โดยมุ่งเป้าหมายมายัง สหภาพโซเวียต แต่ข้อเสนอของแอนโดรปอฟก็ไม่เป็นผล เพราะสหรัฐฯ ไม่ยอมปฏิบัติตามด้วย เหตุผลว่า สหภาพโซเวียตไม่ยอมแจ้งรายละเอียดของการถอนขีปนาวุธให้ชัดเจน เป็นอันว่า ในต้นปี ค.ศ. 1984 การเจรจาและข้อเสนอเกี่ยวกับการจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ประสบความล้มเหลวอย่าง สิ้นเชิง หลังจากอสัญกรรมของประธานาธิบดีแอนโดรปอฟ นายคอนสแตนติน เชอร์เนนโก ดำรงตำแหน่งต่อมา เขาดำเนินนโยบายต่อจากนายแอนโดรปอฟ แต่เขาอยู่ในตำแหน่งเพียง 13 เดือน ก็ถึงแก่อสัญกรรม ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งก็คือ นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งเป็นผู้ช่วยนายเชอร์เนนโกมาก่อน เมื่อกอร์บาชอฟขึ้นสู่อำนาจแล้ว ก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของสหภาพโซเวียตทันที ซึ่งเห็นว่านโยบายแบบเดิมของสหภาพโซเวียตนั้นไม่ถูกต้องที่สหภาพโซเวียตต้องแบกภาระในการอุ้มชูช่วยเหลือประเทศโลกคอมมิวนิสต์ การจะพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตและมั่นคงนั้น ไม่จำเป็นต้องขยายแสนยานุภาพทางการทหาร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ สหรัฐฯ ที่กำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมันนีตะวันตก ที่พัฒนาประเทศจนเจริญ เติบโตได้โดยไม่ต้องอาศัยแสนยานุภาพทางการทหาร กอร์บาชอฟเห็นว่า การต่อสู้แบบใหม่ต้องให้ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จากแนวคิดเช่นนี้ มิคาอิล กอร์บาชอฟ จึงเปลี่ยนนโยบายทั้งในและต่างประเทศเสียใหม่ สำหรับนโยบายต่างประเทศ สหภาพโซเวียตลดบทบาท บนเวทีโลกให้น้อยลง ไม่เข้าไปหนุนเวียดนามให้รุกรานกัมพูชา ไม่เข้าไปแทรกแซงอัฟกานิสถานไม่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และจีน ถ้าไม่จำเป็น ลดงบประมาณของกลาโหมลง แล้วนำงบประมาณ ไปพัฒนาด้านอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้า ดังนั้น กอร์บาชอฟได้ประกาศแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของสหภาพโซเวียตใหม่ คือ
  1. เปเรสทรอยก้า คือ การปฏิรูปโครงสร้างภายในให้ดีขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงจากเดิม เช่น ความไร้ประสิทธิภาพและเฉื่อยชาของคณะกรรมการเมือง การทุจริตของระบบพรรค รัฐ และวิสาหกิจ ด้วยวิธีการปลดปรับเปลี่ยนบุคลากรที่เฉื่อยชาไม่มีแนวคิดก้าวหน้าออก และสร้างบุคลากรขึ้นมาแทนจากผู้ที่มีความกระตือรือล้นและมีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมกับสร้างสังคมเศรษฐกิจใหม่ให้พ้นจากภาวะตกต่ำและชะงักงัน
  2. กลาสนอสต์ คือ นโยบายเปิดกว้างทางความคิด เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยมากขึ้น ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง ตลอดถึงการให้ประชาชนได้รับข่าวสารทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ปิดหูปิดตาประชาชน นอกจากนี้ให้ประชาชนมีเสรีภาพทางความคิดสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคและรัฐบาลได้ เพื่อเป็นการระดมความคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาสหภาพโซเวียตให้เจริญก้าวหน้า ประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ กล่าวว่า “สหภาพโซเวียตต้องลดความขัดแย้งกับนานาประเทศทางตะวันตกจนถึงระดับการยุติความขัดแย้งโดยสิ้นเชิง” เพื่อให้คำกล่าวของตนเกิดเป็นจริง กอร์บาชอฟก็เดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศตะวันตกบ่อยครั้ง และเป็นประธานาธิบดีสหภาพ โซเวียตเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ที่เดินทางไปเยือนตะวันตกมากที่สุด เริ่มตั้งแต่การประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีเรแกนแห่งสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1985 เป็นต้นมา การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กอร์บาชอฟแสดงท่าทีผ่อนปรน มากขึ้นเพื่อแสดงให้สหรัฐฯ ทราบว่า เขาต้องการล้มเลิกนโยบายต่างประเทศแบบเดิม พร้อมกับต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของสหภาพโซเวียตเสียใหม่ การใช้นโยบายเปเรสทรอยก้าและกลาสนอสต์ของกอร์บาชอฟ ทำให้สหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และรวดเร็วเกินกว่าชาวโซเวียตจะปรับตัวทัน จึงเป็นสาเหตุให้ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ต้องเผชิญปัญหามากมายในภายหลัง ซึ่งเกิดความสับสนวุ่นวาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำให้เกิดทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศก็เป็นเหตุให้ประเทศบริวารประกาศแยกตัวออกมาเป็นอิสระ เช่น สาธารณรัฐลัตเวีย เอสโทเนีย และลิธัวเนีย เป็นต้น ส่วนรัฐที่ประกอบกันเข้าเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐรัสเซีย ก็ประกาศตนเป็นอิสระเช่นกัน เหตุการณ์ภายในสหภาพโซเวียตได้เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น เกิดกบฎขึ้นเพื่อโค่นล้มอำนาจของนายกอร์บาชอฟ เป็นต้น ในที่สุด นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก็ลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 และมอบอำนาจแก่นายบอริส เยลต์ซิน ปกครองประเทศต่อมา ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน เข้ารับตำแหน่งในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสหภาพ โซเวียต เขาต้องเผชิญกับปัญหามากมายทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภายในค่อนข้างหนักหน่วง ซึ่งเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากสมัยกอร์บาชอฟ คือ ปัญหาภาวะขาดแคลนอาหารและสินค้าอุปโภคที่ทวีความรุนแรงขึ้น เยลต์ซินนำเอาระบบตลาดเสรีมาใช้แก้ปัญหา ทำให้สามารถ แก้ปัญหาภาวะการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคได้บ้าง แต่ชาวรัสเซียนต้องซื้อสินค้าเหล่านั้นด้วยราคาที่สูงลิวลิ่ว สถานภาพของค่าเงินรูเบิลก็ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็เกิดกรณีพิพาทระหว่าง เชื้อชาติขึ้น บรรดานักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมหัวรุนแรงก็พยายามหยิบยกเอาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาโจมตีรัฐบาลของนายบอริส เยลต์ซิน อย่างต่อเนื่องว่ามีสาเหตุมาจากนโยบายปฏิรูปของรัฐบาล ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1993 เยลต์ซินขอมติของชาวรัสเซียนว่า สนับสนุนการปฏิรูปของรัฐบาลหรือไม่ ผลของการลงมติออกมาว่า ประชาชนชาวรัสเซียนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล แต่นักการเมืองที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมยังคงคัดค้านและโจมตีรุนแรงขึ้น จนทำให้นายเยลต์ซินตัดสินใจประกาศยุบสภาในปลายเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1993 ความขัดแย้งยิ่งทวี ความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การบุกเข้ายึดรัฐสภาตั้งเป็นหน่วยปฏิบัติการต่อต้านของกลุ่มฝ่ายค้านระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม ค.ศ. 1993 เยลต์ซินตัดสินใจส่งหน่วยรบพิเศษเข้าปิดล้อมและยิ่งถล่ม พร้อมกับจู่โจมเข้าไปในรัฐสภา สามารถจับกุมพวกคัดค้านได้ ผลของการปฏิบัติการครั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลเสียชีวิต จำนวน 150 คน บาดเจ็บกว่าพันคน อาคารรัฐสภาเสียหาย ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1993 รัฐบาลจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทั่วประเทศ ผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาว่า พรรคการเมืองที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมได้รับเสียงข้างมาก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีการลงมติด้วยว่า ประชาชนจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประชามติออกมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเยลต์ซิน สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ระบุว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองและสามารถจัดการกับรัฐสภาได้ เช่น การยุบสภา เป็นต้น โดยภาพรวมก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดี ค่อนข้างมาก ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 เปิดการประชุมสภาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ทั่วไป นายบอริส เยลต์ซิน พยายามที่จะเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยและคล้อยตามแนว ความคิดที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้ดำเนินการไปสู่ความสำเร็จ แต่เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาเป็นของฝ่ายค้านและพยายามคัดค้านนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลของบอริส เยลต์ซิน ไม่สะดวกนัก เขาต้องบริหารประเทศด้วยความเยือกเย็นสุขุม หลีกเลี่ยงการขัดแย้ง เพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่ออำนาจของตน แม้รัสเซียจะประสบปัญหาภายในประเทศอย่างหนัก และกำลังแก้ปัญหาภายในอยู่นั้น แต่รัสเซียก็ยังคงมีบทบาทบนเวทีการเมืองของโลกอยู่มาก ไม่ยอมให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทของอภิมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว แต่สหภาพโซเวียตลดบทบาทที่จะเข้าไปแสดงบทบาทของตน โดยตรง จะเล่นบทบาททางการเมืองผ่านองค์การสหประชาชาติ และพยายามผลักดันให้สหรัฐอเมริกาดำเนินบทบาทอยู่ในกรอบของกฎบัตรของสหประชาชาติ ก่อนการล่มสลายของสหภาพ โซเวียต สหรัฐฯ กับรัสเซียมีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ให้คำปรึกษาและ ให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาต่างๆ รัสเซียจะดำเนินการในเรื่องใด ก็มักจะปรึกษากับ สหรัฐอเมริกาเสมอ แต่ในสมัยของเยลต์ซิน รัสเซียได้เปลี่ยนท่าทีใหม่ การตัดสินใจทำอะไรจึงไม่ปรึกษาสหรัฐฯ เช่นเคยทำ จึงเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ต้องหันมาทบทวนความสัมพันธ์กับรัสเซียอีก ที่ทำเช่นนี้ นายบอริส เยลต์ซิน ก็อาจมีเหตุผลของตนเองเช่นว่า ทำไมจึงไม่ปรึกษาหารือกรับสหรัฐฯ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร เขาอาจจะทำเพื่อการเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ได้ สำหรับ บทบาทของรัสเซียบนเวทีโลกจะดำเนินไปอย่างไร ก็ต้องจับตามองต่อไป การสถาปนารัฐในเครือจักรภพ รัฐอิสระจากการล่มสลายของรัสเซียได้ เครือจักรภพรัฐอิสระ Commonwealth of Independent states หรือที่เรียกว่าจักรภพสล๊าฟ หรือโซดรูเซลโว (ภาษารัสเซีย) นั้น หลักการกว้างของการรวมตัวเป็นเครือจักรภพรัฐอิสระ คือ การร่วมมือกันของรัฐหลายๆ รัฐ โดยไม่ถือเป็นรัฐเดียว มีสภาไดเอตซึ่งมีลักษณะเป็นที่ประชุมทางการทูตเป็นสถาบันกลาง สมาชิกสภาได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลของรัฐสมาชิก แต่ละรัฐจะมีรัฐบาล มีประธานาธิบดีเป็นของตนเอง ซึ่งแต่ละรัฐจะปฏิบัติตามรัฐบาลของตน สามารถออกกฎหมาย และมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่เป็นของตนเอง แต่อาจจะเลือกร่วมมือกัน โดยทำให้มีตัวบทกฏหมายเดียวกันได้ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจการเงินก็เช่นเดียวกัน แต่ละรัฐต่างก็มีงบประมาณและหารายได้เป็นของ ตนเองโดยไม่มีการเก็บเงินจากส่วนกลาง เครือจักรภพรัฐอิสระประกอบด้วยสาธารณรัฐ 12 สาธารณรัฐ ดังนี้
  • สาธารณรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐรัสเซีย ถือได้ว่าเป็นสาธารณรัฐที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่มากกว่า 70 % ของพื้นที่ ทั้งหมดของเครือจักรภพรัฐอิสระ และพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างทวีปยุโรปและเอเซีย คือ ตั้งแต่ทะเลบอลติคไปจนถึงทะเลญี่ปุ่น และมีประชากรมากกว่า 50 % ของประชากรทั้งหมดในเครือจักรภพ รัฐอิสระ เป็นสาธารณรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญๆ ให้กับ สาธารณรัฐอื่น ได้แก่ ทองคำ เพชร น้ำมัน ป่าไม้ เป็นต้น นายบอริส เยลต์ซิน ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐรัสเซีย ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1990 ภายหลังได้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐรัสเซีย เยลต์ซิน ได้เรียกร้องให้รัสเซียมีอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมือง
  • สาธารณรัฐยูเครน สาธารณรัฐยูเครนเป็นสาธารณรัฐที่มีความสำคัญรองมาจากสาธารณรัฐรัสเซีย มีจำนวนประชาชนหนาแน่นที่สุดในจักรภพรัฐอิสระ มีพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางด้านเกษตรกรรมและ อุตสาหกรรม ถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของเครือจักรภพรัฐอิสระ สาธารณรัฐยูเครน ถือว่าเป็นสาธารณรัฐแรกที่มีการลงคะแนนเสียงประชามติทั้งประเทศ ในการขอเสียงสนับสนุน ในการแยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงเพราะ ประชาชนให้การสนับสนุนการแยกตัวถึงร้อยละ 90 หลังจากนั้นก็มีหลายประเทศที่ให้การรับรองสนับสนุนแก่สาธารณรัฐยูเครน เช่น โปแลนด์ แคนาดา ฮังการี และประเทศอื่นๆ
  • สาธารณรัฐไบโลรัสเซีย (รัสเซียขาว) สาธารณรัฐไบโลรัสเซียมีเมืองหลวงชื่อกรุงมินส์ อุตสาหกรรมสำคัญของไบโลรัสเซีย ได้แก่ การผลิตเครื่องจักรกล เครื่องใช้ต่างๆ จักรยาน นาฬิกา เหล็กกล้า ซีเมนต์ สิ่งทอ พืชสำคัญ ได้แก่ ต้นแฟซ์ มันฝรั่ง ต้นบี๊ต
  • สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน มีเมืองหลวงชื่อ มากู ที่ใกล้ๆ เมืองบากูอุตม สมบูรณ์ด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีเหมืองแร่เหล็ก โคบอลท์ ฯลฯ มีการผลิตเหล็กกล้า ซีเมนต์ ปุ๋ย ยางสังเคราะห์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ มีพรมแดนติดกับอิหร่านและตุรกี ในปี ค.ศ. 1988 มีการปะทะกันระหว่างอาเซอร์ไบจัน ซึ่งเป็นมุสลิมกับชาวอาร์เมเนีย ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนา กองทหารรัฐบาลกลางต้องส่งกำลังเข้าระงับศึก
  • สาธารณรัฐจอร์เจีย สาธารณรัฐจอร์เจียตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของทรานส์คอเคเซีย ที่เหมืองแมงกานิส ใหญ่ที่สุดในโลก มีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นยังมีเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน ได้แก่ อาหาร สิ่งทอ เหล็ก เหล็กกล้า ข้าวสาลี ชา ยาสูบ ผลไม้ องุ่น มีเมืองหลวงชื่อ ทิฟลิส
  • สาธารณรัฐอาร์เมเนีย สาธารณรัฐอาเมเนียเต็มไปด้วยเทือกเขา มีอากาศกึ่งร้อน มีระบบชลประทานอย่าง กว้างขวาง มีทรัพยากรมีค่ามากมาย เช่น ทองแดง สังกะสี อะลูมิเนียม โมลิบดีนัม และมีเหมือง หินอ่อน อาร์เมเนียมีปัญหากับอาร์เซอร์ไบจัน เรื่องเชื้อชาติ มีเมืองหลวงชื่อ เยเรวัน
  • อุซเบกิสถาน สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน เป็นสาธารณรัฐอยู่ในเอเชียกลาง เป็นดินแดนมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นดินแดนปลูกฝ้ายสำคัญในเครือจักรภพรัฐอิสระ อุตสาหกรรมสำคัญมีการผลิตเหล็ก รถยนต์ รถแทรกเตอร์ ทีวี วิทยุ สิ่งทอ และอาหาร สินแร่อุดมสมบูรณ์ ได้แก่ ถ่านหิน กำมะถัน ทองแดง และน้ำมัน มีเมืองหลวงชื่อ ทาสเค้นท์
  • สาธารณรัฐเติร์กเมนิสถาน สาธารณรัฐเติร์กเมนิสถาน ตั้งอยู่ในเอเชียกลาง เป็นดินแดนเพาะปลูกฝ้าย ข้าวโพด พรม เคมีภัณพ์ สินแร่ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ถ่านหิน กำมะถัน แบไรท์ หินปูน เกลือ ยิปซั่ม มีทะเลทราย การากุม คลุมพื้นที่ 80 % ของพื้นที่รัฐ มีเมืองหลวงชื่อ กรุงอัสคาบัด
  • สาธารณรัฐทาดซิกีสถาน สาธารณรัฐทาดซิกีสถาน มีพรมแดนติดอยู่กับจีนและอัฟกานิสถาน ประชากรมากกว่า ครึ่งหนึ่งของสาธารณรัฐนี้คือ ชาวทาดซิก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษาอิหร่าน อาชีพสำคัญ ได้แก่ การทำเกษตรกรรม และเลี้ยงวัว ปลูกฝ้าย ปลูกข้าว และผลไม้ต่างๆ อุตสาหกรรมหนัก ใช้สินแร่ที่มีอยู่อย่างมากมายภายในสาธารณรัฐ มีเมืองหลวงชื่อ ดูซานเบ
  • สาธารณรัฐคาซัคสถาน สาธารณรัฐคาซัคสถาน มีพื้นที่ตั้งแต่แม่น้ำวอลก้าในยุโรป จนถึงเทือกเขาอัลไต ตรงแนวเขตแดนติดต่อกับจีน มีถ่านหิน น้ำมัน เหล็ก ดีบุก ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ฯลฯ อุดมสมบูรณ์ จับปลาจากทะเลแคสเปี้ยนและทะเลอาราล มาสร้างอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง เมืองหลวงชื่อ อัลมดอตา ประมาณ 50 % ของประชากร ไม่เป็นชาวรัสเซียก็เป็นชาวยูเครน
  • สาธารณรัฐเคอร์กีเซีย สาธารณรัฐเคอร์กีเซียตั้งอยู่ในเอเชียกลาง มีแนวเขตแดนติดต่อกับซินเกียงของจีน ประชากรเลี้ยงวัวและม้า ปลูกยาสูบ ฝ้าย ข้าว ต้นบี๊ต มีอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกล ทำเครื่องมือและเคมีภัณฑ์ เมืองหลวงชื่อ กรุงฟรุนซ์
  • สาธารณรัฐมอลตาเวีย สาธารณรัฐมอลตาเวีย ตั้งอยู่ทางภาคคตะวันตกเฉียงใต้ของจักรภพรัฐอิสระ เป็นบริเวณ พื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีชายแดนติดกับโรมาเนีย เป็นดินแดนประกอบเกษตรกรรม เพาะปลูกข้าวผลไม้ ผัก และยาสูบ อุตสาหกรรมมีการผลิตสิ่งทอ เหล้า อาหาร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เมืองหลวงชื่อกิซิเนฟ ดินแดนมอลตาเวีย ซึ่งยึดมาจากโรมาเนีย เมื่อ ปี ค.ศ. 1940 ประชากรใช้ภาษาโรมาเนีย เมื่อแต่ละสาธารณรัฐได้รวมตัวกันแล้ว ได้จัดตั้งประชาคมแห่งรัฐเอกราชหรือ ซีไอเอส ขึ้นโดยทำหน้าที่เหมือนหนึ่งผู้แทนของสหภาพโซเวียต ที่ล่มสลายไปแล้ว ดังนั้นรัสเซียและ สาธารณรัฐอื่นๆ ได้สร้างสนธิสัญญาระหว่างกันที่จะควบคุมปัญหาและความวุ่นวายต่างๆ ของอาณาจักรที่ล่มไปแล้ว แต่นโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของอดีตประธานาธิบดีกอร์บาซอฟ ก็ยังคงสร้างปัญหาที่ต่อเนื่องให้รัสเซียต่อไป

Leave a comment

Filed under :: เหตุการณ์ปัจจุบัน ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s