:: การศึกษาเกี่ยวกับมานุษยวิทยา ::

มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังที่จะะเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง ด้วยการตั้งคำถามว่า มนุษย์เรานี้มาจากไหน หรือเกิดจากอะไร ทำไมคนบางกลุ่มจึงแตกต่างไปจากกลุ่มเราทั้งในด้านสรีระ วิถีชีวิต และขนบธรรมเนียม ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในทุกสังคม โดยค้นพบได้ในนิทาน นิยายชาวบ้าน ชาดก จดหมายเหตุ บันทึกการเดินทาง ฯลฯ

ตัวอย่างที่น่าสนใจที่เล่าถึงการกำเนิดของมนุษย์ ได้แก่ นิยายปรัมปราของชาวเขาเผ่าเย้า ที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษพวกเขาว่า

แต่เดิมมีเทวดาองค์หนึ่งชื่อ เปี้ยนโกฮูง เป็นผู้สร้างโลกและสวรรค์ (ท้องฟ้า) ซึ่งในการสร้างโลกนี้ก็ได้สร้างภูเขา ทะเล แม่น้ำลำคลอง หนองน้ำ ตลอดจนทำให้เกิดมีข้าวและไร่นาด้วย นอกจากนี้ยังได้สร้างมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิง และอนุญาตให้สมสู่เป็นสามีภรรยากันได้…ต่อมาในวันที่แปดเดือนสี่ของปีหนึ่ง ได้เกิดน้ำท่วมโลกเจ็ดวันเจ็ดคืน ผู้คนล้มตายจนเหลือเพียงหญิงชายคู่หนึ่งซึ่งเป็นพี่น้องกัน เทวดาจึงแปลงตนเป็นชายชราและบอกสองพี่น้องให้แต่งงานกันเพื่อสร้างมนุษย์ต่อไป… เมื่อน้องสาวคลอดลูกเป็นฟัก และมีเทวดาองค์หนึ่งเสด็จลงมาผ่าลูกฟักพร้อมกับรับสั่งว่า ให้โยนเมล็ดฟักลงบนพื้นราบข้างล่าง ส่วนเนื้อฟักให้โยนขึ้นไปบนดอย แต่พี่ชายผู้เป็นสามีเกิดจำคำสั่งไขว้เขวไป คือได้โยนเนื้อฟักลงบนพื้นราบข้างล่าง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้คนทำมาหากินในที่ราบ ส่วนเมล็ดฟักได้โยนขึ้นไปบนดอย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชาวเย้าและชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ทำมาหากินอยู่บนดอย…

นิทานชาวบ้านของชนกลุ่มต่างๆ มากกว่า 65 กลุ่มที่อาศัยอยู่ในบริเวณเขตสุวรรณภูมิเช่นเดียวกับกลุ่มชนเผ่าไทยของเรานี้ก็มีการกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดมนุษย์ที่น่าสนใจดังเช่นของชาวเขาเผ่าเย้านี้เช่นกัน

ตำนานซึ่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชนแต่ละกลุ่มของไทยเรา ได้แก่ ตำนานสุวรรณโคมคำ ตำนานสิงหนวัติกุมาร และตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน ซึ่งเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ล้านนาโบราณในยุคที่เริ่มก่อตั้งชุมชนเจ้านคร โดยได้กล่าวถึงความสำคัญของลุ่มแม่น้ำกกว่าเป็นแหล่งกำเนิดแห่งแรกของอารยธรรมล้านนา อนึ่งข้อมูลจากตำนานดังกล่าวบ่งบอกว่าความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนานี้มีขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 มาแล้ว

ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานอย่างละเอียด และกล่าวว่าตำนานได้ให้ภาพความรู้ทางประวัติศาสตร์พื้นเมืองของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำนานพระยาเจือง ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน และตำนานจามเทวีวงศ์ ซึ่งงานเหล่านี้เขียนขึ้นเป็นภาษาบาลี ยกเว้นตำนานมูลศาสนาที่เขียนขึ้นเป็นภาษาไทยเหนือ (ไทยยวน)

ตำนานเหล่านี้จะเขียนลงบนใบลานหรือเรียกว่า คัมภีร์ใบลานและสมุดข่อย หรือเรียกว่า คัมภีร์สมุดข่อย ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของสังคมต่างๆ ในแถบสุวรรณภูมิ ทำให้คนไทยในปัจจุบันสามารถสืบสาวเรื่องราวอารยธรรมที่เกี่ยวกับสภาพสังคม ศิลปวัฒนธรรม และศาสนาของผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณแถบนี้ได้

นอกจากตำนานแล้ว ศิลาจารึกก็เป็นงานเขียนที่บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้บนแผ่นหินทำให้คนไทยและทั่วโลกสามารถรับรู้เรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีด้วย เช่น ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง

งานเขียนเรื่องราวของชนต่างชาติที่ได้รับความสนใจแพร่หลายที่สุดคือ พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ของรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปในระหว่างปี พ.ศ. 2449 – 2450 โดยพระองค์ทรงเขียนเป็นพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงนิภานภดล (สมเด็จหญิงน้อย) จำนวน 43 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโฉมหน้าของการศึกษาสาขาวิชามานุษยวิทยาโดยแท้

การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ของชนชาวตะวันตก
นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของกรีกชื่อ ฮีโรโดตัส (Herodotus, 484 – 426 B.C.) ได้บรรยายถึงข้อแตกต่างระหว่างชาวอียิปต์กับชาวกรีกว่า “…ในอียิปต์ ผู้หญิงเป็นผู้ทำการค้าขายในตลาด ในขณะที่ผู้ชายทอผ้าอยู่ที่บ้าน ผู้หญิงใช้หัวไหล่เพื่อแบกสิ่งของ ส่วนผู้ชายใช้ศีรษะ ลูกชายไม่ช่วยพ่อแม่ทำงาน นอกจากลูกผู้หญิง…” ซึ่งจากผลงานเหล่านี้เองทำให้นักมานุษยวิทยาสังคมชาวอังกฤษยกย่องว่า ฮีโรโดตัสเป็นนักมานุษยวิทยาคนแรกของโลก

ในยุคต่อมานักประวัติศาสตร์ชาวโรมันชื่อ ทาซิตัส (Tacitus, A.D. 55 – 117) ได้เขียนเรื่องราวของคนเถื่อน (ชนเผ่าเยอรมัน) ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของยุโรปอย่างละเอียด

ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 เมื่อพวกมองโกลขยายอาณาบริเวณมาทางภาคตะวันตกของทวีปเอเชีย มีชาวยุโรปสองคนชื่อ คาร์ปินีและรูโบรคถูกจับและถูกนำขึ้นศาลของพวกมองโกล โดยชายทั้งสองได้เขียนเล่าถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่านี้และนำไปเผยแพร่ในยุโรป

ในปลายคริสต์ศตวรรษเดียวกัน มาร์โคโปโล ผู้ซึ่งเคยรับราชการในสมัยกุบไล ข่าน เป็นเวลาถึง 17 ปี ก็ได้เขียนเรื่องราวของคนจีนและอารยธรรมอันสูงส่งของคนในซีกโลกตะวันออก ข้อเขียนเหล่านี้เป็นผลให้ชาวยุโรปที่เชื่อว่า ศูนย์กลางของอารยธรรมของโลกอยู่เฉพาะในทวีปยุโรปได้ค่อยๆ ลดความเชื่อนี้ลง

จะเห็นได้ว่า ความรู้เรื่องราวของมนุษย์เป็นหัวข้อที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ ซึ่งการแสวงหาความรู้ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

มานุษยวิทยาคืออะไร

ก่อนจะได้อธิบายว่ามานุษยวิทยาคืออะไร จะกล่าวถึงแนวการจัด ศาสตร์ต่างๆ ทั้งหลายในโลกก่อน
ศาสตร์ (science) มาจากภาษาละตินแปลว่า “รู้”เป็นที่เข้าใจกันดีว่า หมายถึง วิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 3 หมวด

1. Natural Science หรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นความรู้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติตามความเป็นจริง วิชาการในหมวดนี้ได้แก่ ชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี เป็นต้น

2. Humanities หรือมนุษยศาสตร์ เป็นความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ ได้แก่ ปรัชญา ดนตรี วรรณคดี ภาษา เป็นต้น

3. Social science หรือสังคมศาสตร์ เป็นความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ตามความเป็นจริง หรือในแง่วัตถุวิสัย ได้แก่ รัฐศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มานุษยวิทยา จึงเป็นวิชาในหมวดสังคมศาสตร์ ที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมในสังคม

ความเป็นมาของวิชามานุษยวิทยา
มนุษย์ในสังคมต่างก็มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับประวัติ ความเป็นมา ถิ่นกำเนิดของตนและประเพณีในสังคมต่างๆ คำตอบของคำถามเหล่านี้ สามารถค้นพบได้ในนิทานหรือนิยายชาวบ้าน จดหมายเหตุและบันทึกการเดินทาง

สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความสนใจในวิชามานุษยวิทยาเป็นครั้งแรก คือ การสำรวจทางทะเล เพราะทำให้ค้นพบมนุษย์ที่มีความแตกต่างทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรม ในเวลาเดียวกัน ทั้งในทวีปเอเซีย แอฟริกาและอื่นๆ นิยายปรัมปราที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเรื่องเล่าการผจญภัยจึงไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป เพราะจะศึกษาเฉพาะพฤติกรรมมนุษย์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น

มานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในทุกแง่ทุกมุม โดยคำว่า Anthropology นี้ เป็นคำผสมในภาษากรีกสองคำคือ คำว่า Anthropos แปลว่า มนุษย์หรือคน กับคำว่า Logos แปลว่า การศึกษาหรือศาสตร์หรือความรู้ที่ได้รับการจัดให้เป็นระบบ เมื่อนำคำ 2 คำนี้มาผสมกันแล้วจึงมีความหมายว่า “วิชาที่ศึกษาเรื่องมนุษย์ทุกๆ ด้าน”

เนื้อหาสาระของวิชานี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. การศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์ เนื้อหาสาระของกลุ่มแรกนี้ก็คือ วิชามานุษยวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์ หมายถึง ศึกษาถึงสรีรวิทยาทางชีวภาพที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวมนุษย์ ดังนั้นจึงมีการแยกองค์ความรู้กลุ่มนี้ออกเป็นสาขาหนึ่งเรียกว่า มานุษยวิทยากายภาพ หรือมานุษยวิทยาเชิงชีววิทยา

2. การศึกษาผลงานที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ เนื้อหาสาระของกลุ่มที่สองนี้ก็คือ วิชามานุษยวิทยาที่ศึกษาผลงานอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หมายถึง การศึกษา “สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น” ทั้งผลผลิตทางรูปธรรมและผลงานทางนามธรรม ซึ่งเราเรียกสิ่งที่มนุษย์คิดค้นและทำขึ้นนี้ว่า วัฒนธรรม และเรียกองค์ความรู้ในสาขานี้ว่า มานุษยวิทยาวัฒนธรรม

มานุษยวิทยาจึงเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคมได้พยายามใช้วิธีการศึกษาเหมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษามนุษย์และสังคมมนุษย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การศึกษาวิชามานุษยวิทยานั้น มีลักษณะดังนี้

1. มีคำจำกัดความที่แน่นอน
2. มีการสังเกตและใช้การศึกษาที่เป็นระบบ
3. มีการจำแนกปรากฏการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่
4. มีการจัดระเบียบปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์เหล่านั้น
5. มีการควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้
6. มีการตั้งและทดสอบสมมติฐาน ตลอดจนการตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบายสมมติฐานต่าง ๆ
7. มีการวิเคราะห์ต่อเนื่องกันไปเพื่อติดตามผลว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

Leave a comment

Filed under :: มานุษยวิทยา ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s