:: การบริหารจิตและเจริญปัญญา ::

พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่เน้นเรื่อง การฝึกควบคุมการ วาจาและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาถือว่าเมื่อกาย วาจา สงบนิ่ง และควบคุมจิตให้สนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ความรู้ความเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นตามมา การควบคุมกาย วาจา ให้สงบเรียบร้อย เรียกว่า ศีล การควบคุมจิตให้สนใจสนใจเพียงเรื่องเดียว เรียกว่า สมาธิ ความรู้ ความเข้าใจตามสภาพความเป็นจริง เรียกว่า ปัญญา ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา รวมเรียกว่า ไตรสิกขา กล่าวเฉพาะสมาธิและปัญญา พระพุทธศาสนาได้แสดงวิธีควบคุมที่เรียกว่า การบริหารจิตและการเจริญปัญญา ไว้หลายวิธี

ความหมายของการบริหารจิตและการเจริญปัญญา
การบริหารจิต หมายถึง การบำรุงรักษาจิตให้มีความเข็มแข็ง มีพลังและมีประสิทธิภาพปกติจิตของบุคคลทั่วไป จะซัดส่ายไปตามสิ่งที่มากระทบอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการกวัดแกว่ง เหนื่อยล้า วิธีบำรุงรักษา คือ การทำให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ไม่คิดถึงเรื่องอื่นในขณะนั้น ซึ่งเรียกว่า จิตเป็นสมาธิ
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความสงบ ความมั่นคง และความเข็มแข็งก็จะเกิดขึ้น ที่สำคัญ ปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

การเจริญปัญญา หมายถึง การฝึกฝนอบรมหรือการพัฒนาตนให้เกิดปัญญา 3 ประการ ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการศึกษาเล่าเรียน ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาและปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ซึ่งปัญญาทั้ง 3 นี้ต้องอาศัยจิตที่เป็นสมาธิเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบรูณ์

วิธีการบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4
การบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนานั้นมีหลากหลายวิธี เฉพาะการบริหารจิตมีถึง 40 วิธี แต่ในชั้นนี้จะให้นักเรียนศึกษาและฝึกปฏิบัติเพียง 1 วิธีเท่านั้น คือ การบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4
สติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้รู้และเข้าใจตามที่เป็นจริงมี 4 อย่าง คือ
1. การตั้งสติพิจารณากาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้อย่างเท่าทันในเรื่องของกายและอิริยาบทของร่างกาย ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน และอื่นๆ

  • การตั้งอิริยาบถยืนให้นักเรียนยืนด้วยอาการสำรวม ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับมือซ้ายวางไว้ตรงกระเบนเหน็บ หรือวางไว้ข้างหน้าบริเวณสะดือ ยืนตัวตรง หลับตาสำรวมจิตให้สติจับอยู่ที่ร่างกาย อย่าได้ให้ออกไปนอกกาย กำหนด ยืนหนอ ช้าๆ โดยเริ่มจากศีรษะลงมาปลายเท้า และจากปลายเท้าขึ้นไปบนศีรษะ กลับขึ้น-ลง ครบ 5 ครั้ง แต่ละครั้งแบ่งเป็น 2 ช่วง
    • ช่วงแรก กำหนดคำว่า ยืน สำรวจจิตเอาสติตามวาดมโนภาพร่างกายจากศีรษะลงมาหยุดที่สะดือ กำหนดคำว่า หนอ จากสะดือไปปลายเท้า นับเป็น 1 ครั้ง
    • ช่วงที่สอง กำหนดกลับขึ้น คำว่า ยืน กำหนดจากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ กำหนดจากสะดือไปกลางกระหม่อม นับเป็น 2 ครั้ง
  • การกำหนดอิริยาบถเดิน กำหนดให้รู้เฉพาะอิริยาบถเดินอย่างเดียว การกำหนดอิริยาบถเดินหรือที่เรียกว่า การเดินจงกรม นั้นมี 6 ระยะ ในที่นี้จะกล่าวเพียง 4 ระยะ ดังนี้
    • กำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ก่อนจะเดินให้สำรวมจิตอยู่ที่เท้าขวา ตั้งสติไว้ที่เท้าขวาแล้วกำหนดในใจว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขึ้นจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว สติระลึกรู้พร้อมกับส้นเท้าขวาที่ยกขึ้น กำหนดย่าง ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าช้าๆ โดยมีสติระลึกรู้พร้อมกับเท้าขวาที่เคลื่อนไปข้างหน้า เมื่อก้าวเท้าเสร็จหยุดค้างไว้ โดยเท้ายังไม่เหยียบพื้นพอกำหนด หนอให้ค่อยๆ วางเท้าลงให้ถึงพื้น โดยปลายเท้าและส้นเท้าลงพร้อมกัน สติระลึกรู้พร้อมกับเท้าที่ลงสัมผัสพื้น
      จากนั้น สำรวมจิตไว้ที่เท้าซ้าย ตั้งสติไว้ที่เท้าซ้ายแล้วกำหนดว่า ซ้าย ย่าง หนอ (ในลักษณะเดียวกันกับขวาย่างหนอ) สลัยกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ การเดินให้เดินช้าๆ ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ 1 คืบเป็นอย่างมาก เพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น ส่วนสายตาให้ดูที่เท้าหรือมองที่พื้นในระยะไม่เกิน 3 ก้าว
      เมื่อเดินสุดสถานที่ ให้นำเท้ามาเคียงกัน ยืนตัวตรง หลับตา กำหนด ยืนหนอ ช้า ๆอีก 5 ครั้ง จากนั้นให้ลืมตาก้มหน้าลงดูปลายเท้า เพื่อทำท่ากลับต่อไป
      ท่ากลับ การกลับกำหนดว่า กลับหนอ 4 ครั้ง
      ครั้งที่ 1 ยกปลายเท้า ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา 90 องศา พร้อมกับกำหนด กลับ โดยใช้สติอยู่ที่ส้นเท้าขวา เมื่อได้ 90 องศาแล้ว ก็ค่อยๆ วางปลายเท้าลง พร้อมกับกำหนดว่า หนอ
      ครั้งที่ 2 เคลื่อนเท้าซ้ายมาชิดกับเท้าขวา พร้อมกับกำหนด กลับ โดยให้สติอยู่ที่เท้าซ้ายที่เคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ วางเท้าซ้ายลงพร้อมกับกำหนด หนอ
      ครั้งที่ 3 ทำเหมือนครั้งที่ 1
      ครั้งที่ 4 ทำเหมือนครั้งที่ 2 ซึ่งอยู่ในทางกลับหลังหันพอดี
      จากนั้นให้กำหนด ยืนหนอ ช้าๆ อีก 5 ครั้ง และลืมตาก้มหน้ามองดูปลายเท้าแล้วกำหนดเดินต่อไป กระทำเช่นนี้จนหมดเวลาที่ต้องการการกำหนดเดิน ระยะที่ 2 ยกหนอ เหยียบหนอ ระยะที่ 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ มีวิธีการเดินในลักษณะเดียวกันกับระยะที่ 1 แต่มีความละเอียดในการกำหนดมากขึ้น ดังนี้
      ระยะที่ 2 กำหนดว่า ยกหนอ เหยียบหนอ
      ระยะที่ 3 กำหนดว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
      ระยะที่ 4 กำหนดว่า ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
  • การกำหนดอิริยาบถนั่ง กระทำต่อจากการเดินจงกรมอย่าให้ขาดตอน เมื่อเดินจงกรมถึงสถานที่นั่ง กำหนด ยืนหนอ อีก 5 ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน แล้วกำหนดปล่อยมือลงข้างตัวว่า ปล่อยมือหนอๆ ช้าๆ จนกว่าจะสุดมือ เวลานั่งค่อยๆ ย่อตัวลง พร้อมกับกำหนดตามอาการที่ทำไปจริง เช่น ย่อตัวหนอ ท้าวพื้นหนอ คุกเข่าหนอ นั่งหนอ
    วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่ท้อง พองยุบ เวลาหายใจเข้าท้อง กำหนดว่า พองหนอ ใจที่นึกถับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออก ท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหนอ ใจที่นึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่การพองการยุบของท้องเท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงที่ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นไปว่าท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด
  • การกำหนดอิริยาบถนอน ค่อยๆ เอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอนหนอ ๆ ช้า ๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้ วให้เอาสติมาจับที่ท้อง แล้วกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปเรื่อยๆ ให้คอยสังเกตให้ดีว่าจะหลับไปตอนพองหรือตอนยุบ
  • การกำหนดอิริยาบถต่างๆ การกระทำกิจการต่างๆ เช่น การรับประทานอาหาร ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง คือ มีสติสัมปชัญญะเป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
  • การกำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เมื่อตาเห็นรูป ให้กำหนดเห็นหนอ ๆ ตั้งสติไว้ที่ตา หูได้ยินเสียง ให้กำหนดว่า ได้ยินหนอๆ ตั้งสติไว้ที่หู จมูกได้กลิ่น ให้กำหนดว่า กลิ่นหนอๆ ตั้งสติไว้ที่จมูก เวลาลิ้นได้รส ให้กำหนดว่า รสหนอ ๆ ตั้งสติไว้ที่ลิ้น กายถูกเย็นร้อยอ่อนแข็ง ให้กำหนดว่า ถูกหนอๆ ให้สติไว้ตรงกายที่สัมผัส ใจนึกถึง ให้กำหนด คิดหนอๆ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่

2. การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวลา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้อย่างเท่าทันเรื่องเวทนา เมื่อเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ก็รู้ตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ ในขณะเดินจงกรมและนั่งสมาธิอยู่นั้น เมื่อมีเวทนาต่างๆ เกิดขึ้น เช่น เจ็บปวด เมื่อย คัน ชา เป็นต้น ให้ตั้งสติกำหนดตามความรู้สึกนั้นๆ ว่า เจ็บหนอ ปวดหนอ เมื่อยหนอ คันหนอ ชาหนอ จนกว่าความรู้สึกนั้นจะหายไป และเมื่อความรู้สึกนั้นหายไปแล้ว ให้กลับมากำหนด พองยุบเหมือนเดิม

3. การตั้งสติสติกำหนดพิจารณาจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้ทันสภาพหรืออาการของจิตว่า จิตในขณะนั้นๆ เป็นอย่างไร ก็รู้ตามที่มันเป้นอยู่ในขณะนั้นๆ เช่น ในขณะเดินจงกรมและนั่งสมาธิ เมื่อจิตคิดถึงเรื่องต่างๆ ให้ตั้งสติกำหนดที่ลิ้นปี่ว่า คิดหนอ เมื่อจิตเกิดความยินดีหรือชอบใจขึ้น ให้กำหนดว่า ยินดีหนอ ชอบใจหนอ เมื่อจิตโกรธ กำหนดว่า โกรธหนอ

4. การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หมายถึง การมีสติกำหนดรู้ทันสิ่ง ปรากฏการณ์ หรืออารมณ์ ที่เกิดกับจิตที่คิดเป็นกุศล อกุศล หรือที่เป็นกลางๆ (ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล) อาศัยเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยดับไป สิ่งปรากฏการณ์ หรืออารมณ์นั้น ก็ดับไปด้วย ไม่มีสิ่งใดมีตัวตนที่แท้จริง

การแผ่เมตตา และการอุทิศส่วนกุศล
ทุกครั้งที่ฝึกบริหารจิตและเจริญปัญญา นักเรียนควรแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลในขณะที่ยังหลับตาอยู่จนกว่าจะแผ่เมตตา และอุทิศส่วนกุศลเสร็จจึงลืมตา การตั้งใจแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลควรออกเสียงดังๆ (โดยในระยะแรกๆ ครูควรกล่าวนำก่อน)

การแผ่เมตตา ให้นักเรียนนั่งอยู่ในท่าสมาธิ
การอุทิศส่วนกุศล ให้นักเรียนเปลี่ยนท่านั่งไปเป็นท่านั่งพับเพียบและประนมมือ

คำกล่าวนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 หน)

บทแผ่เมตตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหารันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ

บทอุทิศส่วนกุศล
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า
ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครู อุปัชฌาย์ และอาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอให้ครู อุปัชฌาย์ และอาจารย์ของข้าพเจ้าจงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวทะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลาย
ขอให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย
ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย
ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลาย
ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงมีควมสุขทั่วหน้ากันเทอญ

ประโยชน์ของการบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4
การบริหารจิตและการเจริญปัญญาตามหลักสติปฏิฐาน 4 มีผลดีหรือประโยชน์ต่อผู้ฝึกฝนอบรมหลายประการ ซึ่งแยกกล่าวได้ดังนี้
ประโยชน์ของการบริหารจิต
การบริหารจิตอยู่เป็นประจำ ย่อมได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ด้านการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ การทำจิตใจสบาย ไม่มีความวิตกกังวล ความเครียด มีความจำดีขึ้น แม่นยำขึ้น ทำสิ่งต่างๆ ไม่ผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อย เพราะมีสติสมบูรณ์ขึ้น การศึกษาเล่าเรียนและการทำงาน เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การมีจิตเป็นสมาธิ ยังทำให้นอนหลับง่ายและหลับสนิท รวมทั้งมีผลเกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ชะลอความแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย และรักษาโรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น
  • ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ได้แก่ ทำให้บุคลิกภาพเข็มแข็ง หนักแน่นมั่นคง สงบเยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด มีความสุภาพอ่อนโยน ดูสง่ามีราศี องอาจน่าเกรงขาม มีอารมณ์เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่เซื่องซึม สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ ได้
  • ด้านประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การบรรลุมรรคและนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ผู้ที่จะบรรลุถึงประโยชน์ระดับนี้ได้นั้น ต้องมีจิตที่สงบแน่วแน่มาก คือ ต้องได้สมาธิระดับสูง

ประโยชน์ของการเจริญปัญญา
ผู้ที่ฝึกฝนอบรมหรือพัฒนาตนให้มีปัญญาย่อมได้รับประโยชน์ ดังนี้

  • ด้านประโยชน์ต่อตนเอง เช่น ทำให้เป็นคนที่มีเหตุผลและใช้เหตุผลวิเคราะห์สิ่งต่างๆ จนเกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งนั้นๆ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง รู้จักอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม ช่วยให้เราเลือกทำตามความชอบธรรมมากกว่าอารมณ์ ทำให้วิถีชีวิตโดยส่วนรวมเป็นระเบียบและดีงาม ประโยชน์ต่อตนเองที่สำคัญที่สุด คือ ช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลส เพราะมีปัญญารู้เท่ากิเลสต่างๆ ทำให้กำจัดละวางกิเลสเหล่านั้นได้
  • ประโยชน์ต่อสังคม กล่าวโดยสรุป ถ้าทุกคนในสังคมมีปัญญา คิดดี ทำดี และพูดดี ไม่ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ปัญหาต่างๆ เช่น ความขัดแย้ง การแบ่งแย่งชิงดี ชิงเด่น การทะเลาะวิวาท การคดโกง ก็ลดลง สังคมก็สงบเรียบร้อยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

3 Comments

Filed under :: พระพุทธศาสนา ::

3 responses to “:: การบริหารจิตและเจริญปัญญา ::

  1. Phatra

    ดีแล้ว ดีแล้ว ทำ(พิมพ์ลงในนี้)ได้ดังนี้ สมชื่อว่าผู้มีจิต สังเคราะห์เพื่อนโลกโดยแท้

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s