:: พุทธศาสนสุภาษิตเอก ::

                     อนวสฺสุตจิตฺตสฺส               อนนฺวาหตเจตโส

                     ปุญฺญปาปปหีนสฺส             นตฺถิ ชาครโต ภยํ.

ผู้มีจิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะมีใจอันโทสะไม่กระทบแล้ว มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ตื่นอยู่ ย่อมไม่มีภัย. ขุททกนิกาย ธรรมบท

ภัย คือ   สิ่งที่น่ากลัว สิ่งที่อันตราย มี ๒ ประเภท คือภัยภายใน กับภัยภายนอก ภัยภายใน คือภัยที่เป็นตัวกิเลส ซึ่งทำให้บุคคลทำกรรมต่างๆ ในทางที่ไม่ดี เป็นอกุศลกรรม เช่น ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น  ส่วนภัยภายนอกก็คือภัยต่างๆ ที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัยและอัคคีภัย เป็นต้น ภัยนี้น่ากลัวสำหรับสัตว์โลก เมื่อใดประสบพบเจอแล้ว เขาก็อยู่ในห้วงแห่งความทุกข์และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามแต่ ภัยภายนอกจัดเป็นสาธารณภัย คือบุคคลทุกคน ตั้งแต่ปุถุชนถึงอริยบุคคล   อาจต้องประสบพบเจอและเสวยทุกข์ยากเหมือนกัน

ส่วนภัยภายในนั้น  ปุถุชนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสเท่านั้นที่เป็นผู้ประสบพบเจอ ต้องเสวยผลของกิเลสที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในห้วงแห่งอันตรายตลอดเวลา หากเขาเป็นผู้มีใจอ่อนแอต่อกิเลสจนตกอยู่ในอำนาจของมันแล้ว ชีวิตของเขาก็จะยิ่งประสพพบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัสยิ่งขึ้น สำหรับพระอริยบุคคลโดยเฉพาะพระอรหันต์ ซึ่งท่านตัดกิเลสหมดสิ้นเชิงแล้ว จะไม่มีภัยภายในเกิดขึ้น เพราะจิตใจของท่านไม่ชุ่มด้วยราคะ ไม่มีโทสะมากระทบกระทั่ง ทั้งมีบุญและบาปที่ละได้หมดแล้วนั่นเอง ภัยภายในประเภทราคะโทสะ และโมหะ เป็นต้น จึงไม่มีโอกาสอุบัติขึ้นแก่ท่านเลย

ฉะนั้น  ผู้กลัวต่อภัยภายในพึงบำเพ็ญธรรม เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา สำหรับเป็นเครื่องระงับดับภัยภายในดังกล่าวแล้วเถิด.

……………………………………………………………………………………………..

กุมฺภูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา          นครูปมํ จิตฺตมิทํถเกตฺวา

โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน         ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยา.

บุคคลรู้กายนี้ที่เปรียบด้วยหม้อกั้นจิตที่เปรียบด้วยเมืองนี้แล้ว พึงรบมารด้วยอาวุธคือปัญญา และพึงรักษาแนวที่ชนะไว้ ไม่พึงยับยั้งอยู่. ขุททกนิกาย ธรรมบท

บุคคลผู้รู้ความจริงของร่างกายว่าเป็นที่ชุมนุมแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น รู้ว่าร่างกายนั้นไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เปรียบเหมือนหม้อดิน เพราะไม่ทนทานอยู่ได้นาน เป็นอยู่ชั่วคราวก็แตกสลายไปขณะเป็นอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการ ในด้านจิตใจก็รู้จักวิธีป้องกันจิตตนเองมิให้ถูกกิเลสมารคือโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ครอบงำ รู้จักใช้อาวุธคือปัญญาในการป้องกันจิตจากกิเลสเหล่านั้น และเมื่อป้องกันจิตให้ปลอดจากกิเลสทั้งหลายได้แล้วผู้ฉลาดนั้นก็พยายามรักษาสภาพจิตที่ปลอดจากกิเลสนั้นให้อยู่อย่างมั่นคงถาวรต่อไป โดยการพิจารณาสังขารให้รู้แจ้งตามความเป็นจริงมากขึ้นจิตใจของเขาเมื่อรู้เห็นความจริงของสังขารมากขึ้นแล้ว ย่อมจะมีความมั่นคงไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจกิเลสต่างๆโดยเฉพาะท่านผู้บรรลุมรรคผลแล้ว จิตใจย่อมไม่เวียนกลับไปสู่ความชั่วเพราะกิเลสทั้งหลายอีกต่อไป

ดังนั้นการเจริญวิปัสสนา เพื่อรักษาสภาพจิตที่สูงขึ้นแล้ว ให้อยู่ในสภาพที่สูงนั้นตลอด ไม่หยุดยั้งอยู่เพียงแค่ชนะกิเลสเท่านั้นจึงเป็นการปฏิบัติที่ครบวงจร ผู้ปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมเป็นนักรบทางธรรม ที่มีความสามารถ ควรเรียกว่า ยอดนักรบ โดยแท้.

………………………………………………………………………………………………

จิตฺเตน นียติ โลโก            จิตฺเตน ปริกสฺสติ

จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส           สพฺเพว วสมนฺวคู.

โลกถูกจิตนำไปถูกจิตชักไป, สัตว์ทั้งปวงไปสู่อำนาจแห่งจิตอย่างเดียว.  สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

ในตัวคนและสัตว์นั้นมีสิ่งสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ ร่างกาย และจิตใจ ทั้ง ๒ สิ่งนี้ต่างมีอิทธิพลให้คุณและโทษซึ่งกันและกันได้ แต่ในทางธรรมนั้นถือว่าจิตใจสำคัญที่สุด คือเป็นใหญ่กว่าร่างกาย ดังคำพูดที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อร่างกายอยู่ในฐานะผู้ตามจิตใจเช่นนี้ จึงปรากฏว่าบุคคลในโลกนี้ถ้าใจดีสักอย่างแล้ว อย่างอื่นก็จะดีไปด้วย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้จิตใจทั้งสิ้น หมายความว่าจิตใจเป็นผู้รับรูป เป็นผู้เข้าถึงคุณธรรมตลอดจนความเจริญต่างๆ

ถ้าผู้ใดมีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ  เขาก็จะแสดงความโหดเหี้ยมทารุณนั้นออกมาทางร่างกายและคำพูด ถ้าคนทั้งโลกมีลักษณะเหมือนเขาหมด ก็เป็นอันแน่นอนว่าโลกนี้จะเต็มไปด้วยความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หาความสงบสุขได้แต่ที่ไหน ในทางกลับกัน หากจิตใจของบุคคลทั้งโลกมีเมตตากรุณาต่อกัน ทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันแบบพี่แบบน้องโลกนี้ย่อมปราศจากปัญหาอย่างแน่นอน รวมแล้วจิตใจสำคัญที่สุด ดังพระพุทธสุภาษิตข้างต้นนั้น

ฉะนั้น  หากผู้ใดต้องการพบกับความสุขที่สงบเย็น ก็พึงมีจิตประกอบด้วยคุณธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า มีศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์นี้เถิด ความสุขต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน.

…………………………………………………………………………………………………..

จิตฺเตน นียติ โลโก             จิตฺเตน ปริกสฺสติ

จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส           สพฺเพว วสมนฺวคู.

โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตชักไป, สัตว์ทั้งปวงไปสู่อำนาจแห่งจิตอย่างเดียว.  สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

ในตัวคนและสัตว์นั้น มีสิ่งสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ ร่างกาย และจิตใจ ทั้ง ๒ สิ่งนี้ต่างมีอิทธิพลให้คุณและโทษซึ่งกันและกันได้ แต่ในทางธรรมนั้นถือว่าจิตใจสำคัญที่สุด คือเป็นใหญ่กว่าร่างกาย ดังคำพูดที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อร่างกายอยู่ในฐานะผู้ตามจิตใจเช่นนี้ จึงปรากฏว่าบุคคลในโลกนี้ถ้าใจดีสักอย่างแล้ว อย่างอื่นก็จะดีไปด้วย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้จิตใจทั้งสิ้น หมายความว่าจิตใจเป็นผู้รับรูป เป็นผู้เข้าถึงคุณธรรมตลอดจนความเจริญต่างๆ

ถ้าผู้ใดมีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ  เขาก็จะแสดงความโหดเหี้ยมทารุณนั้นออกมาทางร่างกายและคำพูด ถ้าคนทั้งโลกมีลักษณะเหมือนเขาหมด ก็เป็นอันแน่นอนว่าโลกนี้จะเต็มไปด้วยความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หาความสงบสุขได้แต่ที่ไหนในทางกลับกัน หากจิตใจของบุคคลทั้งโลกมีเมตตากรุณาต่อกัน ทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันแบบพี่แบบน้องโลกนี้ย่อมปราศจากปัญหาอย่างแน่นอน รวมแล้วจิตใจสำคัญที่สุด ดังพระพุทธสุภาษิตข้างต้นนั้น

ฉะนั้นหากผู้ใดต้องการพบกับความสุขที่สงบเย็น ก็พึงมีจิตประกอบด้วยคุณธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นต้นว่า มีศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์นี้เถิด ความสุขต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน.

…………………………………………………………………………………………………..

ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน           ยตฺถ กามนิปาติโน

 จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ          จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ

การฝึกจิตที่ข่มยากที่เบา มักตกใปในอารมณ์ที่น่าใคร่ เป็นความดี (เพราะว่า) จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้. ขุททกนิกาย ธรรมบท

การฝึกจิตเป็นข้อปฏิบัติสำคัญในพระพุทธศาสนา เพราะธรรมชาติจิตใจเป็นสิ่งที่ข่มได้ยาก เบา และมักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ อาการของจิตดังกล่าวหากปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติก็จะเป็นอันตรายต่อผู้เป็นเจ้าของ เนื่องจากจะชักพาไปสู่ความเสื่อมเสียได้ ฉะนั้น จึงต้องฝึกจิตให้อยู่ในอำนาจ กล่าวคือให้สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้ ไม่เกิดความยินดีหรือยินร้ายในเวลาประสบกับอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อนึ่ง การฝึกจิตสำหรับผู้เจริญกัมมัฏฐานท่านต้องการให้เกิดสมาธิและเกิดปัญญา ผู้ฝึกจิตดีแล้วจะไม่ถูกนิวรณ์ ๕ ครอบงำและสามารถจะรู้จักความจริงในกองสังขารได้ ดังพุทธสุภาษิตว่า สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ภาเวถ ปชานาติ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงยังสมาธิให้เกิด เพราะผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามเป็นจริง” ดังนี้

ประโยชน์ที่ผู้ฝึกจิตแล้วจะได้รับที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือ ความสุข แต่ความสุขของผู้ฝึกจิตได้แล้วนั้นมีลักษณะเป็นนามธรรม เกิดกับจิตใจทำให้จิตใจเย็น สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน คนเราหากจิตใจเย็นสงบ หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือมีความสุขทางใจแล้ว ก็จะส่งผลต่อสุขภาพทางกาย รวมถึงความราบรื่นแจ่มใสในด้านอื่นๆ ด้วย

ฉะนั้น ผู้หวังความสงบสุขที่แท้จริง พึงยินดีในการฝึกจิตให้ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย ฝึกจิตให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ต่างๆ หากปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้ว ย่อมจะเข้าถึงความสุขอย่างแน่นอน.

……………………………………………………………………………………

ปทุฏฺฐจิตฺตสฺส น ผาติ โหติ      นจาปิ นํ เทวตา ปูชยนฺติ

โย ภาตรํ เปตฺติกํ สาปเตยฺยํ     อวญฺจยี ทุกฺกฏกมฺมการี.

ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติพี่น้องพ่อแม่ ผู้นั้น มีจิตใจชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่บูชาเขา. ขุททกนิกาย ชาตก ติกนิปาต

บุคคลทุกคนในโลกนี้ล้วนแต่ต้องการความเจริญก้าวหน้าโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะเจริญทางด้านชีวิต คือมีอายุยืน วรรณะผ่องใส มีความสุขกายสุขใจ และมีกำลังกายกำลังใจเข้มแข็ง ตลอดจนเจริญทางด้านอาชีพ ฐานะ และยศถาบรรดาศักดิ์เป็นต้น ชื่อว่าความเจริญแล้วทุกคนต้องการทั้งนั้น แต่ละคนจึงพยายามสร้างเหตุให้เจริญตามความเชื่อต่างๆ สำหรับพระพุทธศาสนาสอนเหตุ แห่งความเจริญทั้งหลายทุกๆ ด้านไว้อย่างครบถ้วน ในส่วนแห่งความเสื่อมนั้นก็ทรงสอนไว้เหมือนกันในพุทธศาสนสุภาษิตนี้ หมายความว่าคนผู้มีปกติทำกรรมชั่ว คือคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เช่นคิดโลภอยากได้ของเขา พูดเท็จหลอกลวงผู้อื่น ฆ่าและเบียดเบียนผู้อื่น เป็นต้น ตลอดจนแสดงความอกตัญญูโดยการล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติของพี่น้องและพ่อแม่ตนเอง คนผู้ทำอย่างนี้ได้นับว่าจิตใจเขาตกต่ำมาก เข้าหลักที่ว่า กายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเปรต หรือเป็นเดียรัจฉาน คนผู้ทำชั่วต่อผู้มีบุญคุณเช่นพ่อแม่ได้แล้วจะไม่ทำชั่วกับคนอื่นเป็นอันไม่มีเลย

คนชั่วดังกล่าวนี้ย่อมหาความเจริญใดๆ  ได้ยาก ชีวิตของเขาจะต้องตกต่ำและเป็นทุกข์ตลอดกาลนาน เพราะผลกรรมของตนเป็นเหตุนั่นเอง  เขาย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของคนอื่นที่เป็นคนเหมือนกัน ย่อมไม่ได้รับการยอมรับและการบูชา แม้จากเทวดาทั้งหลายด้วย ฉะนั้น ผู้หวังความเจริญที่แท้จริง พึงปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา  มีการอ่อนน้อมต่อผู้เจริญด้วยวัย ด้วยคุณ ด้วยชาติกำเนิด เป็นต้นเถิด จะพบกับความก้าวหน้าโดยมิต้องสงสัยเลย.

……………………………………………………………………………………….

ภิกฺขุ สิยา ฌายิ วิมุตฺตจิตฺโต             อากงฺเข เว หทยสฺสานุปตฺตึ

โลกสฺส ญตฺวา อุทยพฺพยญฺจ           สุเจตโส อนิสฺสิโต ตทานิสํโส.

ภิกษุเพ่งพินิจมีจิตหลุดพ้น รู้ความเกิดและความเสื่อมแห่งโลกแล้ว มีใจดี ไม่ถูกกิเลสอาศัย มีธรรมนั้นเป็นอานิสงส์ พึงหวังความบริสุทธิ์แห่งใจได้. สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

คำว่า ภิกษุ คือผู้มองเห็นภัยในสังขาร เป็นผู้มีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม เช่น มีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นต้น เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อขัดเกลาอุปนิสัยใจคอของตนเองให้ประณีตยิ่งขึ้น โดยตั้งความปรารถนาสูงสุดเพื่อการเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นที่ดับเพลิงทุกข์เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง หากพระภิกษุในศาสนานี้มีปฏิปทาตามหลักสุปฏิปันโน คือเป็นผู้ประพฤติดี อุชุปฏิปันโน เป็นผู้ประพฤติตรง ญายปฏิปันโน เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติเพื่อรู้ และสามีจิปฏิปันโน ประพฤติปฏิบัติโดยเหมาะสมเป็นต้นแล้ว ท่านย่อมอาจจะบำเพ็ญคุณธรรมเบื้องสูงให้เกิดขึ้นได้ง่าย เช่น บำเพ็ญฌาน คือการเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ  จิตสงบประณีตปราศจากนิวรณ์รบกวน ฌานที่ได้นี้จะเป็นบาทของวิปัสสนาต่อไป กล่าวคือ เมื่อหยุดเพ่งแล้วถอนจิตออกมาพิจารณาสังขารทั้งหลายย่อมสามารถรู้แจ้งเห็นจริงในสังขารทั้งหลายได้โดยง่าย

จิตใจของผู้รู้แล้วย่อมหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในสังขารว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาได้ เมื่อพิจารณาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนเห็นความเกิดและความเสื่อมแห่งโลก คือสังขารโลก สัตว์โลก และโอกาสโลก ชัดเจนแล้วจิตใจย่อมสะอาดปราศจากความเศร้าหมอง เพราะอยู่ภายใต้กิเลสอีกต่อไป ท่านผู้ปฏิบัติได้อย่างนี้จนเห็นผลประจักษ์ด้วยตนเอง ย่อมจะหวังความบริสุทธิ์แห่งใจ คือมีใจปราศจากกิเลสทั้งหลายทุกชนิดได้อย่างแน่นอน

ฉะนั้น อันผู้หวังความบริสุทธิ์แห่งใจ พึงปฏิบัติกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ กล่าวคือ ศีล สมาธิ และปัญญา ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อเถิด.

…………………………………………………………………………………….

โย อลีเนน จิตฺเตน อลีนมนโส นโร      ภาเวติ กุสลํ ธมฺมํ

โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา   ปาปุเณ อนุปุพฺเพน สพฺพสํโยชนกฺขยํ.

คนใดมีจิตไม่ท้อถอย มีจิตไม่หดหู่ บำเพ็ญกุศลธรรมเพื่อการบรรลุธรรม ที่เกษมจากโยคะ พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงได้.  ขุททกนิกาย ชาตกเอกนิบาต

คุณวิเศษในพระพุทธศาสนาที่สูงที่สุด คือพระนิพพาน เพราะเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งหลายอันเป็นเหตุให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารข้อปฏิบัติทุกๆ อย่างที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้นย่อมมีพระประสงค์ที่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติ เข้าถึงพระนิพพานทั้งสิ้น สำหรับในพระพุทธสุภาษิตนี้ทรงแสดงคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าถึงคุณวิเศษดังกล่าวว่า  ต้องมีใจไม่ท้อถอย มีใจไม่หดหู่และต้องบำเพ็ญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรมที่เกษมจากโยคะ แต่ละประเด็นนี้หากพิจารณาก็จะพบเหตุผลว่า จิตใจไม่ท้อถอยและไม่หดหู่นั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะมีบางช่วงที่จิตใจท้อถอยหรือหดหู่ หากอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก็ไม่ควรหยุดความเพียรพยายามไว้ แต่ควรสร้างกำลังใจให้ฮึกเหิมต่อสู้กับสิ่งนั้นต่อไป เคยปฏิบัติเคยบำเพ็ญกิจวัตรมาอย่างไร ก็ให้คงเส้นคงวาเช่นนั้นตลอดไป รวมแล้วคือเป็นผู้มีความเพียรนั่นเอง

ในส่วนของการบำเพ็ญกุศลธรรม เพื่อบรรลุธรรมที่เกษมจากโยคะก็เป็นปฏิปทาที่รองรับความขยัน หรือความเพียรที่คงเส้นคงวานั้นไว้กล่าวคือ เมื่อไม่ให้จิตท้อถอยและหดหู่แล้ว ควรหางานให้จิตทำเพื่อให้เกิดกำลังใจยิ่งๆ ขึ้น นั่นคือสร้างกุศลธรรมต่างๆ นั่นเอง เพราะกุศลธรรมนั้น จะช่วยให้มีกำลังใจทำให้กิเลสทั้งหลายเบาบางลงไปโดยลำดับ ผู้ที่มีปฏิปทาเช่นนี้และมีใจประกอบด้วยศรัทธากับปัญญาด้วยแล้วย่อมอาจที่จะบรรลุธรรมสูงสุดในพระศาสนา คือพระนิพพานได้ หากไม่อาจบรรลุในชาติปัจจุบัน ก็จะเป็นบารมีในชาติต่อๆ ไปได้

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายพึงมีใจเข้มแข็ง มีความเพียรไม่ท้อถอยและบำเพ็ญกุศลธรรมในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อเถิด ทั้งนี้เพื่อบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงนั่นเอง.

………………………………………………………………………………………………

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ               ยตฺถ กามนิปาตินํ

จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี            จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ.

ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ (เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้. ขุททกนิกาย ธรรมบท

ขึ้นชื่อว่าจิตแล้ว ย่อมยากต่อการควบคุม เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้ยากละเอียดอ่อน และมีความอยากความใคร่ในกามคุณอย่างไม่รู้จักอิ่มที่ตรัสว่าจิตเห็นได้ยากนั้น เพราะจิตเป็นนามธรรม ไม่อาจมองดูด้วยตาเนื้อได้ สิ่งใดที่เห็นไม่ได้สิ่งนั้นย่อมควบคุมยากเป็นธรรมดา แต่จิตนี้จะมองให้เห็นก็ต้องมองดูด้วยตาใน คือใช้สติกำกับใจมิให้เผลอไผลนั่นเองเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วนั่นแหละจึงพอจะเรียกได้ว่าเห็นจิตตัวเอง ส่วนที่ตรัสว่าเป็นสิ่งละเอียดอ่อนเพราะจิตนั้นไม่มีรูปร่าง (อสรีรํ) เป็นนามธรรม ปรากฏเพียงอาการเท่านั้นมีหน้าที่คิดเรื่องต่างๆ แต่มีอำนาจเหนือร่างกาย ดังคำที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

สำหรับประเด็นสุดท้ายคือจิตมักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่เพราะจิตใจของสัตว์นั้นมีกิเลสแทรกซึมอยู่กิเลส ทำให้จิตอยากจิตใคร่ในกามคุณคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าใคร่น่าพอใจ ดิ้นรนแสวงหามาระงับความอยากอย่างไม่รู้จักพอ จะเห็นได้ว่าในพุทธสุภาษิตนี้ทรงแสดงลักษณะที่สำคัญของจิตไว้ ๓ ประการดังกล่าวแล้ว หากบุคคลใดปล่อยจิตให้เป็นตามธรรมชาติโดยไม่มีการควบคุมไว้ หรือควบคุมจิตไม่อยู่แล้ว บุคคลนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับเรือที่ไม่มีหางเสือ ย่อมคิด พูด และทำอะไรโดยไม่มีจุดหมาย เป็นคนอันตราย หาความเจริญใดๆ ได้ยาก

ฉะนั้น ในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงสอนพุทธบริษัทในเรื่องการฝึกจิตไว้มากมาย โดยมุ่งให้ทุกคนสามารถขจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตใจให้ได้ มุ่งให้จิตใจรวมเป็นสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้ว จิตใจย่อมมีพลัง สามารถพิจารณาสังขารทั้งหลายจนรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ผู้ใดที่ฝึกจิตได้แล้วและมีจิตอันคุ้มครองหรือควบคุมได้แล้ว ผู้นั้นจะพบแต่ความสุขตลอดกาลนาน.

…………………………………………………………………………………………………..

อตฺถงฺคตสฺสปมาณมตฺถิ  เยน นํวชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ    สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ.

ท่านผู้ดับไป(คือปรินิพพาน) แล้ว ไม่มีประมาณ จะพึงกล่าวถึงท่านนั้นด้วยเหตุใด เหตุนั้นของท่านก็ไม่มีเมื่อธรรมทั้งปวง (มีขันธ์เป็นต้น) ถูกเพิกถอน แล้ว แม้คลองแห่งถ้อยคำที่จะพูดถึง(ว่าผู้นั้นเป็นอะไร) ก็เป็นอันถูกเพิกถอนเสียทั้งหมด.  ขุททกนิกาย จูฬนิทฺเทส

ท่านผู้ดับไปหมายถึงท่านผู้ถึงพระนิพพาน คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับ หมายถึง ดับเพลิงทุกข์ ความเดือดร้อนได้สนิทคือความทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โดยความหมาย นิพพาน เป็นธรรมที่พ้นจากตัณหา ความทะยานอยากอุปาทาน ความยึดถือ และเป็นธรรมที่คลายความกำหนัดรักใคร่ในกามารมณ์เพราะเหตุว่าพระอรหันต์ทั้งหลายครั้นบรรลุถึงพระนิพพานแล้ว กิเลส ตัณหา อุปาทาน และความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอันดับสูญสิ้นหมดไปหรือกิเลสเป็นต้นไม่สามารถจะมายั่วยวนให้เกิดความทุกข์ได้อีกต่อไป เมื่อกล่าวถึงท่านผู้ดับไปคือผู้ถึงพระนิพพานแล้วก็ไม่สามารถจะนับหรือจะคำนวณประมาณได้ว่ามีประมาณเท่าไร เพราะเหตุว่านับจำนวนไม่ได้สำหรับท่านผู้ถึงพระนิพพานเปรียบเหมือนเม็ดทรายในมหาสมุทร ไม่สามารถจะประมาณได้ว่าประมาณเท่าไรท่านผู้บรรลุพระนิพพานนั้นไม่มีเหตุที่จะกล่าวถึง แม้ธรรมทั้งปวงก็ถูกถอนแล้วตลอดถึงคลองแห่งถ้อยคำที่จะพูดถึงว่าผู้นั้นเป็นอะไร อยู่ที่ไหน ได้ถูกเพิกถอนเสียแล้ว

สรุปความได้ว่าท่านผู้ดับไป คือบรรลุถึงพระนิพพานแล้วไม่มีประมาณหรือจะคำนวณนับว่ามีจำนวนเท่านี้ไม่ได้ แม้เหตุที่จะกล่าวถึงก็ไม่มี เพราะได้ถูกเพิกถอนออกแล้ว แต่ท่านผู้บรรลุถึงพระนิพพานด้วยกันย่อมรู้เข้าใจสภาวธรรมนั้นได้เป็นแน่แท้ ดังพรรณนามาฉะนี้.

………………………………………………………………………………………………

อาทานตณฺหํ วินเยถสพฺพํ  อุทฺธํ อโธ ติริยํ วาปิ มชฺเฌ

ยํ ยํ หิ โลกสฺมึอุปาทิยนฺติ   เตเนวมาโร อนฺเวติ ชนฺตุํ.

พึงขจัดตัณหาที่เป็นเหตุถือมั่นทั้งปวงทั้งเบื้องสูง เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ท่ามกลาง เพราะเขาถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลกไว้ มารย่อมติดตามเขาไปเพราะสิ่งนั้นๆ.  ขุททกนิกาย จูฬนิทฺเทส

คำว่าตัณหา แปลว่า ความทะยานอยาก มี ๓ อย่าง คือ

๑. กามตัณหาความทะยานอยากในกาม คือความรักใคร่ในกามคุณ ๕ มี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นเหตุให้เข้าไปยึดถือว่าเป็นของของเราแล้วจึงทำให้มีภพมีชาติต่อไป

๒. ภวตัณหาความทะยานอยากในภพ คือ การอยากมี อยากเป็นนั่นเป็นนี่ หาที่สิ้นสุดไม่ได้

๓. วิภวตัณหาความทะยานอยากในการไม่อยากมี ไม่อยากเป็น คืออาการที่จิตพอใจยินดีในสถานะความไม่เป็นต่างๆหรือพอใจในความไม่เกิดในภพ โดยมองเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นของที่ขาดสูญ ไม่มีการสืบต่ออย่างมีเหตุปัจจัยโดยอาศัยความคิดที่เรียกว่าอุจเฉททิฏฐิ อาการของความคิดในลักษณะอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นวิภวตัณหา

ดังนั้นตัณหาทั้ง ๓ นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลเข้าไปยึดมั่นถือมั่นทะยานอยากได้สิ่งทั้งปวงคือกามคุณทั้ง๕ สูงยิ่งขึ้นไป ครั้นไม่ได้ตามความปรารถนาที่ตนประสงค์ไว้ หรือสิ่งที่ได้มาแล้วเกิดพลัดพรากจากไปก็คร่ำครวญเศร้าโศก พิไรรำพันถึง จึงต้องเกิดใหม่ในภพต่อๆ ไป ย่อมประสบความทุกข์ทุกๆ ภพ หรือขัดขวางไม่ให้กระทำบุญกุศลย่อมคอยติดตามไปตลอดเวลา

สรุปความว่าตัณหา คือความทะยานอยากได้ในกามคุณ ๕ ยิ่งๆ ขึ้นไป หาที่สิ้นสุดไม่ได้ สัตว์จึงต้องเกิดในภพใหม่ต่อๆไป ด้วยความยึดถืออันเป็นอุปาทานในกามคุณ มารย่อมติดตามคอยบั่นทอนไม่ให้กระทำสั่งสมความดีจึงต้องติดข้องอยู่ในภพทั้ง๓ นั้นตลอดกาล ดังพรรณนามาฉะนี้.

………………………………………………………………………………………………………..

อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน        กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา

สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย          นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตํ.

จงเด็ดเยื่อใยในตนเสีย เหมือนเอาฝ่ามือเด็ดบัวในฤดูแล้ง จงเพิ่มพูนทางสงบ (ให้ถึง) พระนิพพานที่พระสุคตแสดงแล้ว.ขุททกนิกาย ธรรมบท

คำว่า ตน หมายถึง กายกับใจที่รวมเข้าด้วยกัน จึงเรียกว่า ตน ตนนั้นย่อมเป็นที่รัก เยื่อใยคือคนทุกคนย่อมรักตนเอง หวังที่จะให้ตนมีความสุขความสบายทั้งกายและใจ จึงต้องพยายามกระทำการงานประกอบธุรกิจ เพื่อได้มาซึ่งวัตถุ สิ่งบำรุงบำเรอตน เพราะเหตุที่มีความรัก ความเยื่อใยของตนจึงเป็นเหตุให้กระทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรมบ้างทำในสิ่งที่ถูกต้องศีลธรรมบ้าง แต่การรักษาตนที่ถูกต้องนั้น ต้องพยายามตัดความรัก ความเยื่อใยในตนเองด้วยการฝึกหัดตน ทรมานตนจนสุภาพเรียบร้อย มีความสงบ ระงับความรักความเยื่อใยในตน จึงได้ที่พึ่งทางใจอย่างสมบูรณ์สมด้วยสุภาษิตว่า อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ แปลว่า บุคคลมีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งซึ่งได้โดยยากดังนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า การฝึกตนดีแล้ว ย่อมตัดความรักความเยื่อใยของตนเสียได้ไม่ให้ตนหลงมัวเมาในสิ่งยั่วยวน ยินดีอยู่ในเบญจกามคุณที่นำไปสู่ความทุกข์ ความเดือดร้อนตลอดกาล   ครั้นตัดความรักความเยื่อใยได้แล้วเพิ่มพูนทางความสงบระงับดับความทุกข์ ความเร่าร้อนได้แล้ว ก็บรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่ระงับดับกิเลสได้เพราะพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง อันพระสุคตแสดงไว้ดีแล้ว

สรุปความว่าบุคคลที่รัก เยื่อใยตนเองที่แท้จริงนั้น ต้องฝึกหัดตนให้มีความอดทน อดกลั้น เข้มแข็งสามารถเป็นที่พึ่งและสงบ ระงับดับกิเลสได้หมดสิ้นไป ก็บรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่สงบสุขอย่างยิ่งดังพรรณนามาฉะนี้.

……………………………………………………………………………………………………….

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย          อสพฺภา จ นิวารเย

สตํ หิ โส ปิโยโหติ           อสตํ โหติ อปฺปิโย.

บุคคลควรเตือนกันควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี.ขุททกนิกาย ธรรมบท

การว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในเมื่อบุคคลมีความปรารถนาดีต่อกัน ครั้นเห็นผู้อื่นจะเป็นญาติมิตรหรือสหายคนใดคนหนึ่งมีความประพฤติผิดต่อศีลธรรม และมีความประมาท เผอเรอ ผิดพลาดในการกระทำการงานมีความเสียหายเกิดขึ้น เป็นไปในทางที่ไม่ถูก ไม่ควร ไม่เหมาะสม ก็ช่วยชี้นำว่ากล่าวตักเตือนและสอนผู้อื่นที่ประพฤติผิดให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ประกอบด้วยธรรมด้วยจิตที่มีเมตตาเพื่อช่วยป้องกันให้พ้นจากคนไม่ดีให้หันกลับมาเป็นคนดี มีความสุขที่ประกอบไปด้วยคุณธรรมเพราะผู้ที่ชักชวน ชี้นำให้ผู้อื่นเป็นคนดี นับว่าเป็นการให้ธรรมะ เพราะการให้ธรรมะนั้นชนะการให้ทั้งปวงและผู้ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ควรโกรธ ควรพิจารณาให้เห็นว่าการตักเตือนนั้นถือว่าเป็นการชี้หรือบอกขุมทรัพย์ให้แก่ตน แล้วประพฤติปฏิบัติตามคำชี้แนะนั้น และผลที่ได้รับคือเป็นคนดีมีประโยชน์ตลอดถึงเป็นที่รักในหมู่ของคนผู้ที่ประพฤติชั่ว สร้างบาปกรรมไว้มากมาย เพราะผู้มีความประพฤติดีปฏิบัติชอบมีชีวิตที่มีความสุข และประพฤติตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งเป็นบุคคลที่หาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าบุคคลผู้ที่ตักเตือน และสอนให้คนอื่น มีความประพฤติดีปฏิบัติชอบ ประกอบไปด้วยคุณธรรมย่อมเป็นที่รักที่เคารพของบุคคลทั่วไป และผู้ที่ประพฤติตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น คือแนะนำตักเตือน สอนให้ผู้อื่นประพฤติดีปฏิบัติชอบ ผลที่ได้รับก็คือ ตนเองมีความสุขกายสบายใจและสังคมก็อยู่อย่างสันติสุข ดังพรรณนามาฉะนี้.

……………………………………………………………………………………………….

กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา          วีตตณฺโห สทา สโต

สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกฺขุ        ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา.

ภิกษุผู้เห็นโทษในกามมีความประพฤติประเสริฐ ปราศจากตัณหามีสติทุกเมื่อ พิจารณาแล้ว ดับกิเลสแล้ว ย่อมไม่มีความหวั่นไหว.ขุททกนิกาย จูฬนิทฺเทส

คำว่ากาม แปลว่า ความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา กามนั้นแบ่งเป็น ๒ อย่างคือ ๑. กิเลสกามกิเลสเป็นเหตุใคร่ ๒. วัตถุกาม พัสดุอันน่าใคร่ ปุถุชนผู้ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส เว้นผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้วล้วนตกอยู่ในอำนาจของกาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะเข้าไปยึดถือ ติดข้อง พอใจอยู่ในกิเลสกามและทะยานอยากได้สิ่งที่ตนปรารถนายิ่งๆขึ้นไป คือปรารถนาในรูปที่สวยงาม เสียงอันไพเราะ กลิ่นอันหอมหวน รสที่อร่อย และสัมผัสที่นิ่มนวลเพราะบุคคลผู้ที่ยังเป็นปุถุชนหนาแน่นไปด้วยกิเลส หาความอิ่มในกามทั้งหลายไม่ได้ มีแต่ความทะยานอยากในกามคุณนั้นยิ่งๆขึ้นไปตามที่ได้กล่าวแล้ว เมื่อมีความทะยานอยากมากเท่าไร ก็มีความทุกข์มากเท่านั้น

แต่ภิกษุผู้เห็นโทษในกามทั้งหลายแล้วก็ประพฤติสิ่งที่ประเสริฐปราศจากความทะยานอยาก ด้วยการมีสติ ความระลึกได้อยู่ทุกเมื่อ หรือทุกขณะที่กระทำการงานประกอบธุรกิจทุกอย่าง พิจารณาให้เห็นโทษของกิเลสกามนั้นตามเป็นจริงว่าเป็นไปเพื่อความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา แล้วสามารถดับกิเลสนั้นได้ ก็เป็นผู้มั่นคง หนักแน่น ไม่อ่อนไหวต่อกิเลสที่มายั่วยวนชื่อว่าบรรลุพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่ดับกิเลสได้สนิทจึงพบแต่ความสงบสุขเป็นอย่างยิ่ง

สรุปความว่าภิกษุมองเห็นโทษในกามได้ว่า เป็นไปเพื่อความทุกข์ ความเดือดร้อน ดังนี้แล้ว ก็มีความประพฤติสิ่งที่ประเสริฐปราศจากตัณหาความทะยานอยากได้ด้วยการมีสติควบคุม ไม่หวั่นไหวไปตามกิเลส สามารถดับกิเลสให้หมดสิ้นไปบรรลุถึงพระนิพพาน ตามที่ได้พรรณนามาฉะนี้.

………………………………………………………………………………………………….

ขตฺติโย จ อธมฺมฏฺโฐ          เวสฺโส จาธมฺมนิสฺสิโต

เต ปริจฺจชฺชุโภ โลเก          อุปปชฺชนฺติ ทุคฺคตึ.

กษัตริย์ไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรมและแพศย์ (คนสามัญ) ไม่อาศัยธรรม ชนทั้ง ๒ นั้นละโลกแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ. ขุททกนิกาย ชาตก ปญฺจกนิปาต

ประเทศชาติหรือหมู่ชนใดที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองแผ่นดิน เป็นผู้นำประชาชนในประเทศ ถ้าหากพระองค์ไม่ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมธรรมสำหรับพระราชา ๑๐ ประการ คือ

๑. ทาน  การพระราชทานให้แก่ประชาชนทั้งปวง ทั้งที่เป็นส่วนวัตถุ ทั้งที่เป็นส่วนกำลังทั้งปวง
แห่งพระราชวรกาย และพระราชหฤทัย

๒. ศีล  ความมีพระราชจริยวัตร คือการปฏิบัติที่ปรากฏออกมาทางพระกาย วาจาที่ดีงามแก่ประชาชน

๓. บริจาค คือ ทรงสละทุกอย่างเพื่อความสุขแก่ประชาชน เพื่อความดำรงอยู่แห่งประเทศชาติ เพื่อรักษาศาสนาและโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา

๔. อาชชวะ ความเป็นผู้ตรง คือทรงปฏิบัติตรงต่อประชาชน อันส่องถึงพระราชอัธยาศัยที่ซื่อตรง

๕. มัททวะ ความเป็นผู้อ่อนโยน ไม่กระด้างความคิดแม้ที่จะดูหมิ่นถิ่นแคลนใครๆทั้งสิ้น

๖. ตบะ ความเพียร คือ ทรงประกอบด้วยความเพียรเป็นอย่างยิ่ง

๗. อักโกธะ ความไม่โกรธ คือ ไม่ทรงแสดงความโกรธให้ใครมองเห็น

๘. อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน หมายถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงช่วยเหลือประชาชนในที่ใดมีความทุกข์ ความเดือดร้อนก็เสด็จไปทรงช่วยที่นั้นให้ได้รับความผาสุก

๙. ขันติ  ความอดทน สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์เองได้เป็นอย่างดี

๑๐. อวิโรธนะ ความไม่ผิด หมายถึง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ไม่ผิด คือถูกต้องอันเกิดจากพระปัญญาที่ได้ใคร่ครวญแล้วและหากประชาชนไม่อาศัยธรรมตามที่ได้กล่าวแล้วก็จะอยู่ด้วยความทุกข์ความเดือดร้อน แม้ละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ คือเสวยทุกข์เดือดร้อน แต่ทางตรงกันข้ามกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศชาติด้วยทศพิธราชธรรมแล้ว ประชาชนของพระองค์ก็ประพฤติธรรมนั้นด้วยชนทั้ง ๒ นั้น อยู่กันอย่างสันติสุข แม้ละโลกนี้ไปแล้วก็ไปสู่สุคติ เสวยความสุขฝ่ายเดียวดังพรรณนามาฉะนี้.

……………………………………………………………………………………………………

คตทฺธิโน วิโสกสฺส             วิปฺปมุตฺตสฺส สพฺพธิ

สพฺพคนฺถปฺปหีนสฺส           ปริฬาโหวิชฺชติ.

ท่านผู้มีทางไกลอันถึงแล้วหายโศก หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ละกิเลสเครื่องรัดทั้งปวงแล้ว ย่อมไม่มีความเร่าร้อน.ขุททกนิกาย ธรรมบท

คำว่าทางไกล ในที่นี้หมายถึงการดำเนินชีวิต หรือการมีชีวิตอยู่จากการที่คลอดออกจากท้องมารดาแล้วดำเนินชีวิตให้ถึงจุดหมายของชีวิต ต้องใช้เวลาอันยาวนาน จึงชื่อว่าท่านผู้มีทางไกลในเมื่อยังไม่ถึงจุดหมายย่อมมีความทุกข์ เศร้าโศก พอใจ เสียใจ คละเคล้ากันไป เพราะเหตุว่ามีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดมาผูกพันไว้ ให้ติดข้องอยู่ จึงต้องประสบทุกข์เพราะความเร่าร้อนแห่งกิเลสนั้น ที่มารบเร้าที่อยู่ในอำนาจแห่งตนไม่ให้พ้นไปจากกิเลสนั้นได้ จำต้องเดือดร้อนอยู่ในวัฏสงสาร คือวนเวียนอยู่ในทุกข์ ไม่สามารถจะแหวกว่ายออกไปได้ชื่อว่า ผู้มีทางไกล คือไม่สามารถถึงจุดหมายของชีวิตได้ แต่สำหรับท่านผู้ละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้แล้วหลุดพ้นออกจากวัฏทุกข์นั้น ก็เป็นผู้ที่มีทางไกลอันถึงแล้วคือถึงจุดหมายหรือสิ่งสูงสุดของชีวิต คือถึงพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่สงบ เย็น ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่านี้ชื่อว่าเป็นจุดหมายอันสูงสุดของชีวิตทุกคนจำต้องปรารถนา หรือดำเนินชีวิตไปให้ถึงพระนิพพานนั้นซึ่งเป็นธรรมที่สงบสุขอย่างยิ่ง

สรุปความว่าบุคคลผู้มีทางไกล คือมีชีวิตที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานแล้วก็หลุดพ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัดสัตว์ไว้ในโลกไปได้ไม่มีความเร่าร้อน มีแต่ความสงบเยือกเย็น เพราะดับกิเลสเครื่องร้อยรัดได้สิ้นเชิง ความทุกข์ความเร่าร้อนย่อมไม่มีไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ถึงจุดหมายอันสูงสุดแห่งชีวิตคือบรรลุถึงพระนิพพานดังพรรณนามาฉะนี้.

…………………………………………………………………………………………

จเช ธนํ องฺควรสฺส เหตุ                  องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน

องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ               จเช นโรธมฺมมนุสฺสรนฺโต.

พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ,เมื่อรักษาชีวิตพึงสละอวัยวะ, เมื่อคำนึงถึงธรรมพึงสละอวัยวะ ทรัพย์ และแม้ชีวิต ทุกอย่าง.ขุททกนิกาย ชาตก

อสีตินิปาตทรัพย์มีเงินทอง นา สวน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งของภายนอกร่างกายเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ หาได้พามาด้วยไม่ แม้จากโลกนี้ไปแล้วก็ไม่ได้เอาติดตัวไปด้วยครั้นได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งมีทรัพย์สินแล้ว อวัยวะบางส่วนของร่างกาย ได้รับความทุกข์มีความเจ็บป่วยเป็นต้น ก็ต้องรักษาพยาบาลให้หายจากการเจ็บป่วยนั้น ด้วยการสละทรัพย์ของตนเพื่อเป็นการรักษาอวัยวะไว้แต่เมื่อจะรักษาชีวิตไว้ในคราวที่ประสบอุบัติเหตุใกล้เสียชีวิต และเมื่อสละอวัยวะบางส่วนแล้วจะปลอดภัยพึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตไว้ เมื่อระลึกนึกถึงธรรมะ คือความถูกต้อง เป็นไปตามความจริงอันหมายถึงการดำรงไว้ซึ่งสภาพอันเป็นจริงนั่นเอง

ถึงแม้ว่าทรัพย์สินอวัยวะ และชีวิตจะถึงซึ่งความพินาศแตกสลายตายไป ก็ต้องยอมสละไปเพื่อได้มาซึ่งสัจธรรมซึ่งหมายความว่า ผู้ที่สละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตได้แล้วย่อมเป็นผู้ที่พบเห็นหรือแทงตลอดสัจธรรมย่อมเคารพนับถือสัจธรรมนั้นไว้เหนือสิ่งอื่นทั้งหมด เพราะว่าธรรมะหรือสัจธรรมนั้นแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา ครั้นทรงสละทรัพย์สมบัติทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต แล้วได้ตรัสรู้ก็ยังเคารพนับถือธรรมะที่ได้ตรัสรู้ เพราะผู้ที่ยึดถือธรรมะไว้เป็นที่พึ่งแล้วอยู่เป็นสุขตลอดไป

สรุปความว่าทรัพย์สินเงินทองนั้น เป็นสิ่งของภายนอกร่างกาย ครั้นหามาได้แล้วก็สละใช้จ่ายไปในคราวจำเป็นเพื่อรักษาไว้ซึ่งอวัยวะแต่คราวจำเป็นถึงขั้นเสียอวัยวะ ก็ควรสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต แม้ชีวิตก็สละได้เพื่อรักษาธรรมะไว้เป็นที่เคารพนับถือและเป็นสรณะที่พึ่ง จะได้อยู่เป็นสุขสงบ ตลอดชั่วนิรันดร.

………………………………………………………………………………………………..

ฉนฺทชาโต อนกฺขาเต         มนสาจ ผุโฐ สิยา

กาเม จ อปฏิพทฺธจิตฺโต      อุทฺธํโสโตติ วุจฺจติ.

พึงเป็นผู้พอใจและประทับใจในพระนิพพานที่บอกไม่ได้ ผู้มีจิตไม่ติดกาม ท่านเรียกว่า ผู้มีกระแสอยู่เบื้องบน.ขุททกนิกาย ธรรมบท

ความพอใจซึ่งมาจากคำว่า ฉันทะ เป็นคำกลางๆ เป็นได้ทั้งฝ่ายข้างดี และฝ่ายข้างเสีย ถ้าพอใจ ชอบใจในการกระทำความชั่วเป็นต้นว่าพอใจในการกล่าวคำหยาบคาย ประทุษร้ายผู้อื่น ก็เป็นฉันทะฝ่ายชั่ว ถ้าพอใจในการทำความดีเช่น บริจาคทาน กล่าวแต่คำสัตย์ ถือว่าเป็นฉันทะฝ่ายดีมีประโยชน์ แต่ฉันทะความพอใจในสุภาษิตนี้เป็นฉันทะฝ่ายดี คือพอใจชอบใจในพระนิพพาน เพราะพระนิพพานนั้นแปลว่า ดับ คือดับกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดความเศร้าหมองขุ่นมัว เดือดร้อน

ครั้นดับกิเลสได้แล้วก็มีสภาพที่ผ่องใสบริสุทธิ์ เพราะเป็นสภาวะที่เป็นสุขอย่างยิ่ง ผู้ที่บรรลุถึงพระนิพพานแล้วย่อมรู้ชัดเฉพาะตนไม่สามารถจะบอกใครได้ จึงเป็นผู้ที่ไม่ติดอยู่ในกาม คือพ้นจากกาม ความรักความใคร่ทั้งที่เป็นวัตถุกามและกิเลสกามไปเสียได้ เรียกได้ว่าเป็นผู้มีกระแสอยู่เบื้องบน หมายความว่า บุคคลนั้นมีสภาพจิตใจที่หลุดพ้นจากวัตถุกามและกิเลสกามอยู่เหนือความดีความชั่ว และความชั่วนั้นไม่สามารถจะไปรบกวนทำร้ายซึ่งจิตใจ อันมีกระแสในเบื้องสูงได้เพราะเป็นจิตที่มั่นคง หนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อความชั่วที่เกิดขึ้น จึงเป็นผู้ถึงซึ่งพระนิพพาน

สรุปความว่าฉันทะ คือความพอใจในการละกิเลสให้หมดสิ้นไป ไม่ติดข้องอยู่ในกามทั้งหลาย ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้บรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นธรรมที่สูงคืออยู่เหนือความชั่วทั้งหลาย จึงเป็นผู้ที่มีกระแสอยู่เบื้องบน พ้นกิเลสได้แล้วจึงประสบพบสุขตลอดกาลด้วยประการฉะนี้.

…………………………………………………………………………………….

ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา                       สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา        

เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ                        นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ.

ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่งสังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง รู้ข้อนั้นตามเป็นจริงแล้ว ดับเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง.ขุททกนิกาย ธรรมบท

บรรดาโรคทั้งหลายนั้นไม่มีโรคใดจะร้ายแรงเท่ากับโรคหิว เพราะว่าโรคอื่นๆ นั้น อาจบำบัดรักษาพยาบาลให้หายได้ด้วยการกินยาทายา หรือฉีดยาเพียงครั้งเดียว หรือสองครั้งเท่านั้น ไม่ต้องรักษาเป็นนิตย์เสมอไป และโรคอื่นๆนั้นเกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราว และในบุคคลบางคนเท่านั้น ส่วนโรคหิวนั้นต้องรับประทานอาหารต้องดื่มน้ำอยู่เสมอ จะขาดเสียมิได้ ทุกบ้านต้องมีครัว และครัวนั้นก็คือโรงพยาบาลโรคหิวนั่นเองความหิวนั้นเป็นโรคอย่างยิ่ง จึงต้องคอยบำบัดรักษาอยู่เป็นนิตย์เสมอไป ควรทราบได้ว่าชีวิตนี้เป็นอยู่ได้ด้วยอาหารแล้วปรุงแต่งขึ้นเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ต่อไปก็เปลี่ยนแปลงแตกสลายไปตามสภาวะซึ่งตกอยู่ในอำนาจแห่งไตรลักษณ์ คือเป็นอนิจจัง ความเป็นของไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์อนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน ผู้ที่รู้สภาวธรรมนั้นได้ตามที่เป็นจริงแล้วดับ คือบำบัดรักษาพยาบาลโรคหิวและสังขารได้ก็เป็นสุขสงบอย่างยิ่ง

สรุปความว่าบรรดาโรคทั้งหลายอื่นนั้นอาจบำบัดรักษาพยาบาลให้หายไปได้ด้วยการกินยา ทายา เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้งเท่านั้น ไม่ต้องรักษาเป็นนิตย์ แต่โรคหิวนั้นต้องบำบัดรักษาอยู่เป็นนิตย์ตลอดไปแล้วปรุงแต่งเป็นรูป เวทนา เป็นต้น ต่อไปก็ตกอยู่ในอำนาจไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขังอนัตตา ครั้นรู้ข้อนั้นได้ตามสภาวะอันเป็นจริงแล้วดับ คือบำบัดรักษาโรคหิวอันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ได้ก็อยู่เป็นสุขสงบอย่างยิ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้.

………………………………………………………………………………………….

เต ฌายิโน สาตติกา          นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา

ผุสนฺติ ธีรา นิพฺพานํ          โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ.

ผู้ฉลาดนั้นเป็นผู้เพ่งพินิจมีความเพียรติดต่อ บากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ ย่อมถูกต้องพระนิพพานอันปลอดจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่าไม่ได้. ขุททกนิกาย ธรรมบท

บุรุษผู้ฉลาดนั้นเป็นผู้มีปัญญา สามารถก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเอง และเป็นประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นเพ่งพินิจถึงธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติแล้วเพียรประพฤติธรรมนั้นให้ติดต่อกันไม่ให้ขาดสายหมายความว่า ประพฤติอยู่ทุกขณะอิริยาบถ ทุกขั้นตอนในการกระทำงานประกอบธุระหน้าที่ด้วยความอุตสาหะจึงได้ชื่อว่ามีความเพียรติดต่อกันแม้มีอุปสรรคมาขัดขวางก็ไม่ท้อถอย บากบั่นมั่นคงเสมอในการกระทำ สั่งสมเพิ่มพูนความดีอยู่เนืองนิตย์ในที่สุดก็ละความชั่วได้ทั้งหมด บรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นธรรมที่ดับกิเลสความชั่วได้ราบคาบและปลอดจากโยคะ คือสภาพอันประกอบสัตว์ไว้ด้วยความทุกข์ ๔ ประการ คือ ๑. กามโยคะ ความกำหนัดเป็นไปในกาม๒. ภวโยคะ ความกำหนัดในรูปภพและอรูปภพ ๓.ทิฏฐิโยคะ ความเห็นผิด ๔. อวิชชาโยคะ ความไม่รู้ในอริยสัจ๔ ธรรมอื่นที่มีความสุขยิ่งกว่าพระนิพพานไม่มี สมด้วยพระบาลีว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํแปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

สรุปความว่าบุรุษผู้ฉลาดมีปัญญาสามารถก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น เพ่งพินิจถึงธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติแล้วเพียรพยายามบากบั่นมั่นคงในการประพฤติปฏิบัติ กระทำสั่งสมความดี ในที่สุดละความชั่วได้แล้วย่อมถูกต้องพระนิพพานอันเป็นธรรมปลอดจากโยคะ คือสภาพอันประกอบสัตว์ไว้ด้วยทุกข์ พบความสุขสงบอย่างยิ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ดังพรรณนามาฉะนี้.

………………………………………………………………………………………….

นนฺทิสญฺโญชโน โลโก       วิตกฺกสฺส วิจารณา

ตณฺหาย วิปฺปหาเนน          นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ.

สัตว์โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูกพันมีวิตกเป็นเครื่องเที่ยวไป ท่านเรียกว่า นิพพาน เพราะละตัณหาได้. ขุททกนิกาย จูฬนิทฺเทส

คำว่าโลก โดยตรงหมายถึง แผ่นดินอันเป็นที่อาศัย ซึ่งเป็นเองโดยธรรมดาย่อมเป็นต่างๆ กัน โดยอ้อมหมายถึงสัตว์ผู้อาศัยอยู่ในโลกนี้ เป็นผู้มีความเพลิดเพลินในวัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่นรส และสัมผัสที่สวยงาม น่ารัก เพราะว่ากามคุณเหล่านี้เป็นเหยื่อล่อให้สัตว์หลงเพลิดเพลินติดอยู่หรือเป็นเครื่องผูกพันสัตว์ให้หลงมัวเมาอยู่ในทุกขณะที่เข้าไปสัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส ที่มากระทบ แล้วทะยานอยากได้สิ่งนั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อไม่ได้ตามที่ตนปรารถนาจึงมีความวิตกกังวลว่ากามคุณเหล่านี้จะพลัดพรากจากเราไป เมื่อวิตกกังวลอยู่ก็เกิดเป็นทุกข์ เดือดร้อน จึงต้องติดอยู่ในโลกนี้ถอนตนออกจากสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ เช่นนี้ย่อมได้เสวยทุกข์บ้าง สุขบ้าง แล้วแต่สิ่งเหล่านั้นจะพึงอำนวยแม้สุขก็เป็นเพียงอามิสที่มีเหยื่อเจือด้วยของล่อใจเป็นเหตุแห่งความติด ดุจเหยื่อคือเนื้ออันเบ็ดเกี่ยวไว้พึงเป็นผู้อันจะต้องถูกกิเลสชักจูงไปได้ตามความปรารถนา

ส่วนผู้เป็นบัณฑิตพิจารณาเห็นสภาพตามความเป็นจริงแห่งสิ่งนั้นๆก็ละความเพลิดเพลิน ไม่หลงมัวเมาในกามคุณ อันเป็นดุจเหยื่อล่อสัตว์ไว้ได้แล้ว เป็นผู้ไม่ติดข้องพัวพันอยู่ในเหยื่อล่อใจนั้นย่อมเป็นผู้ที่อิสระ ถอนตนออกจากสิ่งเพลิดเพลินนั้นก็บรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่ยกตนให้พ้นจากความทุกข์เพราะละความทะยานอยากได้นั่นเอง

สรุปความว่าสัตว์อาศัยอยู่ในโลกนี้ ส่วนมากย่อมเพลิดเพลินติดข้องอยู่ในเหยื่อล่อคือเบญจกามคุณทั้ง ๕ จึงไม่สามารถถอนตนให้พ้นจากทุกข์ แล้วบรรลุถึงพระนิพพาน ดังพรรณนามาฉะนี้.

……………………………………………………………………………………………………..

โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา         วิริยารมฺภญฺจ เขมโต

อารทฺธวิริยา โหถ              เอสาพุทฺธานุสาสนี.

ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านเป็นภัยเห็นการปรารภความเพียรเป็นความปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด นี้เป็นพุทธานุศาสนี. ขุททกนิกาย จริยาปิฎก

ความเกียจคร้านคือกิริยาอาการหรืออุปนิสัยจิตใจของมนุษย์ที่ไม่อยากจะทำงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับการมอบหมายที่ตนจะต้องทำตัวอย่าง เช่น นักเรียนนักศึกษาไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อศึกษาเล่าเรียน หรือชาวนาชาวไร่ไม่อยากออกจากบ้านไปทำไร่ไถนาเป็นต้น

การที่มนุษย์ไม่อยากทำงานตามหน้าที่ดังกล่าวมานั่นแหละคือตัวเกียจคร้านสิ่งที่พวกเขาชอบนำมาอ้างประกอบความเกียจคร้านนั้น คือมักอ้างว่า หนาวนัก ร้อนนัก เวลาเย็นแล้วยังเช้าอยู่ หิวนักและกระหายนักแล้วก็ไม่ทำการงาน ความเกียจคร้านจัดว่าเป็นภัยคือสิ่งที่น่ากลัวเพราะว่ามัวเกียจคร้านอยู่ วันเวลาก็ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้หน้าที่การงานเสียหายโภคทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนค่อยๆ หมดไป โภคทรัพย์ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น มรรคผลนิพพานที่พึงได้ก็สูญหายไป  เมื่อเห็นว่าความเกียจคร้านเป็นสิ่งที่น่ากลัวดังกล่าวมา  ทุกคนจึงควรปรารภความเพียร คือมีความขยันหมั่นเพียรทำงานตามหน้าที่ของตนด้วยความบากบั่นอดทน ในที่สุดก็จะได้รับผลของความขยันของตนเองตามสมควรทั่วกันทุกคน เช่น คนจนก็จะมีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มขึ้น  อาจถึงระดับเศรษฐี คนขยันประพฤติธรรมก็จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อมีฌานแก่กล้าเต็มที่ความเกียจคร้านเป็นสิ่งที่น่ากลัว ความขยันเป็นความปลอดภัย นั่นคือ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่มวลมนุษย์พึงตระหนักกันให้มากๆเพราะเป็นดุจเข็มทิศที่ชี้บอกทางแห่งความสุข และทางแห่งความทุกข์.

……………………………………………………………………………………….

ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ          อกฺขาตาโร ตถาคตา

ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ          ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเองตถาคตเป็นแต่ผู้บอก ผู้มีปกติ พ่งพินิจดำเนินไปแล้ว จักพ้นจากเครื่องผูกของมาร.ขุททกนิกาย ธรรมบท

ในที่นี้ประสงค์เอาคำสอนที่มุ่งให้พุทธบริษัทเป็นคนขยันหมั่นเพียรในธุระหน้าที่ของตนเองไม่มัวประมาทเกียจคร้านปล่อยให้วันเวลาผ่านล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ เช่น ภิกษุสงฆ์ท่านก็สอนให้รีบศึกษาเล่าเรียนเอากรรมฐานจากครูบาอาจารย์แล้วเข้าไปหาที่สงบสงัดตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ดำเนินตามมรรคมีองค์ ๘ ที่พระตถาคตเจ้าตรัสสอนไว้ ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการออกบวชอย่างแท้จริง

ส่วนคนที่เกียจคร้านไม่บำเพ็ญเพียรนั้น จะไม่ได้รับผลอะไรดีเลย เพราะการบรรลุธรรมนั้นไม่สามารถจะแบ่งปันกันเช่นเดียวกับข้าวปลาอาหารได้เนื่องจากเป็นสมบัติเฉพาะบุคคล ผู้มีปกติเพ่งพินิจดำเนินไปตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์แล้วก็จักพ้นจากเครื่องผูกของมารคือพ้นจากสังโยชน์ ๑๐ ประการ ที่ผูกมัดใจสัตว์ไว้กับทุกข์ แบ่งเป็นเบื้องต่ำ ๕ อย่างคือ สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยสีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต กามราคะ ความติดใจในกามคุณและปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ และสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ คือ รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีตอรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม มานะ ความถือตัว อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน และอวิชชา ความไม่รู้จริง

พุทธบริษัทผู้ปรารภความเพียรไม่เกียจคร้าน มีปกติเพ่งพินิจดำเนินไปตามมรรคมีองค์ ๘ ย่อมจะหลุดพ้นจากเครื่องผูกของมารได้ดังบรรยายมานี้.

………………………………………………………………………………………..

นิทฺทํ ตนฺทิํ วิชิมฺหิตํ                       อรติํ ภตฺตสมฺมทํ

วิริเยน นํ ปณาเมตฺวา                      อริยมคฺโค วิสุชฺฌติ.

อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์เพราะขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจ ความไม่ยินดี และความเมาอาหารนั้นได้ด้วยความเพียร.สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

อริยมรรคคือ หนทางอันนำไปสู่ความเป็นอริยบุคคลแต่ละขั้น คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์หรืออีกอย่างหนึ่งแปลว่า หนทางอันประเสริฐ เรียกแบบสามัญว่า มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ คือเห็นอริยสัจ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ คือดำริออกจากกาม และดำริในการไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา การเจรจาชอบ คือเว้นจากทุจริต ๔ สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือเว้นจากกายทุจริต ๓ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ คือเพียรทำบุญทำกุศลให้มาก เพียรละบาปที่เกิดแล้วให้หมดสิ้นและรักษาอย่าให้เกิดมีอีก สัมมาสติระลึกชอบ คือระลึกในเรื่องกาย เวทนา จิต และธรรม สัมมาสมาธิ ตั้งใจไว้ชอบ คือการเจริญฌานทั้ง ๔

อริยมรรคมีองค์๘ ประการนี้ เป็นหนทางนำผู้ดำเนินตามไปสู่ประตูแห่งพระนิพพานที่เป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเมื่อบุคคลได้ปฏิบัติไปตามอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล้ว ก็จะกำจัดขับไล่สิ่งชั่วร้ายภายในตนเองเช่น ความหลับ ความเกียจคร้าน ความไม่ยินดี และความมัวเมาต่างๆ เป็นต้น ให้หมดสิ้นไปได้ผลของอริยมรรคก็จะอำนวยตามให้ คือมนุษย์ผู้ปฏิบัติตามจะเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสตัณหาและสิ่งผูกมัดต่างๆได้ในที่สุด เปรียบเหมือนคนเดินไปตามทางที่สะอาด ราบเรียบ และปลอดภัย ย่อมจะได้บรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ได้ฉะนั้น.

…………………………………………………………………………………………….

โย จ วสฺสสตํ ชีเว             ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย           ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน

ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวดีกว่า.ขุททกนิกาย ธรรมบท

คนที่มีปัญญาทรามหรือคนโง่เขลา และมีจิตใจไม่คงที่ ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ นั้น มักจะทำอะไรไม่สำเร็จคนเช่นนี้แม้จะทำงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่สามารถที่จะรับผิดชอบให้งานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้เพราะความเขลาเป็นเหตุนั่นเอง แม้เขาจะเกิดมาและมีอายุยืนยาวเป็นร้อยปีก็คงเติบโตแต่ร่างกายเท่านั้นส่วนสติปัญญาและความรู้สึกนึกคิด หาได้เจริญเติบโตไปตามรูปร่างไม่

ฉะนั้นชีวิตของเขาจึงยากที่จะประสบความเจริญ ไม่ว่าทางคดีโลก หรือคดีธรรม แม้จะมีอายุยืนนานสักเพียงใดก็คงใช้ชีวิตไปในทางเสื่อม เพราะไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษแล้ว ก็อาจก่อกรรมทำชั่วให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนชีวิตจึงเป็นโมฆะไร้คุณค่า ส่วนคนมีปัญญา หรือคนฉลาดนั้นให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นตลอดเวลาฉะนั้น ชีวิตของคนใช้ปัญญาจึงเต็มไปด้วยประโยชน์ มีคุณค่าเป็นที่ต้องการของสังคมทุกแห่งหน

ด้วยเหตุนี้ผู้หวังความเจริญก้าวหน้าและต้องการให้ตนเองมีคุณค่าพึงแสวงหาปัญญาด้วยการหมั่นศึกษาเล่าเรียนโดยเคารพเถิดพึงใช้ปัญญานั้นๆ ไปในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นตลอดไป หากทำได้อย่างนี้ชีวิตก็จะมีคุณค่าและเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน.

 …………………………………………………………………………………………………………..

สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน         ปญฺญวา สุสมาหิโต

อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต        โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ.

ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้ว ปรารภความเพียร ตั้งตนไว้ในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก.สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลคือมนุษย์ผู้เกิดมามีชีวิตอยู่บนพื้นโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด วัยใด เมื่อเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วก็ตั้งใจสมาทานรักษาศีลตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้เช่น พระภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ สามเณรรักษาศีล ๑๐ ข้อ อุบาสกอุบาสิการักษาศีล ๕ ข้อหรือ ๘ ข้อในวันอุโบสถ เมื่อทุกคนรักษาศีลไว้ได้ดี ศีลไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย ชื่อว่ามีศีลสมบูรณ์หรือมีศีลถึงพร้อม

คนมีปัญญาคือคนมีความฉลาดรอบรู้ในสิ่งที่มนุษย์ควรจะรู้ ทั้งทางโลกและทางธรรม รู้ดีหรือรู้ชั่ว ต่อไปจิตใจก็จะมีความสงบนิ่งมั่นคง ไม่หวั่นไหวเอนเอียงไปตามโลกธรรม ๘ ประการ คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ เป็นคนมีความเพียร ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีความรับผิดชอบต่อกิจการงานที่ตนจะต้องทำให้เสร็จตามอำนาจและหน้าที่ ไม่ปล่อยวันเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ ตั้งตนไว้ถูกต้องเหมาะสมกับเพศและวัยของตน

คนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กล่าวมาแล้ว คือ มีศีลสมบูรณ์ตามสภาวะของตน และจำนวนบทบัญญัติของพระพุทธเจ้า มีปัญญารู้แจ้งแทงตลอดสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง มีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม ดุจภูเขาไม่โอนเอนอ่อนไหวไปตามแรงลม ปรารภความเพียรอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ตั้งตนเอาไว้ในฐานะที่เหมาะสมกับเพศและวัย เช่น เป็นพระสงฆ์ผู้ทรงศีล เป็นผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณธรรม เป็นต้น ย่อมจะเป็นผู้ที่ข้ามโอฆะ คือวัฏสงสารที่มนุษย์ข้ามไปได้ยาก โอฆะนั้นคือห้วงน้ำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลก ท่วมทับใจสัตว์ไว้ในความทุกข์ มี ๔ ประการ คือ กาม สิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจภพ สถานที่อยู่ของสัตว์, ทิฏฐิ ความเห็น และอวิชชา ความโง่เขลาไม่รู้จริง.

…………………………………………………………………………………………………………

วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา             อวิวาทญฺจ เขมโต

สมคฺคา สขิลา โหถ           เอสาพุทฺธานุสาสนี.

ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียงมีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นพระพุทธานุศาสนี. ขุททกนิกาย จริยาปิฎก

ตามพุทธสุภาษิตนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนให้พุทธสาวกผู้เป็นบริษัทของพระองค์ได้มองเห็นโทษของความทะเลาะวิวาทเพราะเหตุของความโลภหรือความเห็นแก่ตัว และให้มองเห็นอานิสงส์ของการไม่ทะเลาะวิวาทกันก็เท่ากับว่าพระองค์สอนให้มนุษย์เป็นผู้มีความรัก ความสามัคคี ความเสียสละ ช่วยเหลือกันและกันการมีความรักและสามัคคีกันนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการปกครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตของมวลมนุษย์
ความรักและสามัคคีสร้างสันติภาพให้กับชุมชน ประเทศชาติ และโลกได้อย่างไม่มีปัจจัยอะไรอื่นมาเทียบเท่า
ไม่ว่าในอดีตปัจจุบัน หรืออนาคตข้างหน้า เมื่อมนุษย์ทะเลาะวิวาทกันหรือแม้แต่พวกสัตว์เดรัจฉานทะเลาะกันก็จะได้รับแต่ความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นด้านชีวิตหรือทรัพย์สิน สงครามโลกหรือสงครามระหว่างประเทศ หรือแม้แต่สงครามภายในประเทศเองก็ตาม ที่เกิดมีขึ้นมานั้นก็เกิดมาจากการทะเลาะวิวาทไม่ยินยอมกันของกลุ่มคนนั่นเอง ท่านจึงจัดว่าเป็นภัยคือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก เพราะก่อความทุกข์และความสูญเสียให้เกิดขึ้น ตรงกันข้ามกับการไม่ทะเลาะวิวาทกัน มีแต่ความรักความสามัคคีกัน จะส่งผลให้มนุษย์ได้รับความสุขความเจริญ ความมั่นคง ก้าวหน้าอยู่สม่ำเสมอทุกๆ ด้าน เช่น ด้านชีวิต ด้านการเมืองการปกครองฯลฯ

ดังนั้นการไม่ทะเลาะวิวาทกัน การมีความรักความสามัคคีพร้อมเพรียงกันเมื่อมีการไม่ลงรอยกันเพราะความคิดเห็น หรือการกระทำอันใดอยู่บ้าง มนุษย์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐจึงควรจะมีความประนีประนอมกันให้อภัย ไม่จองเวรกัน ก็จะจัดได้ว่าปฏิบัติตามคำสอนข้อนี้ และจะได้รับอานิสงส์ที่ดีอย่างแน่นอน.

………………………………………………………………………………………..

สามคฺยเมว สิกฺเขถ            พุทฺเธเหตํ ปสํสิตํ

สามคฺยรโต ธมฺมฏฺโฐ          โยคกฺเขมา น ธํสติ.

พึงศึกษาความสามัคคีความสามัคคีนั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายสรรเสริญแล้ว, ผู้ยินดีในสามัคคี ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ.ขุททกนิกาย ชาตก เตรสนิปาต

ความสามัคคีคือ ความพร้อมเพรียงกัน ๒ ทาง คือ กายสามัคคี ความพร้อมเพรียงกันทางด้านร่างกาย เช่นทำงานร่วมกัน ออกกำลังยกของหนักร่วมกัน หรือนักกีฬาก็เล่นเป็นทีม อีกอย่างหนึ่งคือจิตตาสามัคคี ความพร้อมเพรียงทางด้านจิตใจ หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน ความพร้อมเพรียงสามัคคีกันนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกเพศทุกวัยต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้แจ่มชัดทั้งด้านประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อมีความสามัคคีกัน และโทษที่จะได้รับหากขาดความสามัคคีกัน

ความสามัคคีนั้นเป็นสิ่งที่ผู้รู้ทั้งหลายสรรเสริญว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม มีประโยชน์ นำไปใช้ได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารครอบครัวบริหารชุมชน บริหารธุรกิจ บริหารประเทศชาติบ้านเมือง ล้วนต้องอาศัยความสามัคคีเป็นอันดับหนึ่งจะขาดเสียไม่ได้ โครงการต่างๆ ที่วางไว้ทั้งระยะสั้น และระยะยาวจะสำเร็จลงได้ต้องอาศัยความร่วมมือของคนทุกฝ่ายมนุษย์เราเองก็เหมือนกันที่มีชีวิตอยู่อย่างปราศจากโรคภัยเบียดเบียนก็เพราะว่า ธาตุทั้ง๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟในร่างกายมนุษย์สามัคคีพร้อมเพรียงกันทำงานตามหน้าที่อย่างสม่ำเสมอคนเราจึงสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอยู่ได้ แต่ถ้าหากธาตุใดธาตุหนึ่งขัดข้อง ทำงานตามหน้าที่ไม่เต็มที่คนเราก็จะเจ็บป่วยไม่สบายได้

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ไม่ชอบอยู่โดดเดี่ยว การอยู่ร่วมกันจึงต้องอาศัยความสามัคคีเป็นหลักยึดเหนี่ยวใช้ความสามัคคีธรรมเป็นตัวประสานสัมพันธ์กันระหว่างเพื่อนมนุษย์ จึงจะได้รับสิ่งที่ดีงามตามที่ทุกคนปรารถนากันทั้งในปัจจุบันและอนาคต.

………………………………………………………………………………………………….

สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี         สมคฺคานญฺจนุคฺคโห

สมคฺครโต ธมฺมฏฺโฐ           โยคกฺเขมา น ธํสติ.

ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุขและการสนับสนุนคนผู้พร้อมเพรียงกันก็เป็นสุข, ผู้ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ.ขุททกนิกาย อิติวุตฺตก

ความพร้อมเพรียงหมายถึง ความร่วมแรงร่วมใจกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมนุษย์หรือสัตว์ที่อาศัยกันอยู่เป็นกลุ่มๆเช่น พวกมด พวกปลวก เป็นต้น มาจากคำบาลีว่า สามัคคี นั่นเอง ซึ่งท่านแบ่งออกได้ ๒ อย่างคือ กายสามัคคี ความสามัคคีกันทางกาย และจิตตสามัคคี ความสามัคคีทางด้านจิตใจ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน ต้องการเพื่อน ไม่ชอบการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ก็วางหลักธรรมสำหรับเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความสามัคคีไว้ เรียกว่า สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ ทาน การเสียสละ แบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่เพื่อนมนุษย์ปิยวาจา การพูดจาสนทนาปราศรัยกันด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน น่าฟัง อัตถจริยา การบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่กันและกัน เช่น ช่วยเพื่อนทำงานช่วยรักษาพยาบาล ช่วยสงเคราะห์ด้านอื่นๆ เป็นต้น และสมานัตตตาคือ การวางตนได้อย่างเสมอกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ความพร้อมเพรียงของมวลมนุษย์จะดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยธรรมะ๔ ประการนี้

เมื่อคนมีความสามัคคีกันไม่แบ่งแยกเป็นกลุ่มเป็นพวก ก็จะได้รับแต่ความสุข ความเจริญ การสนับสนุนคนผู้พร้อมเพรียงเป็นปึกแผ่นสมานสามัคคีกันนั้นก็จัดเป็นความสุขทั้งตัวผู้สนับสนุนและกลุ่มคนผู้สามัคคีกันนั้น เพราะว่าต่างฝ่ายก็ได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้รับผู้ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน ตั้งตนอยู่ในธรรมตามหลักศาสนาย่อมจะได้รับสุขสมบัติตามที่ปรารถนาทุกประการทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า ซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย”.

……………………………………………………………………………………………….

อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต          สุสีลาโหถ ภิกฺขโว

สุสมาหิตสงฺกปฺปา             สจิตฺตมนุรกฺขถ.

ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลดีงาม ตั้งความดำริไว้ให้ดี คอยรักษาจิตใจของตน.ทีฆนิกาย มหาวคฺค

คำว่าไม่ประมาท ท่านแบ่งออกเป็นหลายประเภท คือ ประมาทในวัยคือคิดว่าตนยังมีอายุน้อย ไม่ต้องทำความดีไม่ต้องเข้าวัดฟังธรรม ไม่ต้องรักษาศีล ๕ ศีล ๘ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของคนแก่ประมาทในฐานะ คิดว่าตัวเองมีฐานะร่ำรวยแล้ว ก็ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ไม่หามาเพิ่มเติมประมาทในชีวิต คิดว่าตัวเองจะมีอายุยืนยาว ควรจะหาความสุขทางโลกไปก่อน เป็นนักเลงสุราเป็นนักเลงหญิง นักเลงการพนัน คบแต่นักเลงหัวไม้ เหล่านี้เป็นต้น ชื่อว่าประมาท แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่ประมาทเป็นเหมือนกับคนที่ตายแล้ว ตรัสสอนไม่ให้ประมาทให้มีสติ คือรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าขณะนี้เรากำลังทำ พูด คิดอะไร ขณะนี้เราเป็นอะไร มีหน้าที่อะไรเช่น เป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา พ่อ แม่ ลูก ต่างคนต่างทำหน้าที่ตามหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดก็จะไม่มีปัญหา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก

พระองค์ตรัสสอนให้เป็นผู้มีศีลคือเป็นผู้รักษากาย วาจาให้เรียบร้อย ตั้งความดำริชอบ คือดำริที่จะตั้งกาย ตั้งจิตของตนให้ออกไปจากกามทั้งกิเลสกาม และวัตถุกาม ดำริในการที่อดกลั้น อดทน ให้อภัย ไม่ผูกใจเจ็บอาฆาตพยาบาทต่อบุคคลอื่นให้จิตอยู่ด้วยเมตตากรุณาต่อคนและสัตว์ทั้งหลาย ดำริในการที่จะไม่เบียดเบียนใคร ต้องการให้สัตว์ทุกหมู่เหล่าผู้มีทุกข์ให้พ้นจากทุกข์ประสบความสุขความเจริญด้วยกันหมด ตรัสสอนให้คอยรักษาจิตใจของตน คือในตัวเราทุกคนมีใจเป็นใหญ่เป็นประธาน มีใจเลิศประเสริฐ เมื่อรักษาใจให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมความดีงามแล้ว ก็ได้ชื่อว่ารักษากายและวาจาด้วยฉะนั้นแล.

…………………………………………………………………………………………………..

อปฺปมาทรตา โหถ             สจิตฺตมนุรกฺขถ

ทุคฺคา อุทธรถตฺตานํ          ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร.

ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้น
ฉะนั้น. ขุททกนิกาย ธรรมบท

อัปปมาทะ คือความไม่ประมาท คือความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุมได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและการกระทำทุกอย่างระมัดระวังตัวไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม ไม่ประมาท เพราะว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไม่แน่นอนอาจจะตายในวันนี้ พรุ่งนี้ ปีนี้ หรือปีหน้าก็ไม่รู้ ในด้านคฤหัสถ์ก็รีบเร่งทำบุญให้ทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ตามกำลังความสามารถ ส่วนบรรพชิตนักบวชก็ควรปฏิบัติอุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยให้มาก ด้วยความเคารพ สมาทานธุดงค์ องค์เครื่องกำจัดกิเลสเจริญเมตตาภาวนาตามความสามารถของตนๆ นี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท พระพุทธองค์ทรงสอนให้ยินดีในความไม่ประมาทดังกล่าวมา และทรงสอนให้คอยรักษาจิตของตน คือคนเรามีจิตใจเป็นใหญ่ เป็นประธาน ถ้ารักษาจิตได้ชื่อว่ารักษาได้ทั้งกายและวาจาเพราะการทำ การพูดทุกอย่าง จิตเป็นผู้สั่ง กายและวาจาก็ปฏิบัติตาม เพราะถ้ารักษาจิตให้เป็นไปในทางที่ดีแล้วกายวาจาก็ดีไปด้วย

คำว่ารักษาจิต ในที่นี้ก็คือ หมั่นอบรมบ่มจิตให้คิดถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมให้เป็นจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นถูก เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คำว่า จงถอนตนขึ้นจากหล่มหล่มในที่นี้ได้แก่ กิเลสคือเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง ได้แก่ โลภ โกรธ หลง พระองค์สอนให้ถอนจิตจากกิเลสเหล่านี้ถึงแม้ว่ายังถอนไม่ได้ในวันเดียว ก็พยายามถอนทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดก็จะหมดไปเองเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน อันเป็นบรมสุขสุดยอดในทางพระพุทธศาสนา ดุจช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นจากหล่มได้ได้รับความสุขสำราญฉะนั้น.

………………………………………………………………………………………………

อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ            ปมาเท ภยทสฺสิ วา

สญฺโญชนํ อณุํ ถูลํ           ฑหํ อคฺคีว คจฺฉติ.

ภิกษุยินดีในความไม่ประมาทหรือเห็นภัยในความประมาท ย่อมเผาสังโยชน์น้อยใหญ่ไป เหมือนไฟไหม้เชื้อน้อยใหญ่ไปฉะนั้น. ขุททกนิกาย ธรรมบท

พระพุทธสุภาษิตนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้พุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้ยินดีในความไม่ประมาทให้มีสติอยู่เสมอ ส่วนความประมาทก็คือ ความปล่อยสติ มีสติหลงมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มัวเมาในวัย และเมาในชีวิต ผู้ที่ประมาทแล้วแม้มีชีวิตอยู่ ก็สักว่าอยู่ด้วยลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หาทำประโยชน์แก่ตนเองและคนอื่นไม่ ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท เห็นภัยในความประมาท ย่อมเผาสังโยชน์ คือกิเลสอันผูกใจสัตว์ มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ ประการ คือ

๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวตน

๒. วิจิกิจฉาความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ

๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต

๔. กามราคะความกำหนัดในกาม

๕. ปฏิฆะความกระทบกระทั่งในใจ

๖. รูปราคะความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน

๗. อรูปราคะความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน

๘. มานะความสำคัญตน คือถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่

๙. อุทธัจจะความฟุ้งซ่าน

๑๐. อวิชชาความไม่รู้จริง

สังโยชน์เหล่านี้จะหมดไปก็ด้วยความที่ภิกษุเป็นผู้ไม่ประมาทเห็นภัยในความประมาท พยายามบำเพ็ญสมณธรรมอย่างสม่ำเสมอก็จะเผาคือทำสังโยชน์เหล่านี้ให้หมดไปจากจิตจากใจเหมือนไฟไหม้เชื้อน้อยใหญ่ไปฉะนั้น.

………………………………………………………………………………

อปฺปมาทรตา โหถ             สจิตฺตมนุรกฺขถ

ทุคฺคา อุทธรถตฺตานํ          ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร.

ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม  เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้น ฉะนั้น.ขุททกนิกาย ธรรมบท

อัปปมาทะ คือความไม่ประมาท คือความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและการกระทำทุกอย่างระมัดระวังตัวไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม ไม่ประมาท เพราะว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไม่แน่นอนอาจจะตายในวันนี้ พรุ่งนี้ ปีนี้ หรือปีหน้าก็ไม่รู้ ในด้านคฤหัสถ์ก็รีบเร่งทำบุญให้ทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ตามกำลังความสามารถ ส่วนบรรพชิตนักบวชก็ควรปฏิบัติอุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยให้มาก ด้วยความเคารพ สมาทานธุดงค์ องค์เครื่องกำจัดกิเลสเจริญเมตตาภาวนาตามความสามารถของตนๆ นี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท พระพุทธองค์ทรงสอนให้ยินดีในความไม่ประมาทดังกล่าวมาและทรงสอนให้คอยรักษาจิตของตน คือคนเรามีจิตใจเป็นใหญ่ เป็นประธาน ถ้ารักษาจิตได้ชื่อว่ารักษาได้ทั้งกายและวาจาเพราะการทำ การพูดทุกอย่าง จิตเป็นผู้สั่ง กายและวาจาก็ปฏิบัติตาม เพราะถ้ารักษาจิตให้เป็นไปในทางที่ดีแล้วกายวาจาก็ดีไปด้วย

คำว่า รักษาจิต ในที่นี้ก็คือ หมั่นอบรมบ่มจิตให้คิดถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมให้เป็นจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นถูก เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คำว่า จงถอนตนขึ้นจากหล่ม หล่มในที่นี้ได้แก่ กิเลสคือเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง ได้แก่ โลภ โกรธ หลง พระองค์สอนให้ถอนจิตจากกิเลสเหล่านี้ ถึงแม้ว่ายังถอนไม่ได้ในวันเดียว ก็พยายามถอนทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดก็จะหมดไปเอง เข้าสู่มรรค ผล นิพพาน อันเป็นบรมสุขสุดยอดในทางพระพุทธศาสนา ดุจช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นจากหล่มได้ได้รับความสุขสำราญฉะนั้น.

…………………………………………………………………………………

ปฺปมาทรโต ภิกฺขุ              อปมาเทภยทสฺสิ วา

อภพฺโพ ปริหานาย            นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก.

ภิกษุยินดีในความไม่ประมาทหรือเห็นภัยในความประมาท เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะเสื่อม (ชื่อว่า) อยู่ใกล้พระนิพพานทีเดียว.ขุททกนิกาย ธรรมบท

คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับ คือดับสนิทแห่งความทุกข์ พระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า ความประเสริฐเลิศกว่าความสุขทั้งปวง เป็นความสุขวิเศษใหญ่หลวงยิ่งกว่าสุขในมนุษย์และสวรรค์ชั้นพรหมโลกเป็นที่ระงับโศกของหมู่สัตว์เป็นที่สิ้นไปแห่งวัฏฏะทั้ง ๓ คือ กรรมวัฏ ได้แก่ กุศล และอกุศล ๑ กิเลสวัฏ ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ๑ วิปากวัฏ ได้แก่ ผลแห่งบุญและบาป ๑ พระนิพพานเป็นอสังขตธรรม ไม่มีธรรมคือกุศลและอกุศลที่จะตกแต่งให้บังเกิดขึ้นพระนิพพานชื่อว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ท่านแสดงภาวะของนิพพานไว้ว่า มีความสงบจากเพลิงทุกข์เป็นลักษณะ มีความไม่แตกดับเป็นกิจ ไม่มีนิมิตเป็นเครื่องหมายเป็นอาการปรากฏ มีความออกไปจากภพเป็นผล

เมื่อว่าโดยประเภท นิพพานมี ๒ ประเภท คือ

๑. สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ดับสิ้นแต่กิเลสอย่างเดียว ส่วนขันธ์๕ ยังเหลืออยู่

๒. อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ความดับทั้งกิเลสและขันธ์ หรือสภาพไม่เกิดแห่งขันธ์หลังจากการดับของพระอรหันต์นั้น

ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาทคือ บำเพ็ญเพียรเครื่องกำจัดกิเลสอย่างไม่ลดละ เห็นภัยในความประมาท เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะเสื่อมจากธรรมคือ สมถะและวิปัสสนา หรือจากมรรคและผล ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพาน ความหมายก็คือ บรรลุพระนิพพานนั่นเอง ฉะนี้แล.

……………………………………………………………………………………….

อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน           สญฺญเมน ทเมน

ทีปํ กยิราถ เมธาวี             ยํ โอโฆ นาภิกีรติ.

คนมีปัญญาพึงสร้างเกาะ ที่น้ำหลากมาท่วมไม่ได้ ด้วยความหมั่น ความไม่ประมาท ความสำรวม และความข่มใจ.ขุททกนิกาย ธรรมบท

คำว่า ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ หมายถึง การที่บุคคลรู้เหตุแห่งความเสื่อม เรียกว่า อปายโกศล รู้เหตุแห่งความเจริญ เรียกว่า อายโกศล รู้อุบายวิธีในการที่จะหลีกหนีความเสื่อมมาดำเนินทางเจริญ เรียกว่า อุปายโกศล

ปัญญานี้ถือว่าเป็นแสงสว่างที่ส่องทางชีวิตของบุคคล ปัญญาจะเกิดขึ้นด้วยการประกอบ ด้วยการกระทำให้บังเกิดขึ้น ด้วยการฟัง การพินิจพิจารณาและการลงมือประพฤติปฏิบัติ เมื่อปัญญาบังเกิดขึ้นแล้ว บุคคลผู้มีปัญญาสามารถใช้ปัญญาเป็นเครื่องดำรงชีวิตของตนให้ปราศจากเวรภัยได้ สามารถสร้างเกาะที่น้ำหลากมาท่วมไม่ได้

คำว่า เกาะ คืออรหัตตผลนี้ น้ำคือกิเลสไม่สามารถท่วมได้ แต่บุคคลจะสร้างเกาะนี้ได้ก็ด้วยความหมั่นคือขยันบำเพ็ญเพียรสมณธรรม เจริญสมถกัมมัฏฐาน อย่างไม่ลดละด้วยความไม่ประมาท มีความสำรวมอินทรีย์ คือ สำรวมตา เมื่อเห็นรูป ๑ สำรวมหู เมื่อได้ฟังเสียง ๑ สำรวมจมูก เมื่อได้ดมกลิ่น ๑ สำรวมลิ้น เมื่อได้ลิ้มรส ๑ สำรวมกาย เมื่อถูกสัมผัส ๑ สำรวมใจ เมื่อมีอารมณ์มากระทบก็พยายามข่มใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ไม่ให้ยึดมั่นติดในสิ่งที่ดี และไม่ให้ยินร้ายในสิ่งที่เสีย เมื่อทำได้ดังนี้ ก็ชื่อว่าสร้างเกาะ คือพระอรหัตตผล ให้พ้นจากการท่วมของน้ำคือกิเลสได้อย่างแน่นอน.

Advertisements

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s