คลังเก็บหมวดหมู่: :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: o-net ชุด 2 ::

  1. จุดมุ่งหมายสำคัญของศาสนาทุกศาสนาคืออะไร
    1. เน้นการเข้าใจหลักธรรม
    2. สอนให้ยึดมั่นในองค์ศาสดา
    3. เน้นการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
    4. สอนให้ศาสนิกชนของตนทำความดี
  2. หลักคำสอนของแต่ละศาสนาแม้จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มีลักษณะสำคัญบางประการร่วมกัน ลักษณะดังกล่าวคืออะไร
    1. ความเข้าใจชีวิตและพัฒนาชีวิต
    2. ความยึดมั่นศรัทธาในองค์ศาสดา
    3. ความยึดมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา
    4. ความเห็นว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ปราศจากคุณค่า
  3. นิกายต่าง ๆ ในทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุผลในข้อใด
    1. ความขัดแย้งกันระหว่างผู้นำของศาสนา
    2. ความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ
    3. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่ ให้การยอมรับ
    4. ความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับหลักธรรมต่าง ๆ ทางศาสนา
  4. การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์แสดงถึงความยึดมั่นในหลักธรรม ของคริสต์ศาสนาข้อใด
    1. ความรัก
    2. ความกล้าหาญ
    3. การทำสงครามเพื่อศาสนา
    4. การเข้าสู่อาณาจักรพระเจ้า
  5. ข้อใดเป็นคุณลักษณะของศาสนาอิสลามที่เด่นชัดกว่าศาสนาอื่น ๆ
    1. ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว
    2. เน้นความเสมอภาคแห่งชาวมุสลิม
    3. ศรัทธาในความรักที่มีต่อมนุษยชาติ
    4. ไม่บูชารูปเคารพและไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ
  6. ความเชื่อใดที่ถือว่าเป็นความเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนา
    1. เชื่อเรื่องวิญญาณ
    2. เชื่อว่าสรรพสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย
    3. เชื่อเทพเจ้าและการบวงสรวงเทพเจ้า
    4. เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระรัตนตรัย
  7. เพราะอะไรชาวพุทธจึงต้องไหว้พระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์
    1. เพราะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรแก่การนับถือ
    2. เพราะเป็นโครงสร้างหลักของพระพุทธศาสนา
    3. เพราะเป็นการระลึกถึงความดีงาม ข้อปฏิบัติ และ การประพฤติดีปฏิบัติชอบ
    4. เพราะเป็นการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่ดีงามในฐานะที่เป็นชาวพุทธ
  8. 8. การเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนามีผลต่อการปฏิรูปสังคมชมพูทวีปโดยตรงและโดยอ้อมอย่างไร
    1. การล่มสลายของชั้นวรรณะ
    2. การล่มสลายของศาสนาอื่น
    3. การเชื่อในอเทวนิยมคือไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า
    4. การไม่แบ่งชั้นวรรณะ การแก้ไขความทุกข์ของ สังคม การช่วยให้สังคมเกิดสันติสุข
  9. 9. การบำเพ็ญฮัจญ์ของชาวมุสลิมทั่วโลกมีจุดประสงค์สำคัญเพื่ออะไร
    1. 1 เพื่อลดช่องว่างระหว่างชนชั้น
    2. 2 เพื่อให้พระเจ้าโปรดปรานและคุ้มครองรักษา
    3. 3 เพื่อเป็นเกียรติและสร้างชื่อเสียงให้มวลมนุษย์
    4. 4 เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและความเสมอภาค ของชาวมุสลิมทั่วโลก
  10. 10. ข้อใดเหมาะสมที่สุดในการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้นับถือศาสนาต่างกัน
    1. ไม่ถือว่าศาสนาเป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินชีวิต
    2. หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องศาสนากับเพื่อนต่าง ศาสนา
    3. ไม่วิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอื่น ให้ความสนใจ เฉพาะศาสนาของตน
    4. ไม่ลบหลู่ความคิดหลักในศาสนาอื่นโดยยังเชื่อ มั่นในศาสนาของตน
  11. ตามหลักศาสนาพราหมณ์–ฮินดู สิ่งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคืออะไร
    1. โมกษะ
    2. สันยาสี
    3. อาตมัน
    4. ปรมาตมัน
  12. เพราะเหตุใดพระพุทธศาสนาจึงมีทฤษฎี และวิธีการที่เป็นสากล
    1. เป็นศาสนาที่แพร่หลายทั่วโลก
    2. เป็นศาสนาที่มุ่งเอาชนะธรรมชาติ
    3. เป็นศาสนาที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายของ มนุษย์
    4. เป็นศาสนาที่มุ่งเน้นความสันติสุขของมวล มนุษยชาติ
  13.  “พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่เป็นสากล” หมายความว่าอย่างไร
    1. เป็นคำสอนที่สามารถพิสูจน์ได้
    2. เป็นคำสอนที่ตรงกันกับศาสนาอื่น
    3. เป็นคำสอนที่น่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง
    4. เป็นคำสอนที่มุ่งประโยชน์สุขแก่คนทั่วไป
  14. “ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อเรื่องวัตถุมงคล” ข้อความนี้มีความสัมพันธ์ในลักษณะตรงกันข้ามกับข้อใด
    1.  ศีล
    2. จาคะ
    3. ปัญญา
    4. ศรัทธา
  15. เพราะเหตุใดอริยสัจ 4 จึงถือว่าเป็นทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากล
    1.  เป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
    2. เป็นคำสอนที่พิสูจน์แล้วว่ามีอยู่จริงในโลก
    3. เป็นวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับหลักของ วิทยาศาสตร์
    4. เป็นคำสอนที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าถูกต้อง และเป็นจริง
  16. ข้อใดกล่าวถึงมรรคมีองค์ 8 ได้ถูกต้อง
    1. หนทาง 8 ประการที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์
    2. ทางสายกลาง 8 ประการที่นำไปสู่ความดับทุกข์
    3. องค์ประกอบ 8 ประการที่จะนำไปสู่ความดับ ทุกข์
    4. ทางสายเดียวแต่มีองค์ประกอบ 8 ประการที่นำ ไปสู่ความดับทุกข์
  17. ข้อใดไม่จัดอยู่ในลักษณะของกระบวนการพัฒนาปัญญา
    1. โกศล
    2. อายโกศล
    3.  อปายโกศล
    4. อุปายโกศล
  18. ข้อใดเป็นการปลูกฝังค่านิยมให้แก่เด็กโดยวิธีการแห่งศรัทธาที่ดีที่สุด
    1. ครูอาจารย์ช่วยแนะนำสั่งสอน
    2. ผู้ใหญ่ประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี
    3. พระสงฆ์เทศนาอบรมสั่งสอนหลักธรรม
    4. พ่อแม่เอาใจใส่เลี้ยงดูให้ความรักความอบอุ่น
  19. ข้อใดคือศาสดาที่พระพุทธเจ้าระบุให้เป็นตัวแทนหลังจากเสด็จปรินิพพาน
    1. พระอุบาลี
    2. พระอานนท์
    3. พระธรรมวินัย
    4. พระมหากัสสปะ
  20. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของ “ศรัทธา” ในพระพุทธศาสนา
    1. ความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย
    2. ความเชื่อมั่นในพระปัญญาของพระพุทธเจ้า
    3. ความเชื่อมั่นในกฎแห่งเหตุและผลของการกระ ทำในวัฏสงสาร
    4. ความเชื่อมั่นในความเป็นอมตะของวิญญาณที่ ต้องคอยรับผลกรรม
  21. ข้อใดกล่าวถึงดินแดนชมพูทวีปไม่ถูกต้อง
    1.  เป็นดินแดนแห่งต้นหว้า
    2. เดิมเป็นที่อยู่ของพวกดราวิเดียน
    3.  เดิมเป็นที่อยู่ของพวกอารยันซึ่งเป็นชนผิวขาว
    4. เป็นดินแดนที่มากไปด้วยลัทธิความเชื่อและ วัฒนธรรม
  22. บุคคลกลุ่มใดที่สร้างระบบวรรณะให้ เกิดขึ้นในสมัยก่อนพุทธกาล
    1.  ศูทร
    2.  แพศย์
    3.  กษัตริย์
    4.  พราหมณ์
  23. การแบ่งชนชั้นทางสังคมโดยใช้ระบบวรรณะในสมัยก่อนพุทธกาล ก่อให้เกิดผลตามข้อใด
    1. เป็นประโยชน์ในการปกครอง
    2. ทำให้ทุกคนรู้จักหน้าที่ของตน
    3. เป็นการทำลายสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของ มนุษย์
    4. ทำให้บ้านเมืองไม่เจริญก้าวหน้าเพราะมัวแต่แย่ง ชิงความเป็นใหญ่กัน
  24. พระสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยวิธีการใด
    1.  อดอาหาร
    2.  เข้าญาณสมาบัติ
    3.  บำเพ็ญทุกรกิริยา
    4. บำเพ็ญเพียรทางจิต
  25. พระพุทธศาสนาได้ประดิษฐานในดินแดน ใดเป็นแห่งแรก
    1.  เมืองพาราณสี แคว้นกาสี
    2. เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
    3. เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ
    4. เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
  26. พุทธจริยาข้อใดที่มีผลทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปได้อย่างกว้างขวาง
    1. ญาตัตถจริยา
    2. พุทธัตถจริยา
    3. โลกัตถจริยา
    4. ถูกทุกข้อ
  27. สถานที่ใดไม่เกี่ยวข้องกับการตรัสรู้
    1. โคนต้นนิโครธ
    2. ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา
    3. ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
    4. ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
  28. ใครเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายของพระพุทธเจ้า
    1.  พระอานนท์
    2.  พระสุภัททะ
    3.  พระสารีบุตร
    4. พระอัญญาโกณฑัญญะ
  29. พระเวสสันดรชาดกเป็นผู้บำเพ็ญบารมี ในด้านใด
    1.  ศีลบารมี
    2.  ขันติบารมี
    3.  ทานบารมี
    4. บำเพ็ญเพียรบารมี
  30. สถานที่ที่พระเวสสันดรชาดกจะไปบำเพ็ญพรตออกผนวชเป็นฤๅษีคือที่ใด
    1. เขาวงกต
    2. เมืองเจตรัฐ
    3. แคว้นกาลิงครัฐ
    4. หมู่บ้านทุนนวิฏฐ์
  31. “มีชายผิวดำนำดอกบัวทองสองดอกมาวางไว้ในพระหัตถ์ ทรงรับดอกบัวทองนั้นไว้ แล้วนำมาประดับที่พระกรรณ” ข้อความนี้เป็นความฝันของใคร
    1.  พระนางมัทรี
    2.  พระนางผุสดี
    3.  พระเวสสันดร
    4.  พระเจ้าสญชัย
  32.  “แม้พระเจ้าสญชัยและพระนางผุสดีจะขอร้องให้พระนางมัทรีพร้อมด้วยกัณหาชาลีอยู่พระนครต่อไป แต่พระนางมัทรีไม่ทรงยินยอมจะขอตามเสด็จพระเวสสันดรไปทุกหนทุกแห่ง” เหตุการณ์นี้ให้ข้อคิดในเรื่องใด
    1. เมื่อเป็นสามีภรรยากัน ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
    2. เมื่อเป็นสามีภรรยากัน ต้องร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย กัน
    3. เมื่อเป็นสามีภรรยากัน ต้องมีความจงรักภักดีต่อ กัน
    4. เมื่อเป็นสามีภรรยากัน ต้องมีความรักและความ เข้าใจกัน
  33. พระเวสสันดรชาดกให้ข้อคิดสำหรับนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 4 ประการ คือ “เข้าใจขอ เข้าใจให้เข้าใจใช้ และเข้าใจซึ่งกันและกัน” เหตุการณ์ตอนใดต่อไปนี้ให้ข้อคิดในเรื่อง เข้าใจขอ
    1.  พระนางผุสดีขอพร 10 ประการ กับพระอินทร์
    2.  เฒ่าชูชกขอให้พรานเจตบุตรบอกทางไปเขาวงกต แก่ตน
    3.  นางอมิตดาขอให้เฒ่าชูชกไปขอกัณหาชาลีจาก พระเวสสันดรมารับใช้ตน
    4. พราหมณ์ 8 คนจากเมืองกาลิงครัฐขอช้างปัจจัยนาเคนทร์จากพระเวสสันดรชาดก
  34. “พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระปัญญาคุณ” หมายความสอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
    1.  ทรงเป็นผู้ฉลาด
    2.  ทรงเป็นผู้แก้ปัญหาได้ดี
    3.  ทรงเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ
    4.  ทรงเป็นผู้ค้นพบสัจธรรมและสั่งสอนชาวโลก
  35. สัพพัญญูพุทธะกับปัจเจกพุทธะเหมือนกันในเรื่องอะไร
    1. การสั่งสอนธรรม
    2. การตรัสรู้ด้วยตนเอง
    3. การก่อตั้งพระศาสนา
    4. การสถาปนาพุทธบริษัท
  36. คุณค่าของพุทธะที่แสดงออกมาในรูปของพุทธัตถจริยาคือเรื่องต่อไปนี้ ยกเว้นเรื่องใด
    1. การบัญญัติพระวินัย
    2. การสถาปนาพุทธบริษัท 4
    3. การแสดงธรรมแก่มวลมนุษย์
    4. การมอบความเป็นใหญ่ให้แก่สงฆ์
  37. อริยสัจ 4 ข้อใดที่เราควรบรรลุ
    1. ทุกข์
    2. สมุทัย
    3. นิโรธ
    4. มรรค
  38. พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไรกับนิโรธ
    1. ให้รู้
    2. ให้ละ
    3. ให้บรรลุ
    4. ให้เจริญ
  39. ขันธ์ 5 แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ รูปขันธ์และนามขันธ์ ถ้ารูปขันธ์ ได้แก่ รูป แล้วนามขันธ์จะได้แก่อะไร
    1.  ดิน น้ำ ลม ไฟ
    2. ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
    3. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปัญญา
    4. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  40. เมื่อเราพบเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน ปรากฏว่าเรายังจำได้ เป็นลักษณะของนามขันธ์ข้อใด
    1. เวทนา
    2. สัญญา
    3. สังขาร
    4. วิญญาณ
  41. การศึกษาเรื่องนามรูปมีประโยชน์ต่อผู้ศึกษาอย่างไร
    1. รู้จักตนเองมากขึ้น
    2.  รู้จักตนเองและผู้อื่นมากขึ้น
    3. รู้จักการดำเนินชีวิตที่ดีและถูกต้อง
    4. รู้จักความเป็นจริงของชีวิตและไม่ยึดติดในตัวตน มากเกินไป
  42. ข้อใดก่อให้เกิดกรรมตามหลักกรรมนิยาม
    1. นายดำจับปลามาขายทุกวัน
    2. นายขาวเดินใจลอยไปเหยียบมดตาย
    3. นายเขียวขุดบ่อน้ำไว้ใช้ แมวตกลงไปตาย
    4. นายแดงก่อไฟไว้ แมลงบินมาถูกไฟไหม้ตาย
  43. ชัยกับชิดเป็นพี่น้องกัน ชัยเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย มีสัมมาคารวะ แต่ชิดเป็นเด็กดื้อรั้น ไม่เคารพยำเกรง ใคร พฤติกรรมเช่นนี้อธิบายได้ด้วยนิยามอะไรเพราะอะไร
    1. พีชนิยาม เพราะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต
    2. อุตุนิยาม เพราะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม
    3. จิตนิยาม เพราะเป็นเรื่องของสิ่งที่ปรุงแต่งจิตที่ แตกต่างกัน
    4. กรรมนิยาม เพราะเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมที่ว่า ใครทำกรรมอะไรไว้ ย่อมได้รับผลของ กรรมนั้น
  44. นิรุติคิดจ้องจะเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน พฤติกรรมใดที่นิรุติอาจจะแสดงออกมาในภายหลัง
    1. การข่มขู่
    2. การลักขโมย
    3. การทำร้ายกัน
    4. การกลั่นแกล้งกัน
  45. ข้อใดตรงกับหลักธรรมข้อภาวนา
    1. การสำรวมกาย วาจา และใจ
    2. การพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม
    3. การพัฒนากาย สังคม จิตใจ และปัญญา
    4. การประนมมือ การไหว้ การกราบ และการคำนับ
  46. การกระทำในข้อใดเป็นปัญญาภาวนา
    1. นิดออกกำลังกายเป็นประจำ
    2. น้อยตั้งใจอ่านหนังสือทุกวัน
    3. ก้อยปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน
    4. กุ้งทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความตั้งใจ
  47. สมพรและครอบครัวจะเดินทางไปพักผ่อนที่น้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ขั้นตอนใดเป็นขั้นปฏิบัติที่สอดคล้องหลักสัทธรรม
    1. เดินทางไปถึงน้ำตกไทรโยคโดยสวัสดิภาพ
    2. เดินทางไปน้ำตกไทรโยคตามเส้นทางในแผนที่
    3. ศึกษาเส้นทางลัดเพื่อประหยัดน้ำมันและเวลาใน การเดินทาง
    4. สืบค้นข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับน้ำตกไทรโยคและ จังหวัดกาญจนบุรี
  48. คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” สุธีถือคตินี้จึงเลือกคบแต่บัณฑิตหรือคนดี แสดงว่าสุธีประพฤติปฏิบัติตามวุฒิธรรมข้อใด
    1. สัปปุริสสังเสวะ
    2. สัทธัมมัสสวนะ
    3. โยนิโสมนสิการ
    4. ธัมมานุธัมมปฏิบัติ
  49. “แห่ไหว้ต้นตะเคียนยักษ์อายุ 100 ปี ขอเลขเด็ด หวังรวยทางลัด” แสดงว่าขาดพลังอะไรตามหลักพละ 5
    1. สติ
    2. สมาธิ
    3. ปัญญา
    4. ศรัทธา
  50. เมาแล้วขับ ถูกจับ ปรับแน่” โครงการนี้ต้องการรณรงค์ให้คนขับรถมีสติ ซึ่งตรงกับหลักปฏิบัติในหลักธรรมข้อใด
    1. พละ 5
    2. ภาวนา 4
    3. วุฒิธรรม 4
    4. อุบาสกธรรม 5
  51. “บุญเขต” หมายถึงใคร
    1. พระสงฆ์
    2. พระพุทธเจ้า
    3. พระมหากษัตริย์
    4. ทุกข้อที่กล่าวมา
  52. พ่อแม่ต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อลูก ๆ แสดงว่าพ่อแม่ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมข้อใด
    1. อิทธิบาท 4
    2. สังคหวัตถุ 4
    3. พรหมวิหาร 4
    4. ฆราวาสธรรม 4
  53. คู่สมรสที่จะมีชีวิตคู่ยืนยาว เป็นคู่สร้างคู่สม ต้องยึดหลักธรรมข้อใดเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน
    1. มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
    2. ซื่อสัตย์ รู้จักข่มใจ อดทน และเสียสละ
    3. มีความรักใคร่ ขยัน เอาใจใส่ และคิดใคร่ครวญ
    4. มีความเชื่อ ความประพฤติ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความรู้เสมอกัน
  54.  สำนวนว่า “กิ่งทองใบหยก” น่าจะสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการเลือกคู่ครองตามหลักพระพุทธศาสนาในข้อใด
    1. อิทธิบาท 4
    2. สมชีวิธรรม 4
    3. พรหมวิหาร 4
    4. ฆราวาสธรรม 4
  55. 55. นุชทำงานได้เงินเดือน 8,000 บาทต่อเดือน อยากมีเงินเพิ่มเพราะตัวเองค่าใช้จ่ายมาก จึงไปทำบัตรเครดิต 2 ใบ จากกรณีนี้นักเรียนคิดว่าการกระทำของนุชไม่สอดคล้องกับสันโดษข้อใด
    1. ยถาพลสันโดษ
    2. ยถาลาภสันโดษ
    3. ยถาสารุปปสันโดษ
    4. ทุกข้อที่กล่าวมา
  56. ความสันโดษกับการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงมีลักษณะเหมือนกันหรือไม่ เพราะอะไร
    1. เหมือนกัน เพราะยึดหลักการเดียวกันคือความพอ เหมาะพอดี
    2. เหมือนกัน เพราะสอนให้รู้จักยินดีในสิ่งที่ตนมี อยู่ โดยไม่ต้องขวนขวายหรือแสวงหาสิ่งอื่น
    3. ไม่เหมือนกัน เพราะความสันโดษเป็นเรื่องของ พระสงฆ์ ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของชาว บ้าน
    4. ไม่เหมือนกัน เพราะความสันโดษสอนไม่ให้ ดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ส่วนเศรษฐกิจพอเพียง สอนให้แสวงหาสิ่งต่าง ๆ แต่ยึดทางสายกลาง
  57. พระพุทธศาสนาสอนว่าสันโดษเป็นหลักธรรมที่สร้างความสุขความสำเร็จแก่ชีวิตอย่างหนึ่ง ดังนั้น บุคคลที่สันโดษจึงหมายถึงคนที่ปฏิบัติตามข้อใด
    1. หาความสุขได้จากสิ่งที่เป็นของตนหรือเป็นสิทธิ ของตน
    2. ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นหรือของที่ได้มาโดยไม่ ชอบธรรม
    3. ภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่ชอบธรรมที่ตนสร้างขึ้น ด้วยความพากเพียรพยายามสุดความสามารถ
    4. ภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่เกิดจากกำลังของตน มี ความอดทนรอคอยผลสำเร็จที่พึงเกิดจากการกระ ทำของตน
  58. “น อุจฺจาวจํ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ” ตรงข้ามกับสำนวนข้อใด
    1. ผีเข้าผีออก
    2. มียศเสื่อมยศ
    3. กล้าได้กล้าเสีย
    4. บาปบุญคุณโทษ
  59. “จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ (จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้)” พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้กล่าวถึงการฝึกจิตเพื่ออะไร
    1. เพื่อให้มีจิตใจเข้มแข็ง
    2. เพื่อให้มีสติควบคุมจิต
    3. เพื่อให้อดทนต่อความผิดหวัง
    4. เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามศีล 5
  60. ข้อใดเรียงลำดับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้ถูกต้อง
    1. บาลีพระไตรปิฎก อรรถกถา สัททาวิเสส ฎีกา อนุฎีกา
    2. บาลีพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา สัททาวิเสส
    3.  บาลีพระไตรปิฎก สัททาวิเสส อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา
    4. บาลีพระไตรปิฎก ฎีกา อนุฎีกา อรรถกถา สัททาวิเสส

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: พระพุทธศาสนา ม.6 ::, :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 10 ศาสนาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ::

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 9 วันสำคัญและศาสนพิธีในพระพุทธศาสนา ::

วันวิสาขบูชา มีความสำคัญอย่างไร  

วันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 คำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6

ข้อปฏิบัติในวันวิสาขบูขาได้แก่อะไร  

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติใน วันวิสาขบูชา ได้แก่

1. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร
2. จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
3. ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล
4. ร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถที่วัดในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
5. ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
6. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาตามโรงเรียน หรือสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อให้ความรู้ และเป็นการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา
7. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ
8. บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

หลักธรรมที่สำคัญใน วันวิสาขบูชา ที่ควรนำมาปฏิบัติ

ใน วันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งหลักธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่
1. ความกตัญญู

คือ การรู้คุณคน เป็นคุณธรรมที่คู่กับความกตเวที ซึ่งหมายถึงการตอบแทนคุณที่มีผู้ทำไว้ ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ เป็นเครื่องหมายของคนดี ทำให้ครอบครัวและสังคมมีความสุข ซึ่งความกตัญญูกตเวทีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง บิดามารดาและลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ

ในพระพุทธศาสนา เปรียบพระพุทธเจ้าเสมือนกับบุพการี ผู้ชี้ให้เห็นทางหลุดพ้นแห่งความทุกข์ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงควรตอบแทนด้วยความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไป

2. อริยสัจ 4

คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใน วันวิสาขบูชา ได้แก่

  1. ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต สภาวะที่ทนได้ยาก ซึ่งทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ การเกิด การแก่ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ ส่วนทุกข์จร คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การพลัดพลากจากสิ่งที่เป็นที่รัก หรือ ความยากจน เป็นต้น
  2. สมุทัย คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของการเกิดทุกข์ และสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาเกิดจาก “ตัณหา” อันได้แก่ ความอยากได้ต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
  3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้
  4. มรรค คือ หนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ เป็นการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเห็นชอบ ดำริชอบ วาจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ

3. ความไม่ประมาท

คือการมีสติตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ล้วนต้องใช้สติ เพราะสติคือการระลึกได้ การระลึกได้อยู่เสมอจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งความประมาทนั้นจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ดังนั้นในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยความมีสติ

วันมาฆบูชา มีความสำคัญอย่างไร

เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่างๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”

ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่

  1. วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
  2. มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  3. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6
  4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

ข้อปฏิบัติในวันมาฆบูชา ได้แก่อะไร

หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ ได้แก่ โอวาทปาฏิโมกข์ หมายถึงหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา อันเป็นไปเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น คือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระอรหันต์สาวก 1,250 รูป ณ วัดเวฬุวัน ในวันเพ็ญเดือน 3 มีเนื้อหา แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ดังนี้คือ

หลักการ 3
1. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่อกุศลกรรมบถ 10 คือ ทางแห่งความชั่ว 10 ประการ อันเป็นความชั่วทางกาย 3 ประการ ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ และการประพฤติผิดในกาม ทางวาจา 4ประการ ได้แก่การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ การพูดเพ้อเจ้อ และทางใจ 3 ประการ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่นการผูกพยาบาทและความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง ซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ 10 อันเป็นแบบของการทำฝ่ายดี 10 ประการ คือความดีทางกาย 3 ประการ ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูล การไม่ถือเอาสิ่งของของผู้อื่น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม มีความซื่อสัตย์ การทำความดีทางวาจา 4 ประการ ได้แก่การไม่พูดเท็จ พูดแต่ความจริง การไม่พูดส่อเสียด พูดแต่คำที่ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน การไม่พูดคำหยาบ พูดแต่คำอ่อนหวาน และไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และถูกกาละเทศะ และการทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีแต่คิดเสียสละ ไม่ผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรกัน มีแต่คิดเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน และมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น

3. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ คือ ความพอใจในกาม ความพยาบาทอาฆาต ความหดหู่ท้อถอย การฟุ้งซ่าน รำคาญ และความลังเลสงสัยไม่แน่ใจ ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิต ไม่ให้เข้าถึงความสงบ

วิธีทำจิตให้ผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวง ด้วยการถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผลอันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

วันอาสาฬหบูชา มีความสำคัญอย่างไร

วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 แต่ถ้าเป็นปีที่มีอธิกมาส จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลัง ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน

ข้อปฏิบัติในวันอาสาฬหบูชา ได้แก่อะไร

เนื้อหาของพระธรรมเทศนาที่แสดงในวันนี้เกี่ยวกับการทำตนให้สุดโต่ง 2 ประการ ที่ไม่ควรประพฤติปฏิบัติคือ

1. อัตตกิลมถานุโยค คือ การทำตนให้ลำบากเปล่า คือ ความพยายามเพื่อบรรลุผลที่มุ่งหมายด้วยวิธีทรมานตนเองให้ได้รับความลำบากต่าง ๆ

2. กามสุขัลลิกานุโยค คือ การทำตนให้พัวพันหมกมุ่นอยู่ในกามสุข

พระพุทธเจ้า ก่อนตรัสรู้ทรงปฏิบัติตามข้อปฏิบัติมาแล้วครั้นทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางหรือข้อปฏิบัติให้ได้บรรลุนิพพาน จึงทรงแสวงหาทางสายใหม่ ในที่สุดก็ทรงพบว่าอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ 8 คือ

1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
3. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ
4. สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ
5. สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพชอบ
6. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ
7. สัมมาสติ ระลึกชอบ
8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ

เป็นทางสายกลางที่ดีที่สุด แล้วทรงปฏิบัติตามทางสายกลางนั้น ไม่ช้าก็ได้บรรลุนิพพาน

วันอัฐมีบูชา มีความสำคัญอย่างไร

วันอัฏฐมีบูชา หมายถึง การบูชาในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า ถัดจากวันวิสาขบูชา 8 วัน วันอัฏฐมีบูชา ถือว่าเป็นวันบูชาพระสรีระของพุทธเจ้าหลังจากพระเพลิงไหม้แล้ว พระสรีระในที่นี้ หมายถึง พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งหลังจากพระเพลิงไหม้พระสรีระของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีการสักการะ เคารพ นบนอบบูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคด้วยอาการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ระเบียบดอกไม้และของหอมตลอด 7 วันฉะนั้น จึงถือว่าวันอัฏฐมีบูชาเป็นระลึกถึงวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ทำให้พุทธศาสนิกชนได้ตั้งอยู่ในความไม่ ประมาทและเข้าใจหลักของไตรลักษณ์ คือ ลักษณะทั่วไปของสิ่งทั้งปวง ถือเป็นสามัญลักษณะ ประกอบ

1. อนิจจตา หมายถึง ความไม่เที่ยงไม่คงที่ ไม่อยู่ในภาพเดิมตลอดไป ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป กล่าวคือ ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดที่จะคงอยู่สภาพเดิมได้ตลอดชั่วนิรันดร์ ดุจดั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้จะเป็นผู้บรรลุพระสัมโพธิญาณหลุดพ้นแล้วก็ยังหนีไม่พ้นหลักของอนิจจตา มีภาวะการเกิด การเจ็บป่วย การแก่ และการตายในที่สุด เพียงแต่ว่าพระพุทธองค์ต่อแต่นี้ไปจะหลุดพ้น เป็นนิพพาน สู่บรมสุขสูงสุด โดยไม่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกแล้ว

2. ทุกขตา หมายถึง ความทุกข์ เป็นภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและการสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัวเพราะปัจจัยปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้นาน ภาวะเช่นนี้ พระพุทธองค์ทรงค้นพบหนทางพ้นทุกข์ ที่เรียกว่าอริยมรรค 8 ดังนั้น หากพุทธศาสนิกชนสามารถประพฤติปฏิบัติตามหลักอริยมรรค 8 ก็สามารถล่วงพ้นจากความทุกข์ได้ หรือสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประวันได้

วันเข้าพรรษามีความสำคัญอย่างไร

มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนิกชนและเป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนาด้วยเหตุผลดังนี้

1. พระภิกษุจะหยุดจาริกไปยังสถานที่อื่น ๆ แต่จะเข้าพักอยู่ประจำในวัดแห่งเดียวตามพุทธบัญญัติ
2. การที่พระภิกษุอยู่ประจำที่นาน ๆ ย่อมมีโอกาสได้สงเคราะห์กุลบุตรที่ประสงค์จะอุปสมบทเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และสงเคราะห์พุทธบริษัททั่วไป
3. เป็นเทศกาลที่พุทธศาสนิกชนงดเว้นอบายมุขและความชั่วต่าง ๆ เช่น การดื่มสุรา สิ่งเสพติด และการเที่ยวเตร่เฮฮา เป็นต้น
4. นอกจากเป็นเทศกาลที่พุทธศาสนิกชนงดเว้นอบายมุขและความชั่วต่าง ๆ แล้วในช่วงเวลาพรรษา พุทธศาสนิกชนทั่วไปจะบำเพ็ญทาน รักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนามากขึ้น

ข้อปฏิบัติตนในวันเข้าพรรษา ได้แก่อะไร

ระหว่างเทศกาลเข้าพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนนิยมไปวัด ถวายทาน รักษาศีล ฟังธรรมและเจริญจิตภาวนา ซึ่งเป็นการเว้นจากการกระทำความชั่ว บำเพ็ญความดีและชำระจิตให้สะอาดแจ่มใสเคร่งครัดยิ่งขึ้น หลักธรรมสำคัญที่ควรนำไปเป็นแนวปฏิบัติในวันเข้าพรรษาคือ “วิรัติ 3”

คำว่า วิรัติ หมายถึง การงดเว้นจากบาป และความชั่วต่าง ๆ จัดเป็นมงคลธรรมข้อหนึ่ง เป็นเหตุนำบุคคลผู้ปฏิบัติตามไปสู่ความสงบสุขปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป จำแนกออกเป็น 3 ประการคือ

1. สัมปัตตวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยเกิดความรู้สึกละอาย (หิริ) และเกิดความรู้สึกเกรงกลัวบาป (โอตตัปปะ) ขึ้นมาเอง เช่น บุคคลที่มิได้สมาทานศีลไว้เลยเมื่อถูกเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่มสุรา ก็ไม่ยอมดื่มเพราะละอาย และเกรงกลัวต่อบาปว่าไม่ควรที่ชาวพุทธจะกระทำเช่นนั้นในระหว่างพรรษา เป็นต้น

2. สมาทานวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยการสมาทานศีล 5 หรือศีล 8 จากพระสงฆ์โดยเพียรพยายามระมัดระวังไม่ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อย แม้มีสิ่งยั่วยวนภายนอกมาเร้าก็ไม่หวั่นไหว หรือเอนเอียง

3. สมุจเฉทวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาดโดยตรงเป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า ถึงกระนั้น สมุจเฉทวิรัติ อาจนำมาประยุกต์ใช้กับบุคคลผู้งดเว้นบาปความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ในระหว่างพรรษากาลแล้ว แม้ออกพรรษาแล้วก็มิกลับไปกระทำหรือข้องแวะอีก

การปฏิบัติตามหลักของการงดเว้น (วิรัติ) นั้นหากบุคคลปฏิบัติตามหลักของสมุจเฉทวิรัติ นั่นคือการงดเว้นจากบาป และอบายมุขได้อย่างเด็ดขาด ไม่จำเป็นจะต้องงดเว้นได้เฉพาะในช่วงเข้าพรรษา แต่สามารถงดเว้นได้ตลอดชีวิต จะก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสงบสุข และส่งผลต่อสังคมสงบสุขไปด้วย

วันออกพรรษามีความสำคัญอย่างไร

วันออกพรรษา ตรงกันวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันครบ 3 เดือน หลังจากที่พระภิกษุอธิษฐานตั้งใจจำพรรษาไม่จาริกไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในวันเข้าพรรษา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันมหาปวารณา ที่เรียกเช่นนี้เป็นเพราะเป็นวันที่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่ร่วมกัน ๓ เดือนตลอดพรรษา ได้ปวารณาตนต่อกัน คือ เปิดโอกาสให้ภิกษุอื่นเตือนเกี่ยวกับความประพฤติเสื่อมเสียใด ๆ ไม่ว่าจะโดยการได้เห็นได้ยินมาด้วยตนเองหรือโดยการระแวงสงสัยก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ภิกษุผู้อยู่ร่วมกันนาน ๆ ย่อมจะเห็นข้อบกพร่องของกันและกันจึงควรมีการว่ากล่าวตักเตือนกันขึ้น เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ความสามัคคีขึ้นในภายหมู่สงฆ์ ก่อนที่แต่ละรูปจะจาริกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ต่อไป

ข้อปฏิบัติตนในวันออกพรรษา ได้แก่อะไร

ในเทศกาลออกพรรษานี้ มีหลักธรรมสำคัญที่ควรนำไปปฏิบัติ คือ ปวารณา
ปวารณา ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้ ในการปวารณานี้ อาจแบ่งบุคคลออกเป็น 2 ฝ่ายคือ

1. ผู้ว่ากล่าวตักเตือน จะต้องเป็นผู้มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ที่ตนว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่ามีเมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ
2. ผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือน ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้ตักเตือน ดีใจดังมีผู้มาบอกขุมทรัพย์ให้

การปวารณานี้ จึงเป็นคุณธรรมสร้างความสมัครสมานสามัคคีและดำรงความบริสุทธิ์หมดจดไว้ในสังคมพระสงฆ์ การปวารณา แม้จะเป็นสังฆกรรมของสงฆ์ ก็อาจนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมชาวบ้านได้ด้วย เช่น การปวารณากันระหว่างสมาชิกในครอบครัวในสถานศึกษา ในสถานที่ทำงาน พนักงานในห้างร้าน บริษัทและหน่วยงานราชการ เป็นต้น

ตัวอย่างการปวารณาในสถานศึกษา เช่น ครูมีการว่ากล่าวตักเตือนนักเรียนที่ประพฤติผิด ครูต้องว่ากล่าวตักเตือนนักเรียนที่ประกอบไปด้วยการกระทำที่เมตตา เช่น ลงโทษนักเรียนไม่ประกอบไปด้วยความโกรธ หรือรุนแรงเกินเหตุ ด้วยวาจาที่เมตตา คือว่ากล่าวตักเตือนด้วยคำพูดอ่อนโยน ไม่ประกอบด้วยความโกรธ ความฉุนเฉียว ไม่ตะโกนด่า ไม่กล่าวคำหยาบคาย เป็นต้น และประกอบด้วยใจที่เมตตา คือ ไม่คิดพยาบาทอาฆาตจองเวรนักเรียนเรียน ไม่กลั่นแกล้งนักเรียน เป็นต้น

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 8 พระไตรปิฏก ภาษาบาลี พุทธศาสนสุภาษิตและคำศัพท์ทางพระพทธศาสนา ::

  1. คัมภีร์ของพระพุทธศาสนา คือ พระไตรปิฏก
  2. จงอธิบายความเป็นมาของพระไตรปิฏก
    • เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่ ไม่ได้ใช้คำว่า พระไตรปิฏก แต่ใช้คำว่าธรรมวินัย พระไตรปิฏกใช้เมื่อมีการสังคายนาครั้งที่ 3 พระธรรมจะแยกเป็นพระสุตตันตปิฏก และพระอภิธรรมปิฏก ส่วนพระวินัยยังคงเดิม  แต่เดิมพระธรรมวินัยไม่ได้มีการบันทึก แต่อาศัยการท่องจำ
  3. พระไตรปิฏกมี 3 ปิฏก ได้แก่
    • พระสูตร
    • พระวินัย
    • พระอภิธรรม 
  4. การจัดหมวดหมู่ของพระไตรปิฏกได้แก่
    1. พระวินัยปิฏก แบ่งออกเป็น 5 หมวด ได้แก่
      • มหาวิภังค์
      • ภิกษุณีวิภังค์
      • มหาวัคค์
      • จุลลวัคค์
      • บริวาร
    2. พระสุตตันตปิฏก แบ่งออกเป็น 5 หมวด
      • ทีฆนิกาย
      • มัชฌิมนิกาย
      • อังคุตรนิกาย
      • ขุททกนิกาย
    3. พระอภิธรรมปิฏก แบ่งได้เป็น 7 หมวดใหญ่
      • ธัมมสังคณี
      • วิภังค์
      • ธาตุกถา
      • ปุคคลบัญญัติ
      • กถาวัตถุ
      • ยมก
      • ปัฏฐาน
  5. ประโยชน์จากการศึกษาพระไตรปิฏก
    • ได้รับความรู้ทางพระพุทธศาสนาและเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ
  6. ข้อความน่ารู้ในพระไตรปิฏก ได้แก่
    • หัวข้อธรรม 4 ประการ ถ้าได้บวชในพระพุทธศาสนา จะต้องประกอบด้วยองค์คุณ 4 คือ ความศรัทธา ไม่เป็นผู้โอ้อวด ปรารถนาเพียงเพื่อละความชั่ว มีปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ 
    • ระดับความรู้สลดใจของคนในโลก สลดใจเมื่อได้ฟังข่าว สลดใจเมื่อเห็นด้วยตาตนเอง สลดใจเมื่อเกิดขึ้นกับญาติตนเอง สลดใจเมื่อเกิดขึ้นกับตนเอง 
  7. ความสำคัญและคุณค่าของพระไตรปิฏก ได้แก่
    1. เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า
    2. เป็นสัญลักษณ์ของพระธรรม
    3. เป็นที่รองรับความเป็นภิกษุสงฆ์
    4. เป็นปรากฏแห่งสัทธรรม 3 ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ
    5. เป็นการฝึกฝนพัฒนาบุคคลในทุกด้าน ทั้งกาย วาจา และใจ
    6. เป็นมรดกที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้แก่พุทธศาสนิกชน 
  8. การสังคายนาพระไตรปิฏกมีกี่ครั้ง อธิบาย 11 ครั้ง
    1. ครั้งที่ 1 หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 3 เดือนมีพระมหากัสสปะเป็นประธานที่ถ้ำสัตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ
    2. ครั้งที่ 2 พ.ศ.100 เกิดจากการย่อหย่อนในการปฏิบัติของพระสงฆ์ ประชุมกันที่เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี พระยสกากัณฑกบุตรเป็นประธาน
    3. ครั้งที่ 3 พ.ศ.235 ที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร มีพระโมคคัลลานะ เป็นประธาน
    4. ครั้งที่ 4 พ.ศ.236 ที่เมืองอนุราชปุระในประเทศศรีลังกา มีพระมหินทรเถระเป็นประธาน มีการจดบันทึกพระไตรปิฏก
    5. ครั้งที่ 5 พ.ศ.433 ที่ประเทศศรีสังกา มีพระรัตโตมหาเถระเป็นประธาน มีการจารึกพระไตรปิฏกเป็นภาษามคธ ครั้งแรก
    6. ครั้งที่ 6 พ.ศ.956 ที่เมืองอนุราชปุระในประเทศศรีลังกา มีพระโฆสเถระเป็นประธาน มีการแปลพระไตรปิฏกภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธ
    7. ครั้งที่ 7 พ.ศ. 1587 จัดที่เมืองอนุราชปุระในประเทศศรีลังกา มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน มีการแปลภาษาสิงหลทั้งหมดเป็นภาษามคธในพระไตรปิฏก
    8. ครั้งที่ 8 พ.ศ.2020 ที่เชียงใหม่ มีพระธรรมทินมหาเถระเป็นประธาน โดยจารึกเป็นภาษาล้านนา
    9. ครังที่ 9 พ.ศ.2331 สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ กรุงเทพ
    10. ครั้งที่ 10 พ.ศ.2431 สมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพ
    11. ครั้งที่ 11 พ.ศ.2530 ที่กรุงเทพ วัดมหาธาตุยุวราชสังสฤษฏิ์
  9. ความสำคัญของการสังคายนาพระไตรปิฏก คือ
    1. แก้ไขข้อบกพร่องทีเ่กิดจากการศึกษาด้วยวิธีมุขปาฐะ หรือการบอกต่อกันมา
    2. ปรับปรุงพระไตรปิฏกให้เป็นของชาวโลกที่แท้จริง คือให้สามารถแปลเป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อง่ายต่อการศึกษามากขึ้น
    3. ป้องกันการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ เนื่องจากใช้เป็นคัมภีร์เดียวในการศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วโลก
    4. เป็นการรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าจากผู้รู้ทั่วโลกอย่างครบถ้วน จึงมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากผ่านการชำระมาหลายครั้งแล้ว 
  10. การเผยแผ่พระไตรปิฏกที่ชาวพุทธควรกระทำ คือ
    1. การศึกษาพระไตรปิฏกให้เข้าใจ เพื่อที่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง เป็นการเผยแผ่พระไตรปิฏกทีดีที่สุด
    2. การนำไปใช้อ้างอิง เพราะรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหมวดหมู่จากผู้รู้ทั่วโลก จึงมีความน่าเชื่อถือสามารถใช้อ้างอิงได้ดี 
    3. การนำหลักธรรมในพระไตรปิฏกไปปฏิบัติให้ถูกต้อง เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นได้เห็นซึ่งจะเป็นไปได้ ต้องศึกษาพระไตรปิฏกให้เข้าใจลึกซึ้งก่อน 
  11. การครองเรือนทึี่ดี ได้แก่  เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักขโมย เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดโกหก เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เว้นจากการพูดหยาบคาย เว้นจากการโลภอยากได้ของคนอื่น เว้นจากการพยาบาทผู้อื่น และปฏิบัติตามทำนองคลองธรรม 
  12. การครองเรือนที่ไม่ดี ได้แก่ ผู้ที่ชอบฆ่าสัตว์ ชอบขโมยของคนอื่น ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดโกหก ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดเพ้อเจ้อ ชอบพูดคำหยาบ ชอบคิดอยากได้ของผู้อื่น ชอบคิดพยาบาทผู้อื่น ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม 
  13. จงอธิบายพุทธสุภาษิตดังต่อไปนี้
    1. ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฐาตา วินฺทเต  ธนํ  อ่านว่า ปะ-ติ-รู-ปะ-กา-รี-ธุ-ระ-วา-อุด-ถา-ตา-วิน-ทะ-เต-ทะ-นัง
      • แปลว่า คนขยันเอาการเอางาน กระทำการเหมาะสม ย่อมหาทรัพย์ได้
      • ความหมาย คนที่ขยันในการทำงานไม่เกียจคร้าน ย่อมสามารถซื้อหาทรัพย์ได้ไม่เกิดความยากจน
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนให้พุทธศาสนิกชนต้องมีนิสัยรักการทำงาน เอาใจใส่ต่อการงาน ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตได้
    2. วายเมเถว ปุริโส ยาวอตฺถสฺส นิปฺปทา อ่านว่า วา-ยะ-เม-เถ-วะ-ปุ-ริ-โส-ยา-วะ-อัด-ถัด-สะ-นิป-ปะ-ทา
      • แปลว่า เกิดเป็นคนควรพยายาม จนกว่าจะประสบความสำเร็จ
      • ความหมาย คนที่มีความพยายาม คือ คนที่ขยันพากเพียรในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ประสบผลสำเร็จโดยไม่มีความย่อท้อใดๆ
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนให้ชาวพุทธมีความพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ แล้วจะประสบความสำเร็จ
    3. สนฺตฏฺฐี ปรมํ ธนํ อ่านว่า สัน-ตัด-ถึ-ปะ-ระ-มัง-ทะ-ยัง
      • แปลว่า ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
      • ความหมาย ความสันโดษเป็นความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไม่ทำสิ่งใดที่เกิดความสามารถของตน ไม่อยากได้ของคนอื่น จัดเ็ป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการสอนให้ชาวพุทธพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่คิดโลภ อยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตนจนเกิดความทุกข์เปรียบเป็นทรัพย์ที่ีมีค่าอย่างยิ่ง
    4. อิณาทานํ ทุกขํโลเก อ่านว่า อิ-นา-ทา-นัง-ทุก-ขัง-โล-เก
      • แปลว่า การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก
      • ความหมาย การเป็นหนี้ซึ่งเกิดจากความไม่พอเพียงในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จึงจำเป็นจะต้องไปขอหยิบยืมจากผู้อื่น ซึ่งจะต้องหาเงินมาชดใช้ ทำให้เกิดความทุกข์อย่างยิ่ง
      • จุดมุ่งหมาย  เพื่อสอนให้ชาวพุทธรู้จักใช้จ่ายจนเกินตัวจนกลายเป็นหนี้ เพราะจะเกิดความทุกข์
    5. ราชา มุขํ มนุสฺสานํ อ่านว่า  พระราชาเป็นประมุขของประชาชน
      • แปลว่า พระราชาเป็นประมุขของประชาชน
      • ความหมาย พระมหากษัตริย์หรือพระราชาเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการปกครองเป็นอย่างยิ่ง โดยพระองค์ทำหน้าที่เป็นประมุขของประชาชนเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนใจชาวพุทธว่า พระราชาจะเป็นผู้ปกครองของประชาชนทุกคนในแผ่นดิน ดังนัเนประชาชนควรให้ความเคารพพระเจ้าแผ่นดิน
    6. สติโลกสฺม ธาคโร อ่านว่า สะ-ติ-โล-กัส-สะ-มะ-ชา-คะ-โร
      • แปลว่า  สติเป็นเครื่องเตือนอยู่ในโลก
      • ความหมาย  สติ คือการรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ว่าขณะนี้กำลังทำสิ่งใดอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่ประมาท
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนใจชาวพุทธให้เห็นความสำคัญของสติ และผลเสียของการขาดสติ สอนให้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
    7. นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ  อ่านว่า นัต-ถิ-สัน-ติ-ปะ-รัง-สุ-ขัง
      • แปลว่า สุขอื่นใดจะสุขกว่าความสงบไม่มี
      • ความหมาย ความสงบ คือ การไม่ถูกรบกวนทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ซึ่งจะนำความสุขมาให้แก่บุคคล เป็นความสุขที่แท้จริง
      • จุดมุ่งหมาย  สอนให้รู้จักคุณค่าของความสงบ เพราะการมีจิตสงบจะทำให้เกิดความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ และกระตุ้นให้คนฝึกฝนจิตใจใ้ห้เกิดความสงบ เพื่อทำให้ความสุขในการดำเนินชีวิต ไม่กระวนกระวาย รุ่มร้อน และมีอารมณ์ขุ่นมัว
    8. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ อ่านว่า นิพ-พา-นัง-ปะ-ระ-มัง-สุ-ขัง
      • แปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
      • ความหมาย นิพพาน แปลว่า การหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ซึ่งจะทำให้จิตใจสงบ จัดเป็นความสุขอย่างยิ่งของมนุษย์
      • จุดมุ่งหมาย สอนให้เห็นความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ หมายถึง การหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง หรือการบรรลุนิพพาน เป็นภาวะจิตที่ว่างเปล่า มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ เป็นจุดหมายสูงสุดของชาวพุทธทุกคน
    9. จิตฺตํ ทนฺติ สุขาวหํ อ่านว่า จิต-ตัง-ทัน-ตัง-สุ-ขา-วะ-หัง
      • แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
      • ความหมาย จิตที่ฝึกดีแล้ว หมายถึง จิตที่ได้รับการฝึกอบรมและดูแลรักษามาเป็นอย่างดี ทำให้เป็นคนหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวในสิ่งแวดล้อมที่ีมากระทบ มีความสงบเยือกเย็น
      • จุดมุ่งหมาย มุ่งให้ฝึกอบรมจิต ซึ่งทำได้หลายทาง เช่น การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้รู้และเข้าใจสภาพที่เป็นจริง เช่น การระลึกถึงศีล การระลึกถึงจาคะ การระลึกถึงเทวดา และวิธีการกำหนดลมหายใจเข้าออก  เป็นต้น
    10. น อุจฺจาวจํ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ อ่านว่า นะ-อุจ-จา-วะ-จัง-ปัน-ทิ-ตา-ทัส-สะ-ยัน-ติ
      • แปลว่า บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้นๆ ลงๆ
      • ความหมาย บัณฑิต หมายถึง ผู้มีปัญญา ผู้ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความดีงาม ใช้ปัญญาในกาารดำเนินชีวิต และมีจิตใจห่างไกลจากสิ่งชั่วร้ายหรืออบายมุขต่างๆ บัณฑิตต้องมีจิตใจมั่นคง ยึดมั่นในคุณงามความดี ทำความดีเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่แสดงอาการขึ้นๆ ลงๆ
      • จุดมุ่งหมาย ต้องการสอนให้ผู้อยู่ในวัยเรียน มีความมั่นคงในการทำความดี เข้าใจถึงลัึกษณะของผู้เป็นบัณฑิต  ซึ่งผ่านการศึกษาและการฝึกอบรมมาดีแล้ว ต้องมีจิตใจมั่นคงเข้มแข็งในการทำสิ่งที่ดีถูกต้องดีงาม ไม่ดื้อร้นทำตามใจตัวเอง แต่ต้องยึดหลักธรรมเป็นใหญ่
    11. นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต อ่านว่า นัต-ถิ-โล-เก-อะ-นิน-ทิ-โต
      • แปลว่า คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
      • ความหมาย การนินทา หมายถึง การติเตียนลับหลัง หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเรื่อง โลกธรรม 8 สอนว่า การนินทาเป็นเรื่องธรรมดาของโลก สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน บุคคลที่ได้รับการสรรเสริญ ก็ย่อมถูกนินทาได้เช่นกัน
      • จุดมุ่งหมาย สอนให้ชาวพุทธเข้าใจธรรมชาติของโลกและมนุษย์ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ต้องตระหนักว่า ไม่มีใครในโลกรอดพ้นจากการนินทา
    12. โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ อ่านว่า โก-ธัง-คัด-วา-สุ-ขัง
      • ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข
      • ความหมาย ความโกรธ เป็นความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อบุคคล หรือต่อสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนที่มีความทุกข์ เมื่อเกิดความโกรธอาจตัดสินใจใช้อารมณ์รุนแรงกระทำต่อบุคคลหรือสิ่งของส่งผลเสียหายร้ายแรงตามมา ดังนั้นการกำจัดความโกรธออกไปได้ชีวิตย่อมสงบสุข
      • จุดมุ่งหมาย สอนให้ชาวพุทธรู้จักโทษและผลเสียของความโกรธ รู้จักฝึกระงับความโกรธ มิให้เกิดขึ้นง่ายๆ โดยใช้หลักไตรสิกขา ได้แก่
        1. การรักษาศีล
        2. การเจริญสมาธิ
        3. การเจริญปัญญา
  14. จงบอกคำ

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 7 บทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์และมารยาทชาวพุทธ ::

กิจธุระที่สำคัญของพระสงฆ์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

  • การศึกษาอบรม
  • การปฏิบัติธรรมและเป็นนักบวชที่ดี

ไตรสิกขา ได้แก่อะไร

  • ศีล สมาธิ ปัญญา

ศิลของพระภิกษุมีกี่ประเภทอะไรบ้าง

  • 2 ประเภท ศีลในปาติโมกข์ คือ ศีลของพระสงฆ์ 227 ข้อ และศีลนอกปาติโมกข์  คือ ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทต่างๆ

การฝึกหัดจิตให้มีคุณภาพมี่กี่ประเภทอะไรบ้าง

  • สมถภาวนา
  • วิปัสสนาภาวนา

ปัญญามีกี่ระดับอะไรบ้าง

  • ปัญญาระดับสุตะ
  • ปัญญาระดับญาณ

การปฏิบัติธรรมและเป็นนักบวชที่ดี ได้แก่

  • ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี
  • อธิบายให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระพุทธและพระธรรม
  • สอนให้ละเว้นความชั่ว กลัวบาป และหมั่นทำความดี
  • สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้สืบทอดพระพุทธศาสนา

การรักษาศีลคืออะไร

  • การควบคุมกาย และจิตใจให้เป็นปกติ เช่น ศีล 5 ศีล 8

ทิศ 6 คืออะไร

  • การปฏิบัติตนต่อบุคคลที่อยู่รอบตัวเราให้มีความเหมาะสมทั้ง 6 ทิศ

การปฏิบัติต่อพระสงฆ์มี 2 ประการ ได้แก่

  • อามิสปฏิสันถาร คือ การต้อนรับด้วยสิ่งของ
  • ธรรมปฏิสันถาร คือ การต้อนรับด้วยธรรม เช่น บอกหนทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

หน้าที่หลักของชาวพุทธที่มีต่อพระศาสนาได้แก่

  • การศึกษาในหลักธรรม
  • การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน ประเพณี และพิธีกรรมทางศาสนา
  • การเผยแ่ผ่พระศาสนา
  • การป้องกันรักษาพระศาสนา

หน้าที่และมารยาทของชาวพุทธที่ดีได้แก่

  • การปฏิบัติตนเป็นชาวพุทธที่่ดี
  • การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และธรรมศึกษา
  • การปลูกฝังจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในสังคมชาวพุทธ

การกระทำสามี่จิกรรม หมายถึงอะไร

  • การแสดงออกที่สมควร หรือการแสดงความเคารพตามสมควรแก่สถานที่และโอกาส

การปฏิบัติต่อพระพุทธรูปด้วยความเคารพทำได้อย่างไรบ้าง

  • ไม่ยืนค้ำเศียรพระพุทธรูป ไม่เดินข้าม หรือเอื้อมมือไปหยิบของข้ามพระพุทธรูป
  • ไม่ตั้งภาพหรือพระพุทธรูปในสถานที่ไม่สมควร เช่น ทางเท้า เชิงบันได
  • ไม่พูดดูหมิ่นพระพุทธเจ้า หรือนำไปล้อเลียน
  • ไม่นำรูปหล่อหรือรูปภาพของภิกษุ มาวางเสมอกับพระพุทธเจ้า

การปฏิบัติต่อพระธรรมด้วยความเคารพ ได้แก่อะไร

  • ไม่นำบทสวดมนต์มาพูดล้อเลียน
  • ตั้งใจศึกษาหลักธรรมและไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริง
  • ไม่นำหลักธรรมมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีอคติ
  • ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาด้วยความเคารพ
  • เก็บรักษาหนังสือพระไตรปิฏก หนังสือธรรมอย่างเหมาะสม

การปฏิบัติต่อพระสงฆ์ด้วยความเคารพได้แก่อะไร

  • ระลึกถึงท่านด้วยความเคารพ
  • ไม่นำเรื่องท่านมาพูดล้อเลียน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  • แสดงความเคารพต่อท่านตามความเหมาะสมกับสถานที่และโอกาส
  • ใช้คำพูดต่อท่านอย่างสุภาพ ไม่ตีตัวเสมอท่าน และใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง
  • ไม่ควรนั่งเก้าอี้เสมอกับท่าน
  • พึงหลีกทางให้ท่าน เมื่อต้องเดินสวนกันในที่สาธารณะ

การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและสังคมทำได้อย่างไรบ้าง

  • โดยการรักษาศีล 8 และการเข้าร่วมกิจกรรมและเป็นสมาชิกขององค์กรชาวพุทธ

การเข้าร่วมกิจกรรมและเป็นสมาชิกขององค์กรชาวพุทธทำได้อย่างไรบ้าง

  • เสียสละโดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรของชาวพุทธต่างๆ เช่น มูลนิธิ หรือชมรมที่ถูกต้องตามกฏหมาย เช่น สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา เครือข่ายชาวพุธเพื่อพุทธศาสนาและสังคมไทย (คพส.) องค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์พระพุทธศาสนา (พสล.) เพื่อทำหน้าที่ในการเป็นชาวพุทธที่่ดี  ช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไป

การเป็นผู้มีมารยาทที่ดี ได้แก่อะไรบ้าง

  • มารยาทในการไหว้
    • การไหว้ผู้ใหญ่ การไหว้ให้ยกมือขึ้นประนมให้ปลายนิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว
    • การไหว้ผู้เสมอกัน ยกมือขึ้นประนมมือให้ปลายนิ้วชี้อยู่ที่ปลายจมูก ก้มศีรษะเล็กน้อย
    • การรับไหว้ผู้น้อย  ผู้ใหญ่ต้องรับไหว้โดยยกมือระหว่างอก ปลายนิ้วชี้จรดคาง
  • การเคารพศพ การเคารพศพทุกครั้ง ต้องกราบพระพุทธรูปก่อนจึงเคารพศพ  การไหว้พระพุทธรุปต้องจุดธูป 3 ดอกก่อน ปักที่กลางกระถางธูปแล้วก้มลงกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง
    • การเคารพศพพระ ให้จุดธูป 3 ดอก ปักที่กระถางธูปหน้าศพแล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง
    • การเคารพศพบุคคล ให้จุดธูป 1 ดอก ปักที่กระถางธูปหน้าศพ แล้วกราบหรือไหว้ 1 ครั้งตามแต่อาวุโส
  • การกราบ (อภิวาท) มี 2 ลักษณะ
    • การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ให้กราบพระรัตนตรัย มี 3 จังหวะ คือ อัญชลี วันทา และอภิวาท
    • การกราบผู้ใหญ่ กราบเพียงครั้งเดียว นั่งพับเพียบ ทอดมือทั้ง 2 ลงพร้อมกัน ให้มือทั้ง 2 ค่อมเข่าข้างหนึ่ง มือประนมและค่อมตัวลง หน้าผากแตะพื้น ขณะกราบไม่ควรกระดิกนิ้วหัวแม่มือขึ้น รับหน้าผาก

การปฏิบัติตนที่เหมาะสมในฐานะผู้ปกครองและผู้ที่อยู่ในปกครองตามหลักทิศ 6 ได้แก่อะไรบ้าง

  • ผู้ปกครองหรือนายจ้างควรปฏิบัติต่อลูกจ้างที่เหมาะสมตามหลักธรรมเรื่องทิศ 6 ดังนี้
    • การมอบหมายงานให้ทำตามความเหมาะสมแก่ความสามารถของลูกจ้าง
    • การจ่ายค่าจ้างหรือค่าตอบแทนในการทำงานแก่ลูกจ้างที่เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง
    • ดูแลสภาพความเป็นอยู่ของลูกจ้างให้มีสภาพการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม โดยจัดสวัสดิการตามสมควร
  • ผู้ที่อยู่ในปกครองหรือลูกจ้างควรปฏิบัติต่อนายจ้างดังนี้
    • การทำงานที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้างอย่างเต็มความสามารถของตน
    • การเข้าทำงานและการเลิกงานตามกำหนดที่ได้ตกลงไว้กับนายจ้่าง
    • การช่วยรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างมีความซื่อสัตย์ต่อนายจ้าง
    • ยกย่องสรรเสริญความดีของนายจ้างให้ปรากฏต่อสาธารณชน

หน้าที่และบทบาทของอุบาสถ อุบาสิกาที่มีต่อสังคมไทยในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง  อุบาสถธรรม 7

  • หมั่นไปวัดตามโอกาสที่เหมาะสม ไม่ขาดที่จะไปเยี่ยมเยือนพระสงฆ์
  • หมั่นฟังธรรมอย่างสม่ำเสมอตามโอกาสที่เหมาะสม ฟังอย่างตั้งใจ
  • เสื่อมใสศรัทธาในพระภิกษุสงฆ์เท่าเทียมกัน
  • ตั้งจิตให้เป็นกุศลในขณะฟังธรรม
  • ทำบุญตามหลักและวิีการของพระพุทธศาสนา
  • ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในทุกๆ ด้าน

การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวตามหลักทิศ 6 ได้แก่อะไรบ้าง

  • สามีควรบำรุงภรรยาด้วย 5 สถาน คือ การยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยาของตน  การไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม การไม่ประพฤตินอกใจภรรยาของตน การมอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้ การให้เครื่องแต่งตัว
  • ภรรยาควรอนุเคราะห์สามีด้วย 5 สถาน คือ การจัดการงานให้ดี การสงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีที่ดี การไม่ประพฤตินอกใจสามี การรักษาทรัพย์ที่สามีหาได้มา การขยันไม่เกียจคร้านการงานทั้งปวง

ชาวพุทธที่ดีต้องบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติและโลกอย่างไรบ้าง

  • การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว
  • การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
  • การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
  • การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อโลก

พุทธบริษัทมี่กี่ประเภทอะไรบ้าง 4 ประเภท

  • พระสงฆ์ หรือ นักบวช ประกอบด้วย พระสงฆ์ ภิกษุณี
  • คฤหัสถ์ ได้แก่ อุบาสถ และอุบาสิกา

เราสามารถปกป้องพระพุทธศาสนาได้อย่างไรบ้าง

  • ปกป้องพระพุทธ
  • ปกป้องพระธรรม
  • ปกป้องพระสงฆ์
  • ปกป้องพุทธวัฒนธรรม

พุทธมามกะ หมายถึง อะไร มีจุดมุ่งหมายอะไร

  • พุทธมามกะ หมายถึง บุคคลผู้ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง หรือเป็นคนของพระพุทธเจ้า นับถือพระพุทธศาสนา จุดประสงค์ คือ ต้องการให้เยาวชนมีสำนึกในความเป็นพุทธศาสนิกชน หรือให้คนต่างศาสนาที่ต้องการเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาได้เข้าร่วมพิธีประกาศตนเป็นพุทธมามกะ

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 6 การบริหารจิตและการเจริญปัญญา ::

การบริหารจิต หมายถึง 

  • การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามหรือสมบูรณ์เต็มที่ ได้แก่ การฝึกสมาธิ ทำให้จิตได้รับการบริหารดีและมีปัญญาที่ได้รับการฝึกอบรมให้เจริญต้องเป็นบุคคลที่ผ่านมาฝึกสมาธิครบถ้วน

ประโยชน์ของการฝึกบริหารจิตและการเจริญปัญญา คือ

  • การศึกษาเล่าเรียนนำไปพัฒนาจนเป็นความเจริญแก่ตนเองและสังคม
  • การทำงาน ทำให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานและประสบความสำเร็จ
  • สุขภาพกาย และจิตดี ทำให้เยือกเย็น สุขุม อ่อนโยน
  • การควบคุมกิเลส ผ่อนคลายความกังวล
  • ความสุขสงบในการดำเนินชีวิต หายเครียด ผ่อนคลายความรู้สึกกังวล

สติปัฏฐาน 4 ได้แก่อะไร

  • กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน
  • เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน
  • จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน
  • ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน

เราสามารถนำวิธีบริหารจิตและการเจริญปัญญาไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้คุณภาพชีวิตและสังคมได้อย่างไรบ้าง

  • ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน สามารถควบคุมจิตใจเพื่อสุขภาพจิตที่ดี อารมณ์แจ่มใส

วิธีการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน กระทำได้โดย

  • การนั่งกำหนดหรือนั่งสมาธิ
  • การเดินจงกรม

ผลดีของการฝึกบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน คือ

  • เป็นผู้มีสมาธิดี
  • ช่วยให้มีความสุขในการดำเนินชีวิต
  • มีสุขภาพจิตทีี่ดี มั่นใจในตนเอง

วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ได้แก่

  • การคิดแบบสาวเหตุปัจจัย
  • การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ
  • การคิดแบบรู้เท่าทัน
  • การคิดแบบอริยสัจ
  • การคิดแบบเชื่อมโยงหลักการและความมุ่งหมาย
  • การคิดแบบคุณโทษและทางออก
  • การคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม
  • การคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม
  • การคิดแบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน
  • การคิดแบบแยกแยะประเด็น

อนุสสติ 10 ได้แก่  การระลึกถึงสิ่งอันเป็นอารมณ์กรรมฐานที่ดีสามารถใช้ยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นอุบายให้จิตสงบ

  • พุทธานุสติ
  • ธัมมานุสติ
  • สังฆานุสติ
  • สีลานุสติ
  • จาคานุสติ
  • เทวตานุสติ
  • มรณัสสติ
  • กายคตาสติ
  • อานาปานสติ
  • อุปมาสุสติ

การฝึกปฏิบัติอานาปานสติทำได้อย่างไร

  • ตัดปลิโพธิ หรือความกังวล
  • นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง
  • กำหนดลมหายใจเข้าออก

การฝึกปฏิบัติมรณัสสติ ทำได้อย่างไร

  • ระลึกถึงความตาย พิจารณาความตาย เริ่มจากความตายของผู้อื่น สัตว์ที่เห็น ได้ฟัง ได้รู้มา แล้วน้อมนำเข้ามาพิจารณาถึงความตายของตน

การเจริญมรณํสสติ มีผลดีคือ

  • บรรเทาความมัวเมาในวัยว่าตนยังหนุ่มสาว ในความไม่มีโรค เห็นว่าตนยังแข็งแรง
  • เร่งเร้าให้ทำความดี บำเพ็ญกุศลด้วยการให้ทาน ศีล และภาวนา
  • เป็นผู้ไม่กลัวตาย
  • เมื่อถึงคราวตายจริง สติมั่นคง มีจิตใจไม่เศร้าหมอง ไม่หลงตาย
  • สามารถกำจัดนิวรณ์ กิเลสขวางกั้นไม่ให้บรรลุคุณวิเศษ

การฝึกปฏิบัติอุปสมานุสสติ คือ

  • การระลึกถึง อุปสมะ การเข้าไปสงบ หรือ การตามระลึกถึงคุณของนิพพาน ต้องใช้ปัญญาพิจารณาการเรียนรู้และประสบการณ์

จาคานุสสติ คือ

  • การระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้ว ทำให้เกิดความอิ่มใจ ความโลภลดน้อยลงมาก ใจน้อมไปในจาคะมากขึ้น

สีลานุสสตื คือ

  • การตั้งสติตามระลึกถึงศีลของตน เป็นการย้อนกลับไปที่การกระำทำความดี ทำให้เกิดความภูมิใจ

สมาธิ คืออะไร มีกี่ระดับ

  • มี 3 ระดับ ได้แก่ ขณิกสมาธิ  อุปจารสมาธิ  และอัปปนาสมาธิ

ประโยชน์ของสมาธิ

  • ด้านจิตใจ มีสติสมบูรณ์กว่าเดิม มีความจำดี มีความคิดดีกว่าเดิม
  • ด้านร่างกาย ทำให้ใช้พลังงานลดลง  เกิดความผ่อนคลาย

การคิดให้ถูกวิธีประกอบด้วยกี่ประการ อะไรบ้าง

  • อุปายมนสิการ หมายถึง กาคิด หรือพิจารณาโดยอุบาย หรือการคิดอย่างมีวิธี ถูกวิธี
  • ปถมนสิการ หมายถึง การคิดเป็นทาง หรือคิดมีระเบียบ คิดเป็นลำดับขั้นตอน
  • การณมนสิการ หมายถึง การคิดตามเหตุ หรืออย่างมีเหตุผล
  • อุปปาทกมนสิการ หมายถึง การคิดให้เกิดผล หรือคิดเร้ากุศล

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 5 หลักธรรมพื้นฐานทางศาสนา ::

พระรุัตนตรัย หมายถึง   ดวงแก้วอันประเสริฐ 3 ดวง ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

คุณค่าพุทธะ ได้แก่  พิจารณาตามพุทธจริยา มี 3 ประการ คือ โลกัตถจริยา ญาตัตถจริยา และพุทธัตถจริยา

พระคุณของพระพุทธเจ้า สรุปได้ 3 ประการ คือ

  • พระปัญญา
  • พระมหากรุณา
  • พระวิสุทธิคุณ ท

คุณค่าของพระธรรม ได้แก่

  • สฺวากขาโต ภควา ธมฺโม แปลว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเข้าตรัสดีแล้ว
  • สนฺทิฏฺฐิโก แปลว่า อันผู้ปฏิบัติธรรมจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง
  • อกาลิโก แปลว่า ไม่ประกอบด้วยกาล คือ การปฏิบัติธรรม ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา
  • เอหิปสฺสิโก แปลว่า ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม และพิสูจน์ได้ หรือท้าทายต่อการตรวจสอบ
  • โอปนยิโก แปลว่า ควรน้อมเข้ามา คือ ควรน้อมนำหลักธรรมเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึงหลักธรรม ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ
  • ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ แปลว่า อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

คุณค่าของพระสงฆ์ ได้แก่ เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา และเป็นผู้อนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้าน ทำให้ปฏิบัติตามหลักธรรมได้ถูกต้อง

ความดีของพระสงฆ์ สรุปได้ดังนี้

  • สุปฏิปันโน พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี
  • อุขุปฏิปันโน พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติตรง
  • ญายปฏิปันโน พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง
  • สามีจิปฏิปันโน พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
  • อาหุเนยโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่สิ่งของคำนับ
  • ปาหุเนยโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ
  • ทักขิเณยโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาควรแก่สิ่งของทำบุญ
  • อัญชลีกรณีโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี
  • อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเนื้อนาบุญของโลก

อริยสัจ 4 คืออะไร ได้แก่อะไรบ้าง  คือ ความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์

1. ทุกข์
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์

2. สมุทัย
คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง

3. นิโรธ
คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน

4. มรรค
คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้

ทุกข์ หรือธรรมที่ควรรู้ ประกอบด้วยหลักธรรม  คือ ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

โลกธรรม 8 ได้แก่อะไร โลกธรรม คือ ธรรมดาของโลก, เรื่องของโลก, ธรรมที่ครอบงำโลก ไม่มีใครพ้นไปได้เลย ยกเว้นพระอรหันต์ผู้อยู่เหนือโลกเท่านั้น โลกธรรมมี 8 ประการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกฝ่ายที่น่าปรารถนาและพึงพอใจ (อิฏฐารมณ์) และฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนาหรือไม่พึงพอใจ (อนิฏฐารมณ์)

คู่ที่ 1 ได้ลาภ เสื่อมลาภ ลาภ
คู่ที่ 2 ได้ยศ เสื่อมยศ
คู่ที่ 3 สรรเสริญ นินทา
คู่ที่ 4 สุข ทุกข์

สมุทัย หรือ ธรรมที่ควรละ ประกอบด้วยหลักธรรมอะไรบ้าง

นิยาม หมายถึง การกำหนดอันแน่นอน หรือ ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ

กฎธรรมชาติหรือนิยามนั้น แม้จะมีลักษณะทั่วไปอย่างเดียวกันทั้งหมดคือ ความเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย แต่ก็อาจแยกประเภทออกไปได้ตามลักษณะอาการจำเพาะที่เป็นแนวทางหรือเป็นแบบหนึ่ง ๆ ของความสัมพันธ์ อันจะช่วยให้กำหนดศึกษาได้ง่ายขึ้น

โดยประกอบด้วย 5 อย่างคือ

  1. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ในธรรมชาติแวดล้อม เช่น เรื่องลมฟ้าอากาศ ฤดูกาล ฝนตกฟ้าร้อง การที่สิ่งทั้งหลายผุพังเน่าเปื่อย มุ่งเอาความผันแปรที่เนื่องด้วยความร้อนหรืออุณหภูมิ
  2. พีชนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าพันธุกรรม เช่น หลักความจริงที่ว่าปลูกพืชเช่นใดก็ให้ผลเช่นนั้น ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว เป็นต้น
  3. จิตตนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต กระบวนการของความคิด พระพุทธศาสนาเชื่อว่าคนเรา (รวมทั่งสิ่งมีชีวิตอื่น) ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิต ภาวะทางจิตของคนไม่เหมือนกัน ผลักดันให้พฤติกรรมที่แตกต่างกัน
  4. กรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ หรือกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยความจงใจ (เจตนา) แบ่งออกเป็นสองอย่างคือ กรรมดีกับกรรมชั่ว กรรมดีย่อมสนองตอบในทางดี กรรมชั่วย่อมสนองตอบในทางชั่ว
  5.  ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรืออาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันของสิ่งทั้งหลาย หรือกฎทั่วไปแห่งเหตุและผล เช่น สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เป็นธรรมดา คนย่อมมีความเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นธรรมดา ธรรมนิยามเป็นคำสรุปรวมเอานิยามทุกข้อทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน และนิยามสี่ข้อข้างต้นก็รวมอยู่ในธรรมนิยามนี้เช่นกัน

วิตก 3 หมายถึง

วิตก หมายถึง ความคิด ความนึกคิด หรือดำริ ประกอบด้วย กุศลวิตก 3 และอกุศลวิตก 3 ได้แก่

กุศลวิตก 3 หมายถึง ความนึกคิดที่ดีงาม ประกอบด้วย

  1. เนกขัมมวิตก หมายถึง ความนึกคิดในทางเสียสละ ความนึกคิดที่ปลอดจากกาม คือ ไม่ติดในการปรนเปรอสนองความอยากของตน
  2. อพยาบาทวิตก หมายถึง ความนึกคิดที่ปลอดจากการพยาบาท หรือความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา คือไม่คิดขัดเคืองหรือพยาบาทมุ่งร้ายบุคคลอื่น
  3. อวิหิงสาวิตก หมายถึง ความนึกคิดที่ปลอดจากการเบียดเบียน ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย

อกุศลวิตก 3 หมายถึง ความนึกคิดในสิ่งที่ไม่ดี ประกอบด้วย

  1. กามวิตก หมายถึง ความนึกคิดในทางกาม หรือความนึกคิดในทางแสวงหาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งที่สนองความอยาก
  2. พยาบาทวิตก หมายถึง ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองหรือพยาบาทมุ่งร้าย
  3. วิหิงสาวิตก หมายถึง ความนึกคิดในทางเบียดเบียน หรือความนึกคิดในทางทำลาย มุ่งร้าย หรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น

จะเห็นว่าหลักของอกุศลวิตกทั้ง 3 เป็นหลักที่ควรละเสีย (สมุทัย) เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความทุกข์ผลักดันให้พฤติกรรมที่แตกต่างกัน

มิจฉาวณิชชา 5 คือ

  1. สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ
  2. สัตตวณิชชา หมายถึง การค้าขายมนุษย์
  3. มังสวณิชชา หมายถึง ค้าขายสัตว์เป็น
  4. มัชชวณิชชา หมายถึง การค้าขายน้ำเมา
  5. วิสวณิชชา หมายถึง การค้าขายยาพิษ

องค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท คืออะไร

  1. อวิชชา
  2. สังขาร
  3. วิญญาณ
  4. นามรูป
  5. สฬายตนะ
  6. ผัสสะ
  7. เวทนา
  8. ตัณหา
  9. อุปทานจึ
  10. ภพ
  11. ชาติ
  12. ชรา มรณะความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ

นิวรณ์ 5 ได้แก่ อะไร

นิวรณ์ 5 หมายถึง สิ่งที่ขวางกั้นจิตทำให้สมาธิไม่อาจเกิดขึ้นได้ มี 5 อย่างคือ
1.กามฉันทะ
2. พยาบาท
3. ถีนมิทธะ
4. อุทธัจจกุกกุจจะ
5. วิจิกิจฉา

อุปทาน 4 ได้แก่ อะไร

1. กามานุปาทาน
2. อัตตวานุปาทาน
3. ทิฏฐิปาทาน
4. สีลัพพัตตะปาทาน

นิยาม 5 ได้แก่อะไร

  1. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ในธรรมชาติแวดล้อม เช่น เรื่องลมฟ้าอากาศ ฤดูกาล ฝนตกฟ้าร้อง การที่สิ่งทั้งหลายผุพังเน่าเปื่อย มุ่งเอาความผันแปรที่เนื่องด้วยความร้อนหรืออุณหภูมิ
  2. พีชนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าพันธุกรรม เช่น หลักความจริงที่ว่าปลูกพืชเช่นใดก็ให้ผลเช่นนั้น ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว เป็นต้น
  3. จิตตนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต กระบวนการของความคิด พระพุทธศาสนาเชื่อว่าคนเรา (รวมทั่งสิ่งมีชีวิตอื่น) ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิต ภาวะทางจิตของคนไม่เหมือนกัน ผลักดันให้พฤติกรรมที่แตกต่างกัน
  4. กรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ หรือกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยความจงใจ (เจตนา) แบ่งออกเป็นสองอย่างคือ กรรมดีกับกรรมชั่ว กรรมดีย่อมสนองตอบในทางดี กรรมชั่วย่อมสนองตอบในทางชั่ว
  5.  ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรืออาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันของสิ่งทั้งหลาย หรือกฎทั่วไปแห่งเหตุและผล เช่น สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เป็นธรรมดา คนย่อมมีความเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นธรรมดา ธรรมนิยามเป็นคำสรุปรวมเอานิยามทุกข้อทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน และนิยามสี่ข้อข้างต้นก็รวมอยู่ในธรรมนิยามนี้เช่นกัน

นิโรธ หรือ ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ประกอบด้วยหลักธรรมอะไรบ้าง
ภาวนา หมายถึง การเจริญ, การทำให้เป็นให้มีขึ้น, การฝึกอบรม หรือ การพัฒนา ประกอบด้วย

  •  กายภาวนา แปลว่า พัฒนากาย
  •  ศีลภาวนา แปลว่า พัฒนาศีล
  • จิตภาวนา  แปลว่า พัฒนาจิต
  • ปัญญาภาวนา แปลว่า พัฒนาปัญญา

นิพพาน หมายถึง

สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่จิตมีความสงบสูงสุด เพราะไร้ทุกข์ ไร้สุข เป็นอิสรภาพสมบูรณ์
2 ประเภท คือ

  1. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุยังมีอุปาทิเหลือ ยังเกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์ กล่าวคือดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ
  2. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุที่ไม่มีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์ กล่าวคือดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่อีก

ภาวนา 4 ได้แก่อะไร

  1. กายภาวนา
  2. สีลภาวนา
  3. จิตภาวนา
  4. ปัญญาภาวนา

วิมุตติ 5 ได้แก่อะไร
วิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้น ความเป็นอิสระ

  1. ตทังควิมุตติ คือ ความหลุดพ้นชั่วคราว หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสได้ชั่วคราว
  2. วิกขัมภนวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยการสะกดไว้ หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสได้ด้วยกำลังฌาน
  3. สมุจเฉทวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นเด็ดขาด หมายถึง ความพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจอริยมรรค (มรรคมีองค์ 8) ละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด ไม่เกิดกิเลสอีกต่อไป
  4. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยความสงบ หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลส เนื่องมาจากอริยมรรคอริยผลไม่ต้องขวนขวายเพื่อละกิเลสอีก
  5. นิสสรณวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยสลัดออกไป หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสนั้นได้อย่างยั่นยืนตลอดไป ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ นิพพาน
  6. นิสสรณวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยสลัดออกไป หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสนั้นได้อย่างยั่นยืนตลอดไป ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ นิพพาน

มรรค คือ ธรรมที่ควรทำให้เจริญ ประกอบด้วยหลักธรรมอะไรบ้าง

  • อปริหานิยธรรม 7
  1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
  2. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุม และทำกิจกรรมร่วมกัน
  3. ไม่บัญญัติ หรือล้มเลิกข้อบัญญัติต่าง ๆ เป็นการไม่เพิกถอน ไม่เพิ่มเติม ไม่ละเมิดหรือวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติไว้
  4. ให้ความเคารพและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่
  5. ไม่ข่มเหงสตรี
  6.  เคารพบูชาสักการะเจดีย์
  7. ให้การอารักขาพระภิกษุสงฆ์หรือผู้ทรงศีล
  • ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4

ทิฏฐธัมมิกัตถะ เป็นข้อปฏิบัติสำคัญที่ทำให้เกิดผล คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ บางทีเรียกว่า “หัวใจเศรษฐี” โดยมีคำย่อคือ “อุ” “อา” “กะ” “สะ” ดังนี้คือ

  1. อุฏฐานะสัมปทา (อุ) หมายถึง การถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร
  2. อารักขสัมปทา (อา) หมายถึง การถึงพร้อมด้วยการรักษา
  3. กัลยาณมิตตตา (กะ) หมายถึง การรู้จักคบคนดีหรือมีกัลยาณมิตร
  4. สมชีวิตา (สะ) หมายถึง ความเป็นอยู่พอดี หรือความเป็นอยู่สมดุล

โภคอาทิยะ 5 ประกอบด้วย
หลักธรรมที่สอนเกี่ยวกับการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้หรือแนวทางในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ (ทรัพย์สินสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค) มี 5 ประการ ดังนี้

1. ใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงดูตนเอง บิดามารดา และครอบครัว ให้อยู่ดีมีสุข
2. ใช้จ่ายเพื่อบำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงานเป็นครั้งคราว
3. ใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัยอันตราย หรือเก็บออมไว้ยามเจ็บไข้ได้ป่วย
4. ใช้จ่ายเพื่อทำพลี 5 อย่าง คือ สงเคราะห์ญาติ,ต้อนรับแขก,บำรุงราชการ (เสียภาษี), บำรุงเทวดา (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีของสังคม) และ ทำนุบำรุงให้บุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว
5. ใช้จ่ายเพื่ออุปถัมภ์บำรุงนักบวช พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล และกิจการพระศาสนา

ทศพิธราชธรรม ประกอบด้วย

  1. ทาน (ทานํ) คือ การให้
  2. ศีล (สีลํ) คือ ความประพฤติที่ดีงาม ทั้ง กาย วาจา และใจ
  3. บริจาค (ปริจาคํ) คือ การเสียสละความสุขสวนตนเพื่อความสุขส่วนรวม
  4. ความซื่อตรง (อาชฺชวํ) คือ ความซื่อตรง
  5. ความอ่อนโยน (มทฺทวํ) คือ การมีอัธยาศัยอ่อนโยน
  6. ความเพียร (ตปํ) คือ ความเพียร
  7. ความไม่โกรธ (อกฺโกธํ) คือ ความไม่แสดงความโกรธ
  8. ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) คือ การไม่เบียดเบียน
  9. ความอดทน (ขนฺติ) คือ การมีความอดทนต่อสิ่งทั้งปวง
  10. ความเที่ยงธรรม (อวิโรธนํ) คือ ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก

สารณียธรรม 6
สาราณียธรรม หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง หมายถึง มีความปรารถนาดีต่อกัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ดังนี้

  1. เมตตากายกรรม
  2. เมตตาวจีกรรม
  3. เมตตามโนธรรม
  4. แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยความชอบธรรมแก่เพื่อนมนุษย์
  5. รักษาความประพฤติ(ศีล) เสมอกัน
  6. มีความเห็นร่วมกัน ไม่วิวาทเพราะมีความเห็นผิดกัน

ปัญญาวุฒิธรรม 4 ประกอบด้วย 

ปัญญาวุฒิธรรม หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องเจริญ หรือคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงามแห่งปัญญา เป็นธรรมที่ผู้ประพฤติปฏิบัติแล้วมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ประกอบด้วย

1. สัปปุริสสังเสวะ หมายถึง การคบหาสัตบุรุษ

2. สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง ฟังสัทธรรม การเอาใจใส่ศึกษาเล่าเรียน

3. โยนิโสมนสิการ หมายถึง การคิดอย่างถูกวิธี การคิดอย่างแยบคาย

4. ธัมมานุธัมมปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หรือการปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตามหลัก

พละ 5 ได้แก่อะไรบ้าง  

พละ หมายถึง ธรรมอันเป็นกำลัง เป็นธรรมที่มีกำลังในการปกป้องคุ้มครองจิตใจไม่ให้อกุศลเข้ามาครอบงำประกอบด้วย

1. สัทธาพละ หมายถึง พลังคือความเชื่อ เช่นเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เป็นพลังให้เราทำความดี เป็นต้น

2. วิริยพละ  หมายถึง พลังคือความเพียร การเพียรระวังไม่ให้ความชั่วหรือบาปอกุศลเกิดขึ้นในใจ เพียรลด ละ เลิกต่อความชั่วทั้งหลาย เพียรทำความดีและเพียรรักษาความดีให้คงอยู่และเพิ่มพูดงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป

3. สติพละ  หมายถึง พลังคือความระลึกได้ การมีสติคือการระลึกได้ก่อนคิด ก่อนพูด ก่อนทำอะไรก็ตาม เป็นคุณธรรมที่ทำให้เกิดความรอบคอบ ไม่หลงลืม ไม่หลงไหล ไม่ลืมตัว

4. ปัญญาพละ หมายถึง พลังคือปัญญา คำว่าปัญญาคือ ความรอบรู้ ความรู้แจ้ง ความรู้จริง คือรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ

พลธรรม 5 อย่างนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินทรีย์ 5 หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจการของตน ที่เรียกว่าอินทรีย์ เพราะ เป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่แต่ละอย่าง ๆ ของตน คือเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งความไม่เชื่อ ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลง ความโง่เขลา ตามลำดับ ที่เรียกว่า พละ เพราะความหมายว่า เป็นพลังทำให้เกิดความมั่นคงซึ่งความเชื่อ ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซาน และความหลงในที่สุด ดังนั้นการดำเนินตามหลักพลธรรม 5 จึงเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์อีกแนวทางหนึ่ง

วิปัสสนาญาณ 9 ได้แก่อะไรบ้าง

วิปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณในวิปัสสนา หรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนา คือ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้งเข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง แบ่งออกเป็น 9 ประการคือ

  1. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ
  2. ภังคานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณอันตามเห็นความสลาย
  3. ภยตูปัฏฐานญาณ หมายถึง ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
  4. อาทีนวานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณอันคำนึงเห็นโทษ
  5. นิพพิทานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณอันคำนึงเห็นความหน่าย
  6. มุญจิตุกัมยตาญาณ หมายถึง ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย
  7. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทางหลุดพ้น
  8. สังขารุเปกขาญาณ หมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
  9. สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ หมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ

อธิปไตย 3 คืออะไร

  1. อัตตาธิปไตย มักหมายถึงการปกครองโดยยึดถือความเห็นของคนๆ เดียวคนกลุ่มเดียวหรือถือตามเสียงข้างน้อย ในลักษณะเผด็จการ
  2. โลกาธิปไตย หมายถึงหลักการปกครองที่ถือความคิดเห็นของคนหมู่มากหรือคนส่วนใหญ่ โดยถือหลักการที่เน้นสิทธิของปัจเจกชน
  3. ธรรมาธิปไตย หมายถึงหลักการปกครองที่ถือความคิดเห็นที่มีเหตุผลที่ถูกต้องอัน ไม่ขัดต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่สามารถรับรู้ได้ทั่วไปโดยถือหลักการที่เน้นสิทธิสังคม

พระสัทธรรม 3 หมายถึงอะไร
พระสัทธรรม หมายถึง ธรรมอันดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของสัตบุรุษ หรือหลักศาสนา ประกอบด้วย

  • ปริยัตติสัทธรรม หมายถึง สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่พุทธพจน์
  • ปฏิปัตติสัทธรรม หมายถึง สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ มรรคมีองค์ 8 หรือไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
  • ปฏิเวธสัทธรรม หมายถึง สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน

ปาปณิกธรรม 3 หมายถึงอะไร  ปาปณิกธรรม คือ หลักของการเป็นพ่อค้า หรือคุณสมบัติของพ่อค้า หมายถึง การเป็นพ่อค้าที่ดีจะต้องมีหลักในการค้าหรือมีคุณสมบัติด้านการค้าดังต่อไปนี้

1. จักขุมา คือ ตาดี หมายถึง การรู้จักสินค้า ดูสินค้าเป็น สามารถคำนวณราคา กะทุนเก็งกำไรได้อย่างแม่นยำ เป็นต้น

2. วิธูโร คือ จัดเจนธุรกิจ หมายถึง รู้แหล่งซื้อแหล่งขาย รู้ความเคลื่อนไหวหรือความต้องการของตลาด มีความสามารถในการจัดซื้อจัดจำหน่าย รู้ใจและรู้จักเอาใจลูกค้า บริการตรงกับความต้องการของลูกค้า เป็นต้น

3. นิสสยสัมปันโน คือ มีพร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นที่อาศัย หมายถึง ทำตัวเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจใสหมู่แหล่งทุนใหญ่ (เครดิตดี) มีความสามารถหาเงินมาลงทุนหรือดำเนินกิจการได้โดยง่าย

อริยวัฑติ 5 หมายถึงอะไร  อริยวัฑฒิ คือ ความเจริญอย่างประเสริฐ คือหลักความเจริญของอารยชน หรือคนที่เจริญแล้ว ประกอบด้วย

1. ศรัทธา คือความเชื่อ ความเชื่อที่ถูกต้อง ความเชื่อที่เป็นจริง ความเชื่อมั่นในหลักพระพุทธศาสนา ความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยความไม่งบงายในสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นต้น

2. ศีล คือความประพฤติดีปฏิบัติชอบด้วยกายวาจา ความมีระเบียบวินัย การทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต เป็นต้น

3.สุตะ คือการเล่าเรียนสดับตรับฟังการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอความรู้ความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาพอแก่การปฏิบัติและสามารถแนะนำผู้อื่นได้

4. จาคะ คือ การเผื่อแผ่ การแบ่งปัน ความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจช่วยเหลือ ความเป็นคนใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว จิตใจไม่คับแคบ เป็นต้น

5. ปัญญา คือ ความรอบรู้ การรู้จักคิด รู้จักการพิจารณา เข้าใจเหตุผล รู้จักการดำรงชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุข รู้และเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง ทำจิตใจให้เป็นอิสระได้

อุบาสถธรรม 5 หมายถึงอะไร  อุบาสกธรรม หมายถึง ธรรมของอุบาสกที่ดี สมบัติหรือองค์คุณของอุบาสกอย่างเยี่ยม คือการเป็นอุบาสกจะต้องปฏิบัติธรรม 5 ประการจัดว่าเป็นอุบาสกที่ดี ประกอบด้วย

1. มีศรัทธา มีความเชื่อตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา มีความเชื่อต่อพระรัตนตรัย และประพฤติปฏิบัติตน
ตามความเชื่อเหล่านั้น
2. มีศีล คือการปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีตามหลักพระพุทธศาสนา เช่นการปฏิบัติตามหลักศีล 5 เป็นต้น
3. ไม่ถือมงคล ตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล คือมุ่งหวังผลจากการกระทำและการงานที่ทำ มิใช่หวังผลจากโชคลางและตื่นต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของขลังทั้งหลาย
4. ไม่แสวงหาทักขิไณย์ภายนอก หลักคำสอนนี้ คือ ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา
5. กระทำความสนับสนุนในพระศาสนานี้เป็นเบื้องต้น คือ ขวนขวายในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คืออะไร
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ เป็นหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน 4 อย่าง บ้างเรียกว่า หัวใจเศรษฐี “อุ อา กะ สะ” อาจเรียกสั้น ๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ

อปริหานิยธรรม 7 คืออะไร  อปริหานิยธรรมนี้เป็นหลักธรรมสำหรับใช้ในการปกครอง เพื่อป้องกันมิให้การบริหารหมู่คณะเสื่อมถอย แต่กลับเสริมให้เจริญเพียงส่วนเดียว สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมู่ชนและผู้บริหารบ้านเมืองและพระภิกษุสงฆ์ ดังนี้คือ อปริหานิยธรรมสำหรับหมู่ชนและการบริหารบ้านเมือง เป็นหลักในการปกครอง โดยปฏิบัติตามหลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว มี 7 ประการคือ

1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เป็นการประชุมพบปะปรึกษาหารือกิจการงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันโดยสม่ำเสมอ

2. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุม และทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นการประชุมและการทำกิจกรรมทั้งหลายที่พึงกระทำร่วมกัน หรือพร้อมเพรียงกันลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง

3. ไม่บัญญัติ หรือล้มเลิกข้อบัญญัติต่าง ๆ เป็นการไม่เพิกถอน ไม่เพิ่มเติม ไม่ละเมิดหรือวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติไว้ และไม่เหยียบย่ำล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ

4. ให้ความเคารพและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนาน ดังนั้นเราต้องให้เกียรติ ให้ความเคารพนับถือ และรับฟังความคิดเห็นของท่านในฐานะที่เป็นผู้รู้และมีประสบการณ์มามาก

5. ไม่ข่มเหงสตรี เป็นการให้เกียรติและคุ้มครองสตรี มิให้มีการกดขี่ข่มเหงรังแก

6. เคารพบูชาสักการะเจดีย์ คือการให้ความเคารพศาสนสถาน ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจำชาติ อันเป็นเครื่องเตือนความจำ ปลุกเร้าให้เราทำความดี และเป็นที่รวมใจของหมู่ชน ไม่ละเลย พิธีเคารพบูชาอันพึงทำต่ออนุสรณ์สถานที่สำคัญเหล่านั้นตามประเพณีที่ดีงาม

7. ให้การอารักขาพระภิกษุสงฆ์หรือผู้ทรงศีล เป็นการจัดการให้ความอารักขา บำรุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่บรรพชิต ผู้ทรงศีลทรงธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่โดยผาสุก

มงคล 38 ได้แก่อะไรบ้าง    มงคล คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ มาจากพระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี “มงคลชีวิต” ซึ่งมี 38ประการได้แก่

  1. การไม่คบคนพาล
  2. การคบบัญฑิต
  3. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
  4. การอยู่ในถิ่นอันสมควร
  5. เคยทำบุญมาก่อน
  6. การตั้งตนชอบ
  7. ความเป็นพหูสูต
  8. การรอบรู้ในศิลปะ
  9. มีวินัยที่ดี
  10. กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
  11. การบำรุงบิดามารดา
  12. การสงเคราะห์บุตร
  13. การสงเคราะห์ภรรยา
  14. ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
  15. การให้ทาน
  16. การประพฤติธรรม
  17. การสงเคราะห์ญาติ
  18. ทำงานที่ไม่มีโทษ
  19. ละเว้นจากบาป
  20. สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
  21. ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
  22. มีความเคารพ
  23. มีความถ่อมตน
  24. มีความสันโดษ
  25. มีความกตัญญู
  26. การฟังธรรมตามกาล
  27. มีความอดทน
  28. เป็นผู้ว่าง่าย
  29. การได้เห็นสมณะ
  30. การสนทนาธรรมตามกาล
  31. การบำเพ็ญตบะ
  32. การประพฤติพรหมจรรย์
  33. การเห็นอริยสัจ
  34. การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
  35. มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
  36. มีจิตไม่เศร้าโศก
  37. มีจิตปราศจากกิเลส
  38. มีจิตเกษม

หลักปฏิบัติเพื่อให้บรรลุนิพพาน ได้แก่  

  1. การปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา เป็นการป้องกันความประมาท
  2. การปฏิบัติวิปัสสนาญาณ การรู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 4 ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกาและชาวพุทธตัวอย่าง ::

จงสรุปประวัติของพุทธสาวก พุทธสาวิกา และชาวพุทธตัวอย่างดังต่อไปนี้

  1. พระนางมัลลิกา 
  2. พระอัสสชิ
  3. หมอชีวกโกมารภัจจ์
  4. พระกีสาโคตมี 
  5. พระธัมมทินนาเถรี
  6. พระโมคคัลลานะ
  7. นางจูฬสุภัททา
  8. พระอานนท์
  9. พระปฏาจาราเถรี
  10. สุมนมาลาการ
  11. พระสารีบุตร
  12. พระองคุลีมาล
  13. จิตตคหบดี
  14. พระอนุรุทธะ
  15. พระนาคเสน- พระยามิลินท์
  16. สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)
  17. พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
  18. สุชีพ ปุญญานุภาพ
  19. พระธรรมโกศาจารย์ หรือพุทธทาสภิกขุ
  20. ดร.เอ็ม เบคการ์
  21. พระปัญญานันทภิกขุ
  22. พระนารายณ์มหาราช
  23. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  24. พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท)
  25. พระธรรมปิฏก ป.อ.ปยุตฺโต
  26. อนาคาริก ธรรมปาละ

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 3 พุทธประวัติและชาดก ::

จงอธิบายพุทธประวัติในหัวข้อต่่อไปนี้

ชาติตระกูล  มีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” เป็นราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กับ”พระนางสิริมหามายา”  ประสูติ ที่สวนลุมพินีวัน ณ ใต้ต้นสาละนั้น (ปัจจุบันคือ ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) ได้มีพราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ ถ้าดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันว่า พระราชกุมารจะเสด็จออกบวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน หลังประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลก คือ ศิลปศาสตร์ถึง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร  พระบิดาไม่ประสงค์ให้เป็นศาสดาเอก จึงพยายามให้พบแต่ความสุขทางโลก เช่น สร้างปราสาท 3 ฤดู และเมื่ออายุ 16 ปี ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพาหรือยโสธรา เมื่อมีพระชนมายุ 29 ปี พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ ราหุล (บ่วง)

การเสด็จออกบวช   เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ หรือเทวทูต จึงทรงคิดว่าชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดแนวความคิดว่าธรรมดาในโลกนี้มีของคู่กันอยู่ เช่น มีร้อนก็ต้องมีเย็น  มีทุกข์คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องมีที่สุดทุกข์ คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายเป็นหนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร  จะต้องสละเพศเป็นสมณะ   จึงตัดสินพระทัยทรงออกผนวช ในวันที่พระราหุลประสูติ  ทรงม้ากัณฐกะออกผนวช มีนายฉันทะตามเสด็จ โดยมุ่งตรงไปที่แม่น้ำอโนมานที การออกบวชครั้งนี้เรียกว่า การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่)  หลังจากทรงผนวชแล้ว จึงทรงมุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ เพื่อค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร เมื่อเรียนจบทั้งสองสำนัก ก็ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ตามที่มุ่งหวังไว้  จากนั้นจึงเสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันนี้สถานที่นี้เรียกว่า ดงคศิริ) เมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร หลังจากทดลองมา 6 ปี ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาบำรุงพระวรกายโดยปกติตามพระราชดำริว่า “เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ” จึงพิจารณาเห็นทางสายกลางว่า เป็นหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณได้  ระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ (โกญฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ) มาคอยปรนนิบัติพระองค์โดยหวังว่าจะทรงบรรลุธรรมวิเศษ เมื่อพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์จึงหมดศรัทธา พากันไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (ต.สารนาถ)

การตรัสรู้  ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ นางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาส(หุงด้วยนม) ใต้ต้นไทร เมื่อเสวยเสร็จแล้วทรงลอยถาดทองในแม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ถ้าจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป  ถาดทองนั้นลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป    ในเวลาเย็นโสตถิยะให้ถวายหญ้าคา 8 กำมือ ปูลาดเป็นอาสนะ ณ โคนใต้ต้นโพธิ ต.อุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันคือ ต.พุทธคยา อินเดีย)  ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจะบรรลุโพธิญาณ ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก  ทรงบรรลุรูปฌาณทั้ง 4 ชั้น แล้วใช้สติปัญญาพิจารณาจนเกิดความรู้แจ้ง คือ

1.) เวลาปฐมยาม ทรงได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกชาติได้
2.) เวลามัชฌิมยาม ทรงได้จุตูปปาตญาณ(ทิพยจักษุญาณ)คือรู้เรื่องเกิด-ตายของสัตว์ทั้งหลายว่า เป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำไว้
3.)เวลาปัจฉิมยาม ทรงได้ อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะหรือกิเลส หมายถึง ตรัสรู้อริยสัจ4

การประกาศศาสนา   หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว ได้พิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ทรงเห็นว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว 4 เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป   ทรงมีพระกรุณาธิคุณ ระลึกอาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ท่านทั้ง 2 ได้ตายแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ จึงเสด็จไปที่ป่าอิสปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ปัจจุบันคือสารนาถ ในวันขึ้น 15 เดือน 8 จึงทรงปฐมเทศนา ” ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป)

การประดิษฐานของพระพุทธศาสนา    

              ยสกุลบุตรเบื่อหน่ายชีวิตครองเรือนหนีออกจากบ้าน ไปยังป่าอิสปตนมฤคทายวันในเวลาเช้ามืดแล้วพบพระพุทธเจ้าบังเอิญยสกุลบุตรสดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ และขอบวช ทรงให้พระสาวก แยกย้ายกันประกาศศาสนาไม่ซ้ำทางกัน เมื่อสาวกออกประกาศเทศนา มีผู้ต้องการบวชมาก และหนทางไกลกัน จึงทรงอนุญาตให้สาวกดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” (ปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย)

            ณ กรุงราชคฤห์เด็กหนุ่มสองคนคือ อุปติสสะและโกลิตะ ซึ่งเป็นศิษย์ สัญชัย  โดยพระอัสสชิได้แสดงธรรมให้ อุปติสสะได้ฟังก็เกิด “ดวงตาเห็นธรรม” แล้วรีบไปบอกข้อความที่ตนได้ฟังมาแก่โกลิตะทราบ โกลิตะได้ฟังก็เกิด”ดวงตาเห็นธรรม” เด็กหนุ่มสองคนจึงมาขอบวชเป็นสาวกพร้อมกัน และมีชื่อเรียกทางพระศาสนาว่า พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ตามลำดับ หลังจากบวชได้ 7 วัน พระโมคคัลลานะได้ไปบำเพ็ญสมาธิอยู่ที่ กัลลวาลมุตตคาม ใกล้เมืองมคธ รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน แก้อย่างไรก็ไม่หาย จนพระพุทธเจ้าเสด็จไปตรัสบอกวิธีเอาชนะความง่วง ให้ใช้ปัญญาพิจารณาเวทนา (ความรู้สึก) พระโมคคัลลานะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  หลังจากบวชได้ 15 วัน พระสารีบุตรได้ถวายงานพัดพระพุทธเจ้า ขณะพระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพาชก อยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชฌกูฏ ท่านพัดวีพระพุทธองค์พลางคิดตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้าไปด้วย เมื่อจบพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทั้งสองท่านได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้า  โดยพระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางปัญญา และพระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางฤทธิ์มาก

พุทธจริยา หมายถึง พระจริยาวัตรปกติของพระพุทธเจ้า หมายถึงการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นซึ่งทรงปฏิบัติอยู่เป็นประจำ

โลกัตถจริยา หมายถึง  พระจริยาที่เป็นประโยชน์แก่ชาวโลก เช่นการเสด็จจาริกไปประกาศธรรมในที่ต่างๆ ทรงชี้ทางบรรเทาทุกข์ ชี้สุขเกษมศานติ์ ชี้ทางพระนฤพาน ให้พ้นโศกวิโยคภัย  ได้แก่

  1. ตอนเช้า เสด็จออกบิณฑบาต โปรดสัตว์
  2. ตอนเย็น ทรงแสดงธรรมโปรดชาวบ้าน
  3. พลบค่ำ ทรงแนะนำสั่งสอนพระภิกษุ
  4. เที่ยงคืน ทรงสนทนาและตอบปัญหาเทวดา
  5. เช้ามืด ทรงตรวจดูผู้ที่สมควรที่จะเสด็จไปโปรด

ญาตัตถจริยา หมายถึง  พระจริยาที่เป็นประโยชน์แก่พระประยูรญาติ คือการเอื้ออาทรต่อพระประยูรญาติ ด้วยการเสด็จไปโปรดแล้วทรงแนะนำให้ได้พบทางสว่าง ได้ออกบวช ได้บรรลุธรรม

พุทธัตถจริยา คือ พระจริยาที่เป็นประโยชน์ตามหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้า เช่น ทรงบำเพ็ญพุทธกิจประจำวัน ทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อเป็นหลักปกครองสงฆ์ เป็นต้น

ชาดก  แปลว่า ผู้เกิด คือเล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด ถือเอากำเนิดในชาติต่างๆ ได้พบปะผจญกับเหตุการณ์ดีบ้างชั่วบ้าง แต่ก็ได้พยายามทำความดีติดต่อกันมากบ้างน้อยบ้างตลอดมา จนเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ชาดกจึงเป็นการบำเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์

มโหสถชาดก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ  การบำเพ็ญปัญญาบารมี คือความรู้ทั่วถึงสิ่งที่ควรรู้ มีเรื่องเล่าว่า มโหสธบัณฑิตเป็นที่ปรึกษาหนุ่มของพระเจ้าวิเทหะแห่งกรุงมิถิลา ท่านมีความฉลาดรู้สามารถแนะนำในปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องรอบคอบ เอาชนะที่ปรึกษาอื่นๆ ที่ริษยาใส่ความ ด้วยความดีไม่พยาบาทอาฆาต ครั้งหลังใช้อุบายป้องกันพระราชาจากราชศัตรู และจับราชศัตรูซึ่งเป็นกษัตริย์พระนครอื่นได้

มหาชนกชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญวิริยบารมี คือความพากเพียร ใจความสำคัญ คือพระมหาชนกราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตก คนทั้งหลายจมน้ำตายบ้าง เป็นเหยื่อของสัตว์น้ำบ้าง แต่ไม่ทรงละความอุตสาหะ ทรงว่ายน้ำโดยกำหนดทิศทางแห่งกรุงมิถิลา ในที่สุดก็ได้รอดชีวิตกลับไปถึงกรุงมิถิลาได้ครองราชสมบัติ

พระเวสสันดรชาดก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญทานบารมี คือการบริจาคทาน มีเรื่องเล่าถึงพระเวสสันดรผู้บริจาคทุกอย่างที่มีคนขอ ครั้นหนึ่งประทานช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองแก่พราหมณ์ ชาวกาลิงคะ ซึ่งมาขอช้างไปเพื่อให้หายฝนแล้ง แต่ประชาชนโกรธขอให้เนรเทศ พระราชบิดาจึงจำพระทัยเนรเทศ ซึ่งพระนางมัทรีพร้อมด้วยพระโอรสธิดาได้ตามเสด็จไปด้วย เมื่อชูชกไปของสองกุมาร ก็ประทานอีก ภายหลังพระเจ้าสญชัยพระราชบิดาทรงไถ่สองกุมาร และเสด็จไปรับกลับกรุง (เรื่องนี้แสดงการเสียสละส่วนน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ คือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันจะเป็นทางให้ได้บำเพ็ญประโยชน์ส่วนรวมได้ดียิ่ง มิใช่เสียสละโดยไม่มีจุดมุ่งหมายหรือเหตุผล)

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 2 สังคมอินเดียก่อนพุทธกาลและความสำคัญของพระพุทธศาสนา ::

  1. จงอธิบายสภาพสังคมอินเดียโบราณสมัยก่อนพุทธกาลในด้านการเมืองการปกครองและด้านสังคม
    1. ด้านการเมืองการปกครอง ดินแดนชมพูทวีปสมัยก่อนพุทธกาลประกอบด้วยแคว้นต่างๆ ที่เรียกว่า ชนบท เป็นอิสระปกครองตนเอง ไม่ได้รวมเป็นประเทศเดียวเหมือนในปัจจุบัน มีรูปแบบการปกครอง 2 ลักษณะ คือ ราชาธิปไตยและสามัคคีธรรม  
    2. ด้านสังคม เป็นสังคมชนชั้น วรรณะ  ได้แก่ วรรณะพราหมณ์  กษัตริย์ แพศย์ และศูทธ ส่วนพวกนอกวรรณะคือจัณฑาล
  2. การปกครองแบบราชาธิปไตย และสามัคคีธรรมมีลักษณะอย่างไร
    1. ราชาธิปไตย หรือ สมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์เป็นใหญ่  สิ่งที่เหนี่ยวรั้งอำนาจ คือ หลักธรรมของศาสนา
    2. สามัคคีธรรม  มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชาธิปไตย คือกษัตริย์ไม่มีสิทธิ์อำนาจในการปกครองแต่เพียงผู้เดียว  การบริหารประเทศดำเนินการโดยรัฐสภา เป็นการรวมหลายรัฐเข้าด้วยกัน โดยเลือกพระราชาของรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นประมุขตามระยะเวลาที่กำหนด ทำหน้าที่เป็นประมุข แต่ไม่มีอำนาจสิทธิขาดในการตัดสิน 
  3. แนวการปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์
    1. การหมกมุ่นในความสุขทางโลก หรือกามารมณ์
    2. การบำเพ็ญตบะ
    3. การฝึกโยคะ 
  4. ฐานะและความสำคัญของพระพุทธเจ้า
    1. ทรงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก และ
    2. ทรงเป็นศาสดาเอกของโลก
  5. การฝึกฝนตนเองอย่างสูงสุดของพระพุทธเจ้า
    1. การบำเพ็ญบารมีเมื่อครั้งทรงเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนครัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญคุณธรรม 10 ดังปรากฏในทศชาติชาดก
    2. การฝึกฝนพัฒนาตนเองด้วยความอดทนและความเพียรพยายามอย่างสูงสุด เช่น
    • การไปศึกษายังสำนักดาบส
    • การบำเพ็ญทุกรกิริยา
    • การบำเพ็ญเพียรทางจิต 
  6. พระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชน ดังนี้
    1. พระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง
    2. พระพุทธศาสนามีทฤษฏีและวิธีการปฏฺิบัติที่เป็นสากล
    3. พระพุทธศาสนามีข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง 
  7. พระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาศรัทธาที่ถูกต้องอย่างไร
    1. เชื่อมั่นในความดีงามของมนุษย์
    2. เชื่อมั่นในกฏแก่งการกระทำ
    3. เชื่อมั่นในผลของการกระทำ
    4. เชือมั่นในการตรัสรูของพระพุทธเจ้า
  8. ความสำคัญของปัญญา และมีกี่ประเภท
    1. ปัญญามี 2 ประเภท คือ ปัญญาทางโลก หรือโลกียปัญญา และปัญญาทางธรรม หรือโลกุตตรปัญญา
    2. ปัญญามีความสำคัญดังนี้
    • เป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ
    • เป็นแสงสว่างนำทางให้มนุษย์ได้รู้จักปลดเปลื้องความทุกข์ 
  9. หลักในการสร้างปัญญา
    1. สุตมยปัญญา
    2. จินตมยปัญญา
    3. ภาวนามยปัญญา
  10. พระพุทธศาสนามีทฤษฏีและวิธีการปฏิบัติที่เป็นสากลอย่างไร
    พระพุทธศาสนามีหลักการสั่งสอนที่เป็นหลักการ มีกฏเกณฑ์ชัดเจน เป็นที่ยอมรับว่าเป็นจริง เชื่อถือได้ เมื่อนำไปปฏิบัติจะได้ผลตามนั้น  เป็นคำสอนที่เป็นกลาง ไม่เจาะจงมุ่งเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นจริงนำไปใช้ได้กับผู้คนทุกยุคทุกสมัย เช่น เรื่องอริยสัจ 4 ความจริง
  11. พระพุทธศาสนามีข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลางอย่างไร
    • ทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ การปฏิบัติตามหลักอริยมรรค ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ
  12. จงเปรียบเทียบหลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร์
    • วิทยาศาสตร์มีหลักการดังนี้
      • เน้นวัตถุนิยม
      • เชื่อว่าความจริงรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส 
      • ไม่รับความจริงนามธรรมว่ามี
      • มุ่งให้คนเราแสวงหาความสุขทางกาย
      • ให้ความสำคัญมูลค่า มากกว่า คุณค่า
    • พระพุทธศาสนามีหลักการดังนี้
      • เชื่อว่ามีความจริงอื่นนอกวัตถุ
      • ให้ความสำคัญแก่จิต
      • ยอมรับความจริงเรื่องนามธรรม
      • มุ่งให้คนเป็นคนดี
      • มุ่งเน้นความสงบของจิตใจ ความสุขจากการทำความดี
  13. จงอธิบายวิธีคิดแบบพระพุทธศาสนา
    • พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธความคิดแบบวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นวิธีที่ถูกต้องในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ แต่จะเน้นเชื่อมโยงไปถึงการประมวลค่า เช่น การตัดสินดีชั่ว ซึ่งวิธีคิดนี้ เรียกว่า โยนิโสมนสิการ 
  14. กาลามสูตร 10 ได้แก่่อะไรบ้าง
    1. อย่าเชื่อเพราะได้ยินได้ฟังตามกันมา
    2. อย่าเชื่อเพียงการบอกต่อกันมา
    3. อย่าเชื่อเพียงเพราะข่าวที่รำลือกันมา
    4. อย่าเชื่อเพราะมีอยู่ในตำรา
    5. อย่าเชื่อเพราะตามหลักตรรกศาสตร์ 
    6. อย่าเชื่อเพียงเพราะด้วยการคาดคะเน
    7. อย่าเชื่อเพราะด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
    8. อย่าเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฏีของตน
    9. อย่าเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ
    10. อย่าเชื่อเพราะนับถือท่านสมณะนี้ว่าเป็นครูของเรา
  15. วิธีคิดแบบปถมนสิการ คืออะไร ได้แก่อะไรบ้าง
    • เป็นการคิดพิจารณาต้องทำให้ถูกทาง คิดได้ตลอดต่อเนื่องกันเป็นลำดับ เป็นความสามารถที่จะคิดในแนวทางที่ถูกต้อง ฉุดรั้งในแนวคิดให้เข้ามาในแนวทางที่ถูกต้อง พิจารณาเหตุผล และสืบค้นได้ถึงต้นเค้า ได้แก่
      • คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย
      • คิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ
      • คิดแบบสามัญลักษณ์
      • คิดแบบแก้ปัญหา
      • คิดแบบพิจารณาหลักการกับความมุ่งหมาย
  16. ความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัย เกี่ยวข้องกับหลักธรรมใดบ้าง
    • ปฏิจจสมุปบาท คือ สิ่งทั้งหลายย่อมอาศัยซึ่งกันและกัน
    • อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ
    • องค์ประกอบของการแก้ปัญหา ได้แก่ ปัญญา กรรม และวิริยะ
  17. ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร
    • ปฏิจจสมุปบาท คือ สิ่งทั้งหลายย่อมอาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นกฏธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบบางทีเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ย่อมหมายถึง ความเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน จำแนกได้ 12 ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
  18. อริยสัจ 4 คืออะไร
    • ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่
      • ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ใจ
      • สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
      • นิโรธ คือ สภาวะที่ทุกข์ดับ
      • มรรค คือ หนทางดับทุกข์ 
  19. องค์ประกอบของการแก้ปัญหาคืออะไร
    • องค์ประกอบของการแก้ปัญหา ได้แก่ 
      • ปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจว่าปัญหาที่แท้จริงคือสิ่งใด
      • กรรม คือ การลงมือกระทำ
      • วิริยะ คือ ความพากเพียร 
  20. ลักษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนาได้แก่อะไร
    • เหตุผลเป็นใหญ่ หรือธรรมาธิปไตย
    • การไม่บังคับ
    • การยินยอมพร้อมใจ
    • การรับฟังความเห็น
    • การกระจายอำนาจ
    • มติเอกฉันทฺ์
    • การตรวจสอบอำนาจ 
  21. การบริหารพระพุทธศาสนามีลักษณะอย่างไร
    • พระพุทธเจ้ามอบความเป็ฯใหญ่ให้แก่คณะสงฆ์
    • พระพุทธเจ้าเคารพในมติของคณะสงฆ์
    • พระภิกษุต้องเข้าร่วมในกิจกรรมของคณะสงฆ์
    • การประชุมสงฆ์ พระภิกษุทุกรูปที่เข้าร่วมประชุมมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น
    • การมอบฉันทะ ในกรณีที่ภิกษุรูปใดจำเป็นต้องออกจากที่ประชุม จะต้องให้ฉันทะก่อน
    • การทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ จะต้องยึดถือประโยชน์สุขส่วนรวมและความถูกต้อง
  22. การศึกษาในทัศนะของพระพุทธศาสนาได้แก่อะไรบ้าง
    • การฝึกอบรมตนเองให้เจริญงอกงาม ทางกาย ศีล จิตใจ และปัญญา
  23. ขั้นตอนในการศึกษาตามแนวทางพระพุทธศาสนา
    • มี 3 ขั้น ได้แก่ ศีลสิกขา จิตสิกขาและปัญญาสิกขา 
  24. อธิปไตย 3 ได้แก่อะไรบ้าง
    • อัตตาธิปไตย
    • โลกาธิปไตย
    • ธรรมาธิปไตย
  25. อปริหานิยธรรม 7 ได้แก่อะไรบ้าง เป็นหลักธรรมที่เกียวข้องกับการเมืองการปกครองให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 
    • การหมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์
    • การพร้อมเพียงกันประชุม
    • ไม่บัญญัติสิ่งใหม่ๆ ตามอำเภอใจ
    • เคารพนับถือผู้อาวุโสและรับฟังคำแนะนำของท่าน 
    • ไม่ข่มเหงหรือล่วงเกินสตรี
    • เคารพสักการะบูชาปูชนียสถาน วัตถุ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการทำความดี
    • ให้ความคุ้มครองพระสงฆ์
  26. สังคหวัตถุ 4 ได้แก่อะไรบ้าง
    • เป็นหลักธรรมช่วยให้สังคมมีความรักสามัคคีต่อกัน ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา
  27. สารณียธรรม 6 ได้แก่อะไรบ้าง เป็นหลักธรรมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ได้แก่
    • เมตตากายธรรม
    • เมตตาวจีกรรม
    • เมตตามโนกรรม
    • ศาธารณโภคึ
    • ศีลสามัญญตา
    • ทิฏฐิสามัญญตา
  28. ทศพิธีราชธรรม 10 ได้แก่อะไรบ้าง
    • ทาน
    • ศีล
    • บริจจาคะ
    • มัททวะ
    • อาชชวะ
    • ตบะ
    • อักโกธะ
    • อวิหิงสา
    • ขันติ
    • อวิโรธนะ
  29. พระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร
    1. มีความสอดคล้องกัน มุ่งให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง  ปฏิบัติตามหลักมรรคองค์ 8 
    2. มุ่งให้พึ่งตนเองเป็นหลัก 
    3. ส่งเสริมให้ศึกษาหาความรู้ ใช้ปัญญาในการคิดไตร่ตรองเรื่องต่างๆ 
    4. พุทธศาสนาสอนให้ไม่โลภ ตรงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีการสร้างภูมิคุ้มกันในการลงทุน โดยลงทุนจำนวนน้อยก่นอแล้วค่อยขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้น
  30. พุทธจริยวัตรในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน พระพุทธเจ้าทรงดำเนินการอย่างไร
    1. บัญญัติวินัยสงฆ์
    2. กำหนดหน้าที่ให้พุทธบริษัทนำไปปฏิบัติ เรียกว่า พุทธปณิธาน 4
    3. ชี้แนะให้ทำสังคายนาพระธรรมวินัย
    4. ทรงเตือนถึงเหตุแห่งความเจริญและเสื่อมในหลักคำสอนที่มาจาก ความเคารพในพระรัตนตรัย เคารพในการศึกษา เคารพในความไม่ประมาท
  31. พุทธปณิธาน 4 ได้แก่อะไร
    1. ศึกษาพระธรรมให้ชัดเจน
    2. นำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง
    3. อธิบายขยายความให้คนอื่นเข้าใจ
    4. ปกป้องพระศาสนาเมื่อมีคนบิดเบือนหลักคำสอน

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: หน่วยที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสนา ::

  1.  มูลเหตุการเกิดศาสนา ได้แก่อะไรบ้าง?
    1. ความไม่รู้ในเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ
    2. ความกลัวในปรากฏการณ์ธรรมชาติ
    3. ความภักดี
    4. ความต้องการแก้ปัญหาสังคม
    5. ความรู้แจ้งเห็นจริง

  2. ศาสนาแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
    1. อเทวนิยม คือ ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า
    2. เทวนิยม คือ ศาสนาที่มีพระเจ้า 
      • เอกเทวนิยม
      • พหุเทวนิยม

  3. ความจำเป็นที่ต้องนับถือศาสนามีอะไรบ้าง?
    • ความต้องการทางจิตใจ  เพราะ ศาสนาสอนให้ผู้นับถือปกครองตนเองได้  ศาสนาสอนให้ผู้นับถือเป็นคนดี  ศาสนาสอนให้ผู้นับถือทำสังคมให้ดีขึ้น  ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ
  4. ประโยชน์ของศาสนาได้แก่อะไร?
    1. เป็นแหล่งกำเนิดจริยธรรม
    2. สอนให้มนุษย์ปกครองตนเองได้
    3. ทำให้มนุษย์มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
    4. ทำให้สังคมเป็นปึกแผ่น
    5. เป็นบ่อเกิดของศิลปวัฒนธรรม

  5. องค์ประกอบของศาสนา ได้แก่อะไรบ้าง ?
    1. ศาสดา
    2. คัมภีร์
    3. ผู้สืบทอดศาสนา
    4. พิธีกรรม
    5. สัญลักษณ์
    6. ศาสนสถาน

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::