คลังเก็บหมวดหมู่: :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระสารีบุตร ::

พระสารีบุตร เดิมชื่อ อุปติสสะ เป็นบุตรของวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อสารี บิดาเป็นนายบ้าน อุปติสสคาม ใกล้เมืองราชคฤห์ บิดามารดามีฐานะร่ำรวย เหตุที่ท่านได้ชื่อว่า สารีบุตร เนื่องจากเมื่อท่านบวชแล้วเพื่อนพระภิกษุด้วยกันมักเรียกท่านว่า สารีบุตร แปลว่า บุตรนางสารีตามชื่อมารดาของท่านอุปติสสะมีสหายคนหนึ่งชื่อว่า โกลิตะ เป็นบุตรของนายบ้านโกลิตคามซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน เที่ยวด้วยกันและศึกษาศิลปวิทยาร่วมกัน วันหนึ่งทั้งสองได้ไปเที่ยวชมมหรสพในเมืองเห็นความไร้สาระของมหารสพเกิดความเบื่อหน่ายในการเสพสุขสำราญจึงปรึกษากันแล้วชวนกันพร้อมกับบริวารบวชเป็นปริพพาชกอยู่ในสำนักสัญชัย เวลัฏฐบุตร เพื่อศึกษาธรรมแต่ยังมิได้บรรลุธรรมพิเศษเป็นที่สุดที่พอใจ จึงนัดหมายกันว่าผู้ใดได้บรรลุธรรมพิเศษก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่ผู้อื่น

ขณะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ พระอัสสชิซึ่งเป็นองค์หนึ่งในจำนวนปัญจวัคคีย์ได้เดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและกำลังบิณฑบาตอยู่ อุปติสสะได้พบท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงติดตามไปเมื่อพระอัสสชิฉันอาหารเสร็จแล้ว จึงได้เข้าไปถามถึงข้อปฏิบัติ พระอัสสชิได้แสดงธรรมให้ฟังสั้น ๆ ว่า “สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ จะดับไปก็เพราะเหตุดับ”อุปติสสะได้ฟังเกิดดวงตาเห็นธรรม คือ เข้าใจแจ่มแจ้งสิ้นความสงสัยบรรลุโสดาบัน เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่พระเวฬุวันจึงนำธรรมที่ตนได้ฟังไปเล่าถ่ายทอดให้โกลิตะผู้เป็นสหายฟัง โกลิตะเมื่อฟังแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกัน จึงไปลาอาจารย์สัญชัย พร้อมทั้งบริวารพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ขอบวชเป็นพระสาวกพร้อมทั้งบริวาร พระพุทธเจ้าประทานบวชให้ทั้งหมด เมื่อบวชแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาอบรม บริวารทั้งหมดได้สำเร็จอรหันต์ก่อน ส่วนอุปติสสะ ได้บำเพ็ญธรรมต่อมาอีก 15 วันจึงได้สำเร็จอรหันต์พระสารีบุตรได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในทางปัญญา เป็นผู้มีคุณธรรมดีเด่นด้านปัญญา เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนาพระสารีบุตรนิพพานวันเพ็ญกลางเดือน 12 นิพพานก่อนพระโมคคัลลานะ 15 วัน และก่อนพระพุทธเจ้าประมาณ 7 เดือน ก่อนนิพพานท่านได้เทศนากล่อมเกลาจิตใจของบิดามารดาจของท่านให้กลับใจมานับถือพระพุทธศาสนาจนเป็นผลสำเร็จ

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีปัญญาเลิศ สามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนของพรพุทธเจ้าได้อย่างลึกซึ้งและอธิบายให้คนอื่นฟังได้อย่างดียิ่ง แม้เรื่องยากเพียงไรก็ตาม ก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย เมื่อมีพระสงฆ์สาวกจะทูลลาไปต่างเมือง พระพุทธเจ้ามักตรัสให้ไปลาและรับฟังโอวาทจากพระสารีบุตรด้วย

2. เป็นผู้มีขันติเป็นเลิศ มีความสงบเสงี่ยมไม่คิดร้ายใคร ไม่โกรธหรือคิดตอบโต้ใคร ๆ เช่น ท่านถูกพราหมณ์คนหนึ่งซึ่งทราบว่า ท่านไม่โกรธและมีความอดทน ย่องไปทุบข้างหลังจนท่านเซไปข้างหน้า ท่านก็ไม่เหลียวมอง ทำให้พราหมณ์เกิดความสำนึกผิดและขอขมาท่าน

3. เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ พระสารีบุตรเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที ท่านนับถือพระอัสสชิเป็นพระอาจารย์องค์แรกของท่าน เมื่อรู้ว่าพระอัสสชิอยู่ในทิศใด เวลาจะนอนท่านจะหันศีรษะไปทางทิศนั้น นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ยอดกตัญญูรู้คุณแม้เพียงเพราะพรามหณ์แก่ชื่อว่าราธะซึ่งเคยตักข้าวใส่บาตรท่านทัพพีท่านก็จำได้และเมื่อราธพราหมณ์ประสงค์จะบวชแต่ไม่มีใครรับรองให้บวช
ท่านก็กราบทูลพระพุทธเจ้าขอรับหน้าที่บวชให้

4.เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน พระสารีบุตร เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ถึงแม้จะได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่ามีปัญญาเทียบเท่าพระองค์ ท่านก็ไม่เคยลืมตนท่านอ่อนโยนต่อทุกคน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวท่านจึงเป็นที่รักของเพื่อนพระสาวกด้วยกันเป็นอย่างมาก

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระโมคัลลานะ ::

พระมหาโมคคัลลานะ มีนามเดิมว่า โกลิตะ เป็นบุตรพราหมณ์หัวหน้าหมู่บ้านโกลิดคาม ซึ่งอยู่ใกล็กับหมู่บ้านอุปติสสคาม ท่านมีเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวด้วยกัน ชื่ออุปติสสะ ชีวิตในวัยหนุ่มของท่าน ก็เช่นเดียวกับชีวิตพระสารีบุตร คือได้เป็นศิษย์ของอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร เมื่อเบื่อหน่ายลัทธิคำสอนของอาจารย์สัญชัย ก็พากันแสวงหาแนวทางใหม่ อุปติสสะได้พบพระอัสสชิและฟังธรรมจากท่าน จนบรรลุโสดาปัตติผลจึงนำมาบอกแก่โกลิตะ โกลิตะได้ฟังก็บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกัน ทั้งสองจึงพากันไปบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้แล้ว หลังจากบวชแล้ว โกลิตะได้นามเรียกขานในหมู่บรรพชิตว่า โมคคัลลานะ ท่านได้บำเพ็ญเพียรทางจิต ณ หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แต่ไม่สามารถบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้ เพราะถูกความง่วงครอบงำ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทานโอวาทบอกวิธีแก้ง่วง 7 ประการให้ท่าน ดังนี้

  1.  ถ้ามีสัญญาอย่างไรอยู่เกิดความง่วง ให้นึกถึงสัญญานั้นให้มาก หมายความว่า ถ้านึกคิดเรื่องใดอยู่แล้วเกิดความง่วงก็ให้กำหนดสิ่งนั้นให้มากกว่าเดิม แล้วความง่วงจะหาย
  2. ถ้ายังไม่หายให้พินิจพิจารณาถึงเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังมา หรือที่เล่าเรียนมา ความง่วงก็จะหาย
  3.  ถ้ายังไม่หาย ให้ท่องข้อความที่กำลังอ่านอยู่ หรือนึกถึงอยู่ดังๆ ความง่วงก็จะหาย
  4.  ถ้ายังไม่หาย ให้ยอนหูทั้งสองข้าง คือเอาอะไรแยงหู แล้วความง่วงก็จะหาย
  5. ถ้ายังไม่หาย ให้ลุกขึ้นเอาน้ำล้างหน้า แหงนดูทิศทั้งหลาย ความง่วงก็จะหาย
  6. ถ้ายังไม่หาย ให้คำนึงถึง “อาโลกสัญญา” คือ วาดภาพถึงแสงสว่าง ความง่วงก็จะหาย
  7. ถ้ายังไม่หาย ให้เดินจงกรม คือ เดินกลับไปกลับมา ความง่วงก็จะหาย

               พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้ปฏิบัติตามวิธีทั้ง 7 นี้ ความง่วงจะหายไปแน่นอน แต่ถ้าไม่หายจริงๆ ก็ให้นอนเสียในท่าสีหไสยาสน์ จากนั้นพระพุทธองค์ประทานโอวาทให้ท่านพิจารณาถึงเวทนาว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านปฏิบัติตามพระโอวาทแล้วได้บรรลุพระอรหัตเป็นพระอรหันต์ ในวันที่ 7 หลังจากอุปสมบท ผลพวงจากการได้บรรลุพระอรหตผลของท่าน ก็คือ ท่านได้อภิญญา (ความสามารถพิเศษ) คือ มีอิทธิฤทธิ์ด้วย จึงได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้เลศกว่าผู้อื่นในทางมีฤทธิ์มาก และได้รับแต่งตั้งเป็น “อัครสาวก” เบื้องซ้ายคู่กับพระสารีบุตรซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวา
ความที่ท่านมีฤทธิ์มาก ท่านจึงได้อิทธิปาฏิหาริย์เป็น “สื่อ” หรือเป็น “เครื่องมือ” ชักจูงคนมิจฉาทิฐิที่มีฤทธิ์ให้คลายจากความเห็นผิด แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนามากมาย บางครั้งก็ได้รับพุทธบัญชาให้ไป “ปราบ” ผู้มีฤทธิ์ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ทำให้เกียรติคุณของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว มีผู้เข้ามาบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์มากขึ้นตามลำดับ
การกระทำของท่านในประเด็นนี้ได้สร้างผลกระทบต่อลัทธิเดียรถีย์อื่นๆ อย่างมาก จนถึงกับว่าจ้างพวกโจรมาฆ่าพระโมคคัลลานะ เพื่อ “ตัดมือตัดเท้า” ของพระพุทธเจ้า พวกโจรมาล้วมกุฏิของพระโมคคัลลานะ ถึง 3 ครั้ง แต่ท่านก็เข้าฌานเหาะหนีไปได้ถึง 3  ครั้ง ครั้งที่ 4 ท่านเห็นว่าเป็นการชดใช้กรรมเก่าจึงไม่ยอมหนี จึงถูกพวกโจรทุบจนกระดูกแหลกละเอียด พวกโจรนึกว่าท่านตายแล้วจึงหนีไป พระเถระดำริว่า ยังไม่กราบทูลพระพุทธเจ้าจะนิพพานไม่ได้ จึงประสานร่างให้คงคืนตามเดิมด้วยอำนาจฌานสมาบัติ แล้วเหาะไปกราบทูลลาพระพุทธองค์ จากนั้นก็นิพพาน

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นผู้มีความอดทนยิ่ง เมื่อบวชแล้ว พระโมคคัลลานะไปปฏิบัติธรรมอยู่ ณ กัลลวาลมุตตคาม พยายามเพื่อบรรลุผลที่ต้องการแม้ถูกความง่วงครอบงำ ท่านก็พยายามนั่งสมาธิเดินจงกรมไม่ยอมเลิก แสดงให้เห็นถึงการมีความอดทน พากเพียรพยายามสูงยิ่ง แต่ความเพียรเท่านั้นยังไม่พอ ต้องประกอบด้วยความรู้ คือ เพียรอย่างฉลาด พระพุทธเจ้าจึงประทานวิธีการแก้ง่วงให้ท่าน เมื่อปฏิบัติตามแล้ว ท่านก็เอาชนะความง่วงได้ แล้วบำเพ็ญเพียรต่อไปจนได้บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ในที่สุด
  2.  เป็นผู้ถ่อมตนยิ่ง พระโมคคัลลานะเป็นพระเถระมีอิทธิฤทธิ์ บางครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระบัญชาให้พระโมคคัลลานะใช้อิทธิฤทธิ์ปราบผู้ควรปราบ เพื่อให้เขาหายพยศแล้วนำเข้าหาพระธรรม แม้จะมีฤทธิ์มาถึงอย่างนี้ ท่านกลับเป็นผู้ถ่อมตนยิ่ง ดังวันหนึ่งพระสารีบุตรเห็นท่านมีใบหน้าผ่องใสจึงซักถาม พระโมคคัลลานะตอบว่าท่านได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ครั้นถามว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ไกลมาก ท่านโมคคัลลานะเหาะไปฟังธรรมหรือ พระโมคคัลลานะตอบว่ามิได้เหาะไปฟัง แต่ฟังด้วยทิพยโสต เมื่อพระสารีบุตรชมเชยว่า พระโมคคัลลานะนี้ช่างมีความสามารถเหลือเกิน พระโมคคัลลานะกลับไม่หลงในคำชมนั้น แต่พูดว่า “ความสามารถของข้าพเจ้า เมื่อเปรียบเทียบกับท่านพระสารีบุตรแล้วเพียงเล็กน้อย ดุจก้อนเกลือเล็กๆ วางไว้ใกล้หม้อน้ำใบใหญ่ฉะนั้น” ความอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้ เป็นคุณธรรมที่เป็นแบบอย่างที่ดี ที่บุคคลควรดำเนินตามเป็นอย่างยิ่ง
  3. มีความใฝ่รู้อย่างยิ่ง คุณธรรมข้อนี้ปรากฏตั้งแต่สมัยยังเป็นฆราวาส เมื่อไปดูมหรสพบนภูเขากับอุปติสสะ (พระสารีบุตร) เกิดความเบื่อหน่าย ใคร่จะแสวงหาแนวทางที่ดีกว่า จึงชวนอุปติสสะไปศึกษาอยู่กับอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร ไมนานท่านก็เรียนจนจบหมดภูมิของอาจารย์ เพราะความใฝ่รู้ของท่าน จึงอยากศึกษาหาความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป และเที่ยวแสวงหาครูอาจารย์อื่นต่อไปจนกระทั่งอุปติสสะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ มาเล่าให้ฟัง ท่านก็ตั้งใจฟัง จนได้ดวงตาเห็นธรรม ทั้งหมดนี้แสดงถึงความใฝ่รู้ของท่าน จึงทำให้ท่านได้รับความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนสำเร็จพระอรหัตผลในที่สุด

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: หมอชีวกโกมารภัจจ์ ::

หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุตรของนางสาลวดี หญิงนครโสเภณี ในเมืองราชคฤห์ ตำแหน่งหญิงนครโสเภณีนั้นเป็นนามตำแหน่งที่ทางราชการบ้านเมืองของแต่ละเมืองแต่งตั้งให้ สำหรับคุณสมบัติของสตรีที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นหญิงนครโสเภณีนั้น จะต้องมีรูปร่างสวยงามที่สุดเล่นดนตรีได้ ขับร้องได้ ฉลาดในการรับแขก และต้องได้รับการคัดเลือกจากบรรดาเศรษฐีคหบดีและเจ้านายชั้นสูง

ธรรมเนียมของหญิงนครโสเภณีนั้น เมื่อมีครรภ์จะงดรับแขกจนกว่าจะคลอดลูก และหากคลอดลูกเป็นหญิงจะเลี้ยงไว้เพื่อสืบทายาท หากเป็นชายจะให้คนอื่นเลี้ยงหรือนำไปทิ้งที่ใดที่หนึ่งเพื่อให้คนทั่วไปได้พบเห็นและเก็บเอาไปเลี้ยง

เมื่อนางสาลวดีคลอดบุตรเป็นชาย จึงให้คนนำไปทิ้งที่กองขยะ เจ้าชายอภัยราชกุมาร ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารทราบข่าวจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อว่า ชีวก (ผู้มีชีวิตอยู่) และมีนามต่อท้ายว่า โกมารภัจจ์ (ผู้ที่พระราชกุมารนำไปเลี้ยงไว้)ชีวกโกมารภัจจ์ได้ศึกษาวิชาแพทย์ที่สำนักทิศาปาโมกข์ เมืองตักกศิลาใช้เวลาศึกษาอยู่นานถึง 7 ปี จนสำเร็จวิชาแพทย์ ได้กลับมายังเมืองราชคฤห์ ระหว่างทางที่จะกลับ ได้ทำการรักษาเศรษฐี คหบดี และคนทั่วไป จนคนเหล่านั้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนมาก เมื่อท่านกลับมาถึงเมืองราชคฤห์ ก็ได้นำรางวัลค่าตอบแทนที่ได้รับถวายเจ้าชายอภัย ผู้ทรงเป็นบิดาเลี้ยงซึ่งเจ้าชายก็มอบคืนให้พร้อมกับสร้างบ้านพักแก่ชีวก โกมารภัจจ์ในพระราชวังนั้นเอง

คราวหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารประชวรพระโรค “ภคันทลาพาธ” (โรคริดสีดวงทวาร) ชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้ถวายการรักษาจนหายจากการประชวร พระองค์ได้โปรดให้เป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนข้าราชการฝ่ายใน และได้พระราชทานสวนมะม่วงให้เป็นสมบัติด้วย ซึ่งต่อมาชีวก โกมารภัจจ์ ก็ได้ถวายสวนมะม่วงนั้นให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย

หมอชีวก โกมารภัจจ์ ได้ถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าเมื่อคราวทรงพระประชวรท่านจึงได้ถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระพุทธเจ้าและได้ให้การรักษาแก่พระสงฆ์ผู้อาพาธด้วย ท่านยังเป็นอุบาสกที่ดีคนหนึ่ง นอกจากจะถวายการรักษาพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และประชาชนทั่วไปแล้ว ท่านมักหาเวลาเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาข้อข้องใจในธรรมะจากพระพุทธเจ้าอยู่เสมอพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญยกย่องหมอชีวก โกมารภัจจ์ ว่าเป็นอุบาสกผู้เลิศในด้านมีความเลื่อมใส เป็นหมอที่เสียสละและบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชื่อเสียงและเกียรติคุณจึงรุ่งโรจน์อยู่กระทั่งทุกวันนี้ และในวงการแพทย์แผนโบราณ ได้ให้ความเคารพนับถือท่านว่า เป็น”บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ”

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีความเสียสละ หมอชีวก โกมารภัจจ์ ได้ทำการรักษาคนทั่วไปด้วยความเสียสละเป็นอย่างยิ่ง ท่านไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านยังได้รับหน้าที่เป็นแพทย์หลวง และแพทย์ประจำตัวของพระพุทธเจ้า ดูแลรักษาการอาพาธของพระสงฆ์ ด้วยเหตุดังกล่าวท่านจึงเป็นที่รักของปวงชนทั่วไป

2. เป็นแบบอย่างที่ดี แพทย์แผนโบราณให้ความเคารพนับถือหมอชีวก โกมารภัจจ์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านได้ประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมกับฐานะ ให้การรักษาผู้เจ็บป่วยโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพนับถือผู้มีพระคุณ เช่นเมื่อท่านได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาก็นำไปถวายเจ้าชายอภัยเพื่อบูชาพระคุณ เป็นต้น

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระอัสสชิ ::

พระอัสสชิเถระ เป็นบุตรของพราหมณ์ผู้หนึ่งในกรุงกบิลพัสดุ์ บิดาของท่านเป็นหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ 8 คนที่ได้รับเชิญไปทำนายพระลักษณะ และขนานพระนามเจ้าชายสิทธัตถะ ครั้งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช โกณฑัญญพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในจำนวนพราหมณ์ 8 คนนั้นเชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้แน่นอน จึงได้ชักชวนท่านอัสสชิพร้อมสหาย ไปเฝ้าปรนนิบัติขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ณ อุรุเวลาเสนานิคม และเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ท่านอัสสชิพร้อมด้วยสหายได้พากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปกตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปโปรด โดยแสดงธรรมเทศนาชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ท่านอัสสชิได้ดวงตาเห็นธรรม และได้บวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์เช่นเดียวกับสหายทั้ง 4

หลังจากบรรลุพระอรหันต์แล้ว พระอัสสชิเถระได้เป็นหนึ่งในจำนวนพระสาวก 60รูปที่พระพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระศาสนารุ่นแรก ในเช้าวันหนึ่ง ท่านได้ออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ อิริยาบถอันสงบสำรวมขณะเดินบิณฑบาตของท่านได้ก่อให้เกิดความประทับใจแก่มาณพหนุ่มนามว่า อุปติสสะ ผู้พบเห็นท่านโดยบังเอิญ อุปติสสะจึงติดตามท่านไปห่าง ๆ ครั้นพอได้โอกาสขณะพระอัสสชิเถระนั่งฉันภัตตาหารอยู่ จึงเข้าไปนมัสการและเรียนธรรมะจากท่าน พระอัสสชิเถระออกตัวว่า ท่านบวชไม่นาน ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้ อุปติสสะจึงกราบเรียนให้ท่านแสดงธรรมแต่โดยย่อ ท่านจึงแสดงธรรมโดยย่อว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้นและการดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้อุปติสสะครั้งได้ฟังธรรมแล้วก็ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” จึงรีบไปบอกแก่โกลิตะผู้เป็นสหาย และครั้งโกลิตะฟังธรรมนั้นแล้ว ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกันจึงได้พากันออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระอัสสชิเถระไม่ปรากฏว่าท่านมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ ท่านมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ ชอบอยู่สงบเพียงลำพัง มีบุคลิกน่าเลื่อมใส สำรวมอินทรีย์ การคู้การเหยียดซึ่งมือและเท้า การเหลียวดูเป็นไปอย่างสงบสำรวม น่าเลื่อมใสยิ่ง และไม่ปรากฏว่าพระอัสสชิเถระมีอายุพรรษาเท่าใด ท่านนิพพานไปเงียบ ๆ โดยไม่มีกล่าวถึงไว้ในคัมภีร์ไหนเลย

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. พระอัสสชิเถระมีบุคลิกภาพที่น่าเลื่อมใส สมถะ สำรวมระวังกิริยามารยาท ดังที่อุปติสสะได้พบเห็นท่านแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจ น่าเลื่อมใส ซึ่งบุคลิกภาพเช่นนี้เป็นสื่อที่ชักจูงให้ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ เข้ามาหา และมาสัมผัสรสพระธรรมเป็นอย่างดี บุคคลผู้สำรวมระวังรักษากิริยามารยาท ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจและน่าเลื่อมใสของผู้อื่น

2. พระอัสสชิเถระเป็นนักสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญมิใช่น้อย การประกาศธรรม มิได้หมายความว่าจะต้องพูดเก่ง พูดได้ยืดยาว หากรู้จักพูด รู้จักสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้อุปนิสัยของผู้ฟังด้วยแล้ว แม้แสดงเพียงสังเขปก็สัมฤทธิ์ผล ดังท่านได้แสดงแก่อุปติสสมาณพนั้น

3. พระอัสสชิเถระเป็นผู้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านทำไว้แก่พระพุทธศาสนา โดยได้เป็นผู้ชักชวนให้อุปติสสมาณพ และโกลิตะมาณพเข้ามาบวช ต่อมาท่านทั้งสองก็ได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: ดร. เอ็มเบดการ์ (Dr. Ambedkar) ::

ประวัติครอบครัว

ดร. เอ็มเบคการ์ มีชื่อเต็มว่า ดร.พิมเรา รามชิเอ็มเบคการ์ เป็นคนในวรรณะจันฑาลซึ่งสังคมฮินดูของอินเดียรังเกียจเนื่องจากเป็นวรรณที่ต่ำสุดบางครั้งก็เรียกวรรณะนี้ว่า “อวรรณะ” คือคนไม่มีวรรณะหรือไม่มีสังกัด สำหรับพวกที่มีวรรณะหรือมีสังกัดจะมี 4 กลุ่ม ตามลำดับคือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร เรียกว่าพวก “สวรรณะ” และสำหรับวรรณะจันฑาลนี้จะถูกห้ามไม่ให้เข้าไปใช้น้ำในสระสาธารณะร่วมกันกับพวกวรรณะอื่น ๆ ข้างต้นดังกล่าว ให้ใช้เฉพาะน้ำที่สกปรกเท่านั้น พวกเด็ก ๆ ก็ไม่อนุญาตให้เข้าเรียนในโรงเรียนที่เด็กฮินดูเรียนกันทั้งที่พวกเขานับถือเทพเจ้าองค์เดียวกันกับพวกฮินดูทั้งหลาย อยู่ภายใต้ประเพณีวัฒนธรรมอันเดียวกัน แต่โบสถ์ฮินดูก็ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปสักการะหรือร่วมพิธีทางศาสนาเป็นอันขาด ร้านตัดผม ร้านทำผม และร้านซักรีดเสื้อผ้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาไปใช้บริการ

ครอบครัวของ ดร. เอ็มเบดการ์ ย้ายมาจาก “กอนกัน” ซึ่งเป็นเขตที่รัฐบาลอินเดียจัดสรรแบ่งแยกให้โดยเฉพาะ หมู่บ้านที่บรรพบุรุษของท่านได้ตั้งรกรากมาเป็นเวลานานแล้วคือหมู่บ้าน “เอ็มพาวาเด” ห่างจากเมือง “มันทังคัด” ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ 5 ไมล์ ขึ้นกับ อำเภอรัตนคีรี รัฐบอมเบย์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น มุมไบ)

ประวัติการศึกษา

ดร. เอ็มเบดการ์ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ ปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ และเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ ได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

อาชีพ
ดร. เอ็มเบดการ์ ประกอบอาชีพเป็นทนายความ เช่นเดียวกับมหาตมคานธี ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐบอมเบย์

ผลงานเด่น
ดร. เอ็มเบดการ์ ได้ทำการต่อสู้เพื่อสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและศาสนา จนสำเร็จและสามารถทำให้คนในวรรณะจันฑาลมีความเสมอภาพกับคนในวรรณะอื่น ในทุก ๆ ด้าน แต่อย่างไรก็ดีสังคมอินเดียในปัจจุบันโดยทางนิตินัยนั้นถือว่ามีความเท่าเทียมกัน แต่ในทางพฤตินัยยังมีการแบ่งชั้นวรรณะกันอยู่เรื่อยมา

ผลงานทางพระพุทธศาสนา
ดร. เอ็มเบดการ์ ถือว่าเป็นบุคคลแรกของอินเดียที่ได้นำเอาพระพุทธศาสนากลับมาสู่มาตุภูมิ (ถิ่นกำเนิดพระพุทธศาสนา) โดยตัวท่านเองในเบื้องแรกนั้นนับถือศาสนาพราหมณ์ ต่อมาจึงเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ท่านได้เข้าพิธีอย่างเป็นทางการ และท่านได้ยกย่องพระพุทธศาสนาว่า เป็นศาสนาที่สร้างสันติภาพให้แก่โลก เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เป็นประชาธิปไตย ให้ความเสมอภาค ภราดรภาพ และยกย่องความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

คุณธรรมที่ถือเป็นแบบอย่าง
ดร. เอ็มเบดการ์ ใช้ธรรมะนำการเมืองของอินเดีย สมัยต่อสู้เอกราชจากอังกฤษ เป็นผู้นำของรัฐสภาผู้ร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เป็นบุคคลแรกที่นำเอาพระพุทธศาสนากลับมาสู่มาตุภูมิ จึงเป็นที่ศรัทธาของชาวอินเดียทั่วไป จนกลับใจหันมานับถือพระพุทธศาสนาตามอย่างท่านรวมเป็นจำนวนหลายล้านคน

 

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ::

ประวัติและผลงาน พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เดิมชื่อ ปั่น นามสกุล เสน่ห์เจริญ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม 2454 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน ที่ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของ นายวัน นางคล้าย เสน่ห์เจริญ มีพี่ชาย 1 คน พี่สาว 2 คน และน้องสาว 1 คน

วัยเด็ก เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จากนั้นย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง จนจบชั้น มัธยมปีที่ 3 ในสมัยนั้น แล้วไม่ได้ศึกษาต่อเพราะมีอุปสรรคทางบ้าน บิดาป่วย ต้องลาออกเพื่อช่วยเหลือครอบครัว

วัยหนุ่ม ติดตามพระภิกษุผู้เป็นลุงไปประเทศมาเลเชีย แล้วกลับมาทำงานเหมืองแร่และสวนยางที่จังหวัดภูเก็ต พออายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอุปนันทาราม ตำบลเขานิเวศน์ จังหวัดระนอง ได้เป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล ได้รับเงินเดือนๆ ละ 25 บาท และได้เรียนนักธรรม จนสอบได้นักธรรมตรี ได้ที่ 1 ของมณฑลภูเก็ต อายุ 20 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดนางลาด ตำบลเขาเจียก อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยมี พระครูจรูญกรณีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้ร่วมธุดงค์เผยแพร่พระพุทธศาสนา และได้ไปจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาส ต่อจากนั้น ท่านได้เข้ารับการศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

เมื่อปี พ.ศ. 2492 ท่านปัญญานันทภิกขุ ได้ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการปาฐกถาธรรม และได้ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนบทความต่างๆ ลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือ ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ นานถึง 11 พรรษา (พ.ศ. 2492-2502)

นอกจากนั้น ท่านยังได้เดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนายังทวีปยุโรค และร่วมประชุมกับขบวนการศีลธรรมโลก (M.R.A) ที่เมืองโคซ์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ท่านปัญญานันทภิกขุ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ พระปัญญานันทมุนี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 และท่านได้รับอาราธนาจากกรมชลประทานให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ปี พ.ศ. 2514 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระราชนันทมุนี”
ปี พ.ศ. 2520 ได้รับรางวัล “สังข์เงิน” เป็นเกียรติในฐานะพระภิกษุผู้เผยแพร่ธรรมะยอดเยี่ยมประจำปี 2520 จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2524 ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ปี พ.ศ. 2530 ได้รับถวายปริญญาสังคมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้รับพระราชาทานสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระเทพวิสุทธิเมธี”
ปี พ.ศ. 2532 ได้รับปริญญาคุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น
ปี พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระธรรมโกศาจารย์”
ปี พ.ศ. 2540 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 18 และเมื่อปี พ.ศ. 2541 ท่านได้ลาออกจากตำแหน่ง

ปัจจุบัน พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ เป็นหัวหน้าพระธรรมทูต สายที่ 9 ประธานมูลนิธิพุทธทาส ประทานมูลนิธิส่งเสริมแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง นอกจากนั้น ท่านยังได้แสดงปาฐกถาธรรมทุกวันอาทิตย์ เวลา 9.30 – 10.30 น. ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ แสดงปาฐกถาธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 8.00 น. – 8.30 น.
ท่านยังได้แสดงปาฐกถาธรรมตามหน่วยราชการ สถานศึกษา สมาคม บริษัทต่างๆ ตลอดจนเดินทางไปเผยแผ่ธรรมะและเยี่ยมเยือนให้กำลังใจแก่พระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติศาสนกิจทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา จีน อิสราเอล อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง
ท่านปัญญานันทะภิกขุเป็นพระญาติธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุ จึงมีบุคลิกลักษณะเช่นเดียวกับท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านจึงมีคุณธรรมที่เป็นแบบอย่างเหมือนกันกับท่านพุทธทาสภิกขุ ดังนี้
1. ท่านทรงเป็นแบบอย่างของพระภิกษุและชาวพุทธทุกคนในการศึกษาค้นคว้าหลักธรรมะให้เข้าใจอย่างแท้จริง โดยเหตุผลเช่นเดียวกับท่านพุทธทาสภิกขุ
2.ท่านทรงแต่งตำราทางพระพุทธศาสนาไว้มากมายก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สามารถนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ท่านเขียนไว้ไปประพฤติปฏิบัติได้
3. ท่านเป็นแบบอย่างของชาวพุทธในการเผยแผ่ธรรมะที่ถูกต้องให้แก่ชาวโลก โดยท่านได้เดินทางไปเผยแผ่ธรรมะในประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ::

ประวัติและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ นามเดิม “เงื้อม” เป็นบุตรของ นายเซี้ยง นางเคลื่อน พานิช เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง (ที่ตั้งเดิมของจังหวัดไชยา ก่อนเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี)

ปี พ.ศ. 2457 เด็กชายเงื้อม พานิช ได้เข้ารับการศึกษาเบื้องต้นแบบโบราณด้วยการเป็น “เด็กวัด” ที่วัดพุมเรียง
ปี พ.ศ. 2460 เด็กชายเงื้อม ได้กลับมาอยู่บ้าน เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดโพธารามจนถึงชั้นมัธยม
ปี พ.ศ. 2464 ย้ายมาเรียนมัธยมปีที่ 2 ที่โรงเรียนสารภีอุทิศ ตำบลตลาด อำเภอไชยา
ปี พ.ศ. 2465 ออกจากการเรียนมาช่วยดำเนินการค้ากับมารดาเนื่องจากบิดาถึงแก่กรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2469 บวชก่อนเข้าพรรษา เมื่อ 29 กรกฎาคม ได้ฉายา “อินฺทปญฺโญ”
ปี พ.ศ. 2471 สอบได้นักธรรมเอก
ปี พ.ศ. 2472 เป็นครูสอนนักธรรม ที่โรงเรียนนักธรรม วัดพระบรมธาตุไชยา
ปี พ.ศ. 2473 เรียนบาลีที่วัดปทุมคง กรุงเทพฯ เขียนบทความชิ้นแรก ชื่อ “ประโยชน์แห่งทาน” พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระอุปัชฌาย์ และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค
ปี พ.ศ. 2475 เดินทางกลับพุมเรียง เข้าอยู่วัดร้างตระพังจิก
ปี พ.ศ. 2476 ออกหนังสือพิมพ์พุทธศาสนารายตรีมาส (3 เดือน)
ปี พ.ศ. 2486 ย้ายมาจำพรรษาที่สวนโมกพลาราม บริเวณธารน้ำไหล เขาพุทธทอง (สวนโมกขพลารามในปัจจุบัน)
ปี พ.ศ. 2536 มรณภาพ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 11.20 นาฬิกา

ท่านพุทธทาสภิกขุ ศึกษาหลักธรรม จากพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน ทั้งด้านพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ถือได้ว่าท่านเป็นนักปราชญ์ทางศาสนา

ท่านพุทธทาสภิกขุท่านบวชแล้วศึกษาค้นคว้าธรรมะ มองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ในวงการพระศาสนา เห็นว่ายังมีความเชื่อไม่ถูกทาง ปฏิบัติไม่ถูกต้องอยู่หลายเรื่อง ท่านจึงใช้การเทศน์การสอน การสอนของท่านไม่ได้สอนเพื่อให้คนเข้าใจศาสนา สอนไปตามเรื่องตามราว ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สอนให้คนเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ดังที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาช่วยแก้ไขปัญหาสังคมในยามวิกฤติ เช่น ในยามเกิดสงคราม ในงานบ้านเมืองวุ่นวาย เป็นต้น นอกจากนั้นท่านเป็นนักเขียนหนังสือธรรมะมากมาย เช่น ชุดธรรมโฆษณ์ มีทั้งหมด 40 เล่ม หนังสือธรรมะเล่มธรรมดาทั่วไปมีมากมาย นอกจากนั้นยังมีเทปธรรมะที่ท่านได้เทศนาสั่งสอนจนนับไม่ถ้วน

ปณิธานของท่านพุทธทาสภิกขุ

ท่านพุทธทาสภิกขุได้ตั้งปณิธานไว้ 3 ประการคือ
ประการที่ 1 ให้ทุกคนที่นับถือศาสนาของตนได้เข้าถึงธรรมะของศาสนาที่ตนนับถือ
ประการที่ 2 ต้องการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เพื่อไม่ให้เกิดการแตกแยกแตกร้าว
ประการที่ 3 มีความต้องการที่จะพรากจิตของชาวโลกให้ห่างจากวัตถุนิยม

สวนโมกขพลาราม

ท่านเป็นผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม แปลว่า สวนเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้น เป็นสวนที่ตั้งขึ้นเพื่อการศึกษาค้นคว้าธรรมะ เพื่อปฏิบัติธรรมะให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นต่อไป สวนโมกขพลารามไม่ใช่มีเพียงชาวพุทธที่เป็นคนไทยเท่านั้นที่ไปปฏิบัติธรรม ยังมีชาวต่างประเทศมากมากเข้ามาศึกษาธรรมะกับท่านด้วย ท่านปัญญานันทะเล่าประวัติของท่านไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับสวนโมกขพลารามว่า “เวลานี้ฝรั่งมาอยู่ที่สวนโมกข์มากมาย บางเดือนถึง 100 ทุกเดือนนี่ท่านต้องพูดกับฝรั่ง 10 วันตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ทุกวันเวลาบ่าย” สวนโมกขพลารามของท่านจึงเป็น “สวนโมกข์นานาชาติ”

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. ท่านทรงเป็นแบบอย่างของพระภิกษุและชาวพุทธทุกคนในการศึกษาค้นคว้าหลักธรรมะให้เข้าใจอย่างแท้จริง จนสามารถเทศนาสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องชัดเจน และสามารถนำไปเป็นแนวปฏิบัติได้
2. ท่านทรงแต่งตำราทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สามารถนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ท่านเขียนไว้ไปประพฤติปฏิบัติได้
3. ท่านมีปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะให้มวลมนุษย์ได้เข้าใจหลักธรรมะที่ตนนับถือ (ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) ต้องการสร้างความปองดองกันในทุกศาสนา ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก และต้องการให้ทุกคนไม่หลงมัวเมาอยู่ในแต่ “วัตถุนิยม” แต่หันมาสนใจธรรมะ เข้าใจธรรมะ และปฏิบัติธรรมะ ในลักษณะ “ธรรมนิยม”
4. ท่านเป็นแบบอย่างของชาวพุทธในการเผยแผ่ธรรมะที่ถูกต้องให้แก่ชาวโลก ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความสนใจที่จะเข้าไปศึกษาธรรมะกับท่านในสวนโมกขพลาราม ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ท่านได้ช่วยรื้อฟื้นธรรมะของพระพุทธเจ้า ปลุกชาวพุทธให้ตื่นตัว ให้ก้าวหน้า เพื่อทำกิจอันเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ::

พระประวัติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททองกับพระอัครเทวี พระองค์เจ้าศิริราชกัลยา ทรงพระราชสมภพ ณ วันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. 2175 (จุลศักราช 994) เมื่อยังทรงพระเยาว์มีพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้านรินทร์” ครั้นเจริญพระชันษาได้ 1 เดือน สมเด็จพระราชบิดาตรัสให้มีการพระราชพิธีขึ้นพระอู่ก็มีเหตุมหัศจรรย์ คือในระหว่างพระราชพิธีนั้น ขณะที่พระราชกุมารบรรทมอยู่ในพระอู่ พระญาติวงศ์ฝ่ายในบังเอิญเห็นเป็น 4 พระกรแล้วจึงกลับเป็นปรกติเป็น 2 พระกร สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงตรัสให้เอานิมิตรนั้นเปลี่ยนพระนามเสียใหม่ว่า “พระนารายณ์ราชกุมาร”

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงขึ้นครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ขณะมีพระชนมายุได้ 25พรรษา เมื่อเวลาบ่าย 2โมง ของวันพฤหัสบดี เดือน 12 แรม 2ค่ำ ปีวอก อัฏศก จุลศักราช 1018 (ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199)

กล่าวกันว่า ในรัชกาลของพระองค์ บ้านเมืองมีความเจริญในด้านศิลปวิทยาและการศึกษา ราษฎรเป็นสุขสมบูรณ์เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงมีปัญญาเฉลียวฉลาด บำรุงบ้านเมืองดี ทั้งทรงเป็นปราชญ์และกวี สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดต่อกับต่างประเทศ

ในรัชสมัยของพระนารายณ์มหาราช การค้าขายกับต่างประเทศเจริญมาก จึงเกิดขัดใจกันกับพวกฮอลันดา ซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่ พระองค์ทรงหวั่นเกรงภัยจะมาจากฝรั่ง จึงให้สร้างป้อมขึ้นที่เมืองธนบุรีและนนทบุรี และดัดแปลงเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีอีกแห่งหนึ่ง ฝ่ายพวกบาทหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเริ่มเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในกรุงศรีอยุธยา เห็นเป็นโอกาสดีก็เข้าอาสาช่วยในการก่อสร้าง และทูลไปยังพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสให้ส่งทูตมาฝากฝังพวกตน ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงยินดี ที่จะผูกไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ ซึ่งกำลังมีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในยุโรป ฮอลันดากับอังกฤษมีความยำเกรงมาก ทั้งมีพระประสงค์จะให้ไทยได้รับความรู้จากฝรั่งเศสด้วย ตอนกลางของรัชสมัยของพระองค์ มีฝรั่งชาติกรีก ชื่อฟอลคอน เข้ามาทำราชการเป็นที่พอพระทัยมาก จนได้ตำแหน่งหน้าที่สำคัญและได้รับยศเป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ให้ประเทศไทยนานัปการ บ้านเมืองในสมัยของพระองค์ได้รับการยกย่องจากประวัติศาสตร์ว่า ฟุ้งเฟื่องด้วยนักปราชญ์ราชบัณฑิตเกริกก้องกำจายด้วยศิลปวรรณคดีและยิ่งไปกว่านั้นในความสัมพันธ์กับต่างประเทศนับเป็นครั้งแรกที่รุ่งเรืองจนเป็นที่เลื่องลือที่สุด

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชย์ เสด็จสวรรคต ณ วันอาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 11 ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 1050 ตรงกับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 เป็นปีที่ 32 ในรัชกาล พระชันษาสิริรวมได้ 56 พรรษา

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับพระพุทธศาสนา

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนอกจากจะทรงเป็นขัตติยกวีจำเพาะพระองค์เองแล้ว หากแต่ในรัชสมัยของพระองค์ก็ยังพรั่งพร้อมไปด้วยนักปราชญ์ ราชบัณฑิต และพระมหาเถรานุเถระผู้แตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎกและทรงวิทยาคุณ พระองค์ทรงฝักใฝ่ในทางพระธรรมและข้อวัตรปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ทรงวิสาสะกับพระเถรานุเถระทั้งหลายเหล่านั้นอยู่เนืองๆ ดังจะเห็นได้จากพระราชปุจฉาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค์

ความหนักแน่นทางพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเห็นได้ชัดเมื่อมีการเผยแผ่ศาสนาคริสต์มายังประเทศไทย บาทหลวงของศาสนาคริสต์ได้นำหลักคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลมาให้พระองค์ทรงศึกษา วันหนึ่งมีบาดหลวงถือไม้เท้ามีไม้กางเขนอันใหญ่เหมือนกับโป๊ปถือเข้าไปเฝ้าพระองค์ บอกกับพระองค์ว่า “ถึงเวลาแล้ว เพราะหว่าพระองค์ทรงรู้เรื่องของพระผู้เป็นเจ้า ของพระเยซูคริสต์ดีแล้ว ควรจะรับศีลเป็นคาธอลิคเสียที” พระองค์ทรงตอบว่า “ถ้าพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์ของทานมีอยู่จริง มีอำนาจพิเศษจริง ๆ พระผู้เป็นเจ้าของท่านก็คงทราบว่าประเทศไทยนี่ เป็นเมืองนับถือพระพุทธศาสนา แล้วพระผู้เป็นเจ้าให้ข้าพเจ้ามาเกิดในประเทศไทยก็เท่ากับว่าให้มาเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนา ถ้าข้าพเจ้าเปลี่ยนจิต เปลี่ยนมานับถือศาสนาคาทอลิคที่พวกท่านให้ข้าพเจ้านับถือ มันก็ขัดกับความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า จะเป็นโทษเป็นบาป” (มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ, ม.ป.ป. :41-42)

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ธรรมะนำการเมืองไทย ในสมัยนั้นมีการล่าอาณานิคม ท่านสามารถนำหลักธรรมะมาใช้ในการบริหารบ้านเมืองให้พ้นจากการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกได้อย่างสง่างาม จึงทรงรักษาไว้ได้ทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ทรงมีพระทัยหนักแน่นในการนับถือพระพุทธศาสนา จะเห็นได้จากพระองค์ทรงปฏิเสธการเข้ารีตศาสนาคริสต์

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: สุชีพ ปุญญานุภาพ ::

สุชีพ ปุญญานุภาพ เดิมชื่อ บุญรอด สงวนเชื้อ เกิด ณ บ้านในตลาดบางไทรป่า ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางปลา (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางเลน) จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2460 บิดาชื่อ อ่วม สงวนเชื้อ มารดาชื่อ ทองคำ แต่เดิมมีอาชีพเป็นชาวสวน อยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายหลังเปลี่ยนอาชีพไปประกอบการค้า ขายผ้า และของใช้ที่จำเป็นสำหรับชาวชนบท ณ ตลาดบางไทรป่า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

มีพี่น้องร่วมบิดามารดา จำนวน 12 คน ท่านเป็นคนที่ 11 เหลือแต่เพียงท่านคนเดียว นอกนั้นถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัย ท่านจึงได้ชื่อว่า “บุญรอด” จากนั้นเข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา จบชั้นประถมปีที่ 5 จึงได้ศึกษาภาษาบาลีที่วัดกันมาตุยาราม อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร แล้วกลับไปบรรพชาที่วันสัมปทวน โดยมีท่านเจ้าคุณพระปฐมนคราจารย์ พระอาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นศึกษาภาษาบาลี จนได้เปรียญธรรม 7 ประโยคโดยไม่ตกเลย เมื่ออายุครบ จึงได้อุปสมบท ณ อุโบสถวัดกันมาตุยาราม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2480 โดยเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปฐมนคราจารย์ (วงศ์ โอทาตวณฺโณ) วันสัมปทวน จังหวัดนครปฐม เป็นกรรมวาจาจารย์ และพระครูธรรมานุกูล (กลิ้ง เกสโร) วัดกันมาตุยาราม เป็นอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “สุชีโว” ในนาม “พระมหาบุญรอด สุชีโว” หลังจากอุปสมบทได้ 3 พรรษา ก็สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อ พ.ศ. 2482

ท่านได้ศึกษาภาษาบาลีจนได้เปรียญธรรม 9 ประโยคแล้ว จึงได้อุทิศตนให้กับงานการคณะสงฆ์ จนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระศรีวิสุทธิญาณ”และมีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อตั้งสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในฐานะเลขาธิการสภาการศึกษาฯ

จากนั้นเมื่อ วันที่ 4 มกราคม 2495 ท่านได้ลาสิกขาบท ในตอนแรกท่านประกอบอาชีพส่วนตัวด้วยการศึกษาค้นคว้าและเชียนหนังสือทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ด้วยการที่เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถท่านได้รับเชิญจาก ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ดำรงตำแหน่ง เป็น เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2495 ถึง พ.ศ. 2501 ในชณะที่ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีฯ ท่านได้รับคำสั่งบรรจุเป็น ว่าที่เรือตรี ในตำแหน่งอนุศาสนาจารย์กองทัพเรือ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2499 ต่อมาได้ปลดว่าที่โดยรับสัญญาบัตรยศเป็นเรือตรีเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2500 ต่อมาอีกระยะหนึ่ง ถึงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2500 ได้รับเลื่อนยศเป็น ว่าที่นาวาตรีสังกัดกรมยุทธศึกษาทหารเรือและกระทรวงวัฒนธรรมได้ขอยืมตัวไปปฏิบัติราชการในสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี ในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ได้รับเงินเดือนจากกระทรวงวัฒนธรรม ท่านได้ลาออกจากตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501

หลังจากที่ท่านได้พ้นจากตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ก็ได้รับเชิญจากพลโท เฉลิมชัย จารุวัสตร์ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) โดยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ อ.ส.ท. ใน พ.ศ. 2506 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2507 ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของผู้อำนวยการ อ.ส.ท. พ.ศ. 2508 ตำแหน่งรักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ พ.ศ. 2510 ตำแหน่งผู้ชช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ และ พ.ศ. 2519 ได้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายการส่งเสริม ของ อ.ส.ท. จนกระทั่งเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2520 ทางด้านครอบครัว เมื่อท่านได้ลาสิกขาได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็ได้สมรสกับคุณเพ็ญสุข ศิวดิตถ์ ชาวกรุงเทพมหานคร มีบุตรธิดารวม 4 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 2 คน ตามลำดับ ปัจจุบัน บุตรธิดาทุกคนจบการศึกษา ประกอบอาชีพเป็นหลักฐานมั่นคง ท่านได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 สิริอายุได้ 83 ปี 21 วัน

เกียรติคุณ

- พ.ศ. 2525 – ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
- พ.ศ. 2539 – ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- พ.สง 2540 – ได้รับเลือกเป็นคนไทยตัวอย่าง จากมูลนิธิธารน้ำใจ ในด้าน ผู้ส่งเสริมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา
- พ.ศ. 2542 – ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสตร์

ผลงานด้านวรรณกรรม

ผลงานด้านวรรณกรรมของท่านมีมากมายหลายประเภท ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างประกอบที่สำคัญ วิสาชบูชาคำฉันท์ มาฆบูชาคำโครง นิราศบางไทรป่า วิสาขสุภาษิต สุภาษิตสั้น ๆ หลักพระพุทธศาสนา วิธีคิดธรรมะ ศาสนาในธรรมชาติ พระพุทธศาสนากับปัญหาชีวิต สิ่งที่เรามักมองข้ามไป เรื่องให้โอวาทพระราหุล สหประชาชาติกับพุทธศาสนิกชน ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ลีลาชีวิต และประเภทตำราสำคัญคือ พระไตรปิฏกฉบับสำหรับประชาชน พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ไทย-อังกฤษ อังกฤษ-ไทย ประวัติศาสตร์ศาสนา ศาสนาเปรียบเทียบ วัฒนธรรมวิทยา พระพุทธศาสนาในแง่ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

ท่านสุชีพ ปุญญานุภาพ ได้ทุ่มเทชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง โดยการศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนาจนแตกฉาน และวิชาการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษและภาษาอื่นจนใช้การได้ เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนา มุ่งมั่นผลิตวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ทั้งส่วนที่เป็นตำรา วิชาการ นวนิยายอิงหลักธรรม และเรื่องสั้น รวมกันแล้วเกินกว่าร้อยเรื่อง ผลงานด้านวรรณกรรมเหล่านั้นล้วนทรงคุณค่า เป็นมรดกของสังคมสืบไป

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ::

พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต กำเนิดในสกุลแก่นแก้ว บิดาชื่อ คำด้วง มารดาชื่อ จันทร์ เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ณ บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ บ้านคำบง ต.สงยาง อ.ศรีเชียงใหม่ จ. อุบลราชธานี) มีพี่น้อง ๗ คน ท่านเป็นบุตรคนแรกของตระกูล มีบุคลิกลักษณะเป็นคนร่างเล็ก ผิวขาวแดง แข็งแรงว่องไว สติปัญญาดี เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย

ในสมัยเด็กท่านได้เรียนอักขรสมัยในสำนักของอา คือเรียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรธรรมและอักษรขอม ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านคำบง ครั้นบวชแล้วได้ศึกษาหาความรู้ทางพระศาสนามีสวดมนต์และสูตรต่าง ๆ เป็นต้น มีกิริยามารยาทและความประพฤติเรียบร้อยดีงามเป็นที่น่าเลื่อมใส

เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี บิดาได้ขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน ท่านได้ลาสิกขาออกไปช่วยงานของบิดาด้วยความพยายามและเต็มความสามารถ  ต่อมาเมื่อท่านอายุได้ ๒๒ ปี ได้อำลาบิดามารดาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้นามฉายาว่า ภูริทตฺโต แปลว่า “ผู้ให้ปัญญา ผู้แจกจ่ายความฉลาด”

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้กลับมาศึกษาวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดเลียบ และในระหว่างนั้น ท่านได้ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้นอันเป็นส่วนแห่งพระวินัย คือ อาจาระ ความประพฤติ มารยาท อาจริยวัตร และอุปัชฌายวัตรปฏิบัติได้เรียบร้อยดีจนเป็นที่ไว้วางใจของพระอุปัชฌาย์และให้ศึกษาข้อปฏิบัติอบรมจิตใจ คือเดินจงกรมนั่งสมาธิกับการสมาทานธุดงควัตรต่าง ๆ

ในสมัยต่อมา ท่านได้แสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฏที่แจ้ง หุบเขา ซอกเขา ห้วย ธารเขา เงื้อมเขา ท้องถ้ำ เรือนว่างทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง แล้วลงไปศึกษากับนักปราชญ์ทางกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดประทุมวนาราม และจำพรรษายังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่านได้ให้การสงเคราะห์สาธุชนในถิ่นนั้น ๆ มีผู้สนใจในธรรมปฏิบัติได้ติดตามศึกษาอบรมจิตใจมากมาย ศิษยานุศิษย์ของท่านได้แพร่กระจายไปทั่งทุกภาคของประเทศไทย ยังเกียรติคุณของท่านให้ฟุ้งขจรเลื่องลือไป

ในวัยชรานับแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้มาอยู่จำพรรษาที่จังหวัดสกลนคร หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสถานที่ต่าง ๆ จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๗ จึงย้ายไปอยู่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จนถึงปีสุดท้ายแห่งชีวิต ท่านได้เอาธุระอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทางสมถวิปัสสนาเป็นอันมาก ได้มีการเทศนาอบรมจิตใจศิษยานุศิษย์เป็นประจำ

ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เริ่มอาพาธเป็นไข้ อาการอาพาธสงบเป็นครั้งคราว และกำเริบขึ้นเป็นครั้งคราว และต่อมาอาการอาพาธมีแต่ทรงกับทรุดลงโดยลำดับ ครั้นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๒ ศิษยานุศิษย์ได้นำท่านมาพักที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวังสกลนคร จนถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๒ ท่านได้ถึงมรณภาพด้วยอาการอันสงบ สิริอายุได้ ๗๙ ปี ๙ เดือน ๒๑ วัน ๕๖ พรรษา และได้มีการถวายพระเพลิงศพของท่าน ณ วัดป่าสุทธาวาส จ. สกลนคร ในวันอังคารที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ศึกษาเล่าเรียนและประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด วัตรปฏิบัติของท่านนำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาแก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากในวัยเด็กท่านเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายมีความทรงจำดี และมีความขยันหมั่นเพียร ชอบการศึกษาเล่าเรียน

พระธรรมเทศนาของท่านมักให้ข้อคิดแก่ผู้ฟัง เช่น “ท่านทั้งหลายจงอย่าทำตัวเป็นตัวบุ้งตัวหนอนคอยกัดแทะกระดาษ แห่งคัมภีร์ใบลานเปล่า ๆ โดยไม่สนใจพิจารณาสัจธรรมอันประเสริฐที่มีอยู่กับตัว แต่มัวไปยึดธรรมที่ศึกษามาถ่ายเดียว ซึ่งเป็นสมบัติของพระพุทธเจ้า มาเป็นสมบัติของตน ด้วยความเข้าใจผิดว่าตนเรียนรู้และฉลาดพอตัวแล้ว ทั้งที่กิเลสยังกองเต็มหัวใจยิ่งกว่าภูเขา มิได้ลดน้อยลงบ้างเลย จงพากันมีสติคอยระวังตัวอย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเปล่า ๆ เรียนเปล่าและตายทิ้งเปล่า ไม่มีธรรมอันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติดตัวบ้างเลย” นี่คือคำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตที่เคยพูดเสมอ ๆ นอกจากนั้นท่านยังเป็นตัวอย่างของพระนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งถือว่าเป็นแนวปฏิบัติในการบริหารจิตและเจริญปัญญาของพุทธศาสนิกชนทั่วไปในปัจจุบัน จึงถือว่าท่านเป็นชาวพุทธตัวอย่างที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาด้วยดีมาตลอด

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ::

สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี ป.ธ.9) นามเดิมชื่อ เฮง หรือ กิมเฮง แซ่ฉั่ว เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2424 ณ บ้านท่าแร่ ต. สระแกกรัง อ.น้ำซึม จ.อุทัยธานี บิดาเป็นชาวจีน ชื่อ นายตั้วเก๊า มารดาชื่อ นางทับทิม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาด้วยกัน 4 คน ท่านเป็นคนที่ 3 มารดาได้เสียชีวิตเมื่อคลอดลูกคนที่ 4 ซึ่งเป็นหญิงและเสียชีวิตพร้อมกัน ยายชื่อ นางแห ได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูตลอดมา

เมื่ออายุได้ 8 ปี ป้าชื่อ นางเกศร์ ได้พาไปฝากเรียนหนังสือไทยอยู่ในสำนักอาจารย์ชัง วัดขวิด เมืองอุทัยธานี จนมีความรู้อ่านหนังสือไทยได้ ต่อมาอายุได้ 11 ปี ยายและป้าได้พาไปฝากอยู่ในสำนักของพระปลัดใจ คงฺคสโร (ต่อมาเป็นพระราชาคณะที่พระสุนทรมุนี เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี) เจ้าอาวาสวัดทุ่งแก้ว

เมื่อไปอยู่วัดทุ่งแก้ว ได้ศึกษาภาษาบาลี เริ่มอ่านและเขียนอักษรขอม แล้วหัดอ่านหนังสือพระมาลัยตามประเพณีการศึกษาในสมัยโบราณ แล้วท่องสูตรมูลกัจจายน์และเรียนสนธิ เรียนนามถึงกิต เรียนอุณณาทและการก เรียนพระธรรมบทและมงคลทีปนี กับพระอาจารย์หลายท่าน จากนั้นได้เข้าไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมที่กรุงเทพฯ เช่น เรียนลูกคิด เรียนเลข เป็นต้น ครั้นอายุย่างเข้า 12 ปี บรรพชาเป็นสามเณรและได้สึกจากสามเณรถึง 2 ครั้ง เพราะต้องเซ่นไหว้บรรบุรุษ ในเทศกาลตรุษจีนตามธรรมเนียมของจีน

เมื่ออายุย่างเข้า 13 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณรอีก และเรียนภาษาบาลีอยู่ในวัดทุ่งแก้วตลอดมา จนเรียนมูลกัจจายน์ เรียนพระธรรมบทจนจบ และเรียนมงคลทีปนี ไปแล้ว 6-7 ผูก ครั้นอายุย่างเข้า 17 ปี จึงลงมาอยู่วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2440 และอยู่กับพระมหายิ้ม คณะเลข 23 (ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีเลขประจำคณะ แต่เรียกว่า คณะต้นจันทน์ เพราะมีต้นจันทน์อยู่หลังกุฏิ 3 ต้น) สมัยนั้นสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) ดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และมีพระราชาคณะผู้ช่วย 2 องค์ คือ พระราชโมลี (จ่าย) และพระอมรเมธาจารย์ (เข้ม) ท่านได้เข้าเรียนพระปริยัติธรรมและบาลีโดยเข้าสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวง ดังนี้

พ.ศ. 2441 สอบได้เปรียญ 3 ประโยค
พ.ศ. 2443 สอบได้เปรียญ 4 ประโยค
พ.ศ. 2444 สอบได้เปรียญ 5 ประโยค
พ.ศ. 2445 อุปสมบท ณ พันธสีมาวัดมหาธาตุฯ เมื่อวันจันทร์ เดือน 7 ขึ้น 11 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน โดยมีสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) เป็นพระอุปัชฌายะ และพระธรรมวโรดม (จ่าย) วัดเบญจมบพิตรกับพระเทพเมธี (เข้ม) วัดพระเชตุพนฯ เป็นคู่กรรมวาจาจารย์ และในปีนี้ สอบได้เปรียญถึง 2 ประโยคจึงได้เปรียญ 7 ประโยค
พ.ศ. 2446 สอบได้เปรียญ 8 ประโยค และสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) ได้ถวายตัวฝากเรียนฎีกาสังคหะ (อภิธมฺมตฺถวิภาวินี)กับพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวชิรญาณวโรรสทรงเป็นพระอาจารย์แต่นั้นมา
พ.ศ. 2447 สอบได้เปรียญ 9 ประโยค เมื่ออายุย่างเข้า 24 ปีสมเด็จฯ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตามลำดับ ดังนี้
พ.ศ. 2452 เป็นพระศรีวิสุทธิวงศ์
พ.ศ. 2455 เป็นพระราชสุธี
พ.ศ. 2459 เป็นพระเทพโมลี
พ.ศ. 2464 เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์
พ.ศ. 2471 เป็นพระพิมลธรรม
พ.ศ. 2482 เป็นสมเด็จพระวันรัต เมื่ออายุ 59 ปี 38 พรรษา

สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นนักการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ประจำที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและยืดยาวนานของท่านคือ นายกมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งท่านได้รับช่วงสืบต่อมาจากสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) พระอุปัชฌาย์ของท่าน และท่านก็สามารถทำนุบำรุงและจัดการศึกษาของสถานศึกษาฝ่ายพระมหานิกายแห่งนี้ให้เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปรากฏในประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆิกเสนาสนราชวิทยาลัยท้าวความเดิมถึงพระราชปณิธานที่ทรงตั้งมหาธาตุวิทยาลัยไว้ว่า“อีกสถานหนึ่งเป็นที่เล่าเรียนของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ได้ตั้งไว้ที่วัดมหาธาตุฯ ได้เปิดการเล่าเรียนมาตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก 108 (พ.ศ. 2432) สืบมา” สมเด็จฯทุ่มเทชีวิตจิตใจและสติปัญญาลงในการจัดการศึกษาของมหาธาตุวิทยาลัยอย่างจริงจัง นอกจากจัดการศึกษาโดยตรงแล้ว เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้มั่นคงถาวรยิ่งขึ้น สมเด็จฯได้ขวนขวายจัดตั้งมูลนิธิบำรุงการศึกษาพระปริยัติธรรมของมหาธาตุวิทยาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2468 เรียกชื่อตามตราสารตั้งมูลนิธิว่า “มูลนิธิโรงเรียนบาลีมหาธาตุวิทยาลัย”มีคณะกรรมการทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ร่วมจัดการ และมีระเบียบดำเนินการอย่างรัดกุมเป็นอย่างดียิ่งสำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่สำนักงานพระคลังข้างที่ในพระบรมราชวัง การจัดตั้งมูลนิธิของสมเด็จฯ ทำให้มหาธาตุวิทยาลัยสมัยนั้นมีฐานะมั่นคงเข้มแข็งและสามารถขยายการศึกษาได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในการศึกษาพระปริยัติธรรม แม้เมื่อสมเด็จฯ บำเพ็ญกุศลในคราวมีอายุครบ 5 รอบ หรือ 60 ปีบริบูรณ์ ใน พ.ศ. 2485 ยังได้สร้างหนังสือแปลบาลีแบบสนามหลวง ตั้งแต่ประโยค 3 ถึงประโยค 9 ซึ่งสมเด็จฯ แปลขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวอย่าง แจกจ่ายไปตามสำนักเรียนต่าง ๆ ทั้งในกรุงและหัวเมือง ตลอดถึงนักเรียนผู้ต้องการทั้งในสำนักวัดมหาธาตุฯ และต่างสำนัก

ท่านได้อาพาธด้วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังกับขั้วปอดโตขึ้น มีอาการไอกำเริบ และมรณภาพในวันที่ 10 พฤษภาคม 2486 ณ หอเย็นคณะเลข 1 วัดมหาธาตุฯ สิริรวมอายุได้ 63 ปี 42 พรรษา

คุณธรรมที่ถือเป็นแบบอย่าง

สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ได้สร้างความเจริญให้แก่สำนักวัดมหาธาตุฯ เป็นอย่างมากในสมัยนั้น ทางด้านการศึกษามีพระมหาเปรียญมากรูป และได้ส่งไปเป็นครูอาจารย์ยังวัดต่าง ๆ ไปเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะปกครอง เกียรติยศชื่อเสียงของพระสำนักวัดมหาธาตุฯ ระบือไปทั่วสังฆมณฑล ตลอดจนการก่อสร้างซ่อมแซมในวัดมหาธาตุ การก่อตั้งมูลนิธิ ระเบียบกติกาของวัด ทำให้พระเณรเรียบร้อย มีความขยันหมั่นเพียร เป็นที่ศรัทธาปสาทะของสาธุชนทั้งหลายเป็นอย่างมาก จึงถือว่าเป็นผู้ทำคุณงามความดีต่อพระพุทธศาสนาอย่างมหาศาล

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระนาคเสน ::

พระนาคเสน ตามคัมภีร์บาลีกล่าวว่า ท่านเกิดที่กะชังคลคาม ใกล้ภูเขาหิมาลัย มีชีวิตในราวพุทธศตวรรษที่ 6 (ประมาณ พ.ศ. 500 เศษ) บิดาของท่านเป็นพราหมณ์ชื่อว่า โสณุตตระ เมื่อวัยเด็ก นาคเสนกุมารได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาต่าง ๆ และเรียนได้อย่างรวดเร็วจนจบไตรเพท มีพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อ โรหณเถระ พระเถระรูปนี้ได้ไปบิณฑบาตที่บ้านบิดาของท่านเป็นประจำทุกวัน นับเวลาได้ 7 ปี 10 เดือน แต่ไม่ได้รับการยกมือไหว้ การกราบไหว้ หรือสามีจิกรรม (การแสดงความเคารพ) ได้แต่คำพูดเยาะเย้ยถากถางดูหมิ่น จนวันหนึ่ง ขณะที่พระเถระได้เดินสวนทางกับพราหมณ์โสณุตตระและถูกพราหมณ์ถามว่าวันนี้ท่านได้อะไรบ้าง เมื่อพระเถระตอบว่า ได้ พราหมณ์รู้สึกโกรธนางพราหมณีผู้เป็นภรรยามาก จึงได้ไปตำหนิภรรยา แต่เมื่อนางพราหมณีตอบว่าไม่ได้ให้อะไรเลย จึงกลับไปต่อว่าพระเถระหาว่าท่านพูดโกหก พระเถระจึงตอบว่าเราไม่ได้อะไรจากพราหมณีผู้เป็นภรรยาของท่านเลย เพียงแต่ภรรยาของท่านกล่าวกับเราด้วยถ้อยคำอันไพเราะ เราจึงตอบท่านว่า ได้ เมื่อพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงเกิดความเลื่อมใสต่อพระเถระมากและได้นิมนต์ให้พระเถระไปรับบิณฑบาตยังเรือนของตนทุก ๆ วัน

วันหนึ่ง นาคเสนกุมารได้พบกับพระเถระ จึงเข้าไปสอบถามว่าท่านรู้ศิลปะหรือไม่ พระเถระตอบว่า รู้ และรู้ศิลปะสูงสุดนาคเสนกุมารจึงขอให้พระเถระบอกศิลปะสูงสุดนั้น พระเถระกลับตอบว่า ไม่สามารถจะให้เรียนได้ ผู้ที่จะเรียนศิลปะสูงสุดต้องบวชเสียก่อน นาคเสนกุมารจึงไปขออนุญาตบิดามารดาเพื่อออกบวช เมื่อได้รับอนุญาตจากบิดามารดาด้วยความมุ่งหวังว่า เมื่อนาคเสนกุมารได้บวชและได้เรียนศิลปะสูงสุดแล้ว คงสึกออกมาเป็นฆราวาสแน่นอน นาคเสนกุมารบวชเป็นสามเณรที่ถ้ำรักขิต มีพระโรหณะเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อออกบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์ได้ส่งให้ไปศึกษาอภิธรรมอยู่กับพระอัสสสุคตที่วัตตนิยเสนานะ ต่อมาเมื่อท่านอุปสมบทแล้ว วันหนึ่งพระนาคเสนได้ติดตามพระเถระไปฉันภัตตาหารที่บ้านอุบาสิกาคนหนึ่ง หลังฉันเสร็จแล้ว พระเถระได้ให้พระนาคเสนกล่าวอนุโมทนา พระนาคเสนได้กล่าวอนุโมทนาด้วยอภิธรรมกถา แสดงโลกุตรธรรมประกอบด้วยสุญญตานุปัสสนา อุบาสิกาฟังไปด้วยพิจารณาตามไปด้วย จนได้บรรลุโสดาปัตติมรรค ส่วนพระนาคเสนเองก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วย

หลังจากนั้น พระอัสสคุตตเถระ ได้ส่งพระนาคเสนไปอยู่ในสำนักของพระธรรมรักขิตเถระ ณ อโศการาม เมืองปาตลีบุตร เพื่อศึกษา
พระพุทธวจนะให้ยิ่งขึ้น เมื่อนาคเสนเรียนรู้พระไตรปิฎกมากขึ้น ก็เกิดมีทิฐิมานะคิดว่าไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตน พระธรรมรักขิตเห็นว่าพระนาคเสนเชี่ยวชาญในปริยัติยิ่งนัก แต่การปฏิบัติยังไม่ถึงที่สุด จึงกล่าวเตือนว่า เด็กเลี้ยงโค ได้แต่ดูแลโคให้คนอื่น แต่ไม่ได้ดื่มน้ำนมโค ประดุจคนที่เรียนรู้พระพุทธพจน์มากมายจนเป็นพหูสูตรแต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสอน ก็ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสพระธรรม พระนาคเสนจึงรู้สึกตัวและได้บำเพ็ญเพียรถ่ายถอนกิเลส จนได้บรรลุพระอรหันตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภทา 4 ได้แก่ ความแตกฉาน 4 ประการ คือ ในอรรถ (ใจความ) ในธรรม ในภาษา และในปฏิภาณ

ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีกษัตริย์เชื้อสายกรีกพระองค์หนึ่ง พระนามว่า เมนันเดอร์ หรือที่เรียกกันตามพระบาลีว่า พระยามิลินท์ซึ่งพระองค์ได้อวดอ้างว่าเป็นผู้รู้ศาสนาและปรัชญามากกว่าใคร ๆ และท้าโต้วาทะกับสมณพราหมณ์และประชาชนทั่วไป เมื่อไม่มีใครมาโต้ด้วย ก็สำคัญผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก พระยามิลินท์ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า ยังมีภิกษุรูปใด ๆในชมพูทวีปอีกบ้างหรือไม่ที่สามารถตอบปัญหาและโต้วาทะกับเราได้ เมื่ออำมาตย์ทูลว่า มีภิกษุรูปหนึ่งชื่อนาคเสน อยู่ ณ สังไขยบริเวณ ท่านเป็นผู้ฉลาด สามารถคงจะเจรจาและวสัชนาปัญหาต่าง ๆ กับพระองค์ได้ จึงพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากเสด็จเข้าไปหาพระนาคเสน และมีการโต้ตอบถามปัญหาซึ่งกันและกัน การสนทนาโต้ตอบระหว่างพระนาคเสนกับพระยามิลินท์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ มิลินทปัญหา ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญเล่มหนึ่งในพระพุทธศาสนาและเมื่อพระยามิลินท์ได้รับการถวายวิสัชนาปัญหาจากพระนาคเสนแล้ว ได้เกิดความเข้าใจในหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา สละความเห็นผิดยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาในที่สุด

คุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีปัญญาใฝ่รู้อย่างแท้จริง พระนาคเสนเป็นผู้มีปัญญามาก เพราะเรียนรู้สิ่งใดสามารถทรงจำสิ่งนั้นได้และเมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาอภิธรรมจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระอภิธรรมเมื่อศึกษาพระไตรปิฎกก็เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก อันนับมาจากความเป็นผู้มีปัญญาใฝ่รู้อย่างแท้จริง

2. เป็นผู้ฉลาดมีปฏิภาณในการอธิบายธรรม พระนาคเสนขณะที่ท่านยังเป็นปุถุชน ได้แสดงธรรมแก่อุบาสิกาจนได้สำเร็จเป็นอริยบุคคลแม้ตัวท่านเองก็ได้สำเร็จโสดาบันเป็นอริยบุคคลเช่นเดียวกัน และเมื่อท่านได้เป็นผู้ถวายวิสัชนาปัญหาแก่พระยามิลินท์ซึ่งเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ (ความหลงผิด) แล้ว ก็ยังสามารถสร้างความแจ่มแจ้งและเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนา จนทำให้พระยามิลินท์ละทิ้งมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิและนับถือพระพุทธศาสนาในที่สุด

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: อนาคาริก ธรรมปาละ ::

ประวัติ ท่านอนาคาริก ธรรมปาละ เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2407 ที่เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เดิมมีชื่อว่า “ดอน เดวิด เววาวิตารเน (Don Devid Vewavitarne) ท่านได้เข้าร่วมสมาคมพื้นฟูการทำงานทางพระพุทธศาสนามาโดยตลอดจนถึงระดับอุดมศึกษา

ในปี พ.ศ. 2428 ท่านสนใจหนังสือชื่อ “ประทีปแห่งเอเชีย” ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผันในวิถีชีวิตของท่าน และในปี พ.ศ. 2434 ท่านได้เดินทางไปประเทศอินเดียวเป็นครั้งแรก ไปนมัสการพุทธคยาและสารนาท ต่อมาได้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิที่อินเดีย และเริ่มจัดทำวารสารมหาโพธิ จากกัลกัตตา ซึ่งสมาคมมหาโพธิได้มีส่วนที่สำคัญในการก่อตั้งสภาทางศาสนาที่ชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปี พ.ศ. 2444 ท่านได้ไปนมัสการสารนาทและจัดซื้อที่ดินที่สารนาท ต่อมาได้ก่อตั้งสารนาทเป็นศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ. 2460 ได้ได้สถาปนาพุทธธรรมเพื่อสันติภาพและความมั่นคง เมื่อปี พ.ศ. 2463

ปี พ.ศ. 2470 ท่านได้ก่อตั้งมูลคันธกุฎีวิหารและเริ่มก่อสร้างมูลคันธกุฎีวิหาร และแล้วเสร็จใน ปี พ.ศ. 2474

ปี พ.ศ. 2 476 ท่านได้ป่วยหนักด้วยโรคหัวใจล้มเหลว และสิ้นชีวิตลง เมื่อวันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2476 เวลา 15.00 น. รวมอายุได้ 68 ปี 7 เดือน 12 วัน

งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ เป็นชาวศรีลังกา และเป็นชาวพุทธที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย ก่อนบวชท่านได้ฟังสถานการณ์พุทธสถานจาก เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ แล้ว ท่านได้ตัดสินใจบวชเป็นนักบวช (ยังไม่บวชเป็นพระ) เดินทางมาอินเดีย ท่านพัฒนาป่าอิสิปตนะมฤคทายวันให้เป็นพุทธสถาน ซึ่งเดิมมีการสร้างพระวิหารอยู่แล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ต่อ มารัฐบาลของอินเดีย ได้จัดสรรที่ดินให้ท่าน 20 เอเคอร์ (ประมาณ 50 ไร่) และท่านก็ได้พัฒนาให้เป็นสวนที่มีคุณค่าพร้อมกับการก่อสร้างวิหารเริ่มขึ้นใหม่

ท่านได้กลับไปศรีลังกา และอีก 3 ปีต่อมาท่านก็ได้กลับมายังป่าอิสิปตนฯ อีก และเริ่มงานของสมาคมมหาโพธิ์ ณ ที่นั้น อีกครั้งหนึ่ง ท่านได้พาสามเณร จำนวน 10 รูปจากศรีลังกามาด้วย หลังจากท่านท่านได้สละชีวิตทางโลกออกมาเป็นคนไม่มีบ้าน (อนาคาริก) เป็นเวลานาน และได้บวชสามเณร ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 โดยท่านพระโพธิรุกขมูเล เรวตะ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า เทวมิตตะ ธัมมปาละ ได้เข้ารับการอุปสมบท ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2476

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. การมุ่งมั่นทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาและมนุษยชาติ จากประวัติจะเห็นได้ว่า ท่านอนาคาริก ธรรมปาละ เป็นผู้ที่เริ่มต้นที่สำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนายุคใหม่ และท่านได้พยามยามทำงานเพื่อนำพระพุทธศาสนามาสู่อินเดียจนสำเร็จ รวมตลอดถึงเป็นผู้ร่วมเรียกร้องให้พุทธคยา ได้กลับมาอยู่ในความดูแลของชาวพุทธจนเป็นเป็นผลสำเร็จ
นอกจากนั้น รัฐบาลอินเดีย ยังได้นำสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ หัวสิงห์สี่หัวของพระเจ้าอโศกกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของอินเดีย ธรรมจักรที่ฐานก็ปรากฎอยู่ในธงชาติของอินเดียอีกด้วย

2. การยึดมั่นนับถือพระพุทธศาสนา ตลอดชีวิตของท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา โดยทั้งการเผยแผ่ การก่อตั้งสถาบันทางพุทธศาสนา สถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนา เป็นต้น

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ::

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) นามเดิม ประยุทธ์ นามสกุล อารยางกูร เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2481 ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี บรรพชาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2494 สอบเปรียญธรรม 9 ประโยคได้ขณะยังเป็นสามเณร จึงได้รับการอุปสมบทในพระบรมราชานุเคราะห์เป็นนาคหลวง ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2504 สอบได้ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2505 และสอบได้วิชาชุดครูพิเศษมัธยม (พ.ม.) เมื่อปี พ.ศ. 2506

สมณศักดิ์

พ.ศ. 2512 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศรีวิสุทธิโมลี
พ.ศ. 2516 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชวรมุนี
พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพเวที
พ.ศ. 2536 ได้รับพระราชาทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมปิฎก อดุลญาณนายก ปาพจน
ดิลกนิวิฐ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตตมศักดิ์ จากสถาบันการศึกษา 10 สถาบัน ดังนี้

1. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2525
2. ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาปรัชญา) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2529
3. ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ (สาขาหลักสูตรและการสอน) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2529
4. ศิลปศาตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ศึกษาศาสตร์-การสอน) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2530
5. อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2531
6. ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาภาษาศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2531
7. การศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาปรัชญาการศึกษา) จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2533
8. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาศึกษาศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2536
9. ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตตกิตติมศักด์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2537
10.ตรีปิฎกาจารย์กิตติมศักดิ์ จากนวนาลันทามหาวิหาร รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย พ.ศ. 2538
11.อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (จริยศาสตร์ศึกษา) จากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2538

เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2507-2517 และเป็นเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2515-2519
ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ พ.ศ. 2537

ประกาศเกียรติคุณและรางวัล

พ.ศ. 2525 ได้รับการประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ในการฉลอง 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์
พ.ศ. 2525 ได้รับรางวัลวรรณกรรมชั้นที่ 1 ประเภทร้อยแก้ว สำหรับงานนิพนธ์พุทธธรรม จากมูลนิธิธนาคารกรุงเทพฯ
พ.ศ. 2532 ได้รับพระราชทานโล่รางวัล “มหิดลวรานุสรณ์”
พ.ศ. 2532 ได้รับโล่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษา ในวาระครบรอบ 20 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พ.ศ. 2533 ได้รับรางวัลกิตติคุณสัมพันธ์ “สังข์เงิน” สาขาเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พ.ศ. 2537 ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Dducation)
พ.ศ. 2538 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกาศเชิดชูเกียรติเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม)

ผลงาน

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) มีผลงานที่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเผยแพร่พระพุทธศาสนา ปรากฏในหลายลักษณะ ทั้งในด้านการสอน การบรรยาย การปาฐกถา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการแสดงพระธรรมเทศนา ท่านได้รับอาราธนาไปสอนวิชาการทางพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศหลายครั้ง อาทิ University Museum, University of Pennsylvania ใน พ.ศ. 2515 Swarthmore College, Pennsylvania ใน พ.ศ. 2519 และ Harvard University ใน พ.ศ. 2524

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ยังเป็นพระสงฆ์ไทยที่ได้รับการระบุอาราธนาแสดงปาฐกถาในที่ประชุมนานาชาติ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศหลายครั้ง เช่น ปาฐกถาในการประชุม The International Conference on Higher Education and the Promotion of Peace เรื่อง Buddhism and Peace ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2529 บรรยายในการประชุม Buddhistic Knowledge Exchange Programme in Honour of His Majesty the King of Thailand เรื่อง Identity of Buddhism ซึ่งจัดโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2530

นอกจากนั้น ท่านยังได้ปาฐกถาในการประชุม The Sixth Asian Workshop on Child and Adolescent Development เรื่อง Influence of Western & Asian Thought on Human Culture Development เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533 และได้รับนิมนต์ให้จัดทำสารบรรยายสำคัญ เรื่อง A Buddhist Solution for the Twenty3first Century ในการประชุมสภาศาสนาโลก (Parliament of the World’s Religions) ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2536

ในส่วนงานนิพนธ์นั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) จะนิพนธ์ในลักษณะตำรา เอกสารทางวิชาการ และหนังสืออธิบายธรรมทั่วๆ ไป เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงวิชาการ มีจำนวนมากกว่า 230 เรื่อง เช่น พุทธธรรม, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ : ฉบับประมวลธรรม, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, ธรรมนูญชีวิต, การศึกษาของคณะสงฆ์ : ปัญหาที่รอทางออก, การศึกษาที่สากลบนรากฐานแห่งภูมิปัญญาไทย, Thai Buddhism in the Buddhist Economics, พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์, นิติศาสตร์แนวพุทธ เป็นต้น  ท่านยังได้รับนิมนต์เป็นที่ปรึกษาของ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการสร้างพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์สำเร็จสมบูรณ์เป็นฉบับแรกของโลก ทำให้การศึกษาค้นคว้าหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ และยังได้เขียนบทความใหม่ๆ เพื่อนำลงในนิตยสารพุทธจักรทุกเดือน ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยอีกด้วย

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ท่านเป็นผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างรู้แจ้ง จนเข้าใจหลักธรรมพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ท่านจึงสามารถบรรยายธรรมทางพระพุทธศาสนาให้บุคคลเข้าใจได้อย่างชัดเจน

2. เป็นแบบอย่างของพระภิกษุผู้ใฝ่การศึกษาธรรม ท่านมีวัตรปฏิบัติที่ประกอบไปด้วยเมตตา วัตรปฏิบัติที่เรียบร้อยทั้งทางกาย วาจา และใจ จึงเป็นแบบอย่างของพระภิกษุและพุทธศาสนิกชนทั้งหลายถึงยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้

3. แต่งตำราพุทธศาสนา ท่านได้แต่งตำราทางพระพุทธศาสนามากมาย ที่สำคัญที่สุดได้แก่ หนังสือพุทธธรรม หนังสือพจนานุกรมพุทศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ และฉบับประมวลธรรม ซึ่งเป็นหนังสือที่มีการนำมาอ้างอิงในงานเขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่ตลอดเวลา

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระโพธิญาณเถร ชา สุภทฺโท ::

ชาติภูมิ - พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้สนจิกก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อ นายมา ช่วงโชติ มารดาชื่อ นางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 10 คน

การศึกษา – พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนบ้านก่อ ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วได้ลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝ่ทางบวชเรียน

บรรพชา – ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พะวง) อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังเมื่อบวชเรียนแล้ว ได้เรียนหนังสือธรรม เรียนบาลีไวยากรณ์ เรียนมูลกัจจายน์ ต่อมาได้ลาสิกขามาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพเกษตรกรรม

อุปสมบท – ต่อมาเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ท่านได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2482 ณ พัทธสีมา วัดก่อใน ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า สุภทฺโท

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้ตั้งใจศึกษาปริยัติธรรม จนจบนักธรรมชั้นเอก หลังเสร็จภารกิจทางการศึกษาแล้วประกอบกับท่านเกิดธรรมสังเวชคราวโยมบิดาเสียชีวิต จึงหันมาสู่การปฏิบัติธรรม โดยออกธุองค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติ ได้ทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2497 ท่านได้ดำเนินการสร้างวัดป่าขึ้น ชื่อว่า “วัดหนองป่าพง” และท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสมาโดยตลอด มีผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมมากมาย รวมทั้งได้รับนิมนต์ไปเผยแพร่ธรรมในต่างประเทศด้วย

สมณศักดิ์ – พระโพธิญาณเถร ชา สุภทฺโท) ได้ดำรงตำแหน่งทางการคณสงฆ์และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ดังนี้

วันที่ 29 เมษายน 2516 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง
วันที่ 5 ธันวาคม 2516 ได้รับการสถาปนาเป็นพระราชาคณะ ที่ “พระโพธิญาณเถร”
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2527 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
วันที่ 6 มิถุนายน 2521 ได้รับพัดพัฒนาเชิดชูเกียรติ จากกรมการศาสนา เป็นต้น

มรณภาพ – พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ได้มรณภาพ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2535 เวลา 05.30 น. อย่างสงบ ท่ามกลางธรรมสังเวชของศิษยานุศิษย์จากทุกสารทิศ

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ออกธุองค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ในสำนักต่างๆ เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่กินรี พออินทรีย์แก่กล้าแล้ว ก็ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมต่อไปเรื่อยๆ และหลังจากที่ท่านได้สร้างวัดหนองป่าพงแล้ว ท่านก็ได้ให้ความรู้และการประพฤติปฏิบัติธรรมต่อพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งได้รับอาราธนาไปเผยแพร่ธรรมในต่างประเทศ ทั้งยุโรป และอเมริกา จนในปัจจุบันได้ขยายสาขาของวัดหนองป่าพงไปทั้งในกว่าสองร้อยสาขา และขยายไปยังต่างประเทศอีกกว่าสิบสาขา มีพระภิกษุชาวต่างชาติที่สนใจบวชอยู่ในสังกัดวัดหนองป่าพงประมาณเกือบสองร้อยรูป อยู่ตามสาขาวัดหนองป่าพงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งพระภิกษุเหล่านี้ ต่างก็เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไปอีกด้วย

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ท่านได้เป็นแบบอย่างของพระวิปัสสนา จนมีผู้นำแบบอย่างของท่านมาเป็นแนวปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านจึงมีลูกศิษย์ที่เป็นพระวิปัสสนาที่สำคัญ ๆ หลายท่าน นอกจากนั้นท่านยังเป็นแบบอย่างของบุคคลผู้ถือความมักน้อย สันโดษ เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาเศรษฐกิจที่ควรทำตนให้เป็นคนพอดีในการดำรงชีวิต

2. ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา จนเป็นที่สนใจของชาวต่างประเทศที่เข้ามาบวช และศึกษาพระพุทธศาสนา จึงเป็นกำลังสำคัญท่านหนึ่งในการประกาศพระพุทธศาสนาให้แผ่ขยายกว้างไกลต่อไป

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ::

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์  mรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และเป็นองค์ที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ตรงกับวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู เถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2411 สวรรคต เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ขณะมีพระชนมายุได้ 57 พรรษา รวมเวลาครองราชย์ 42 ปี

พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัติย์ที่ทรงตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย เป็นที่พึ่งตลอดระยะเวลายาวนานถึง 42 ปี ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาเป็นเอนกนานัปการ เช่น โปรดให้ยกเลิกประเพณีหมอบคลานและกราบ โดยให้ใช้ยืนและคำนับแทน โปรดให้เลิกทาส ตั้งโรงเรียนหลวงสอนทั้งภาษาไทยและอังกฤษ โปรดให้มีการสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาในต่างประเทศ ทรงปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม และแบ่งหน้าที่ราชการให้เป็นสัดส่วน ไม่ก้าวก่ายกัน ในส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้รวมหัวเมืองหลายเมืองเข้าเป็นมณฑล ส่วนในจังหวัดหนึ่งๆ ก็ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลรับผิดชอบ อาณาเขตจังหวัดก็แบ่งเป็นอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โปรดให้จัดการในเรื่องการสุขาภิบาล การบำรุงท้องที่ การไปรษณีย์ การโทรเลข การไฟฟ้า การรถไฟ โปรดให้ตั้งกระทรวงสำคัญๆ ต่างๆ และกิจการในด้านศาลยุติธรรม โปรดให้จัดการตำรวจภูธร ใช้กฎหมายการเกณฑ์ทหารเมื่อชาติต้องการหรือมีเหตุการณ์แกเฉินและเกิดสงคราม และการสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ เป็นต้น

การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้ทันต่อสภาวะความเจริญของบ้านเมืองได้ก้าวไปไกลอย่างมาก ทรงได้มีการปรับปรุงพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา ดังนี้

1. การชำระและการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทย-การชำระและการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทย  นานถึง 6 ปี เริ่มแต่ปี พ.ศ. 2431 ถึง พ.ศ. 2436 ได้แก่

(1) เป็นการดำเนินการตามขัตติยะประเพณีที่ปฏิบัติกันต่อๆ มาของพระมหากษัตริย์ในปางก่อนที่ทรงสร้างในการสังคายนาพระธรรมวินัย
(2) ด้วยทรงปรารภพึงพระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา เมื่อจัดพิมพ์แล้ว จะช่วยส่งเสริมให้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแพร่หลาย เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่
(3) การพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทย จะช่วยให้สะดวกแก่การค้นคว้าและการพิมพ์เป็นเล่มสมุดก็สะดวกต่อการเก็บและรักษา แม้ไม่ทนเหมือนจารึกลงบนใบลาน แต่ก็สามารถจัดพิมพ์ใหม่อีกได้ง่าย การชำระและการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกครั้งนี้ เสร็จทันงานฉลองรัชดาภิเษก (การครองราชย์ครอบ 25 ปี) ของพระองค์ ทรงพระราชทานแด่พระอารามหลวงและวัดราษฎร์ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองโดยทั่วกัน นับเป็นการพิมพ์คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ฉบับภาษาไทย ครั้งแรกในประเทศไทย

2. การสร้างวัดขึ้นใหม่หลายวัด คือ วัดราชบพิธ วัดเทพศิรินทราวาส วัดเบญจมบพิตร วัดอัษฎางค์นิมิต วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ และทรงปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุ โดยพระราชทรัพย์ส่วนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ วัดมหาธาตุจึงมีสร้อยนามในเวลาต่อมาว่า “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์”

3. การส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์การศึกษา เพราะทรงห่วงใยเรื่องคุณธรรม ในปี พ.ศ. 2414 ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ จะให้มีอาจารย์สอนหนังสือไทยและสอนเลขทุกๆ พระอาราม จัดทำที่วัดมหรรณพารามเป็นแห่งแรก มีประกาศจัดการศึกษาในหัวเมือง เผดียงให้พระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรเอาใจใส่สอนธรรมแก่ประชาชน และฝึกสอนวิชาความรู้ต่างๆ แก่กุลบุตร ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยเรื่องคุณธรรคือความซื่อสัตย์สุจริตของผู้ที่ได้รับการศึกษาไปแล้วเป็นอย่างมาก เพราะผู้ได้รับการศึกษาดีก็มิใช่จะมีหลักประกันได้ว่าจะเป็นคนดีทุกคนไป หากขาดเรื่องการศึกษา เรื่องการศาสนา

4. การศึกษาของพระสงฆ์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้นตามวัดต่างๆ เพื่อเป็นสถานศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร ได้ทรงกำหนดให้มีการสอบไล่พระปริยัติธรรมเป็นประจำทุกปี ทรงส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย โดยโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงสองแห่งจนกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ในปัจจุบัน คือ

(1) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
(2) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์

5 ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อเป็นแนวในการบริหารคณะสงฆ์ ปี ร.ศ. 121 นับเป็นกฎหมายของพระสงฆ์ไทยฉบับแรกการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นอกจากจะทำให้เกิดผลดีแก่ประเทศชาติในด้านต่างๆ แล้ว ยังก่อให้เกิดผลดีในส่วนของพระองค์ด้วย ทำให้ฐานะการเมืองของพระองค์มั่นคงขึ้น เพราะประชาชนต่างให้ความจงรักภักดีในฐานะที่ทรงปฏิบัติพระองค์ตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรมคือ ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร สังคหวัตถุ และทรงเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภ์อย่างแท้จริง จึงทำให้การปกครองในสมัยของพระองค์ประสบความสำเร็จ และยังสามารถรักษาความเป็นเอกราชของประเทศจากภัยคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกไว้ได้ ทั้งนี้นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ประชาชนชาวไทยจึงพร้อมใจกันถวายพระนรมเป็นการเฉลิมพระเกียรติแก่พระองค์ว่า “พระปิยมหาราช”

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นศาสนูปถัมภก คือเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา โดยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เช่น การจัดพิมพ์พระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทยเป็นครั้งแรก การสร้างวัดที่สำคัญ ๆ การให้วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษา และการส่งเสริมการศึกษาพระสงฆ์ โดยการสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อเป็นแนวบริหารคณะสงฆ์

2. ทรงดำรงตนอยู่ในพุทธธรรม โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น หลักทศพิธราชธรรม จักรวรรคิวัตร สังคหวัตถุ เป็นต้น เป็นแนวทางในการปกครองอาณาประชาราชจนได้รับขนานพระนามว่า “พระปิยมหาราช”

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: นายสุมนมาลา ::

นายสุมนมาลาการ เป็นชาวเมืองราชคฤห์ เข้ามีหน้าที่นำดอกมะลิวันละ 8 ทะนาน ไปถวายพระเจ้าพิมพิสารแต่เช้าตรู่ทุกวัน ได้ทรัพย์วันละ 8 กหาปณะ  ต่อมาเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังถือดอกไม้จะเข้าประตูเมือง พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงเปล่งพระรัศมีด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เขาเห็นอัตภาพของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใส พลางคิดว่า ถึงแม้จะถูกพระราชาเมื่อไม่ได้รับดอกไม้จะฆ่าเราหรือขับไล่เราออกจากเมืองก็ตาม เราก็จักบูชาพระพุทธเจ้า จึงนำดอกไม้ที่จะถวายพระราชาทั้ง 8 ทะนานบูชาพระพุทธเจ้า

เมื่อถวายแล้วได้มีความปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นยิ่งนักและได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปหน่อยหนึ่งแล้ว ก็ถือกระเช้าเปล่าเดินกลับบ้านไปด้วยสีหน้าอันเอิบอิ่ม เมื่อถึงบ้าน นายสุมนมาลาการได้เล่าเรื่องที่ตนได้นำดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าให้ภรรยาฟัง ถูกภรรยาซึ่งเป็นหญิงไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาด่าว่าเขาว่าจักนำความพินาศมาให้ตระกูลและรีบนำความเข้ากราบทูลพระราชา และทูลความที่ตนไม่เห็นดีเห็นงามด้วย  ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทรงเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้สดับดังนั้น ทรงทราบว่าหญิงนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา จึงทรงทำเหมือนกับทรงกริ้ว แล้วรีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วตามเสด็จไป

พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงประกาศเกียรติคุณของนายมาลาการให้ปรากฎแก่มหาชนทั่วไป จึงประทับที่พระลานหลวงไม่เสด็จเข้าไปในพระราชวัง พระราชาได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ตามส่งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับวัดเวฬุวันแล้ว จึงมีรับสั่งให้นายสุมนมาลาการเข้าเฝ้า  เมื่อนายสุมนมาลามาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพิมพิสารตรัสยกย่องสรรเสริญเขาว่าเป็นมหาบุรุษ แล้วพระราชทานสิ่งของ 8 ชนิด ได้แก่ ช้าง ม้า ทาส ทาสี เครื่องประดับ นารี อย่างละแปด และทรัพย์อีก 8 พันกหาปณะ และบ้านส่วยอีก 8 ตำบล
ตกเย็นวันนั้น พระภิกษุทั้งหลายพากันสนทนาในโรงธรรม กล่าวถึงเรื่องการบูชาพระพุทธเจ้าของนายสุมนมาลาการแล้วได้รับของพระทาน 8 อย่างจากพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้เอิบอิ่ม มีความสุขใจ นั่นแหละเรียกว่า กรรมดี

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีความศรัทธา นายสุมนมาลาการ เป็นอุบาสกที่ควรเป็นแบบอย่างแก่พุทธศาสนิกชน ท่านได้เสียสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธ
เจ้า นั่นคือ สละชีวิตเพื่อทำความดี รักษาความดีเอาไว้ แม้ชีวิตจะหาไม่ก็ตาม

2. เป็นผู้ประกอบกรรมดี เมื่อเขาจะทำการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ แต่เกิดความลังเลว่า หากเรานำดอกไม้นี้ถวายพระพุทธเจ้า อาจถูกพระราชาฆ่าหรือขับไล่ออกจากเมือง แต่พระราชาทรงประทานทรัพย์เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพเท่านั้น

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: นางจูฬสุภัททา ::

นางจูฬสุภัททา เป็นธิดาของเศรษฐีชื่อว่า อนาถบิณฑิก ชาวเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ซึ่งบิดาของนางเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและเคารพพระสงฆ์เป็นอย่างมาก ท่านได้สร้างวัดชื่อว่า “เชตวัน” ถวายด้วย
อนาถบิณฑิกเศรษฐี มีบุตรชาย 1 คน ธิดา 3 คน ท่านได้ปลูกฝังให้ลูก ๆ ได้ซาบซึ้งในคุณของพระรัตนตรัยด้วย นอกจากนี้ท่านยังได้นิมนต์พระสงฆ์มาฉันที่เรือนของท่านเป็นประจำ และได้มอบหน้าที่การจัดเลี้ยงดังกล่าวแก่นางมหาสุภัททา

ต่อมาเมื่อนางมหาสุภัททาแต่งงานมีครอบครัว หน้าที่การจัดเลี้ยงพระสงฆ์จึงตกแก่นางจูฬสุภัททา ซึ่งนางก็ได้จัดการอย่างไม่ขาดตกบกพร่องครั้งหนึ่งเพื่อนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ชื่อว่า อุคคะ เป็นเศรษฐีอยู่ในเมืองอุคคนคร ได้เดินทางมาค้าขายที่เมืองสาวัตถีและได้แวะพักอยู่กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี ๆ ก็ได้มอบภาระการจัดเลี้ยงให้แก่นางจูฬสุภัททา ซึ่งนางก็ได้ทำอย่างเรียบร้อยเป็นที่ถูกใจของอุคคเศรษฐี ๆ จึงได้ขอนางให้แต่งงานกับบุตรชายของตน และเนื่องจากเศรษฐีทั้งสองได้เคยสัญญากันไว้ว่าเมื่อมีบุตรธิดาก็จะให้แต่งงานกัน ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยอมรับและตกลงยินยอมให้แต่งงานกัน
เนื่องจากอุคคเศรษฐี มีความเลื่อมใสและนับถือศาสนาอื่นนอกจากพุทธศาสนา

ก่อนที่นางจูฬสุภัททาจะเดินทางไปอยู่กับครอบครัวของสามี อนาถบิณฑกเศรษฐีจึงเรียกลูกสาวเข้ามาอบรมสั่งสอนด้วยหลักคำสอน 10 ประการ ได้แก่

1. ไฟในอย่านำออก หมายถึง อย่านำเอาความลับหรือเรื่องไม่ดีในครอบครัวไปพูดให้คนภายนอกฟัง
2. ไฟนอกอย่านำเข้า หมายถึง อย่านำเอาเรื่องไม่ดีจากภายนอกบ้านมาเล่าให้คนในบ้านฟัง
3. จงให้แก่คนที่ให้ หมายถึง คนที่ยืมของไปแล้วส่งคืน ภายหลังก็ควรให้ยืมอีก
4. จงอย่าให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายถึง คนที่ยืมของไปแล้วไม่ส่งคืน ภายหลังไม่ควรให้ยืมอีก
5. จงให้แก่คนที่ให้และไม่ให้ หมายถึง ญาติมิตรแม้ยืมของไปแล้วจะคืนหรือไม่คืนก็ตาม ก็ควรให้ยืมอีก
6. จงนั่งให้เป็นสุข หมายถึง อย่านั่งในที่ซึ่งเมื่อพ่อผัว แม่ผัว หรือสามีเดินผ่าน ตนเองจะต้องลุกขึ้น
7. จงนอนให้เป็นสุข หมายถึง เมื่อพ่อผัว แม่ผัว และสามีเข้านอนแล้ว ตนเองจึงเข้านอน
8. จงกินให้เป็นสุข หมายถึง เมื่อพ่อผัว แม่ผัว และสามีได้กินอิ่มแล้ว ตนเองจึงจะกินได้
9. จงบูชาไฟ หมายถึง ให้มีความเคารพ ยำเกรง พ่อผัว แม่ผัว และสามี
10. จงบูชาเทวดา หมายถึง ให้ดูแลเอาใจใส่ พ่อผัว แม่ผัว และสามี เป็นอย่างดี

คราวหนึ่ง อุคคเศรษฐี ได้กระทำการมงคล จึงได้เชื้อเชิญพวกชีเปลือยมาทานอาหารที่บ้าน แล้วให้คนไปบอกแก่นางจูฬสุภัททาเพื่อให้มาไหว้พวกชีเปลือย พอนางเห็นพวกชีเปลือยนางก็ไม่ไหว้ อุคคเศรษฐีจึงโกรธนางมากและให้ภรรยาถามนางว่าสมณะที่นางนับถือเป็นอย่างไร มีคุณวิเศษเพียงไร นางจึงได้พรรณาคุณของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกให้แม่สามีและคนอื่น ๆ ฟัง ดังนี้

- พระสมณะของดิฉันเป็นผู้มีกาย วาจา ใจ สงบ เดินสำรวม ตาทอดมองต่ำ พูดพอประมาณ
– พระสมณะของดิฉันเป็นผู้ประพฤติสะอาด หมดจด บริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ
– พระสมณะของดิฉันเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินทั้งภายในและภายนอก
– พระสมณะของดิฉันเป็นผู้ไม่ยินดียินร้ายในคราวมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา ดังชาวโลกประพฤติกัน เป็นผู้มีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวในเหตุดังกล่าว

เมื่อภรรยาของเศรษฐีได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความเลื่อมใสใคร่จะได้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก จึงให้นางจูฬสุภัททานิมนต์มา นางจึงได้ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์สาวกมาฉันภัตตาหารที่บ้านในวันรุ่งขึ้น เมื่อเศรษฐี ภรรยา พร้อมทั้งบริวารเห็นพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกจึงเกิดความเลื่อมใส ได้ฟังพระธรรมเทศของพระพุทธเจ้าได้บรรลุโสดาปัตติผล นับว่านางจูฬสุภัททาเป็นพุทธสาวิกาตัวอย่างในเรื่องของการปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นางจูฬสุภัททา ถึงแม้ว่าจะได้แต่งงานและกลับไปอยู่ยังเรือนของสามี แต่ก็มี
ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และแนะนำบิดาของสามีตลอดถึงบุคคลในบ้านให้เลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนาด้วย

2. เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา นางจูฬสุภัททา นับว่าเป็นพุทธสาวิกาตัวอย่างในการปฏิบัติตนตามหลัก
ธรรมของพระพุทธศาสนา และเป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ผู้ที่ยังไม่นับถือ ไม่เลื่อมใส ให้นับถือและเลื่อมใส

3. เป็นผู้กตัญญูต่อบิดามารดา เมื่อคราวที่นางจะได้กลับไปยังเรือนของสามี บิดาของนางได้ให้โอวาท 10 ประการแก่นางและนางก็ได้
ปฏิบัติตามโอวาททั้ง 10 ประการนั้น จนเป็นที่พอใจของครอบครัวสามีเป็นอย่างยิ่ง

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: นางปฏาจารา ::

พระปฏาจาราเถรี เป็นธิดาของเศรษฐีในเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล นางมีสิริโฉมที่งดงามเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วไป ครั้นเจริญวัยได้ 16ปี บิดาจึงได้ให้นางอยู่บนคฤหาสน์ ไม่ยอมให้พบปะกับผู้ชายอื่น นอกจากบิดาและคนใช้ ชื่อนายจุลล์ เท่านั้น ต่อมานางปฏาจาราเกิดรักใคร่ชอบพอกับนายจุลล์โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ และเมื่อบิดามีความประสงค์จะให้นางแต่งงานกับชายหนุ่ม ผู้มีฐานะเสมอกัน นางจึงนัดแนะกับชายคนใช้นั้น และพากันหนีไปอยู่ต่างถิ่นแดนไกล สามีประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนนางอยู่เฝ้ากระท่อมทำหน้าที่เก็บฟืนหุงหาอาหารทำงานทุกอย่างได้รับความทุกข์ลำบากอย่างแสนสาหัส

ต่อมานางปฏาจาราได้ตั้งครรภ์บุตรคนแรก จนครรภ์แก่ใกล้คลอดนางมีความประสงค์จะกลับไปคลอดบุตรที่บ้านของบิดามารดาตามธรรมเนียมลัทธิพราหมณ์ นางจึงอ้อนวอนสามีให้พาไป แต่สามีไม่ยินยอมเนื่องจากเกรงว่าจะถูกเศรษฐีลงโทษ จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อสามีออกไปทำงานรับจ้างนางปฏาจาราจึงได้แอบหนีกลับไปบ้านเดิมของตน แต่ระหว่างนางเกิดเจ็บท้องและได้คลอดลูกเมื่อสามีกลับมาบ้านไม่เห็นภรรยา จึงตามหาจนพบและพากลับมาที่กระท่อม เมื่อนางตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง ก็มีความประสงค์จะกลับไปคลอดบุตรที่บ้านเดิมเช่นเดียวกัน และเมื่อสามีไม่ยินยอม นางจึงแอบหนีไปอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับนำบุตรคนโตไปด้วย ระหว่างทางนางก็เกิดเจ็บท้องและคลอดลูก ขณะนั้น ได้มีพายุฝนนอกฤดูตกลงอย่างหนัก นางประสบความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส จนกระทั่งสามีตามมาถึง นางจึงให้สามีไปตัดไม้เพื่อทำเพิงกั้น ขณะที่สามีกำลังตัดไม้อยู่ใกล้จอมปลวกได้ถูกงูพิษกัดตาย รุ่งเช้านางได้จูงลูกคนโตและอุ้มลูกคนเล็กที่เกิดใหม่เพื่อตามหาสามี ไปพบสามีตอนตายอยู่ เกิดความเศร้าโศกอย่างแรงกล้า ร้องไห้คร่ำครวญเดินมุ่งตรงไปยังเมืองสาวัตถี

ครั้นนางเดินมาถึงแม่น้ำอจิรวดีเกิดน้ำท่วมอย่างหนัก น้ำไหลอย่างเชี่ยวกรากเพราะฝนตกหนักในตอนกลางคืนที่ผ่านมา นางจึงอุ้มลูกคนเล็กข้ามฝั่งไปก่อน เมื่อถึงอีกฝั่งหนึ่งแล้วจึงเอาใบไม้ปูรองให้ลูกคนเล็กนอน แล้วกลับมาเพื่อรับลูกคนโตอีกฝั่งหนึ่งเมื่อนางไปถึงกลางแม่น้ำขณะนั้นมีนกเหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบลงจิกเอาลูกน้อยไปด้วยมองเห็นว่าเป็นชิ้นเนื้อนางจึงได้ยกมือโบกไล่พร้อมกับตระโกนด้วยเสียงอันดังลูกคนโตที่ยืนอยู่บนฝั่งคิดว่าแม่เรียกให้ไปหาจึงถลาลงน้ำ ถูกน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากพัดพาหายไป

นางปฏาจาราร้องไห้รำพันว่า “ผัวของเราถูกงูกัดตาย ลูกคนเล็กถูกเหยี่ยวเฉี่ยวเอาไป ลูกคนโตถูกน้ำพัดตาย” จึงตั้งสติเพื่อที่จะกลับไปยังบ้านเดิม ระหว่างทางได้ทราบว่าคนในตระกูลของนางตายหมดแล้วเพราะถูกคฤหาสน์ล้มทับเมื่อคืนนี้ นางจึงเสียสติเดินร้องไห้รำพันจนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย คนทั้งหลายจึงเรียกนางว่าเป็นคนบ้า พร้อมกับกำดินบ้าง ฝุ่นบ้าง ไปเข้าใส่นางเพื่อขับไล่

วันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ในพระเชตวัน นางไปยืน ณ ที่นั้น คนทั้งหลายเห็นนางจึงพากันขับไล่ไม่ให้นางเข้าไปในที่แสดงธรรม แต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสบอกให้นางเข้ามา และตรัสว่า “เจ้าจงตั้งสติให้ดี” นางกลับได้สติดังเดิม และได้ห่มผ้าที่มีใครคนหนึ่งโยนให้ นางนั่งฟังพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่งได้พิจารณาไปตามพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ได้กราบทูลขอบวชเป็นพระภิกษุณี พระพุทธเจ้าประทานอนุญาต หลังจากบวชไม่นาน พระภิกษุณีปฏาจาราได้บำเพ็ญสมณธรรม ต่อมาได้ฟังพระธรรมเทศนาว่า คนไม่เห็นความสิ้นไปและความเสื่อมไปแห่งปัญจขันธ์ แม้อยู่ร้อยปีก็ไม่ประเสริฐเท่าคนรู้เห็นอยู่วันเดียว นางได้พิจารณาตามไปและเมื่อฟังจบก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระปฏาจาราเถรีว่า เป็นยอดแห่งพระเถรีผู้ทรงพระวินัย คือทรงจำพระวินัยมาก ท่านได้ทำงานเพื่อเป็นการสงเคราะห์ อนุเคราะห์ต่อบุคคลอื่นเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์อื่น ๆ ที่ได้กระทำมา

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีความตั้งใจจริง มนุษย์ยังมีกิเลส ทุกคนย่อมมีความผิดพลาดในชีวิต ถ้าใครผิดพลาดแล้วไม่ยอมแก้ไขปล่อยให้เลยตามเลย เป็นสิ่งไม่ควรทำไม่ดี แต่ถ้าใครกลับตัวและประพฤติตนให้เป็นคนดีได้ ย่อมเป็นบุคคลที่น่านับถือยกย่องเช่นเดียวกับพระปฏาจาราเถรี ซึ่งท่านมีความตั้งใจจริงนำสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตมาปรับปรุง ประพฤติปฏิบัติตนจนเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า

2. เป็นผู้แนะแนวชีวิต พระปฏาจาราเถรีมีความสามารถในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือแก้ปัญหาให้แก่คนที่ประสบการณ์พลัดพราก การสูญเสียคนอันเป็นที่รัก มักจะมาขอคำแนะนำจากท่าน ซึ่งท่านก็ได้ให้คำแนะนำทีดีและช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาเหล่านั้น จนสามารถนำไปปฏิบัติและแก้ปัญหาเองได

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระอานนท์ ::

พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ พระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดาพระนามว่า กีสาโคตมี ท่านจึงเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า ท่านออกบวชพร้อมกับ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายภคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายเทวทัต กับนายภูษามาลา ชื่อว่า อุบาลี

หลังจากบวชแล้ว ท่านได้ฟังโอวาทของพระปุณณมันตานีบุตร ได้บรรลุโสดาปัตติผล และได้มารับหน้าที่ พุทธอุปัฏฐาก ปรนนิบัติพระพุทธเจ้า จนกระทั่งหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน จึงได้บรรลุพระอรหันตผล และท่านบรรลุพระอรหันตผลโดยไม่อยู่ในอริยบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นั่นคือ ท่านบรรลุพระอรหันตผลภายหลังจากที่ได้ปฏิบัติธรรมทั้งคืนขณะที่จะเอนกายลงนอนบนเตียง พอยกเท้าพ้นจากพื้นแต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย คลายความยึดมั่นลงได้  ในขณะที่พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว ไม่มีพุทธอุปัฏฐาก พระสงฆ์สาวกต่างก็ผลัดกันทำหน้าที่อยู่รับใช้พระพุทธเจ้า ต่อมาพระสงฆ์สาวกเห็นสมควรว่าจักต้องมีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมาทำหน้าที่นี้ และพระสงฆ์ทั้งหลายก็ขอร้องให้ท่านรับหน้าที่ พระอานนท์จึงขอพร (เงื่อนไข) 8 ประการต่อพระพุทธเจ้าก่อนรับหน้าที่พุทธอุปัฏฐาก ดังนี้

1. พระพุทธองค์ต้องไม่ประทานจีวรอย่างดีแก่ท่าน
2. ต้องไม่ประทานบิณฑบาตอย่างดีแก่ท่าน
3. ต้องไม่ให้ท่านอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระพุทธองค์
4. ต้องไม่นำท่านไปในที่นิมนต์ด้วย
5. ต้องเสด็จไปในที่นิมนต์ที่ท่านรับไว้
6. ต้องให้คนที่มาแต่ไกลเพื่อเฝ้าได้เฝ้าทันที
7. ต้องให้ทูลถามข้อสงสัยได้ทุกเมื่อ
8. ถ้าไม่มีโอกาสไปฟังธรรมที่ทรงแสดง ขอให้ทรงแสดงซ้ำให้ท่านฟังด้วย

สำหรับเหตุผลที่ท่านขอพร 8 ประการนั้น ได้แก่ พรที่ 1-4 เพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่ท่านรับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก มิใช่เพื่อลาภสักการะ และพรที่ 5 –7 เพื่อแสดงว่าท่านเป็นผู้มีความปรารถนาจะปฏิบัติหน้าที่พุทธอุปัฏฐากอย่างอุทิศและให้เกิดประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของพระพุทธเจ้าและพุทธบริษัท พระอานนท์ได้ทำหน้าที่พุทธอุปัฏฐากได้เป็นอย่างดียิ่ง จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) 5 ประการ ได้แก่

1. เป็นพหูสูต (ทรงจำพุทธวจนะได้มากที่สุด)
2. เป็นผู้มีสติ
3. เป็นผู้มีคติ (แนวในการจำพุทธวจนะ)
4. เป็นผู้มีธิติ (ความเพียร)
5. เป็นพุทธอุปัฏฐากผู้เลิศ

ในช่วงสุดท้ายแห่งพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ได้ตามเสด็จจากเมืองราชคฤห์ไปยังเมืองกุสินาราได้รับถ่ายทอดพระพุทธโอวาทมากมาย ที่ยังมิเคยตรัสที่ไหนมาก่อน และหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านได้ถ่ายทอดให้ที่ประชุมสงฆ์อันประกอบด้วยพระอรหันต์ทรงอภิญญา 500 รูปฟังและในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรกนี้ ท่านได้ทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม เมื่อท่านอายุได้ 120 พรรษา ถึงเวลานิพพาน พระญาติทั้งสองฝั่งน้ำโรหิณีต่างก็ปรารถนาให้ท่านนิพพาน ณ บ้านเมืองของตนพระอานนท์จึงเข้าเตโชสมาบัติเหาะขึ้นในอากาศ อธิษฐานให้ร่างของท่านแตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งตกลง ณ ฝั่งเมืองกบิลพัสดุ์อีกส่วนหนึ่งตกลง ณ ฝั่งเมืองเทวทหะ เพื่อให้พระญาติทั้งสองฝ่ายนำอัฐิธาตุของท่านไปบรรจุไว้บูชา

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้ทรงจำธรรมไว้ได้มาก พระอานนท์ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นพหูสูต เพราะท่านทูลขอพรจากพระพุทธเจ้าก่อน
เข้ารับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก มีข้อหนึ่งความว่า ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องในในที่ลับข้าพระองค์ ขอให้พระองค์ได้โปรดแสดงธรรมเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้เอาใจใส่ขวนขวายในการศึกษาและทรงจำเป็นอย่างดียิ่ง

2. เป็นผู้ช่วยระงับความแตกร้าวในพุทธจักร คราวที่พระชาวเมืองโกสัมพีเกิดทะเลาะวิวาทกันเป็นฝ่าย พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนก็
ไม่สามารถคลายทิฏฐิมานะพระเหล่านั้นลงได้ พระองค์จึงเสด็จไปจำพรรษาในป่าปาลิเลยยกะ ต่อมาพระเหล่านั้นเกิดสำนึกผิดรู้สึกละอายใจ จึงเข้าไปหาพระอานนท์ พร้อมขอร้องให้ท่านพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอขมา พระอานน์ได้ทำตามจนสามารถระงับความแตกร้าวให้กลับคืนสภาวะปกติได้

3. เป็นผู้รับภาระในพระพุทธศาสนา ในคราวปฐมสังคายนา ท่านได้ทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม โดยรวบรวมพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มาจัดเป็นหมวดหมู่ จนปรากฏเป็น พระสุตตันตปิฎก และ พระอภิธรรมปิฎก ให้เราได้ศึกษาจนกระทั่งทุกวันนี้

4. เป็นผู้สืบต่อพระศาสนา ท่านเป็นผู้มีศิษย์มาก ต่อมาศิษย์ของท่านได้มีบทบาทสำคัญในการทำสังคายนาครั้งที่ 2 คือ พระสัพ
พกามี พระยสกากัณฑบุตร และพระเรวตะ เป็นต้น แสดงถึงความเป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีที่เพียบพร้อมดีงาม ทำให้มีผู้เคารพเลื่อมใสและแสดงตนเป็นศิษย์จำนวนมาก

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: จิตตคหบดี ::

จิตคหบดีเป็นชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะ แคว้นมคธ วันที่ท่านเกิดมีปรากฏการณ์ประหลาด คือ มีดอกไม้หลากสีตกลงทั่วเมือง ซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความวิจิตรสวยงาม ท่านจึงได้นามว่า จิตตกุมาร แปลว่า กุมารผู้น่าพิศวงหรือกุมารผู้ก่อให้เกิดความวิจิตรสวยงาม

บิดาของท่านเป็นเศรษฐีท่านจึงได้เป็นเศรษฐีสืบต่อมาจากบิดา ในวงการพระพุทธศาสนาเรียกท่านว่า จิตตคหบดี ก่อนที่จะมานับถือพระพุทธศาสนาท่านมีโอกาสพบพระมหานามะ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) เห็นท่านสงบสำรวมน่าเลื่อมใสมาก จึงมีความศรัทธานิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่คฤหาสน์ของตน และได้สร้างที่พำนักแก่ท่านในสวนชื่อ อัมพาฏการาม นิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นประจำ พระมหานามะได้แสดงธรรมให้จิตตคหบดีฟังอยู่เสมอ

วันหนึ่งได้แสดงเรื่อง อายตนะ 6 (สื่อสำหรับติดต่อโลกภายนอก 6 ประการ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) หลักจบธรรมเทศนา จิตตคหบดีได้บรรลุ อนาคามิผล จิตตคหบดีเอาใจใส่พิจารณาธรรมอยู่เนือง ๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมได้ดี ความสามารถของท่านในด้านนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

ท่านเป็นผู้มีใจบุญได้ถวายทานอย่างประณีตมโหฬารติดต่อกันครึ่งเดือนก็เคยมี เคยพาบริวารสองพันคนบรรทุกน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น จำนวนมากถึง 500 เล่มเกวียน ไปถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ความเป็นผู้มีมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ของจิตตคหบดีได้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ดังเช่นคราวหนึ่ง ท่านป่วยหนึก พวกเทวดามาปรากฏต่อหน้าท่าน พร้อมกับบอกว่า คนมีศีลมีธรรมอย่างท่าน ถึงตายไปก็ย่อมไปดี แม้ปรารถนาจะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในชาติหน้าก็ย่อมได้ จิตตคหบดีตอบว่า “แม้ราชสมบัติก็ไม่จีรัง เราไม่ต้องการ” บรรดาบุตรหลานที่เผ้าไข้อยู่ได้ยินจิตตคหบดีพูดอยู่คนเดียว จึงกล่าวเตือนว่า “ตั้งสติให้ดี อย่าเพ้อเลย” ท่านบอกบุตรหลานว่า มิได้เพ้อ เทวดามาบอกให้ปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรด์ แต่ท่านบอกพวกเขาไปว่าท่านไม่ต้องการ ยังมีสิ่งอื่นที่ประเสริฐกว่าความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก เมื่อบุตรหลานถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร จิตตคหบดีตอบว่า “ศรัทธาความเชื่อที่ไม่คลอนแคลนในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ประเสริฐกว่าสิ่งใดทั้งหมด”

คุณธรรมที่ถือเอาเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษาธรรม จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้เก่งในการแสดงธรรมและการสั่งสอนธรรม ท่านเป็นคนฉลาดมีเหตุผลในการให้คำอธิบายหลักธรรมต่าง ๆ ที่เชื่อกันผิด ๆ ให้กลับเข้าใจในทางที่ถูกต้องได้

2. เป็นคนใจบุญ อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาด้วยศรัทธามั่นคง พบพระสงฆ์ก็ทำบุญถวายทาน สร้างวัดถวาย เป็นต้น

3. มีศรัทธาตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย โดยมีศรัทธาความเชื่อที่ไม่คลอนแคลนในพระรัตนตรัย มากกว่าการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

4. เป็นแบบอย่างของอุบาสกที่ดี คือฟังธรรมตามโอกาส บรรยายธรรมตามโอกาส ปกป้องพระพุทธศาสนาเมื่อมีนักบวชในศาสนาอื่นจาบจ้วง และปกป้องด้วยสติปัญญา ความสามารถ โดยไม่กล่าวร้ายตอบโต้

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระธรรมทินนาเถรี ::

พระธรรมทินนาเถรีเป็นชาวเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้วได้เป็นภริยาของท่านวิสาขเศรษฐี ผู้สหายของพระเจ้าพิมพิสาร วิสาขเศรษฐีได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรกพร้อมกันกับพระเจ้าพิมพิสาร ได้บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่วันนั้น ต่อมาวันหนึ่ง ท่านเศรษฐีได้รับฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วได้บรรลุอนาคามิผล ปกติพระอริยบุคคลระดับอนาคามีละความต้องการทางเพศได้แล้ว

วันนั้น นางธรรมทินนาไม่ทราบว่าสามีบรรลุอนาคามิผลแล้ว เมื่อเห็นสามีกลับมาถึงบ้าน ยืนอยู่หัวบันไดก็ยื่นมือส่งให้หมายจะให้สามีเกาะ ปรากฏว่าสามีไม่เกาะและไม่พูดว่าอะไร สร้างความสงสัยให้แก่นางมาก เมื่อสามีรับประทานอาหารอิ่มแล้ว นางไม่สบายใจคิดว่าตนเองทำอะไรผิดสามีคงโกรธจึงสอบถามดู เมื่อท่านวิสาขเศรษฐีอธิบายให้ฟังถึงสาเหตุไม่แตะต้องกายเธอ และบอกว่านับแต่บัดนี้ไปเธอประสงค์ทรัพย์เท่าใด จงรับเอาไปตามใจชอบแล้วกลับไปครอบครัวเดิมเสียเถิด

นางธรรมทินนาจึงบอกสามีว่าถ้าเช่นนั้นฉันขออนุญาตไปบวชเป็นภิกษุณี สามีก็อนุญาต และเพื่อเป็นเกียรติแก่ภรรยา วิสาขเศรษฐีจึงขอพระราชทานวอทองจากพระเจ้าพิมพิสารแห่นางรอบเมืองอย่างสมเกียรติ

เมื่อนางธรรมทินนาบวชแล้วก็ลาอุปัชฌาย์อาจารย์ไปปฏิบัติธรรมในป่าซึ่งอยู่ต่างเมือง อีกไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้วก็กลับมาโปรดอดีตสามีและญาติมิตร จึงไปบิณฑบาตทางบ้านเดิมของตน วิสาขเศรษฐีอดีตสามีพบท่านจึงนิมนต์ไปฉันภัตตาหารพลางคิดว่า พระเถรีคงอยากจะสึกจึงลองถามปัญหากับพระเถรี พระเถรีตอบได้อย่างถูกต้องและแจ่มแจ้งจนหมดปัญญาที่จะถามต่อ จึงรู้แน่ว่าพระเถรีได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว จึงมีความยินดียิ่งและกล่าวอนุโมทนา

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระธรรมทินนาเถรีว่าเป็นยอดทางด้านธรรมกถึก มีปัญญาเฉลียวฉลาดแสดงธรรมได้อย่างแตกฉาน

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระธรรมทินนาเถรีก่อนออกบวชนั้น เมื่อได้ทราบว่าวิสาขเศรษฐีผู้สามีได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้บรรลุธรรมแล้ว จึงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ใคร่จะออกบวช จึงขออนุญาตสามีซึ่งสามีก็อนุญาตให้บวชได้ตามความประสงค์

2. เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที เมื่อพระเถรีได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ก็หวลระลึกนึกถึงวิสาขาเศรษฐีพร้อมด้วยหมู่ญาติ ก็ได้ เดินทางกลับบ้านเดิมเพื่อแสดงธรรมโปรดวิสาขเศรษฐีและหมู่ญาติได้ให้รับผลอันเกิดจากการฟังธรรม แสดงถึงความที่พระ เถรีมีความกตัญญูอย่างแท้จริง

3. เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถแสดงธรรมได้อย่างแตกฉาน ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะทางด้านธรรมกถึก จึงสมควรที่จะถือเป็นแบบอย่างที่ดี

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระอนุรุทธะ ::

พระอนุรุทธะ ท่านเกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ เป็นโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะเป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ มีพระเชษฐาร่วมสายโลหิต คือ เจ้าชายมหานามะ ซึ่งต่อมาได้ครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านมีพระสหายสนิท คือ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภคะ และเจ้าชายกิมพิละ รวมทั้งเจ้าชายเทวทัตแห่งเมืองเทวทหะ ชีวิตในเพศฆราวาสของท่านเต็มไปด้วยความอบอุ่นเนื่องจากพระมารดาทรงรักและดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกผนวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตระกูลพระญาติทั้งหลาย นิยมให้บุตรหลานออกบวชตาม และเมื่อท่านถูกพระญาติถามถึงเหตุผลที่ไม่ออกบวช ท่านจึงได้ปรึกษากับเจ้าชายมหานามะว่าใครจะออกบวช และเมื่อได้ทราบว่า การที่ต้องเป็นผู้ครองเรือนและผู้ครองเรือนต้องเรียนรู้การงานทุกอย่าง เป็นต้นว่า ต้องทำนาทุกปีเพื่อจะได้มีข้าวไว้บริโภค การทำนาต้องเริ่มต้นด้วยการไถ ไถแล้วจึงคราด คราดแล้วจึงหว่านหรือปลูกข้าวกล้า ครั้นสุกแล้วต้องเก็บเกี่ยวและหอบเข้าลานเพื่อนวด เป็นต้น

เจ้าชายอนุรุทธะเมื่อได้ฟังการงานของผู้ครองเรือนยิ่งลำบาก จึงตัดสินพระทัยออกบวช ไปทูลขออนุญาตจากพระมารดา พระมารดาไม่ประสงค์จะให้ออกบวช จึงบ่ายเบี่ยงให้เจ้าชายอนุรุทธะไปชวนเจ้าชายภัททิยะ เมื่อเจ้าชายภัททิยะตกลงพระทัยที่จะออกบวช ทำให้เจ้าชายที่เป็นพระสหายที่เหลือก็ได้ตกลงพระทัยออกบวชตาม

เจ้าชายกลุ่มนี้ได้ออกเดินทางไปขอบวชโดยมีเจ้าชายภัททะยะเป็นผู้นำ ณ อนุปิยอัมพวัน เมื่อบวชแล้ว พระอนุรุทธะได้เจริญสมาธิภาวนาได้ทิพจุกขุญาณ (ตาทิพย์) ภายหลังได้รับคำแนะนำจากพระสารีบุตรเกี่ยวกับมหาปุริสวิตก 8 ประการ ท่านได้เดินทางไปสู่ปาจีนวังทายวันปาจีนวังทายวัน แคว้นเจตี สามารถทำได้บริบูรณ์ 7 ข้อ ส่วนข้อสุดท้ายไม่สามารถทำได้ ได้รับคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า จึงเข้าใจและในที่สุดได้บรรลุอรหัตตผล

เมื่อบรรลุแล้ว ท่านได้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยประกาศพระพุทธศาสนา ท่านมีวัตรปฏิบัติที่น่าศึกษา คือ ความมักน้อย ขณะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดเวฬุวัน ท่านแสวงหาผ้าบังสกุลตามกองขยะมาทำจีวร เนื่องจากจีวรที่ใช้อยู่ประจำนั้นขาด

พระอนุรุทธะได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้แจ้งเหล่ามัลลกษัตริย์ให้อัญเชิญพระศพของพระพุทธองค์เข้าเมืองทางประตูเมืองทิศอุดร (เหนือ) ผ่านกลางเมืองแล้วไปออกทางประตูเมืองด้านทิศบูรพา (ตะวันออก) ก่อนนำไปถวายพระเพลิง ณ มกูฏพันธนเจดีย์ พระอนุรุทธะนิพพานหลังพุทธปรินิพพานนานเท่าใด ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัด

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง
1. เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร พระอนุรุทธะ เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ จนกระทั่งได้บรรลุอรหัตผล
2. เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประกาศพระพุทธศาสนา เป็นสดมภ์หลักของพระพุทธศาสนารูปหนึ่ง
3. เป็นผู้มีความมักน้อย ถึงแม้ท่านจะเคยเป็นเจ้าชายในราชสกุลมาก่อน แต่ท่านก็มิได้เย่อหยิ่งถือพระองค์แต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับเป็นผู้ที่มักน้อย สันโดษ ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นที่เคารพยกย่องของผู้อื่นอยู่เสมอ

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: องคุลิมาล ::

ท่านเกิดในวรรณะพรามหณ์ เมืองสาวัตถี บิดาชื่อภัคควะ เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล มารดาชื่อ มันตานี มีชื่อเดิมว่า อหิงสกะ มีความเป็นอยู่สุขสบาย เมื่อเจริญวัยได้ไปศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์เมืองตักกสิลา ท่านตั้งใจศึกษาอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็รับใช้อาจารย์และภรรยาด้วยความเคารพจึงทำให้ท่านเป็นที่โปรดปรานมาก จนศิษย์คนอื่น ๆ พากันอิจฉาริษยาและใส่ร้ายท่านต่าง ๆ นานา โดยที่สุดกล่าวหาว่าท่านเป็นชู้กับภรรยาของอาจารย์
ในที่สุดอาจารย์ก็หลงเชื่อจึงวางแผนฆ่าท่าน โดยบอกว่าศิษย์ที่ศึกษาจบศิลปวิทยานั้นต้องให้ครุทักษิณา (ของบูชาครู) แก่อาจารย์ กล่าวคือ นิ้วมือขวาของคน 1,000 นิ้วด้วยเชื่อว่าท่านจะต้องถูกฆ่าตายเสียก่อน อหิงสกะกุมารจึงออกล่านิ้วเมือคน และนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องไหล่ เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า “องคุลิมาล” (ผู้มีนิ้วเป็นพวงมาลัย) ต่อมาความทราบถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์จึงรับสั่งให้จัดกำลังทหารออกตามล่าท่าน

วันหนึ่ง โจรองคุลิมาลนับนิ้วมือยังขาดอีกนิ้วเดียวก็จะครบ 1,000 นิ้ว ตั้งใจว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วก็จักกลับไปเยี่ยมบิดามารดา จึงออกจากกลางป่ามายืนดักอยู่มที่ปากทางเข้าป่า ฝ่ายนางมันตานีซึ่งเป็นมารดาของท่านทราบว่ากองทัพของพระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังมา จึงเดินมุ่งหน้าไปทางป่าที่โจรองคุลิมาลซ่อนอยู่ และวันนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ ทรงเห็นอุปนิสัยของโจรองคุลิมาลจะสามารถบรรลุมรรคผลได้ จึงรีบเสด็จไปโปรดทันเวลาที่นางมันตานีมาถึง

เมื่อโจรองคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้าก็วิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้าเพื่อประสงค์จะฆ่าและตัดเอานิ้วมือ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้โจรองคุลิมาลวิ่งตามไม่ทันจนรู้สึกเหนื่อยล้า แล้วหยุดยืนอยู่กับที่ร้องขึ้นว่า “หยุดก่อน สมณะ หยุดก่อน” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” พอพระพุทธเจ้าอธิบายให้ทราบว่า เราหยุดฆ่าสัตว์แล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด จึงพิจารณาตามและได้บรรลุโสดาปัตติผล ยอมทิ้งดาบก้มลงกราบพระบาทและทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ตามที่ทูลขอ ครั้นบวชแล้วเจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุอรหัตผลในเวลาต่อมา

ภายหลังบรรลุอรหัตผลแล้ว ขณะเสวยวิมุตติสุขอยู่นั้นเกิดปีติโสมนัส ท่านได้แสดงความรู้สึกว่า “ผู้ใดประมาทมาก่อนแล้วเลิกประมาทเสียได้ภายหลัง ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนพระจันทร์ที่โผล่พ้นเมฆหมอก คือทำโลกนี้ให้สว่างไสวได้”

ต่อมาท่านออกบิณฑบาต แต่กลับถูกขว้างปาด้วยก้อนดินและท่อนไม้จนบาตรแตก ตัวท่านก็บาดเจ็บ จึงจำต้องกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวัน พระพุทธเจ้าทรงสอนท่านให้อดทน และทรงสอนว่าท่านกำลังได้รับผลกรรมที่ทำไว้ ท่านจึงแผ่เมตตาจิตไปในสรรพสัตว์ ท่านได้รับสรรเสริญว่าเป็นพระเถระประเภท “ต้นคดปลายตรง” คือ เบื้องต้นประมาทพลาดพลั้ง แต่ต่อมากลับเนื้อกลับตัวเป็นพระสาวกที่ดี เป็นตัวอย่างของอนุชนรุ่นหลังเป็นอย่างดี

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1.เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร พระองคุลิมาลตอนเป็นอหิงสกะกุมาร ได้เข้ารับการศึกษาเล่าเรียนจากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ท่านมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ตลอดถึงคอยรับใช้ใกล้ชิดอาจารย์และภรรยา จนเป็นที่รักและโปรดปรานของอาจารย์

2. เป็นผู้ไม่ประมาท หลังจากที่พระองคุลิมาลได้เข้าเฝ้าและฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านกลับได้สติ จึงทูลขอบวชซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตบวชให้ นับว่าท่านเป็นคนประเภทต้นคดปลายตรง สมควรยึดถือเป็นเยี่ยงอย่าง

3. เป็นผู้มีความอดทน หลังจากท่านบวชแล้ว ประชาชนมักหวาดกลัวท่าน บางครั้งถึงกับถูกเขาขว้างด้วยก้อนหิน ได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส แต่ท่านก็มีความอดทน บำเพ็ญสมณธรรมและได้บรรลุอรหันต์ในที่สุด

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: นางกีสาโคตมี ::

พระกีสาโคตมีเถรี เดิมมีชื่อว่า กีสา เพราะรูปร่างผอมบาง ส่วนโคตมีเป็นชื่อโคตร (ตระกูล) ท่านเป็นธิดาของตระกูลที่เก่าแก่ตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี วันหนึ่งนางเดินไปที่ตลาดได้เหลือบไปเห็นพ่อค้าคนหนึ่งนำเอาทองมากองไว้ นั่งเฝ้าดังหนึ่งจะขายให้แก่คนทั่วไป นางจึงเข้าไปถามด้วยคำว่า “คุณพ่อ คนอื่นเขาขายผ้า ขายน้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อนำทองมาขาย “ ด้วยคำพูดของนางทำให้พ่อค้าที่ถูกเรียกว่า “คุณพ่อ” ตื่นเต้นเป็นการใหญ่ เนื่องจากพ่อค้าคนนี้เดิมเป็นเศรษฐีในเมืองสาวัตถี จู่ ๆ วันหนึ่ง ทองที่มีทั้งหมดได้กลายเป็นถ่านซึ่งอาจเกิดจากผลแห่งบาปกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของเศรษฐีเอง จึงสร้างความตกใจและความโศกเศร้าแก่เศรษฐีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเพื่อนเศรษฐีที่รู้เรื่องราวก็พากันมาปลอบโยนและแนะนำให้เศรษฐีให้ลองเอาถ่านทั้งหมดไปกองไว้ที่ตลาดที่คนเดินผ่านไปมา หากคนที่ผ่านไปมามองเห็น ว่าเป็นถ่านจะพูดอย่างไรก็ไม่ต้องไปสนใจ แต่เผื่อมีใครสักคนมองเห็นแล้วพูดว่าทองก็ให้คน ๆ นั้นจับถ่านเหล่านี้แล้ว ถ่านก็อาจกลายเป็นทองได้ เศรษฐีจึงได้ทำตามคำแนะนำของเพื่อน เมื่อนางกีสาโคตมีมาพบและพูดทักว่าทำไมเอาทองมากองดังหนึ่งจะขายดังกล่าวมาข้างต้นเศรษฐีจึงมีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งจึงให้นางลองหยิบให้ดู เมื่อนางหยิบถ่านขึ้นมาก้อนหนึ่ง ถ่านก็กลายเป็นทองจริง ๆ และเมื่อนางหยิบก้อนถ่านทั้งหมด ก้อนถ่านเหล่านั้นก็กลายเป็นทองตามเดิม เศรษฐีรู้ว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอพ่อแม่ของนางแต่งงานกับบุตรชายของตนและรับนางมาอยู่ที่ตระกูลสามี

อยู่มาไม่นาน นางก็ให้กำเนิดบุตรน่ารักคนหนึ่ง ยังความปลาบปลื้มแก่สมาชิกในตระกูลเป็นอย่างยิ่ง แต่อยู่ได้ไม่นาน บุตรน้อยของนางก็เสียชีวิตกระทันหัน นางร่ำไห้เสียใจเป็นอย่างมาก จนสติฟั่นเฟือนครึ่งบ้า ไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย คิดเข้าข้างตัวว่าลูกชายของตนยังไม่ตาย เพียงสลบไปเท่านั้น มิไยใครเขาจะบอกว่าลูกของนางตายแล้วก็ไม่ฟัง นางเที่ยวเสาะหาคนที่จะสามารถรักษาลูกชายของนางให้กลับฟื้นได้จนมีผู้แนะนำให้นางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์รักษา นางดีใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้อุ้มศพบุตรชายรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถีเมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว นางได้กราบทูลให้พระพุทธองค์รักษาบุตรน้อยพระพุทธองค์ตรัสให้นางไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่ง และเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอามาจากบ้านเรือนที่ไม่มีใครตาย เมื่อได้มาแล้วพระองค์จะทำยาให้นางกีสาโคตมีอุ้มลูกน้อยไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุกครัวเรือน ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนก็มีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น จนในที่สุดนางก็ได้สติกลับคืนมาและคิดได้ว่าความตายนั้นไม่ใช่ตายเฉพาะลูกเราคนเดียว คนอื่นก็ตายด้วย สักวันหนึ่งเราเองก็จะต้องตายเหมือนกัน ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด เมื่อคิดได้ดังนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็โพลงขึ้นกลางใจ ความเศร้าโศกที่แบกรับมาจนหนักอึ้งก็ผ่อนคลายเบาบาง จิตใจสดชื่น โปร่งโล่งสบาย นางจัดการเผาศพลูกชายตนเอง แล้วเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสโลกธรรมสั้น ๆ ให้ฟังว่า“มฤตยูย่อมพาชีวิตของคนที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและในทรัพย์สินไป ดุจเดียวกับกระแสน้ำหลากมาพัดพาเอาชีวิตของประชาชนผู้นอนหลับไหลไป ฉะนั้น  สิ้นสุดพระธรรมเทศนาสั้น ๆ นางกีสาโคตมีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล กราบทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุณี พระองค์ทรงส่งนางไปบวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์ เมื่อบวชแล้วได้นามตามเดิมว่า “พระกีสาโคตมีเถรี” วันหนึ่ง ขณะพระเถรีตามประทีปให้สว่างในวิหาร เห็นเปลวประทีบลุกแล้วหรี่ลง ลุกแล้วหรี่ลง เช่นนี้ตลอด ได้กำหนดเอาแสงประทีปเป็นอารมณ์กรรมฐาน แล้วเกิดความรู้ขึ้นว่า ชีวิตสัตว์ทั้งหลายดุจเดียวกับแสงประทีป เกิดขึ้นแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิดใหม่ เวียนว่ายอยู่ในวงจรแห่งการเกิดดับอยู่ ไม่รู้นานเท่าไร จนกว่าจะบรรลุพระนิพพานนั้นแหละ จึงจะหยุดวงจรแห่งการเกิดดับนี้ได้ ฉับพลันนั้นเองได้ปรากฏแสงสว่างเรืองรองประหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับต่อหน้านาง พระสุรเสียงกังวานแว่วมาว่า “ถูกแล้ว กีสาโคตมี ผู้ใดเห็นแจ้งในพระนิพพาน แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ยังประเสริฐกว่าผู้มีอายุตั้งร้อยปีแต่ไม่เห็นแจ้ง” เมื่อสิ้นสุดพระพุทธภาษิต พระกีสาโคตมีเถรีก็ได้บรรลุพระอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทาพระกีสาโคตมีเถรีได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างยิ่ง เป็นสตรีที่มีบทบาทในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่งท่านหนึ่ง

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. พระกีสาโคตมีเถรี ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตอันขมขื่นมาแล้ว รู้รสชาติแห่งความทุกข์เพราะวิปโยค เมื่อมาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา ได้พบสุขที่แท้จริงแล้ว ก็มีความสงสารเห็นใจผู้ยังอยู่ในห้วงทุกข์นั้น จึงมักเทศน์สั่งสอนผู้คนผู้กำลังทุกข์ ให้หาทางแก้ทุกข์ในทางที่ถูกต้อง วิธีเอาชนะทุกข์ได้เด็ดขาด คือหันหน้ามาเผชิญกับความทุกข์ รับรู้ความจริงว่ามันเป็นทุกข์เพราะเหตุใด แล้วพยายามแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะแก้ทุกข์ได้

2. พระกีสาโคตมีเถรี ท่านได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่าย จึงมีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านและพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก นับได้ว่าท่านเป็นผู้มีบทบาทในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดีท่านหนึ่ง

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระนางมัลลิกา ::

พระนางมัลลิกา ทรงเป็นธิดาของนายมาลาการ (ช่างทำดอกไม้) นางมีหน้าที่ออกไปเก็บดอกไม้ในสวนเพื่อนำมาให้บิดาทำพวงมาลัยทุกวันหรือไม่ก็จัดดอกไปให้เป็นระเบียบเพื่อไว้ขายเป็นประจำ นอกจากนี้นางยังได้ถวายดอกไม้และได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าจนได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่อายุยังน้อย

เมื่อนางมีอายุประมาณ 16 ปี ขณะเก็บดอกไม้ นางได้ร้องเพลงไปพลางเก็บดอกไม้ไปพลางอย่างมีความสุข และในขณะนั้นเองพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ปลอมพระองค์เป็นสามัญชน ได้ฟังเพลงที่นางขับร้องได้อย่างไพเราะจับใจจึงปรากฏพระองค์ขึ้นและสนทนากับนาง ก็รู้สึกพอพระทัยมากขึ้น ต่อมาอีกสองสามวัน พระองค์จึงส่งเจ้าหน้าที่ให้ไปรับนางมาไว้ในพระราชวัง นางจึงรู้ความจริงว่า บุรุษที่นางสนทนาด้วยในวันก่อนนั้นเป็นพระราชาพระนามว่า ปเสนทิโกศล และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงอภิเษกสมรสกับนาง และทรงสถาปนาให้เป็นพระมเหสีด้วย

พระนางมัลลิกาเป็นสตรีที่มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีทรงเป็นที่รักและชื่นชมของพระสวามีเป็นอย่างมากพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงแม้ว่าในระยะหลังนี้พระองค์จะหันมาสนใจในพระพุทธศาสนาก็ยังมีความเชื่อลัทธิดั้งเดิมบางอย่างอยู่ เช่น เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบูชายัญ ครั้งหนึ่ง พระองค์รับสั่งให้ตระเตรียมพิธีบูชายิ่งใหญ่ มีการฆ่าสัตว์อย่างละ 700 ตัว เซ่นสรวงด้วย พระนางมัลลิกาทรงทัดทานมิให้พระองค์ทำบาป และได้แนะนำให้พระองค์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอรับคำแนะนำซึ่งพระองค์ก็ทรงทำตาม และยกเลิกพิธีบูชายัญ

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลแข่งกับชาวเมืองทำบุญกัน ประชาชนมักจะทำทานอันประณีตและมโหฬาร พระเจ้าปเสนทิโกศลจนพระทัยไม่รู้จะทำประการใด จึงจะทำให้ทานของพระองค์มโหฬารและแปลกใหม่กว่าประชาชน จึงขอรับคำแนะนำจากพระนางมัลลิกา ซึ่งพระนางมัลลิกาก็แนะนำให้พระองค์ทรงทำ “อสทิสทาน” (ทานที่ไม่มีใครเหมือน) และพระองค์ก็ทรงทำตาม นับว่าเป็นความเฉลียวฉลาดอันเกิดจากสติปัญญาของพระนางมัลลิกาอย่างแท้จริง

พระนางมัลลิกาไม่มีพระราชโอรส เมื่อพระนางพระครรภ์แก่ จวนจะมีประสูติกาล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีความปรารถนาอยากได้พระราชโอรส ทรงตั้งความหวังไว้ในพระทัยไว้มาก แต่เมื่อพระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา ทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อปรับทุกข์พระพุทธเจ้าตรัสปลอบพระทัยว่า ธิดาหรือโอรสไม่สำคัญ เพศมิใช่เป็นเครื่องแบ่งหรือบอกความแตกต่างในด้านความรู้ความสามารถ สตรีที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ประพฤติธรรม และเป็นมารดาของบุคคลสำคัญ ย่อมประเสริฐกว่าบุรุษ ด้วยพระดำรัสนี้ ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาว่า พระนางรักพระองค์ไหม รักมาเพียงใด แต่พระนางมัลลิกากลับตอบว่า พระนางรักตนเองมากกว่าสิ่งใด ด้วยคำตอบของพระนางทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงน้อยพระทัยด้วยทรงคิดว่าพระมเหสีไม่รักพระองค์เสมอเหมือนชีวิตของนาง เมื่อมีโอกาสเหมาะจึงกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงเรื่องดังกล่าว พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่ามัลลิกาพูดถูกแล้วมหาบพิตร เพราะบรรดาความรักทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีความรักใดจะเท่ากับความรักตนเอง มัลลิกาพูดคำจริงตรงกับใจเธอ มหาบพิตรควรจะชื่นชมมเหสีที่ยึดมั่นในสัจจะ (ความจริง)เช่นนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟังพระดำรัสนี้แล้วจึงค่อยคลายความน้อยพระทัยลงได้

พระนางมัลลิกาเป็นพุทธสาวิกาผู้มั่นคงในธรรม และช่วยคนอื่นให้เข้าถึงธรรมด้วย ในฐานะพระมเหสีของพระราชา พระนางเป็นพระสาวิกาพึ่งตัวเองได้ในทางธรรมและช่วยให้ผู้อื่นโดยเฉพาะพระสวามีพึ่งตัวเองได้ด้วย พระนางจึงทรงเป็นสตรีตัวอย่างที่ดีท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. พระนางมัลลิกาเป็นผู้กตัญญูกตเวที กล่าวคือ เมื่อพระนางยังเป็นเด็กสาวธิดาของนายมาลาการนั้น พระนางได้ช่วยบิดาเก็บดอกไม้ในสวนและจัดให้เป็นระเบียบเพื่อนำไปขายทุกวั้น นับว่าพระนางเป็นผู้กตัญญูช่วยเหลือกิจการของบิดาและมีความขยันเป็นอย่างยิ่ง

2. พระนางมัลลิกาเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทรงทัดทานพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นพระสวามีมิให้กระทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์บูชายัญ และทรงแนะนำให้พระสวามีให้พึ่งตนเองด้วยการปฏิบัติธรรมและยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมความดี พระนางจึงทรงเป็นที่รักและโปรดปรานของพระสวามีเป็นอย่างยิ่ง

3. พระนางมัลลิกาทรงเป็นพุทธสาวิกาผู้มั่นคงในพระพุทธศาสนา และช่วยคนอื่นให้เข้าถึงธรรมในพระพุทธศาสนาด้วย

ใส่ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::