Category Archives: :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระสารีบุตร ::

พระสารีบุตร เดิมชื่อ อุปติสสะ เป็นบุตรของวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อสารี บิดาเป็นนายบ้าน อุปติสสคาม ใกล้เมืองราชคฤห์ บิดามารดามีฐานะร่ำรวย เหตุที่ท่านได้ชื่อว่า สารีบุตร เนื่องจากเมื่อท่านบวชแล้วเพื่อนพระภิกษุด้วยกันมักเรียกท่านว่า สารีบุตร แปลว่า บุตรนางสารีตามชื่อมารดาของท่านอุปติสสะมีสหายคนหนึ่งชื่อว่า โกลิตะ เป็นบุตรของนายบ้านโกลิตคามซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน เที่ยวด้วยกันและศึกษาศิลปวิทยาร่วมกัน วันหนึ่งทั้งสองได้ไปเที่ยวชมมหรสพในเมืองเห็นความไร้สาระของมหารสพเกิดความเบื่อหน่ายในการเสพสุขสำราญจึงปรึกษากันแล้วชวนกันพร้อมกับบริวารบวชเป็นปริพพาชกอยู่ในสำนักสัญชัย เวลัฏฐบุตร เพื่อศึกษาธรรมแต่ยังมิได้บรรลุธรรมพิเศษเป็นที่สุดที่พอใจ จึงนัดหมายกันว่าผู้ใดได้บรรลุธรรมพิเศษก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่ผู้อื่น

ขณะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ พระอัสสชิซึ่งเป็นองค์หนึ่งในจำนวนปัญจวัคคีย์ได้เดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและกำลังบิณฑบาตอยู่ อุปติสสะได้พบท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงติดตามไปเมื่อพระอัสสชิฉันอาหารเสร็จแล้ว จึงได้เข้าไปถามถึงข้อปฏิบัติ พระอัสสชิได้แสดงธรรมให้ฟังสั้น ๆ ว่า “สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ จะดับไปก็เพราะเหตุดับ”อุปติสสะได้ฟังเกิดดวงตาเห็นธรรม คือ เข้าใจแจ่มแจ้งสิ้นความสงสัยบรรลุโสดาบัน เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่พระเวฬุวันจึงนำธรรมที่ตนได้ฟังไปเล่าถ่ายทอดให้โกลิตะผู้เป็นสหายฟัง โกลิตะเมื่อฟังแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกัน จึงไปลาอาจารย์สัญชัย พร้อมทั้งบริวารพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ขอบวชเป็นพระสาวกพร้อมทั้งบริวาร พระพุทธเจ้าประทานบวชให้ทั้งหมด เมื่อบวชแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาอบรม บริวารทั้งหมดได้สำเร็จอรหันต์ก่อน ส่วนอุปติสสะ ได้บำเพ็ญธรรมต่อมาอีก 15 วันจึงได้สำเร็จอรหันต์พระสารีบุตรได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในทางปัญญา เป็นผู้มีคุณธรรมดีเด่นด้านปัญญา เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนาพระสารีบุตรนิพพานวันเพ็ญกลางเดือน 12 นิพพานก่อนพระโมคคัลลานะ 15 วัน และก่อนพระพุทธเจ้าประมาณ 7 เดือน ก่อนนิพพานท่านได้เทศนากล่อมเกลาจิตใจของบิดามารดาจของท่านให้กลับใจมานับถือพระพุทธศาสนาจนเป็นผลสำเร็จ

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีปัญญาเลิศ สามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนของพรพุทธเจ้าได้อย่างลึกซึ้งและอธิบายให้คนอื่นฟังได้อย่างดียิ่ง แม้เรื่องยากเพียงไรก็ตาม ก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย เมื่อมีพระสงฆ์สาวกจะทูลลาไปต่างเมือง พระพุทธเจ้ามักตรัสให้ไปลาและรับฟังโอวาทจากพระสารีบุตรด้วย

2. เป็นผู้มีขันติเป็นเลิศ มีความสงบเสงี่ยมไม่คิดร้ายใคร ไม่โกรธหรือคิดตอบโต้ใคร ๆ เช่น ท่านถูกพราหมณ์คนหนึ่งซึ่งทราบว่า ท่านไม่โกรธและมีความอดทน ย่องไปทุบข้างหลังจนท่านเซไปข้างหน้า ท่านก็ไม่เหลียวมอง ทำให้พราหมณ์เกิดความสำนึกผิดและขอขมาท่าน

3. เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ พระสารีบุตรเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที ท่านนับถือพระอัสสชิเป็นพระอาจารย์องค์แรกของท่าน เมื่อรู้ว่าพระอัสสชิอยู่ในทิศใด เวลาจะนอนท่านจะหันศีรษะไปทางทิศนั้น นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ยอดกตัญญูรู้คุณแม้เพียงเพราะพรามหณ์แก่ชื่อว่าราธะซึ่งเคยตักข้าวใส่บาตรท่านทัพพีท่านก็จำได้และเมื่อราธพราหมณ์ประสงค์จะบวชแต่ไม่มีใครรับรองให้บวช
ท่านก็กราบทูลพระพุทธเจ้าขอรับหน้าที่บวชให้

4.เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน พระสารีบุตร เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ถึงแม้จะได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่ามีปัญญาเทียบเท่าพระองค์ ท่านก็ไม่เคยลืมตนท่านอ่อนโยนต่อทุกคน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวท่านจึงเป็นที่รักของเพื่อนพระสาวกด้วยกันเป็นอย่างมาก

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระโมคัลลานะ ::

พระมหาโมคคัลลานะ มีนามเดิมว่า โกลิตะ เป็นบุตรพราหมณ์หัวหน้าหมู่บ้านโกลิดคาม ซึ่งอยู่ใกล็กับหมู่บ้านอุปติสสคาม ท่านมีเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวด้วยกัน ชื่ออุปติสสะ ชีวิตในวัยหนุ่มของท่าน ก็เช่นเดียวกับชีวิตพระสารีบุตร คือได้เป็นศิษย์ของอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร เมื่อเบื่อหน่ายลัทธิคำสอนของอาจารย์สัญชัย ก็พากันแสวงหาแนวทางใหม่ อุปติสสะได้พบพระอัสสชิและฟังธรรมจากท่าน จนบรรลุโสดาปัตติผลจึงนำมาบอกแก่โกลิตะ โกลิตะได้ฟังก็บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกัน ทั้งสองจึงพากันไปบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้แล้ว หลังจากบวชแล้ว โกลิตะได้นามเรียกขานในหมู่บรรพชิตว่า โมคคัลลานะ ท่านได้บำเพ็ญเพียรทางจิต ณ หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แต่ไม่สามารถบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้ เพราะถูกความง่วงครอบงำ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทานโอวาทบอกวิธีแก้ง่วง 7 ประการให้ท่าน ดังนี้

  1.  ถ้ามีสัญญาอย่างไรอยู่เกิดความง่วง ให้นึกถึงสัญญานั้นให้มาก หมายความว่า ถ้านึกคิดเรื่องใดอยู่แล้วเกิดความง่วงก็ให้กำหนดสิ่งนั้นให้มากกว่าเดิม แล้วความง่วงจะหาย
  2. ถ้ายังไม่หายให้พินิจพิจารณาถึงเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังมา หรือที่เล่าเรียนมา ความง่วงก็จะหาย
  3.  ถ้ายังไม่หาย ให้ท่องข้อความที่กำลังอ่านอยู่ หรือนึกถึงอยู่ดังๆ ความง่วงก็จะหาย
  4.  ถ้ายังไม่หาย ให้ยอนหูทั้งสองข้าง คือเอาอะไรแยงหู แล้วความง่วงก็จะหาย
  5. ถ้ายังไม่หาย ให้ลุกขึ้นเอาน้ำล้างหน้า แหงนดูทิศทั้งหลาย ความง่วงก็จะหาย
  6. ถ้ายังไม่หาย ให้คำนึงถึง “อาโลกสัญญา” คือ วาดภาพถึงแสงสว่าง ความง่วงก็จะหาย
  7. ถ้ายังไม่หาย ให้เดินจงกรม คือ เดินกลับไปกลับมา ความง่วงก็จะหาย

               พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้ปฏิบัติตามวิธีทั้ง 7 นี้ ความง่วงจะหายไปแน่นอน แต่ถ้าไม่หายจริงๆ ก็ให้นอนเสียในท่าสีหไสยาสน์ จากนั้นพระพุทธองค์ประทานโอวาทให้ท่านพิจารณาถึงเวทนาว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านปฏิบัติตามพระโอวาทแล้วได้บรรลุพระอรหัตเป็นพระอรหันต์ ในวันที่ 7 หลังจากอุปสมบท ผลพวงจากการได้บรรลุพระอรหตผลของท่าน ก็คือ ท่านได้อภิญญา (ความสามารถพิเศษ) คือ มีอิทธิฤทธิ์ด้วย จึงได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้เลศกว่าผู้อื่นในทางมีฤทธิ์มาก และได้รับแต่งตั้งเป็น “อัครสาวก” เบื้องซ้ายคู่กับพระสารีบุตรซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวา
ความที่ท่านมีฤทธิ์มาก ท่านจึงได้อิทธิปาฏิหาริย์เป็น “สื่อ” หรือเป็น “เครื่องมือ” ชักจูงคนมิจฉาทิฐิที่มีฤทธิ์ให้คลายจากความเห็นผิด แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนามากมาย บางครั้งก็ได้รับพุทธบัญชาให้ไป “ปราบ” ผู้มีฤทธิ์ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ทำให้เกียรติคุณของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว มีผู้เข้ามาบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์มากขึ้นตามลำดับ
การกระทำของท่านในประเด็นนี้ได้สร้างผลกระทบต่อลัทธิเดียรถีย์อื่นๆ อย่างมาก จนถึงกับว่าจ้างพวกโจรมาฆ่าพระโมคคัลลานะ เพื่อ “ตัดมือตัดเท้า” ของพระพุทธเจ้า พวกโจรมาล้วมกุฏิของพระโมคคัลลานะ ถึง 3 ครั้ง แต่ท่านก็เข้าฌานเหาะหนีไปได้ถึง 3  ครั้ง ครั้งที่ 4 ท่านเห็นว่าเป็นการชดใช้กรรมเก่าจึงไม่ยอมหนี จึงถูกพวกโจรทุบจนกระดูกแหลกละเอียด พวกโจรนึกว่าท่านตายแล้วจึงหนีไป พระเถระดำริว่า ยังไม่กราบทูลพระพุทธเจ้าจะนิพพานไม่ได้ จึงประสานร่างให้คงคืนตามเดิมด้วยอำนาจฌานสมาบัติ แล้วเหาะไปกราบทูลลาพระพุทธองค์ จากนั้นก็นิพพาน

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

  1. เป็นผู้มีความอดทนยิ่ง เมื่อบวชแล้ว พระโมคคัลลานะไปปฏิบัติธรรมอยู่ ณ กัลลวาลมุตตคาม พยายามเพื่อบรรลุผลที่ต้องการแม้ถูกความง่วงครอบงำ ท่านก็พยายามนั่งสมาธิเดินจงกรมไม่ยอมเลิก แสดงให้เห็นถึงการมีความอดทน พากเพียรพยายามสูงยิ่ง แต่ความเพียรเท่านั้นยังไม่พอ ต้องประกอบด้วยความรู้ คือ เพียรอย่างฉลาด พระพุทธเจ้าจึงประทานวิธีการแก้ง่วงให้ท่าน เมื่อปฏิบัติตามแล้ว ท่านก็เอาชนะความง่วงได้ แล้วบำเพ็ญเพียรต่อไปจนได้บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ในที่สุด
  2.  เป็นผู้ถ่อมตนยิ่ง พระโมคคัลลานะเป็นพระเถระมีอิทธิฤทธิ์ บางครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระบัญชาให้พระโมคคัลลานะใช้อิทธิฤทธิ์ปราบผู้ควรปราบ เพื่อให้เขาหายพยศแล้วนำเข้าหาพระธรรม แม้จะมีฤทธิ์มาถึงอย่างนี้ ท่านกลับเป็นผู้ถ่อมตนยิ่ง ดังวันหนึ่งพระสารีบุตรเห็นท่านมีใบหน้าผ่องใสจึงซักถาม พระโมคคัลลานะตอบว่าท่านได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ครั้นถามว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ไกลมาก ท่านโมคคัลลานะเหาะไปฟังธรรมหรือ พระโมคคัลลานะตอบว่ามิได้เหาะไปฟัง แต่ฟังด้วยทิพยโสต เมื่อพระสารีบุตรชมเชยว่า พระโมคคัลลานะนี้ช่างมีความสามารถเหลือเกิน พระโมคคัลลานะกลับไม่หลงในคำชมนั้น แต่พูดว่า “ความสามารถของข้าพเจ้า เมื่อเปรียบเทียบกับท่านพระสารีบุตรแล้วเพียงเล็กน้อย ดุจก้อนเกลือเล็กๆ วางไว้ใกล้หม้อน้ำใบใหญ่ฉะนั้น” ความอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้ เป็นคุณธรรมที่เป็นแบบอย่างที่ดี ที่บุคคลควรดำเนินตามเป็นอย่างยิ่ง
  3. มีความใฝ่รู้อย่างยิ่ง คุณธรรมข้อนี้ปรากฏตั้งแต่สมัยยังเป็นฆราวาส เมื่อไปดูมหรสพบนภูเขากับอุปติสสะ (พระสารีบุตร) เกิดความเบื่อหน่าย ใคร่จะแสวงหาแนวทางที่ดีกว่า จึงชวนอุปติสสะไปศึกษาอยู่กับอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร ไมนานท่านก็เรียนจนจบหมดภูมิของอาจารย์ เพราะความใฝ่รู้ของท่าน จึงอยากศึกษาหาความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป และเที่ยวแสวงหาครูอาจารย์อื่นต่อไปจนกระทั่งอุปติสสะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ มาเล่าให้ฟัง ท่านก็ตั้งใจฟัง จนได้ดวงตาเห็นธรรม ทั้งหมดนี้แสดงถึงความใฝ่รู้ของท่าน จึงทำให้ท่านได้รับความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนสำเร็จพระอรหัตผลในที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: หมอชีวกโกมารภัจจ์ ::

หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุตรของนางสาลวดี หญิงนครโสเภณี ในเมืองราชคฤห์ ตำแหน่งหญิงนครโสเภณีนั้นเป็นนามตำแหน่งที่ทางราชการบ้านเมืองของแต่ละเมืองแต่งตั้งให้ สำหรับคุณสมบัติของสตรีที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นหญิงนครโสเภณีนั้น จะต้องมีรูปร่างสวยงามที่สุดเล่นดนตรีได้ ขับร้องได้ ฉลาดในการรับแขก และต้องได้รับการคัดเลือกจากบรรดาเศรษฐีคหบดีและเจ้านายชั้นสูง

ธรรมเนียมของหญิงนครโสเภณีนั้น เมื่อมีครรภ์จะงดรับแขกจนกว่าจะคลอดลูก และหากคลอดลูกเป็นหญิงจะเลี้ยงไว้เพื่อสืบทายาท หากเป็นชายจะให้คนอื่นเลี้ยงหรือนำไปทิ้งที่ใดที่หนึ่งเพื่อให้คนทั่วไปได้พบเห็นและเก็บเอาไปเลี้ยง

เมื่อนางสาลวดีคลอดบุตรเป็นชาย จึงให้คนนำไปทิ้งที่กองขยะ เจ้าชายอภัยราชกุมาร ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารทราบข่าวจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อว่า ชีวก (ผู้มีชีวิตอยู่) และมีนามต่อท้ายว่า โกมารภัจจ์ (ผู้ที่พระราชกุมารนำไปเลี้ยงไว้)ชีวกโกมารภัจจ์ได้ศึกษาวิชาแพทย์ที่สำนักทิศาปาโมกข์ เมืองตักกศิลาใช้เวลาศึกษาอยู่นานถึง 7 ปี จนสำเร็จวิชาแพทย์ ได้กลับมายังเมืองราชคฤห์ ระหว่างทางที่จะกลับ ได้ทำการรักษาเศรษฐี คหบดี และคนทั่วไป จนคนเหล่านั้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนมาก เมื่อท่านกลับมาถึงเมืองราชคฤห์ ก็ได้นำรางวัลค่าตอบแทนที่ได้รับถวายเจ้าชายอภัย ผู้ทรงเป็นบิดาเลี้ยงซึ่งเจ้าชายก็มอบคืนให้พร้อมกับสร้างบ้านพักแก่ชีวก โกมารภัจจ์ในพระราชวังนั้นเอง

คราวหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารประชวรพระโรค “ภคันทลาพาธ” (โรคริดสีดวงทวาร) ชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้ถวายการรักษาจนหายจากการประชวร พระองค์ได้โปรดให้เป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนข้าราชการฝ่ายใน และได้พระราชทานสวนมะม่วงให้เป็นสมบัติด้วย ซึ่งต่อมาชีวก โกมารภัจจ์ ก็ได้ถวายสวนมะม่วงนั้นให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย

หมอชีวก โกมารภัจจ์ ได้ถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าเมื่อคราวทรงพระประชวรท่านจึงได้ถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระพุทธเจ้าและได้ให้การรักษาแก่พระสงฆ์ผู้อาพาธด้วย ท่านยังเป็นอุบาสกที่ดีคนหนึ่ง นอกจากจะถวายการรักษาพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และประชาชนทั่วไปแล้ว ท่านมักหาเวลาเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาข้อข้องใจในธรรมะจากพระพุทธเจ้าอยู่เสมอพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญยกย่องหมอชีวก โกมารภัจจ์ ว่าเป็นอุบาสกผู้เลิศในด้านมีความเลื่อมใส เป็นหมอที่เสียสละและบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชื่อเสียงและเกียรติคุณจึงรุ่งโรจน์อยู่กระทั่งทุกวันนี้ และในวงการแพทย์แผนโบราณ ได้ให้ความเคารพนับถือท่านว่า เป็น”บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ”

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. เป็นผู้มีความเสียสละ หมอชีวก โกมารภัจจ์ ได้ทำการรักษาคนทั่วไปด้วยความเสียสละเป็นอย่างยิ่ง ท่านไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านยังได้รับหน้าที่เป็นแพทย์หลวง และแพทย์ประจำตัวของพระพุทธเจ้า ดูแลรักษาการอาพาธของพระสงฆ์ ด้วยเหตุดังกล่าวท่านจึงเป็นที่รักของปวงชนทั่วไป

2. เป็นแบบอย่างที่ดี แพทย์แผนโบราณให้ความเคารพนับถือหมอชีวก โกมารภัจจ์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านได้ประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมกับฐานะ ให้การรักษาผู้เจ็บป่วยโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพนับถือผู้มีพระคุณ เช่นเมื่อท่านได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาก็นำไปถวายเจ้าชายอภัยเพื่อบูชาพระคุณ เป็นต้น

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระอัสสชิ ::

พระอัสสชิเถระ เป็นบุตรของพราหมณ์ผู้หนึ่งในกรุงกบิลพัสดุ์ บิดาของท่านเป็นหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ 8 คนที่ได้รับเชิญไปทำนายพระลักษณะ และขนานพระนามเจ้าชายสิทธัตถะ ครั้งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช โกณฑัญญพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในจำนวนพราหมณ์ 8 คนนั้นเชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้แน่นอน จึงได้ชักชวนท่านอัสสชิพร้อมสหาย ไปเฝ้าปรนนิบัติขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ณ อุรุเวลาเสนานิคม และเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ท่านอัสสชิพร้อมด้วยสหายได้พากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปกตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปโปรด โดยแสดงธรรมเทศนาชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ท่านอัสสชิได้ดวงตาเห็นธรรม และได้บวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์เช่นเดียวกับสหายทั้ง 4

หลังจากบรรลุพระอรหันต์แล้ว พระอัสสชิเถระได้เป็นหนึ่งในจำนวนพระสาวก 60รูปที่พระพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระศาสนารุ่นแรก ในเช้าวันหนึ่ง ท่านได้ออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ อิริยาบถอันสงบสำรวมขณะเดินบิณฑบาตของท่านได้ก่อให้เกิดความประทับใจแก่มาณพหนุ่มนามว่า อุปติสสะ ผู้พบเห็นท่านโดยบังเอิญ อุปติสสะจึงติดตามท่านไปห่าง ๆ ครั้นพอได้โอกาสขณะพระอัสสชิเถระนั่งฉันภัตตาหารอยู่ จึงเข้าไปนมัสการและเรียนธรรมะจากท่าน พระอัสสชิเถระออกตัวว่า ท่านบวชไม่นาน ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้ อุปติสสะจึงกราบเรียนให้ท่านแสดงธรรมแต่โดยย่อ ท่านจึงแสดงธรรมโดยย่อว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้นและการดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้อุปติสสะครั้งได้ฟังธรรมแล้วก็ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” จึงรีบไปบอกแก่โกลิตะผู้เป็นสหาย และครั้งโกลิตะฟังธรรมนั้นแล้ว ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกันจึงได้พากันออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระอัสสชิเถระไม่ปรากฏว่าท่านมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ ท่านมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ ชอบอยู่สงบเพียงลำพัง มีบุคลิกน่าเลื่อมใส สำรวมอินทรีย์ การคู้การเหยียดซึ่งมือและเท้า การเหลียวดูเป็นไปอย่างสงบสำรวม น่าเลื่อมใสยิ่ง และไม่ปรากฏว่าพระอัสสชิเถระมีอายุพรรษาเท่าใด ท่านนิพพานไปเงียบ ๆ โดยไม่มีกล่าวถึงไว้ในคัมภีร์ไหนเลย

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1. พระอัสสชิเถระมีบุคลิกภาพที่น่าเลื่อมใส สมถะ สำรวมระวังกิริยามารยาท ดังที่อุปติสสะได้พบเห็นท่านแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจ น่าเลื่อมใส ซึ่งบุคลิกภาพเช่นนี้เป็นสื่อที่ชักจูงให้ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ เข้ามาหา และมาสัมผัสรสพระธรรมเป็นอย่างดี บุคคลผู้สำรวมระวังรักษากิริยามารยาท ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจและน่าเลื่อมใสของผู้อื่น

2. พระอัสสชิเถระเป็นนักสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญมิใช่น้อย การประกาศธรรม มิได้หมายความว่าจะต้องพูดเก่ง พูดได้ยืดยาว หากรู้จักพูด รู้จักสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้อุปนิสัยของผู้ฟังด้วยแล้ว แม้แสดงเพียงสังเขปก็สัมฤทธิ์ผล ดังท่านได้แสดงแก่อุปติสสมาณพนั้น

3. พระอัสสชิเถระเป็นผู้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านทำไว้แก่พระพุทธศาสนา โดยได้เป็นผู้ชักชวนให้อุปติสสมาณพ และโกลิตะมาณพเข้ามาบวช ต่อมาท่านทั้งสองก็ได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: ดร. เอ็มเบดการ์ (Dr. Ambedkar) ::

ประวัติครอบครัว

ดร. เอ็มเบคการ์ มีชื่อเต็มว่า ดร.พิมเรา รามชิเอ็มเบคการ์ เป็นคนในวรรณะจันฑาลซึ่งสังคมฮินดูของอินเดียรังเกียจเนื่องจากเป็นวรรณที่ต่ำสุดบางครั้งก็เรียกวรรณะนี้ว่า “อวรรณะ” คือคนไม่มีวรรณะหรือไม่มีสังกัด สำหรับพวกที่มีวรรณะหรือมีสังกัดจะมี 4 กลุ่ม ตามลำดับคือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร เรียกว่าพวก “สวรรณะ” และสำหรับวรรณะจันฑาลนี้จะถูกห้ามไม่ให้เข้าไปใช้น้ำในสระสาธารณะร่วมกันกับพวกวรรณะอื่น ๆ ข้างต้นดังกล่าว ให้ใช้เฉพาะน้ำที่สกปรกเท่านั้น พวกเด็ก ๆ ก็ไม่อนุญาตให้เข้าเรียนในโรงเรียนที่เด็กฮินดูเรียนกันทั้งที่พวกเขานับถือเทพเจ้าองค์เดียวกันกับพวกฮินดูทั้งหลาย อยู่ภายใต้ประเพณีวัฒนธรรมอันเดียวกัน แต่โบสถ์ฮินดูก็ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปสักการะหรือร่วมพิธีทางศาสนาเป็นอันขาด ร้านตัดผม ร้านทำผม และร้านซักรีดเสื้อผ้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาไปใช้บริการ

ครอบครัวของ ดร. เอ็มเบดการ์ ย้ายมาจาก “กอนกัน” ซึ่งเป็นเขตที่รัฐบาลอินเดียจัดสรรแบ่งแยกให้โดยเฉพาะ หมู่บ้านที่บรรพบุรุษของท่านได้ตั้งรกรากมาเป็นเวลานานแล้วคือหมู่บ้าน “เอ็มพาวาเด” ห่างจากเมือง “มันทังคัด” ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ 5 ไมล์ ขึ้นกับ อำเภอรัตนคีรี รัฐบอมเบย์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น มุมไบ)

ประวัติการศึกษา

ดร. เอ็มเบดการ์ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ ปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ และเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ ได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

อาชีพ
ดร. เอ็มเบดการ์ ประกอบอาชีพเป็นทนายความ เช่นเดียวกับมหาตมคานธี ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐบอมเบย์

ผลงานเด่น
ดร. เอ็มเบดการ์ ได้ทำการต่อสู้เพื่อสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและศาสนา จนสำเร็จและสามารถทำให้คนในวรรณะจันฑาลมีความเสมอภาพกับคนในวรรณะอื่น ในทุก ๆ ด้าน แต่อย่างไรก็ดีสังคมอินเดียในปัจจุบันโดยทางนิตินัยนั้นถือว่ามีความเท่าเทียมกัน แต่ในทางพฤตินัยยังมีการแบ่งชั้นวรรณะกันอยู่เรื่อยมา

ผลงานทางพระพุทธศาสนา
ดร. เอ็มเบดการ์ ถือว่าเป็นบุคคลแรกของอินเดียที่ได้นำเอาพระพุทธศาสนากลับมาสู่มาตุภูมิ (ถิ่นกำเนิดพระพุทธศาสนา) โดยตัวท่านเองในเบื้องแรกนั้นนับถือศาสนาพราหมณ์ ต่อมาจึงเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ท่านได้เข้าพิธีอย่างเป็นทางการ และท่านได้ยกย่องพระพุทธศาสนาว่า เป็นศาสนาที่สร้างสันติภาพให้แก่โลก เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เป็นประชาธิปไตย ให้ความเสมอภาค ภราดรภาพ และยกย่องความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

คุณธรรมที่ถือเป็นแบบอย่าง
ดร. เอ็มเบดการ์ ใช้ธรรมะนำการเมืองของอินเดีย สมัยต่อสู้เอกราชจากอังกฤษ เป็นผู้นำของรัฐสภาผู้ร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เป็นบุคคลแรกที่นำเอาพระพุทธศาสนากลับมาสู่มาตุภูมิ จึงเป็นที่ศรัทธาของชาวอินเดียทั่วไป จนกลับใจหันมานับถือพระพุทธศาสนาตามอย่างท่านรวมเป็นจำนวนหลายล้านคน

 

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ::

ประวัติและผลงาน พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เดิมชื่อ ปั่น นามสกุล เสน่ห์เจริญ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม 2454 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน ที่ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของ นายวัน นางคล้าย เสน่ห์เจริญ มีพี่ชาย 1 คน พี่สาว 2 คน และน้องสาว 1 คน

วัยเด็ก เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จากนั้นย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง จนจบชั้น มัธยมปีที่ 3 ในสมัยนั้น แล้วไม่ได้ศึกษาต่อเพราะมีอุปสรรคทางบ้าน บิดาป่วย ต้องลาออกเพื่อช่วยเหลือครอบครัว

วัยหนุ่ม ติดตามพระภิกษุผู้เป็นลุงไปประเทศมาเลเชีย แล้วกลับมาทำงานเหมืองแร่และสวนยางที่จังหวัดภูเก็ต พออายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอุปนันทาราม ตำบลเขานิเวศน์ จังหวัดระนอง ได้เป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล ได้รับเงินเดือนๆ ละ 25 บาท และได้เรียนนักธรรม จนสอบได้นักธรรมตรี ได้ที่ 1 ของมณฑลภูเก็ต อายุ 20 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดนางลาด ตำบลเขาเจียก อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยมี พระครูจรูญกรณีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้ร่วมธุดงค์เผยแพร่พระพุทธศาสนา และได้ไปจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาส ต่อจากนั้น ท่านได้เข้ารับการศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

เมื่อปี พ.ศ. 2492 ท่านปัญญานันทภิกขุ ได้ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการปาฐกถาธรรม และได้ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนบทความต่างๆ ลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือ ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ นานถึง 11 พรรษา (พ.ศ. 2492-2502)

นอกจากนั้น ท่านยังได้เดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนายังทวีปยุโรค และร่วมประชุมกับขบวนการศีลธรรมโลก (M.R.A) ที่เมืองโคซ์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ท่านปัญญานันทภิกขุ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ พระปัญญานันทมุนี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 และท่านได้รับอาราธนาจากกรมชลประทานให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ปี พ.ศ. 2514 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระราชนันทมุนี”
ปี พ.ศ. 2520 ได้รับรางวัล “สังข์เงิน” เป็นเกียรติในฐานะพระภิกษุผู้เผยแพร่ธรรมะยอดเยี่ยมประจำปี 2520 จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2524 ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ปี พ.ศ. 2530 ได้รับถวายปริญญาสังคมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้รับพระราชาทานสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระเทพวิสุทธิเมธี”
ปี พ.ศ. 2532 ได้รับปริญญาคุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น
ปี พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระธรรมโกศาจารย์”
ปี พ.ศ. 2540 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 18 และเมื่อปี พ.ศ. 2541 ท่านได้ลาออกจากตำแหน่ง

ปัจจุบัน พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ เป็นหัวหน้าพระธรรมทูต สายที่ 9 ประธานมูลนิธิพุทธทาส ประทานมูลนิธิส่งเสริมแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง นอกจากนั้น ท่านยังได้แสดงปาฐกถาธรรมทุกวันอาทิตย์ เวลา 9.30 – 10.30 น. ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ แสดงปาฐกถาธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 8.00 น. – 8.30 น.
ท่านยังได้แสดงปาฐกถาธรรมตามหน่วยราชการ สถานศึกษา สมาคม บริษัทต่างๆ ตลอดจนเดินทางไปเผยแผ่ธรรมะและเยี่ยมเยือนให้กำลังใจแก่พระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติศาสนกิจทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา จีน อิสราเอล อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง
ท่านปัญญานันทะภิกขุเป็นพระญาติธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุ จึงมีบุคลิกลักษณะเช่นเดียวกับท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านจึงมีคุณธรรมที่เป็นแบบอย่างเหมือนกันกับท่านพุทธทาสภิกขุ ดังนี้
1. ท่านทรงเป็นแบบอย่างของพระภิกษุและชาวพุทธทุกคนในการศึกษาค้นคว้าหลักธรรมะให้เข้าใจอย่างแท้จริง โดยเหตุผลเช่นเดียวกับท่านพุทธทาสภิกขุ
2.ท่านทรงแต่งตำราทางพระพุทธศาสนาไว้มากมายก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สามารถนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ท่านเขียนไว้ไปประพฤติปฏิบัติได้
3. ท่านเป็นแบบอย่างของชาวพุทธในการเผยแผ่ธรรมะที่ถูกต้องให้แก่ชาวโลก โดยท่านได้เดินทางไปเผยแผ่ธรรมะในประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::

:: พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ::

ประวัติและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ นามเดิม “เงื้อม” เป็นบุตรของ นายเซี้ยง นางเคลื่อน พานิช เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง (ที่ตั้งเดิมของจังหวัดไชยา ก่อนเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี)

ปี พ.ศ. 2457 เด็กชายเงื้อม พานิช ได้เข้ารับการศึกษาเบื้องต้นแบบโบราณด้วยการเป็น “เด็กวัด” ที่วัดพุมเรียง
ปี พ.ศ. 2460 เด็กชายเงื้อม ได้กลับมาอยู่บ้าน เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดโพธารามจนถึงชั้นมัธยม
ปี พ.ศ. 2464 ย้ายมาเรียนมัธยมปีที่ 2 ที่โรงเรียนสารภีอุทิศ ตำบลตลาด อำเภอไชยา
ปี พ.ศ. 2465 ออกจากการเรียนมาช่วยดำเนินการค้ากับมารดาเนื่องจากบิดาถึงแก่กรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2469 บวชก่อนเข้าพรรษา เมื่อ 29 กรกฎาคม ได้ฉายา “อินฺทปญฺโญ”
ปี พ.ศ. 2471 สอบได้นักธรรมเอก
ปี พ.ศ. 2472 เป็นครูสอนนักธรรม ที่โรงเรียนนักธรรม วัดพระบรมธาตุไชยา
ปี พ.ศ. 2473 เรียนบาลีที่วัดปทุมคง กรุงเทพฯ เขียนบทความชิ้นแรก ชื่อ “ประโยชน์แห่งทาน” พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระอุปัชฌาย์ และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค
ปี พ.ศ. 2475 เดินทางกลับพุมเรียง เข้าอยู่วัดร้างตระพังจิก
ปี พ.ศ. 2476 ออกหนังสือพิมพ์พุทธศาสนารายตรีมาส (3 เดือน)
ปี พ.ศ. 2486 ย้ายมาจำพรรษาที่สวนโมกพลาราม บริเวณธารน้ำไหล เขาพุทธทอง (สวนโมกขพลารามในปัจจุบัน)
ปี พ.ศ. 2536 มรณภาพ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 11.20 นาฬิกา

ท่านพุทธทาสภิกขุ ศึกษาหลักธรรม จากพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน ทั้งด้านพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ถือได้ว่าท่านเป็นนักปราชญ์ทางศาสนา

ท่านพุทธทาสภิกขุท่านบวชแล้วศึกษาค้นคว้าธรรมะ มองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ในวงการพระศาสนา เห็นว่ายังมีความเชื่อไม่ถูกทาง ปฏิบัติไม่ถูกต้องอยู่หลายเรื่อง ท่านจึงใช้การเทศน์การสอน การสอนของท่านไม่ได้สอนเพื่อให้คนเข้าใจศาสนา สอนไปตามเรื่องตามราว ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สอนให้คนเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ดังที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาช่วยแก้ไขปัญหาสังคมในยามวิกฤติ เช่น ในยามเกิดสงคราม ในงานบ้านเมืองวุ่นวาย เป็นต้น นอกจากนั้นท่านเป็นนักเขียนหนังสือธรรมะมากมาย เช่น ชุดธรรมโฆษณ์ มีทั้งหมด 40 เล่ม หนังสือธรรมะเล่มธรรมดาทั่วไปมีมากมาย นอกจากนั้นยังมีเทปธรรมะที่ท่านได้เทศนาสั่งสอนจนนับไม่ถ้วน

ปณิธานของท่านพุทธทาสภิกขุ

ท่านพุทธทาสภิกขุได้ตั้งปณิธานไว้ 3 ประการคือ
ประการที่ 1 ให้ทุกคนที่นับถือศาสนาของตนได้เข้าถึงธรรมะของศาสนาที่ตนนับถือ
ประการที่ 2 ต้องการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เพื่อไม่ให้เกิดการแตกแยกแตกร้าว
ประการที่ 3 มีความต้องการที่จะพรากจิตของชาวโลกให้ห่างจากวัตถุนิยม

สวนโมกขพลาราม

ท่านเป็นผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม แปลว่า สวนเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้น เป็นสวนที่ตั้งขึ้นเพื่อการศึกษาค้นคว้าธรรมะ เพื่อปฏิบัติธรรมะให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นต่อไป สวนโมกขพลารามไม่ใช่มีเพียงชาวพุทธที่เป็นคนไทยเท่านั้นที่ไปปฏิบัติธรรม ยังมีชาวต่างประเทศมากมากเข้ามาศึกษาธรรมะกับท่านด้วย ท่านปัญญานันทะเล่าประวัติของท่านไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับสวนโมกขพลารามว่า “เวลานี้ฝรั่งมาอยู่ที่สวนโมกข์มากมาย บางเดือนถึง 100 ทุกเดือนนี่ท่านต้องพูดกับฝรั่ง 10 วันตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ทุกวันเวลาบ่าย” สวนโมกขพลารามของท่านจึงเป็น “สวนโมกข์นานาชาติ”

คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง

1. ท่านทรงเป็นแบบอย่างของพระภิกษุและชาวพุทธทุกคนในการศึกษาค้นคว้าหลักธรรมะให้เข้าใจอย่างแท้จริง จนสามารถเทศนาสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องชัดเจน และสามารถนำไปเป็นแนวปฏิบัติได้
2. ท่านทรงแต่งตำราทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สามารถนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ท่านเขียนไว้ไปประพฤติปฏิบัติได้
3. ท่านมีปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะให้มวลมนุษย์ได้เข้าใจหลักธรรมะที่ตนนับถือ (ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) ต้องการสร้างความปองดองกันในทุกศาสนา ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก และต้องการให้ทุกคนไม่หลงมัวเมาอยู่ในแต่ “วัตถุนิยม” แต่หันมาสนใจธรรมะ เข้าใจธรรมะ และปฏิบัติธรรมะ ในลักษณะ “ธรรมนิยม”
4. ท่านเป็นแบบอย่างของชาวพุทธในการเผยแผ่ธรรมะที่ถูกต้องให้แก่ชาวโลก ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความสนใจที่จะเข้าไปศึกษาธรรมะกับท่านในสวนโมกขพลาราม ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ท่านได้ช่วยรื้อฟื้นธรรมะของพระพุทธเจ้า ปลุกชาวพุทธให้ตื่นตัว ให้ก้าวหน้า เพื่อทำกิจอันเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา

1 ความเห็น

Filed under :: พุทธสาวก พุทธสาวิกา ::