Category Archives: :: ประวัติศาสตร์ ::

การเมืองการปกครองไทยช่วง พ.ศ.2501-ปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่สำคัญและน่าสนใจในช่วงนี้สรุปได้ดังนี้

  • การปกครองแบบเผด็จการแต่มุ่งพัฒนาประเทศของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ. 2501-2506) การปกครองของไทยไม่มีรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีแต่รัฐธรรมนูญการปกครองกำหนดขอบเขตการบริหารประเทศอย่างกว้างๆ ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนทำหน้าที่นิติบัญญัติหรือคอยควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ได้รวบอำนาจการปกครองทั้งหมดมาไว้ที่ตนคนเดียว จอมพลสฤษดิ์จึงสามารถสั่งการใดๆ ออกกฏหมายใดๆ รวมไปถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญการปกครอง สั่งประหารชีวิตหรือจำคุกผู้ต้องสงสัยบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านการฟ้องร้องต่อศาล

จอมพลสฤษดิ์มีความตั้งใจที่จะบริหารประเทศให้เกิดความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าจึงใช้อำนาจเด็ดขาดดำเนินการแก้ไขปัญหาของประเทศจนได้รับความสำเร็จหลายประการ เช่น ปราบปรามอันธพาลที่ก่อกวนทำลายความสงบสุขของประชาชน ปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาด แต่ก็มีผลเสียคือ ผู้บริสุทธิ์หลายคนซึ่งคัดค้านวิธีการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ต้องถูกจำคุกโดยไม่มีการไต่สวนความผิด แต่ถูกตั้งข้อหาคอมมิวนิสต์หรือข้อหาอันธพาล บางส่วนก็หลบหนีเข้าป่าเพื่อซ่องสุมกำลังต่อต้านรัฐบาลต่อไป

ทางด้านการพัฒนาประเทศ จอมพลสฤษดิ์มุ่งพัฒนาทางด้านสาธารณูปโภคเป็นการใหญ่ เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนนหนทาง การชลประทาน เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม จัดตั้งมหาวิทยาลัยและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยได้รับการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น

แม้ว่าประเทศไทยในช่วงนี้จะมีความสงบสุขและพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าในทุกด้านก็ตาม แต่ประชาชนก็หมดสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มีการควบคุมหนังสอืพิมพ์อย่างเด็ดขาด นักศึกษาจะจัดกิจกรรมที่กระทบกระเทือนต่อรัฐบาลมิได้ มีการประกาศใช้กฏหมายหลายฉบับเพื่อควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

จอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2506 พลเอกถนอม กิตติขจร รองนายกรัฐมนตรีได้เข้ารับตำแหน่งแทน ต่อมาในปี 2511 สภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อย จึงได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี พ.ศ.2511ในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 รัฐบาลได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั่วประเทศ ภายหลังจากการว่างเว้นการเลือกตั้งมานานหลายปี

การเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคสหประชาไทยของรัฐบาลได้เสียงข้างมาก จอมพลถนอม กิตติขจร จึงเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง หลังจากบริหารประเทศได้ไม่นานนัก ปัญหาต่างๆ ก็ได้ประดังเข้ามาสู่รัฐบาลจนแทบตั้งตัวไม่ติด เช่น ปัญหาที่สหรัฐอเมริกาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพในการส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในอินโดจีน ปัญหาที่รัฐบาลร่วมมือ กับสหรัฐอเมริกาส่งทหารไปรบในลาวและเวียดนามโดยอ้างว่าเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์นอกประเทศ นอกจากนั้นรัฐบาลยังมีนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ในประเทศอย่างรุนแรง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประกาศสงครามกับรัฐบาล จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลตามจังหวัดต่างๆ หลายแห่ง เป็นผลทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่ยิ่งปราบปรามรุนแรงมากเท่าไหร่พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยิ่งขยายแนวร่วมมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในเวลาต่อมา

ทางด้านการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลก็ยังมีการเรียกร้องผลประโยชน์ต่างๆ ก่อให้เกิดความแตกแยก และยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

  • การตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตยและบทบาทของขบวนการนิสิตนักศึกษาและปัญญาชน

ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายและเสื่อมความนิยมต่อรัฐบาลมากขึ้นตามลำดับ โดยกลุ่มปัญญาชน นิสิต นักศึกษา ต่างพากันไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ แทนที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีทางการเมือง แต่จอมพลถนอม กิตติขจร กลับหันไปใช้วิธีแบบเก่า คือ ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจตัวเอง ประกาศล้มเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 กลับไปใช้รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการอีก

การก่อรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจรในครั้งนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจของกลุ่มประชาชน นิสิต นักศึกษาที่รักประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยของประเทศต้องถอยหลังอีกครั้งหนึ่ง กลุ่มปัญญาชนทั้งนิสิต นักศึกษาในกรุงเทพและต่างจังหวัดได้เริ่มรวมตัวกันเป็นองค์กรที่เข็มแข็ง โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการร่างรัฐธรรมนูญให้มีลักษณะประชาธิปไตยให้เสร็จอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จอย่างรวดเร็วได้ ความไม่พอใจรัฐบาลได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญญาชนและนิสิต นักศึกษาบางกลุ่มได้แจกใบปลิวเรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลได้สั่งตำรวจจับกุมพวกที่แจกใบปลิว 13 คนและตั้งข้อหาก่อการกบฏ การกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ประชาชน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศต่างพากันคัดค้านรัฐบาลอย่างรุนแรง

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516 คลื่นประชาชน นิสิต นักศึกษาจำนวนหลายแสนคน ได้เดินขบวนประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า รัฐบาลเริ่มหวั่นวิตกเกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลายจึงยอมปล่อยตัวกลุ่มที่แจกใบปลิว และให้คำมั่นว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็ว เหตุการณ์มีทีท่าว่าจะเรียบร้อยเพราะตกลงกันได้ แต่แล้วสถานการณ์กลับพลิกผันไปสู่ความเลวร้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเช้าในวันที่ 14 ตุลาคม ในขณะที่ประชาชนและนักศึกษาจะกลับบ้าน ภายหลังการสลายตัวจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาล เกิดปะทะกันกับตำรวจ เรื่องได้ลุกลามไปจนถึงขั้นมีการส่งทหารและรถถังเข้าระงับเหตุการณ์ เกิดการปะทะระหว่างทหารกับประชาชน นิสิต นักศึกษา ซึ่งมีไม้ ก้อนหิน และอาวุธปืนเล็กๆ เป็นอาวุธ ทหารได้ใช้อาวุธปืนสงครามและแก๊สน้ำตายิงเข้าใส่กลุ่มที่ก่อการจลาจล ทำให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงระงับเหตุการณ์โดยทรงขอร้องให้ทุกฝ่ายยุติการต่อสู้กัน เหตุการณ์จึงได้นำไปสู่ความสงบเรียบร้อยในวันรุ่งขึ้น โดยผู้นำรัฐบาลคือ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ได้เดินทางไปพำนักยังต่างประเทศ

  • ความตื่นตัวในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เมื่อเกิดเหตุการณ์ มหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ผ่านพ้นไปแล้ว รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และพยายามบริหารประเทศในลักษณะประคับประคองมิให้เกิดความแตกแยกเกิดขึ้นในชาติ ในขณะเดียวกันนิสิต นักศึกษา มีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยกันมาก มีการจัดกิจกรรมเผยแแพร่ประชาธิปไตยแก่ชาวชนบท เพื่อให้ชาวชนบทเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและรู้จักเลือกผู้แทนราษฏรที่ดีในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชน

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ประกาศใช้ในปี 2517 นับเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างสมบูรณ์และดีมากฉบับหนึ่ง หลังจากนั้นรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้จัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2518 ภายหลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากว่าทุกพรรค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคจึงได้จัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อแถลงนโยบายต่อสภา ปรากฏว่าไม่ได้รับความไว้วางใจ

ในที่สุด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมีสมาชิกในสภาเพียง 18 เสียง ได้รวบรวมพรรคเล็กๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลจนสำเร็จ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ประสบอุปสรรคมากมายหลายประการ เป็นต้นว่า การประท้วงและเรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มชาวนา กลุ่มนิสิตนักศึกษา กลุ่มกรรมกร ซึ่งใช้วิธีบีบรัฐบาลด้วยการนัดหยุดงาน นอกจากนั้นยังเกิดความขัดแย้งในคณะรัฐบาลอีกด้วย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชจึงแก้ปัญหาด้วยการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนเมษายน พ.ศ.2519

ผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช์ จึงเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค แต่การบริหารประเทศเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น เนื่องจากเกิดความขัดแย้งในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และเกิดปัญหากลุ่มพลังต่างๆ ประท้วงและบีบรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มนิสิต นักศึกษาซึ่งคัดค้านการเดินทางกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส ในขณะนั้นได้มีการจัดตั้งกลุ่มพลังบางกลุ่มเพื่อต่อต้านนิสิต นักศึกษา มีการปลุกระดมโฆษณาว่านักศึกษาเป็นพวกคอมมิวนิสต์

  • ความขัดแย้งระหว่างขบวนการเผด็จการกับขบวนการประชาธิปไตย

เหตุการณ์ที่นำไปสู่ความร้ายแรงและเป็นเหตุให้คนไทยต้องฆ่าฟันกันเอง ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่นิสิต นักศึกษาและประชาชนต่างชุมนุมคัดค้านการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม และจอมพลประภาส ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่นั้น ได้มีผู้สั่งการไม่ทราบว่าเป็นใครให้ตรำวจและประชาชนผู้ถืออาวุธกลุ่มหนึ่งบุกเข้าโจมตีและฆ่าฟันผู้ที่อยู่ในที่ชุมนุมจนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันกลุ่มที่มีแนวความคิดต่อค้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงได้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 18.00 น. พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ร่วมด้วยผู้นำทุกเหล่าทัพได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ โดยเรียกคณะผู้ก่อการว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

หลังจากนั้น นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินนโยบายเข้มงวด ควบคุมความคิดเสรีนิยม เกิดปัญหาขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการนำรูปแบบเผด็จการมาใช้อีก ทำให้นักศึกษา ปัญญาชนถูกกดดันจึงหนีเข้าป่าไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์มีความเข็มแข็งขึ้น และได้เปิดฉากทำสงครามกองโจรกับรัฐบาลหลายแห่งทั่วประเทศ

ทางฝ่ายทหารวิเคราะห์ว่า หากปล่อยให้รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการบริหารประเทศต่อไปจะเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศ จึงได้ยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งเมื่อ วันที่ 20 ตุลาคม 2520 เมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้ว พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีก รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ในปี 2521 มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 เมษายน 2522 ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2522 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ได้พยายามแก้ไขปัญหาความแตกแยกภายในชาติและปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยพยายามกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน และให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น แต่รัฐบาลก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำมันในตลาดโลกราคาสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศไทยให้สูงตามไปด้วย ก่อให้กิดภาวะสินค้าราคาแพง ค่าครองชีพสูง รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงลาออกจากตำแหน่ง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการหทหารบกได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง และฝ่ายทหาร ได้รับการเสนอชื่อต่อสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในเดือน มีนาคม 2523

  • การฟื้นฟูประชาธิปไตยและการแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์

รัฐบาลพลเอกเปรม ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหารและพรรคการเมืองต่างๆ จึงสามารถบริหารประเทศไปด้วยดี พลเอกเปรมดำเนินนโยบายให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่การปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ รัฐบาลใช้นโยบาย “การเมืองนำหน้าการทหาร” กล่าวคื อเปลี่ยนแปลงนโยบายจากเดิมซึ่งมุ่งปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ด้วยกำลังทหารมาเป็นการมุ่งพัฒนาประชาชนในชนบทให้กินดีอยู่ดี ให้ความเป็นธรรมแก่ราษฏร เลิกใช้วิธีการที่เจ้าหน้าที่กดขี่ข่มเหงราษฏร ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ราษฏรในชนบทหันไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ และโฆษณาชักจูงให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาท้องถิ่น

ผลปรากฏว่านโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จด้วยดี จำนวนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ลดลง โดยออกมาเข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทย ประกอบกับรัฐบาลดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยการสร้างความเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีน ทำให้มิตรประเทศเพื่อนบ้านลดการให้ความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็อ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไม่สามารถใช้กำลังก่อการร้ายได้อีกต่อไป

แม้ว่าการเมืองและเศรษฐกิจของไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรมเป็นไปด้วยดีและก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้น 2 ครั้ง คือ การก่อกบฏของกลุ่มนายทหารยังเตอร์กเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 และการก่อกบฏของกลุ่มนายทหารนอกราชการ ในวันที่ 9 กันยายน 2528 กบฏทั้งสองนี้ได้ถูกปราบปรามลงอย่างราบคาบ

พลเอกเปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 8 ปี ตั้งแต่ปี 2523-2531 และตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมาเศรษฐกิจไทยได้เจริญก้าวหน้า นายทุนจากต่างประเทศหันมาสนใจลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้เงินตราจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย ภายหลังการเลือกตั้งปี 2531 แล้ว พลเอกเปรม ได้ปฏิเสธที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยจึงได้ดำรงตำแหน่งแทน

ในช่วงสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย (2531-2534) เศรษฐกิจไทยยังคงรุ่งเรืองต่อจากรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แต่รัฐบาลก็ถูกตำหนิติเตียนในเรื่องที่รัฐมนตรีบางคนมีพฤติกรรมฉ้อราษฏร์บังหลวง และรัฐบาลยังมีปัญหาขัดแย้งกับฝ่ายทหารอีกด้วย

การรัฐประหารของสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติและการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีความขัดแย้งระหว่างทหารกับรัฐบาล อันนำไปสู่การรัฐประหาร โดยคณะนายทหารระดับสูงจากทุกเหล่าทัพ โดยมีพลเอกสุนทร คงสมพงษ์เป็นหัวหน้าได้ประกาศยึดอำนาจในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ทั้งนี้โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลปล่อยให้มีการฉ้อราษฏร์บังหลวง คณะรัฐประหารได้เรียกคณะของตนว่า “สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” และได้มอบหมายให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวบริหารงานต่อไป

นอกจากนี้สภา รสช.ได้จัดตั้งสภานิติบัญญัติและร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ การร่างรัฐธรรมนูญได้แล้วเสร็จในปลายปี พ.ศ.2534 อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้แก่นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นอย่างมาก

ต่อมาในวันที่ 22 มีนาคม 2535 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคที่ได้รับเสียงข้างมากได้เป็นแกนกลางในการจัดตั้งรัฐบาล และได้มอบหมายให้พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นและเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในสภา รสช. เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้แก่นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นอย่างมาก ทำให้มีการเดินขบวนประท้วงคัดค้าน อันนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงในระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2535 ซึ่งนับว่าเป็นวันมหาวิปโยคของชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์ในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงขอร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งและหันหน้ามาเจรจากันอย่างสันติ ในที่สุดเหตุการณ์ก็ได้สงบลง ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระองค์ท่าน

หลังจากนั้น พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฏรได้เสนอชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และต่อมาได้มีการประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 13 กันยายน 2535 ผลของการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งมากกว่าทุกพรรค จึงได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาลนายชวน ได้บริหารประเทศมาได้ 2 ปี เกิดกรณีการจัดสรรที่ทำกินให้แก่ราษฏร และการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ต้องประกาศยุบสภา และได้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กรกฏาคม 2538 ปรากฏว่านายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อบริหารประเทศได้ระยะหนึ่งก็ต้องประสบกับปัญหาการขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล และการลาออกของคณะรัฐมนตรีจึงได้ประกาศยุบสภา และได้มีการเลือกตั้งในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 ผลการเลือกตั้งพรรคความหวังใหม่ได้คะแนนเสียงข้างมาก พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคจึงได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การบริหารประเทศของพลเอกชวลิต ได้ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ส่งผลให้นายชวน หลีกภัยผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 – ปัจจุบัน หลังจากที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างท่วมท้น เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544

ใส่ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::

การเมืองการปกครองช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2- พ.ศ.2500

เหตุการณ์ที่สำคัญและน่าสนใจในช่วงนี้มีดังต่อไปนี้

  • การแก้ปัญหาเนื่องจากไทยอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม

สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประเทศไทยตกอยู่ในฐานะที่น่าเป็นห่วง เพราะรัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามกับฝายสัมพันธมิตรในระหว่างสงคราม ซึ่งอาจจะทำให้ตกอยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามก็ได้ ดังนั้นนโยบายของไทยที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนก็คือ ทำอย่างไรจึงจะรอดพ้นจากฐานะผู้แพ้สงคราม

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของไทยประกาศสันติภาพโดยถือว่าการประกาศสงครามของไทยต่อพันธมิตรในระหว่างสงครามนั้นเป็นโมฆะ และไทยพร้อมที่จะคืนดินแดนทีได้มาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศส หลังจากนั้น นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีก็ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่ฝ่ายพันธมิตรไว้วางใจเข้ารับตำแหน่งแทน นั่นก็คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยนอกประเทศที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษยอมรับ

ในเดือนกันยายน 2488 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี งานหลักของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ การเจรจากับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเพื่อความเป็นเอกราชของชาติ โชคดีที่สหรัฐและอังกฤษไม่ติดใจไทยหรือคิดจะลงโทษอันเนื่องจากการที่เราประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ่รัฐบาลไทยก็ได้ประกาศคืนดินแดนให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศส พร้อมทั้งให้ความร่วมมืออื่นๆ หลายประการ นอกจากนั้นรัฐบาลไทยยังได้ประกาศบริจาคข้าวสารจำนวน 1.5 ล้านตัน ให้แก่อังกฤษ เพื่ออังกฤษจะได้นำไปช่วยเหลือประชาชนที่อดอยากตามประเทศต่างๆ ในที่สุดปัญหาที่น่าวิตกของไทยเราก็ค่อยๆ ผ่านพ้นไปด้วยดี ไทยเราสามารถดำรงเอกราชไว้ได้ในขณะที่ญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาเข้ายึดครองและปกครองประเทศไปตามนโยบายของสหรัฐอเมริกา การที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษไม่คิดลงโทษ ก็เนื่องมาจากคุณงามความดีของขบวนการเสรีไทยนั้นเอง

ในเดือนมกราคม 2488 รัฐบาลได้จัดให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรกันใหม่ นับตั้งแต่นั้นมาการเมืองของไทยก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอยตามระบอบรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับ 2489 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะรูปแบบเป็นประชาธิปไตยมากกว่าฉบับก่อนๆ อนุญาตให้จัดตั้งพรรคการเมืองต่างๆ ได้ ดังนั้นพรรคการเมืองรุ่นแรกๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นในขณะนั้นได้แก่ พรรคสหชีพ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ (นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้า) พรรคกสิกร พรรคธรรมาธิปัตย์ พรรคก้าวหน้า พรรคประชาชน ฯลฯ พรรคต่างๆ ที่กล่าวนามมานี้มีอยู่พรรคเดียวที่ยังดำเนินงานทางการเมืองจนถึงปัจจุบัน คือ พรรคประชาธิปปัตย์

นายควง อภัยวงศ์ (พ.ต.ควง อภัยวงศ์) เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช คือ แต่ดำรงตำแหน่งได้ไม่กี่เดือนก็ต้องลาออก เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและภาวะเงินเฟ้ออย่างร้ายแรงอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2

  • การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และผลกระทบ

ในเดือนมีนาคม 2489 นายปรีดี พยมยงศ์ ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่นายปรีดี เข้าบริหารงานของประเทศได้ไม่ทันไรก็เกิดปัญหาร้ายแรงของประเทศ กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดลเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เนื่องจากต้องอาวุธปืน รัฐบาลนายปรีดี ซึ่งได้ขอความเห็นชอบต่อสภาฯ ในการกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อไป

ปัญหาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลต้องอาวุธปืนนั้น รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ดำเนินการสอบสวนแต่ก็ไม่สามารถสรุปถึงสาเหตุของปัญหานั้นได้ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่แท้จริงได้ ประกอบกับประชาชนและพรรคฝ่ายค้านต่างก็พากันตำหนิรัฐบาลอย่างรุนแรง นายปรีดี พนมยงค์ จึงแสดงความรับผิดขอบโดยการกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เข้าดำรงตำแหน่งแทน เมื่อเดือน สิงหาคม 2489

  • การแย่งชิงอำนาจระหว่างนักการเมือง และระหว่างทหารบกกับทหารเรือ

การเมืองไทยเริ่มประสบความยุ่งยากอันเนื่องมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัญหาเศรษฐกิจของชาติเสื่อมโทรมมาอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง เครื่องอุปโภคบริโภคขาดแคลนอย่างรุนแรง โจรผู้ร้ายชุกชุม รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นอกจากนั้นรัฐบาลยังถูกตำหนิติเตียนในเรื่องพฤติกรรมฉ้อราษฏร์บังหลวง พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ถือโอกาสเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างรุนแรง

ในที่สุดฝ่ายพลเรือนซึ่งมีพลโทผิน ชุณหะวัน เป็นหัวหน้า จึงได้ก่อการรัฐประหารเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหารได้มอบอำนาจให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลนายควงได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในเดือน มกราคม 2491 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก นายควง อภัยวงศ์จึงเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน กลุ่มรัฐประหารชุดเดิมได้บังคับให้นายควง ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือน เมษายน 2491 จากนั้นจอมพลแปลก พิบูลสงครามก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

สรุปได้ว่า การเมืองไทยภายใต้การบริหารงานของนักการเมืองหลังสงครามโลกประสบกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งในหมู่นักการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการฉ้อราษฏรบังหลวง เมื่อไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ฝ่ายทหารก็ฉวยโอกาสโดยอ้างความล้มเหลวเข้ายึดอำนาจ และในที่สุดนับจากนั้นมาการเมืองไทยก็ตกอยู่ใต้อำนาจของทหาร

ความขัดแย้งทางการเมือง (ช่วง 2491-2500) เมื่อจอมพลแปลก พิบูลสงครามได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งในปี 2491 ภายหลังจากที่ได้บีบให้นายควง ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ความยุ่งยากทางการเมืองก็ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง นำไปสู่การกบฏของกลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจรัฐบาล มีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ปัญหาดังกล่าวทำให้ความหวังของการพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครองไทยเพื่อก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แทนที่รัฐบาลจะได้ทุ่มเทความสามารถเพื่อพัฒนาประเทศ กลับใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อรักษาอำนาจของตน ความยุ่งยากทางการเมืองไทยระหว่าง ช่วง 2491-2500 สรุปเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดังนี้

การแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายจอมพลแปลก พิบูลสงคราม กับฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยให้การสนับสนุน รัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามเกรงว่าฝ่ายนายปรีดีจะหาโอกาสล้มอำนาจของตน จึงมีการจับกุมบุคคลสำคัญๆ ของพรรคสหชีพซึ่งมีนายปรีดี เคยเป็นหัวหน้าพรรคนี้ บางคนก็ถูกยิงตาย นักการเมืองจำนวนมากถูกจับเข้าคุก บางส่วนต้องหนีไปต่างประเทศ (รวมทั้งนายปรีดี) หรือไม่ก็หลบหนีเข้าป่า
เกิดกบฏขึ้นหลายครั้งเพื่อต่อต้านรัฐบาลของจอมพลแปลก เช่นกบฏวังหลวง เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 มีการปะทะกันบริเวณพระบรมมหาราชวังอย่างรุนแรง ผลปรากฏว่าฝ่ายกบฏเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นอกจากนี้ก็มีกบฏแมนฮัตตัน เกิดขึ้นเมื่อ 2494 โดยกลุ่มนายทหารกลุ่มหนึ่งบุกเข้าจับกุมจอมพลแปลก ในขณะเป็นประธานพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนชื่อ แมนฮัตตัน ซึ่งรัฐบาลอเมริกันเป็นผู้มอบให้ กลุ่มกบฏได้นำจอมพลแปลกไปขังไว้ในเรือรบชื่อ ศรีอยุธยา เพื่อต่อรองกับรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลไม่ฟังเสียงและลงมือปราบปรามอย่างเด็ดขาด โดยส่งเครื่องบินเข้าทิ้งระเบิดเรือศรีอยุธยาจนจมลง แต่จอมพลแปลกว่ายน้ำหนีเข้าฝั่งได้ กลุ่มกบฏไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเรือส่วนใหญ่ ในไม่ช้าก็ถูกรัฐบาลปราบจนราบคาบ หลังจากการปราบกบฏรัฐบาลได้ใช้นโยบายตัดทอนกำลังและอาวุธของกองทัพเรือ จนทำให้กองทัพเรือลดกำลังและความสามารถลงไปเป็นอันมาก แต่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นสมัยจอมพลแปลกไปแล้ว
มีการแก้ไขปรับปรุงและประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ แต่สาระของรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มุ่งรักษาอำนาจของคณะรัฐประหารหรือผู้ที่กุมอำนาจทางการเมืองมิได้มุ่งเพื่อสร้างสรรค์ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
การใช้กำลังตำรวจเพื่อรักษาอำนาจของตนไว้อย่างมั่นคง โดยการเสริมสร้างกรมตำรวจทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์เช่นเดียวกับทหาร และเพิ่มกำลังพลจนเทียบเท่ากองพล นอกจากนั้นยังใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ทำให้ประชาชนในสมัยนั้นหวาดกลัวตำรวจไปทั่วบ้านทั่วเมือง
บุคคลใดที่คัดค้านรัฐบาลมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกจับกุมคุมขังโดยไม่มีการไต่สวนฟ้องร้อง
ผู้นำประเทศพยายามสร้างดุลอำนาจระหว่างกรมตำรวจกับกองทัพบกเพื่อรักษาอำนาจของตน ดังเช่นจอมพลแปลก นายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ สร้างกรมตำรวจจนเป็นกองทัพที่ใหญ่โนเพื่อรักษาอำนาจดังกล่าว ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนกลุ่มนายทหารภายใต้การนำของ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์(ยศในขณะนั้น) ไว้คอยถ่วงดุลอำนาจกับกรมตำรวจ
การก้าวขึ้นสู้อำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
การรัฐประหาร พ.ศ.2500 สาเหตุก็เนื่องมาจากว่ากลุ่มของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับกลุ่มของ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ต่อมาคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) ขัดแย้งกันเรื่อยมาด้วยเรื่องการเมืองและเรื่องของผลประโยชน์หลายเรื่อง ความขัดแย้งได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จอมพลแปลกได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ทั้งสองฝ่ายประนีประนอมกันแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2500 รัฐบาลได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ผลปรากฏว่าพรรคเสรีมนังคศิลา ซึ่งเป็นของฝ่ายรับบาลได้โกงการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ประชาชน นิสิต นักศึกษาในกรุงเทพฯ จำนวนมากมายซึ่งไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ได้พากันเดินขบวนประท้วงและขับไล่รัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ออกมาพบประชาชนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และให้ความหวังแก่ประชาชนในทางที่ดี ฝูงชนจึงสลายตัวไป จอมพลสฤษดิ์ก็ได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้นตั้งแต่นั้นมา

ในที่สุดฝ่ายทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ก็ได้ยื่นคำขาดต่อ จอมพลแปลก นายกรัฐมนตรี ให้แก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองโดยด่วน เมื่อไม่ได้ผลฝ่ายทหารจึงถอนตัวออกจากการสนับสนุนรัฐบาล ในไม่ช้าจอมพลสฤษดิ์ ก็ได้เป็นผู้นำทำการรัฐประหาร ในปี พ.ศ.2500 นั้นเอง จอมพลแปลกต้องพลบหนีออกนอกประเทศ และพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ก็ถูกคณะรัฐประหารบังคับให้ออกนอกประเทศ

หลังจากทำการรัฐประหารได้สำเร็จ ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมอบให้นายพจน์ สารสินเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ต่อมารัฐบาลได้จัดให้มีการเลือกตั้งกันอีกครั้งหนึ่ง การเลือกตั้งในครั้งนี้มีพรรคสหภูมิซึ่งเป็นพรรคที่จอมพลสฤษดิ์ สนับสนุนได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยผลของการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคสหภูมิได้รับการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก รองลงไปคือ พรรคประชาธิปัตย์

พลโทถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทนนายพจน์ สารสิน การบริหารประเทศของรัฐบาลพลโทถนอม ประสบปัญหายุ่งยาก และวุ่นวาย เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรฝ่ายรัฐบาลเรียกร้องผลประโยชน์และตำแหน่งต่างๆ ในทางการเมือง นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวงอีกด้วย ปัญหาความวุ่นวายเพิ่มขึ้นจน พลโทถนอม ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง โดยมีพลโทถนอม เข้าร่วมด้วย เมื่อยึดอำนาจได้สำเร็จแล้ว จอมพลสฤษดิ์ก็ประกาศล้มเลิกรัฐธรรมนูญ และแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติ และร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ครั้งนี้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จัดตั้งคณะรัฐบาลบริหารประเทศจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี 2506

ใส่ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::

การเมืองการปกครองช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

เหตุการณ์ที่สำคัญและน่าสนใจในช่วงนี้มีดังต่อไปนี้

  • การประกาศสถานการณ์ความเป็นกลางของไทยในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้นมายุโรปในปี พ.ศ.2482 รัฐบาลไทยได้ประกาศยืนยันนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ในขณะนั้นญี่ปุ่นได้วางแผนการที่จะเข้าสู่สงครามโลก โดยใช้กำลังทหารของตนเข้าขับไล่ประเทศตะวันตกทั้งหมดออกจากทวีปเอเซีย เมื่อฝรั่งเศส อังกฤษ ประสบความเพลี่ยงพล่ำในยุโรป ญี่ปุ่นก็เปิดฉากโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐ ที่อ่าวเพิร์ล ตอนเช้ามืดของวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2484 หรือตรงกับเช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม ตามเวลาในประเทศไทยฐานทัพเรือของสหรัฐฯ ที่อ่าวเพิร์ลถูกทิ้งระเบิดเสียหายย่อยยับ พร้อมกันนั้นกองทัพญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกในดินแดนหลายแห่งในทวีปเอเซียรวมทั้งประเทศไทยด้วย
สำหรับประเทศไทย กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกบริเวณริ่มฝั่งทะเลไทยด้านตะวันออกไปจนถึงภาคใต้ ได้แก่ บางปู ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี รวมทั้งกองทัพญี่ปุ่นในอินโดจีนก็ได้รุกเข้าสู่จังหวัดพระตะบอง และจังหวัดพิบูลสงครามของไทยอีกด้วย

ในเกือบทุกแห่ง ทหาร ตำรวจ และยุวชนไทยได้เข้าต่อสู้ขัดขวางการรุกรานของญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญสุดความสามารถ ญี่ปุ่นเรียกร้องให้ไทยยุติการต่อต้านและยินยอมให้ญี่ปุ่นยกทัพผ่านไทยเพื่อไปโจมตีมลายูและพม่า โดยญี่ปุ่นสัญญาว่าจะเคารพเอกราชและอธิปไตยของไทย รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) เห็นว่า หากไทยยังสู้รบกับญี่ปุ่นต่อไป ประเทศไทยก็จะพินาศเพราะกำลังทหารและอาวุธของไทยไม่อาจต่อต้านญี่ปุ่นได้เลย ดังนั้นรัฐบาลจึงตกลงรับข้อเสนอของญี่ปุ่นและยุติการต่อต้านภายหลังจากที่ได้สู้รบกันนานประมาณ 4-5 ชั่วโมง

  • การประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร

หลังจากที่ไทยยอมให้ญี่ปุ่นยกทัพผ่านประเทศไทยไปโจมตีประเทศเพื่อนบ้านนั้น ญี่ปุ่นพยายามเข้าแทรกแซงกิจการภายในของไทย พยายามที่จะบงการและบีบคั้นรัฐบาลไทยให้ปฏิบัติตามที่ญี่ปุ่นต้องการ ในขณะเดียวกันฝ่ายพันธมิตรก็ได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดตามจุดยุทธศาสตร์ในกรุงเทพและหัวเมืองสำคัญ ทหารไทยจำเป็นต้องยิงต่อสู้กับเครื่องบินฝ่ายพันธมิตร ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นผู้นำ เมื่อเดือน มกราคม พ.ศ.2485

นายปรีดี พนมยงศ์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้หนึ่งในจำนวน 3 ท่าน ไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรในครั้งนี้ จึงมิได้ลงนามในคำประกาศสงคราม คงมีแต่ผู้สำเร็จราชการอีก 2 ท่านเท่านั้นที่ได้ลงนาม

หลังจากนั้น ประเทศไทยก็ได้ตกอยู่ในสถานการณ์สงครามกับฝ่ายพันธมิตร และร่วมรบกับญี่ปุ่นอย่างเต็มตัว ญี่ปุ่นได้เอาใจไทยโดยกดินแดนที่ญี่ปุ่นตีมาได้กลับคืนไทย เพราะเคยเป็นดินแดนของไทยมาก่อน เช่น รัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะลิส (ปัจจุบันอยู่ในปรเทศมาเลเซีย) เมืองเซียงตุง เมืองพาน (ปัจจุบันอยู่ในประเทศพม่า) ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็พยายามที่จะควบคุมรัฐบาลไทยให้ปฏิบัติไปตามที่ญี่ปุ่นต้องการ โดยเฉพาะในเรื่องผลประโยชน์ทางการเงิน การค้า และวัตถุดิบซึ่งญี่ปุ่นได้รับจากไทย

  • ขบวนการเสรีไทย

นายปรีดี พนมยงศ์ มีความเชื่อว่า ในสุดท้ายแล้วญี่ปุ่นต้องแพ้สงคราม หากไทยยังร่วมหัวจมท้ายกับญี่ปุ่น ไทยก็จะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม อาจถึงขั้นพันธมิตรเข้ายึดครองประเทศไทยได้ ดังนั้น นายปรีดี พนมยงศ์ จึงจัดตั้ง ขบวนการเสรีไทย ใช้รหัสย่อว่า X.O.Group รวบรวมคนไทย ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด อาชีพใด ทั้งที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งมีอุดมการณ์ตรงกัน คือ ความมุ่งหมายในการขับไล่ญี่ปุ่นให้ออกไปจากผืนแผ่นดินไทย โดยมีนายปรีดี พนมยงศ์เป็นหัวหน้าใหญ่ ในขณะเดียวกันท่านก็ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ด้วย นับว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยที่ญี่ปุ่นไม่รู้เลยว่า นายปรีดี พนมยงศ์ คือหัวหน้าใหญ่ของขบวนการเสรีไทย ต่อมาชายไทยทุกเพศทุกวัย ทุกอาชีพที่มีใจรักชาติต่างก็สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของขบวนการเสรีไทย ซึ่งได้ขยายงานไปสู่ต่างจังหวัด บรรดาคนหนุ่มๆ ได้รับการฝึกในการใช้อาวุธและยุทธวิธีการสู้รบตามป่าตามเขา สหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้สนับสนุนขบวนการเสรีไทยอย่างลับๆ โดยจัดส่งอาวุธยุทธปัจจัยต่างๆ ตลอดจนครูฝึกทหารมาฝึกเสรีไทย จำนวนสมาชิกของขบวนการเสรีไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับขีดความสามารถในการรบ

ทางด้านเสรีไทยนอกประเทศ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชฑูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ประกาศไม่ยอมรับรู้และคัดค้านความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และการที่รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับพันธมิตรนั้นเป็นเพราะญี่ปุ่นบีบบังคับ ประชาชนชาวไทยไม่เห็นด้วย โชคดีที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษเข้าใจไทยในเรื่องนี้ พร้อมทั้งสนับสนุนขบวนการเสรีไทยที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เสรีไทยที่มีชื่อเสียงท่านนี้คือ นายป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ขึ้นเครื่องบินของฝ่ายพันธมิตรร่วมกับเสรีไทยนอกประเทศอีกหลายคนเข้าสู่ดินแดนไทยเพื่อร่วมมือกับเสรีไทยในประเทศ

สำหรับการบริหารประเทศของรัฐบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากรัฐบาลประสบกับปัญหาที่ญี่ปุ่นพยายามบีบบังคับให้รัฐบาลยินยอมมอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ญี่ปุ่นแล้ว รัฐบาลยังประสบปัญหาในเรื่องที่รัฐบาลประกาศพระราชกำหนดย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ และพระราชกำหนดสร้างพุทธบุรีมณฑล พ.ศ.2487 เพื่อจัดสร้างศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาที่สระบุรี ปรากฏว่า สภาผู้แทนราษฏรไม่เห็นชอบกับพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับ รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามหรือจอมพลแปลก พิบูลสงคราม จึงกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่ง และนายควง อภัยวงศ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

ต่อมาในปี พ.ศ.2488 กำลังกองทัพของญี่ปุ่นร่อยหรอและอ่อนเปลี้ยพ่ายแพ้แก่ฝ่ายพันธมิตรทุกแนวรบ ในขณะนั้นกองกำลังเสรีไทยนับแสนคนพร้อมที่จะลงมือขับไล่กองทหารญี่ปุ่นให้ออกจากผืนแผ่นดินไทยแล้ว แต่บังเอิญสหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูก ลงสู่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนสิงหาคม 2488 ยังผลทำให้ประชาชนญี่ปุ่นบาดเจ็บล้มตายจำนวนมหาศาล ญี่ปุ่นจึงประกาศยอมแพ้ต่อสหรัฐอเมริกา สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงยุติลง โดยที่เสรีไทยไม่ได้ลงมือขับไล่ญี่ปุ่นก็ยอมแพ้เสียก่อน

ใส่ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::

การเมืองช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง-สงครามโลกครั้งที่ 2

มีเหตุการณ์สำคัญและน่าสนใจในช่วงนี้มีดังต่อไปนี้

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มอำนาจใหม่(คณะราษฏร) และความขัดแย้งภายในกลุ่มใหม่
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฏรประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากราษฏรเป็นผู้เลือก และสมาชิกที่มาจากพระมหากษัตริย์แต่งตั้ง นับเป็นครั้งแรกที่ได้เปิดโอกาสให้ราษฏรไทยได้มีสิทธิเลือกผู้แทนของตนไปทำหน้าที่นิติบัญญัติและควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล

พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ.2475 ไปได้เพียง 2-3 เดือนก็ได้เกิดความขัดแย้งในหมู่คณรัฐมนตรี และคณะราษฏรด้วยเรื่อง การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ความขัดแย้งถึงขั้นรุนแรงจนนำไปสู่การประกาศพระราชกฤษฏีกาปิดสภาผู้แทนราษฏร

หลังจากปิดสภาผู้แทนราษฏรได้ประมาณ 2 เดือน พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าคณะทหารกลุ่มหนึ่งได้ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา หลังจากนั้นพันเอกพระยาพหลฯ ได้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยพันเอกพระยาพหลฯ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาลชุดนี้จึงเป็นคณะรัฐบาลที่ประกอบด้วยบุคคลสำคัญของคณะราษฏร ซึ่งเป็นกลุ่มยึดอำนาจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้นเอง

การบริหารประเทศภายใต้การนำของพระยาพหลฯ ไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มนายทหารรุ่นเก่า กลุ่มขุนนางและกลุ่มเชื้อพระวงศ์บางท่านซึ่งสูญเสียอำนาจจากการปฏิวัติ พ.ศ.2475 โดยกล่าวหาว่าพระยาพหลฯ มีแผนการจะนำเอาลัทธิสังคมนิยมมาในใช้ในประเทศไทยซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

รัฐบาลของพระยาพหลฯ ปฏิเสธที่จะเจรจากับฝ่ายกบฏ โดยอ้างว่ารัฐบาลทำถูกต้องแล้วและได้รวบรวมกำลังทหารจากกรุงฌทพฯเข้าปราบกบฏ ฝ่ายรัฐบาลมีกำลังและความพร้อมเหนือกว่าฝ่ายกบฏ สามารถรุกเข้าโจมตีฝ่ายกบฏ เกิดการสู่รบกันอย่างรุนแรงบริเวณดอนเมือง หลังจากสู้กันได้เพียง 3 วัน ฝ่ายกบฏแตกพ่ายต้องถอยกลับภาคอีสาน หัวหน้ากบฏ คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดชต้องเสด็จหนีลี้ภัยไปอยู่ที่อินโดจีน

หลังจากรัฐบาลปราบปรามกบฏได้สำเร็จแล้ว จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฏรขึ้นเป็นครั้งแรก ในปลายปี พ.ศ.2476 โดยมีจำนวน 78 คน รัฐบาลพระยาพหลฯ บริหารประเทศในลักษณะรวบอำนาจ มีการปราบปรามผู้ที่คัดค้านรัฐบาลถึงกับประกาศพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อปราบปรามยุคคลที่ต่อค้านรัฐบาล นอกจากนั้นรัฐบาลยังไม่ยอมให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นพรรคการเมือง คณะราษฏรพรรคเดียวโดยไม่มีฝ่ายค้าน

การสละราชสมบัติ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อรักษาพระเนตรได้ทรงมีพระราชบันทึกถึงรัฐบาล ทรงขอร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและให้สิทธิเสรีภาพแก่ราษฏรอย่างแท้จริง ไม่ปราบปรามและลงโทษผู้คัดค้านด้วยสุจริตใจ

เมื่อรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอของพระองค์ได้ พระองค์จึงทรงประกาศสละราชสมบัติเมื่อ วันที่ 2 มีนาคม 2477 ทรงอ้างเหตุผลแห่งการสละราชสมบัติว่า เป็นเพราะพระองค์ไม่สามารถช่วยเหลือและคุ้มครองประชาชนให้ได้รับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้

เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระโอรสในสมบัติสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา

ความขัดแย้งในคณะราษฏร
รัฐบาลพระยาพหลฯบริหารประเทศในลักษณะที่ไม่ค่อยราบรื่น เนื่องจากถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรโจมตีในเรื่องความไม่สุจริต และเกิดความขัดแย้งในคณะรัฐมนตรี ในที่สุดพระยาพหลฯ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บุคคลที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อมาคือ พันเอกหลวงพิบูลสงคราม เมื่อเดือน ธันวาคม 2481

รัฐบาลของหลวงพิบูลสงครามมีศัตรูทางการเมืองอยู่มาก จึงดำเนินนโยบายสร้างความมั่นคงของรัฐบาลโดยการกวาดล้างจับกุมกลุ่มที่ต่อต้าน ซึ่งมีทั้งนายทหารที่เคยร่วมก่อการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์บางท่าน รัฐบาลถึงกับประกาศพระราชบัญญัติศาลพิเศษเพื่อตัดสินลงโทษผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง บางคนถึงกับถูกประหารชีวิต บางคนก็ถูกจำคุก

การปลุกความคิดชาตินิยมและความพยายามสร้างชาติไทยให้ยิ่งใหญ่
ประเทศมหาอำนาจในขณะนั้นได้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มประเทศประชาธิปไตยซึ่งมีอังกฤษ ฝรั่งเศส และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอื่นๆ กลุ่มนี้มีอาณานิคมและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ได้แก่ ประเทศเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น กลุ่มนี้มีอาณานิคมน้อยมากเมื่อเทียบกับกลุ่มแรก และยังถูกกลุ่มแรกขัดขวางกีดกันผลประโยชน์ทางการค้าไปทั่วโลก ทั้ง 2 กลุ่มจึงต่อสู้แข่งขันกัน โดยเฉพาะในเรื่องกำลังอาวุธ ทำให้สถานการณ์โลกเริ่มตึงเครียด กลุ่มที่ 2 เน้นนโยบายของชาติในเรื่องชาตินิยม มีการปลุกใจให้ประชาชนรักชาติอย่างรุนแรง ให้เชื่อมั่นในลัทธิทหารนิยม ปลุกใจประชาชนให้เกิดฮึกเหิมพร้อมที่จะทำสงคราม พร้อมทั้งชักชวนประเทศเล็กๆ ให้เสื่อมใสในหลักการของตน

การปลุกความคิดชาตินิยม
รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ดำเนินนโยบายในลักษณะเผด็จการอยู่แล้ว จึงเอนเอียงไปทางกลุ่มที่ 2 ประกอบกับขณะนั้น ขบวนการกู้ชาติในประเทศต่างๆ ในทวีปเอเซียจึงเอนเอียงไปทางกลุ่มที่ 2 เป็นเวลาเดียวกับที่ขบวนการกู้ชาติในประเทศต่างๆในทวีปเอเซียปลุกเร้าประชาชนของตนให้ลุกขึ้นขับไล่มหาอำนาจตะวันตกที่เข้ามายึดครองเอเซียและให้คืนเอกราชให้แก่ประเทศของตน ญี่ปุ่นเห็นเป็นโอกาสในการโฆษณาลัทธิชาตินิยมจึงยุยงชาวเอเซียให้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในการขับไล่ชาวผิวขาวให้ออกไปจากเอเซีย โดยมีคำขวัญว่า “เอเซียเพื่อเอเซีย”

พันเอกหลวงพิบูลสงครามซึ่งเป็นผู้ที่มีความคิดชาตินิยมอยู่แล้ว จึงดำเนินนโยบายสร้างชาติไทยให้เข็มแข็ง ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลของพันเอกหลวงพิบูลสงครามได้ประกาศนโยบายอย่างชัดแจ้งที่จะสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ด้วยวิธีการหลายๆ รูปแบบ ดังเช่น

  • ส่งเสริมการทำสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ผลิตเครื่องใช้ด้วยตนเอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้และไม่ลืมอาชีพดั้งเดิมของตน ไม่ต้องหวังพึ่พาอาศัยสินค้าจากต่างชาติ
  • ชักจูงโฆษณาให้คนไทยใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อที่เงินตราของชาติจะได้ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ เศรษฐกิจของชาติก็จะมั่นคง รัฐบาลประกาศคำขวัญไปทั่วประเทศว่า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ”
  • ส่งเสริมให้คนไทยประกอบอาชีพค้าขายและสงวนอาชีพบางอย่าง ห้ามคนต่างด้าวทำ เพื่อให้คนไทยเป็นผู้ประกอบอาชีพแต่ฝ่ายเดียว สาเหตุเนื่องจากว่าในขณะนั้นคนต่างด้าวทั้งชาวยุโรป ชาวจีน และชาวอินเดียได้เข้ามาประกอบธุรกิจค้าขายจนร่ำรวย ในขณะเดียวกันชาวไทยต้องทำงานหนักในท้องไร่ท้องนามีฐานะยากจน รัฐบาลกลัวว่าพวกต่างด้าวจะเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจของประเทศ จึงออกกฏหมายห้ามขาวต่างชาติทำอาชีพบางอย่าง เช่น อาชีพตัดผม เผาถ่าน เป็นต้น
  • โฆษณาชักจูงให้ประชาชนละทิ้งนิสัย ความประพฤติ และวัฒนธรรมแบบโบราณซึ่งชาวตะวันตกมองว่าเป็นสิ่งที่ล้าหลัง และให้คนไทยดำรงชีวิตตามแบบอย่างชาวตะวันตก เพื่อให้ชาวไทยเชิดหน้าชูตาเสมอชาวตะวันตก รัฐบาลจึงใช้วิธีประกาศห้ามคนไทยกินหมาก สตรีต้องไว้ผมยาวและสวมหมวกเมื่อออกจากบ้าน เลิกโจงกระเบน ให้สวมกระโปรงหรือนุ่งผ้าถึงแทน ชายไทยต้องแต่งชุดสากลและสวมหมวกตามแบบตะวันตก ปรับปรุงการเขียนภาษาไทยเสียใหม่ให้กะทัดรัด ฯลฯ
  • แต่งเพลงปลุกใจชาวไทยให้รักชาติมากมายหลายเพลง และให้สถานีวิทยุทุกแห่งเปิดเพลงเหล่านี้บ่อยๆ ทุกวัน
  • ตั้งกรมโฆษณาการ เพื่อทำหน้าที่ปลุกใจประชาชน โฆษณาถึงความรักชาติให้เชื่อฟังผู้นำ โดยมีคำขวัญว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” จะเห็นได้ว่า กรมโฆษณานี้นอกเหนือจากทำหน้าที่ปลุกใจประชาชนให้รักชาติแล้ว ยังชักจูงประชาชนให้เชื่อมั่นในตัวผู้นำและแนวนโยบายเผด็จการอีกด้วย

สงครามกับฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสได้ยึดดินแดนไทยไปมากมายโดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 อีกทั้งยังข่มเหงเอารัดเอาเปรียบคนไทยต่างๆ นานา ชาวไทยส่วนใหญ่ยังมีความเจ็บช้ำใจในเรื่องนี้อย่างไม่ลืม รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามจึงพยายามโฆษณาตอกย้ำในสิ่งที่ฝรั่งเศสทำไว้อยู่ตลอดเวลา

ใน พ.ศ.2483 สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดขึ้นในยุโรป รัฐบาลไทยได้ประกาศนโยบายเป็นกลาง กองทัพเยอรมันรักเข้าโจมตีฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว ฝรั่งเศสพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ และประกาศยอมแพ้ต่อเยอรมันในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2483

รัฐบาลฝรั่งเศสที่จัดตั้งขึ้นใหม่ภายหลังจากการแพ้สงคราม หวั่นเกรงว่าไทยอาจใช้กำลังเข้ายึดดินแดนบางส่วนของอินโดจีน จึงขอเจรจากับไทยเพื่อทำสัญญาไม่รุกรานกัน รัฐบาลไทยยินดีเจรจา แต่ขอให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนบางส่วนของประเทศลาวในปัจจุบัน ซึ่งฝรั่งเศสยึดไปจากไทยกลับคืนให้ไทยเสียก่อน ฝรั่งเศสไม่ยอมตกลง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเริ่มเสื่อมทุกที ฝ่ายไทยกล่าวหาฝรั่งเศสว่าส่งเครื่องบินและกำลังทหารล่วงล้ำเขตแดนไทยและยั่วยุให้ไทยทำสงคราม ในขณะเดียวกันประชาชนไทย นิสิต นักศึกษาในกรุงเทพได้เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลส่งทหารไปยึดดินแดนไทยกลับคืนมาจากฝรั่งเศส

ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2484 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ประกาศสถานการณ์สงครามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส และส่งกำลังทหารไทยรุกเข้าสู่อินโดจีน ยึดเมืองหลวงพระบาง จำปาศักดิ์ และอื่นๆ อีกหลายแห่ง

รัฐบาลญี่ปุ่นได้เสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศสยอมรับการไกล่เกลี่ย ในที่สุดทั้งสองฝ่ายได้ยุติสงครามกันในปลายเดือนกันยายน และเปิดประชุมเจรจากันที่กรุงโตเกียว นอกจากนั้นรัฐบาลได้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเสียสละชีวิตเพื่อชาติของทหารไทยในสงครามอินโดจีนอีกด้วย

ใส่ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยกลุ่มคณะราษฏร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งคณะราษฏรได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สำเร็จ และคณะราษฏรก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระราชกำหนดนิรโทษกรรมครั้งนี้ โดยความเป็นจริงแล้ว ถ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงใช้พระราชอำนาจที่มีอยู่ในการสั่งปราบปรามคณะราษฏรในข้อหากบฏก็คงจะทรงทำได้ เพราะทหารในส่วนหัวเมืองที่ยังจงรักภักดีกับพระองค์ก็มีอยู่ไม่น้อย แต่เนื่องจากพระองค์เองทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอภิรัฐมนตรีสภาทัดทานอยู่ พระองค์จึงต้องรอโอกาสอันสมควร แต่เมื่อคณะราษฏรได้ชิงลงมือก่อการปฏิวัติก่อนก็สอดคล้องกับพระราชดำริ

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนี้มีประเด็นที่น่าศึกษาดังนี้
1. จุดมุ่งหมายและอุดมการณ์ของคณะราษฏร คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตย โดยยึดถืออุดมการณ์ 6 ประการ คือ

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย
  2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ
  3. จะบำรุงความสุขสบายสมบูรณ์ของราษฏรในทางเศรษฐกิจ
  4. จะต้องให้ราษฏรมีสิทธิเสมอกัน
  5. จะต้องให้ราษฏรมีเสรีภาพ โดยไม่ขัดกับหลัก 4 ประการข้างต้น
  6. จะต้องให้การศึกษาแก่ราษฏรอย่างเต็มที่

2. สาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

  1. การปฏิรูปการศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตกจากประเทศตะวันตก กลายเป็นผู้นำสมัยใหม่ และรับแนวคิดแบบประชาธิปไตยมาเป็นแบบอย่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
  2. จิตสำนึกของคนรุ่นใหม่และอิทธิพลของสื่อมวลชนที่มีลักษณะก้าวหน้าในสมัยนั้น ในช่วง เวลาก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตยได้มีความตื่นตัว และอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ ก็พากันแสดงความคิดเห็น และเสนอข้อเขียนสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแพร่หลาย
  3. ฐานะทางการคลังของประเทศและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 7 การคลังของประเทศเริ่มตกต่ำลงในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 6 เพราะสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเกิดตกต่ำลง ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 พระองค์ทรงพยายามตัดทอนรายจ่ายทุกประเภทให้เหลือเท่าที่จำเป็น มีการปรับปรุงระบบภาษีให้รัดกุม เพื่อจะได้เก็บภาษีให้มากขึ้น และใช้วิธีการปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เพื่อลดรายจ่ายของรัฐบาลให้น้อยลง ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจทั่วโลกก็กำลังตกต่ำลง จึงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจนรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้บรรลุผลได้ จึงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฏรใน พ.ศ.2475

3. องค์ประกอบคณะราษฏร ประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนจำนวน 99 คน โดยมีบุคคลสำคัญดังนี้

  • พ.อ.พระยาพลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฏร
  • พ.อ.พระยาทรงสุรเดช
  • พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์
  • พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ
  • พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม
  • พ.ต.หลวงทัศนัยนิยมศึก
  • น.ต.หลวงสิทธุ์สงครามชัย
  • น.ต.หลวงศุภชลาศัย
  • หลวงประดิษฐมนูธรรม (นายปรีดี พนมยงศ์) หัวหน้าฝ่ายพลเรือน
  • นายจรูญ สืบแสง
  • นายควง อภัยวงศ์

4. การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามและการจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ

คณะราษฏรได้นำพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์ได้ร่างเตรียมไว้ขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และพระองค์ได้ทรงพระราชทานกลับคืนมาในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 และได้เปิดสภาผู้แทนราษฏรเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2475 รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว”
สาระสำคัญของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว กำหนดไว้ว่า อำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ประกอบด้วยอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ซึ่งแต่เดิมเป็นของพระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนมาเป็นของปวงชนชาวไทยตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยรัฐธรรมนูญได้บัญญัติถึงตำแหน่งบริหารที่สำคัญคือ ประธานคณะกรรมการคณะราษฏร คือ นายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่ประสานความเข้าใจระหว่างคณะราฏษรกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อความราบรื่นในการบริหารประเทศ ซึ่ง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นผู้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฏรให้เป็นประธานคณะกรรมการคณะราษฏร
5.การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้ว สภาผู้แทนราษฏรได้แต่งตั้งอนุกรรมการคณะหนึ่ง เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสำหรับเป็นหลักการปกครองประเทศต่อไป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็น นายกรัฐมนตรี ทางด้านคณะราษฏรได้ส่งบุคคลระดับหัวหน้าฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนเข้าร่วมรัฐบาล โดยมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นผู้คุมเสียงข้างมากอยู่ในคณะรัฐมนตรี ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น “รัฐบาลของคณะราษฏร”ซึ่งเป็นสมาคมการเมืองเดียวในขณะนั้น

ใส่ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::

::พัฒนาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ::

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

จุดมุ่งหมายในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สรุปได้ดังนี้

1. เพื่อรักษาเอกราชให้พ้นจากภัยการคุกคามของพม่า
2. เพื่อรักษาความมั่นคงของราชธานี
3. เพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับคืนสู่ความเจริญรุ่งเรือง
4. เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า

ความสัมพันธ์กับล้านนา
ในสมัยรัชกาลที่ 1-3 ลักษณะความสัมพันธ์ยังเป็นมิตรที่ดีกับล้านนา

สัมพันธไมตรีอันดีที่ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอย่างต่อเนื่องกับล้านนา ทำให้รัชกาลที่ 5 สามารถผนวกล้านนาเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยได้ง่ายขึ้น

ความสัมพันธ์กับพม่า
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะรัชกาลที่ 1 ไทยต้องรับมือกับการถูกบุกโจมตีอย่างหนักจากพม่า ถึงแม้ในบางช่วงพม่าจะส่งฑูตมาเจรจาขอเป็นไมตรีกับไทย แต่ก็ไม่ได้มีความจริงใจ เพียงต้องการตรวจสอบความพร้อมรบของฝ่ายไทยเท่านั้น

สงครามครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ สงครามเก้าทัพ ในปี 2328 สมัยรัชกาลที่ 1 พม่าได้ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีไทยพร้อมๆ กันหลายทาง แต่ผลักดันกองทัพพม่าให้ถอยกลับไปได้

สมัยรัชกาลที่ 2 และสมัยรัชกาลที่ 3 แม้ความสัมพันธ์จะยังเป็นศัตรูกัน แต่การทำสงครามก็ค่อยๆ ลดน้อยลงตามลำดับเพราะพม่ามีปัญหาภายในต้องทำสงครามต่อสู้กับอังกฤษ

ในปลายปี 2352 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 พม่าได้ยกทัพเข้ามาโจมตีหัวเมืองภาคใต้ ได้แก่ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ถลาง ระนอง กระบี่ ชุมพร แต่กองทัพไทยจากกรุงเทพฯ และกองทัพจากนครศรีธรรมราชมาช่วยกันขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ

สมัยรัชกาลที่ 3 ไทยก็ยังคงทำสงครามกับพม่าอยู่บ้าง แต่เป็นสงครามขนาดเล็ก เพื่อแย่งชิงการมีอิทธิพลเหนือหัวเมืองทางเหนือ คือ สงครามเมืองเชียงรุ่ง ในปี 2386 และสงครามเมืองเชียงตุงในปี 2392

ผลจากการที่ไทยดำเนินความสัมพันธ์กับพม่าอย่างแข็งกร้าว ไม่ยอมจำนนต่อการรุกรานอย่างหนักจากพม่า นอกจากจะสามารถปกป้องราชอาณาจักรไว้ได้แล้ว ยังช่วยทำให้ผู้คนเกิดความมั่นใจว่าไทยสามารถจะรับมือกับการคุกคามจากพม่าได้ และพม่าจะไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรอีกต่อไป

ความสัมพันธ์กับมอญ
ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะมีความสัมพันธ์แบบผูกไมตรี ช่วยเหลือมอญให้พ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหงของพม่า

สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงนำกองทัพไทยไปช่วยพระยาทวายรบกับพม่าที่ครอบครองเมืองทวายเอาไว้ หลังจากปิดล้อมเมืองอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก็โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพกลับ เพราะทรงมีพระราชดำริว่า ถึงตีเมืองทวายได้ก็คงรักษาเมืองไว้ได้ไม่นาน เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ตอนยกทัพกลับได้พาครอบครัวชาวมอญมายังกรุงเทพฯ ด้วย

สมัยรัชกาลที่ 2 ชาวมอญไม่พอใจการปกครองอย่างกดขี่ของพวกพม่า ได้อพยพครอบครัวเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เมื่อปี 2357 และ 2358 รัชกาลที่ 2 ทรงให้ความอุปถัมถ์ โปรดเกล้าฯ ให้ชาวมอญที่เดินทางเข้ามาใหม่ ออกไปตั้งถิ่นฐานอยู่กับชุมชนมอญเดิมที่แขวงเมืองนนทบุรี ปทุมธานี และเมืองนครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง)

ความสัมพันธ์กับหัวเมืองมอญยุติลงในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อเมืองมะริด ทวาย ตะนาวศรี ได้ตกไปอยู่ในอำนาจของอังกฤษ ไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับหัวเมืองมอญ

ผลจากความสัมพันธ์กับหัวเมืองมอญ นอกจากไทยจะได้กำลังผู้คนและความจงรักภักดีจากชาวมอญแล้ว ไทยยังได้หัวหน้ามอญไว้ใช้ในราชการและได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมบางประการจากชาวมอญมาด้วย

ความสัมพันธ์กับเขมร
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมรจะเป็นด้านการทำสงครามและด้านการเมือง เพื่อขยายอิทธิพลเข้าไปครอบครอง ทั้งนี้เขมรจะเป็นดินแดนที่ไทยกับญวนต่างแข่งขันแย่งชิงอำนาจเข้าไปดูแลกันตลอดมา เขมรจึงเป็นเหมือนรัฐกันชนระหว่างไทยกับญวน

สมัยรัชกาลที่ 1 ไทยมีบทบาทอย่างสำคัญในการจัดการดูแลปกครองเขมรให้เรียบร้อย โดยเป็นผู้แต่งตั้งกษัตริย์ที่ขึ้นครองเขมร ในปี 2325 เกิดความไม่สงบในเขมร พระยายมราช (แบน) จึงพานักองเอง รัชทายาทเขมรลี้ภัยการเมืองเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งก็ทรงรับอุปการะชุบเลี้ยงอย่างดี เมื่อเหตุการณ์ในเขมรสงบ ราชสำนักไทยได้แต่งตั้งเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (เลื่อนบรรดาศักดิ์จากพระยายมราช) ไปเป็นผู้สำเร็จราชการชั่วคราว เมื่อนักองเองเจริญวัย ทางกรุงเทพฯ ก็แต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์เขมร ในปี 2337 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี ต่อมาเมื่อสิ้นพระชนม์ได้แต่งตั้งนักองจันทร์เป็นสมเด็จพระอุทัยราชาขึ้นครองราชย์สืบไป

สมัยรัชกาลที่ 2 ลักษณะความสัมพันธ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอีก เมื่อพระอุทัยราชาได้หันไปสนิทสนมกับญวนและแสดงท่าทีไม่ยอมรับอำนาจจากกรุงเทพฯ ทางราชสำนักไทยจึงแต่งตั้งนักองสงวนเป็น พระมหาอุปโยราช (เทียบได้กับตำแหน่งวังหน้า) เพื่อไว้ถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองของเขมร ซึ่งเขมรในระยะนี้ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้กับไทยและญวน

สมัยรัชกาลที่ 3 ไทยพยายามแผ่อิทธิพลเข้าไปในเขมรอีก โดยเจ้าพระยาบดินทรเดชยกทัพไปตีเขมร ในปี 2376 และปี 2383 สามารถยึดเมืองหลวงที่พนมเปญไว้ได้ แต่ก็ถูกเจ้านายเขมรที่นิยมญวนได้ไปร่วมมือกับญวนทำการรบต่อต้านไทย ทำให้ไทยกับญวนต้องทำสงครามสู้รบกันต่อมาอีกหลายปี ในที่สุด ไทยกับญวนได้ร่วมมือกันแก้ไขข้อพิพาทร่วมกัน ตั้งนักองด้วงหรือพระหริรักษ์รามาธิบดีขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร และให้เขมรจัดส่งบรรณาการให้ไทยกับญวนอย่างเท่าเทียมกัน ปัญหาเรื่องเขมรจึงยุติลง

ความสัมพันธ์กับล้านช้าง (ลาว)
ล้านช้างหรือลาว ซึ่งนับว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันนั้น ลักษณะความสัมพันธ์ที่ไทยมีต่อล้านช้างมีอยู่หลายลักษณะผสมผสานกัน คือ มีทั้งด้านความสัมพันธ์ในด้านการเมืองที่ไทยพยายามขยายอิทธิพลเข้าไปครอบงำ มีการผูกมิตรไมตรี และในบางช่วงมีความสัมพันธ์ด้านการทำสงครามทำศึกกัน

สมัยรัชกาลที่ 1 เชื้อพระวงศ์ของล้านช้างแย่งชิงอำนาจกันเอง และแตกแยกออกเป็น 3 ฝ่าย คือเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และจำปาศักดิ์ แต่ละฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน แต่ทั้งหมดขึ้นตรงกับกรุงเทพฯ การที่ล้านช้างแตกแยกเป็น 3 ฝ่าย ทำให้ไทยสามารถสร้างความสัมพันธ์ด้วยการขยายอิทธิพลเข้าไปครอบงำได้ง่ายขึ้น ผสมผสานกับการผูกมิตรไมตรี เพื่อให้เกิดความจงรักภักดีอย่างยินยอมพร้อมใจ

สมัยรัชกาลที่ 2 ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับเวียงจันทน์ โดยราชสำนักไทยเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์มีความจริงใจและจงรักภักดีกับไทย จึงบำเหน็จความชอบให้เจ้าราชบุตร บุตรของเจ้าอนุวงศ์ไปครองเมืองสำคัญ คือ เมืองจำปาศักดิ์ ส่งผลให้เจ้าอนุวงศ์มีกำลังเข็มแข็งมาก

สมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดเหตุการณ์กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับล้านช้างอย่างรุนแรง เมื่อเจ้าอนุวงศ์ซึ่งมีความคิดจะรวมเอาเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และจำปาศักดิ์ กลับมาเป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วปกครองตนเองอย่างอิสระไม่ขึ้นกับไทย ได้ยกทัพมากวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองทางอิสานของไทยใน ปี 2369

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้เกิดวีรสตรีคนสำคัญคือ คุณหญิงโม ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า ท้าวสุรนารี คือ เมื่อกองทัพของเจ้าอนุวงศ์มาถึงนครราชสีมา ก็ได้กวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินเพื่อจะนำกลับไปเวียงจันทน์ ขณะนั้นเจ้าเมืองนครราชสีมาไปราชการที่อื่น แต่ชาวเมืองก็ได้คุณหญิงโมเป็น ผู้นำชาวเมืองรวบรวมกำลังผู้คนต่อสู้กับทหารลาวจนแตกพ่ายไป ขณะเดียวกันทางกรุงเทพฯ ก็จัดส่งกองทัพขึ้นมาปราบ ช่วยปลดปล่อยหัวเมืองภาคอีสานที่ถูกทหารเจ้าอนุวงศ์ยึดไว้และตามไปโจมตีจน ถึงดินแดนลาว สามารถเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ไว้ได้

สำหรับเจ้าอนุวงศ์ซึ่งหลบหนีไปอยู่กับญวน ภายหลังในปี 2370 ได้หวนย้อนนำกำลังมาโจมตีทหารไทยที่อยู่รักษาเมืองเวียงจันทน์แต่พ่ายแพ้และถูกจับกุมตัวได้

การก่อกบฏของเจ้าอนุวงศ์ในปี 2369 ทำให้ทางกรุงเทพฯ ดำเนินการปรับปรุงความสัมพันธ์กับล้านช้างใหม่ โดยเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

ความสัมพันธ์กับญวน (เวียดนาม)
สมัยรัชกาลที่ 1 ผลจากการที่ไทยให้การอุปการะและช่วยเหลือองเชียงสือมาตลอด ภายหลังเมื่อองเชียงสือขึ้นเป็นกษัตริย์ญวน จึงทำให้สัมพันธไมตรีกับญวนดำเนินไปด้วยดี

ในปี 2326 องเชียงสือได้ทูลขอให้ไทยช่วยส่งกำลังไปปราบกบฏ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ก็ทรงให้ความอนุเคราะห์ จึงส่งทหารไทยไปรบกับพวกไกเญิน ถึงแม้จะปราบไม่ได้ แต่ก็ทำให้องเชียงสือสำนึกในบุญคุณของไทย ดังนั้น เมื่อองเชียงสือรวบรวมแผ่นดินญวนได้เป็นปึกแผ่นและตั้งตนเป็นกษัตริย์ จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวนในช่วงนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

สมัยรัชกาลที่ 2 ตอนต้นรัชกาล ไทยกับญวนก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จนกระทั้งถึงสมัยพระเจ้ามินหมาง ญวนได้ขยายอิทธิพลเข้าไปยังเขมรอีก จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกับไทย แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องทำสงครามกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ปัญหาเขมรขยายตัวลุกลามมากขึ้น ทั้งนี้เพราะญวนมีเป้าหมายที่จะครอบครองเขมรเพื่อกลืนชาติ รวมทั้งแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับไทย ความสัมพันธ์กับญวนจึงเปลี่ยนมาเป็นศัตรู ทำสงครามต่อสู้กัน โดยไทยส่งทหารบุกไปตีเขมรยึดพนมเปญไว้ได้ในปี 2376 และเลยไปตีเมืองไซ่ง่อนด้วย

ปัญหาการแย่งชิงอำนาจในการครอบครองเขมร ทำให้ไทยต้องทำศึกสงครามกับญวนต่อมาอีกหลายปี โดยไม่มีฝ่ายใดได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ภายหลังเมื่อญวนเกิดข้อพิพาทกับฝรั่งเศส จึงได้เปิดการเจรจากับไทย สามารถยุติสงครามระหว่างกันได้ในปี 2388 หลังจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวนก็ยุติลงอย่างเป็นทางการ เพราะญวนได้ตกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

ความสัมพันธ์กับหัวเมืองมลายู
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลักษณะความสัมพันธ์จะเป็นทางด้านการเมือง โดยไทยพยายามขยายอิทธิพลเข้าไปครอบครองทั้งทางด้านการผูกมิตรไมตรี และการทำสงครามในบางครั้ง

สมัยรัชกาลที่ 1 ไทยได้หัวเมืองมลายูบางเมืองมาเป็นเมืองขึ้น คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปัตตานี ซึ่งหัวเมืองเหล่านี้ได้เข้าขออ่อนน้อมต่อไทยในปี 2328 รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ครองเมืองเดิมปกครองเมืองสืบต่อไป และมีอิสระในการบริหารกิจการบ้านเมืองของตน เพียงแต่ต้องแสดงความจงรักภักดีด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการ และต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองมาให้ทางกรุงเทพ ทุกๆ 3 ปี สำหรับการกำกับดูแลหัวเมืองดังกล่าว ทรงใช้การถ่วงดุลอำนาจมอบให้เมืองนครศรีธรรมราชดูแลไทรบุรีกับกลันตัน และมอบให้เมืองสงขลาดูแลเมืองปัตตานีกับตรังกานู แต่สถานการณ์ในหัวเมืองมลายูก็มิได้สงบเรียบร้อยดีนัก โดยในปี 2334 เจ้าเมืองปัตตานีได้ส่งกองกำลังเข้าไปโจมตีเมืองสงขลา จนไทยต้องส่งกำลังไปปราบ และเพื่อมิให้ปัตตานีมีอำนาจมากเกินไป จึงแบ่งปัตตานีออกเป็น 7 เมือง ได้แก่ ปัตตานี หนองจิก สายบุรี ยะหริ่ง ยะรา รามันห์ และระแงะ ให้ทุกเมืองขึ้นตรงกับสงขลา

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับหัวเมืองมลายูตลอดสมัยรัชกาลที่ 2 และ 3 ก็มิได้ราบรื่นดีนัก ทั้งนี้เพราะหัวเมืองมลายูบางเมือง ถ้ามีโอกาสก็จะตั้งตนเป็นอิสระ ในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 2 เจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ก็ได้ตั้งตนเป็นอิสระ ทางกรุงเทพจึงมอบให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชยกทัพไปปราบ เจ้าพระยาไทรบุรีได้หลบหนีไปอยู่ที่เกาะหมาก (ปีนัง) ซึ่งไทรบุรีให้อังกฤษเช่า โดยที่ทางกรุงเทพฯ ไม่ทราบเรื่องราวการให้เช่าเกาะหมากมาก่อน อย่างไรก็ตาม อังกฤษก็ได้ส่งฑูตมาเจรจาเรื่องนี้กับไทยใน ปี 2365

สมัยรัชกาลที่ 3 เมืองไทรบุรีได้ก่อกบฏขึ้นอีก 2 ครั้ง ใน ปี 2374 และ 2381 รวมไปถึงหัวเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น ปัตตานี สายบุรี ยะลา กลันตัน ตรังกานู ก็ทำตามบ้าง ทางกรุงเทพฯ จึงส่งกองทัพไปปราบ เหตุการณ์ครั้งนี้มีผลทำให้รัชกาลที่ 3 ทรงจัดการปกครองหัวเมืองมลายูบางเมืองเสียใหม่ โดยเฉพาะไทรบุรีถูกแบ่งย่อยออกเป็น 4 เมือง ได้แก่ ไทรบุรี ปะลิส สตูล และกะบังปาสู

นับจากนี้ความสัมพันธ์กับหัวเมืองมลายูจึงราบรื่นขึ้น โดยไทยพยายามให้เจ้าเมืองที่ฝักใฝ่อยู่กับไทยไปเป็นผู้ปกครองเพื่อจะได้ป้องกันมิให้เกิดข้อขัดแย้งเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์กับจีน
ลักษณะความสัมพันธ์ยังเป็นแบบเช่นเดิม คือ เป็นการค้าในระบบรัฐบรรณาการ ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาจนขยายตัวมากขึ้น หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชส่งฑูตไปเยือนจีน และทางราชสำนักจีนให้การยอมรับแล้ว ไทยก็ส่งฑูตนำเครื่องบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีน รวมทั้งหมด 52 ครั้ง ในช่วงระยะเวลาเพียง 69 ปี (พ.ศ.2325-2394)

เหตุผลที่ทำให้สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไทยส่งฑูตไปยังจีนบ่อยครั้ง เพราะได้รับผลประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางการค้าที่ทางการจีนมอบให้ ทำให้สามารถค้าขายได้สะดวก และได้รับผลกำไรตอบแทนงดงาม ซึ่งนอกจากราชสำนักไทยโดยกรมพระคลังสินค้าจะดำเนินการค้าขายกับจีนโดยตรงแล้ว บรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พ่อค้าเอกชน ยังแต่งเรือสำเภาไปติดต่อค้าขายกับเมืองต่างๆ ของจีนอีกด้วย

สมัยรัชกาลที่ 3 การค้ากับจีนยังคงเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วง 10 ปีแรกของรัชกาล แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ซบเซา อันเป็นผลมาจากปัจจัยภายในประเทศทังของไทยและของจีน คือ ไทยให้ความสนใจมุ่งการค้ากับชาติตะวันตก ขณะที่จีนก็มีปัญหาความมั่นคงต้องรับมือกับการคุกคามของชาติตะวันตก

ผลจากการติดต่อสร้างสัมพันธไมตรีกับจีน นอกจากได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทางการค้าแล้ว ยังทำให้จีนบางส่วนอพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในราชอาณาจักรไทย อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยทางอ้อม รวมทังยังให้วัฒนธรรมจีนเผยแพร่มาสู่กรุงรัตนโกสินทร์มากขึ้นด้วย

ความสัมพันธ์กับโปรตุเกส
โปรตุเกสเป็นตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักไทย โดยลักษณะความสัมพันธ์จะเป็นเรื่องการผูกไมตรีและติดต่อค้าขาย

สมัยรัชกาลที่ 1 มีการเจริญสัมพันธไมตรีอย่างปกติธรรมดาเท่านั้น การติดต่อค้าขายระหว่างกันมีน้อยมาก โดยชาวโปรตุเกสชื่อ อันโตนีโอ วิเสน เป็นผู้นำสาสน์จากทางการโปรตุเกสมาถายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อปี 2329 เพื่อขอผูกไมตรีกับไทย ซึ่งรัชกาลที่ 1 ก็ทรงต้อนรับ และมีพระราชสาสน์ตอบกลับไป

ช่วงรัชกาลที่ 2 ความสัมพันธ์ของไทยกับโปรตุเกสมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น มีการติดต่อทางการฑูตและทำสัญญาระหว่งกัน โดยในปี 2361 ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสที่เกาะมาเก๊า ได้ส่ง การ์ลูส มานูเอล ดา ซิลเวย์รา นำเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาสน์ของกษัตริย์โปรตุเกสมาถวายรัชกาลที่ 2 เพื่อขอเจริญสัมพันธไมตรี ไทยก็ให้การต้อนรับอย่างดี เพราะเห็นว่าโปรตุเกสช่วยอำนวยความสะดวกแก่เรือกำปั่นหลวงที่เดินทางไปค้า ขายที่มาเก๊า รวมทั้งไทยยังต้องการซื้อปืนใหญ่จากโปรตุเกสเอาไว้ใช้ป้องกันพระนครด้วยจึง ยินดีที่จะเป็นมิตรกับโปรตุเกส

ต่อมาในปี  2363 ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสที่เมืองกัว ในอินเดีย ได้ร่างสัญญาทางพระราชไมตรีในนามของกษัตริย์โปรตุเกส มอบให้การ์ลูส มานูเอล ดา ซิลเวย์ราเข้ามาถวายโดยขอซิลเวียราเป็นกงสุลโปรตุเกสประจำกรุงเทพฯ ขอพระราชทานที่ดินและอาคารให้กงสุลได้พักอาศัย และขอปักธงโปรตุเกสที่สถานกงสุลด้วย ซึ่งรัชกาลที่ 2 ก็โปรดเกล้าฯ พระราชทานตามที่ขอ พร้อมแต่งตั้งให้ซิลเวย์รามีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอภัยพาณิช

ความสัมพันธ์กับโปรตุเกสนับจากนี้ไปจนตลอดรัชกาลที่ 3 ก็ยังคงเป็นความสัมพันธ์ทางการฑูตและการติดต่อค้าขาย ซึ่งก็มีปริมาณการค้าไม่มากนัก

ความสัมพันธ์กับอังกฤษ
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อังกฤษได้ส่งฑูตเข้ามาเจรจาทางการค้าเป็นระยะๆ และได้จัดทำสัญญากับไทย เพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์มากที่สุด

ในปี 2364 มาควิส เฮสติงส์ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย ได้แต่งตั้ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด เป็นฑูตเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี และเจรจาเรื่องการค้ากับไทยแต่ประสบความล้มเหลว เพราะมีปัญหาหลายประการที่เจรจาตกลงกันไม่ได้ เช่น อังกฤษตั้งเงื่อนไขการขายอาวุธปีนกับไทยไว้มาก ไทยยอมผ่อนปรนลดอัตราการจัดเก็บภาษีขาเข้าขาออก แต่ขอให้อังกฤษค้ำประกันจำนวนเรือสินค้าที่จะเข้ามาค้าขาย แต่อังกฤษไม่ยอมรับรอง และปัญหาเรื่องเมืองไทรบุรี ซึ่งไทยถือว่าเป็นเรื่องกิจการภายในราชอาณาจักรจึงไม่ยอมนำหัวข้อนี้มาเจรจา

ถึงแม้การเจรจา ครั้งนี้ไม่สำเร็จ แต่ก็มีเรือสินค้าอังกฤษเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยมากขึ้น ซึ่งไทยก็เปิดให้มีการค้าขายอย่างสะดวกตามระเบียบกฏเกณฑ์ที่ทางการไทยกำหนด ไว้

ต่อมาในปี 2368 สมัยรัชกาลที่ 3 ลอร์ด แอมเฮิร์ส ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดียคนใหม่ ได้ส่งร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ เดินทางเข้ามาเจรจากับราชสำนักไทย ใช้เวลาเจรจาถึง 5 เดือน ในที่สุดไทยกับอังกฤษก็สามารถทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ (เรียกสั้นๆ ว่าสนธิสัญญาเบอร์นี่) ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2369 ขึ้นมาได้ ซึ่งมีสาระสำคัญบางประเด็น เช่น ไทยจะจัดเฏ็บภาษีในอัตราที่แน่นอนตามความกว้างของปากเรือ ห้ามอังกฤษนำฝิ่นเข้ามาค้าขาย การค้าข้าวจะซื้อขายกันได้แต่จากพระคลังสินค้าเท่านั้น คนในบังคับอังกฤษเมื่อเข้ามาในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติตามกฏหมายไทย อังกฤษยอมรับอธิปไตยของไทยเหนือเมืองไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู

สัญญาเบอร์นี่ อังกฤษได้รับประโยชน์จากการค้า ส่วนไทยได้รับความเสมอภาคและการมีอำนาจเหนือหัวเมืองมลายูบางเมือง

อย่างไรก็ดี บรรดาพ่อค้าอังกฤษต่างก็ไม่พอใจสัญญาฉบับนี้ เพราะเห็นว่า เฮนรี เบอร์นี อ่อนข้อให้กับราชสำนักไทยมากเกินไป ดังนั้นในปี 2393 ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 3 อังกฤษจึงส่งเซอร์ เจมส์ บรูค เดินทางเข้ามาขอแก้ไขสัญญาเบอร์นี่กับไทย ซึ่งอังกฤษต้องการให้ไทยยกเลิกระบบการผูกขาดการค้าโดยพระคลังสินค้า ขอให้ไทยลดภาษีปากเรือจากวาละ 1,700 บาท เหลือ 500 บาท และห้ามเก็บค่าธรรมเนียมอื่นใดอีก ขอให้กงสุลอังกฤษเข้ามาร่วมพิพากษาคดีความที่เกิดกับคนในบังคับอังกฤษ รวมทั้งขอสิทธิพิเศษอีกหลายข้อ ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์กับอังกฤษทั้งสิ้น ขณะที่ไทยเห็นว่าข้อตกลงในสัญญาเบอร์นี่ มีความเหมาะสม อังกฤษได้รับผลประโยชน์มากอยู่แล้ว ถ้าไทยยอมแก้ไขสัญญาให้สิทธิพิเศษแก่อังกฤษมากไป จะทำให้ชาติอื่นๆ ถือเป็นแบบอย่าง ทำตามอังกฤษบ้าง ดังนั้น การเจรจาจึงไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อเซอร์ เจมส์ บรูค กลับไปถึงสิงคโปร์ ได้เสนอให้รัฐบาลอังกฤษใช้กำลังทหารบีบบังคับไทยให้ยอมแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลอังกฤษไม่เห็นชอบ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอังกฤษจึงเป็นไปตามสนธิสัญญาเบอร์นีที่ จัดทำขึ้นในปี 2369

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
ไทยกับสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ต่อกันทางด้านการค้า และวัฒนธรรม ฝ่านคณะมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์

ชาวอเมริกันเริ่มเข้ามาติดต่อกับไทยเป็นครั้งแรก ในปี 2361 ตรงกับรัชกาลที่ 2 เมื่อกัปตันเฮล นำปืนคาบศิลาจำนวน 500 กระบอก มาจำหน่ายให้ไทย ซึ่งกำลังต้องการอาวุธไว้ต่อสู้กับพม่า รัชกาลที่ 2 ทรงพอพระทัย จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นหลวงภักดีราชกปิตัน

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ชาวอเมริกันได้เดินทางเข้ามายังราชอาณาจักรไทยมากขึ้น โดยเฉพาะคณะมิชชันนารีอเมริกันที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมด้วย เพราะคณะมิชชั่นนารีช่วยนำวิทยาการสมัยใหม่มาเผยแพร่ให้คนไทย นอกเหนือไปจากการสอนศาสนา ตัวอย่างเช่น หมอบรัดเลย์ เป็นผู้นำความรู้ด้านการพิมพ์มาเผยแพร่ ทำให้การจัดทำหนังสือ เอกสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการออกหนังสือพิมพ์ตามแบบตะวันตก อาทิ บางกอกรีคอร์เดอร์ บางกอกกาเลนเดอร์ รวมทั้งนำความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ได้แก่ การฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ มาเผยแพร่ให้กับคนไทย เป็นต้น

สำหรับสัมพันธไมตรีทางด้านการค้า สหรัฐอเมริกาได้ส่ง เอ็ดมัน โรเบิร์ตส์ เข้ามาถวายสาสน์ของประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสัน ต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจรจาทางการค้ากับไทย ซึ่งสามารถตกลงกันได้และลงนามในเดือนมีนาคม 2375 ซึ่งมีสาระสำคัญคล้ายคลึงกับสัญญาเบอร์นีที่ไทยเคยทำกับอังกฤษ เช่น พ่อค้าอเมริกันมีเสรีภาพในการซื้อขายสินค้าต่งๆ ยกเว้นสินค้าต้องห้าม, ไทยจะเรียกภาษีตามความกว้างของปากเรือ วาละ 1700 บาท สำหรับเรือที่บรรทุกสินค้าเข้ามาจำหน่ายและ 1500 บาท สำหรับเรือเปล่า แต่พ่อค้าอเมริกันห็นว่าสัญญาที่เอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ ได้ทำกับไทยยังไม่สะดวกต่อการค้าขาย เพราะสินค้าหลายอย่างถูกผูกขาดโดยกรมพระคลังสินค้า และไทยเรียกเก็บภาษีสูงเกินไป ดังนั้น ใน พ.ศ.2393 สหรัฐอเมริกาจึงส่งโจเซฟ บาเลสเตีย ซึ่งเป็นกงลุสประจำอยู่ที่สิงค์โปร์ เป็นฑูตเข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญากับไทย โดยสหรัฐอเมริกาขอให้ไทยยกเลิกการจัดเก็บภาษีปากเรือ ให้เก็บโดยวิธีอื่น และขอตั้งสถานกงสุลหรือผู้แทนการค้าในกรุงเทพฯ

ผลการเจรจาครั้งนี้ไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะไทยยอมรับเงื่อนไขได้เพียงบางข้อ และไม่เต็มใจที่จะแก้ไขสัญญาทั้งหมด เพราะจะทำให้ชาติอื่นขอทำตามอย่างบ้าง ขณะเดียวกันไทยก็วิตกต่อการแพร่ขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก เกรงว่าการแก้ไขสัญญาจะทำให้ชาติตะวันตกเข้ามามีบทบาทในดินแดนไทยมากขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยสมัยปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย

พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2495-2501 ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ระหว่างปี 2499-2500

จุดมุ่งหมายสำคัญในสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในช่วงนี้

การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย ไทยต้องประสบปัญหาหนัก อันเกิดจากลัทธิล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะในขณะที่ชาติตะวันตกอื่นๆ ดำเนินความสัมพันธ์กับไทยในลักษณะเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนทางการค้ามากที่สุด แต่อังกฤษและฝรั่งเศสกลับมุ่งหวังที่จะให้ได้ดินแดนของไทยด้วย
ดังนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ5 ไทยจึงต้องใช้วิเทโศบายทางการฑูตหลายประการ เพื่อรับมือการคุกคามจากทั้งสองชาติ ไม่ว่าจะเป็นการยอมประนีประนอม ผูกสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟ้น ถ่วงดุลอำนาจ ยอมเสียสละประโยชน์บางส่วน โดยยอมอดทนต่อการยั่วยุให้ใช้กำลังทหารโต้ตอบ เพราะทรงทราบดีว่าขีดความสามารถทางการรบของไทยไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้น ดังมีบทเรียนมาแล้วจากชาติเพื่อนบ้านในเอเซีย เช่น จีน พม่า ที่ประสบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เมื่อทำสงครามกับชาติตะวันตก
นอกจากนี้ ไทยยังดำเนินการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในหลายๆ ด้าน รวมไปถึง ด้านความสัมพันธ์ รัชกาลที่ 5 ทรงส่งฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป แม้แต่พระองค์เองก็เสด็จประพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง ในปี 2440 และ 2450 ไม่นับถึงการส่งเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย เป็นต้น นอกเหนือไปจากการมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านในเอเซียมาก่อนแล้ว

ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายดังนี้
1. เพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติมิให้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก
2. เพื่อรักษาดินแดนของไทยมิให้ถูกแบ่งแยก
3. เพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแนวทางตะวันตก
4. เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการค้า

ลักษณะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย
ในสมัยปรับปรุงประเทศ  บทบาทความสัมพันธ์ของไทยกับชาติเพื่อนบ้านได้ลดน้อยลงไปมาก บางชาติความสัมพันธ์ก็ยุติลง ทั้งนี้เพราะชาติเพื่อนบ้านเหล่านั้นต่างเผชิญกับปัญหาการคุกคามของชาติตะวันตก และเพื่อนบ้านบางชาติก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หรือฝรั่งเศส เช่นในปี  2405 ภาคใต้ของเวียดนามตกเป็นของฝรั่งเศสในปี 2428 พม่าก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ส่วนลาวและเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของไทย ฝรั่งเศสก็พยายามแผ่อิทธิพลเข้ามาครอบครอง
ทางด้านความ สัมพันธ์กับจีน ไทยส่งฑูตไปเยือนจีนในลักษณะรัฐบรรณาการเป็นครั้งสุดท้าย ในปี 2395 อันเป็นปีแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 นับจากนั้นมา ความสัมพันธ์กับจีนจะมีลักษณะเสมอภาคเท่ากันเหมือนกับแนวทางเจริญสัมพันธ ไมตรีกับชาติอื่นๆ

1. ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงรอบรู้ศิลปวิทยาการตะวันตก ทรงมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษอย่างเชี่ยวชาญ จนเมื่อขึ้นครองราชย์ในปี 2394 แล้ว ทรงตระหนักถึงภัยอันจะเกิดจากชาติตะวันตก พระองค์จึงเร่งปรับปรุงแนวทางการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศเสียใหม่ ทรงยอมผ่อนปรนประนีประนอมกับชาติต่างๆ ในยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะกับอังกฤษและฝรั่งเศส รวมทั้งใช้วิธีการถ่วงดุลกับชาติอื่นๆ เพื่อมิให้ชาติใดชาติหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลต่อไทยมากเกินไป

* ความสัมพันธ์กับอังกฤษ   หลัง จากที่เซอร์ เจมส์ บรูค ประสบความล้มเหลวในการเจรจาของแก้ไขสัญญาเบอร์นีกับไทยในปลายรัชกาลที่ 3 เมื่อถึงต้นรัชกาลที่ 4 อังกฤษก็ได้แต่งตั้ง เซอร์ จอห์น เบาริง เป็นผู้แทนเข้ามาเจรจาการค้ากับไทยอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 9 เมษายน 2398 และเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น ไทยกับอังกฤษก็บรรลุข้อตกลง สามารถลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ต่อกันได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2398 ซึ่งเรียกสนธิสัญญาฉบับนี้ว่า “สัญญาเบาริง” อันเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยอย่างกว้างขวาง สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาริง มีดังนี้
1. อังกฤษมีสิทธิตั้งสถานกงสุลเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของตน และได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในการตั้งศาลพิพากษาคดีคนในบังคับของตน
2. คนในบังคับอังกฤษมีสิทธิทำการค้าได้อย่างเสรีทั่วทุกเมืองท่าของไทย
3. คนในบังคับอังกฤษมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา
4. คนในบังคับอังกฤษมีสิทธิซื้อที่ดินได้ภายใน 4 ไมล์ จากกำแพงเมือง ถ้าพ้นจากเขตนี้ ต้องอยู่อาศัยครบ 10 ปี จึงจะมีสิทธิ์ซื้อได้
5. ไทยยกเลิกภาษีปากเรือ และเรียกเก็บภาษีขาเข้าตามราคาสินค้าในอัตราร้อยชัก 3 ส่วนภาษีขาออกให้เก็บได้ครั้งเดียวตามอัตราที่กำหนด
6. ฝิ่น เงินแท่ง ทองแท่ง ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาจำหน่ายได้ ส่วนฝิ่นต้องขายตรงให้กับเจ้าภาษีฝิ่นเท่านั้น ถ้าเจ้าภาษีฝิ่นไม่ซื้อต้องนำกลับออกไป
7. ไทยมีสิทธิห้ามส่งข้าว เกลือ และปลาออกนอกประเทศได้ในกรณีขาดแคลน แต่ต้องแจ้งให้กงสุลทราบล่วงหน้า 1 เดือน
8. ภายหลังถ้าไทยทำสัญญาให้สิทธิและผลประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้แก่ชาติอื่น อังกฤษจะได้สิทธิและผลประโยชน์นั้นด้วย
9. สัญญาจะยกเลิกไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงจะกระทำได้เมื่อสัญญาผ่านไปแล้ว 10 ปี โดยต้องการได้รับการยินยอมจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย และต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 1 ปี

ผลของสนธิสัญญาเบาริง มีทั้งข้อดีและเสียดังต่อไปนี้

* ข้อดี ทำให้ไทยสามารถรักษาเอกราชของชาติไว้ได้ ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง มีการติดต่อค้าขายอย่างกว้างขวาง ข้าวกลายเป็นสินค้าออกสำคัญ ทำให้พื้นที่ทำนาขยายตัว รวมท้งได้รับวิทยาการสมัยใหม่ อันเป็นผลมาจากการเดินทางเข้ามาของชาวตะวันตกจำนวนมาก
* ข้อเสีย ไทยต้องเสียอธิปไตยทางการศาลให้กับต่างชาติ ประเทศราชของไทยเริ่มปลีกตัวออกห่าง เพราะเห็นว่าไทยคงไม่สามารถช่วยคุ้มครองภัยให้ตนได้ รวมทั้งไทยก็ได้รับภาษีน้อยกว่าที่ควรจะได้ เนื่องจากอัตราภาษีถูกกำหนดไว้ตายตัว
ถึงแม้ว่าไทยจะพยายามผูกไมตรี ยอมประนีประนอมทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษแล้ว แต่ก็ยังเกิดข้อพิพาทกับอังกฤษขึ้นอีก ใน ปี 2405 ด้วยเรื่องหัวเมืองมลายู โดยผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่สิงคโปร์กล่าวหาไทยว่าละเมิดข้อตกลงในสัญญา เบอร์นี ที่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเมืองตรังกานูซึ่งเป็นอิสระ โดยสนับสนุนให้เจ้าพระยาตรังกานู โจมตีเมืองปะหัง ซึ่งอยู่ใต้การครอบครองของอังกฤษ ทางอังกฤษจึงส่งกองเรือเข้าปิดล้อมและโจมตีเมืองตรังกานู ฝ่ายไทยจึงยื่นประท้วงไปยังลอร์ด รัสเซลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชองอังกฤษ ซึ่งอังกฤษก็ยอมขอโทษที่เกิดการเข้าใจผิด ทั้งนี้เพราะในสัญญาเบอร์นีระบุชัดเจนว่า เมืองตรังกานูเป็นของไทย และการที่เจ้าพระยาตรังกานูส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาถวายกษัตริย์ไทย ก็สดงว่าตรังกานูมิได้เป็นรัฐอิสระ แต่ยอมอยู่ใต้อำนาจของไทย การยอมประนีประนอมและแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างสันติวิธีทำให้ไทยรอด พ้นจากการถูกอังกฤษคุกคามมาได้จนตลอดรัชกาลที่ 4

ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส สมัยรัชกาลที่ 4 ไทยมีความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส เนื่องจากฝรั่งเศสแผ่อิทธิพลเข้ามาในเขมร ซึ่งทำให้ไทยต้องยอมรอมชอมผ่อนปรนกับฝรั่งเศส เพื่อป้องกันมิให้ปัญหาเขมรลุกลามให้ฝรั่งเศสใช้เป็นข้ออ้างเข้ามาโจมตีดิน แดนไทย หลังจากที่ฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการยึดแคว้นโคชินไชนา ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของญวน ในปี 2405 แล้ว ฝรั่งเศสก็มุ่งเป้าหมายขยายอิทธิพลเข้าไปในเขมร ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้อำนาจของไทย เหตุผลที่ฝรั่งเศสต้องการจะครอบครองเชมร ก็เพื่อใช้เขมรซึ่งมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าสู่มณฑลยูนนานของจีน ซึ่งฝรั่งเศสเห็นว่าน่าจะเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของตน รวมทั้งจะใช้เขมรเป็นฐานที่มั่นขยายอิทธิพลสู่ลาว และเป็นแหล่งผลิตเสบียงอาหารเพื่อป้อนกองทัพฝรั่งเศสในแถบอินโดจีน ทางฝรั่งเศสได้ส่งฑูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมให้พระนโรดมองค์บริรักษ์ กษัตริย์เขมรยอมลงนามในสัญญายินยอมให้เขมรเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศสได้ สำเร็จ ในเดือนสิงหาคม 2406 เมื่อไทยทราบเรื่องจึงยื่นคำประท้วงไปยังกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส แต่ไม่ได้ผล ไทยจึงจัดทำสัญญาลับกับเขมร เมื่อเดือนธันวาคม 2406 เพื่อให้เขมรยืนยันว่ายังเป็นประเทศราชของไทยอยู่ตามกฏหมาย ซึ่งสัญญาลับฉบับนี้กงสุลอังกฤษประจำประเทศไทยให้การสนับสนุน เพราะเกรงว่า ถ้าฝรั่งเศสได้ครอบครองเขมรแล้ว ก็คงจะขยายอิทธิพลเข้าสู่ไทยต่อไป อันจะทำให้ผลประโยชน์ของอังกฤษในหัวเมืองมลายู มอญ และพม่าได้รับความเสียหาย เมื่อฝรั่งเศสทราบเรื่องสัญญาลับ จึงขอให้ไทยยกเลิกสัญญา และยอมรับอำนาจของฝรั่งเศสว่ามีเหนือเขมร แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ฝรั่งเศส จึงส่งเรือรบ “มิตราย” เข้ามาจอดข่มขู่ไทยกลางแม่น้ำเจ้าพระยา รัชกาลที่ 4 ทรงหวั่นเกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลาย และกลายเป็นข้ออ้างให้ฝรั่งเศสใช้เป็นเหตุเข้ามาโจมตีดินแดนของไทย รวมทั้งยังทรงคาดหวังว่า การผูกสัมพันธไมตรกับฝรั่งเศสไว้จะช่วยถ่วงดุลอำนาจกับอังกฤษได้ ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงยอมเจรจาทำสัญยากับฝรั่งเศสในเดือนเมษายน ปี 2408 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “ไทยยอมยกเลิกสัญญาลับที่ทำกับเขมรและยอมรับว่าเขมรอยู่ภายใต้การปกครองของ ฝรั่งเศส ทั้งนี้ฝรั่งเศสยินยอมให้เขมรส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายกษัตริย์ไทย รวมทั้งยอมรับว่าไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือเมืองพระตะบอก นครวัด และดินแดนลาว”
แต่ภายหลัง รัฐบาลฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมให้การรับรองสัญญาฉบับนี้อย่างเป็นทางการ เพราะไม่ต้องการให้ไทยอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนลาว สถานการณ์ทำท่าจะยืดเยื้อและบานปลายออกไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อไทย ดังนั้น รัชกาลที่ 4 จึงส่งฑูตเดินทางไปเจรจากับฝรั่งเศสอีก ณ กรุงปารีส และสามารถลงนามกันได้ในเดือนกรกฏาคม 2410 โดยไทยต้องเสียดินแดนเขมรส่วนใหญ่ และเกาะ 6 เกาะ รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ 124,000 ตารางกิโลเมตร ให้ฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสยอมระบุว่าไทยมีกรรมสิทธิ์เหนือเมืองเสียมราฐ และเมืองพระตะบอง แต่มิได้ระบุว่ามีสิทธิเหนือดินแดนลาวลงไปด้วย
การสูญเสียดินแดนบางส่วนที่เป็นประเทศราชให้กับฝรั่งเศส นับเป็นพระบรมราโชบายที่มีความสำคัญต่อการปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติเอาไว้ แต่การเสียดินแดนเขมรในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงภยันตรายของลัทธิจักรวรรดิ นิยมตะวันตกว่ากำลังขยายอำนาจเข้ามาสู่ประเทศไทยทุกขณะ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เหตุการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นวิกฤตการณ์ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากไทยถูกชาติมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะจากอังกฤษและฝรั่งเศสคุกคามอย่างหนัก

1. ปัญหาความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส
ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงยินยอมยกเขมรส่วนใหญ่ยก เว้น เสียมราฐ พระตะบองให้กับฝรั่งเศส ใน พ.ศ.2410 ไปแล้วก็ตาม แต่ฝรั่งเศสก็ยังไม่หยุดท่าทีที่จะคุกคามไทยต่อไป เพราะฝรั่งเศสยังต้องการขยายอำนาจเข้าไปในลาวซึ่งเป็นประเทศราชของไทยต่อไป ด้วยเหตุนี้ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเสวยราชสมบัติแล้ว จึงเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขึ้น ฝรั่งเศสพยายามทุกวิถีทางที่จะขจัดอิทธิพลของไทยไปจากบริเวณฝั่งแม่น้ำโขง เพราะฝรั่งเศสต้องการใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางไปสู่จีนตอนใต้ จึงเกิดการปะทะกันตามชายแดน แต่ฝรั่งเศสไม่สามารถขับไล่ทหารไทยออกไปให้หมดจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงได้ จึงเปลี่ยนมาใช้ “นโบายเรือปืน” จนเกิดการปะทะกันระหว่างเรือรบฝรั่งเศสและกองกำลังของไทยบริเวณปากน้ำ ในวันที่ 13 กรกฏาคม 2436 ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จำต้องยินยอมให้ฝรั่งเศสบีบบังคับให้ทำสัญญาเสียเปรียบ ซึ่งสาระสำคัญของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว สรุปได้ดังนี้

1. ประเทศไทยต้องยอมยกเลิกสิทธิทางฟากตะวันออกของแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ
2. ประเทศไทยต้องจ่ายเงิน 2 ล้านฟรังซ์เพื่อชดใช้ค่าเสียหายของเรือรบของฝรั่งเศส
3. ประเทศไทยต้องตั้งศาลพิจารณาโทษทหารที่มีส่วนร่วมในการยิงเรือรบของฝรั่งเศส และการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสที่ชายแดนแม่น้ำโขง
4. ประเทศไทยต้องไม่สร้างด่านหรือตั้งค่ายทหารในแขวงเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และในเขต 25 กิโลเมตรบนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ถือเป็นเขตปลอดทหาร แม้เจ้าหน้าที่ของไทยจะเข้าไปเกี่ยวข้องก็ไม่ได้

นอกจากนี้ในสัญญายังระบุให้ประเทศไทยรื้อป้อมค่ายบริเวณปลอดทหารภายในเวลา 1 เดือน ระหว่างนั้นฝรั่งเศสจะยึดจันทบุรีไว้เพื่อเป็นประกันว่าไทยจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาอย่างเคร่งครัด ประเทศไทยจำต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะเป็นประเทศเล็กและเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ต่อมาในปี 2438 ไทยได้เปิดเจรจากับฝรั่งเศสเกี่ยวกับสัญญาเสียเปรียบดังกล่าว การเจรจาครั้งนั้นกินเวลานานมาก มีการเจรจาทั้งที่กรุงเทพและที่ปารีส แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนกระทั่งปี 2447 ได้มีการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่กรุงปารีส และในที่สุด ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาร่วมกันเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2447 โดยมีสาระสำคัญคือ

1. รัฐบาลต้องยกดินแดนฝั่งขวาของหลวงพระบางอันได้แก่มโนไพร และจำปาศักดิ์ให้กับฝรั่งเศสเพื่อแลกกับจันทบุรี และรัฐบาลทั้งสองจะจัดตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนทำการปักปันเขตแดนตามเวลาที่กำหนด
2. ฝ่ายไทยยอมรับชาวเอเซียที่เป็นคนในบังคับฝรั่งเศส โดยที่ฝ่ายไทยมิได้เห็นชอบมาก่อนให้เป็นคนในบังคับของฝรั่งเศสได้ แต่บุตรของคนเหล่านั้นต้องเป็นคนในบังคับของไทย คนในบังคับเหล่านี้เดิมขึ้นศาลกงสุล แต่ฝรั่งเศสยอมผ่อนผันให้ว่าถ้าเป็นคดีอาญาให้ขึ้นกับตุลาการฝรั่งเศส ถ้าเป็นคดีแพ่งและโจทก์เป็นคนไทยให้ขึ้นศาลกงสุล แต่ถ้าคนไทยเป็นจำเลยให้ขึ้นศาลต่างประเทศทั้งที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และตามท้องถิ่นนั้นๆ
3. เขต 25 กิโลเมตร จากริมฝั่งแม่น้ำโขงและเขมรส่วนใน คือ พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณนั้น กำหนดว่าทางไทยที่จะเข้าไปในบริเวณดังกล่าว จะต้องเป็นทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของคนไทยเท่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าไทยจะปฏิบัติตามพันธะกรณีที่มีอยู่ ฝรั่งเศสจึงได้ถอนตัวออกจากจันทบุรี แต่ไปยึดตราดไว้เป็นหลักประกันจนกว่าไทยจะปฏิบัติตามข้อตกลง

อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาดังกล่าวก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาความยุ่งยากระหว่างไทยกับฝรั่งเศสให้คลี่คลายลงได้ ในที่สุดได้มีการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเพื่อยุติปัญหาขัดแย้งระหว่างกันอีกในปี 2450 การเจรจาในครั้งนี้ไทยยอมยกดินแดนเขมรส่วนใน ซึ่งได้แก่ เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับด่านซ้าย ตราดและเกาะต่างๆ ที่อยู่ใต้แหลมสิงห์ลงไปถึงเกาะกูด และแลกกับอำนาจทางการศาลของไทยเหนือคนในบังคับฝรั่งเศส ซึ่งในที่สุดก็เจรจายุติลงได้ในเดือนธันวาคม 2450

สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ.2450 จัดว่าเป็นสนธิสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ยิ่งกว่าสนธิสัญญาฉบับใดที่ไทยเคยทำกับฝรั่งเศสในข่วง 14 ปี หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436)

2. ปัญหาความสัมพันธ์กับอังกฤษ
สืบเนื่องมาจากการที่ฝรั่งเศสได้ปิดฉากคุกคามไทยด้วยกำลังทหารในปี 2436 ทำให้ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องหาหลักประกันในกรณีที่ฝรั่งเศสใช้กำลังเข้ารุกรานไทยต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้ไทยจึงมองเห็นว่า ชาติที่ถ่วงดุลอำนาจของฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดีในขณะนั้นคือ อังกฤษ ซึ่งกำลังมีอิทธิพลครอบงำพม่าและมลายูบางส่วน

ต่อมาเมื่ออังกฤษเสนอให้รัฐบาลไทย ทำสัญญาคุ้มครองดินแดนทางใต้ของไทย เพราะอังกฤษเกรงว่าจะมีชาติอื่นเข้าไปมีบทบาทแทนตน อันจะทำให้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของอังกฤษในมลายูและบริเวณทางใต้ของไทย ไทยจึงถือโอกาสเปิดการเจรจากับอังกฤษจนสามารถลงนามในสนธิสัญญาในวันที่ 15 มกราคม 2440 สนธิสัญญาระหว่างไทยกับอังกฤษใน พ.ศ.2440 มีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

รัฐบาลไทยจะไม่ยินยอมให้ชาติหนึ่งชาติหนึ่งเข้ามาเช่าซื้อ หรือถือกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนไทยบริเวณตั้งแต่ตำบลบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป โดยปราศจากความเห็นชอบของรัฐบาลอังกฤษ และฝ่ายรัฐบาลอังกฤษตกลงจะให้ความคุ้มครองแก่ไทยในกรณีที่ถูกรุกรานจากชาติอื่น

ข้อตกลงระหว่างไทยกับอังกฤษฉบับ นี้เป็นเหตุให้อังกฤษได้เข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในดินแดนไทย ตั้งแต่ตอนใต้ตำบลบางสะพานลงไปจนสุดเขตแดน กล่าวคือ รัฐบาลไทยต้องขอความเห็นชอบจากอังกฤษในการให้สัมปทานการทำเหมืองแร่แก่ชาว ต่างชาติในบริเวณดังกล่าว ทำให้การทำงานล่าช้า และอังกฤษมักจะขัดขวางการลงทุนของชาติอื่นๆ รัฐบาลไทยจึงต้องพยายามหาทางเจรจายกเลิกสัญญาฉบับนี้กับอังกฤษให้ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอังกฤษในขณะนั้นมิได้มีเพียงสนธิสัญญา ระหว่างไทยกับอังกฤษใน พ.ศ. 2440 เท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับอังกฤษ ปัญหาการแทรกแซงของอังกฤษในหัวเมืองมลายูของไทย และปัญหาการสร้างทางรถไฟสายใต้ของไทยอีกด้วยทำให้ไทยต้องเปิดการเจรจากับ อังกฤษเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ใน พ.ศ. 2452

ไทยได้เสนอยกหัวเมืองมลายู อันได้แก่ ไทรบุรี กลันตันและตรังกานู ให้กับอังกฤษ ซึ่งเป็นดินแดนที่มิได้มีประโยชน์ต่อไทยแต่อย่างใด ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทหาร

จากการที่ไทยมีนโยบายในการเจรจากับอังกฤษด้วยข้อเสนอดังกล่าว ทำให้ไทยกับอังกฤษสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้จนกระทั่งมีการลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2452 สรุปสาระสำคัญมีดังนี้

1) รัฐบาลไทยยอมยกเลิกสิทธิการปกครองและการบังคับบัญชาเหนือดินแดนรัฐมลายู ซึ่งประกอบด้วย ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานูและปะลิส รวมทั้งเกาะใกล้เคียงให้แก่อังกฤษ

2) คนในบังคับอังกฤษที่เป็นชาวเอเชียและจดทะเบียนก่อนวันเซ็นสัญญาจะย้ายไปขึ้นศาลไทย มีตุลาการแล้วแต่ไทยจะแต่งตั้ง แต่เวลาพิจารณาคดีกงสุลอังกฤษจะไปนั่งฟังอยู่ด้วย

กรณีที่คนในบังคับอังกฤษเป็นจำเลย กงสุลอาจพิจารณาขอถอนคดีได้ ส่วนคนในบังคับที่จดทะเบียนหลังวันเซ็นสัญญาจะอยู่ในอำนาจศาลไทย คนในบังคับเหล่านี้จะเปลี่ยนไปใช้ศาลไทยทั้งหมดอย่างเต็มที่เมื่อประเทศไทย มีประมวลกฎหมายลักษณะอาญา และกฎหมายแพ่งพาณิชย์ กฎหมายลักษณะวิธีพิจารณาคดี และกฎหมายลักษณะพระธรรมนูญจัดตั้งศาลแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนและสนธิสัญญาเรื่องอำนาจศาลแยกเป็นพิเศษอีกด้วย รวมทั้งภาคผนวกว่า ต้องการยกเลิกสนธิสัญญาระหว่างไทยกับอังกฤษ ปี 2440 และว่าด้วยการสร้างทางรถไฟสายใต้ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษจะให้เงินกู้ในการก่อสร้าง ภายใตเงื่อนไขที่ว่าอังกฤษจะต้องเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง

กล่าวโดยสรุป ปัญหาความสัมพันธ์กับต่างประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว เป็นปัญหาที่สำคัญต่อความอยู่รอดของเอกราชและบูรณภาพเขตแดนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความสัมพันธ์กับอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งไทยต้องใช้วิเทโศบายที่ฉลาดและสุขุมคัมภีรภาพ รู้จักปรับตัวโอนอ่อนตามความต้องการของประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้เราต้องสูญเสียอธิปไตยของชาติโดยส่วนรวม ด้วยพระบรมราโชบายที่ชาญฉลาดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงตัดสินพระทัยได้ถูกต้องและเกิดผลดีต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความสัมพันธ์กับอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งต่างก็มุ่งขยายอิทธิพลเข้าไปในดินแดนเพื่อนบ้านของไทย จนกระทั่งประชิดไทยไว้คนละด้าน เป็นสภาวะที่ล่อแหลมอันตรายมาก ถ้าพระองค์ทรงดำเนินวิเทโศบายผิดพลาดในครั้งนั้น ประเทศไทยอาจต้องกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสเช่นเดียวกับประเทศ เพื่อนบ้านของไทยที่ได้ประสบชะตากรรมก่อนหน้านี้แล้วก็เป็นไปได้

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 6
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2453-2475)

การเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1
จากกรณีที่เกิดสงครามสู้รบในยุโรปจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี  2457 นั้น นับเป็นการสู้รบของกองทัพ 2 ฝาย คือ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งมี 4 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำ สำหรับประเทศในเอเซียที่ประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร มีประเทศญี่ปุ่น ไทย และจีนตามลำดับ

การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ของประเทศไทยในครั้งนั้น มิได้เร่งรีบตัดสินใจแต่ประการใด เพราะสงครามโลกเริ่มต้นในปี 2457 แต่ไทยเริ่มเข้าสู่สงครามใน พ.ศ.2460 กล่าวได้ว่าได้มีการพิจารณาไตร่ตรองข้อดีข้อเสียต่างๆ จนมั่นใจว่าจะเกิดผลดีต่อประเทศไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจ กลางในวันที่ 22 กรกฏาคม 2460 หลังจากที่ได้ประกาศวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด

สาเหตุที่ไทยประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางในสงครามโลกครั้งที่ 1
เหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยที่ประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรมีอยู่ 3 ประการคือ

1. ทรงเห็นว่าสัมพันธมิตรจะเป็นฝ่ายมีชัยชนะในสงครามอย่างแน่นอน จึงทรงหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการยกเลิกสนธิสัญญาที่ไทยทำเสียเปรียบเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการีในอดีต รวมทั้งอาจได้รับการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับนานาประเทศในภายหลัง
2. ทรงเห็นว่าการรักษาความเป็นกลางมีผลเสียมากกว่าผลดี จึงทรงมีพระราชประสงค์จะหลีกเลี่ยงการคุกคามจากประเทศคู่สงครามทั้งสองฝ่าย ทรงดำริว่าถ้าไทยยังคงรักษาความเป็นกลางต่อไปและสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายมีชัย ก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างใดมีแต่เสมอตัวกับขาดทุน
3. พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะรักษาธรรมระหว่างประเทศไว้ เพื่อป้องกันมิให้ประเทศใหญ่ใช้อำนาจอันไม่เป็นธรรมรุกรานประเทศเล็กกว่า

ภายหลังการประกาศเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว รัฐบาลไทยได้จัดส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบกับสัมพันธมิตรตามคำขอร้องของฝรั่งเศส กองทหารอาสาสมัครดังกล่าว ประกอบด้วยกองปืนทหารบกจำนวน 400 คนเศษ และกองทหารรถยนต์อีกประมาณ 850 คน รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,250 คน กองทหารอาสาทั้งหมดอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของพันเอกพระเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) ออกเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 20 มิถุนายน 2461

ผลจากการที่ไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุดลงโดยมหาอำนาจกลางเป็นฝ่ายปราชัย ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงจัดให้มีการประชุมลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่กรุงปารีส สำหรับประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสัมพันธมิตร ก็ได้รับเกียรติจากคณะผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรให้ส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมประชุม และลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับประเทศมหาอำนาจกลางทั้งสี่ ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และบัลกาเรีย ยกเว้นตุรกี ซึ่งผู้แทนไทยมิได้เชิญ

โดยเฉพาะเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการีนั้นเป็นประเทศคู่สงครามกับไทย จึงเป็นผลให้ไทยได้รับประโยชน์ตามความในสนธิสัญญาหลายประการ ส่วนบัลกาเรียเนื่องจากมิได้เป็นประเทศคู่สงครามกับไทยและมิได้มีสนธิสัญญา ทางพระราชไมตรีต่อกันจึงย่อมไม่มีผลเกิดขึ้นแต่อย่างใด

นอกจากไทยจะได้รับประโยชน์จาก ประเทศคู่สงครามแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ไทยได้รับการยกย่องว่ามีฐานะและสิทธิเท่าเทียมกับนานาประเทศ เพราะภายหลังเมื่อประเทศต่างๆได้พร้อมใจกันสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาสันติภาพของโลกนั้น ปรากฏว่าไทยเป็นประเทศหนึ่งทีได้รับเกียรติให้เข้าร่วมในฐานะสมาชิกผู้ริ เริ่มก่อตั้งองค์การนี้ และมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมเช่นเดียวกับบรรดาประเทศ สมาชิกทั้งหลาย

ส่วนจุดมุ่งหมายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งพระทัยไว้คือการขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับนานาประเทศ ซึ่งต่อมาในภายหลังได้บรรลุผลสำเร็จสมดังพระราชประสงค์ทุกประการ

การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับนานาประเทศ
1. การยกเลิกสนธิสัญญาเสียเปรียบกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี นับ ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฏาคม 2460 เป็นต้นมา พระราชไมตรีระหว่างไทยกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีได้สิ้นสุดลง แต่การณ์กับเป็นประโยชน์ต่อไทยเพราะเป็นผลให้ไทยหลุดพ้นจากข้อผูกมัดอันเสีย เปรียบในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีที่ไทยทำไว้กับเยอรมนี เมื่อ พ.ศ.2404 และออสเตรีย-ฮังการี ในปี 2412 โดยปริยาย ภายหลังที่ไทยได้ประกาศปฏิญญาณยกเลิกสัญญาทั้งหมดที่ทำไว้กับเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2462 ปัญหาเรื่องที่ไทยเสียเปรียบเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีทางด้านการศาล การเก็บภาษีอากรจึงหมดสิ้นไป และไม่ต้องเสียเวลาไปเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาเช่นเดียวกับที่ได้ปฏิบัติต่อ ประเทศต่างๆ ภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่กรุงปารีส

2. การแก้ไขสนธิสัญญากับสหรัฐอเมริกา
ในการประชุมเพื่อทำสนธิสัญญาสันติภาพที่กรุงปารีส ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงแล้ว ประเทศไทยได้แถลงในที่ประชุมให้ทราบถึงความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาที่นานาประเทศผูกมัดไทย และขอแก้สนธิสัญญาไม่เสมอภาคให้เท่าเทียมกัน

หลังจากนั้นการขอแก้ไขสนธิสัญญา กับสหรัฐอเมริกาก็เป็นผลสำเร็จในปี 2463 สนธิสัญญา ฉบับใหม่นี้ให้ประโยชน์แก่ประเทศไทยหลายประการ คือ ทางด้านการศาลรัฐบาลสหรัฐอเมริกายอมสละสิทธิทางการศาลที่มีอยู่ในไทยจนหมด สิ้น ภายหลังที่ไทยประกาศใช้ประมวลกฏหมายครบถ้วนแล้วไม่เกิน 5 ปี แต่ในระยะเวลาดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังคงสงวนสิทธิให้ทูตหรือกงสุลอเมริกันมีสิทธิถอนคดีที่ ชาวอเมริกันเป็นจำเลยในศาลไทยไปพิจารณาความตามกฏหมายอเมริกันได้ทุกศาล(ยก เว้นศาลฏีกา) แต่ถ้าคดีใดมีเนื้อความอยู่ในประมวลกฏหมายที่ไทยประกาศใช้ และได้แจ้งให้สถานทูตอเมริกันทราบแล้ว การพิจารณาคดีจะต้องเป็นไปตามกฏหมายไทย

ทางด้านภาษีอากร รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกข้อที่กำหนดให้ไทยเก็บภาษีขาเข้าในอัตราร้อยชัก 3 เป็นครั้งแรก และยอมคืนสิทธิการเก็บภาษีทั้งหมดให้แก่ไทย แต่มีข้อแม้ว่าไทยจะต้องปฏิบัติต่อสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ยอมให้เพิ่มภาษี (โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน) อย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาจะมีเงื่อนไขที่รัฐบาลสหรัฐ อเมริกาสงวนสิทธิไว้บางประการ แต่ก็มีความสำคัญยิ่งที่ทำให้ไทยได้รับเอกสิทธิ์ทางการศาลอย่างสมบูรณ์ใน สมัยต่อมาและการที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกายินยอมให้ไทยแก้ไขสนธิสัญญาใหม่ โดยมิได้เรียกร้องผลประโยชน์เป็นการตอบแทนนับว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง

3. การแก้ไขสนธิสัญญากับฝรั่งเศส ในการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสค่อนข้างจะมีปัญหาในตอนแรก เพราะฝรั่งเศสมีผลประโยชน์มากกว่าสหรัฐอเมริกา และยังมีปัญหาเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนอินโดจีนกับไทยอีกด้วย การเจรจาจึงไม่ได้ผลคืบหน้าเท่าที่ควรแต่ไทยก็พยายามโอนอ่อนผ่อนปรนต่อฝรั่งเศส

ในที่สุดรัฐบาลฝรั่งเศสตกลงยินยอมทำสนธิสัญญากับไทยตามแบบอย่างสหรัฐอเมริกา แแต่ยังคงสงวนสิทธิบางประการ และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2467 ภายหลังได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันกันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2468

4. การแก้ไขสนธิสัญญากับอังกฤษ ในการเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญากับอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษได้เสนอข้อเรียกร้องที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน โดยให้ฝ่ายไทยรับรองว่าจะให้ชาวอังกฤษเข้ามารับราชการในตำแหน่งต่างๆ พร้อมกันนั้นก็ได้สงวนสิทธิบางประการไว้ คือให้ไทยเพิ่มอัตราภาษีในระดับปานกลาง และกำหนดอัตราภาษีสินค้าบางชนิดให้แน่นอนลงไป ซึ่งฝ่ายไทยก็เห็นชอบตามข้อเสนอของอังกฤษ ในที่สุดทั้งสองฝ่ายตกลงลงนามในสนธิสัญญาเสมอภาคเมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2468

ภายหลังที่สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษตกลงยินยอมให้ไทยแก้ไขสนธิสัญญาแล้ว ประเทศต่างๆ ก็มีสนธิสัญญาผูกมัดไทย ก็ได้ตกลงยินยอมให้ไทยแก้ไขสนธิสัญญาตามแบบสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านั้น ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส เดนมาร์ก สวีเดน ใน พ.ศ.2468 อิตาลี เบลเยี่ยม นอร์เวย์ ปี 2469 และญี่ปุ่น ปี 2466

ในการแก้ไขสนธิสัญญาเสมอภาคกับนานาประเทศในครั้งนั้น ส่วนใหญ่คงยินยอมทำสนธิสัญญากับไทยตามแบบอย่างสหรัฐอเมริกา และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะถูกผูกมัดด้วยข้อเรียกร้องบางประการ แต่ข้อผูกมัดเหล่านี้ก็มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ดังนั้น ต่อมาในปี 2481 รัฐบาลไทยจึงสามารถแก้ไขสนธิสัญญาใหม่กับนานาประเทศ จนเป็นผลให้ไทยได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยได้รับการยกเลิกสนธิสัญญาเสียเปรียบจากนานาประเทศในครั้งนี้ ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว จะเห็นว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ไทยได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร การที่ฝ่ายสัมพันธมิตรประสบชัยชนะ ไทยจึงได้รับความเห็นใจจากฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้ยอมแก้ไขสนธิสัญญาเสียเปรียบกับไทย ทำให้ประเทศอื่นๆ ยอมแก้ไขสนธิสัญญาซึ่งไทยเสียเปรียบตามไปด้วย ดังนั้น ถ้ากล่าวโดยสรุปแล้วการดำเนินนโยบายต่างประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ มงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน

ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2
ภายหลังประเทศฝรั่งเศสได้ยอมแพ้แก่ประเทศเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ตกลงทำสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2482 แล้วรัฐบาลฝรั่งเศสได้เร่งเร้ามายังประเทศไทยให้ยอมรับกติกาไม่รุกรานกัน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในทันที

ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงคราม (ต่อมาเป็น จอมพล ป.พิบูลสงคราม) ได้ตอบไปว่า ไทยพร้อมจะยอมรับรับรองกติกาสัญญาไม่รุกรานกัน เพียงแต่ฝรั่งเศสจะยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทย 3 ข้อ คือ

1. ให้เส้นเขตแดนตามลำน้ำโขง (ถือร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์) เป็นไปตามกฏหมายระหว่างประเทศ
2. ให้ถือว่าแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและอินโดจีน ตั้งแต่ทิศเหนือมาจดใต้จนถึงเขตแดนกัมพูชา โดยให้ไทยได้รับดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซกับคืนมา
3. ขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสรับรองว่า ถ้าอินโดจีนเปลี่ยนจากอธิปไตยฝรั่งเศสไป ฝรั่งเศสจะต้องคืนอาณาเขตลาวและกัมพูชาให้แก่ไทย
ฝรั่งเศสไม่ยอมตกลงกับไทยจึงเกิดกระทบกระทั่งกันทางชายแดนเป็นประจำและรุนแรงมากขึ้น ในที่สุดประเทศไทยได้ประกาศเข้าสงครามกับอินโดจีนตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2484 เป็นต้นไป โดยส่งกองทัพเข้ายึดพื้นที่ของอินโดจีนฝรั่งเศสบางส่วนเอาไว้ได้

ต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้ยื่นมือเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น และได้จัดให้มีการประชุมร่วมกันที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2484 ผลของการเจรจาปรากฏว่าฝรั่งเศสยอมยกดินแดนบริเวณเมืองศรีโสภณ มงคลบุรี และพระตะบองให้แก่ประเทศไทย ส่วนประเทศไทยจะจ่ายเงินเป็นค่าเสียหายในการทำสงครามให้กับฝรั่งเศสจำนวนหนึ่ง

หลังจากนั้นไม่นาน ญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในประเทศไทยตอนเช้ามืดของวันที่ 7 ธันวาคม 2484 รัฐบาลไทยประกาศยุติการสู้รบเพื่อรักษาชีวิตของคนไทย และตกลงกับประเทศญี่ปุ่นว่า ไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินผ่านประเทศไทยไปเท่านั้น โดยที่อำนาจอธิปไตยของประเทศไทยยังคงดำรงอยู่

ต่อมานายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยต้องถูกบังคับให้ร่วมมือกับญี่ปุ่น ได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทยอย่างลับๆ เพื่อต่อสู้ให้ประเทศไทยและคนไทยได้สิทธิและเสรีภาพกลับคืนมา เหมือนเหตุการณ์ก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ภายหลังเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการดำเนินงาน เกี่ยวกับขบวนการเสรีไทยยิ่งขึ้น

ในวันที่ 21 ธันวาคม 2484 ประเทศไทยได้ตกลงทำสัญญาสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เพื่อป้องกันประเทศไทยและในที่สุดได้เปลี่ยนนโยบายเป็นประเทศคู่สงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในวันที่ 25 มกราคม 2484

ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลไทย ทำให้คนไทยในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าประเทศไทยจะต้องประสบกับความเสียหาย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ประการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น และประกาศไม่ยอมรับนโยบายของรัฐบาลไทยในขณะนั้น โดยกล่าวว่า เป็นความเห็นของบุคคลเพียงกลุ่มเดียว ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศต่างไม่เห็นด้วย ในอังกฤษก็ได้มีการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยเช่นเดียวกัน

จากบทบาทของขบวนการเสรีไทยทั้งในและนอกประเทศ ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกยึดครองจากฝ่ายพันธมิตร ภายหลังที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 14 สิงหาคม 2488 ทั้งนี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรมีความเห็นใจขบวนการขบวนการเสรีไทยที่ต่อต้านญี่ปุ่น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้มีส่วนช่วยเหลือประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทำให้อังกฤษและประเทศในฝ่ายสัมพันธมิตรอื่นๆ ไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับประเทศไทย

2. ประเทศไทยกับนโยบายผูกมิตรกับโลกตะวันตกเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อสงครามโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว โลกต้องประสบกับความตึงเครียดอีกครั้งหนึ่ง เพราะสหภาพโซเวียตซึ่งปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำในภูมิภาคต่างๆ ทำให้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกอื่นๆในโลกเสรีได้รวมตัวกันต่อต้านการ ขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ต่อมาจีนคอมมิวนิสต์ได้ยึดครองประเทศจีนเป็นผล สำเร็จใน ปี 2492 ทำให้สหรัฐอเมริกามีความวิตกกังวลมาก จึงมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแข็งกร้าว

ประเทศไทยก็มีความวิตกกังวลต่อการ ขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกัน จึงหวังพึ่งสหรัฐอเมริกาในการป้องกันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาแน่นแฟ้นขึ้นตามลำดับ

ในปี 2493 สหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไทยด้วยการทำสัญญาความตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือทางทหาร และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค ซึ่งสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจนั้น จะสามารถสกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ได้ ความช่วยเหลือที่สหรัฐอเมริกาให้กับประเทศไทยในระยะแรกๆ ได้เน้นทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ ซึ่งไทยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริการะหว่างปี .2493-2500 คิดเป็นมูลค่า 50,735,930 เหรียญสหรัฐ

สำหรับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ สหรัฐอเมริกาได้ให้ทุนคนไทยไปศึกษาและดูงานในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ส่วนความช่วยเหลือทางด้านการทหาร สหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือกองทัพไทย โดยพัฒนาประสิทธิภาพของกำลังพลและกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งข้อตกลงช่วยเหลือป้องกันประเทศไทยทางด้านการทหาร ถ้าถูกรุกรานจากภายนอก

ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกผู้ ร่วมก่อตั้งองค์การป้องกันร่วมกันแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ในปี 2497 โดยมีสมาชิกรวม 8 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน และประเทศไทย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการต่อต้านและป้องกันการคุกคามของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค เอเซียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง

ต่อมาสหรัฐอเมริกาได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยหันไปเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในพ.ศ.2515 ประเทศไทยก็เปลี่ยนนโยบายตามสหรัฐอเมริกา ด้วยการเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนในพ.ศ.2518 เช่นกัน

ประเทศไทยก็ได้มีนโยบายที่จะรวมกลุ่มประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน เพื่อรวมมือทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยไม่มุ่งทางการทหาร ภายหลังจากที่องค์การ ส ป อ ได้ยกเลิกไปแล้ว (ซึ่งต่อมาองค์การนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม สหประชาชาติในกลุ่มอาเซียน ) ความร่วมมือของสหประชาชาติในกลุ่มอาเซียนทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ได้ทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศสูงขึ้น

3. ประเทศไทยกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ
ภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์กับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2517 อันเป็นการเริ่มต้นการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน แล้ว นโยบายการต่อต้านประเทศคอมมิวนิสต์ตามนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่เคยดำเนินมา ภายหลังตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปกล่าวคือ ประเทศไทยได้เปิดความสัมพันธ์ทางการเมืองและการค้ากับสาธารณรัฐประชาชน จีนอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนในการต่อต้านการขยาย อิทธิพลของเวียดนามในประเทศกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศไทยและสมาชิกในกลุ่มอาเซียนได้สนับสนุนการแสวงหาสันติภาพในเวียดนามและประเทศไทยก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงให้การสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยและกลุ่มอาเซียนเป็นอย่างดี จนกระทั่งมีผลให้องค์การสหประชาชาติเข้ามามีบทบาทในการสร้างสันติภาพในกัมพูชาอย่างจริงจังต่อไป

ในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2531-2534) ได้ประกาศนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงสนามรบในอินโดจีนให้เป็นตลาดการค้าแทน ซึ่งเท่ากับว่าประเทศไทยมุ่งมั่นในการเปิดสัมพันธภาพทางการทูตและการค้า ตลอดจนความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอินโดจีน (ประกอบด้วยลาว กัมพูชา เวียดนาม)อย่างใกล้ชิดต่อไป

การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับกลุ่มประเทศอินโดจีนอย่างใกล้ชิดของประเทศไทยนั้น มิได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศแถบตะวันตก เปลี่ยนแปลงไป สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศญี่ปุ่น ก็มีความสนิทสนมใกล้ชิดทั้งทางด้านเมืองและการค้า อันล้วนแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยโดยส่วนรวมทั้งสิ้น

สภาพกรุงเทพฯ เมื่อครั้งถูกฝ่ายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดโจมตี ที่โรงไฟฟ้าวัดเลียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย กับต่างประเทศในสมัยรัตนโกสินทร์ได้ดำเนินไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาทุกยุคสมัย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325-2394) ประเทศไทยดำเนินนโยบายสร้างความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกอย่างระมัดระวัง ไม่ผลีผลามตกลงทำสัญญาที่เสียเปรียบกับประเทศตะวันตก เพราะสถานการณ์ขณะนั้นยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่จะเป็นอันตรายต่อประเทศไทย เพราะมหาอำนาจตะวันตกยังมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านของไทยอยู่ ขณะเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้านไทยก็ดำเนินนโยบายแข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนข้อให้ โดยเฉพาะกับพม่าและเวียดนาม ส่วนลาวและเขมร ไทยก็ขยายอำนาจเข้าครอบงำจนอยู่ภายใต้อิทธิพลของไทย

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325-2394) ประเทศไทยดำเนินนโยบายสร้างความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก เพราะสถานการณ์ขณะนั้นยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่จะเป็นอันตรายต่อประเทศไทย เพราะมหาอำนาจตะวันตกยังมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านของไทยอยู่ ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านไทยก็ดำเนินนโยบายแข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนข้อให้ โดยเฉพาะกับพม่าและเวียดนาม ส่วนลาวและเขมร ไทยก็ขยายอำนาจเข้าครอบงำจนอยู่ภายใต้อิทธิพลของไทย

ในสมัยปรับปรุงประเทศ (พ.ศ.2394-2475) รัชกาลที่ 5 ดำเนินนโยบายผ่อนปรนกับประเทศแถบตะวันตก เพื่อมิให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเอกราชอธิปไตย ด้วยการยอมสูญเสียดินแดนลาว เขมร และมลายู ให้กับฝรั่งเศสและอังกฤษตามลำดับ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี โดยเป็นพันธมิตรกับอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศไทยได้มีโอกาสแก้ไขสนธิสัญญาเสียเปรียบที่ทำไว้กับประเทศแถบ ตะวันตกเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 4

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยดำเนินนโยบายเข้ากับญี่ปุ่น โดยประกาศสงครามกับอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา แต่ภายหลังประเทศญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงคราม ทำให้ประเทศไทยเกือบถูกฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครอง แต่เป็นเพราะขบวนการเสรีไทยซึ่งดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่นร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก ประเทศไทยจึงรอดพ้นจากการตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปได้

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับประเทศแถบตะวันตก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด ประเทศไทยจึงดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามสหรัฐอเมริกาอย่างแข็งกร้าว จนประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายของการคุกคามและบ่อนทำลายของคอมมิวนิสต์

เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงนโยบายหันไปเป็นมิตร กับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และสถาปนาความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอินโดจีน แสดงบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพในกัมพูชาร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ประเทศไทยก็ได้รับการยอมรับบทบาทในวงการระหว่างประเทศเป็นอย่างดี

กล่าวโดยสรุป สมัยรัตนโกสินทร์ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความอยู่รอดของประเทศชาติเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ดำเนินพระบรมราโชบายในการรักษาความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะกับฝรั่งเศสและอังกฤษอย่างสุขุมคัมภีรภาพ จึงส่งผลให้ประเทศไทยสามารถดำรงเอกราชมาได้ตราบเท่าทุกวันนี้

ใส่ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::

::พัฒนาการทางด้านสังคมและวัฒนธรรม::

สภาพสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่มีลักษณะโครงสร้างไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยาและธนบุรี

องค์ประกอบของสังคมไทยประกอบด้วยสถาบันต่างๆ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ ไพร่ และทาส

1. พระมหากษัตริย์ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะเป็นทั้งเทวราชาและธรรมราชา

* พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์สมมติเทพ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นสมมติเทพตามติของศาสนาพราหมณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสมมติเทพ เช่น การสร้างที่ประทับ พระที่นั่งพระราชวัง การประกอบพิธีต่างๆ การใช้คำราชาศัพท์ เป็นต้น
* พระมหากษัตริย์ในฐานะธรรมราชา ตามคติธรรมราชานั้นถือว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม 10 ประการ และจักรวรรดิวัตร 12 ประการ

อย่างไรก็ตาม โดยขัตติยราชประเพณีแล้วพระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประดุจดังสมมติเทพ โดยคติความเชื่อ แต่ในทางปฏิบัติ พระองค์ทรงเป็นธรรมราชา ทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะของความเป็นผู้ นำทางการเมืองที่เหมือนคนธรรมดามากขึ้น แต่พระองค์ก็ยังทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดเป็นเจ้าชีวิตของปวงชน เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นจอมทัพ เป็นต้น และพระบรมราชโองการของพระองค์ ผู้ใดจะฝ่าฝืนไม่ได้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษอย่างหนัก

2. พระบรมวงศานุวงศ์

* สกุลยศและอิสริยยศของพระบรมวงศานุวงศ์ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายส่วนใหญ่ก็อยู่ในฐานะอันสูงส่ง ทั้งนี้เพราะเป็นพระญาติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ ตำแหน่งของพระบรมวงศานุวงศ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สกุลยศกับอิสริยศ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สกุลยศมีอยู่ 3 ตำแหน่ง คือ เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า และหม่อมเจ้า ส่วนอิสรยศ คือ พระยศที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้น อิสริยยศที่สำคัญที่สุดและสูงที่สุด ได้แก่ พระมหาอุปราช นอกจากนี้การได้รับตำแนห่งทรงกรมก็คือเป็นอิสริยยศด้วยเหมือนกัน ได้แก่ กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมสมเด็จ
* การถือศักดินาของพระบรมวงศานุวงศ์ แตกต่างกันไปตามลำดับ ถ้าเป็นเจ้าฟ้าจะมีศักดินาสูงสุด หม่อมราชวงศ์จะมีศักดินาต่ำสุด แต่ถ้าทรงกรมก็มีศักดินาสูงกว่าเจ้านายในระดับเดียวกัน แต่มิได้ทรงกรม เช่น เจ้าฟ้าที่เป็นพระเชษฐาหรือพระอนุชาของพระมหากษัตริย์ถ้าไม่ได้ทรงกรมจะถือศักดินา 20,000 ไร่ ถ้าทรงกรมจะถือศักดินาถึง 50,000 ไร่ตามลำดับ
* สิทธิตามกฏหมายของพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งมีสิทธิอยู่ 2 ประการ คือ จะพิจารณาคดีของพระบรมวงศานุวงศ์ในศาลใดๆ ไม่ได้นอกจากศาลของกรมวัง และ จะนำพระบรมวงศานุวงศ์ไปขายเป็นทาสไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้กระทำสัญญาซื้อขายเช่นนั้นได้อย่างถูกต้องตาม กฏหมาย

3. ขุนนาง คือ บุคคลที่รับราชการแผ่นดิน มีศักดินา ยศ ราชทินนาม และตำแหน่ง เป็นเครื่องชี้บอกถึงอำนาจและเกียรติยศ ขุนนางเปรียบเหมือนข้าราชการของแผ่นดิน แต่ข้าราชการแผ่นดินบางคนจะไม่ได้มีฐานะเป็นขุนนางก็ได้ เพราะการเป็นขุนนางต้องขึ้นอยู่กับศักดินาของตนด้วย ผู้มีศักดินา 400 ไร่ขึ้นไปถึงได้เป็นขุนนาง ยกเว้นพวกมหาดเล็กเพราะถือว่าพวกนี้เป็นขุนนางอยู่แล้ว

* การลำดับยศของขุนนาง ยศของขุนนางมี 7 ลำดับ จากสูงสุดไปต่ำสุดดังนี้ สมเด็จเจ้าพระยา เจ้าพระยา พระ หลวง ขุน หมื่น และ พัน ศักดินาของสมเด็จเจ้าพระยาอยู่ในระดับ 30,000 ไร่ นับว่าสูงสุดในบรรดาขุนนางทั้งหลาย ส่วนพันถือศักดินา 100-400 ไร่ หมื่นถือศักดินา 200-800 ไร่ ขุนถือศักดินา 200-1,000 ไร่ สำหรับขุนนางที่มียศเป็นหลวงขึ้นไป มีศักดินาไม่ต่ำกว่า 800 ไร่ขึ้นไป แสดงว่าผู้เป็นพัน หมื่น ขุนอาจมีสิทธิไม่ได้เป็นขุนนางก็ได้ ถ้าศักดินาของตนเองไม่ถึง 400 ไร่ และอาจมีสิทธิเป็นขุนนางได้ถ้ามีศักดินาถึง 400 ไร่ขึ้นไป
* สิทธิตามกฏหมายของพวกขุนนาง เช่น ได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์แรงงานไปใช้ โดยการยกเว้นนี้ต่อเนื่องไปถึงบุตรของขุนนางด้วย แต่ถ้าผู้ใดเป็นข้าราชการมีศักดินาไม่ถึง 400 ไร่ก็จะได้รับเอกสารยกเว้นการเกณฑ์แรงงานเป็นรายบุคคล แต่เอกสารนี้มิได้คลุมไปถึงลูกของข้าราชการเหล่านั้น สำหรับผู้ที่มีศักดินา 400 ไร่ขึ้นไป จะได้รับสิทธิเข้าเฝ้าในการเสด็จออกขุนนาง และได้รับอนุญาตให้ผู้อื่นขึ้นศาลแทนตนได้ เป็นต้น

4. ไพร่ ฐานันดรไพร่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีสภาพไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยา ไพร่ถูกมูลนายเอาชื่อเข้าบัญชีไว้ เพื่อเกณฑ์แรงงานไปใช้ในราชการต่างๆ ด้วยเหตุนี้ไพร่จึงต้องสังกัดอยู่กับเจ้าขุนมูลนายที่ตนสมัครอยู่ด้วยและถ้าเจ้าขุนมูลนายของตนสังกัดอยู่กรมกองใด ไพร่ผู้นั้นก็ต้องสังกัดในกรมกองนั้นตามเจ้านายด้วย

ไพร่อาจแบ่งประเภทตามสังกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ ไพร่หลวงและไพร่สม ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน ดังนี้

* ไพร่หลวง หมายถึง ไพร่ที่พระราชทานแก่กรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง หน้าที่ของไพร่หลวงจึงแตกต่างกันไปตามหน้าที่ที่ระบุไว้ของแต่ละกรมกอง ดังนั้นไพร่หลวง จึงอยู่ในกรม 2 ประเภท คือ
o ไพร่หลวงที่ต้องมารับราชการตามที่ทางราชการกำหนดไว้ หากมาไม่ได้ต้องให้ผู้อื่นมาแทนหรือส่งเงินแทนการรับราชการ ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าฯให้ไพร่หลวงเปลี่ยนเป็นอยู่เวรรับราชการปีละ 4 เดือน คือ เข้าเวร 1 เดือน ออกเวร 2 เดือน ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงลดเวลารับราชการของไพร่หลวงลงอีกจาก 4 เดือน เป็น 3 เดือนต่อปี คือเข้าเวร 1 เดือน ออกเวร 3 เดือน
o ไพร่หลวงที่ต้องเสียเงิน แต่ไม่ต้องมารับราชการ ซึ่งเรียกว่า ไพร่หลวงส่วย
* ไพร่สม หมายถึง ไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่เจ้านายและขุนนางที่มีตำแหน่งทำราชการเพื่อเป็นผลประโยชน์ เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีเงินเดือน การควบคุมไพร่ของมูลนายจึงหมายถึงการได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เช่น ได้รับส่วนลดจาการเก็บเงินค่าราชการ หรือได้รับของกำนัลจากไพร่ เป็นต้น

ไพร่สมนั้นจะตกเป็นของมูลนายตราบเท่าที่ขุนนางผู้เป็นมูลนายยังมีชีวิตอยู่ในตำแหน่งราชการ เมื่อมูลนายถึงแก่กรรม ไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรของขุนนางผู้นั้นจะยื่นคำร้องขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา

ไพร่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้ใน 2 กรณี คือ ถ้าทำความดีความชอบอย่างสูงต่อแผ่นดิน อาจได้รับเลื่อนฐานะเป็นขุนนางได้ แต่ถ้ามีความผิดหรือเป็นหนี้สินต่อนายเงิน ก็จะต้องตกเป็นทาสได้เช่นกัน

ในเรื่องความเป็นอยู่ของไพร่นั้น ไพร่หลวงจะมีฐานะลำบากที่สุด ส่วนไพร่ส่วยสบายที่สุด เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไพร่หลวงจะถูกเกณฑ์แรงงานเพื่อเข้ารับราชการ ทั้งในยามสงครามและยามสงบปีละ 3 เดือน ส่วนไพร่สมก็มีหน้าที่รับใช้มูลนายเป็นส่วนใหญ่ ไพร่สมจึงทำงานเบากว่าไพร่หลวง

5. ทาส หมายถึง บุคคลที่มิได้มีกรรมสิทธิ์ในแรงงานและชีวิตของตนเอง แต่กลับตกเป็นของนายจนกว่าจะได้รับการไถ่ตัวพ้นจากความเป็นทาส นายมีสิทธิ์ในการซื้อขายทาสได้ ลงโทษทุบตีทาสได้ แต่จะให้ถึงตายไม่ได้ ทาสมีศักดินาเพียง 5 ไร่เท่านั้น

* การแบ่งประเภทของทาส ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทาสคงมีอยู่ 7 ประเภทเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา ได้แก่ ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์,ลูกทาสที่เกิดในเรือนเบี้ย,ทาสที่ได้มาข้างฝ่ายบิดา มารดา,ทาสมีผู้ให้,ทาสอันได้ช่วยกังวลธุระทุกข์ด้วยคนต้องโทษทัณฑ์,ทาสที่ เลี้ยงเอาไว้ในเวลาข้าวยากหมากแพง,และทาสเชลย ทาสเหล่านี้อาจไม่ยอมขอทานเพราะถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย จึงยอมขายตัวลงเป็นทาส
* การหลุดพ้นจากความเป็นทาส ทาสมีโอกาสได้รับการปลดปล่อยให้หลุดพ้นจากความเป็นทาส ในกรณีต่อไปนี้
o ถ้านายเงินอนุญาตให้ทาสบวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรหรือนางชี ก็ถือว่าหลุดพ้นจากความเป็นทาส แม้ภายหลังจะลาสิกขาบทแล้ว ก็จะเอาคืนมาเป็นทาสของตนไม่ได้
o ในกรณีนายเงินใช้ทาสไปทำสงครามและทาสถูกจับเป็นเชลย ต่อมาหนีรอดมาได้ก็หลุดพ้นจากความเป็นทาส
o ถ้าทาสฟ้องนายว่าเป็นกบฏและสวบสวนได้ว่าเป็นจริง ให้ทาสนั้นพ้นจากความเป็นทาสได้
o นายเงิน พ่อของนายเงิน หรือพี่น้องลูกหลานของนายเงิน ได้ทาสเป็นภรรยา ให้ทาสนั้นเป็นไท และลูกที่เกิดมานั้นเป็นไทด้วย
o ถ้าทาสนั้นตายด้วยการทำธุรกิจใดๆ ให้แก่นายเงิน นายเงินจะเรียกเอาเงินคืนจากผู้ขายไม่ได้ แต่ถ้าตายด้วยเหตุอื่นนายเงินจะเรียกเอาเงินคืนจากผู้ขายได้บ้าง
o เป็นอิสระด้วยการไถ่ตัว อาจจะเป็นผู้ขอไถ่ตัวเอง หรือมีบุคคลใดก็ได้มาไถ่ให้เป็นอิสระ

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายหลังจากการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทาสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกทาสได้เพิ่มจำนวนมาก และคาดว่าผู้ที่เป็นทาสนั้นมีจำนวนถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด ส่วนใหญ่ยอมเป็นทาสเพราะปัญหาซึ่งมีหนี้สินเป็นจำนวนมากที่สุด ทั้งนี้เพราะพวกชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่ต้องเป็นหนี้สินเนื่องจากเก็บเกี่ยว ไม่ได้ผล แต่ก็มีอีกเป็นจำนวนมากที่ยอมขายตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปทำงาน

นอกจากนี้สถาบันสงฆ์ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสังคมไทย ซึ่งพระมหากษัตริย์ ขุนนาง ไพร่ ทาส อาจเปลี่ยนสถานภาพจากฆราวาสมาเป็นพระภิกษุในสถาบันสงฆ์ได้ และผู้เป็นพระสงฆ์จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน

พระสงฆ์จะเป็นผู้ได้รับความเคารพนับถือจากคนไทยทุกระดับชั้น ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาจนถึงไพร่และทาส แต่ในบางครั้งเมื่อสถาบันพระสงฆ์เสื่อมโทรมด้วยข้อวัตรปฏิบัติ พระมหากษัตริย์จะทรงเอาเป็นพระธุระเพื่อปรับปรุงแก้ไข และทำการปฏิรูปคณะสงฆ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น ดังเช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงออกกฏหมายพระสงฆ์เพื่อควบคุมให้พระสงฆ์มีความบริสุทธิ์ เป็นต้น

สำหรับคนต่างด้าวที่เข้ามาพำนัก อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรมีอยู่ด้วยกันหลายพวก เป็นต้นว่า มอญ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน บางพวกก็หนีร้อนมาพึ่งเย็น บางพวกก็ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย ไม่ได้มีโอกาสกลับบ้านเมืองของตนเอง แต่ในบรรดาคนต่างด้าวที่เข้ามาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรและมีผลกระทบอย่าง สำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของไทยในสมัยนี้คือพวกคนจีน

ศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นับว่าเป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทยเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นใหม่ นอกจากนี้ก็มีการปรับปรุงเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ให้วัฒนธรรมไทยในยุคนี้ด้วย นับได้ว่าเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมไทยที่มีมาแต่อยุธยาให้กลับเจริญรุ่งเรือง หลังจากประสบกับวิกฤตการณ์สงครามสู้รบระหว่างไทยกับพม่ามาแล้ว

สภาพทางสังคมของไทยตั้งแต่อดีต ได้ผูกพันกับพระพุทธศาสนามาโดยตลอด ความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมจึงมีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนาด้วย ศิลปกรรมและวรรณกรรมต่างๆ ที่บรรจงสร้างด้วยความประณีตก็เกิดจากแรงศรัทธาทางศาสนาทั้งสิ้น

1. การทำนุบำรุงทางด้านพระพุทธศาสนา

* ในสมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ.2325-2352) พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฏกที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ใน พ.ศ.2331 โดยใช้เวลาประชุมกันประมาณ 5 เดือน
* ในสมัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ.2352-2367) พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชกุศลอย่างใหญ่โตในวันวิสาขบูชา เหมือนดังที่เคยทำกันในสมัยอยุธยา คือ ทำบุญกันทั่วไปเป็นเวลา 3 วัน สัตว์ที่เคยถูกฆ่าเป็นอาหารนั้นโปรดให้ปล่อยให้หมดภายใน 3 วัน มิให้มีการฆ่าสัตว์โดยเด็ดขาด
* ในสมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2367-2394) พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก พระองค์ทรงทำนุบำรุงคณะสงฆ์ ตลอดจนทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปและวัดวาอารามมากมาย ในสมัยนี้ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์ได้มีโอกาสเผยแผ่ ในประเทศไทยโดยพวกมิชชันนารี ทำให้คนไทยบางส่วนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ ขณะเดียวกันในวงการพระพุทธศาสนาของไทยก็มีการเคลื่อนไหวที่จะปฏิรูปข้อ วัตรปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทยให้สอดคล้องกับคำสอนในพระไตรปิฏก โดยเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งทรงผนวชมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และได้เสด็จมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (พ.ศ.2370-2394) ทรงเป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการปฏิรูปครั้งนั้น จนกระทั่งได้ทรงตั้งนิกายใหม่ เรียกว่า “ธรรมยุติกนิกาย”

2. การทำนุบำรุงศิลปกรรม

* การทำนุบำรุงด้านศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 ในบรรดาศิลปกรรมของไทยซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงให้ความสนพระทัยมากนั้น ได้แก่ บรรดาตึกรามต่างๆ ที่สร้างขึ้น ล้วนมีการตกแต่งลวดลายอย่างงดงามทั้งภายในและภายนอก ทั้งโดยปูนและโดยไม้แกะสลัก ตึกที่ทรงให้จัดสร้างขึ้นส่วนมากเป็นวัด เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีพระที่นั่งต่างๆ เช่น พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย, พระที่นั่งไพศาลทักษิณ, พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน, พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นต้น

รัชกาลที่ 1 ทรงสนพระทัยทางด้านวรรณคดี ดังนั้นในสมัยนี้จึงมีบทวรรณคดีที่สำคัญหลายเรื่อง เช่น รามเกียรติ์ นอกจากนี้ก็มีการแปลวรรณกรรมต่างชาติมาเป็นภาษาไทย เช่น หนังสือสามก๊ก ,ราชาธิราช เป็นต้น

* การทำนุบำรุงด้านศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 2 ทรงสนพระทัยในเรื่องการก่อสร้างและตกแต่งตึกรามต่างๆ พระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้าง “สวนขวา” ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ทรงริเริ่มสร้างพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม (แต่สร้างสำเร็จเรียบร้อยในสมัยรัชกาลที่ 3) พระปรางค์จะตกแต่งด้วยถ้วยและชามจีนซึ่งทุบให้แตกบ้าง แล้วติดกับฝาทำเป็นลวดลายรูปต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านการแกะสลัก ดังจะเห็นได้จากประตูวัดพระเชตพนวิมลมังคลาราม ประตูวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นต้น

รัชกาลที่ 2 โปรดการฟ้อนรำอย่างโบราณของไทยเป็นอันมาก ทั้งโขนและละคร ทรงปรับปรุงจังหวะและท่ารำต่างๆ โดยพระองค์เอง พระองค์โปรดให้มีพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่ ทั้งที่เป็นเรื่องเดิมและเรื่องใหม่ หรือเอาเรื่องเดิมมาแต่งขึ้นใหม่ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 มีทั้งหมด 7 เรื่อง เรื่อง”อิเหนา” เป็นเรื่องที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เองตลอดทั้งเรื่อง ส่วนอีก 6 เรื่อง โปรดเกล้าฯ ให้กวีท่านอื่นๆ ร่วมงานด้วย

* การทำนุบำรุงด้านศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 การผลิตงานทางด้านศิลปะในสมัยรัชกาลที่ 3 จัดว่ามีลักษณะเยี่ยมยอดในวงการศิลปะของไทยไม่แพ้ในสมัยอื่น ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงมุ่งซ่อมแซมและปรับปรุงปราสาทมากกว่าจะสร้างใหม่ โดยระมัดระวังรักษาแบบดั้งเดิมเอาไว้ พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์และขยายเขตวัดวาอารามมากมาย ทรงสร้างวัดด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ขึ้น 5 วัด ให้เชื้อพระวงศ์และขุนนางสร้างอีก 6 วัด วัดสำคัญที่สร้างในสมัยนี้ได้แก่ วัดเทพธิดาราม,วัดราชนัดดา,วัดเฉลิมพระเกียรติ์,วัดบวรนิเวศวรวิหาร,วัดบวรสถาน,วัดประยูรวงศ์,วัดกัลยาณมิตร เป็นต้น สิ่งก่อสร้างมากมายที่เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมทางศาสนาของไทย เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระสถูป พระมลฑป หอระฆัง เป็นต้น โบสถ์และวิหารที่สร้างขึ้นมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหลังคาลาดเป็นชั้น มุงกระเบี้องสี ผนังก่ออิฐถือปูนประดับลวดลาย และมีเสาใหญ่รายรอบรับชายคา โบสถ์ขนาดใหญ่และสวยงามที่สร้างในรัชกาลนี้คือ โบสถ์วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งสร้างแบบสามัญ ส่วนโบสถ์วัดบวรนิเวศวรวิหารสร้างเป็นแบบมีมุขยื่นออกมาทั้งสองข้างทางด้านปลาย

สถาปัตยกรรมแบบไทยอย่างอื่นๆ ที่มีความสำคัญรองลงมา คือ พระมณฑป ศาลา หอระฆัง และระเบียงโบสถ์ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 และเป็นงานที่ดีที่สุด คือ ระเบียงรอบพระวิหารที่วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งมีหน้าบันแกะสลักไว้อย่างงดงาม

ผลงานทางสถาปัตยกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้ก่อสร้างไว้บริเวณวัด และจัดอยู่ในจำพวกสิ่งก่อสร้างปลีกย่อยคือ เรือสำเภาซึ่งก่อด้วยอิฐ รัชกาลที่ 3 ทรงมีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อว่าในอนาคตเมื่อไม่มีการสร้างเรือสำเภากันอีก แล้ว ประชาชนจะได้แลเห็นว่าเรือสำเภานั้นมีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร วัดที่พระองค์ทรงรับสั่งให้สร้างสิ่งอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ คือ “วัดยานนาวา”

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ภาพเขียนแบบไทยต่างๆ ส่วนมากไม่โดดเด่น ที่เขียนขี้นมาส่วนใหญ่เพื่อความมุ่งหมายในการประดับให้สวยงามเท่านั้น ส่วนงานช่างแกะสลักในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนามากกว่างานช่างในสาขาจิตรกรรม โดยเฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องบันดาลใจอันสำคัญยิ่งที่ก่อให้เกิดผลงานทางด้านศิลปะประเภทนี้

ทางด้านวรรณกรรม รัชกาลที่ 3 ทรงสนับสนุนวรรณคดีทางศาสนาและประวัติศาสตร์ ดังเช่น หนังสือเรื่อง “มลินทปัญญา” เป็นต้น แต่ในสมัยนี้ไม่สนับสนุนให้มีการแสดงละครภายในพระบรมมหาราชวัง ทั้งยังไม่โปรดปรานนักแสดงหรือนักประพันธ์คนใดเลย

กล่าวโดยสรุป ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การทำนุบำรุงและฟื้นฟูทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และการทำนุบำรุงก็กระทำโดยวิธีรักษารูปแบบเดิมไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ผสมผสานเข้าไปด้วย ทำให้ศิลปวัฒนธรรมของไทยในยุคนี้เจริญรุ่งเรืองมาก

สภาพสังคมและศิลปวัฒนธรรมในสมัยรัชกาลที่ 4

1. การปรับปรุงด้านสังคมในสมัยรัชกาลที่ 4
เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นช่วงที่ไทยเริ่มปรับตัวทางด้านสังคมและวัฒนธรรมให้เข้ากับขนบธรรมเนียม ตะวันตกเท่าที่สามารถจะกระทำได้ ภายหลังจากที่ไทยได้ทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้ากับชาติตะวันตก อย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่ พ.ศ.2398 เป็นต้นมา รัชกาลที่ 4 ก็ทรงดำเนินการปรับปรุงทางด้านสังคมควบคู่ไปด้วย ดังนี้

* อนุญาตให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน เพื่อให้บรรดาไพร่ที่มีอยู่ใช้แรงงานของตนไปทำงานส่วนตัวได้
* ออกประกาศห้ามบิดามารดาหรือสามีขายบุตรภรรยาไปเป็นทาสโดยที่เจ้าตัวไม่สมัครใจ เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าไม่เป็นการยุติธรรมสำหรับเด็กและสตรี ถ้าจะต้องถูกบังคับในเรื่องดังกล่าว
* ให้สตรีที่บรรลุนิติภาวะแล้วมีสิทธิเลือกสามีได้ โดยบิดามารดาจะบังคับมิได้
* อนุญาตให้บรรดาเจ้าจอมกราบถวายบังคมลาไปอยู่ที่อื่น หรือไปแต่งงานใหม่ได้
* โปรดเกล้าฯ ให้สตรีในคณะผู้สอนศาสนาคริสต์เข้าไปสอนภาษาอังกฤษให้แก่สตรีในราชสำนักเป็นเวลาประมาณ 3 ปี
* ใน พ.ศ.2408 โปรดเกล้าฯ ให้นางแอนนา เลียวโนเวนส์ สตรีชาวอังกฤษเข้าไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับพระราชโอรสและธิดา โดยตั้งโรงเรียนขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพราะทรงเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงประเทศชาติต่อไปในอนาคต
* ทรง จัดส่งข้าราชการไปศึกษาและดูงานในต่างประเทศเพื่อจะได้นำความรู้และ ประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัยดังเช่น ทรงส่งหวาด บุนนาค บุตรพระอภัยสงครามไปฝึกหัดวิชาทหารเรือ ส่งเนตร บุตรพระยาสมุทบุรารักษ์ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศสิงค์โปร์ และส่งพร บุนนาค ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ เป็นต้น

2. การปรับปรุงทางด้านวัฒนธรรมสมัยรัชกาลที่ 4 (ยุคปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย)
ภายหลังจากที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาเบาริง กับอังกฤษในปี 2398 แล้ว การติดต่อกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับชาติตะวันตกได้ดำเนินไปอย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างมาก บางครั้งก็ทำให้วัฒนธรรมไทยเปลี่ยนแปลงตามแบบตะวันตก แต่บางครั้งก็มีการส่งเสริมให้วัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิมดำรงอยู่ต่อไป

การส่งเสริมด้านศิลปะ ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ทรงเปิดความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องานทางด้านศิลปวัฒนธรรมของไทยอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกัน การทำนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของไทยก็เพิ่มพูนมากขึ้นไปด้วย

รัชกาล ที่ 4 ทรงซื้อและโปรดเกล้าฯ ให้ทำการต่อเรือกลไฟตามแบบตะวันตกหลายลำ เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการค้าขาย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เรือจักรสำหรับเป็นเรือพระที่นั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงรับเรือพายพระที่นั่งอันงดงามมาจากรัชกาลก่อนๆ นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้ต่อเรือขึ้นอีกลำหนึ่ง โดยพระราชทานนามว่า “อนันตนาคราช” ที่หัวเรือทำเป็นพญานาคเจ็ดเศียร ซึ่งยังคงรักษาเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับในพระบรมมหาราชวัง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกขึ้นใหม่หลายอาคาร ทั้งแบบไทยและแบบฝรั่ง ทรงสร้างวัดขึ้นใหม่ 5 วัดในกรุงเทพ และโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมอีก 20 วัด นอกจากนี้ยังทรงสร้างวัดขึ้นใหม่ในต่างจังหวัดอีกด้วย เช่น ที่เพชรบุรีทรงสร้างวัดแบบไทย แต่พระราชวังที่ประทับซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันกลับสร้างเป็นแบบฝรั่งและมีหอดูดาว ในกรุงเทพฯ ก็ทรงสร้างวังตามแบบศิลปะตะวันตก เช่น วังสราญรมย์ เป็นต้น

ใน สมัยรัชกาลที่ 4 นี้เอง โปรดเกล้าฯ ให้มีการก่อสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นครอบพระเจดีย์โบราณที่พระองค์เสด็จ ธุดงค์ไปพบเข้าที่นครปฐมเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ แต่การบูรณะก่อสร้างองค์พระปฐมเจดีย์ไม่ประสบผลสำเร็จในรัชกาลนี้ แต่เพิ่งมาประสบผลสำเร็จในรัชกาลที่ 5

3. การเปลี่ยนแปลงด้านประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญ มีดังนี้

* ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี   รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าพระองค์ได้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งไม่เคย ปรากฏมาในรัชกาลก่อนๆ กับทั้งยังทรงออกประกาศให้ทราบทั่วกันว่าในการเข้าเฝ้านั้น ชาวต่างประเทศสามารถแสดงความเคารพบต่อพระองค์ได้ตามธรรมเนียมประเพณีนิยมของ เขา เช่น ให้ชาวตะวันตกยืนตรงถวายคำนับได้ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้หมอบกราบเหมือนดังที่พวกฑูตฝรั่งต้องปฏิบัติตอนเข้า เฝ้าพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนๆ นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงแก่ชาวต่างประเทศ พร้อมทั้งแจกของที่ระลึกอีกด้วย สำหรับคนไทยนั้นยังคงโปรดเกล้าฯ ให้หมอบกราบตอนเข้าเฝ้าต่อไปตามประเพณีนิยมเดิมของไทย แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลง คือ ทรงออกประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อในเวลามาเข้าเฝ้าทุกคน ทั้งนี้เพื่อมิให้ชาวต่างประเทศดูถูกข้าราชการไทยที่ไม่สวมเสื้อว่าเป็นคน ป่าเถื่อนดังแต่ก่อน
* การเรียกพระนามพระมหากษัตริย์ตามแบบยุโรป รัชกาลที่ 4 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงวางระเบียบการเรียกพระนามพระเจ้าแผ่นดินให้แน่นอนตามประเพณีนิยมของยุโรป ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากประเพณีโบราณ พระนามพระเจ้าแผ่นดินที่จารึกใพระสุพรรณบัฏของรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชธิบดี” เหมือนกันทุกพระองค์ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระนามตามพระนามเดิมก่อนขึ้นครองราชย์ โดยให้จารึกพระสุพรรณบัฏเมื่อทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยตั้งต้นว่า “พระบามสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏ” อันเป็นพระนามเดิมของพระองค์และลงท้ายว่า “พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ซึ่งคำว่า “จอม” ก็มีความหมายมาจากคำว่า “มงกุฏ” เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ราษฏรเรียกพระนามซ้ำกันแต่ก่อน ประเพณีการเรียกพระนามพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์อย่างแน่นอนลงไปเป็นการเฉพาะพระองค์เช่นนี้ ได้กลายเป็นประเพณีสืบทอดปฏิบัติมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
* การเปลี่ยนแปลงพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ตามประเพณีเดิม พระมหากษัตริย์จะประทับเป็นองค์ประธาน และให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเป็นผู้ถือน้ำ และสาบานตนว่า จะซื่อสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ยุติธรรม คือ ให้พระมหากษัตริย์เสวยน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และกระทำสัตย์ด้วยว่าจะทรงซื่อสัตย์ต่อราษฏรของพระองค์
* การจัดให้มีธงประจำชาติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแบบอย่างการใช้ธงประจำชาติจากสถานกงสุลและเรือพาณิชย์ของชาติต่างๆ ในประเทศไทย พระองค์จึงทรงเห็นว่าประเทศไทยควรจะมีธงประจำชาติและธงอื่นๆ ด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำธงสีแดงที่เคยใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาใช้ โดยใช้พื้นธงเป็นสีแดงล้วนและมีช้างเผือกยืนอยู่ตรงกลาง นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐ์ธงประจำองค์พระมหากษัตริย์และธงประจำกองทัพขึ้นด้วย

สภาพสังคมและศิลปวัฒนธรรมในสมัยรัชกาลที่ 5

การปฏิรูปทางด้านสังคม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงปฏิรูปสังคมให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกอย่างกว้างขวาง ได้ทรงปฏิรูปสังคมให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก ซึ่งถือว่าเป็นการเจริญรอยตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 4 ที่ได้ทรงริเริ่มเอาไว้

การปฏิรูปสังคมที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การเลิกทาส การเลิกระบบไพร่ และการปฏิรูปการศึกษา

1. การเลิกทาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเตรียมแผนการในการเลิกทาสอย่างมีขั้นตอน ดังนี้

ใน พ.ศ.2417 ได้มีการประกาศให้ผู้มีทาสทำการสำรวจจำนวนทาสในครอบครองของตน ซึ่งจะเข้ามาอยู่ในข่ายของเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติที่จะออกมาในระยะไล่ เลี่ยกันนั้น เป็นการวางข้อกำหนดเพื่อการตระเตรียมการโดยให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกในทางปฏิบัติตามแผนการขั้นต่อไป

ภายหลังการประกาศแผนการที่จะเตรียมการเลิกทาสใน พ.ศ.2417 และได้มีการสำรวจจดทะเบียนทาสที่เกิดตั้งแต่ปีมะโรง พ.ศ.2411 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นต้นมาแล้ว ก็ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติกระเษียรลูกทาสลูกไท”

ตามพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดแนวทาง ปฏิบัติที่สำคัญคือ ทาสคนใดถูกขายตัวเป็นทาส ถ้าเกิดใน พ.ศ.2411 และปีต่อๆ มาจนถึงอายุ 21 ปี ให้พ้นค่าตัวเป็นไทได้ ไม่ว่าทาสนั้นจะอยู่กับมูลนายเดิม หรือย้ายโอนไปอยู่กับเจ้าขุนมูลนายใหม่ก็ตาม ส่วนทาสที่เกิดก่อน พ.ศ.2411 ก็ยังต้องเป็นทาสต่อไปตามกฏหมายเดิม แต่ถึงแม้ว่าบุคคลที่เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2411 เป็นต้นมา จะได้รับการปลดปล่อยตามเงื่อนไขเวลาที่กล่าวแล้วนั้น ต่อเมื่อถึง พ.ศ.2431 เป็นต้นไปก็ตาม ก็สามารถได้รับการไถ่ถอนให้พ้นจากความเป็นทาสได้ในราคาพิเศษที่ถูกกว่าทาส ซึ่งเกิดก่อน พ.ศ.2411

ใน พ.ศ.2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทร์ศก 124″ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการกำหนดหลักการและวิธีการสำคัญๆ ในการปลดปล่อยทาส คือ กำหนดให้บรรดาลูกทาสที่เกิดมามิต้องตกเป็นทาสในเรือนเบี้ยดังแต่ก่อน และห้ามคนที่เป็นไทแก่ตัวและทาสที่หลุดพ้นค่าตัวกลับไปเป็นทาสอีก รวมทั้งให้มีการลดค่าตัวทาสลงเดือนละ 4 บาท ซึ่งะทำให้ทาสเป็นไทแก่ตัวเร็วขึ้น

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ “พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทร์ศก124″ กับมณฑลพายัพอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า พระบรมราโชบายการปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระแก่ตนของพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้วิธีดำเนินการเป็นขั้นตอน อาศัยเวลาเพื่อให้เกิดการปรับตัวพร้อมที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ของบรรดาเจ้าของทาส และผู้ที่ตกเป็นทาส อันจะทำให้เกิดการปลดปล่อยทาสดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะต่อมา ทั้งนี้เป็นเพราะความสุขุมรอบคอบของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยแท้

2. การยกเลิกระบบไพร่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระบรมราโชบายในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปเช่นเดียวกับการเลิกทาส ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ที่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการอาจได้รับจากระบบไพร่ การประวิงเวลาพอสมควรจะช่วยให้พระบรมราโชบายในการเลิกระบบไพร่ของพระองค์ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

การเลิกระบบไพร่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการอย่างมีขั้นตอนดังนี้

* โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ใน พ.ศ.2413 โดยทรงเลือกจากบรรดาพระราชวงศ์และบุตรหลานขุนนางที่ได้ถวายตัวทั้งผู้ใหญ่ และเด็กเป็นจำนวนกว่าพันคนเข้ามาเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
ใน พ.ศ.2423 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมทหารหน้า โดยการรับสมัครบรรดาไพร่ที่นายของตนตาย ให้เข้ามารับราชการเป็น “ทหารสมัคร” จำนวนมาก โดยทรงพระราชทานเงินให้คนละ 4 บาท พร้อมผ้า 1 สำรับเป็นสินน้ำใจให้แก่ทหารสมัครทุกคน ต่อมาได้มีการแจกเครื่องแบบสักหลาดสีดำ 1 ชุด เงินเดือนๆ ละ 10 บาท รวมทั้งเลี้ยงอาหารวันละ 2 มื้อด้วย
* พ.ศ.2431 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติทหาร” ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของพลทหารทั้งทหารบกและทหารเรือ พลทหารสมัครจะต้องรับราชการไปจนครบ 10 ปีจึงจะครบเกษียณอายุ แต่ถ้ายังสมัครรับราชการต่อไปทางราชการก็จะเพิ่มเบี้ยหวัดให้จากเงินเดือนตามอัตราเดิม คือเดือนละ 2 บาท ส่วนเบี้ยหวัดจ่ายปีละครั้ง เรียกว่า “เงินปี” ส่วนในราชการพิเศษมีความดีความชอบก็จะได้รับรางวัลเป็นครั้งคราวไม่มีข้อกำหนด เรียกว่า “เงินรางวัล”
* ได้มีประกาศให้บรรดาไพร่หลวงที่ไม่มาเข้าเดือนประจำการต้องเสียเงินแทนค่าแรงงานปีละ 18 บาท ส่วนไพร่หลวงส่วยถ้าไม่ได้ส่งของ ต้องส่งเงินแทนตั้งแต่ 6-12 บาทตามชนิดของสิ่งของที่ต้องเกณฑ์ส่ง และตั้งแต่ พ.ศ.2440 เป็นต้นไป บรรดาไพร่หลวงที่ต้องเสียเงินค่าราชการปีละเกิน 6 บาทขึ้นไป ให้เก็บเงินค่าราชการเพียงปีละ 6 บาทเท่านั้น
* พ.ศ.2448 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารรัตนโกสินทร์ศก 124″ โดยกำหนดให้ชายฉกรรจ์ที่มีอายุครบ 18 ปี เข้ารับราชการในกองประจำการมีกำหนด 2 ปี แล้วปลดไปอยู่ในกองหนุน ผู้ที่ได้รับราชการทหารในกองประจำการแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้นั้นพ้นจากการเสียเงินค่าราชการใดๆ จนตลอดชีวิต ดังนั้น พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารรัตนโกสินทร์ศก 124″ ฉบับนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการยกเลิกระบบไพร่ที่มีมานานหลายศตวรรษโดยสิ้นเชิง
การยกเลิกระบบไพร่ในสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นการปลดปล่อยคนไทยให้เป็นอิสระแก่ตนเองโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ต้องเป็นคนในสังกัดมูลนายมาหลายศตวรรษ ทำให้สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตก

3. การปฏิรูปการศึกษา

สาเหตุของการปฏิรูปการศึกษา การที่รัชกาลที่ 5 มีดังนี้

* การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก
* การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญา และความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกัน ที่มาเมืองไทยเพื่อทำการค้าและการเผยแผ่ศาสนา
* การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเซียและยุโรป ทำให้พระองค์ได้รับแนวความคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่เพื่อนำมาใช้ในประเทศไทย
* ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ
* ความจำเป็นที่ต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบแผนใหม่เข้ารับราชการเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

การดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาคนไทยให้มีความรู้วิทยาการแบบตะวันตก โดยเฉพาะในยามที่ประเทศไทยกำลังปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย คนไทยที่มีความรู้ความสามารถในวิชาการสมัยใหม่จึงเป็นที่ต้องการของทาง ราชการ รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเริ่มปฏิรูปการศึกษา โดยเริ่มจากในพระบรมมหาราชวังก่อน ทรงจัดตั้ง “โรงเรียนหลวง” ใน พ.ศ.2414 มีสถานที่เล่าเรียนจัดไว้เฉพาะ มีฆราวาสเป็นครูและทำการสอนตามเวลาที่กำหนด วิชาที่สอนมีทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ และวิชาอื่นๆ ที่ไม่เคยสอนในโรงเรียนแผนโบราณมาก่อน และรับนักเรียนไว้เฉพาะเพื่อจะได้ฝึกหัดเล่าเรียน จะได้รู้หนังสือ รู้จักคิดเลขและขนบธรรมเนียมราชการให้ชัดเจน และในปีเดียวกันนั้น พระองค์ได้ทรงสถาปนาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษขึ้นอีก เพื่อสอนภาษาอังกฤษให้แก่เจ้านายสำหรับใช้ประโยชน์ในการเจรจากับชาวต่าง ประเทศและผู้แทนของชาติมหาอำนาจตะวันตก

ใน พ.ศ.2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนนายทหารมหาดเล็กขึ้น เรียกว่า “โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก” หรือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในขั้นแรกมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ฝึกวิชาทหาร แต่เนื่องจากมีผู้นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้มากขึ้น จึงทรงขยายโรงเรียนให้กว้างขวางออกไปและเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนพลเรือน” พร้อมกับเปลี่ยนแปลงให้มุ่งฝึกสอนนักเรี่ยนเพื่อการรับราชการพลเรือนเป็น สำคัญ ส่วนนักเรียนมหาดเล็กที่มีความประสงค์จะรับราชการพลเรือนเป็นนั้น เมื่อเรียนสำเร็จวิชาความรู้เบื้องต้นแล้วก็ให้แยกไปฝึกหัดวิชาทหารต่อไป

ในขณะที่มีการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อผลิตคนออกมารับราชการตามความต้องการของบ้านเมืองในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงละเลยการศึกษาของราษฏร จะเห็นได้จากทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นที่ “วัดมหรรณพาราม” เมื่อได้ผลแล้วก็ได้ขยายการตั้งโรงเรียนหลวงตามวัดต่างๆ ให้ขยายออกไปตามลำดับทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง ปรากฏว่าการจัดการศึกษาของราษฏรนี้ วัดกับรัฐบาลได้ร่วมมือกันจัดการศึกษาอย่างใกล้ชิด

ต่อมาใน พ.ศ.2430 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมศึกษาธิการ” ขึ้น เพื่อรับผิดชอบในด้านการศึกษาโดยเฉพาะ เช่น ควบคุมดูแลทางด้านการศึกษา การจัดตั้งโรงเรียน ดูแลเรื่องแบบเรียนหลวงและการสอบไล่ เป็นต้น โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงดูแลกรมศึกษาธิการ ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมธรรมการ” ขึ้นทำหน้าที่ด้านการศึกษาและพระศาสนาโดยเฉพาะ กรมธรรมการมีหน่วยงานที่สำคัญ คือ กรมธรรมการสังฆารี ,กรมศึกษาธิการ, กรมพยาบาล ,กรมแผนที่ และพิพิธภัณฑสถาน โปรดเกล้าฯ ยกฐานะกรมธรรมการขึ้นเป็นกระทรวงธรรมการ ทำหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบการศึกษาของชาติ และได้มีประกาศใช้แผนการศึกษาของชาติขึ้นเป็นครั้งแรก

การศึกษาที่จัดขึ้นในรัชกาลนี้ มีทั้งการศึกษาของเด็กชายและเด็กหญิง มีทั้งโรงเรียนหลวง โรงเรียนเชลยศักดิ์หรือโรงเรียนราษฏร์ในความหมายปัจจุบัน ผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษานอกจากรัฐบาลและวัดแล้ว ยังมีพวกบรรดามิชชันนารีอเมริกันทั้งหญิงและชายซึ่งมีส่วนทำให้การศึกษาของ ไทยเจริญก้าวหน้าตามแบบตะวันตก เช่น ศาสตราจารย์ เอส.จี.แมคฟาร์แลนด์ เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาตามแบบตะวันตกด้วยการตั้งโรงเรียนภาษาอังกฤษขึ้น ใน พ.ศ.2422 นายแพทย์ จี.บี.แมคฟาร์แลนด์ บุตรชายเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาวิชาแพทย์แผนใหม่ นางแฮเรียต เอช.เฮาส์ เป็นผู้ริเริ่มการตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสำหรับสตรีแห่งแรกของไทย เป็นต้น

โรงเรียนที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการก็ขยายตัวไปอย่างแพร่หลายตามความต้องการของหน่วยงานต่างๆ เช่น โรงเรียนไปรษณียโทรเลย โรงเรียนทำแผนที่ โรงเรียนกฏหมาย โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน โรงเรียนเกษตร โรงเรียนราชแพทยลัย เป็นต้น พระองค์ทรงวางแผนให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดขอบการจัดการศึกษาเบื้องต้น (ระดับประถมศึกษา) ให้กับทวยราษฏร์ทั่วราชอาณาจักร ส่วนกระทรวงธรรมการรับผิดชอบการจัดการศึกษาในชั้นที่สูงกว่า

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้านาย พระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรขุนนางที่ทรงเห็นสมควรไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และได้ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งเป็นทุนเล่าเรียนหลวง ส่งผู้ที่มีสติปัญญาดีที่เรียนภาษาอังกฤษจบพอสอบไล่แข่งขันไปศึกษาวิชาการ ณ ต่างประเทศ ปีละ 2 คน เพื่อนำความรู้มาทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองต่อไป การสอบชิงทุนเล่าเรียนนี้ทรงเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วไปที่มีความรู้ความ สามารถโดยไม่เลือกชนชั้น ได้มีสิทธิ์เข้าสอบชิงทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศเท่าเทียมกัน

การปฏิรูปการศึกษาในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง เพราะการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคคลทุกระดับให้มีความรู้ความเข้าใจ ต่อการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตก

4 การปรับปรุงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ การพัฒนาด้านสาธารณสุขได้เริ่มมาแล้วในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้นำการแพทย์แผนใหม่เข้ามายังประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการแพทย์ไทย คนไทยเริ่มรู้จักวิธีการปลูกฝึป้องกันโรคไข้ทรพิษ การผ่าตัดแบบตะวันตก การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อ นอกจากนี้ พวกมิชชันนารียังจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น ที่เชียงใหม่ พิษณุโลก เพชรบุรี นครศรีธรรมราช เป็นต้น นับเป็นการปูพื้นฐานการแพทย์สมัยใหม่ให้แก่การแพทย์ไทยในสมัยต่อมา

ใน พ.ศ.2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะกรรมการดำเนินงานจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้น โดยก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่รัฐบาลก่อตั้งขึ้นใน กรุงเทพฯ และได้จัดให้มีการสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้ โดยคณะมิชชันนารีอเมริกันได้ให้ความช่วยเหลือทั้งในการด้านสอน และการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ และได้จัดตั้งเป็นโรงเรียนราชแพทยาลัย โดยนายแพทย์ แมคฟาร์แลนด์ เป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้ง เพื่อเปิดหลักสูตรฝึกอบรมนักเรียนแพทย์แผนใหม่จนเจริญก้าวหน้ามาถึงทุก วันนี้ นับว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ

สังคมและวัฒนธรรมไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

การปฏิรูปด้านสังคมและการศึกษา

เนื่องจาก สังคมไทยได้มีการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตกมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 และจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาทางด้านสติปัญญาของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นใน พ.ศ.2454 รัชกาลที่ 6 จึงทรงมีพระบรมราโชบายให้ผู้ปกครองส่งเด็กหญิงและเด็กชายที่มีอายุย่างเข้า 8 ปี เข้าเรียนในโรงเรียน นอกจากนี้ยังแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ

* การศึกษาขั้นต้น (มูลศึกษา) เป็นหน้าที่ของราษฏรทุกคนทั้งหญิงและชายจะต้องเรียนรู้ ดังนั้นควรมีสถานที่เรียนทุกตำบลเพื่อให้เพียงพอแก่จำนวนเด็ก
* การศึกษาขั้นสูงขั้นไป ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาจัดให้ทวยราษฏร์ได้เลือกเรียนตามกำลังทรัพย์และสติปัญญา ซึ่งจะมีโรงเรียนตั้งไว้ในที่ชุมนุมชนเป็นแห่งๆ ตามความต้องการของท้องถิ่น

ใน พ.ศ.2456 รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาเพื่อหาเลี้ยงชีพในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความรู้ทางด้านหัตถกรรมและพาณิชยกรรม เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นเสมียน รวมทั้งส่งเสริมให้ราษฏรแสวงหาวิชาความรู้ในด้านนี้อย่างเด็ตที่ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการศึกษาฉบับใหม่

ในพ.ศ.2458 กระทรวงธรรมการได้ปรับปรุงโครงการศึกษาให้ทันสมัย และประกาศใช้ในปีเดียวกันนี้เอง ต่อมาภายหลังรัฐบาลได้ปรับปรุงโครงการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น

ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะได้พยายามปรับ ปรุงการศึกษา โดยจัดทำโครงการศึกษาของชาติมาแล้วหลายฉบับ แต่บิดามารดาและผู้ปกครองของเด็กเป็นจำนวนมากก็ยังไม่สนใจที่จะส่งเด็กใน อุปถัมภ์ของตนเข้าเรียน หรือถ้าเรียนก็เรียนเพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มหลักสูตรที่กำหนดไว้ เนื่องจากประชาชนยังไม่ตระหนักในประโยชน์และความจำเป็นของการศึกษาที่จะมี ต่ออาชีพอื่นๆ ต่อมาใน พ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเห็นว่า ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะออกพระราชบัญญัติบังคับการศึกษาแก่ราษฏร เพื่อให้การศึกษาระดับประถมศึกษาเจริญกว้างขวาง เป็นการยกระดับคนทั้งประเทศให้มีความรู้อย่างทั่วถึงกัน

รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นและประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2464 โดยกำหนดให้เด็กชายหญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7-14 ปี ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา และถ้ายังอ่านเขียนไม่ได้ก็ต้องเรียนต่อไปจนกว่าจะอ่านออกเขียนได้

พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464 ส่งผลให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไม่แตกต่างกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย สร้างความผสมผสานกลมกลืนในหมู่ชาวจีน ชาวไทยอิสลาม รวมทั้งประชาชนในมณฑลต่างๆ ที่มีภาษาถิ่นแตกต่างไปจากภาคกลาง ให้เกิดการรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยใช้หลักสูตรและหนังสือแบบเรียนตามที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดให้ เรียนเหมือนกันหมดทั่วระราชอาณาจักร ยกเว้นแต่หนังสือภาษาจีนหรือภาษาอิสลาม กระทรวงศึกษาธิการจะอนุญาตให้สอนเป็นบางโรงเรียนตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร

การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงเชื่อว่าขนบธรรมเนียมประเพณีในสังคม ตลอดจนวัฒนธรรมในการแต่งกายเป็นเครื่องแสดงความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้ทางหนึ่ง พระองค์จึงทรงเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการแต่งกาย ชีวิตความเป็นอยู่ และระเบียบประเพณีในสังคมที่สำคัญๆ ดังนี้

* การจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช
ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2453 ครั้งที่ 2 ในปี 2454 ครั้งหลังนี้เรียกว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเป็นงานฉลองที่โปรดเกล้าฯ ให้จัดอย่างมโหฬาร มีการแสดงโขนหลวงและละคร ณ โรงละครสวนมิสกวัน นับเป็นครั้งแรกที่มีผู้แทนประมุขและผู้แทนของประเทศต่างๆ มาร่วมถวายความยินดีในพระราชพิธีในครั้งนี้
* การประดิษฐ์ธงชาติใหม่
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงธงชาติใหม่ให้เหมาะสม 2 ครั้ง ครั้งแรก ในปี 2459 ครั้งที่ 2 ในปี 2460 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กองทหารอาสาไทยกำลังจะเดินทางไปร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธ มิตรในยุโรป เพื่อให้กองทัพไทยมีธงประจำชาติอย่างสมศักดิ์ศรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐ์ธงขึ้นใหม่มี 3 สี ตามแบบที่อารยประเทศส่วนใหญ่นิยมใช้อยู่ในขณะนั้น และพระราชทานนามธงชาติสามสีห้าริ้วนี้ว่า ธงไตรรงค์ ซึ่งเป็นธงสำหรับชาติไทยมาจนทุกวันนี้
* การกำหนดคำนำหน้าเด็กและสตรี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดคำนำหน้าเด็กตามเพศว่า เด็กชายและเด็กหญิง ส่วนสตรีที่ยังเป็นโสด ให้ใช้คำนำหน้าว่า นางสาว และผู้ที่สมรสแล้วให้ใช้คำว่า นาง ตามแบบสากลนิยม

4. การตราพระราชบัญญัตินามสกุล
รัชกาลที่ 6 ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ในปี 2456 โดยทรงใช้เหตุผลว่านามสกุลเป็นหลักของการสืบเชื้อสายต่อเนื่องกันทางบิดาผู้ ให้กำเนิด เป็นศักดิ์ศรี และแสดงสายสัมพันธ์ในทางร่วมสายโลหิตของบุคคล นอกจากนี้ นามสกุลยังก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ ส่งเสริมความรัก ความสามัคคีระหว่างเครือญาติ ตั้งแต่คนชั้นสูงจนถึงชั้นต่ำ เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนไทยรักความเป็นไทยและภูมิใจที่จะเกิดมาเป็นคนไทย มีบรรพบุรุษที่เป็นคนไทยและให้รักศักดิ์ศรีของความเป็นไทยตลอดไป

5. การใช้พุทธศักราชแทนรัตนโกสินทร์ศก
เนื่องจากรัตนโกสินทร์ศก หรือ ร.ศ. ซึ่งเคยใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ค่อนข้างยุ่งยากในการนับเวลาย้อนหลัง ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชหรือ พ.ศ. แทน ร.ศ. เพราะเป็นศักราชทางพระพุทธศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือกันอยู่ และให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2456 เป็นต้นมา เช่นเดียวกับประเทศทางตะวันตกที่ใช้ศักราชทางศาสนาคริสต์ ที่คนส่วนใหญ่นับถือให้เรียกว่า คริสตศักราช หรือ ค.ศ.

6. การเปลี่ยนแปลงประเพณีการแต่งกาย
ในสมัยนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับสตรีประการหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทความไปลงหนังสือพิมพ์ โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า “อัศวพาหุ” พระองค์ทรงแนะนำให้สตรีทุกๆ ภาคไว้ผมยาวและนุ่งซิ่น ซึ่งสตรีไทยในกรุงเทพฯ และภาคกลาง ก็ทำตามพระราชประสงค์ ต่อมานิยมไปแต่งแบบฝรั่ง ซึ่งเราเรียกว่า “แบบสากล”

7. การเปลี่ยนแปลงวิธีการนับเวลา
แต่เดิมเรานับเวลาตอนกลางวันเป็นโมง และตอนกลางคืนเป็นทุ่ม ซึ่งไม่สอดคล้องกับการนับเวลาของประเทศอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการติดต่อกับต่างประเทศและเพื่อให้เป็นไปตามสากลนิยม พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงการนับเวลาทางราชการใหม่ ให้ถือเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นวันใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีเรียกระยะวเลา “ทุ่ม” ในตอนกลางคืน “โมง” ในตอนกลางวัน เป็น “นาฬิกา” โดยให้ถือเวลาที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษ เป็นมาตรฐานในการนับเวลาดังเช่นนานาประเทศปฏิบัติ

8. การส่งเสริมด้านศิลปะและวรรณกรรม
รัชกาลที่ 6 ทรงสนพระทัยทางด้านวรรณคดีเป็นอย่างมาก ทรงเป็นกวีที่มีความสามารถพระองค์หนึ่ง ทรงแปลวรรณกรรมตะวันตกเป็นภาษาไทยหลาเรื่อง เช่น เวนิชวานิช แปลจากเรื่อง The Merchant of venice ของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ กุศโลบาย แปลจากเรื่อง A Royal Family ของโรเบิร์ต มาร์แขล (Robert Marshall) หมอจำเป็น แปลจาก เรื่อง Le Medicin Malgre Lui ของโมลิเออร์(Moliere) เป็นต้น

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมประเภทต่างๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ ปรเภทบทละคร ได้แก่ หัวใจนักรบ, สาวิตรี, ศกุนตลา, มัทนะพาธา, พระร่วง, ท้าวแสนปมปล่อยแก่ และหนามยอกหนามบ่ง ประเภทประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่น เที่ยวเมืองพระร่วง ประเทศไอยคุปต์ สงครามสืบราขสมบัติโปแลนด์ เป็นต้น ประเภทปาฐกถาและบทความเช่น ปลุกใจเสือป่า เทศนาเสือป่า ยิวแห่งบูรพาทิศ โคลนติดล้อ เมืองไทยจงตื่นเถิด เป็นต้น ประเภทร้อยกรองทั่วไป เช่น พระนลคำหลวง ลิลิตพายัพ ธรรมาธรรมะสงคราม เป็นต้น ประเภทสารคดี เช่น บ่อเกิดรามเกียรติ์ ปกิณกะคดี เป็นต้น และที่สำคัญพระองค์ทรงริเริ่มการแสดงละครพูดไทยแบบฝรั่งขึ้นมาเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงริเริ่มให้ใช้เงินที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้าของพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจัดสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงพระราชทานที่ดินของพระคลังข้างที่ให้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเพื่อ ใช้เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวิทยาการให้กับประชาชนชาวไทยมาจนทุกวันนี้

สภาพสังคมไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สังคมไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 สถานภาพของบุคคลในสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปดังนี้

1. สถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดำรงฐานะเป็นองค์ประมุขของรัฐ แต่ก็ไม่ทรงสามารถใช้พระราชอำนาจสิทธิ์ขาดดังเช่นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชได้อีกต่อไป เพราะพระองค์ทรงบริหาราชการแผ่นดินภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้แทนของปวงขนชาวไทยเป็นผู้ร่างเอาไว้ และพระองค์ทรงใช้อำนาจบริหารโดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี อำนาจนิติบัญญัติโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฏร และอำนาจตุลาการโดยผ่านทางผู้พิพากษา

2. พระบรมวงศานุวงศ์ บรรดา พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวงถูกห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ในช่วงเวลาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติแล้วจึงได้รับอนุญาตให้มีสิทธิ เกี่ยวข้องทางการเมืองได้ เอกสิทธิ์ใดๆ ที่เคยได้รับในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชได้ยกเลิกโดยสิ้นเชิง และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฏหมายเข่นเดียว กับประชาชนคนธรรมดาโดยทั่วไป

3. ขุนนางข้าราชการ ยังคงมีบทบาทในการปกครองบ้านเมือง เพียงแต่ขุนนางข้าราชการรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตก และให้การสนับสนุนคณะราษฏรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฏรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ยังคงมีฐานะเป็นข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ฐานันดรและราชทินนามของขุนนางยังมิได้มีการยกเลิก แต่ขุนนางข้าราชการขุนนางทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

4. ราษฏรทั่วไป ราษฏรทั่วไป ต่างมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ตามกฏหมายภายในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมีสิทธิเข้ารับราชการแผ่นดินตามความต้องการและความเหมาะสมกับความรู้ที่ ตนมีอยู่

การขยายตัวของกลุ่มนายทุนและสภาพความเป็นอยู่ของกรรมกร
สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้นกว่าเดิม จึงมีผลทำให้สภาพทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระยะแรกๆ ประชาชนจะยังขาดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง แต่สิทธิเสรีภาพทางด้านอื่นๆ ยังคงดำเนินต่อไป เช่นเสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม ได้ทำให้ชนชั้นนายทุนมีบทบาทในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจและการลงทุน

ชนชั้นนายทุนเหล่านี้มีทั้งชนชั้น เจ้านาย ข้าราชการระดับสูงซึ่งร่วมมือกับคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย และนักลงทุนชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจการลงทุนในประเทศไทย ในขณะเดียวกันชาวไร่ชาวนา ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพยากจน เพราะขายผลผลิตได้ในราคาต่ำและบางครั้งก็ประสบการขาดทุนเนื่องจากถูกพ่อค้า คนกลางเอารัดเอาเปรียบ

ภายหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กระทำการรัฐประหารในปี 2501 แล้ว จอมพลสฤษดิ์ได้มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างกว้างขวาง ได้มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้าและเส้นใยต่างๆ โรงงานเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้วางโครงการการตัดถนนเชื่อมต่อกันระหว่างจังหวัด เพื่อสะดวกต่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า ทำให้กิจการอุตสาหกรรมขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันบรรดาชาวนาชาวไร่ที่ไม่สามารถทนต่อการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลางและนายทุนเงินกู้ได้ ประกอบกับสภาพดินฟ้าอากาศไม่อำนวยต่อการเพาะปลูกพืชผล ต่างพากันอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง และตามหัวเมืองต่างๆ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ คนเหล่านี้จะเข้ามารับจ้างเป็นกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างมากมาย

เมื่อผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใกล้เคียงมากขึ้น ทำให้ค่าแรงงานถูกกดราคาจากเจ้าของโรงงาน กรรมกรได้รับค่าแรงต่ำไม่พอกับการดำรงชีวิตในเมือง จึงต้องประสบกับความเดือดร้อนในเรื่องความเป็นอยู่ อาหารการกิน และที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัญหาสังคมติดตามมา

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ได้มีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแข็งขัน จึงให้การสนับสนุนรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอินโด จีน มีผลทำให้เศรษฐกิจของไทยเริ่มเฟื่องฟูขึ้น อันเป็นผลมาจากการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาและการใช้จ่ายเงินเพื่อ การสร้างฐานทัพสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ทหารอเมริกันในประเทศไทยก็ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมแก่สังคมไทย ซึ่งเคยดำรงอยู่อย่างสงบมาก่อน ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมบางประการของทหารอเมริกัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การแพร่หลายของยาเสพย์ติดประเภทกัญชาและเฮโรอีน การลำส่อนทางเพศอันเป็นผลมาจากการให้บริการทางเพศแก่ทหารอเมริกัน การขยายตัวของอาชีพ “เมียเช่า” สำหรับทหารอเมริกัน เป็นต้น

การเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมในสังคม
ภายหลังกรณีวันมหาวิปโยคเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนเริ่มตื่นตัวในทางการเมือง และรู้จักรวมตัวกันเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย ทำให้ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร รวมตัวกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย ทำให้ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร รวมตัวกันต่อสู่เพื่อให้ได้ความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตในสังคม โดยมีขบวนการกลุ่มนิสิต นักศึกษา และปัญญาชนอื่นๆ ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือสนับสนุนการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิ การเดินขบวน การนัดหยุดงาน จึงกลายเป็นวิธีการต่อสู้เพื่อให้ได้มา ซึ่งความเป็นธรรมในสังคมของชาวไร่ ชาวนา กรรมกร นิสิต นักศึกษา ตลอดจนปัญญาชนที่สนใจในปัญหาของสังคม

รัฐบาลเกือบจะทุกรัฐบาลที่ได้เข้า มาบริหารประเทศภายหลังวันมหาวิปโยคเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เล็งเห็นความสำคัญในการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของชาวไร่ชาวนาในชนบท รวมทั้งกรรมกรที่อยู่ในเมืองด้วย ดังจะเห็นได้จากนโยบายประกันราคาข้าวเปลือก นโยบายการปฏิรูปที่ดินให้กับชาวนาผู้ยากจนได้มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง การพัฒนาแหล่งน้ำให้กับเกษตรกรในชนบท การประกันค่าแรงขั้นต่ำให้กรรมกร การให้การสงเคราะห์ทางด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น นโยบายต่างๆ เหล่านี้มุ่งที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมให้น้อยลง แต่เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในระยะของการพัฒนา ดังนั้นปัญหาทางด้านสังคมก็คงจะมีอยู่ต่อไป แต่จะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของคนส่วน ใหญ่ให้สูงขึ้นมากน้อยเพียงใด

วัฒนธรรมไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน

ภายหลังจากที่คณะราษฏรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 แล้ว งานทางด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติก็มิได้ถูกทอดทิ้งแต่ประการใด เพราะเรื่องของศิลปและวัฒนธรรมย่อมมีความจำเป็นต่อการดำเรงอยู่อย่างมีเอกภาพของคนในชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีดังนี้

1. นโยบายวัฒนธรรมสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก (พ.ศ.2481-2487) ประเทศไทยได้เกิดการสู้รบกับฝรั่งเศสในปัญหาดินแดนอินโดจีน ซึ่งไทยถูกบีบบังคับให้ยกให้ฝรั่งเศสไปในสมัยรัชกาลที่ 5 และไทยถูกบีบบังคับให้ยกให้ฝรั่งเศสไปในสมัยรัชกาลที่ 5 และไทยได้ขอคืนแต่ฝรั่งเศสเพิกเฉย จอมพล ป.จึงได้ใช้นโยบายชาตินิยมเร่งเร้าให้คนไทยเกิดความรักชาติอย่างรุนแรง โดยถือหลัก “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”

วิถีชีวิตของคนไทยเริ่มมีการเปลี่ยน ปลงอย่างเต็มที่ได้ขัดเป็นครั้งแรกเมื่อมีการดำเนินนโยบายสร้างชาติทาง เศรษฐกิจ และส่งเสริมความเป็นไทยให้เด่นชัดขึ้น ด้วยการสร้างชาติทางวัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีความเจริญทัดเทียมกับอารยประทเศอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทยหลายอย่างดังนี้

* การเปลี่ยนชื่อประเทศ
จอมพล ป.ได้ประกาศให้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม มาเป็น ไทย ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2482 และให้ใช้คำว่า “ไทย” แก่ประชาชนและสัญชาติด้วย คือ คนไทยและสัญชาติไทย
* การยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน
ใน พ.ศ.2584 จอมพล ป.ประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน ใน พ.ศ.2484 จอมพล ป.ประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือนซึ่งมีมาแต่โบราณเสีย แต่เมื่อ นายควง อภัยวงศ์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ.2487 มีความเห็นว่าบรรดาศักดิ์เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูบุคคลที่ทำความดีความชอบต่อ ทางราชการ ควรคงไว้เพื่อความภาคภูมิใจ และเป็นแบบอย่างแก่บุคคลรุ่นหลัง ดังนั้นจึงได้มีพระบรมราชโองการให้คำประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์เป็นโมฆะ และให้ผู้ที่ลาออกจากบรรดาศักดิ์ด้วยความจำใจของคืนบรรดาศักดิ์ได้
* การกำหนดระเบียบต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของคนไทย
แต่เดิมคนไทยส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอย่างง่ายๆ ตามแบบสังคมเกษตรกรรม รัฐบาลจอมพล ป. พยายามที่จะจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศตามคติความคิดของรัฐบาล ด้วยการประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ เพื่อชักชวนให้ราษฏรปฏิบัติตามระเบียบที่ทางการกำหนด เช่น ระเบียบการบริโภคอาหาร ก็จะให้ชาวไทยใช้ช้อนส้อมในการรับประทานอาหารแทนการใช้มือ เป็นต้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังห้ามประชาชนกินหมากอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นว่าผู้ที่กินหมากเป็นผู้ไม่มีวัฒนธรรมในสายตาของชาติที่เจริญแล้ว รัฐบาลเข็มงวดกวดขันในเรื่องนี้มาก ถึงกับให้คณะกรรมการจังหวัดแต่ละแห่งจัดการห้ามการทำสวนพลู ปลูกต้นพลู รวมทั้งมิให้ขายพลูที่ตลาดด้วย
* การแต่งกาย   รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงครามได้ชักชวนให้คนไทยเลิกนุ่งกางเกงแพร โดยอ้างว่าเป็นวัฒนธรรมของจีน และปรากฏว่าเมื่อชายไทยหันมานิยมชุดสากลแล้ว รัฐบาลจึงได้ขอให้หญิงไทยเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุง สวมหมวก สวมรองเท้า พร้อมกันนั้นรัฐบาลก็ได้วางระเบียบการแต่งกายของสตรีแบบเต็มยศและครึ่งยศ รวมถึงกำหนดเครื่องแต่งกายของผู้ประกอบอาชีพบางจำพวก เช่น ช่างตัดผม คนเดินโต๊ะอาหาร และในปี 2485 รัฐบาลได้ออกประกาศเกี่ยวกับการแต่งกายของชาวไทยว่า การแต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อยและสุภาพนั้นเป็นสิ่งที่เชิดชูวัฒนธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติให้วัฒนาถาวร รัฐบาลจึงขอให้ชาวไทยทั้งชายหญิงร่วมใจกันส่งเสริมและปฏิบัติตามรัฐนิยม อย่างเคร่งครัด
รัฐบาลยังได้วางระเบียบประเพณีวัฒนธรรมไทยอื่นๆ อีก เช่น การจัดพิธีสมรส พิธีการในเวลาประกอบพิธีสมรส การแต่งกายของคู่บ่าวสาว การจัดพิธีศพ การแต่งกายไปงานศพ ระเบียบการแสดงความเคารพในเวลาปกติ ในงานรัฐพิธีและพระราชพิธี การเคารพธงชาติ เพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นต้น
* การยกฐานะและบทบาทของสตรี
รัฐบาลจอมพล ป.เป็นผู้ริเริ่มยกย่องสตรีว่ามีความสามารถและยอมรับให้มีฐานะเท่าเทียม บุรุษ โดยมีจุดมุ่งหมายให้สตรีมีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างชาติทางวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลวางระเบียบในด้านการแต่งกายดังกล่าวให้กับสตรี และยังได้มีการจัดตั้งกองทหารหญิง โรงเรียนนายร้อยหญิง และโรงเรียนนายสิบหญิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยอมรับฐานะที่เท่าเทียมกันของสตรีและบุรุษ
* ด้านภาษาและหนังสือ
รัฐบาลเห็นว่าตัวสระและพยัญชนะของภาษาไทยมีอยู่หลายตัวที่ซ้ำเสียงกันโดยไม่จำเป็น ควรงดใช้เสียบ้าง เพื่อความสะดวกในการศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยให้เป็นที่นิยมและแพร่หลายยิ่งขึ้นสำหรับชาวต่างประเทศ รัฐบาลจึงให้ตัดพยัญชนะและสระที่ซ้ำกันนั้นออก ด้วยการวางระเบียบและหลักเกณฑ์การใช้ตัวหนังสือไทย และจัดพิมพ์พจนานุกรมตัวสะกดแบบใหม่ประกาศใช้ใน พ.ศ.2485 แต่ปรากฏว่าภายหลังจอมพล ป.พ้นจากตำแหน่งใน พ.ศ.2487 รัฐบาลใหม่กลับหันไปใช้หนังสือไทยตามแบบเดิม
นอกจากนี้ ยังได้มีการวางระเบียบการใช้คำต่างๆ เช่น คำแทนชื่อ คำปฏิเสธ คำตอบรับ การตั้งชื่อบุคคลให้เหมาะสมกับเพศ และใช้คำทักทายว่า “สวัสดี” ในโอกาสแรกที่พบกันด้วย
* การบูรณะซ่อมแซม
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร มีหน้าที่รับผิดชอบเมืองโบราณ และโบราณสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น ลพบุรี, สุโขทัย, นครปฐม, อยุธยา เป็นต้น นอกจากนี้ได้มีการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เพื่อเก็บรักษาโบราณสถานของชาติ พร้อมทั้งคัดเลือกโบราณวัตถุ เพื่อแสดงให้ประชาชนได้ชม ทางด้านหอสมุดแห่งชาติได้ทำการแปลและตีพิมพ์ศิลาจารึก สมุดข่อย และวรรณกรรมต่างๆ ที่เก่าแก่ของไทย เพื่อนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง
* การก่อตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้วางนโยบายปรับปรุงวัฒนธรรมของชาติโดยประกาศเป็นรัฐนิยม ได้เสนอ “พระราชบัญญัติบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ” ซึ่งมีหน้าที่จะต้องค้นคว้าดัดแปลง รักษา และส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีอยู่ ค้นคว้าดัดแปลง และกำหนดวัฒนธรรมแห่งชาติให้เหมาะสมกับกาลสมัย ควบคุมและหาวิธีปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งชาติในจิตใจของประชาชนจนเป็นนิสัย ให้คำปรึกษาและปฏิบัติตามความมุ่งหมายของรัฐบาลอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาติ

2.  การฟื้นฟูพระราชประเพณีในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2501-2506)
ในสมัยนี้ได้มีนโยบายแน่วแน่ในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะที่เป็นสถาบันหลักของสังคมไทยมาช้านาน จึงได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาช้านาน จึงได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น จัดให้มีพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พิธีการเสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนาม การประดับโคมไฟและธงชาติตามอาคารบ้านเรือน และยกเลิกวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ โดยกำหนดให้วันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นวันชาติแทน นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทอดผ้ากฐินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคและทางสถลมารค เป็นต้น

การฟื้นฟูพระราชประเพณีต่างๆ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ ได้ทำให้มีการตื่นตัวที่จะฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ของชาติเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศไทยสืบต่อไปอย่างกว้างขวาง

3.  การฟื้นฟูวัฒนธรรมเมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี
ในวันที่ 6 เมษายน 2525 รัฐบาลได้จัดให้มีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ทำให้ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น วางโครงการบูรณะวัดพระพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ให้มีสภาพดีเหมือนของเดิมทั้งหมด ศิลปกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านศิลปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ที่ปรากฏอยู่ในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ได้รับการบูรณะอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูบูรณะพิธีสำคัญที่เป็นวัฒนธรรมของชาติไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ อันได้แก่ พิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรมของไทยอันน่าตื่นตาตื่นใจ ในขบวนพยุหยาตราครั้งนั้นได้มีการอัญเชิญพระชัยหลังช้าง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในการเสด็จพระราชดำเนินไปราชการสงครามทุกครั้ง เข้าร่วมขบวนแห่ในครั้งนี้ด้วย

นอกเหนือจากการเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนหยุหยาตราทางชลมารคแล้ว ยังมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เข้าร่วมในขบวนแห่พยุหยาตราทางชลมารคเป็นขบวนพิเศษเพิ่มขึ้นด้วย

ในการประดับตกแต่งบริเวณถนนพระราชดำเนินก็แฝงไปด้วยความงดงามทางด้านศิลปะ และสะท้อนออกทางด้านวัฒนธรรมของไทย ได้มีการจำหลักลวดลายดวงตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาลแต่ละรัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9 แล้วนำมาตกแต่งประดับประดาตามแนวกลางถนนราชดำเนิน ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น

การทำนุบำรุงและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ในขณะที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี ครั้งนั้น ไม่ได้กระทำกันเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น ในต่างจังหวัดก็มีโครงการเหล่านั้นด้วย แตกต่างกันไปทั้งเนื้อหาและรูปแบบ จึงนับได้ว่าศิลปวัฒนธรรมไทยได้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเฉลิมฉลองสมโภชพระนครในครั้งนั้นนั่นเอง

4.  การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชีนีนาถ
นอกจากกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ศิลปวัฒนธรรมไทยยังได้รับการฟื้นฟูและอนุรักษ์เอาไว้อย่างดียิ่ง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชีนีนาถ ที่ทรงจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพเพื่อฝึกสอนให้คนไทยรู้จักฝึกฝนทาง ด้านศิลปหัตถกรรม อันเป็นวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม เช่น การทอผ้า การปั้น การแกะสลัก เป็นต้น ผลปรากฏว่ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ได้สร้างผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทยออกไปอย่างแพร่หลาย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ และเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ชาวต่างประเทศได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมาก ขึ้น เพื่อชมผลงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ อีกทั้งยังสร้างรายได้แก่พสกนิกรที่สามารถผลิตผลงานออกจำหน่ายด้วย

บทสรุป
ลักษณะสังคมและวัฒนธรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางสร้างสรรค์ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยตลอด นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตน โกสินทร์เป็นราชธานีของไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2325 จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในยุคปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย ตามแบบตะวันตกกระแสความคิดเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของความเป็นมนุษย์จากโลก ตะวันตกได้แพร่ขยายเข้ามาในสังคมไทย รัชกาลที่ 4 ได้ทรงปรับปรุงสังคมและวัฒนธรรมไทยบางประการให้สอดคล้องกับค่านิยมและ วัฒนธรรมตะวันตก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปสังคมครั้งใหญ่ ด้วยการยกเลิกระบบไพร่และประกาศเลิกทาส ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปลดปล่อยคนไทยให้เป็นอิสระแก่ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ทรงยกฐานะของคนไทยให้ทัดเทียมกันด้วยการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสยกระดับสติปัญญาของตนเองให้สูงขึ้นและทัดเทียมกัน อันจะส่งผลอย่างสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะหลังต่อมา นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ยังได้ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน สังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย เพราะคนไทยได้รับสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้มีความพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมของไทยให้สอดคล้อง กับแนวนโยบายชาตินิยมแห่งรัฐในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2481-2487) นอกจากนี้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์และได้ร่วมมือกับโลกตะวันตกโดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกามากขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมไทยไม่น้อย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของต่างประเทศที่แพร่หลายเข้ามาตามลำดับจน ถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็สามารถรักษาความเป็นเอกภาพทางสังคม และสามารถรักษาศิลปวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นและเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด เพราะสังคมไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมของคนไทยทั้งชาติ ถึงแม้จะเกิดความระส่ำระสายในสังคมขึ้นบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขให้กลับคืนสู่ความเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เพราะพระบารมีแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นเอง.

2 ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::