:: หน่วยที่ 8 พระไตรปิฏก ภาษาบาลี พุทธศาสนสุภาษิตและคำศัพท์ทางพระพทธศาสนา ::

  1. คัมภีร์ของพระพุทธศาสนา คือ พระไตรปิฏก
  2. จงอธิบายความเป็นมาของพระไตรปิฏก
    • เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่ ไม่ได้ใช้คำว่า พระไตรปิฏก แต่ใช้คำว่าธรรมวินัย พระไตรปิฏกใช้เมื่อมีการสังคายนาครั้งที่ 3 พระธรรมจะแยกเป็นพระสุตตันตปิฏก และพระอภิธรรมปิฏก ส่วนพระวินัยยังคงเดิม  แต่เดิมพระธรรมวินัยไม่ได้มีการบันทึก แต่อาศัยการท่องจำ
  3. พระไตรปิฏกมี 3 ปิฏก ได้แก่
    • พระสูตร
    • พระวินัย
    • พระอภิธรรม 
  4. การจัดหมวดหมู่ของพระไตรปิฏกได้แก่
    1. พระวินัยปิฏก แบ่งออกเป็น 5 หมวด ได้แก่
      • มหาวิภังค์
      • ภิกษุณีวิภังค์
      • มหาวัคค์
      • จุลลวัคค์
      • บริวาร
    2. พระสุตตันตปิฏก แบ่งออกเป็น 5 หมวด
      • ทีฆนิกาย
      • มัชฌิมนิกาย
      • อังคุตรนิกาย
      • ขุททกนิกาย
    3. พระอภิธรรมปิฏก แบ่งได้เป็น 7 หมวดใหญ่
      • ธัมมสังคณี
      • วิภังค์
      • ธาตุกถา
      • ปุคคลบัญญัติ
      • กถาวัตถุ
      • ยมก
      • ปัฏฐาน
  5. ประโยชน์จากการศึกษาพระไตรปิฏก
    • ได้รับความรู้ทางพระพุทธศาสนาและเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ
  6. ข้อความน่ารู้ในพระไตรปิฏก ได้แก่
    • หัวข้อธรรม 4 ประการ ถ้าได้บวชในพระพุทธศาสนา จะต้องประกอบด้วยองค์คุณ 4 คือ ความศรัทธา ไม่เป็นผู้โอ้อวด ปรารถนาเพียงเพื่อละความชั่ว มีปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ 
    • ระดับความรู้สลดใจของคนในโลก สลดใจเมื่อได้ฟังข่าว สลดใจเมื่อเห็นด้วยตาตนเอง สลดใจเมื่อเกิดขึ้นกับญาติตนเอง สลดใจเมื่อเกิดขึ้นกับตนเอง 
  7. ความสำคัญและคุณค่าของพระไตรปิฏก ได้แก่
    1. เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า
    2. เป็นสัญลักษณ์ของพระธรรม
    3. เป็นที่รองรับความเป็นภิกษุสงฆ์
    4. เป็นปรากฏแห่งสัทธรรม 3 ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ
    5. เป็นการฝึกฝนพัฒนาบุคคลในทุกด้าน ทั้งกาย วาจา และใจ
    6. เป็นมรดกที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้แก่พุทธศาสนิกชน 
  8. การสังคายนาพระไตรปิฏกมีกี่ครั้ง อธิบาย 11 ครั้ง
    1. ครั้งที่ 1 หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 3 เดือนมีพระมหากัสสปะเป็นประธานที่ถ้ำสัตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ
    2. ครั้งที่ 2 พ.ศ.100 เกิดจากการย่อหย่อนในการปฏิบัติของพระสงฆ์ ประชุมกันที่เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี พระยสกากัณฑกบุตรเป็นประธาน
    3. ครั้งที่ 3 พ.ศ.235 ที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร มีพระโมคคัลลานะ เป็นประธาน
    4. ครั้งที่ 4 พ.ศ.236 ที่เมืองอนุราชปุระในประเทศศรีลังกา มีพระมหินทรเถระเป็นประธาน มีการจดบันทึกพระไตรปิฏก
    5. ครั้งที่ 5 พ.ศ.433 ที่ประเทศศรีสังกา มีพระรัตโตมหาเถระเป็นประธาน มีการจารึกพระไตรปิฏกเป็นภาษามคธ ครั้งแรก
    6. ครั้งที่ 6 พ.ศ.956 ที่เมืองอนุราชปุระในประเทศศรีลังกา มีพระโฆสเถระเป็นประธาน มีการแปลพระไตรปิฏกภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธ
    7. ครั้งที่ 7 พ.ศ. 1587 จัดที่เมืองอนุราชปุระในประเทศศรีลังกา มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน มีการแปลภาษาสิงหลทั้งหมดเป็นภาษามคธในพระไตรปิฏก
    8. ครั้งที่ 8 พ.ศ.2020 ที่เชียงใหม่ มีพระธรรมทินมหาเถระเป็นประธาน โดยจารึกเป็นภาษาล้านนา
    9. ครังที่ 9 พ.ศ.2331 สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ กรุงเทพ
    10. ครั้งที่ 10 พ.ศ.2431 สมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพ
    11. ครั้งที่ 11 พ.ศ.2530 ที่กรุงเทพ วัดมหาธาตุยุวราชสังสฤษฏิ์
  9. ความสำคัญของการสังคายนาพระไตรปิฏก คือ
    1. แก้ไขข้อบกพร่องทีเ่กิดจากการศึกษาด้วยวิธีมุขปาฐะ หรือการบอกต่อกันมา
    2. ปรับปรุงพระไตรปิฏกให้เป็นของชาวโลกที่แท้จริง คือให้สามารถแปลเป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อง่ายต่อการศึกษามากขึ้น
    3. ป้องกันการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ เนื่องจากใช้เป็นคัมภีร์เดียวในการศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วโลก
    4. เป็นการรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าจากผู้รู้ทั่วโลกอย่างครบถ้วน จึงมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากผ่านการชำระมาหลายครั้งแล้ว 
  10. การเผยแผ่พระไตรปิฏกที่ชาวพุทธควรกระทำ คือ
    1. การศึกษาพระไตรปิฏกให้เข้าใจ เพื่อที่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง เป็นการเผยแผ่พระไตรปิฏกทีดีที่สุด
    2. การนำไปใช้อ้างอิง เพราะรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหมวดหมู่จากผู้รู้ทั่วโลก จึงมีความน่าเชื่อถือสามารถใช้อ้างอิงได้ดี 
    3. การนำหลักธรรมในพระไตรปิฏกไปปฏิบัติให้ถูกต้อง เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นได้เห็นซึ่งจะเป็นไปได้ ต้องศึกษาพระไตรปิฏกให้เข้าใจลึกซึ้งก่อน 
  11. การครองเรือนทึี่ดี ได้แก่  เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักขโมย เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดโกหก เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เว้นจากการพูดหยาบคาย เว้นจากการโลภอยากได้ของคนอื่น เว้นจากการพยาบาทผู้อื่น และปฏิบัติตามทำนองคลองธรรม 
  12. การครองเรือนที่ไม่ดี ได้แก่ ผู้ที่ชอบฆ่าสัตว์ ชอบขโมยของคนอื่น ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดโกหก ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดเพ้อเจ้อ ชอบพูดคำหยาบ ชอบคิดอยากได้ของผู้อื่น ชอบคิดพยาบาทผู้อื่น ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม 
  13. จงอธิบายพุทธสุภาษิตดังต่อไปนี้
    1. ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฐาตา วินฺทเต  ธนํ  อ่านว่า ปะ-ติ-รู-ปะ-กา-รี-ธุ-ระ-วา-อุด-ถา-ตา-วิน-ทะ-เต-ทะ-นัง
      • แปลว่า คนขยันเอาการเอางาน กระทำการเหมาะสม ย่อมหาทรัพย์ได้
      • ความหมาย คนที่ขยันในการทำงานไม่เกียจคร้าน ย่อมสามารถซื้อหาทรัพย์ได้ไม่เกิดความยากจน
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนให้พุทธศาสนิกชนต้องมีนิสัยรักการทำงาน เอาใจใส่ต่อการงาน ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตได้
    2. วายเมเถว ปุริโส ยาวอตฺถสฺส นิปฺปทา อ่านว่า วา-ยะ-เม-เถ-วะ-ปุ-ริ-โส-ยา-วะ-อัด-ถัด-สะ-นิป-ปะ-ทา
      • แปลว่า เกิดเป็นคนควรพยายาม จนกว่าจะประสบความสำเร็จ
      • ความหมาย คนที่มีความพยายาม คือ คนที่ขยันพากเพียรในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ประสบผลสำเร็จโดยไม่มีความย่อท้อใดๆ
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนให้ชาวพุทธมีความพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ แล้วจะประสบความสำเร็จ
    3. สนฺตฏฺฐี ปรมํ ธนํ อ่านว่า สัน-ตัด-ถึ-ปะ-ระ-มัง-ทะ-ยัง
      • แปลว่า ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
      • ความหมาย ความสันโดษเป็นความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไม่ทำสิ่งใดที่เกิดความสามารถของตน ไม่อยากได้ของคนอื่น จัดเ็ป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการสอนให้ชาวพุทธพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่คิดโลภ อยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตนจนเกิดความทุกข์เปรียบเป็นทรัพย์ที่ีมีค่าอย่างยิ่ง
    4. อิณาทานํ ทุกขํโลเก อ่านว่า อิ-นา-ทา-นัง-ทุก-ขัง-โล-เก
      • แปลว่า การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก
      • ความหมาย การเป็นหนี้ซึ่งเกิดจากความไม่พอเพียงในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จึงจำเป็นจะต้องไปขอหยิบยืมจากผู้อื่น ซึ่งจะต้องหาเงินมาชดใช้ ทำให้เกิดความทุกข์อย่างยิ่ง
      • จุดมุ่งหมาย  เพื่อสอนให้ชาวพุทธรู้จักใช้จ่ายจนเกินตัวจนกลายเป็นหนี้ เพราะจะเกิดความทุกข์
    5. ราชา มุขํ มนุสฺสานํ อ่านว่า  พระราชาเป็นประมุขของประชาชน
      • แปลว่า พระราชาเป็นประมุขของประชาชน
      • ความหมาย พระมหากษัตริย์หรือพระราชาเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการปกครองเป็นอย่างยิ่ง โดยพระองค์ทำหน้าที่เป็นประมุขของประชาชนเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนใจชาวพุทธว่า พระราชาจะเป็นผู้ปกครองของประชาชนทุกคนในแผ่นดิน ดังนัเนประชาชนควรให้ความเคารพพระเจ้าแผ่นดิน
    6. สติโลกสฺม ธาคโร อ่านว่า สะ-ติ-โล-กัส-สะ-มะ-ชา-คะ-โร
      • แปลว่า  สติเป็นเครื่องเตือนอยู่ในโลก
      • ความหมาย  สติ คือการรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ว่าขณะนี้กำลังทำสิ่งใดอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่ประมาท
      • จุดมุ่งหมาย เพื่อสอนใจชาวพุทธให้เห็นความสำคัญของสติ และผลเสียของการขาดสติ สอนให้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
    7. นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ  อ่านว่า นัต-ถิ-สัน-ติ-ปะ-รัง-สุ-ขัง
      • แปลว่า สุขอื่นใดจะสุขกว่าความสงบไม่มี
      • ความหมาย ความสงบ คือ การไม่ถูกรบกวนทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ซึ่งจะนำความสุขมาให้แก่บุคคล เป็นความสุขที่แท้จริง
      • จุดมุ่งหมาย  สอนให้รู้จักคุณค่าของความสงบ เพราะการมีจิตสงบจะทำให้เกิดความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ และกระตุ้นให้คนฝึกฝนจิตใจใ้ห้เกิดความสงบ เพื่อทำให้ความสุขในการดำเนินชีวิต ไม่กระวนกระวาย รุ่มร้อน และมีอารมณ์ขุ่นมัว
    8. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ อ่านว่า นิพ-พา-นัง-ปะ-ระ-มัง-สุ-ขัง
      • แปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
      • ความหมาย นิพพาน แปลว่า การหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ซึ่งจะทำให้จิตใจสงบ จัดเป็นความสุขอย่างยิ่งของมนุษย์
      • จุดมุ่งหมาย สอนให้เห็นความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ หมายถึง การหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง หรือการบรรลุนิพพาน เป็นภาวะจิตที่ว่างเปล่า มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ เป็นจุดหมายสูงสุดของชาวพุทธทุกคน
    9. จิตฺตํ ทนฺติ สุขาวหํ อ่านว่า จิต-ตัง-ทัน-ตัง-สุ-ขา-วะ-หัง
      • แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
      • ความหมาย จิตที่ฝึกดีแล้ว หมายถึง จิตที่ได้รับการฝึกอบรมและดูแลรักษามาเป็นอย่างดี ทำให้เป็นคนหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวในสิ่งแวดล้อมที่ีมากระทบ มีความสงบเยือกเย็น
      • จุดมุ่งหมาย มุ่งให้ฝึกอบรมจิต ซึ่งทำได้หลายทาง เช่น การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้รู้และเข้าใจสภาพที่เป็นจริง เช่น การระลึกถึงศีล การระลึกถึงจาคะ การระลึกถึงเทวดา และวิธีการกำหนดลมหายใจเข้าออก  เป็นต้น
    10. น อุจฺจาวจํ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ อ่านว่า นะ-อุจ-จา-วะ-จัง-ปัน-ทิ-ตา-ทัส-สะ-ยัน-ติ
      • แปลว่า บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้นๆ ลงๆ
      • ความหมาย บัณฑิต หมายถึง ผู้มีปัญญา ผู้ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความดีงาม ใช้ปัญญาในกาารดำเนินชีวิต และมีจิตใจห่างไกลจากสิ่งชั่วร้ายหรืออบายมุขต่างๆ บัณฑิตต้องมีจิตใจมั่นคง ยึดมั่นในคุณงามความดี ทำความดีเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่แสดงอาการขึ้นๆ ลงๆ
      • จุดมุ่งหมาย ต้องการสอนให้ผู้อยู่ในวัยเรียน มีความมั่นคงในการทำความดี เข้าใจถึงลัึกษณะของผู้เป็นบัณฑิต  ซึ่งผ่านการศึกษาและการฝึกอบรมมาดีแล้ว ต้องมีจิตใจมั่นคงเข้มแข็งในการทำสิ่งที่ดีถูกต้องดีงาม ไม่ดื้อร้นทำตามใจตัวเอง แต่ต้องยึดหลักธรรมเป็นใหญ่
    11. นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต อ่านว่า นัต-ถิ-โล-เก-อะ-นิน-ทิ-โต
      • แปลว่า คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
      • ความหมาย การนินทา หมายถึง การติเตียนลับหลัง หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเรื่อง โลกธรรม 8 สอนว่า การนินทาเป็นเรื่องธรรมดาของโลก สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน บุคคลที่ได้รับการสรรเสริญ ก็ย่อมถูกนินทาได้เช่นกัน
      • จุดมุ่งหมาย สอนให้ชาวพุทธเข้าใจธรรมชาติของโลกและมนุษย์ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ต้องตระหนักว่า ไม่มีใครในโลกรอดพ้นจากการนินทา
    12. โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ อ่านว่า โก-ธัง-คัด-วา-สุ-ขัง
      • ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข
      • ความหมาย ความโกรธ เป็นความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อบุคคล หรือต่อสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนที่มีความทุกข์ เมื่อเกิดความโกรธอาจตัดสินใจใช้อารมณ์รุนแรงกระทำต่อบุคคลหรือสิ่งของส่งผลเสียหายร้ายแรงตามมา ดังนั้นการกำจัดความโกรธออกไปได้ชีวิตย่อมสงบสุข
      • จุดมุ่งหมาย สอนให้ชาวพุทธรู้จักโทษและผลเสียของความโกรธ รู้จักฝึกระงับความโกรธ มิให้เกิดขึ้นง่ายๆ โดยใช้หลักไตรสิกขา ได้แก่
        1. การรักษาศีล
        2. การเจริญสมาธิ
        3. การเจริญปัญญา
  14. จงบอกคำ
About these ads

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ศาสนาช่วงชัันที่ 4 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s