:: ใบงานที่ 4 อาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรอยุธยา ::

 การสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย 

อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรของคนไทยที่ได้รับการสถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 1792  ก่อนหน้าที่จะมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นมานั้น  สุโขทัยเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน  มีผู้นำคนไทยชื่อ  พ่อขุนศรีนาวนำถุม  เป็นเจ้าเมืองปกครองอยู่  เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์  ขอมสบาดโขลญลำพง  ขุนนางขอมได้นำกำลังเข้ายึดกรุงสุโขทัยไว้ได้

เมื่อพวกขอมเริ่มเสื่อมอำนาจลง  ในปี พ.ศ. 1780  ได้มีผู้นำ 2 ท่าน  คือ  พ่อขุนบางกลางหาว  และพ่อขุนผาเมือง  ซึ่งเป็นผู้นำคนไทยได้ร่วมมือกันรวบรวมกำลังเข้าขับไล่ขอมออกจากดินแดนแถบนี้และตั้งตนเป็นอิสระ  พร้อมกับสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของอาณาจักรไทย  และได้สถาปนาพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงสุโขทัยทรงพระนามว่า  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  นับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุโขทัยหรือราชวงศ์พระร่วง  นับตั้งแต่ พ.ศ. 1792  เป็นต้นมา

กรุงสุโขทัย  มีกษัตริย์ปกครอง 9 พระองค์  ดังนี้

  • พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
  • พ่อขุนบานเมือง
  • พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
  • พญาเลอไทย
  •  พญางั่วนำถม
  • สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย)
  • สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 2
  • สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสลือไทย)
  • สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)

ความเสื่อมของอาณาจักรสุโขทัย

หลังจากสิ้นรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  มีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์อีก 2 พระองค์  คือ  พญาเลอไทย  และพญางั่วนำถม  แต่อาณาจักรสุโขทัยก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง  บรรดาเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของสุโขทัยได้แยกตัวเป็นอิสระและเมืองประเทศราชที่มีกำลังเข้มแข็งต่างพากันแยกตัวไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัย  เช่น  เมืองพงสาวดี  เมืองนครศรีธรรมราช  เป็นต้น  นอกจากนี้ในตอนปลายรัชสมัยพญางั่วนำถมยังเกิดจลาจลขึ้นอีก  เนื่องจากมีการแย่งชิงราชสมบัติจนพญาลิไทยเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยต้องยกกำลังมาปราบ  ทำให้บ้านเมืองสงบลง

หลังทรงปราบจลาจลในกรุงสุโขทัยได้สำเร็จ  พญาลิไทยได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติ  ทรงพระนามว่า  พระมหาธรรมราชาที่ 1  พระองค์ทรงพยายามสร้างอำนาจทางการเมือง  เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เข้มแข็งมาใหม่  อย่างไรก็ตามอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1  ก็ได้ลดลงไปมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 1 แล้ว  มีพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์สืบต่อมาอีก 3 พระองค์  คือ  พระมหาธรรมราชาที่ 2  พระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสลือไทย)  และพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)  แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวอาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจ

การสถาปนาอาณาจักรอยุธยา 

อยุธยามีอำนาจปกครองในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างจนถึงพุทธศตวรรษที่ 19  สันนิษฐานว่า พระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์อโยธยาสมัยนั้น ได้อพยพพาผู้คนมาตั้งเมืองใหม่ที่ หนองโสน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เดิมมากนัก สถาปนาเป็นกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893 และยกฐานะ ลพบุรี ให้เป็นเมืองลูกหลวงการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 1893 ซึ่งไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัดว่า พระองค์สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ใด และมีถิ่นกำเนิดเดิมมาจากที่ใด มีข้อสันนิษฐานในเรื่องดังกล่าว 3 ประการ ดังนี้

1.1 มีถิ่นกำเนิดเดิมมาจากเมืองอู่ทอง  แคว้นสุพรรณภูมิ เมื่อประมาณ พ.ศ. 1890 เมืองอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำจระเข้สามพัน ประสบภัยธรรมชาติ ลำน้ำจระเข้สามพันตื้นเขิน ขาดแคลนน้ำ จึงเกิดโรคระบาด (โรคห่าหรืออหิวาตกโรค) มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก พระเจ้าอู่ทองจึงทรงทิ้งเมือง อพยพผู้คนข้ามฟากแม่น้ำมาตั้งเมืองใหม่ที่บริเวณตำบลหนองโสน (บึงพระราม) ใช้เวลาสร้างเมืองใหม่ 3 ปี และสถาปนาขึ้นเป็นกรุงศรีอยุธยา ราชธานีแห่งใหม่ ใน พ.ศ.1893

1.2 มีถิ่นกำเนิดเดิมมาจากเมืองอโยธยา บริเวณปากแม่น้ำลพบุรี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นละโว้ โดยพระเจ้าอู่ทองทรงอพยพไพร่พลทิ้งเมืองอโยธยา หนีภัยอหิวาตกโรคระบาด มาสร้างเมืองใหม่เช่นกัน

1.3 มีฐานะเป็นพระราชโอรสของแคว้นละโว้ พระราชบิดาของพระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นละโว้ และมอบหมายให้พระเจ้าอู่ทองไปครองเมืองเพชรบุรี ในฐานะเมืองลูกหลวง ครั้งเมื่อพระราชบิดาสวรรคต พระเจ้าอู่ทองจึงเสด็จกลับมาครองราชวมบัติในแคว้นละโว้ และต่อมาได้ย้ายมาตั้งราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงศรีอยุธยา

การถือกำเนิดของอาณาจักรอยุธยา ใน พ.ศ. 1893 เป็นช่วงที่อาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเป็นอาณาจักรของคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งทางตอนบนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเสื่อมอำนาจลง ตรงกับรัชการพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ในขณะที่ดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างก็ยังคงมีแคว้นของคนไทยตั้งบ้านเมืองมั่นคงเป็นปึกแผ่นอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ ลพบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งต่อมาถูกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาในที่สุดปัจจัยที่สนับสนุนให้การสถาปนากรุงศรีอยุธยาประสบความสำเร็จ

1. ความเข้มแข็งทางการทหาร สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ผู้ครองแคว้นละโว้ หรือดฃเป็นเจ้าเมืองที่มาจากเมืองอู่ทองอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมีกำลังทหารเข้มแข็ง มีกำลังไพร่พลมาก และมีลักษณะเป็นผู้นำทางการเมืองที่ผู้คนยอมรับ จึงให้การสนับสนุนในด้านกำลังคนอย่างเต็มที่

2. การดำเนินนโยบายทางการทูตที่เหมาะสมกับดินแดนใกล้เคียง พระเจ้าอู่ทองได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นสุพรรณภูมิ จึงเป็นการเชื่อมโยงแค้วนละโว้และแคว้นสุพรรณภูมิให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ทั้งสองอาณาจักรลดการแข่งขันทางการเมืองซึ่งกันและกัน

3. การปลอดอำนาจทางการเมืองภายนอก  ในขณะนั้น อาณาจักรสุโขทัยของคนไทยด้วยกันที่อยู่ทางตอนเหนือ และอาณาจักรเขมร ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง จึงไม่สามารถสกัดกั้นการก่อตั้งอาณาจักรใหม่ของคนไทยได้

4. ทำเลที่ตั้งมีความเหมาะสมในด้านยุทธศาสตร์ กรุงศรีอยุธยามีแม่น้ำไหลผ่าน ถึง 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา   ป่าสักและลพบุรี   ทำให้เป็นที่ราบลุ่มต่ำ ข้าศึกจะล้อมกรุงศรีอยุธยาได้เฉพาะฤดูแล้งเท่านั้น เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมรอบตัวเมืองทำให้ข้าศึกต้องถอนทัพกลับไป

5. ความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเศรษฐกิจ ลักษณะภูมิประเทศของอยุธยาเป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ  ประกอบกับอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีการคมนาคมทางน้ำสะดวกทำให้สามารถติดต่อค้าขายกับต่างประเทศได้ง่ายการสร้างความมั่นคงของอาณาจักรอยุธยา

พระมหากษัตริย์แห่งอยุธยา

ราชวงศ์เชียงราย 3 พระองค์

1) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (1931-1938) ครองราชย์ลำดับที่ 1

2) สมเด็จพระราเมศวร (1912-1913),(1931-1938) ครองราชย์ลำดับที่ 2

3) สมเด็จพระรามราชาธิราช (1938-1952) ครองราชย์ลำดับที่ 5

ราชวงศ์สุวรรณภูมิ 13 พระองค์

1) สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (1913-1931) ครองราชย์ลำดับที่ 3

2) พระเจ้าลัน (1931- ) ครองราชย์ลำดับที่ 4

3) สมเด็จพระนครอินทราธิราช (1952-1967) ครองราชย์ลำดับที่ 6

4) สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (1967-1991) ครองราชย์ลำดับที่ 7

5) สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (1991-2031) ครองราชย์ลำดับที่ 8

6) สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (2031-2034) ครองราชย์ลำดับที่ 9

7) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (2034-2072) ครองราชย์ลำดับที่ 10

8) สมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ 4 (2072-2076) ครองราชย์ลำดับที่ 11

9) สมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร (2076- ) ครองราชย์ลำดับที่ 12

10) สมเด็จพระไชยราชาธิราช (2077-2090) ครองราชย์ลำดับที่ 13

11) สมเด็จพระยอดฟ้า (2090-2091) ครองราชย์ลำดับที่ 14

12) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ (2091-2106),(2111-2112) ครองราชย์ลำดับที่ 15

13) สมเด็จพระมหินทราธิราช (2106-2111),(2112- ) ครองราชย์ลำดับที่ 16

ราชวงศ์พระร่วง 7 พระองค์

1) สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (2112-2133) ครองราชย์ลำดับที่ 17

2) สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (2133-2148) ครองราชย์ลำดับที่ 18

3) สมเด็จพระเอกาทศรถ (2149-2163) ครองราชย์ลำดับที่ 19

4) สมเด็จเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ (2163- ) ครองราชย์ลำดับที่ 20

5) สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (2163-2171) ครองราชย์ลำดับที่ 21

6) สมเด็จพระเชษฐาธิราช (2171-2172) ครองราชย์ลำดับที่ 22

7) สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ (2172- ) ครองราชย์ลำดับที่ 23

ราชวงศ์ปราสาททอง 4 พระองค์

1) สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (2172-2199) ครองราชย์ลำดับที่ 24

2) สมเด็จเจ้าฟ้าไชย (2199- ) ครองราชย์ลำดับที่ 25

3) พระศรีสุธรรมราชา (2199- ) ครองราชย์ลำดับที่ 26

4) สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (2199-2231) ครองราชย์ลำดับที่ 27

ราชวงศ์บ้านพลูหลวง 6 พระองค์

1) สมเด็จพระเพทราชา (2231-2246) ครองราชย์ลำดับที่ 28

2) สมเด็จพระศรีสรรเพชญที่ 8 (2246-2252) ครองราชย์ลำดับที่ 29

3) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (2252-2275) ครองราชย์ลำดับที่ 30

4) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (2276-2301) ครองราชย์ลำดับที่ 31

5) สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (2301- ) ครองราชย์ลำดับที่ 32

6) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่นั่งสุริยามรินทร์ (2301-2310) ครองราชย์ลำดับที่ 3

ความเสื่อมของอาณาจักรอยุธยา

การแตกความสามัคคี  สมัยอยุธยาซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่าสี่ร้อยปี มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินโดนการชิงราชสมบัติในพระราชวงศ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยเฉพาะตั้งแต่  ภายหลังสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม(พ.ศ .๒๑๕๓ – ๒๑๗๑) เป็นต้นมา จนถึงสมัยสมเด็จ พระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑) เหตุการณ์ ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเจ้านายและขุนนางแตกความสามัคคี ไม่ยอมรับพระมหากษัตริย์ที่ไม่ใช่เป็นฝ่ายตน ทำให้มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยุธยามีความสำคัญ เนื่องจากเป็รศูนย์รวมการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อ สถาบันกษัตริย์ถูกสั่นคลอนอยู่บ่อยๆ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินขาดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังทำให้พระราชวงศ์และขุนนาง ซึ่งเป็นคนมีฝีมือแต่เป็น ฝ่ายตรงกันข้ามถูกประหารชีวิตหรือถูกกวาดล้างทำให้เจ้านายและขุนนางที่มีฝีมือลดจำนวนลง ตามลำดับเมื่อพม่ายกทัพมาล้อมอยุธยาผู้มีฝีมือที่ช่วยป้องกัน พระนครจึงมีน้อยจนไม่สามารถต้าน ทานการ โจมตีจากกองทัพพม่า

ระบบไพร่ขาดประสิทธิภาพ      ระบบศักดินาของสังคมอยุธยา เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมคนตามลำดับชั้นโดยพระมหากษัตริย์พระราชทานให้พระราชวงศ์และขุนนางดูแลควบคุมดูแล ไพร่ดังที่อธิบายในเรื่องอยุธยาแล้วการชิงราชสมบัติทำให้ระบบไพร่ขาดความมั่นคงอย่างมากเพราะไพร่ที่มูลนายของตนเป็น ฝ่ายแพ้ ต้องถูกย้ายสังกัดหรือต้องไปขึ้นสังกัดอยู่กับมูลนายคนใหม่ การที่ระบบไพร่ขาดความมั่นคงมิใช่เป็นเพียงแคความระส่ำระส่ายจากการ เปลี่ยนมูลนายเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสังคมอยุธยามูลนายและไพร่ผูกพันกันด้วยระบบอุปถัมภ์โดยมูลนายให้ความช่วยเหลือไพร่ส่วนไพร ่มีความจงรักภักดีให้กับมูล  นายเป็นการตอบแทนการเปลี่ยนมูลนายบ่อยครั้งทำให้ความจงรักภักดีของ ไพร่ไม่แน่นแฟ้นเหมือนเดิมประกอบกับเมื่อระบบการควบคุมคนขาดประสิท   ภาพจึงเกิดเหตุการณ์ไพร่หนีนายเป็นจำนวนมากการระดมพลจึงรวบรวมผู้คนได้น้อยจนเป็น สาเหตุหนึ่งทำให้กองทัพอยุธยาสู้รบกองทัพพม่าไม่ได้

สงครามระหว่างไทยกับพม่า       สงครามระหว่างอยุธยากับพม่าเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรอยุธยาสิ้นสุดลง กล่าวคือพม่าได้ส่งกองทัพเดินทางเข้ามา ยังอยุธยาเพื่อโจม ตีราชธานีใน พ.ศ.๒๓๐๙ ทั้งนี้เพราะพม่าต้องการปราบปรามชาวมอญที่หลบหนีมาอยู่ในอาณาเขตอยุธยาอีกทั้ง พม่าต้องการขยายอาณาเขตให้ กว้างขวางออกไปในที่สุดกองทัพพม่าเข้าล้อมอยุธยาจนถึงปี พ.ศ.๒๓๑๐ชาวอยุธยามีความหวังว่าเมื่อ ถึงฤดูน้ำหลากพม่าคงยก ทัพกลับไปแต่การคาดคะเน  ของชาว อยุธยาผิดพลาดเพราะพม่าได้เลือกตั้งค่ายอยู่บนเนินซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งของวัดเช่นวัดแม่นางปลื้ม วัดภูเขาทองและวัดการ้องส่วนภายในกรุงเริ่มขาดแคลน เสบียงอาหาร มีโจรผู้ร้ายชุกชุมและเกิดโรคระบาด ในที่สุดพม่าโจมตีอยุธยาได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ ในปีนี้ถือว่าอาณาจักรอยุธยาสิ้นสุดลง เมื่อนัก    เรียนศึกษาประวัติศาสตร์ตอนนี้ อาจพบว่าการสิ้นสุดของอาณาจักร อยุธยาเนื่องจากถูกพม่า โจมตีเป็นปัจจัยสุดท้ายสาเหตุแท้จริงที่ทำให้อยุธยาไม่สามารถต้านทานกอง ทัพพม่าได้เนื่องจากคนไทยกลุ่มหนึ่งขาดความสามัคคีอีกทั้งขาดการฝึกหัดการรบหรือยุทธวิธีการรบใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันตนเองจึงทำ ให้ต้องประสบกับความทุกข์ยากและสูญเสียบ้านเมืองไปในที่สุด อย่างไรก็ตามการสิ้นสุดของอาณาจักรอยุธยาไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะท้อแท้  หมดกำลังใจทั้งนจะเห็นได้ว่าภายหลังจากเหตุการณ์เสียอยุธยาเพียงแค่ 7 เดือน คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งสามารถกู้เอกราชกลับคืนมาได้ดังเดิม

About these ads

แสดงความคิดเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ม.6 ::

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s