::พัฒนาการทางด้านสังคมและวัฒนธรรม::

สภาพสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่มีลักษณะโครงสร้างไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยาและธนบุรี

องค์ประกอบของสังคมไทยประกอบด้วยสถาบันต่างๆ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ ไพร่ และทาส

1. พระมหากษัตริย์ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะเป็นทั้งเทวราชาและธรรมราชา

* พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์สมมติเทพ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นสมมติเทพตามติของศาสนาพราหมณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสมมติเทพ เช่น การสร้างที่ประทับ พระที่นั่งพระราชวัง การประกอบพิธีต่างๆ การใช้คำราชาศัพท์ เป็นต้น
* พระมหากษัตริย์ในฐานะธรรมราชา ตามคติธรรมราชานั้นถือว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม 10 ประการ และจักรวรรดิวัตร 12 ประการ

อย่างไรก็ตาม โดยขัตติยราชประเพณีแล้วพระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประดุจดังสมมติเทพ โดยคติความเชื่อ แต่ในทางปฏิบัติ พระองค์ทรงเป็นธรรมราชา ทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะของความเป็นผู้ นำทางการเมืองที่เหมือนคนธรรมดามากขึ้น แต่พระองค์ก็ยังทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดเป็นเจ้าชีวิตของปวงชน เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นจอมทัพ เป็นต้น และพระบรมราชโองการของพระองค์ ผู้ใดจะฝ่าฝืนไม่ได้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษอย่างหนัก

2. พระบรมวงศานุวงศ์

* สกุลยศและอิสริยยศของพระบรมวงศานุวงศ์ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายส่วนใหญ่ก็อยู่ในฐานะอันสูงส่ง ทั้งนี้เพราะเป็นพระญาติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ ตำแหน่งของพระบรมวงศานุวงศ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สกุลยศกับอิสริยศ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สกุลยศมีอยู่ 3 ตำแหน่ง คือ เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า และหม่อมเจ้า ส่วนอิสรยศ คือ พระยศที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้น อิสริยยศที่สำคัญที่สุดและสูงที่สุด ได้แก่ พระมหาอุปราช นอกจากนี้การได้รับตำแนห่งทรงกรมก็คือเป็นอิสริยยศด้วยเหมือนกัน ได้แก่ กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมสมเด็จ
* การถือศักดินาของพระบรมวงศานุวงศ์ แตกต่างกันไปตามลำดับ ถ้าเป็นเจ้าฟ้าจะมีศักดินาสูงสุด หม่อมราชวงศ์จะมีศักดินาต่ำสุด แต่ถ้าทรงกรมก็มีศักดินาสูงกว่าเจ้านายในระดับเดียวกัน แต่มิได้ทรงกรม เช่น เจ้าฟ้าที่เป็นพระเชษฐาหรือพระอนุชาของพระมหากษัตริย์ถ้าไม่ได้ทรงกรมจะถือศักดินา 20,000 ไร่ ถ้าทรงกรมจะถือศักดินาถึง 50,000 ไร่ตามลำดับ
* สิทธิตามกฏหมายของพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งมีสิทธิอยู่ 2 ประการ คือ จะพิจารณาคดีของพระบรมวงศานุวงศ์ในศาลใดๆ ไม่ได้นอกจากศาลของกรมวัง และ จะนำพระบรมวงศานุวงศ์ไปขายเป็นทาสไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้กระทำสัญญาซื้อขายเช่นนั้นได้อย่างถูกต้องตาม กฏหมาย

3. ขุนนาง คือ บุคคลที่รับราชการแผ่นดิน มีศักดินา ยศ ราชทินนาม และตำแหน่ง เป็นเครื่องชี้บอกถึงอำนาจและเกียรติยศ ขุนนางเปรียบเหมือนข้าราชการของแผ่นดิน แต่ข้าราชการแผ่นดินบางคนจะไม่ได้มีฐานะเป็นขุนนางก็ได้ เพราะการเป็นขุนนางต้องขึ้นอยู่กับศักดินาของตนด้วย ผู้มีศักดินา 400 ไร่ขึ้นไปถึงได้เป็นขุนนาง ยกเว้นพวกมหาดเล็กเพราะถือว่าพวกนี้เป็นขุนนางอยู่แล้ว

* การลำดับยศของขุนนาง ยศของขุนนางมี 7 ลำดับ จากสูงสุดไปต่ำสุดดังนี้ สมเด็จเจ้าพระยา เจ้าพระยา พระ หลวง ขุน หมื่น และ พัน ศักดินาของสมเด็จเจ้าพระยาอยู่ในระดับ 30,000 ไร่ นับว่าสูงสุดในบรรดาขุนนางทั้งหลาย ส่วนพันถือศักดินา 100-400 ไร่ หมื่นถือศักดินา 200-800 ไร่ ขุนถือศักดินา 200-1,000 ไร่ สำหรับขุนนางที่มียศเป็นหลวงขึ้นไป มีศักดินาไม่ต่ำกว่า 800 ไร่ขึ้นไป แสดงว่าผู้เป็นพัน หมื่น ขุนอาจมีสิทธิไม่ได้เป็นขุนนางก็ได้ ถ้าศักดินาของตนเองไม่ถึง 400 ไร่ และอาจมีสิทธิเป็นขุนนางได้ถ้ามีศักดินาถึง 400 ไร่ขึ้นไป
* สิทธิตามกฏหมายของพวกขุนนาง เช่น ได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์แรงงานไปใช้ โดยการยกเว้นนี้ต่อเนื่องไปถึงบุตรของขุนนางด้วย แต่ถ้าผู้ใดเป็นข้าราชการมีศักดินาไม่ถึง 400 ไร่ก็จะได้รับเอกสารยกเว้นการเกณฑ์แรงงานเป็นรายบุคคล แต่เอกสารนี้มิได้คลุมไปถึงลูกของข้าราชการเหล่านั้น สำหรับผู้ที่มีศักดินา 400 ไร่ขึ้นไป จะได้รับสิทธิเข้าเฝ้าในการเสด็จออกขุนนาง และได้รับอนุญาตให้ผู้อื่นขึ้นศาลแทนตนได้ เป็นต้น

4. ไพร่ ฐานันดรไพร่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีสภาพไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยา ไพร่ถูกมูลนายเอาชื่อเข้าบัญชีไว้ เพื่อเกณฑ์แรงงานไปใช้ในราชการต่างๆ ด้วยเหตุนี้ไพร่จึงต้องสังกัดอยู่กับเจ้าขุนมูลนายที่ตนสมัครอยู่ด้วยและถ้าเจ้าขุนมูลนายของตนสังกัดอยู่กรมกองใด ไพร่ผู้นั้นก็ต้องสังกัดในกรมกองนั้นตามเจ้านายด้วย

ไพร่อาจแบ่งประเภทตามสังกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ ไพร่หลวงและไพร่สม ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน ดังนี้

* ไพร่หลวง หมายถึง ไพร่ที่พระราชทานแก่กรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง หน้าที่ของไพร่หลวงจึงแตกต่างกันไปตามหน้าที่ที่ระบุไว้ของแต่ละกรมกอง ดังนั้นไพร่หลวง จึงอยู่ในกรม 2 ประเภท คือ
o ไพร่หลวงที่ต้องมารับราชการตามที่ทางราชการกำหนดไว้ หากมาไม่ได้ต้องให้ผู้อื่นมาแทนหรือส่งเงินแทนการรับราชการ ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าฯให้ไพร่หลวงเปลี่ยนเป็นอยู่เวรรับราชการปีละ 4 เดือน คือ เข้าเวร 1 เดือน ออกเวร 2 เดือน ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงลดเวลารับราชการของไพร่หลวงลงอีกจาก 4 เดือน เป็น 3 เดือนต่อปี คือเข้าเวร 1 เดือน ออกเวร 3 เดือน
o ไพร่หลวงที่ต้องเสียเงิน แต่ไม่ต้องมารับราชการ ซึ่งเรียกว่า ไพร่หลวงส่วย
* ไพร่สม หมายถึง ไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่เจ้านายและขุนนางที่มีตำแหน่งทำราชการเพื่อเป็นผลประโยชน์ เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีเงินเดือน การควบคุมไพร่ของมูลนายจึงหมายถึงการได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เช่น ได้รับส่วนลดจาการเก็บเงินค่าราชการ หรือได้รับของกำนัลจากไพร่ เป็นต้น

ไพร่สมนั้นจะตกเป็นของมูลนายตราบเท่าที่ขุนนางผู้เป็นมูลนายยังมีชีวิตอยู่ในตำแหน่งราชการ เมื่อมูลนายถึงแก่กรรม ไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรของขุนนางผู้นั้นจะยื่นคำร้องขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา

ไพร่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้ใน 2 กรณี คือ ถ้าทำความดีความชอบอย่างสูงต่อแผ่นดิน อาจได้รับเลื่อนฐานะเป็นขุนนางได้ แต่ถ้ามีความผิดหรือเป็นหนี้สินต่อนายเงิน ก็จะต้องตกเป็นทาสได้เช่นกัน

ในเรื่องความเป็นอยู่ของไพร่นั้น ไพร่หลวงจะมีฐานะลำบากที่สุด ส่วนไพร่ส่วยสบายที่สุด เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไพร่หลวงจะถูกเกณฑ์แรงงานเพื่อเข้ารับราชการ ทั้งในยามสงครามและยามสงบปีละ 3 เดือน ส่วนไพร่สมก็มีหน้าที่รับใช้มูลนายเป็นส่วนใหญ่ ไพร่สมจึงทำงานเบากว่าไพร่หลวง

5. ทาส หมายถึง บุคคลที่มิได้มีกรรมสิทธิ์ในแรงงานและชีวิตของตนเอง แต่กลับตกเป็นของนายจนกว่าจะได้รับการไถ่ตัวพ้นจากความเป็นทาส นายมีสิทธิ์ในการซื้อขายทาสได้ ลงโทษทุบตีทาสได้ แต่จะให้ถึงตายไม่ได้ ทาสมีศักดินาเพียง 5 ไร่เท่านั้น

* การแบ่งประเภทของทาส ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทาสคงมีอยู่ 7 ประเภทเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา ได้แก่ ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์,ลูกทาสที่เกิดในเรือนเบี้ย,ทาสที่ได้มาข้างฝ่ายบิดา มารดา,ทาสมีผู้ให้,ทาสอันได้ช่วยกังวลธุระทุกข์ด้วยคนต้องโทษทัณฑ์,ทาสที่ เลี้ยงเอาไว้ในเวลาข้าวยากหมากแพง,และทาสเชลย ทาสเหล่านี้อาจไม่ยอมขอทานเพราะถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย จึงยอมขายตัวลงเป็นทาส
* การหลุดพ้นจากความเป็นทาส ทาสมีโอกาสได้รับการปลดปล่อยให้หลุดพ้นจากความเป็นทาส ในกรณีต่อไปนี้
o ถ้านายเงินอนุญาตให้ทาสบวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรหรือนางชี ก็ถือว่าหลุดพ้นจากความเป็นทาส แม้ภายหลังจะลาสิกขาบทแล้ว ก็จะเอาคืนมาเป็นทาสของตนไม่ได้
o ในกรณีนายเงินใช้ทาสไปทำสงครามและทาสถูกจับเป็นเชลย ต่อมาหนีรอดมาได้ก็หลุดพ้นจากความเป็นทาส
o ถ้าทาสฟ้องนายว่าเป็นกบฏและสวบสวนได้ว่าเป็นจริง ให้ทาสนั้นพ้นจากความเป็นทาสได้
o นายเงิน พ่อของนายเงิน หรือพี่น้องลูกหลานของนายเงิน ได้ทาสเป็นภรรยา ให้ทาสนั้นเป็นไท และลูกที่เกิดมานั้นเป็นไทด้วย
o ถ้าทาสนั้นตายด้วยการทำธุรกิจใดๆ ให้แก่นายเงิน นายเงินจะเรียกเอาเงินคืนจากผู้ขายไม่ได้ แต่ถ้าตายด้วยเหตุอื่นนายเงินจะเรียกเอาเงินคืนจากผู้ขายได้บ้าง
o เป็นอิสระด้วยการไถ่ตัว อาจจะเป็นผู้ขอไถ่ตัวเอง หรือมีบุคคลใดก็ได้มาไถ่ให้เป็นอิสระ

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายหลังจากการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทาสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกทาสได้เพิ่มจำนวนมาก และคาดว่าผู้ที่เป็นทาสนั้นมีจำนวนถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด ส่วนใหญ่ยอมเป็นทาสเพราะปัญหาซึ่งมีหนี้สินเป็นจำนวนมากที่สุด ทั้งนี้เพราะพวกชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่ต้องเป็นหนี้สินเนื่องจากเก็บเกี่ยว ไม่ได้ผล แต่ก็มีอีกเป็นจำนวนมากที่ยอมขายตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปทำงาน

นอกจากนี้สถาบันสงฆ์ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสังคมไทย ซึ่งพระมหากษัตริย์ ขุนนาง ไพร่ ทาส อาจเปลี่ยนสถานภาพจากฆราวาสมาเป็นพระภิกษุในสถาบันสงฆ์ได้ และผู้เป็นพระสงฆ์จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน

พระสงฆ์จะเป็นผู้ได้รับความเคารพนับถือจากคนไทยทุกระดับชั้น ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาจนถึงไพร่และทาส แต่ในบางครั้งเมื่อสถาบันพระสงฆ์เสื่อมโทรมด้วยข้อวัตรปฏิบัติ พระมหากษัตริย์จะทรงเอาเป็นพระธุระเพื่อปรับปรุงแก้ไข และทำการปฏิรูปคณะสงฆ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น ดังเช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงออกกฏหมายพระสงฆ์เพื่อควบคุมให้พระสงฆ์มีความบริสุทธิ์ เป็นต้น

สำหรับคนต่างด้าวที่เข้ามาพำนัก อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรมีอยู่ด้วยกันหลายพวก เป็นต้นว่า มอญ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน บางพวกก็หนีร้อนมาพึ่งเย็น บางพวกก็ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย ไม่ได้มีโอกาสกลับบ้านเมืองของตนเอง แต่ในบรรดาคนต่างด้าวที่เข้ามาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรและมีผลกระทบอย่าง สำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของไทยในสมัยนี้คือพวกคนจีน

ศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นับว่าเป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทยเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นใหม่ นอกจากนี้ก็มีการปรับปรุงเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ให้วัฒนธรรมไทยในยุคนี้ด้วย นับได้ว่าเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมไทยที่มีมาแต่อยุธยาให้กลับเจริญรุ่งเรือง หลังจากประสบกับวิกฤตการณ์สงครามสู้รบระหว่างไทยกับพม่ามาแล้ว

สภาพทางสังคมของไทยตั้งแต่อดีต ได้ผูกพันกับพระพุทธศาสนามาโดยตลอด ความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมจึงมีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนาด้วย ศิลปกรรมและวรรณกรรมต่างๆ ที่บรรจงสร้างด้วยความประณีตก็เกิดจากแรงศรัทธาทางศาสนาทั้งสิ้น

1. การทำนุบำรุงทางด้านพระพุทธศาสนา

* ในสมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ.2325-2352) พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฏกที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ใน พ.ศ.2331 โดยใช้เวลาประชุมกันประมาณ 5 เดือน
* ในสมัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ.2352-2367) พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชกุศลอย่างใหญ่โตในวันวิสาขบูชา เหมือนดังที่เคยทำกันในสมัยอยุธยา คือ ทำบุญกันทั่วไปเป็นเวลา 3 วัน สัตว์ที่เคยถูกฆ่าเป็นอาหารนั้นโปรดให้ปล่อยให้หมดภายใน 3 วัน มิให้มีการฆ่าสัตว์โดยเด็ดขาด
* ในสมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2367-2394) พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก พระองค์ทรงทำนุบำรุงคณะสงฆ์ ตลอดจนทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปและวัดวาอารามมากมาย ในสมัยนี้ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์ได้มีโอกาสเผยแผ่ ในประเทศไทยโดยพวกมิชชันนารี ทำให้คนไทยบางส่วนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ ขณะเดียวกันในวงการพระพุทธศาสนาของไทยก็มีการเคลื่อนไหวที่จะปฏิรูปข้อ วัตรปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทยให้สอดคล้องกับคำสอนในพระไตรปิฏก โดยเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งทรงผนวชมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และได้เสด็จมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (พ.ศ.2370-2394) ทรงเป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการปฏิรูปครั้งนั้น จนกระทั่งได้ทรงตั้งนิกายใหม่ เรียกว่า “ธรรมยุติกนิกาย”

2. การทำนุบำรุงศิลปกรรม

* การทำนุบำรุงด้านศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 ในบรรดาศิลปกรรมของไทยซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงให้ความสนพระทัยมากนั้น ได้แก่ บรรดาตึกรามต่างๆ ที่สร้างขึ้น ล้วนมีการตกแต่งลวดลายอย่างงดงามทั้งภายในและภายนอก ทั้งโดยปูนและโดยไม้แกะสลัก ตึกที่ทรงให้จัดสร้างขึ้นส่วนมากเป็นวัด เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีพระที่นั่งต่างๆ เช่น พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย, พระที่นั่งไพศาลทักษิณ, พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน, พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นต้น

รัชกาลที่ 1 ทรงสนพระทัยทางด้านวรรณคดี ดังนั้นในสมัยนี้จึงมีบทวรรณคดีที่สำคัญหลายเรื่อง เช่น รามเกียรติ์ นอกจากนี้ก็มีการแปลวรรณกรรมต่างชาติมาเป็นภาษาไทย เช่น หนังสือสามก๊ก ,ราชาธิราช เป็นต้น

* การทำนุบำรุงด้านศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 2 ทรงสนพระทัยในเรื่องการก่อสร้างและตกแต่งตึกรามต่างๆ พระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้าง “สวนขวา” ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ทรงริเริ่มสร้างพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม (แต่สร้างสำเร็จเรียบร้อยในสมัยรัชกาลที่ 3) พระปรางค์จะตกแต่งด้วยถ้วยและชามจีนซึ่งทุบให้แตกบ้าง แล้วติดกับฝาทำเป็นลวดลายรูปต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านการแกะสลัก ดังจะเห็นได้จากประตูวัดพระเชตพนวิมลมังคลาราม ประตูวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นต้น

รัชกาลที่ 2 โปรดการฟ้อนรำอย่างโบราณของไทยเป็นอันมาก ทั้งโขนและละคร ทรงปรับปรุงจังหวะและท่ารำต่างๆ โดยพระองค์เอง พระองค์โปรดให้มีพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่ ทั้งที่เป็นเรื่องเดิมและเรื่องใหม่ หรือเอาเรื่องเดิมมาแต่งขึ้นใหม่ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 มีทั้งหมด 7 เรื่อง เรื่อง”อิเหนา” เป็นเรื่องที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เองตลอดทั้งเรื่อง ส่วนอีก 6 เรื่อง โปรดเกล้าฯ ให้กวีท่านอื่นๆ ร่วมงานด้วย

* การทำนุบำรุงด้านศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 การผลิตงานทางด้านศิลปะในสมัยรัชกาลที่ 3 จัดว่ามีลักษณะเยี่ยมยอดในวงการศิลปะของไทยไม่แพ้ในสมัยอื่น ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงมุ่งซ่อมแซมและปรับปรุงปราสาทมากกว่าจะสร้างใหม่ โดยระมัดระวังรักษาแบบดั้งเดิมเอาไว้ พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์และขยายเขตวัดวาอารามมากมาย ทรงสร้างวัดด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ขึ้น 5 วัด ให้เชื้อพระวงศ์และขุนนางสร้างอีก 6 วัด วัดสำคัญที่สร้างในสมัยนี้ได้แก่ วัดเทพธิดาราม,วัดราชนัดดา,วัดเฉลิมพระเกียรติ์,วัดบวรนิเวศวรวิหาร,วัดบวรสถาน,วัดประยูรวงศ์,วัดกัลยาณมิตร เป็นต้น สิ่งก่อสร้างมากมายที่เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมทางศาสนาของไทย เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระสถูป พระมลฑป หอระฆัง เป็นต้น โบสถ์และวิหารที่สร้างขึ้นมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหลังคาลาดเป็นชั้น มุงกระเบี้องสี ผนังก่ออิฐถือปูนประดับลวดลาย และมีเสาใหญ่รายรอบรับชายคา โบสถ์ขนาดใหญ่และสวยงามที่สร้างในรัชกาลนี้คือ โบสถ์วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งสร้างแบบสามัญ ส่วนโบสถ์วัดบวรนิเวศวรวิหารสร้างเป็นแบบมีมุขยื่นออกมาทั้งสองข้างทางด้านปลาย

สถาปัตยกรรมแบบไทยอย่างอื่นๆ ที่มีความสำคัญรองลงมา คือ พระมณฑป ศาลา หอระฆัง และระเบียงโบสถ์ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 และเป็นงานที่ดีที่สุด คือ ระเบียงรอบพระวิหารที่วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งมีหน้าบันแกะสลักไว้อย่างงดงาม

ผลงานทางสถาปัตยกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้ก่อสร้างไว้บริเวณวัด และจัดอยู่ในจำพวกสิ่งก่อสร้างปลีกย่อยคือ เรือสำเภาซึ่งก่อด้วยอิฐ รัชกาลที่ 3 ทรงมีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อว่าในอนาคตเมื่อไม่มีการสร้างเรือสำเภากันอีก แล้ว ประชาชนจะได้แลเห็นว่าเรือสำเภานั้นมีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร วัดที่พระองค์ทรงรับสั่งให้สร้างสิ่งอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ คือ “วัดยานนาวา”

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ภาพเขียนแบบไทยต่างๆ ส่วนมากไม่โดดเด่น ที่เขียนขี้นมาส่วนใหญ่เพื่อความมุ่งหมายในการประดับให้สวยงามเท่านั้น ส่วนงานช่างแกะสลักในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนามากกว่างานช่างในสาขาจิตรกรรม โดยเฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องบันดาลใจอันสำคัญยิ่งที่ก่อให้เกิดผลงานทางด้านศิลปะประเภทนี้

ทางด้านวรรณกรรม รัชกาลที่ 3 ทรงสนับสนุนวรรณคดีทางศาสนาและประวัติศาสตร์ ดังเช่น หนังสือเรื่อง “มลินทปัญญา” เป็นต้น แต่ในสมัยนี้ไม่สนับสนุนให้มีการแสดงละครภายในพระบรมมหาราชวัง ทั้งยังไม่โปรดปรานนักแสดงหรือนักประพันธ์คนใดเลย

กล่าวโดยสรุป ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การทำนุบำรุงและฟื้นฟูทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และการทำนุบำรุงก็กระทำโดยวิธีรักษารูปแบบเดิมไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ผสมผสานเข้าไปด้วย ทำให้ศิลปวัฒนธรรมของไทยในยุคนี้เจริญรุ่งเรืองมาก

สภาพสังคมและศิลปวัฒนธรรมในสมัยรัชกาลที่ 4

1. การปรับปรุงด้านสังคมในสมัยรัชกาลที่ 4
เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นช่วงที่ไทยเริ่มปรับตัวทางด้านสังคมและวัฒนธรรมให้เข้ากับขนบธรรมเนียม ตะวันตกเท่าที่สามารถจะกระทำได้ ภายหลังจากที่ไทยได้ทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้ากับชาติตะวันตก อย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่ พ.ศ.2398 เป็นต้นมา รัชกาลที่ 4 ก็ทรงดำเนินการปรับปรุงทางด้านสังคมควบคู่ไปด้วย ดังนี้

* อนุญาตให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน เพื่อให้บรรดาไพร่ที่มีอยู่ใช้แรงงานของตนไปทำงานส่วนตัวได้
* ออกประกาศห้ามบิดามารดาหรือสามีขายบุตรภรรยาไปเป็นทาสโดยที่เจ้าตัวไม่สมัครใจ เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าไม่เป็นการยุติธรรมสำหรับเด็กและสตรี ถ้าจะต้องถูกบังคับในเรื่องดังกล่าว
* ให้สตรีที่บรรลุนิติภาวะแล้วมีสิทธิเลือกสามีได้ โดยบิดามารดาจะบังคับมิได้
* อนุญาตให้บรรดาเจ้าจอมกราบถวายบังคมลาไปอยู่ที่อื่น หรือไปแต่งงานใหม่ได้
* โปรดเกล้าฯ ให้สตรีในคณะผู้สอนศาสนาคริสต์เข้าไปสอนภาษาอังกฤษให้แก่สตรีในราชสำนักเป็นเวลาประมาณ 3 ปี
* ใน พ.ศ.2408 โปรดเกล้าฯ ให้นางแอนนา เลียวโนเวนส์ สตรีชาวอังกฤษเข้าไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับพระราชโอรสและธิดา โดยตั้งโรงเรียนขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพราะทรงเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงประเทศชาติต่อไปในอนาคต
* ทรง จัดส่งข้าราชการไปศึกษาและดูงานในต่างประเทศเพื่อจะได้นำความรู้และ ประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัยดังเช่น ทรงส่งหวาด บุนนาค บุตรพระอภัยสงครามไปฝึกหัดวิชาทหารเรือ ส่งเนตร บุตรพระยาสมุทบุรารักษ์ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศสิงค์โปร์ และส่งพร บุนนาค ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ เป็นต้น

2. การปรับปรุงทางด้านวัฒนธรรมสมัยรัชกาลที่ 4 (ยุคปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย)
ภายหลังจากที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาเบาริง กับอังกฤษในปี 2398 แล้ว การติดต่อกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับชาติตะวันตกได้ดำเนินไปอย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างมาก บางครั้งก็ทำให้วัฒนธรรมไทยเปลี่ยนแปลงตามแบบตะวันตก แต่บางครั้งก็มีการส่งเสริมให้วัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิมดำรงอยู่ต่อไป

การส่งเสริมด้านศิลปะ ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ทรงเปิดความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องานทางด้านศิลปวัฒนธรรมของไทยอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกัน การทำนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของไทยก็เพิ่มพูนมากขึ้นไปด้วย

รัชกาล ที่ 4 ทรงซื้อและโปรดเกล้าฯ ให้ทำการต่อเรือกลไฟตามแบบตะวันตกหลายลำ เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการค้าขาย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เรือจักรสำหรับเป็นเรือพระที่นั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงรับเรือพายพระที่นั่งอันงดงามมาจากรัชกาลก่อนๆ นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้ต่อเรือขึ้นอีกลำหนึ่ง โดยพระราชทานนามว่า “อนันตนาคราช” ที่หัวเรือทำเป็นพญานาคเจ็ดเศียร ซึ่งยังคงรักษาเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับในพระบรมมหาราชวัง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกขึ้นใหม่หลายอาคาร ทั้งแบบไทยและแบบฝรั่ง ทรงสร้างวัดขึ้นใหม่ 5 วัดในกรุงเทพ และโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมอีก 20 วัด นอกจากนี้ยังทรงสร้างวัดขึ้นใหม่ในต่างจังหวัดอีกด้วย เช่น ที่เพชรบุรีทรงสร้างวัดแบบไทย แต่พระราชวังที่ประทับซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันกลับสร้างเป็นแบบฝรั่งและมีหอดูดาว ในกรุงเทพฯ ก็ทรงสร้างวังตามแบบศิลปะตะวันตก เช่น วังสราญรมย์ เป็นต้น

ใน สมัยรัชกาลที่ 4 นี้เอง โปรดเกล้าฯ ให้มีการก่อสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นครอบพระเจดีย์โบราณที่พระองค์เสด็จ ธุดงค์ไปพบเข้าที่นครปฐมเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ แต่การบูรณะก่อสร้างองค์พระปฐมเจดีย์ไม่ประสบผลสำเร็จในรัชกาลนี้ แต่เพิ่งมาประสบผลสำเร็จในรัชกาลที่ 5

3. การเปลี่ยนแปลงด้านประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญ มีดังนี้

* ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี   รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าพระองค์ได้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งไม่เคย ปรากฏมาในรัชกาลก่อนๆ กับทั้งยังทรงออกประกาศให้ทราบทั่วกันว่าในการเข้าเฝ้านั้น ชาวต่างประเทศสามารถแสดงความเคารพบต่อพระองค์ได้ตามธรรมเนียมประเพณีนิยมของ เขา เช่น ให้ชาวตะวันตกยืนตรงถวายคำนับได้ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้หมอบกราบเหมือนดังที่พวกฑูตฝรั่งต้องปฏิบัติตอนเข้า เฝ้าพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนๆ นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงแก่ชาวต่างประเทศ พร้อมทั้งแจกของที่ระลึกอีกด้วย สำหรับคนไทยนั้นยังคงโปรดเกล้าฯ ให้หมอบกราบตอนเข้าเฝ้าต่อไปตามประเพณีนิยมเดิมของไทย แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลง คือ ทรงออกประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อในเวลามาเข้าเฝ้าทุกคน ทั้งนี้เพื่อมิให้ชาวต่างประเทศดูถูกข้าราชการไทยที่ไม่สวมเสื้อว่าเป็นคน ป่าเถื่อนดังแต่ก่อน
* การเรียกพระนามพระมหากษัตริย์ตามแบบยุโรป รัชกาลที่ 4 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงวางระเบียบการเรียกพระนามพระเจ้าแผ่นดินให้แน่นอนตามประเพณีนิยมของยุโรป ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากประเพณีโบราณ พระนามพระเจ้าแผ่นดินที่จารึกใพระสุพรรณบัฏของรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชธิบดี” เหมือนกันทุกพระองค์ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระนามตามพระนามเดิมก่อนขึ้นครองราชย์ โดยให้จารึกพระสุพรรณบัฏเมื่อทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยตั้งต้นว่า “พระบามสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏ” อันเป็นพระนามเดิมของพระองค์และลงท้ายว่า “พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ซึ่งคำว่า “จอม” ก็มีความหมายมาจากคำว่า “มงกุฏ” เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ราษฏรเรียกพระนามซ้ำกันแต่ก่อน ประเพณีการเรียกพระนามพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์อย่างแน่นอนลงไปเป็นการเฉพาะพระองค์เช่นนี้ ได้กลายเป็นประเพณีสืบทอดปฏิบัติมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
* การเปลี่ยนแปลงพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ตามประเพณีเดิม พระมหากษัตริย์จะประทับเป็นองค์ประธาน และให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเป็นผู้ถือน้ำ และสาบานตนว่า จะซื่อสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ยุติธรรม คือ ให้พระมหากษัตริย์เสวยน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และกระทำสัตย์ด้วยว่าจะทรงซื่อสัตย์ต่อราษฏรของพระองค์
* การจัดให้มีธงประจำชาติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแบบอย่างการใช้ธงประจำชาติจากสถานกงสุลและเรือพาณิชย์ของชาติต่างๆ ในประเทศไทย พระองค์จึงทรงเห็นว่าประเทศไทยควรจะมีธงประจำชาติและธงอื่นๆ ด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำธงสีแดงที่เคยใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาใช้ โดยใช้พื้นธงเป็นสีแดงล้วนและมีช้างเผือกยืนอยู่ตรงกลาง นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐ์ธงประจำองค์พระมหากษัตริย์และธงประจำกองทัพขึ้นด้วย

สภาพสังคมและศิลปวัฒนธรรมในสมัยรัชกาลที่ 5

การปฏิรูปทางด้านสังคม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงปฏิรูปสังคมให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกอย่างกว้างขวาง ได้ทรงปฏิรูปสังคมให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก ซึ่งถือว่าเป็นการเจริญรอยตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 4 ที่ได้ทรงริเริ่มเอาไว้

การปฏิรูปสังคมที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การเลิกทาส การเลิกระบบไพร่ และการปฏิรูปการศึกษา

1. การเลิกทาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเตรียมแผนการในการเลิกทาสอย่างมีขั้นตอน ดังนี้

ใน พ.ศ.2417 ได้มีการประกาศให้ผู้มีทาสทำการสำรวจจำนวนทาสในครอบครองของตน ซึ่งจะเข้ามาอยู่ในข่ายของเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติที่จะออกมาในระยะไล่ เลี่ยกันนั้น เป็นการวางข้อกำหนดเพื่อการตระเตรียมการโดยให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกในทางปฏิบัติตามแผนการขั้นต่อไป

ภายหลังการประกาศแผนการที่จะเตรียมการเลิกทาสใน พ.ศ.2417 และได้มีการสำรวจจดทะเบียนทาสที่เกิดตั้งแต่ปีมะโรง พ.ศ.2411 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นต้นมาแล้ว ก็ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติกระเษียรลูกทาสลูกไท”

ตามพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดแนวทาง ปฏิบัติที่สำคัญคือ ทาสคนใดถูกขายตัวเป็นทาส ถ้าเกิดใน พ.ศ.2411 และปีต่อๆ มาจนถึงอายุ 21 ปี ให้พ้นค่าตัวเป็นไทได้ ไม่ว่าทาสนั้นจะอยู่กับมูลนายเดิม หรือย้ายโอนไปอยู่กับเจ้าขุนมูลนายใหม่ก็ตาม ส่วนทาสที่เกิดก่อน พ.ศ.2411 ก็ยังต้องเป็นทาสต่อไปตามกฏหมายเดิม แต่ถึงแม้ว่าบุคคลที่เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2411 เป็นต้นมา จะได้รับการปลดปล่อยตามเงื่อนไขเวลาที่กล่าวแล้วนั้น ต่อเมื่อถึง พ.ศ.2431 เป็นต้นไปก็ตาม ก็สามารถได้รับการไถ่ถอนให้พ้นจากความเป็นทาสได้ในราคาพิเศษที่ถูกกว่าทาส ซึ่งเกิดก่อน พ.ศ.2411

ใน พ.ศ.2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทร์ศก 124″ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการกำหนดหลักการและวิธีการสำคัญๆ ในการปลดปล่อยทาส คือ กำหนดให้บรรดาลูกทาสที่เกิดมามิต้องตกเป็นทาสในเรือนเบี้ยดังแต่ก่อน และห้ามคนที่เป็นไทแก่ตัวและทาสที่หลุดพ้นค่าตัวกลับไปเป็นทาสอีก รวมทั้งให้มีการลดค่าตัวทาสลงเดือนละ 4 บาท ซึ่งะทำให้ทาสเป็นไทแก่ตัวเร็วขึ้น

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ “พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทร์ศก124″ กับมณฑลพายัพอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า พระบรมราโชบายการปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระแก่ตนของพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้วิธีดำเนินการเป็นขั้นตอน อาศัยเวลาเพื่อให้เกิดการปรับตัวพร้อมที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ของบรรดาเจ้าของทาส และผู้ที่ตกเป็นทาส อันจะทำให้เกิดการปลดปล่อยทาสดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะต่อมา ทั้งนี้เป็นเพราะความสุขุมรอบคอบของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยแท้

2. การยกเลิกระบบไพร่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระบรมราโชบายในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปเช่นเดียวกับการเลิกทาส ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ที่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการอาจได้รับจากระบบไพร่ การประวิงเวลาพอสมควรจะช่วยให้พระบรมราโชบายในการเลิกระบบไพร่ของพระองค์ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

การเลิกระบบไพร่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการอย่างมีขั้นตอนดังนี้

* โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ใน พ.ศ.2413 โดยทรงเลือกจากบรรดาพระราชวงศ์และบุตรหลานขุนนางที่ได้ถวายตัวทั้งผู้ใหญ่ และเด็กเป็นจำนวนกว่าพันคนเข้ามาเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
ใน พ.ศ.2423 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมทหารหน้า โดยการรับสมัครบรรดาไพร่ที่นายของตนตาย ให้เข้ามารับราชการเป็น “ทหารสมัคร” จำนวนมาก โดยทรงพระราชทานเงินให้คนละ 4 บาท พร้อมผ้า 1 สำรับเป็นสินน้ำใจให้แก่ทหารสมัครทุกคน ต่อมาได้มีการแจกเครื่องแบบสักหลาดสีดำ 1 ชุด เงินเดือนๆ ละ 10 บาท รวมทั้งเลี้ยงอาหารวันละ 2 มื้อด้วย
* พ.ศ.2431 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติทหาร” ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของพลทหารทั้งทหารบกและทหารเรือ พลทหารสมัครจะต้องรับราชการไปจนครบ 10 ปีจึงจะครบเกษียณอายุ แต่ถ้ายังสมัครรับราชการต่อไปทางราชการก็จะเพิ่มเบี้ยหวัดให้จากเงินเดือนตามอัตราเดิม คือเดือนละ 2 บาท ส่วนเบี้ยหวัดจ่ายปีละครั้ง เรียกว่า “เงินปี” ส่วนในราชการพิเศษมีความดีความชอบก็จะได้รับรางวัลเป็นครั้งคราวไม่มีข้อกำหนด เรียกว่า “เงินรางวัล”
* ได้มีประกาศให้บรรดาไพร่หลวงที่ไม่มาเข้าเดือนประจำการต้องเสียเงินแทนค่าแรงงานปีละ 18 บาท ส่วนไพร่หลวงส่วยถ้าไม่ได้ส่งของ ต้องส่งเงินแทนตั้งแต่ 6-12 บาทตามชนิดของสิ่งของที่ต้องเกณฑ์ส่ง และตั้งแต่ พ.ศ.2440 เป็นต้นไป บรรดาไพร่หลวงที่ต้องเสียเงินค่าราชการปีละเกิน 6 บาทขึ้นไป ให้เก็บเงินค่าราชการเพียงปีละ 6 บาทเท่านั้น
* พ.ศ.2448 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารรัตนโกสินทร์ศก 124″ โดยกำหนดให้ชายฉกรรจ์ที่มีอายุครบ 18 ปี เข้ารับราชการในกองประจำการมีกำหนด 2 ปี แล้วปลดไปอยู่ในกองหนุน ผู้ที่ได้รับราชการทหารในกองประจำการแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้นั้นพ้นจากการเสียเงินค่าราชการใดๆ จนตลอดชีวิต ดังนั้น พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารรัตนโกสินทร์ศก 124″ ฉบับนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการยกเลิกระบบไพร่ที่มีมานานหลายศตวรรษโดยสิ้นเชิง
การยกเลิกระบบไพร่ในสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นการปลดปล่อยคนไทยให้เป็นอิสระแก่ตนเองโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ต้องเป็นคนในสังกัดมูลนายมาหลายศตวรรษ ทำให้สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตก

3. การปฏิรูปการศึกษา

สาเหตุของการปฏิรูปการศึกษา การที่รัชกาลที่ 5 มีดังนี้

* การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก
* การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญา และความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกัน ที่มาเมืองไทยเพื่อทำการค้าและการเผยแผ่ศาสนา
* การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเซียและยุโรป ทำให้พระองค์ได้รับแนวความคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่เพื่อนำมาใช้ในประเทศไทย
* ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ
* ความจำเป็นที่ต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบแผนใหม่เข้ารับราชการเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

การดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาคนไทยให้มีความรู้วิทยาการแบบตะวันตก โดยเฉพาะในยามที่ประเทศไทยกำลังปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย คนไทยที่มีความรู้ความสามารถในวิชาการสมัยใหม่จึงเป็นที่ต้องการของทาง ราชการ รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเริ่มปฏิรูปการศึกษา โดยเริ่มจากในพระบรมมหาราชวังก่อน ทรงจัดตั้ง “โรงเรียนหลวง” ใน พ.ศ.2414 มีสถานที่เล่าเรียนจัดไว้เฉพาะ มีฆราวาสเป็นครูและทำการสอนตามเวลาที่กำหนด วิชาที่สอนมีทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ และวิชาอื่นๆ ที่ไม่เคยสอนในโรงเรียนแผนโบราณมาก่อน และรับนักเรียนไว้เฉพาะเพื่อจะได้ฝึกหัดเล่าเรียน จะได้รู้หนังสือ รู้จักคิดเลขและขนบธรรมเนียมราชการให้ชัดเจน และในปีเดียวกันนั้น พระองค์ได้ทรงสถาปนาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษขึ้นอีก เพื่อสอนภาษาอังกฤษให้แก่เจ้านายสำหรับใช้ประโยชน์ในการเจรจากับชาวต่าง ประเทศและผู้แทนของชาติมหาอำนาจตะวันตก

ใน พ.ศ.2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนนายทหารมหาดเล็กขึ้น เรียกว่า “โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก” หรือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในขั้นแรกมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ฝึกวิชาทหาร แต่เนื่องจากมีผู้นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้มากขึ้น จึงทรงขยายโรงเรียนให้กว้างขวางออกไปและเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนพลเรือน” พร้อมกับเปลี่ยนแปลงให้มุ่งฝึกสอนนักเรี่ยนเพื่อการรับราชการพลเรือนเป็น สำคัญ ส่วนนักเรียนมหาดเล็กที่มีความประสงค์จะรับราชการพลเรือนเป็นนั้น เมื่อเรียนสำเร็จวิชาความรู้เบื้องต้นแล้วก็ให้แยกไปฝึกหัดวิชาทหารต่อไป

ในขณะที่มีการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อผลิตคนออกมารับราชการตามความต้องการของบ้านเมืองในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงละเลยการศึกษาของราษฏร จะเห็นได้จากทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นที่ “วัดมหรรณพาราม” เมื่อได้ผลแล้วก็ได้ขยายการตั้งโรงเรียนหลวงตามวัดต่างๆ ให้ขยายออกไปตามลำดับทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง ปรากฏว่าการจัดการศึกษาของราษฏรนี้ วัดกับรัฐบาลได้ร่วมมือกันจัดการศึกษาอย่างใกล้ชิด

ต่อมาใน พ.ศ.2430 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมศึกษาธิการ” ขึ้น เพื่อรับผิดชอบในด้านการศึกษาโดยเฉพาะ เช่น ควบคุมดูแลทางด้านการศึกษา การจัดตั้งโรงเรียน ดูแลเรื่องแบบเรียนหลวงและการสอบไล่ เป็นต้น โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงดูแลกรมศึกษาธิการ ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมธรรมการ” ขึ้นทำหน้าที่ด้านการศึกษาและพระศาสนาโดยเฉพาะ กรมธรรมการมีหน่วยงานที่สำคัญ คือ กรมธรรมการสังฆารี ,กรมศึกษาธิการ, กรมพยาบาล ,กรมแผนที่ และพิพิธภัณฑสถาน โปรดเกล้าฯ ยกฐานะกรมธรรมการขึ้นเป็นกระทรวงธรรมการ ทำหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบการศึกษาของชาติ และได้มีประกาศใช้แผนการศึกษาของชาติขึ้นเป็นครั้งแรก

การศึกษาที่จัดขึ้นในรัชกาลนี้ มีทั้งการศึกษาของเด็กชายและเด็กหญิง มีทั้งโรงเรียนหลวง โรงเรียนเชลยศักดิ์หรือโรงเรียนราษฏร์ในความหมายปัจจุบัน ผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษานอกจากรัฐบาลและวัดแล้ว ยังมีพวกบรรดามิชชันนารีอเมริกันทั้งหญิงและชายซึ่งมีส่วนทำให้การศึกษาของ ไทยเจริญก้าวหน้าตามแบบตะวันตก เช่น ศาสตราจารย์ เอส.จี.แมคฟาร์แลนด์ เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาตามแบบตะวันตกด้วยการตั้งโรงเรียนภาษาอังกฤษขึ้น ใน พ.ศ.2422 นายแพทย์ จี.บี.แมคฟาร์แลนด์ บุตรชายเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาวิชาแพทย์แผนใหม่ นางแฮเรียต เอช.เฮาส์ เป็นผู้ริเริ่มการตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสำหรับสตรีแห่งแรกของไทย เป็นต้น

โรงเรียนที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการก็ขยายตัวไปอย่างแพร่หลายตามความต้องการของหน่วยงานต่างๆ เช่น โรงเรียนไปรษณียโทรเลย โรงเรียนทำแผนที่ โรงเรียนกฏหมาย โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน โรงเรียนเกษตร โรงเรียนราชแพทยลัย เป็นต้น พระองค์ทรงวางแผนให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดขอบการจัดการศึกษาเบื้องต้น (ระดับประถมศึกษา) ให้กับทวยราษฏร์ทั่วราชอาณาจักร ส่วนกระทรวงธรรมการรับผิดชอบการจัดการศึกษาในชั้นที่สูงกว่า

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้านาย พระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรขุนนางที่ทรงเห็นสมควรไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และได้ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งเป็นทุนเล่าเรียนหลวง ส่งผู้ที่มีสติปัญญาดีที่เรียนภาษาอังกฤษจบพอสอบไล่แข่งขันไปศึกษาวิชาการ ณ ต่างประเทศ ปีละ 2 คน เพื่อนำความรู้มาทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองต่อไป การสอบชิงทุนเล่าเรียนนี้ทรงเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วไปที่มีความรู้ความ สามารถโดยไม่เลือกชนชั้น ได้มีสิทธิ์เข้าสอบชิงทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศเท่าเทียมกัน

การปฏิรูปการศึกษาในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง เพราะการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคคลทุกระดับให้มีความรู้ความเข้าใจ ต่อการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตก

4 การปรับปรุงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ การพัฒนาด้านสาธารณสุขได้เริ่มมาแล้วในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้นำการแพทย์แผนใหม่เข้ามายังประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการแพทย์ไทย คนไทยเริ่มรู้จักวิธีการปลูกฝึป้องกันโรคไข้ทรพิษ การผ่าตัดแบบตะวันตก การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อ นอกจากนี้ พวกมิชชันนารียังจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น ที่เชียงใหม่ พิษณุโลก เพชรบุรี นครศรีธรรมราช เป็นต้น นับเป็นการปูพื้นฐานการแพทย์สมัยใหม่ให้แก่การแพทย์ไทยในสมัยต่อมา

ใน พ.ศ.2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะกรรมการดำเนินงานจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้น โดยก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่รัฐบาลก่อตั้งขึ้นใน กรุงเทพฯ และได้จัดให้มีการสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้ โดยคณะมิชชันนารีอเมริกันได้ให้ความช่วยเหลือทั้งในการด้านสอน และการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ และได้จัดตั้งเป็นโรงเรียนราชแพทยาลัย โดยนายแพทย์ แมคฟาร์แลนด์ เป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้ง เพื่อเปิดหลักสูตรฝึกอบรมนักเรียนแพทย์แผนใหม่จนเจริญก้าวหน้ามาถึงทุก วันนี้ นับว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ

สังคมและวัฒนธรรมไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

การปฏิรูปด้านสังคมและการศึกษา

เนื่องจาก สังคมไทยได้มีการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตกมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 และจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาทางด้านสติปัญญาของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นใน พ.ศ.2454 รัชกาลที่ 6 จึงทรงมีพระบรมราโชบายให้ผู้ปกครองส่งเด็กหญิงและเด็กชายที่มีอายุย่างเข้า 8 ปี เข้าเรียนในโรงเรียน นอกจากนี้ยังแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ

* การศึกษาขั้นต้น (มูลศึกษา) เป็นหน้าที่ของราษฏรทุกคนทั้งหญิงและชายจะต้องเรียนรู้ ดังนั้นควรมีสถานที่เรียนทุกตำบลเพื่อให้เพียงพอแก่จำนวนเด็ก
* การศึกษาขั้นสูงขั้นไป ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาจัดให้ทวยราษฏร์ได้เลือกเรียนตามกำลังทรัพย์และสติปัญญา ซึ่งจะมีโรงเรียนตั้งไว้ในที่ชุมนุมชนเป็นแห่งๆ ตามความต้องการของท้องถิ่น

ใน พ.ศ.2456 รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาเพื่อหาเลี้ยงชีพในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความรู้ทางด้านหัตถกรรมและพาณิชยกรรม เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นเสมียน รวมทั้งส่งเสริมให้ราษฏรแสวงหาวิชาความรู้ในด้านนี้อย่างเด็ตที่ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการศึกษาฉบับใหม่

ในพ.ศ.2458 กระทรวงธรรมการได้ปรับปรุงโครงการศึกษาให้ทันสมัย และประกาศใช้ในปีเดียวกันนี้เอง ต่อมาภายหลังรัฐบาลได้ปรับปรุงโครงการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น

ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะได้พยายามปรับ ปรุงการศึกษา โดยจัดทำโครงการศึกษาของชาติมาแล้วหลายฉบับ แต่บิดามารดาและผู้ปกครองของเด็กเป็นจำนวนมากก็ยังไม่สนใจที่จะส่งเด็กใน อุปถัมภ์ของตนเข้าเรียน หรือถ้าเรียนก็เรียนเพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มหลักสูตรที่กำหนดไว้ เนื่องจากประชาชนยังไม่ตระหนักในประโยชน์และความจำเป็นของการศึกษาที่จะมี ต่ออาชีพอื่นๆ ต่อมาใน พ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเห็นว่า ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะออกพระราชบัญญัติบังคับการศึกษาแก่ราษฏร เพื่อให้การศึกษาระดับประถมศึกษาเจริญกว้างขวาง เป็นการยกระดับคนทั้งประเทศให้มีความรู้อย่างทั่วถึงกัน

รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นและประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2464 โดยกำหนดให้เด็กชายหญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7-14 ปี ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา และถ้ายังอ่านเขียนไม่ได้ก็ต้องเรียนต่อไปจนกว่าจะอ่านออกเขียนได้

พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464 ส่งผลให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไม่แตกต่างกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย สร้างความผสมผสานกลมกลืนในหมู่ชาวจีน ชาวไทยอิสลาม รวมทั้งประชาชนในมณฑลต่างๆ ที่มีภาษาถิ่นแตกต่างไปจากภาคกลาง ให้เกิดการรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยใช้หลักสูตรและหนังสือแบบเรียนตามที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดให้ เรียนเหมือนกันหมดทั่วระราชอาณาจักร ยกเว้นแต่หนังสือภาษาจีนหรือภาษาอิสลาม กระทรวงศึกษาธิการจะอนุญาตให้สอนเป็นบางโรงเรียนตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร

การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงเชื่อว่าขนบธรรมเนียมประเพณีในสังคม ตลอดจนวัฒนธรรมในการแต่งกายเป็นเครื่องแสดงความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้ทางหนึ่ง พระองค์จึงทรงเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการแต่งกาย ชีวิตความเป็นอยู่ และระเบียบประเพณีในสังคมที่สำคัญๆ ดังนี้

* การจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช
ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2453 ครั้งที่ 2 ในปี 2454 ครั้งหลังนี้เรียกว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเป็นงานฉลองที่โปรดเกล้าฯ ให้จัดอย่างมโหฬาร มีการแสดงโขนหลวงและละคร ณ โรงละครสวนมิสกวัน นับเป็นครั้งแรกที่มีผู้แทนประมุขและผู้แทนของประเทศต่างๆ มาร่วมถวายความยินดีในพระราชพิธีในครั้งนี้
* การประดิษฐ์ธงชาติใหม่
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงธงชาติใหม่ให้เหมาะสม 2 ครั้ง ครั้งแรก ในปี 2459 ครั้งที่ 2 ในปี 2460 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กองทหารอาสาไทยกำลังจะเดินทางไปร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธ มิตรในยุโรป เพื่อให้กองทัพไทยมีธงประจำชาติอย่างสมศักดิ์ศรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐ์ธงขึ้นใหม่มี 3 สี ตามแบบที่อารยประเทศส่วนใหญ่นิยมใช้อยู่ในขณะนั้น และพระราชทานนามธงชาติสามสีห้าริ้วนี้ว่า ธงไตรรงค์ ซึ่งเป็นธงสำหรับชาติไทยมาจนทุกวันนี้
* การกำหนดคำนำหน้าเด็กและสตรี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดคำนำหน้าเด็กตามเพศว่า เด็กชายและเด็กหญิง ส่วนสตรีที่ยังเป็นโสด ให้ใช้คำนำหน้าว่า นางสาว และผู้ที่สมรสแล้วให้ใช้คำว่า นาง ตามแบบสากลนิยม

4. การตราพระราชบัญญัตินามสกุล
รัชกาลที่ 6 ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ในปี 2456 โดยทรงใช้เหตุผลว่านามสกุลเป็นหลักของการสืบเชื้อสายต่อเนื่องกันทางบิดาผู้ ให้กำเนิด เป็นศักดิ์ศรี และแสดงสายสัมพันธ์ในทางร่วมสายโลหิตของบุคคล นอกจากนี้ นามสกุลยังก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ ส่งเสริมความรัก ความสามัคคีระหว่างเครือญาติ ตั้งแต่คนชั้นสูงจนถึงชั้นต่ำ เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนไทยรักความเป็นไทยและภูมิใจที่จะเกิดมาเป็นคนไทย มีบรรพบุรุษที่เป็นคนไทยและให้รักศักดิ์ศรีของความเป็นไทยตลอดไป

5. การใช้พุทธศักราชแทนรัตนโกสินทร์ศก
เนื่องจากรัตนโกสินทร์ศก หรือ ร.ศ. ซึ่งเคยใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ค่อนข้างยุ่งยากในการนับเวลาย้อนหลัง ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชหรือ พ.ศ. แทน ร.ศ. เพราะเป็นศักราชทางพระพุทธศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือกันอยู่ และให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2456 เป็นต้นมา เช่นเดียวกับประเทศทางตะวันตกที่ใช้ศักราชทางศาสนาคริสต์ ที่คนส่วนใหญ่นับถือให้เรียกว่า คริสตศักราช หรือ ค.ศ.

6. การเปลี่ยนแปลงประเพณีการแต่งกาย
ในสมัยนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับสตรีประการหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทความไปลงหนังสือพิมพ์ โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า “อัศวพาหุ” พระองค์ทรงแนะนำให้สตรีทุกๆ ภาคไว้ผมยาวและนุ่งซิ่น ซึ่งสตรีไทยในกรุงเทพฯ และภาคกลาง ก็ทำตามพระราชประสงค์ ต่อมานิยมไปแต่งแบบฝรั่ง ซึ่งเราเรียกว่า “แบบสากล”

7. การเปลี่ยนแปลงวิธีการนับเวลา
แต่เดิมเรานับเวลาตอนกลางวันเป็นโมง และตอนกลางคืนเป็นทุ่ม ซึ่งไม่สอดคล้องกับการนับเวลาของประเทศอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการติดต่อกับต่างประเทศและเพื่อให้เป็นไปตามสากลนิยม พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงการนับเวลาทางราชการใหม่ ให้ถือเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นวันใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีเรียกระยะวเลา “ทุ่ม” ในตอนกลางคืน “โมง” ในตอนกลางวัน เป็น “นาฬิกา” โดยให้ถือเวลาที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษ เป็นมาตรฐานในการนับเวลาดังเช่นนานาประเทศปฏิบัติ

8. การส่งเสริมด้านศิลปะและวรรณกรรม
รัชกาลที่ 6 ทรงสนพระทัยทางด้านวรรณคดีเป็นอย่างมาก ทรงเป็นกวีที่มีความสามารถพระองค์หนึ่ง ทรงแปลวรรณกรรมตะวันตกเป็นภาษาไทยหลาเรื่อง เช่น เวนิชวานิช แปลจากเรื่อง The Merchant of venice ของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ กุศโลบาย แปลจากเรื่อง A Royal Family ของโรเบิร์ต มาร์แขล (Robert Marshall) หมอจำเป็น แปลจาก เรื่อง Le Medicin Malgre Lui ของโมลิเออร์(Moliere) เป็นต้น

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมประเภทต่างๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ ปรเภทบทละคร ได้แก่ หัวใจนักรบ, สาวิตรี, ศกุนตลา, มัทนะพาธา, พระร่วง, ท้าวแสนปมปล่อยแก่ และหนามยอกหนามบ่ง ประเภทประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่น เที่ยวเมืองพระร่วง ประเทศไอยคุปต์ สงครามสืบราขสมบัติโปแลนด์ เป็นต้น ประเภทปาฐกถาและบทความเช่น ปลุกใจเสือป่า เทศนาเสือป่า ยิวแห่งบูรพาทิศ โคลนติดล้อ เมืองไทยจงตื่นเถิด เป็นต้น ประเภทร้อยกรองทั่วไป เช่น พระนลคำหลวง ลิลิตพายัพ ธรรมาธรรมะสงคราม เป็นต้น ประเภทสารคดี เช่น บ่อเกิดรามเกียรติ์ ปกิณกะคดี เป็นต้น และที่สำคัญพระองค์ทรงริเริ่มการแสดงละครพูดไทยแบบฝรั่งขึ้นมาเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงริเริ่มให้ใช้เงินที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้าของพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจัดสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงพระราชทานที่ดินของพระคลังข้างที่ให้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเพื่อ ใช้เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวิทยาการให้กับประชาชนชาวไทยมาจนทุกวันนี้

สภาพสังคมไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สังคมไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 สถานภาพของบุคคลในสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปดังนี้

1. สถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดำรงฐานะเป็นองค์ประมุขของรัฐ แต่ก็ไม่ทรงสามารถใช้พระราชอำนาจสิทธิ์ขาดดังเช่นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชได้อีกต่อไป เพราะพระองค์ทรงบริหาราชการแผ่นดินภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้แทนของปวงขนชาวไทยเป็นผู้ร่างเอาไว้ และพระองค์ทรงใช้อำนาจบริหารโดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี อำนาจนิติบัญญัติโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฏร และอำนาจตุลาการโดยผ่านทางผู้พิพากษา

2. พระบรมวงศานุวงศ์ บรรดา พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวงถูกห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ในช่วงเวลาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติแล้วจึงได้รับอนุญาตให้มีสิทธิ เกี่ยวข้องทางการเมืองได้ เอกสิทธิ์ใดๆ ที่เคยได้รับในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชได้ยกเลิกโดยสิ้นเชิง และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฏหมายเข่นเดียว กับประชาชนคนธรรมดาโดยทั่วไป

3. ขุนนางข้าราชการ ยังคงมีบทบาทในการปกครองบ้านเมือง เพียงแต่ขุนนางข้าราชการรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตก และให้การสนับสนุนคณะราษฏรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฏรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ยังคงมีฐานะเป็นข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ฐานันดรและราชทินนามของขุนนางยังมิได้มีการยกเลิก แต่ขุนนางข้าราชการขุนนางทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

4. ราษฏรทั่วไป ราษฏรทั่วไป ต่างมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ตามกฏหมายภายในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมีสิทธิเข้ารับราชการแผ่นดินตามความต้องการและความเหมาะสมกับความรู้ที่ ตนมีอยู่

การขยายตัวของกลุ่มนายทุนและสภาพความเป็นอยู่ของกรรมกร
สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้นกว่าเดิม จึงมีผลทำให้สภาพทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระยะแรกๆ ประชาชนจะยังขาดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง แต่สิทธิเสรีภาพทางด้านอื่นๆ ยังคงดำเนินต่อไป เช่นเสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม ได้ทำให้ชนชั้นนายทุนมีบทบาทในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจและการลงทุน

ชนชั้นนายทุนเหล่านี้มีทั้งชนชั้น เจ้านาย ข้าราชการระดับสูงซึ่งร่วมมือกับคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย และนักลงทุนชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจการลงทุนในประเทศไทย ในขณะเดียวกันชาวไร่ชาวนา ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพยากจน เพราะขายผลผลิตได้ในราคาต่ำและบางครั้งก็ประสบการขาดทุนเนื่องจากถูกพ่อค้า คนกลางเอารัดเอาเปรียบ

ภายหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กระทำการรัฐประหารในปี 2501 แล้ว จอมพลสฤษดิ์ได้มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างกว้างขวาง ได้มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้าและเส้นใยต่างๆ โรงงานเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้วางโครงการการตัดถนนเชื่อมต่อกันระหว่างจังหวัด เพื่อสะดวกต่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า ทำให้กิจการอุตสาหกรรมขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันบรรดาชาวนาชาวไร่ที่ไม่สามารถทนต่อการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลางและนายทุนเงินกู้ได้ ประกอบกับสภาพดินฟ้าอากาศไม่อำนวยต่อการเพาะปลูกพืชผล ต่างพากันอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง และตามหัวเมืองต่างๆ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ คนเหล่านี้จะเข้ามารับจ้างเป็นกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างมากมาย

เมื่อผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใกล้เคียงมากขึ้น ทำให้ค่าแรงงานถูกกดราคาจากเจ้าของโรงงาน กรรมกรได้รับค่าแรงต่ำไม่พอกับการดำรงชีวิตในเมือง จึงต้องประสบกับความเดือดร้อนในเรื่องความเป็นอยู่ อาหารการกิน และที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัญหาสังคมติดตามมา

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ได้มีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแข็งขัน จึงให้การสนับสนุนรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอินโด จีน มีผลทำให้เศรษฐกิจของไทยเริ่มเฟื่องฟูขึ้น อันเป็นผลมาจากการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาและการใช้จ่ายเงินเพื่อ การสร้างฐานทัพสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ทหารอเมริกันในประเทศไทยก็ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมแก่สังคมไทย ซึ่งเคยดำรงอยู่อย่างสงบมาก่อน ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมบางประการของทหารอเมริกัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การแพร่หลายของยาเสพย์ติดประเภทกัญชาและเฮโรอีน การลำส่อนทางเพศอันเป็นผลมาจากการให้บริการทางเพศแก่ทหารอเมริกัน การขยายตัวของอาชีพ “เมียเช่า” สำหรับทหารอเมริกัน เป็นต้น

การเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมในสังคม
ภายหลังกรณีวันมหาวิปโยคเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนเริ่มตื่นตัวในทางการเมือง และรู้จักรวมตัวกันเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย ทำให้ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร รวมตัวกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย ทำให้ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร รวมตัวกันต่อสู่เพื่อให้ได้ความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตในสังคม โดยมีขบวนการกลุ่มนิสิต นักศึกษา และปัญญาชนอื่นๆ ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือสนับสนุนการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิ การเดินขบวน การนัดหยุดงาน จึงกลายเป็นวิธีการต่อสู้เพื่อให้ได้มา ซึ่งความเป็นธรรมในสังคมของชาวไร่ ชาวนา กรรมกร นิสิต นักศึกษา ตลอดจนปัญญาชนที่สนใจในปัญหาของสังคม

รัฐบาลเกือบจะทุกรัฐบาลที่ได้เข้า มาบริหารประเทศภายหลังวันมหาวิปโยคเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เล็งเห็นความสำคัญในการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของชาวไร่ชาวนาในชนบท รวมทั้งกรรมกรที่อยู่ในเมืองด้วย ดังจะเห็นได้จากนโยบายประกันราคาข้าวเปลือก นโยบายการปฏิรูปที่ดินให้กับชาวนาผู้ยากจนได้มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง การพัฒนาแหล่งน้ำให้กับเกษตรกรในชนบท การประกันค่าแรงขั้นต่ำให้กรรมกร การให้การสงเคราะห์ทางด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น นโยบายต่างๆ เหล่านี้มุ่งที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมให้น้อยลง แต่เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในระยะของการพัฒนา ดังนั้นปัญหาทางด้านสังคมก็คงจะมีอยู่ต่อไป แต่จะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของคนส่วน ใหญ่ให้สูงขึ้นมากน้อยเพียงใด

วัฒนธรรมไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน

ภายหลังจากที่คณะราษฏรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 แล้ว งานทางด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติก็มิได้ถูกทอดทิ้งแต่ประการใด เพราะเรื่องของศิลปและวัฒนธรรมย่อมมีความจำเป็นต่อการดำเรงอยู่อย่างมีเอกภาพของคนในชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีดังนี้

1. นโยบายวัฒนธรรมสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก (พ.ศ.2481-2487) ประเทศไทยได้เกิดการสู้รบกับฝรั่งเศสในปัญหาดินแดนอินโดจีน ซึ่งไทยถูกบีบบังคับให้ยกให้ฝรั่งเศสไปในสมัยรัชกาลที่ 5 และไทยถูกบีบบังคับให้ยกให้ฝรั่งเศสไปในสมัยรัชกาลที่ 5 และไทยได้ขอคืนแต่ฝรั่งเศสเพิกเฉย จอมพล ป.จึงได้ใช้นโยบายชาตินิยมเร่งเร้าให้คนไทยเกิดความรักชาติอย่างรุนแรง โดยถือหลัก “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”

วิถีชีวิตของคนไทยเริ่มมีการเปลี่ยน ปลงอย่างเต็มที่ได้ขัดเป็นครั้งแรกเมื่อมีการดำเนินนโยบายสร้างชาติทาง เศรษฐกิจ และส่งเสริมความเป็นไทยให้เด่นชัดขึ้น ด้วยการสร้างชาติทางวัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีความเจริญทัดเทียมกับอารยประทเศอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทยหลายอย่างดังนี้

* การเปลี่ยนชื่อประเทศ
จอมพล ป.ได้ประกาศให้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม มาเป็น ไทย ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2482 และให้ใช้คำว่า “ไทย” แก่ประชาชนและสัญชาติด้วย คือ คนไทยและสัญชาติไทย
* การยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน
ใน พ.ศ.2584 จอมพล ป.ประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน ใน พ.ศ.2484 จอมพล ป.ประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือนซึ่งมีมาแต่โบราณเสีย แต่เมื่อ นายควง อภัยวงศ์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ.2487 มีความเห็นว่าบรรดาศักดิ์เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูบุคคลที่ทำความดีความชอบต่อ ทางราชการ ควรคงไว้เพื่อความภาคภูมิใจ และเป็นแบบอย่างแก่บุคคลรุ่นหลัง ดังนั้นจึงได้มีพระบรมราชโองการให้คำประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์เป็นโมฆะ และให้ผู้ที่ลาออกจากบรรดาศักดิ์ด้วยความจำใจของคืนบรรดาศักดิ์ได้
* การกำหนดระเบียบต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของคนไทย
แต่เดิมคนไทยส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอย่างง่ายๆ ตามแบบสังคมเกษตรกรรม รัฐบาลจอมพล ป. พยายามที่จะจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศตามคติความคิดของรัฐบาล ด้วยการประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ เพื่อชักชวนให้ราษฏรปฏิบัติตามระเบียบที่ทางการกำหนด เช่น ระเบียบการบริโภคอาหาร ก็จะให้ชาวไทยใช้ช้อนส้อมในการรับประทานอาหารแทนการใช้มือ เป็นต้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังห้ามประชาชนกินหมากอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นว่าผู้ที่กินหมากเป็นผู้ไม่มีวัฒนธรรมในสายตาของชาติที่เจริญแล้ว รัฐบาลเข็มงวดกวดขันในเรื่องนี้มาก ถึงกับให้คณะกรรมการจังหวัดแต่ละแห่งจัดการห้ามการทำสวนพลู ปลูกต้นพลู รวมทั้งมิให้ขายพลูที่ตลาดด้วย
* การแต่งกาย   รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงครามได้ชักชวนให้คนไทยเลิกนุ่งกางเกงแพร โดยอ้างว่าเป็นวัฒนธรรมของจีน และปรากฏว่าเมื่อชายไทยหันมานิยมชุดสากลแล้ว รัฐบาลจึงได้ขอให้หญิงไทยเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุง สวมหมวก สวมรองเท้า พร้อมกันนั้นรัฐบาลก็ได้วางระเบียบการแต่งกายของสตรีแบบเต็มยศและครึ่งยศ รวมถึงกำหนดเครื่องแต่งกายของผู้ประกอบอาชีพบางจำพวก เช่น ช่างตัดผม คนเดินโต๊ะอาหาร และในปี 2485 รัฐบาลได้ออกประกาศเกี่ยวกับการแต่งกายของชาวไทยว่า การแต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อยและสุภาพนั้นเป็นสิ่งที่เชิดชูวัฒนธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติให้วัฒนาถาวร รัฐบาลจึงขอให้ชาวไทยทั้งชายหญิงร่วมใจกันส่งเสริมและปฏิบัติตามรัฐนิยม อย่างเคร่งครัด
รัฐบาลยังได้วางระเบียบประเพณีวัฒนธรรมไทยอื่นๆ อีก เช่น การจัดพิธีสมรส พิธีการในเวลาประกอบพิธีสมรส การแต่งกายของคู่บ่าวสาว การจัดพิธีศพ การแต่งกายไปงานศพ ระเบียบการแสดงความเคารพในเวลาปกติ ในงานรัฐพิธีและพระราชพิธี การเคารพธงชาติ เพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นต้น
* การยกฐานะและบทบาทของสตรี
รัฐบาลจอมพล ป.เป็นผู้ริเริ่มยกย่องสตรีว่ามีความสามารถและยอมรับให้มีฐานะเท่าเทียม บุรุษ โดยมีจุดมุ่งหมายให้สตรีมีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างชาติทางวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลวางระเบียบในด้านการแต่งกายดังกล่าวให้กับสตรี และยังได้มีการจัดตั้งกองทหารหญิง โรงเรียนนายร้อยหญิง และโรงเรียนนายสิบหญิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยอมรับฐานะที่เท่าเทียมกันของสตรีและบุรุษ
* ด้านภาษาและหนังสือ
รัฐบาลเห็นว่าตัวสระและพยัญชนะของภาษาไทยมีอยู่หลายตัวที่ซ้ำเสียงกันโดยไม่จำเป็น ควรงดใช้เสียบ้าง เพื่อความสะดวกในการศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยให้เป็นที่นิยมและแพร่หลายยิ่งขึ้นสำหรับชาวต่างประเทศ รัฐบาลจึงให้ตัดพยัญชนะและสระที่ซ้ำกันนั้นออก ด้วยการวางระเบียบและหลักเกณฑ์การใช้ตัวหนังสือไทย และจัดพิมพ์พจนานุกรมตัวสะกดแบบใหม่ประกาศใช้ใน พ.ศ.2485 แต่ปรากฏว่าภายหลังจอมพล ป.พ้นจากตำแหน่งใน พ.ศ.2487 รัฐบาลใหม่กลับหันไปใช้หนังสือไทยตามแบบเดิม
นอกจากนี้ ยังได้มีการวางระเบียบการใช้คำต่างๆ เช่น คำแทนชื่อ คำปฏิเสธ คำตอบรับ การตั้งชื่อบุคคลให้เหมาะสมกับเพศ และใช้คำทักทายว่า “สวัสดี” ในโอกาสแรกที่พบกันด้วย
* การบูรณะซ่อมแซม
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร มีหน้าที่รับผิดชอบเมืองโบราณ และโบราณสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น ลพบุรี, สุโขทัย, นครปฐม, อยุธยา เป็นต้น นอกจากนี้ได้มีการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เพื่อเก็บรักษาโบราณสถานของชาติ พร้อมทั้งคัดเลือกโบราณวัตถุ เพื่อแสดงให้ประชาชนได้ชม ทางด้านหอสมุดแห่งชาติได้ทำการแปลและตีพิมพ์ศิลาจารึก สมุดข่อย และวรรณกรรมต่างๆ ที่เก่าแก่ของไทย เพื่อนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง
* การก่อตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้วางนโยบายปรับปรุงวัฒนธรรมของชาติโดยประกาศเป็นรัฐนิยม ได้เสนอ “พระราชบัญญัติบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ” ซึ่งมีหน้าที่จะต้องค้นคว้าดัดแปลง รักษา และส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีอยู่ ค้นคว้าดัดแปลง และกำหนดวัฒนธรรมแห่งชาติให้เหมาะสมกับกาลสมัย ควบคุมและหาวิธีปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งชาติในจิตใจของประชาชนจนเป็นนิสัย ให้คำปรึกษาและปฏิบัติตามความมุ่งหมายของรัฐบาลอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาติ

2.  การฟื้นฟูพระราชประเพณีในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2501-2506)
ในสมัยนี้ได้มีนโยบายแน่วแน่ในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะที่เป็นสถาบันหลักของสังคมไทยมาช้านาน จึงได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาช้านาน จึงได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น จัดให้มีพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พิธีการเสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนาม การประดับโคมไฟและธงชาติตามอาคารบ้านเรือน และยกเลิกวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ โดยกำหนดให้วันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นวันชาติแทน นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทอดผ้ากฐินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคและทางสถลมารค เป็นต้น

การฟื้นฟูพระราชประเพณีต่างๆ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ ได้ทำให้มีการตื่นตัวที่จะฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ของชาติเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศไทยสืบต่อไปอย่างกว้างขวาง

3.  การฟื้นฟูวัฒนธรรมเมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี
ในวันที่ 6 เมษายน 2525 รัฐบาลได้จัดให้มีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ทำให้ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น วางโครงการบูรณะวัดพระพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ให้มีสภาพดีเหมือนของเดิมทั้งหมด ศิลปกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านศิลปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ที่ปรากฏอยู่ในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ได้รับการบูรณะอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูบูรณะพิธีสำคัญที่เป็นวัฒนธรรมของชาติไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ อันได้แก่ พิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรมของไทยอันน่าตื่นตาตื่นใจ ในขบวนพยุหยาตราครั้งนั้นได้มีการอัญเชิญพระชัยหลังช้าง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในการเสด็จพระราชดำเนินไปราชการสงครามทุกครั้ง เข้าร่วมขบวนแห่ในครั้งนี้ด้วย

นอกเหนือจากการเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนหยุหยาตราทางชลมารคแล้ว ยังมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เข้าร่วมในขบวนแห่พยุหยาตราทางชลมารคเป็นขบวนพิเศษเพิ่มขึ้นด้วย

ในการประดับตกแต่งบริเวณถนนพระราชดำเนินก็แฝงไปด้วยความงดงามทางด้านศิลปะ และสะท้อนออกทางด้านวัฒนธรรมของไทย ได้มีการจำหลักลวดลายดวงตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาลแต่ละรัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9 แล้วนำมาตกแต่งประดับประดาตามแนวกลางถนนราชดำเนิน ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น

การทำนุบำรุงและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ในขณะที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี ครั้งนั้น ไม่ได้กระทำกันเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น ในต่างจังหวัดก็มีโครงการเหล่านั้นด้วย แตกต่างกันไปทั้งเนื้อหาและรูปแบบ จึงนับได้ว่าศิลปวัฒนธรรมไทยได้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเฉลิมฉลองสมโภชพระนครในครั้งนั้นนั่นเอง

4.  การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชีนีนาถ
นอกจากกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ศิลปวัฒนธรรมไทยยังได้รับการฟื้นฟูและอนุรักษ์เอาไว้อย่างดียิ่ง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชีนีนาถ ที่ทรงจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพเพื่อฝึกสอนให้คนไทยรู้จักฝึกฝนทาง ด้านศิลปหัตถกรรม อันเป็นวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม เช่น การทอผ้า การปั้น การแกะสลัก เป็นต้น ผลปรากฏว่ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ได้สร้างผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทยออกไปอย่างแพร่หลาย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ และเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ชาวต่างประเทศได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมาก ขึ้น เพื่อชมผลงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ อีกทั้งยังสร้างรายได้แก่พสกนิกรที่สามารถผลิตผลงานออกจำหน่ายด้วย

บทสรุป
ลักษณะสังคมและวัฒนธรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางสร้างสรรค์ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยตลอด นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตน โกสินทร์เป็นราชธานีของไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2325 จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในยุคปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย ตามแบบตะวันตกกระแสความคิดเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของความเป็นมนุษย์จากโลก ตะวันตกได้แพร่ขยายเข้ามาในสังคมไทย รัชกาลที่ 4 ได้ทรงปรับปรุงสังคมและวัฒนธรรมไทยบางประการให้สอดคล้องกับค่านิยมและ วัฒนธรรมตะวันตก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปสังคมครั้งใหญ่ ด้วยการยกเลิกระบบไพร่และประกาศเลิกทาส ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปลดปล่อยคนไทยให้เป็นอิสระแก่ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ทรงยกฐานะของคนไทยให้ทัดเทียมกันด้วยการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสยกระดับสติปัญญาของตนเองให้สูงขึ้นและทัดเทียมกัน อันจะส่งผลอย่างสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะหลังต่อมา นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ยังได้ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน สังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย เพราะคนไทยได้รับสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้มีความพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมของไทยให้สอดคล้อง กับแนวนโยบายชาตินิยมแห่งรัฐในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2481-2487) นอกจากนี้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์และได้ร่วมมือกับโลกตะวันตกโดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกามากขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมไทยไม่น้อย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของต่างประเทศที่แพร่หลายเข้ามาตามลำดับจน ถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็สามารถรักษาความเป็นเอกภาพทางสังคม และสามารถรักษาศิลปวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นและเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด เพราะสังคมไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมของคนไทยทั้งชาติ ถึงแม้จะเกิดความระส่ำระสายในสังคมขึ้นบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขให้กลับคืนสู่ความเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เพราะพระบารมีแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นเอง.

About these ads

2 ความเห็น

Filed under :: ประวัติศาสตร์ ::

2 responses to “::พัฒนาการทางด้านสังคมและวัฒนธรรม::

  1. MSN

    เยี่ยมมากจ้า ๆ ๆๆ

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s