::ทวีปยุโรป ::

ขนาด ที่ตั้งและอาณาเขตติดต่อ

ทวีปยุโรปมีเนื้อที่ 9.94 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นทวีปที่เกือบจะเล็กที่สุดถัดจากทวีปออสเตรเลีย และมีขนาดเล็กกว่าทวีปเอเซียซึ่งเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดถึง 4 1/2 เท่า

ทวีปยุโรปเป็นทวีปที่ ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือทั้งหมด ไม่มีดินแดนส่วนใดของทวีปอยู่ใต้เส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์ บริเวณใต้สุดของทวีปอยู่ในแนวเดียวกับตอนกลางของประเทศจีนและตอนใต้ของ ประเทศญี่ปุ่น อาณาเขตติดต่อของทวีปยุโรปมีดังนี้ คือ

ทิศเหนือ ติดต่อกับมหาสมุทรอาร์กติก มีทะเลต่างๆ คือ ทะเลแบเรนต์ส ทะลคารา และทะเลขาว

ทิศตะวันออก ติดต่อกับทวีปเอเซีย เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน แนวแบ่งเขตทวีปทั้งสองอย่างคร่าวๆ ถือตามแนวของเทือกเขาอูรัล แม่น้ำอูราล ทะเลแคสเปียน ทะเลดำ และเทือกเขาคอเคซัส การแบ่งเช่นนี้ทำให้มี 2 ประเทศที่มีดินแดนตั้งอยู่ในทวีปยุโรปและทวีปเอเซีย คือ รัสเซีย และตุรกี

ทิศใต้ ติดต่อกับทะเลแคสเปียน เทือกเขาคอเคซัส ทะเลดำ ทะเลมาร์มะรา และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ทิศตะวันตก ติดต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก มีทะเลต่างๆ คือ ทะเลนอร์วิเจียน ทะเลเหนือ ทะเลไอริส และทะเลบอลติก

จำนวนและขนาดของประเทศ
ทวีปยุโรปแบ่งการปกครองออกเป็น 46 ประเทศ พิจารณาตามตำแหน่งที่ตั้ง สามารถแบ่งได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ

1.  กลุ่มยุโรปภาคตะวันตกและภาคกลาง
นับเป็นกลุ่มที่มีควมสำคัญมากตั้งแต่อดีต ในอดีตหลายประเทศในกลุ่มนี้มีอาณานิคมกระจายอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อโลกมากทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง มีความก้าวหน้าทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเกษตรและอุตสาหกรรม ประเทศในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มย่อยๆ ดังนี้

กลุ่มประเทศบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือ (บริเตนใหญ่ประกอบด้วย อังกฤษ สกอตแลนด์และเวลส์)

กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ประกอบด้วย ประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และลักเซมเบิร์ก

กลุ่มประเทศที่ไม่มีอาณาเขตจดทะเล เป็นกลุ่มประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ได้แก่ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และลิกเตนสไตน์

กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย หรือนอร์ดิก ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์

ประเทศอื่นๆ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี

2. กลุ่มยุโรปใต้ ได้แก่ ประเทศที่ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของทวีป แบ่งออกเป็น4 กลุ่มย่อยดังนี้

* บนคาบสมุทรไอบีเรีย ได้แก่ สเปน โปรตุเกส และอันดอร์รา
* บนคาบสมุทรอิตาลี ได้แก่ ประเทศอิตาลี
* บนคาบสมุทรบอลข่าน ได้แก่ กรีซ แอลบาเนีย ยูโกสลาเวีย
* บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้แก่ มอนตา ซานมาริโน โมนาโก และนครวาติกัน

3. กลุ่มยุโรปตะวันออก เป็นกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเยอรมนี และตั้งเรียงรายตั้งแต่ทะเลบอลติกด้านเหนือลงมาถึงทะเลเอเดรียติกที่อยู่ด้านใต้ ทั้งยังเป็นกลุ่มประเทศที่เคยเป็นบริวารหรือได้รับอิทธิพลจากประเทศสหภาพโซเวียตเดิม ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในช่วงฟื้นฟูทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้แก่ โปแลนด์ เช็คและสโลวัก ฮังการี โรมาเนีย และบัลกาเรีย

4. กลุ่มประชาคมรัฐเอกราช สหภาพโซเวียตเคยเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ที่สุดของยุโรป แต่จากเหตุการณ์ยึดอำนาจจากประธานาธิบดี มิลคาอิล กอร์บาชอฟ ในช่วงวันที่ 19-21 สิงหาคม 2534 แม้ว่าการยึดอำนาจดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ก็เป็นผลให้ในท้ายที่สุด สหภาพโซเวียตได้กลายเป็นกลุ่มประชาคมรัฐเอกราช ซึ่งประกอบด้วย ประเทศรัสเซีย และ 13 สาธารณรัฐ ไม่รวมสาธารณรัฐจอร์เจีย สาธารณรัฐใหม่เหล่านี้มีการปกครองของตนเอง ไม่ขึ้นกับรัสเซียอีกต่อไป

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะของชายฝั่งทะเล ทวีปยุโรปมีฝั่งทะเลยาวมากเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อที่ ทั้งนี้เนื่องจากชายฝั่งทะเลมีลักษณะเว้าแหว่งมาก มีคาบสมุทรขนาดใหญ่หลายแห่งที่สำคัญ ได้แก่ คาบสมุทรสแกนดิเนเวียและคาบสมุทรจัตแลนด์ในยุโรปภาคเหนือ คาบสมุทรไอบีเรีย คาบสมุทรอิตาลีและคาบสมุทรบอลข่านในยุโรปภาคใต้ ลักษณะชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นชายหาดแคบๆ บางแห่งไม่มีหาดทรายเลย และบางแห่งเป็นหน้าผาชันน้ำลึก

ลักษณะภูมิประเทศของทวีปยุโรปแบ่งได้เป็น 4 เขตใหญ่ๆ

1.เขตภูเขาภาคเหนือ ภาคเหนือของทวีปยุโรปมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาโดยมีที่ราบชายฝั่งทะเลเป็นบางตอน บริเวณที่เป็นภูเขาอยู่แถบคาบสมุทรสแกนดิเนเวียและในแคว้นสกอตแลนด์และแคว้นเวลส์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือและทางตะวันตกของเกาะบริเตนใหญ่ รวมทั้งเกาะไอซ์แลนด์

เนื่องจากภาคเหนือของทวีปยุโรปเคยมีน้ำแข็งปกคลุมมาก่อนในสมัยน้ำแข็ง จึงมีร่องรอยการกัดเซาะและการทับถมที่เกิดจากการกระทำของธารน้ำแข็ง ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง คือ ชายฝั่งที่มีลักษณะเว้าแหว่งมากเป็นพิเศษ โดยมีอ่าวแคบๆ ที่มีน้ำลึกมาก เรียกว่ อ่าวฟยอร์ด ชายฝั่งเช่นนี้มีพบอยู่ทั่วไปในประเทศนอร์เวย์ และแคว้นสกอตแลนด์ของประเทศสหราชอาณาจักร

2.เขตที่ราบใหญ่ภาคกลาง ตอนกลางของทวีปยุโรปมีภูมิประเทศเป็นที่ราบต่อเนื่องกันเป็นผืนใหญ่ ตั้งแต่ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึงเทือกเขายูราลในรัสเซีย ครอบคลุมดินแดนซีกตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ภาคตะวันออกของประเทศอังกฤษ ประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ดินแดนภาคเหนือของประเทศเยอรมนี และโปแลนด์ ดินแดนส่วนใหญ่ของรัสเซีย เขตที่ราบใหญ่ภาคกลางนี้มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่น และเป็นเขตที่มีความสำคัญทางด้านเกษตรกรรมมากที่สุดของทวีปยุโรป

3.เขตที่ราบสูงภาคกลาง อยู่ทางตอนกลางของทวีปยุโรป ได้แก่ บริเวณภาคตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส ภาคใต้ของประเทศเยอรมนี และประเทศโปแลนด์ มีภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ซึ่งเป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างเขตที่ราบใหญ่ภาคกลางกับเขตเทือกเขาสูงภาคใต้ของทวีป เขตที่ราบนี้ยังปรากฏต่อเนื่องไปในบริเวณส่วนใหญ่ของคาบสมุทรไอบีเรียในยุโรปภาคใต้ ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศสเปนและโปรตุเกสด้วย

4.เขตเทือกเขาสูงภาคใต้ ภาคใต้ของทวีปยุโรปมีเทือกเขาสูงๆ เป็นลักษณะเด่นทางด้านภูมิประเทศ เทือกเขาเหล่านี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเทือกเขาหิมาลัยในทวีปเอเซีย ในทางธรณีวิทยาถือว่าเป็นเทือกเขารุ่นใหม่ที่มีอายุน้อย จึงมีการสึกกร่อนพังทลายไม่มาก ลักษณะเป็นยอดสุง และมีหุบเขาลึก ตามบริเวณยอดเขามีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่โดยทั่วไป

ในภาคใต้ของทวีปยุโรปเป็นเขตที่เปลือกโลกยังไม่สงบตัวดี มีปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นบ่อยๆ ประเทศที่มักประสบภัยจากแผ่นดินไหว ได้แก่ อิตาลี ยูโกสลาเวีย และกรีซ นอกจากนี้ยังมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังปะทุอยู่หลายลูก ได้แก่ ภูเขาไฟวิซูเวียส ภูเขาไฟเอตนา และภูเขาไฟสตรอมโบลีในประเทศอิตาลี เมื่อปี พ.ศ.622 ภูเขาวิซูเวียสได้เกิดการปะทุครั้งสำคัญ ลาวาจากภูเขาไฟ ไหลไปท่วมทับเมืองปอมเปอีซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขา ปัจจุบันจะเห็นซากของเมืองปอมเปอีที่นักโบราณคดีขุดบูรณะตกแต่งไว้แล้ว

เทือกเขาสำคัญในทวีปยุโรป

เทือกเขาแอลป์ มีอาณาบริเวณตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส ผ่านไปในเขตของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภาคเหนือของประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรียและภาคเหนือของประเทศยูโกสลาเวีย มียอดสูงสุดชื่อ มองต์บลังก์ สูง 4807 เมตร
เทือกเขาพิเรนิส กั้นพรมแดนระหว่างประเทศฝรั่งเศส กับประเทศสเปน
เทือกเขาคาร์เปเทียน อยู่ในเขตของประเทศเช็คและสโลวักต่อเนื่องไปจนถึงประเทศโรมาเนีย
เทือกเขาแอเพนไนน์ อยู่ในประเทศอิตาลี
เทือกเขาคอเคซัส อยู่ในประเทศจอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจัน ระหว่างทะเลดำกับทะเลแคสเปียน มียอดสูงที่สุดชื่อ เอลบรุส (Elbrus) สูง 5,642 เมตร นับเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของทวีปยุโรป

แม่น้ำ

ในทวีปยุโรปถึงแม้ว่าจะมีความยาวไม่เท่ากับแม่น้ำสายยาวๆ ในทวีปเอเซีย แอฟริกา อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ แต่ก็ใช้ประโยชน์ในด้านการคมนาคมขนส่งได้มาก เพราะมีน้ำไหลสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และมีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำสายต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้เดินเรือได้สะดวก โดยเฉพาะแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสายใหญ่ นับว่ามีความสำคัญมากกว่าแม่น้ำที่ไหลลงมหาสมุทรอาร์กติกและทะเลภายในต่างๆ ซึ่งอยู่นอกเส้นทางการค้า

แม่น้ำที่สำคัญในทวีปยุโรปมีดังต่อไปนี้
แม่น้ำไรน์ มีต้นน้ำอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไหลผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นไปทางเหนือ จนถึงพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีแล้วไหลต่อเข้าไปในประเทศเยอรมนีและประเทศเนเธอร์แลนด์ ไปออกทะเลเหนือ มีความยาว 1312 กิโลเมตร

แม่น้ำไรน์ นับเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ ที่มีความสำคัญมากที่สุดของทวีปยุโรปการส่งสินค้าตามลำน้ำสายนี้มีเป็นจำนวนมาก สินค้าสำคัญ ได้แก่ ถ่านหิน แร่เหล็ก และแป้งสาลี โดยเฉพาะถ่านหิน เป็นสินค้าที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากแม่น้ำไรน์ไหลผ่านย่านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ถ่านหินของประเทศเยอรมนี แม่น้ำสายนี้จึงได้รับสมญาว่าเป็นแม่น้ำถ่านหิน (Coal River) เมืองท่า สำคัญที่ตังอยู่ที่ปากแม่น้ำไรน์ในประเทศเนเธอร์แลนด์ คือ เมืองรอตเตอร์ดัม เป็นเมืองท่าที่มีจำนวนเรือสินค้ามาจอดรับส่งสินค้ามากกว่าเมืองท่าอื่นๆ ของทวีปยุโรป

แม่น้ำเอลเบ มีต้นน้ำอยู่ในประเทศเช็คและสโลวัก ไหลผ่านประเทศเยอรมนีไปออกทะเลเหนือ มีความยาว 1152 กิโลเมตร เมืองท่าสำคัญที่ตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำ คือ เมืองฮัมบูร์ก เป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมนี

แม่น้ำดานูบ มีต้นน้ำอยู่ในภาคใต้ของประเทศเยอรมนี ไหลผ่านประเทศออสเตรีย ฮังการี ยูโกสลาเวีย และพรมแดนระหว่างประเทศบัลกาเรียกับประเทศโรมาเนีย มีความยาว 2760 กิโลเมตร  แม่น้ำดานูบ มีสาขาต่างๆ เป็นจำนวนมาก และเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศที่ไหลผ่านจำนวนประเทศจำนวนมากที่สุดในทวีปยุโรป แต่ในด้านความสำคัญของการคมนาคมขนส่งทางน้ำมีไม่มากเท่ากับแม่น้ำไรน์และแม่น้ำเอลเบ เนื่องจากแม่น้ำดานูบไหลลงสู่ทะเลดำซึ่งเป็นทะเลภายใน ไม่ได้อยู่ในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญของโลก

แม่น้ำโวลกา เป็นแม่น้ำในรัสเซีย ไหลจากบริเวณภาคกลางของประเทศไปลงทะเลแคสเปียน มีความยาวถึง 3700 กิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดของทวีปยุโรป

ลักษณะภูมิอากาศ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศของทวีปยุโรป ได้แก่

ละติจูด ทวีปยุโรปตั้งอยู่ในช่วงละติจูด 35-70 องศาเหนือ ซึ่งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากพอสมควร ฉะนั้นจึงไม่มีภูมิอากาศเมืองร้อนเหนืออย่างทวีปอื่นๆ ที่มีดินแดนใกล้เส้นศูนย์สูตร จะเห็นได้ว่าทางตอนใต้สุดของทวีปเป็นเขตภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีภูมิอากาศอบอุ่น อุณหภูมิปานกลาง

ทิศทางลมประจำ ลมประจำที่พัดผ่านส่วนใหญ่ของทวีปยุโรปเป็นลมฝ่ายตะวันตกพัดจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ามาทางด้านตะวันตกของทวีป ด้วยเหตุนี้ทางซีกตะวันตกของทวีปจึงมีฝนตกชุก ส่วนทางซีกตะวันออกของทวีปฝนจะตกน้อยลง และความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาวมีมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีป

กระแสน้ำในมหาสมุทร ชายฝั่งด้านตะวันตกของทวีปมีกระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือไหลเลืยบฝั่งของหมู่ เกาะบริติช และชายฝั่งประเทศนอร์เวย์ ทำให้มีผลต่อภูมิอากาศของบริเวณดังกล่าว ดังจะเห็นได้ว่า หมู่เกาะบริติชอันเป็นที่ตั้งองประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศไอร์แลนด์นั้น มีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี แม้ในฤดูหนาวอากาศก็ไม่หนาวเย็นมากนัก นอกจากนี้ชายฝั่งของประเทศนอร์เวย์ น้ำทะเลไม่แข็งตัวในฤดูหนาว ผิดกับน้ำในทะเลบอลติกซึ่งแข็งตัวเป็นเวลานานหลายเดือน ในระหว่างฤดูหนาว ประเทศสวีเดนจึงต้องอาศัยการขนส่งสินค้าทางรถไฟไปลงเรือที่เมืองท่าของประ เทศนอร์เวย์ เพราะไม่สามารถใช้เมืองท่าของตนในทะเลบอลติกได้

ระยะห่างจากทะเล การที่ทวีปยุโรปมีฝั่งทะเลยาว เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อที่ทวีป ทำให้ดินแดนตอนในของทวีปอยู่ห่างจากทะเลไม่มากนัก ลักษณะเช่นนี้มีผลต่อภูมิอากาศของทวีปยุโรป คือ ไม่มีดินแดนส่วนใดที่อยู่ลึกเข้าไปภายในทวีปมาก จนไม่ได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรเลย จึงไม่มีเขตภูมิอากาศแห้งแล้งเหมือนอย่างในบริเวณตอนกลางของทวีปเอเซีย

ทิศทางของเทือกเขา เทือกเขาส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปมีทิศทางในแนวทิศตะวันตก ตะวันออก จึงไม่กีดขวางทางลมประจำตะวันตกที่นำความชื้นจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าไปใน ทวีป บริเวณส่วนใหญ่ของทวีปจึงได้รับฝนอย่างทั่วถึง

หากสมมติว่าทวีปยุโรปมีเทือกเขาสูงขนานไปกับชายฝั่งตะวันตก เหมือนอย่างในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้ บริเวณที่มีฝนตกชุกก็คงจะจำกัดอยู่เฉพาะตามชายฝั่งเท่านั้น ส่วนทางตอนในของทวีปจะกลายเป็นเขตที่มีฝนตกน้อย เพราะถูกเทือกเขากั้นกำบังความชื้นไปหมด

จากปัจจัยต่างๆ ทำให้ภูมิอากาศของทวีปยุโรปได้ชื่อว่าเหมาะสมสำหรับการดำรงชีพ เพราะส่วนใหญ่มีอากาศอบอุ่น ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป

ในขณะเดียวกันก็มีฝนตกพอเพียงสำหรับการเพาะปลูก จะเห็นได้ว่าทวีปยุโรปเป็นทวีปเดียวที่ไม่มีทะเลทราย แม้แต่เขตที่แห้งแล้งที่สุดของทวีปก็จัดเป็นภูมิอากาศประเภททุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายเท่านั้น

การแบ่งเขตภูมิอากาศของทวีปยุโรป

ทวีปยุโรปมีเขตภูมิอากาศต่างๆ รวม 7 เขต ดังนี้

1.ภูมิอากาศแบบเมติเตอร์เรเนียน

สภาพอากาศ เป็นภูมิอากาศอบอุ่น อุณหภูมิปานกลาง มีฝนตกในฤดูหนาว ปริมาณฝนทั้งปีประมาณ 500-1000 มิลลิเมตร
พืชพรรณธรรมชาติ เป็นป่าไม้เขตอบอุ่น ที่เรียกว่า ป่าเมดิเตอร์เรเนียน
บริเวณที่พบ ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปภาคใต้ ครอบคลุมดินแดนชายฝั่งของประเทศสเปน ชายฝั่งภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ชายฝั่งของประเทศยูโกสลาเวีย และประเทศกรีซ

2. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น

สภาพอากาศ ภูมิอากาศอบอุ่น อุณหภูมิปานกลาง ซึ่งมีฝนตกตลอดทั้งปี ปริมาณน้ำฝนทั้งปีประมาณ 500-1000 มิลลิเมตร
พืชพรรณธรรมชาติ เป็นป่าไม้เขตอบอุ่น หรือทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น
บริเวณที่พบ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำดานูบในประเทศฮังการี ภาคเหนือของประเทศยูโกสลาเวียและประเทศโรมาเนีย

3.ภูมิอากาศทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย
สภาพอากาศ เป็นภูมิอากาศที่มีฝนตกน้อย คือ ปริมาณฝนทั้งปี ประมาณ 250-500 มิลลิเมตร
พืชพรรณธรรมชาติ ทุ่งหญ้าที่ขึ้นเบาบาง
บริเวณที่พบ มี 2 แห่ง คือ ตอนกลางของประเทศสเปน อูเครน จอร์เจียและตอนใต้ของรัสเซีย

4.ภูมิอากาศภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก
สภาพอากาศ ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นแอตแลนติก ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ปริมาณฝนทั้งปีประมาณ 750-1500 มิลลิเมตร
พืชพรรณธรรมชาติ เป็นป่าไม้เขตอบอุ่นชนิดป่าไม้ผลัดใบผสมกับป่าไม้สน
บริเวณที่พบ บริเวณที่ราบชายฝั่งตะวันตกของทวีป ครอบคลุมดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส หมู่เกาะบริติช เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก ภาคเหนือของเยอรมนี และภาคใต้ของนอร์เวย์และสวีเดน

5. ภูมิอากาศชื้นภาคพื้นทวีป
สภาพอากาศ เป็นภูมิอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรไม่มากนัก เพราะอยู่ลึกเข้ามาในทวีป ฤดูหนาวอากาศค่อนข้างหนาว ปริมาณน้ำฝนทั้งปีประมาณ 500-750 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่ตกในฤดูร้อน
พืชพรรณธรรมชาติ เป็นป่าไม้เขตอบอุ่น ซึ่งมีทั้งป่าผลัดใบและป่าสนผสมปะปนอยู่ บางแห่งที่มีฝนตกน้อย
พืชพรรณธรรมชาติ เป็นทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น
บริเวณที่พบ ยุโรปตะวันออก ครอบคลุมดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศโปแลนด์ เช็คและสโลวัก รัสเซีย และสาธารณรัฐเอกราชต่างๆ ที่เคยรวมอยู่ในสหภาพโซเวียต

6.ภูมิอากาศแบบไทกา
สภาพภูมิอากาศ เป็นภูมิอากาศหนาวซึ่งมีฤดูหนาวยาวนาน ปริมาณฝนทั้งปีประมาณ 250-500 มิลลิเมตร
พืชพรรณธรรมชาติ ป่าสน (หรือป่าไม้ใบแหลมมีใบเขียวทั้งปี)
บริเวณที่พบ ดินแดนทางเหนือของประเทศฟินแลนด์ ภาคกลางของนอร์เวย์และสวีเดน

7.ภูมิอากาศแบบทุนดรา
สภาพภูมิอากาศ เป็นภูมิอากาศหนาวแบบขั้วโลก มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีฤดูร้อนสั้นๆ เพียง 1-2 เดือน ที่พืชพรรณจะเจริญเติบโตได้ นอกนั้นแล้วจะมีอุณหภูมิต่ำถึงขีดเยือกแข็ง
พืชพรรณธรรมชาติ พืชชั้นต่ำจำพวกหญ้า และตะไคร่ที่ทนอากาศหนาวเย็นได้ เช่น มอสและไลเคน
บริเวณที่พบ ชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกทางตอนเหนือของทวีปยุโรป

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในยุโรปได้แก่

ทรัพยากรดิน
ยุโรปเป็นทวีปที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรดินทวีปหนึ่งในโลก ความแตกต่างของดินจะขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิอากาศ และวัตถุต้นกำเนิดของดิน ในยุโรปจะพบดินหลายชนิดด้วยกัน ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้แก่ ดินร่วนสีดำ พบในภาคใต้ของรัสเซีย ในยูเครน โปแลนด์ เช็คและสโลวักและออสเตรีย ซึ่งเหมาะสมในการปลูกข้าวสาลี

ใน บริเวณลุ่มแม่น้ำจะมีดินตะกอนที่แม่น้ำพามาทับถมกัน ทำให้มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ส่วนในบริเวณที่ดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์จะใช้ประโยชน์ในด้านการเลี้ยงแกะทั้ง พันธ์เนื้อและพันธุ์ขน การที่ทวีปยุโรปไม่มีเขตภูมิอากาศแห้งแล้งแบบทะเลทรายหรือร้อนชื้นแบบป่าดง ดิบ ทำให้ทรัพยากรดินของทวีปสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ทรัพยากรน้ำ
ทวีป ยุโรปเป็นทวีปที่มีขนาดเล็ก มีอาณาเขตเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดแล้วจะจดทะเลมากกว่าทวีปอื่น ลักษณะภูมิอากาศของยุโรปจึงไม่มีลักษณะภูมิอากาศแบบทะเลทรายหรือกึ่งทะเล ทราย

แหล่งทรัพยากรน้ำในทวีปยุโรปได้แก่ แม่น้ำสายต่างๆ ซี่งแม่น้ำในทวีปยุโรปนั้นจะไม่มีลำน้ำกว้างขวาง และมีความยาวมากเหมือนแม่น้ำในทวีปอเมริกาเหนือหรือเอเซีย แต่มีสาขาของแม่น้ำหลายสายและไหลลงสู่ทะเล แม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำไรน์ แม่น้ำดานูบ แม่น้ำโรน แม่น้ำโวลกา แม่น้ำโป แม่น้ำส่วนใหญ่ไหลผ่านที่ราบของทวีป กระแสน้ำจึงไม่ไหลเชี่ยวมีประโยชน์ทั้งด้านการคมนาคมและการเกษตร

ในส่วนของปริมาณน้ำฝนนั้น จากที่ตั้งของทวีป ความใกล้ทะเล ความสูงของพื้นที่ การวางตัวของเทือกเขา ตลอดจนอิทธิพลของลมประจำ เป็นผลให้ทวีปยุโรปมีฝนตกตลอดปี ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยสูงสุดคือ 1500 มิลลิเมตรต่อปี และพื้นที่ส่วนใหญ่จะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี

ทรัพยากรป่าไม้
ในอดีตยุโรปเป็นทวีปที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ แต่จากการเพิ่มจำนวนประชากรทำให้ปริมาณป่าไม้ลดลง แหล่งป่าไม้ที่สำคัญของยุโรปได้แก่ ป่าสนในประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ นอกจากนี้ยังพบป่าไม้ในปริมาณไม่มากนักในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก ซึงประเทศเหล่านี้ต้องนำเข้าสินค้าไม้จากสวีเดนและฟินแลนด์

ป่าไม้ในยุโรปมีทั้งป่าไม้เนื้ออ่อนและป่าไม้เนื้อแข็ง ป่าไม้เนื้ออ่อนพบในประเทศนอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เทือกเขาในยุโรปกลางและยุโรปใต้ เช่น แอลป์ จูรา พิเรนิส ส่วนป่าไม้เนื้อแข็งจะพบในเขตที่ราบต่ำของยุโรปตะวันตก ปัจจุบันรัฐบาลในหลายประเทศใช้วิธีการปลูกป่าไม้ขึ้นใหม่ทดแทนกับป่าที่ถูกทำลาย นอกจากนี้ยังพบป่าไม้ผลัดใบ เช่น โอ๊ก บีช ในยุโรปตะวันออกด้วย ซึ่งในบริเวณพื้นที่สูงจะมีป่าสนขึ้นปะปนกับไม้ผลัดใบเหล่านี้

ทรัพยากรแร่ธาตุ
ยุโรป อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรแร่ธาตุหลายชนิดด้วยกัน โดยเฉพาะแร่เหล็กและถ่านหิน อันเป็นแร่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม แร่ทั้งสองนี้จะอยู่กระจัดกระจายโดยทั่วไปในเขตยุโรปกลางและยุโรปตะวันตก แต่จากความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมที่เกิดก่อนทวีปอื่น ตลอดจนการผ่านสงครามโลกถึงสองครั้ง เป็นผลให้ปริมาณทรัพยากรประเภทแร่ธาตุลดน้อยลง แร่ธาตุที่สำคัญของยุโรป เช่น

* ถ่านหิน พบมากใน อังกฤษ กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ อูเครน โปแลนด์
* แร่เหล็ก พบมากในรัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ อูเครน เยอรมนี เช็คและสโลวัก โรมาเนีย โปแลนด์
* ตะกั่ว ในบัลกาเรีย อิตาลี เยอรมนี
* บอกไซด์ ในฝรั่งเศส ฮังการี
* น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ พบในเขตทะเลเหนือ และกลุ่มประชาคมรัฐเอกราช

ประชากร

จำนวนประชากร
ทวีปยุโรปเป็นทวีปที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทวีปเอเซีย (รวมประชาคมรัฐเอกราช) แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมา ทวีปยุโรปมีอัตราการเพิ่มประชากร อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าทวีปอื่นๆ ทั้งหมด คือเพียงร้อยละ 0.2 ต่อปี

ความหนาแน่นของประชากร
ทวีปยุโรปมีความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากร 84 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร ได้ชื่อว่าเป็นทวีปที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดของโลก

ในด้านการกระจายของ ประชากร ทวีปยุโรปมีการเฉลี่ยจำนวนประชากรไปอยูอาศัยตามภาคต่างๆ ของทวีปอย่างทั่วถึง ไม่ค่อยมีบริเวณที่มีประชากรหนาแน่นมาก หรือเบาบางมากจนเห็นได้ชัดเหมือนอย่างในทวีปเอเซียและทวีปออสเตรเลีย ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในทวีปยุโรปไม่มีบริเวณที่มีภูมิอากาศแห้งแล้งมากจน เป็นทะเลทราย ทั้งบริเวณที่เป็นเทือกเขาสูงๆ ก็มีไม่มากนัก อุปสรรคในการตั้งถิ่นฐานมีเฉพาะบริเวณบางแห่งในภาคเหนือของทวีป ซึ่งมีภูมิอากาศหนาวเย็น ได้แก่ ในคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย และภาคเหนือของรัสเซีย แต่ก็มีอาณาบริเวณไม่กว้างขวางนัก

อย่างไรก็ตาม มีบริเวณบางส่วนของทวีปที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นกว่าเขตอื่นๆ ของทวีป ได้แก่ เขตที่ราบภาคตะวันตกและภาคกลางของทวีป ในช่วงละติจูดที่ 45-50 องศาเหนือ ซึ่งได้แก่ ภาคเหนือของฝรั่งเศส ภาคใต้ของอังกฤษ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ภาคกลางของเยอรมนี ภาคกลางของโปแลนด์และภาคกลางของรัสเซีย เขตดังกล่าวเป็นเขตเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่สำคัญของทวีปยุโรป

ในด้านการกระจายของประชากรในเขตเมืองและเขตชนบท ปรากฏว่าประชากรของทวีปยุโรปอาศัยอยู่ในเขตเมืองถึงร้อยละ 74 ของประชากรทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านการค้าและอุตสาหกรรม ซึ่งสนับสนุนให้ประชากรเป็นจำนวนมากตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณเขตเมือง มีเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรตั้งแต่ 3 ล้านคนขึ้นไป ได้แก่ มอสโก (รัสเซีย) ลอนดอน (สหราชอาณาจักร) ปารีส (ฝรั่งเศส)

เชื้อชาติ

ยุโรปมีประชากรส่วนใหญ่เป็นเชื้อชาติคอเคซอยด์ ซึ่งเป็นชนผิวขาว มีเชื้อชาติมองโกลอยด์ ซึ่งเป็นชนผิวเหลืองอยู่บ้างเล็กน้อยในยุโรปตะวันออก เช่นในประเทศฮังการี

สำหรับเชื้อชาติคอเคซอยด์ซึ่งเป็นชนผิวขาวนั้น อาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะทางร่างกาย คือ

กลุ่มนอร์ดิก
อยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป โดยเฉพาะในคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย มีประชากรที่เป็นเชื้อสายนอร์ดิกที่เห็นได้ชัดเจนมาก ได้แก่ ในนอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ก ลักษณะรูปร่างของคนเชื้อสายนอร์ดิก คือ มีรูปร่างสูงใหญ่ ตาสีฟ้า ผมสีทอง กะโหลกศีรษะค่อนข้างยาว

กลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน
อยู่ในภาคใต้ของยุโรป เช่นในสเปน อิตาลี และกรีซ มีรูปร่างไม่สูงใหญ่มากนัก ผมสีดำ กะโหลกศีรษะค่อนข้างยาว

กลุ่มอัลไพน์
อาศัยอยู่แถบเทือกเขาแอลป์ในยุโรปภาคกลางและภาคใต้ ลักษณะรูปร่างค่อนข้างล่ำสันและเตี้ย ผมและตาสีน้ำตาล กะโหลกศีรษะค่อนข้างกลม

กลุ่มแลปป์และบัลติกตะวันออก
อาศัยอยู่ในบางส่วนของยุโรปเหนือ และส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออกรวมทั้งในรัสเซีย และสาธารณรัฐใหม่ที่แยกออกจากสหภาพโซเวียตเดิม มีรูปร่างไม่สูงใหญ่ ตาสีฟ้า กะโหลกศีรษะค่อนข้างกลม

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

ทวีปยุโรปมีความเจริญเก่าแก่ที่สืบย้อนหลังไปได้กว่า 2000 ปี โดยอาจแบ่งประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรปออกเป็นสมัยต่างๆ ดังนี้

1.ยุโรปสมัยโบราณ ความเจริญของยุโรปเริ่มขึ้นเป็นแห่งแรกที่บริเวณตอนใต้ของทวีปแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีกรีกและโรมันเป็นศูนย์กลางความเจริญในสมัยโบราณ ซึ่งเรียกความเจริญสมัยกรีกและโรมันนี้ว่า อารยธรรมสมัยคลาสิก
ความเจริญของกรีก ชาวกรีกได้สร้างอาณาจักรของตนขี้น ประกอบด้วย นครรัฐเล็กๆ หลายแห่งในคาบสมุทรบอลข่าน อาณาจักรของชาวกรีกเจริญรุ่งเรืองมาก ระหว่าง 200 ปีก่อนพุทธกาลจนถึงต้นพุทธกาล ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่นักเดินเรือและพ่อค้าชาวกรีกออกไปทำการค้าและสร้าง อาณานิคมขึ้นอย่างกว้างขวางตามบริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของทวีป ยุโรป เอเซีย และแอฟริกา ความเจริญที่ชาวกรีกโบราณให้เป็นมรดกตกทอดมาถึงคนรุ่นหลังมีที่สำคัญได้แก

การปกครองแบบประชาธิปไตย
ชาวกรีกได้พัฒนาการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยราษฏรมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกครองหรือสมาชิกสภาบริหาร โดยเฉพาะการปกครองของนครรัฐเอเธนส์ ซึ่งเป็นนครรัฐที่มีชื่อเสียงมากของกรีก ถือกันว่าเป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ชาวยุโรปได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวกรีก

ศิลปวัฒนธรรม
ชาวกรีกได้สร้างศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีความงดงาม นอกจากนี้ยังมีวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งเคารพบูชาเทพเจ้าต่างๆ มีพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า โดยการแสดงละคร ซึ่งเป็นแบบฉบับการละครของชาวยุโรปในสมัยต่อมา รวมทั้งการแข่งขันกีฬาระหว่างนครรัฐ เพื่อบูชาเทพเจ้าที่ภูเขาโอลิมปัส ก็ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่เรียกว่า กีฬาโอลิมปิคในปัจจุบัน

ปรัชญาความคิด
ชาวกรีกเป็นนักคิด รักความมีเหตุผล จึงทำให้เกิดแนวความคิดทางปรัชญาแก่ชาวยุโรป นักปรัชญากรีกที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ เพลโต และอริสโตเติล ซึ่งถือเป็นผู้วางรากฐานปรัชยาให้แก่ชาวยุโรป

ความเจริญของโรมัน
ชาวโรมันได้สร้างอาณาจักรของตนขึ้นในคาบสมุทรอิตาลี และมีอำนาจขึ้นแทนที่กรีกในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 4 จนถึงตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 11 จึงเสื่อมอำนาจลง

ในขณะที่โรมันมีอำนาจอย่างเต็มที่ได้แผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในยุโรป และตอนเหนือของแอฟริกา ปัจจุบันยังคงมีซากโบราณสถานปรากฏอยู่ในประเทศต่างๆ ที่แสดงถึงการแผ่อำนาจของโรมันโบราณ เช่น กำแพงเมือง ป้อมปราการ ถนน เป็นต้น

สิ่งที่ชาวโรมันให้เป็นมรดกตกทอดแก่ชนรุ่นหลัง มีที่สำคัญ คือ

กฏหมาย
ชาวโรมันได้สร้างประมวลกฏหมาย เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครอง กฏหมายาของชาวโรมันมีอิทธิพลต่อระบบกฏหมายของหลายประเทศในยุโรปในปัจจุบัน

ภาษา
ชาวโรมันใช้ภาษาละตินเป็นภาษาพูดและเขียน แม้ภาษานี้จะเลิกใช้ไปแล้วในปัจจุบัน แต่ยังคงเป็นภาษาที่ใช้อยู่ในวงการนักปราชญ์ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานของภาษาต่างๆ ที่ใช้อยู่ในหลายประเทศของยุโรปในปัจจุบันด้วย

2. ยุโรปสมัยกลาง
เมื่ออาณาจักรของชาวโรมันเสื่อมอำนาจลงในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 11 อันเนื่องมาจากการแผ่อำนาจของชนกลุ่มต่างๆ ที่เรียกว่า อนารยชนเยอรมัน ก็ถือว่าอารยธรรมสมัยคลาสิกของยุโรปสิ้นสุดลง และเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของยุโรปสมัยกลาง ซึ่งมีระยะเวลายาวนานประมาณ 1000 ปี ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 11 จนถึงตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 21

ในสมัยกลางนี้เป็นช่วงเวลาที่ความเจริญต่างๆ ของยุโรปชลอตัวลง เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองและการสงคราม มีการแบ่งดินแดนออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ มากมาย และมีการแก่งแย่งชิงอำนาจกัน นอกจากนี้ยังเป็นช่วงระยะเวลาที่คริสต์ศาสนามีอิทธิพลมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน

3.ยุโรปสมัยใหม่
ประวัติศาสตร์ของยุโรปเปลี่ยนจากสมัยกลางเข้าสู่สมัยใหม่ เมื่อชาวยุโรปเดินเรือออกไปสำรวจดินแดนต่างๆ และได้พบทวีปอเมริกาเหนือใน พ.ศ.2035 นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสมัยใหม่ของประวัติศาสตร์ยุโรปนั้น มีเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ เกิดขึ้นในยุโรปหลายประการ คือ

การสำรวจและการตั้งถิ่นฐานในทวีปต่างๆ

ชาวยุโรปได้เดินทางไปสำรวจดินแดนในทวีปต่าง ๆ คือ แอฟริกา เอเซีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้และออสเตรเลีย ผลจากการสำรวจทำให้ความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์เกี่ยวกับดินแดนต่างๆ ขยายกว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันขาวยุโรปก็ได้รับผลประโยชน์ทางการค้า และการสร้างอาณานิคมขึ้นในดินแดนต่างๆ เหล่านั้น เป็นผลให้อิทธิพลของชาวยุโรปทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมแผ่ขยายออกไปกว้างขวางทั่วโลก

การปฏิวัติอุตสาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคน และสัตว์มาใช้เครื่องจักรแทน เกิดขึ้นในตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ 24 โดยเริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษก่อนแล้วขยายตัวไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเวลาต่อมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีผลให้ทวีปยุโรปนำหน้าทวีปอื่นๆ ในด้านเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นเวลานานติดต่อกันกว่าสองศตวรรษ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2

ความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ
ยุโรปเป็นผู้นำทางด้านวิชาการ โดยได้สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการแขนงต่างๆ ซึ่งได้ขยายตัวอย่างมากในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 22 และ 23 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือได้ว่ามีรากฐานจากการศึกษาและประดิษฐ์คิดค้นของชาวยุโรปมากว่าชนชาติอื่นๆ

รูปแบบของการปกครอง

ประเทศในทวีปยุโรปมีรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันไป โดยพิจารณาลักษณะสำคัญในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.การปกครองแบบรัฐบาลเดี่ยวและรัฐบาลรวม

* การปกครองแบบรัฐบาลเดี่ยว หมายถึง การที่มีรัฐบาลของประเทศแต่เพียงรัฐบาลเดียว ทำหน้าที่บริหารการปกครองทั่วทั้งประเทศ ถึงหากจะมีการปกครองส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น แต่ทุกส่วนต้องขึ้นอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียว

ประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐบาลเดี่ยว ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี สเปน โปรตุเกส และสาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) เป็นต้น
* การปกครองแบบรัฐบาลรวม หมายถึง การที่มีรัฐบาลของประเทศเป็น 2 ระดับ คือ รัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐ รัฐบาลกลางนั้นถือเป็นรัฐบาลของประเทศเป็นส่วนรวม ส่วนรัฐบาลของรัฐ มีอำนาจปกครองเฉพาะส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น แต่ละแห่งจำนวนรัฐบาลของรัฐจะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับจำนวนของรัฐที่ประกอบกันขึ้นเป็นประเทศนั้นๆ การปกครองแบบรัฐบาลรวมนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปกครองแบบสหพันธรัฐ ประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐบาลรวมจึงมักมีคำนำหน้าชื่อประเทศว่า สหพันธรัฐ ,สมาพันธ์ , สหภาพ สุดแต่จะเรียก แต่บางทีก็เรียกชื่อประเทศเฉยๆ โดยไม่มีคำนำหน้าก็ได้ ประเทศในยุโรปที่มีการปกครองแบบรัฐบาลรวม 5 ประเทศ คือ สาธารณรัฐออสเตรีย สมาพันธรัฐสวิส สหพันธ์สาธารณรัฐเช็คและสโลวัก สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

2. ตำแหน่งประมุขของประเทศ

ประมุขของประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป มีตำแหน่งหน้าที่เรียกชื่อแตกต่างกันไป ตามรูปแบบการปกครองของประเทศ ได้แก่ ตำแหน่งดังต่อไปนี้

* กษัตริย์ เป็นตำแหน่งประมุขของประเทศที่มีการปกครองเป็นราชอาณาจักร ในปัจจุบันมีอยู่ 7 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดนและสเปน
* ประธานาธิบดี เป็นตำแหน่งประมุขของประเทศที่มีการปกครองเป็นสาธารณรัฐ ได้แก่ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฟินแลนด์ โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เช็คและสโลวัก ฮังการี โรมาเนีย แอลบาเนีย ยูโกสลาเวีย กรีซ อิตาลี โปรตุเกส มอลตา กลุ่มประชาคมรัฐเอกราชและจอร์เจีย
* ตำแหน่งอื่นๆ มีบางประเทศที่เรียกประมุขของประมุขของประเทศเป็นตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่กษัตริย์หรือประธานาธิบดี ได้แก่
1. ลักเซมเบิร์ก เรียกตำแหน่งประมุขของประเทศว่า แกรนด์ ดุ๊ก
2. โมนาโก ลิกเตนสไตน์ และอันดอร์รา เรียกตำแหน่งประมุขของประเทศว่า เจ้าชาย
3. วาติกัน เรียก ตำแหน่งประมุขของประเทศว่า สันตปาปา
4. ซามารีโน เรียกตำแหน่งประมุขของประเทศว่า ผู้สำเร็จราชการ ซึ่งดำรงตำแหน่งพร้อมกัน 2 คน

3. การปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบอบเผด็จการ และระบอบสังคมนิยม

* การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นการปกครองประเทศโดยการเลือกผู้แทนราษฏรเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนในรัฐสภา รัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารประเทศมีกำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งรวมทั้งต้องปกครอง โดยฟังเสียงประชาชน และมีกลไกที่สามารถควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลให้เป็นไปโดยชอบ

ประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือและยุโรปใต้ ที่ขี้นชื่อมากได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์
* การปกครองระบอบเผด็จการ เป็นการปกครองที่ให้อำนาจแก่ประมุขของประเทศ หรือหัวหน้ารัฐบาลในการบริหารประเทศอย่างเด็ดขาด และผู้บริหารประเทศมักอยู่ในตำแหน่งโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา

ตัวอย่างประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบนี้ ได้แก่ นครรัฐวาติกัน ซึ่งให้อำนาจสูงสุดแก่ประมุขของประเทศ คือ สันตะปาปา ในการบริหารการปกครองอย่างเต็มที่ และไม่มีวาระในการดำรงตำแหน่ง เมื่อเข้ารับตำแหน่งสันตปาปา จะทรงดำรงตำแหน่งจนสิ้นพระชนม์ จึงมีการเลือกตั้งสันตะปาปาองค์ใหม่สืบแทนต่อไป
* การปกครองระบอบสังคมนิยม เป็นการปกครองที่ให้อำนาจสูงสุดแก่พรรคคอมมิวนิสต์ในการบริหารประเทศ และอำนาจของรัฐบาลมีค่อนข้างมาก

รัสเซียเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มการปกครองระบอบนี้ใน พ.ศ.2460 และได้รวบรวมดินแดนใกล้เคียงจัดตั้งเป็นสหภาพโซเวียต ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศในยุโรปตะวันออก ส่วนใหญ่ได้รับเอาการปกครองนี้ไปใช้ด้วย โดยอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของสหภาพโซเวียต ได้แก่ เยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ เช็คและสโลวัก ฮังการี โรมาเนีย บัลกาเรีย แอลบาเนีย และยูโกสลาเวีย ในแต่ละประเทศพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ

นับตั้งแต่ พ.ศ.2532 เป็นต้นมา อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออกได้ลดลง หลายประเทศ เริ่มมีการเคลื่อนไหวในการจำกัดอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ในการบริหารประเทศ เช่น โปแลนด์ ได้มีการเลือกตั้งพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเดือนสิงหาคม 2532 นับเป็นประเทศแรกในยุโรปตะวันออกที่มีการจำกัดอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ลง ต่อมาในเดือนตุลาคม 2533 เยอรมนีตะวันออกก็ได้รวมกับเยอรมนีตะวันตกเป็นประเทศเดียวกัน โดยใช้รูปแบบการปกครองและเศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกเป็นหลักในการปกครอง ประเทศ นับเป็นการสิ้นสุดของการปกครองระบอบสังคมนิยมในเยอรมันตะวันออกที่มีมานาน ถึง 41 ปี นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนในสหภาพโซเวียต เมื่อมีเหตุการณ์ยึดอำนาจจากประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ในระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2534 นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แม้ว่าจะสามารถยึดอำนาจกลับคืนได้ก็ตาม แต่บรรดาสาธารณรัฐต่างๆ ที่รวมอยู่ในสหภาพได้ประกาศแยกตัวออกเป็นอิสระรวมทั้งหมด 15 สาธารณรัฐ ทั้งนี้ 14 สาธารณรัฐยกเว้นจอร์เจีย ได้รวมเป็นกลุ่มประชาคมรัฐเอกราชหรือ CIS

เศรษฐกิจ

เกษตรกรรม ทวีปยุโรปมีการใช้ที่ดินทำการเกษตรกรรมอย่างหนาแน่น ยกเว้นบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ และบริเวณเทือกเขาสูง แทบไม่มีพื้นที่ใดที่ปล่อยว่างไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร นอกจากนี้ผลผลิตทางการเกษตรกรรมอยู่ในเกณฑ์สูงมากด้วย สาเหตุที่ทวีปยุโรปมีความก้าวหน้าทางเกษตรกรรมมาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ

ความเหมาะสมด้านภูมิอากาศ
พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปมีอากาศอบอุ่น ฤดูเพาะปลูกยาวนาน มีฝนตกเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกได้ โดยไม่ค่อยมีปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือมีฝนตกชุกเกินไปจนเกิดน้ำท่วมไร่นาเสียหาย

ความเจริญด้านวิชาการและเทคโนโลยีการเกษตร
เกษตรกรรู้จักปรับปรุงดิน โดยการใช้ปุ๋ยและการไถที่ถูกต้อง มีการคัดเลือกพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ของทวีปยุโรปมีชื่อเสียงไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องจักรทุ่นแรงช่วยในการเกษตร ทำให้ประหยัดแรงงานและได้ผลผลิตสูง

ความเหมาะสมด้านการตลาด
เนื่องจากทวีปยุโรปมีประชากรหนาแน่น และประชากรในเมืองมีอัตราสูง ทำให้ความต้องการผลิตผลเกษตรกรรมมีมาก เกษตรกรจึงสามารถหาตลาดจำหน่ายผลิตผลได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีมาตรการต่างๆ ในด้านการตลาดที่ทำให้เกษตรกรขายผลิตผลของตนได้ราคาดี

เขตเกษตรกรรมของทวีปยุโรป
เนื่องจากทวีปยุโรปมีความแตกต่างในด้านภูมิอากาศ และภูมิประเทศของท้องถิ่นอาจแบ่งเขตเกษตรกรรมของทวีปยุโรป ออกได้เป็น 5 เขตใหญ่ๆ ดังนี้

เขตเกษตรกรรมแบบผสม
เป็นเขตที่มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป พืชที่ปลูกได้แก่ ข้าวสาลี บ้าวบาเลย์ ข้าวไรย์ มันฝรั่ง หัวผักกาดหวาน หญ้า ส่วนสัตว์เลี้ยง ได้แก่ โคเนื้อ โคนม แกะ อาจจะเน้นความสำคัญของพืชหรือสัตว์อย่างหนึ่งอย่างใดมากเป็นพิเศษตามความต้องการของตลาดก็ได้ เขตเกษตรกรรมแบบนี้มีแพร่หลายมากที่สุดในทวีป โดยเฉพาะในภาคตะวันตก และภาคกลางของทวีปในเขตประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และสเปน

เขตเกษตรกรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียน
เป็นเขตที่เหมาะสำหรับการปลูกพืชผลที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีฝนตกค่อนข้างน้อย และมีแสงแดดมาก พืชสำคัญ ได้แก่ ส้ม มะนาว องุ่น มะกอก มีอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปภาคใต้ ได้แก่ อิตาลี กรีซ

เขตปลูกข้าวสาลี
เป็นเขตที่มีการปลูกข้าวสาลีในไร่ขนาดใหญ่ คล้ายคลึงกับเขตปลูกข้าวสาลีในทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ ในบริเวณภาคกลาง เช่น ฮังการี โรมาเนีย อูเครนและภาคใต้ของรัสเซีย

เขตทำไร่ปศุสัตว์
เป็นเขตที่มีการเลี้ยงสัตว์ในไร่นาขนาดใหญ่ ซึ่งมีภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้งไม่เหมาะสำหรับการปลูกพืช ได้แก่ บริเวณชายฝั่งทะเลแคสเปียนในภาคใต้สุดของอูเครนและรัสเซีย

เขตเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน
เป็นเขตที่มีการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนย้ายที่ไปตามฤดูกาล เนื่องจากพื้นที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ได้แก่ บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกทางตอนเหนือของทวีป ซึ่งมีภูมิอากาศแบบทุนดรา สัตว์เลี้ยงสำคัญ คือ กวางเรนเดียร์ ซึ่งพบได้ในประเทศฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์

การทำป่าไม้
เนื่องจากทวีปยุโรปมีประชากรหนาแน่น และมีการใช้ที่ดินทางเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง ฉะนั้นเนื้อที่ป่าไม้จึงมีไม่มากนัก บริเวณที่เป็นแหล่งป่าไม้ขนาดใหญ่ ได้แก่ ในเขตภูมิอากาศแบบไทกา ในคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย แะภาคเหนือของรัสเซีย นอกจากนี้ก็มีแหล่งป่าไม้ขนาดย่อยๆ กระจัดกระจายอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ของทวีป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณที่เป็นภูเขา ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการเกษตร

ถึงแม้จะมีเนื้อที่ป่าไม้ไม่มาก แต่ทวีปยุโรปก็มีความสำคัญในด้านผลผลิตของป่าไม้มากพอสมควร โดยมีผลผลิตร้อยละ 30 ของผลผลิตทั่วโลก สาเหตุที่ทวีปยุโรปมีการผลิตไม้ได้มาก เนื่องจากป่าไม้ ในยุโรปส่วนใหญ่เป็นไม้ที่ปลูกขึ้น มีการคัดเลือกพันธ์ และการดูแลจัดการที่ดี ทำให้ได้ผลผลิตสูง มีมาตรการควบคุมดูแล และอนุรักษ์ป่าไม้ให้อยู่ในสภาพที่ดี การตัดชักลากไม้ทำได้สะดวก เพราะส่วนใหญ่เป็นป่าโปร่ง เกษตรกรนิยมกันพื้นที่ถือครองไว้ส่วนหนึ่งให้ เป็นป่าไม้ เพื่อตัดไม้มาใช้สอยในครอบครัวของตน หรือเพื่อจำหน่าย ป่าไม้ขนาดย่อมๆ จึงมีแทรกอยู่ในเขตเกษตรกรรมโดยทั่วไป

การประมง
ยุโรปมีชายฝั่งทะเลยาวและเว้าแหว่งมาก เหมาะแก่การพักอาศัยของสัตว์น้ำ ทั้งยังมีกระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือไหลเลียบชายฝั่งประเทศฝรั่งเศสขึ้นไป ถึงชายฝั่งประเทศนอร์เวย์ ในหน้าหนาวน้ำจึงไม่เป็นน้ำแข็ง ทำให้น่านน้ำของยุโรปมีปลาอุดมสมบูรณ์ตลอดปี แหล่งประมงทีสำคัญของยุโรป ได้แก่ บริเวณน่านน้ำทะเลเหนือ ทะเลนอร์วีเจียน และเกาะไอซ์แลนด์ ประเทศที่มีความสำคัญด้านการประมงของยุโรป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์

การทำเหมืองแร่
แร่เศรษฐกิจที่สำคัญมากของทวีปยุโรป คือ แร่ถ่านหิน และแร่เหล็ก ซึ่งมีปริมาณการผลิตเป็นจำนวนมากในประเทศต่างๆ แหล่งถ่านหินที่สำคัญ ได้แก่ บริเวณภาคเหนือของฝรั่งเศส ภาคกลางของเบลเยี่ยม ลุ่มแม่น้ำรูห์ในเยอรมนี ภาคใต้ของโปแลนด์ และรัสเซีย ส่วนแหล่งแร่เหล็กที่สำคัญ ได้แก่ ภาคเหนือและภาคกลางของสวีเดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส และภาคใต้ของรัสเซีย

นอกจากถ่านหินและแร่เหล็กแล้ว ยังมีแร่อื่นๆ ที่มีความสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติซึ่งมีแหล่งผลิตในทะเลเหนือ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี โรมาเนีย และรัสเซีย แร่บอกไซด์ ในยูโกสลาเวีย และกรีซ แร่โพแทชและแร่ฟอตเฟต ในเยอรมนีและโปแลนด์

อุตสาหกรรม
ทวีปยุโรปมีความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมมาก โดยแทบทุกประเทศ ยกเว้นประเทศเล็กๆ จะมีราไยด้จากอุตสาหกรรมมากกว่าจากอาชีพอื่นๆ ประเทศที่ขึ้นชื่อมากทางด้านอุตสาหกรรม ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยี่ยม สวีเดน ล้วนมีรายได้จากอุตสาหกรรมมากกว่า 1/3 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ

แหล่งอุตสาหกรรม แต่เดิมรวมตัวกันหนาแน่นในบริเวณที่มีแร่ถ่านหินและแร่เหล็ก แต่ในปัจจุบันกระจายตัวกว้างขวางขึ้น เช่น ในบริเวณที่มีการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้ในราคาถูก และบริเวณเมืองใหญ่ๆ ที่มีการคมนาคมขนส่งสะดวก อุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ การถลุงเหล็ก และผลิตเหล็กกล้า การผลิตยานพาหนะ และอุปกรณ์การขนส่ง เช่น รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน และเรือเดินสมุทร การผลิตเคมีภัณฑ์ การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
เพื่อผลประโยชน์ทางด้านการค้า และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มทางด้านเศรษฐกิจขึ้น 3 กลุ่มได้แก่

กลุ่มประชาคมยุโรป หรือ (European Communities)EC เป็นการรวมกลุ่มที่มีจำนวนประเทศสมาชิกมากที่สุดถึง 12 ประเทศ ได้แก่ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และสหราชอาณาจักร กลุ่มประเทศนี้มีข้อตกลงร่วมกันในอันที่จะยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ ในด้านการค้าระหว่างกัน เช่น ยกเลิกภาษีศุลกากร สำหรับสินค้าที่ผลิตขึ้นในประเทศสมาชิก รวมทั้งการเปิดเสรีให้มีการเดินทางของผู้คน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนผ่านเขตแดนซึ่งกันและกันโดยไม่มีข้อจำกัด กลุ่มประเทศนี้นับว่ามีอิทธิพลมากในด้านเศรษฐกิจโลก และเป็นการรวมตัวกันของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในทวีปยุโรป

กลุ่มสมาคมการค้าเสรีของยุโรป (European Free Trade Association, EFTA)
เป็นการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกรวม 7 ประเทศ คือ ออสเตรีย ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และฟินแลนด์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากร และข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ในปัจจุบันกลุ่มประเทศนี้ได้ทำสัญญาตกลงให้มีการค้าเสรีกับกลุ่มประชาคม ยุโรปด้วยแล้ว

กลุ่มความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจร่วมกัน (Council for Mutual Economic Assistance, COMECON) เป็นการรวมกลุ่มเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปตะวันออก ที่มีการปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ รวม 8 ประเทศ คือ สหภาพโซเวียต โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย (สหพันธ์สาธารณรัฐเช็คและสโลวัก) ฮังการี โรมาเนีย แอลบาเนีย บัลกาเรีย และยูโกสลาเวีย อย่างไรก็ตามจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นประเทศแกนนำสำคัญ กลุ่มโคเมคอนก็ต้องยุติบทบาทลงด้วยเช่นกัน

ภาษา

ภาษาที่ใช้กันในยุโรป ส่วนใหญ่จัดอยู่ในตระกูลภาษาที่เรียกว่า อินโด ยุโรเปียน ซึ่งเป็นตระกูลภาษาที่มีผู้ใช้กันเป็นจำนวนมาก ถึงประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลก สำหรับในทวีปยุโรป ตระกูลภาษาอินโดยูโรเปียน แบ่งออกเป็นสาขาต่างๆ รวม 4 สาขา ดังนี้คือ

1.สาขาภาษาเยอรมนิก หรือติวโตนิก ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาดัตช์ ภาษาเฟลมมิส ภาษาเยอรมัน และภาษาสแกนดิเนเวีย ใช้กันมากในยุโรปเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ

2.สาขาภาษาโรมานซ์ มีรากมาจากภาษาละติน ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลี ภาษาสเปน ภาษาโปรตุเกสและภาษาโรมาเนีย ใช้กันมากในยุโรปภาคกลางและภาคใต้

3.สาขาบัลโต สลาวิก ได้แก่ ภาษาบัลกาเรีย ภาษาเช็ค ภาษาโปลช ภาษาแลตเวีย ภาษาลิธัวเนีย ภาษารัสเซีย ใช้กันมากในยุโรปตะวันออก และบางส่วนของยุโรปภาคใต้

4.สาขาภาษาอื่นๆ นอกจาก 3 สาขาภาษาแล้ว ยังมีสาขาภาษาอื่นๆที่พบอยู่ในบางท้องถิ่นของทวีปยุโรป ได้แก่ ภาษาเคลติก ซึ่งใช้พูดกันในสกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์ของหมู่เกาะบริเตนใหญ่ ภาษากรีก และภาษาอัลแบเนียในประเทศแอลบาเนีย เป็นต้น

ประเทศที่มีภาษาเป็นทางการหลายภาษาอันเนื่องจากบางประเทศในยุโรปมีการรวมประชากรหลายเชื้อชาติ เข้ามาอยู่ในประเทศเดียวกัน ทำให้มีการกำหนดภาษาที่เป็นทางการขึ้นหลายภาษาในประเทศเหล่านั้น ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่

1.ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำหนดให้ใช้ภาษาที่เป็นทางการรวม 4 ภาษา คือ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาเลียน และภาษาโรมานซ์ ทั้งนี้เพราะในประเทศนี้มีประชากรพูดภาษาแตกต่างกันถึง 4 ภาษา คือ ภาษาเยอรมัน ใช้กันมากในภาคเหนือ และภาคกลาง ภาษาฝรั่งเศสใช้กันมากในภาคตะวันตก ภาษาอิตาเลียนใช้กันมากในภาคใต้ และภาษาโรมานซ์ ซึ่งเป็นภาษาถิ่น ในสาขาภาษาโรมานซ์ใช้กันมากในภาคตะวันออก เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความแตกต่างของภาษาในท้องถิ่น จึงกำหนดให้เป็นภาษาทางการรวมทั้งหมด 4 ภาษา

2.ประเทศเบลเยี่ยม มีภาษาทางการ 2 ภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเฟลมมิช ซึ่งภาษาเฟลมมิชนั้นเป็นภาษาถิ่นของชาวดัตช์

3.ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเช็คและสโลวัก มีภาษาทางการ 2 ภาษา คือ ภาษาเช็ค และภาษาสโลวัก

4.ประเทศยูโกสลาเวีย มีภาษาทางการ 3 ภาษา คือ ภาษาเซอร์โบ โครเอเชีย ภาษาแมซิโดเนีย และภาษาสโลวีเนีย

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ของทวีปยุโรปนับถือคริสตศาสนา ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 นิกายใหญ่ ๆ คือ

1.นิกายโรมันคาธอลิก
เป็นนิกายที่นับถือแพร่หลายในยุโรปภาคใต้และภาคตะวันออก คริสต์ศาสนานิกายนี้ถือว่า สันตปาปาแห่งนครรัฐวาติกัน เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนจักร

2.นิกายกรีกออร์โธดอกซ์
เป็นนิกายที่นับถือกันในคาบสมุทรบอลข่าน ได้แก่ ประเทศกรีซ ยูโกสลาเวียและบัลกาเรีย ในรัสเซียเมื่อก่อนเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ก็นับถือคริสตศาสนานิกายนี้เช่นกัน นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ เน้นความสำคัญของพิธีกรรมทางศาสนา คล้ายคลึงกับนิกายโรมันคาธอลิก แต่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของพระสันตปาปาที่นครวาติกัน

3.นิกายโปรเตสแตนต์
เป็นนิกายที่นับถือกันแพร่หลายในยุโรปภาคเหนือ และภาคตะวันตก และแบ่งออกเป็นนิกายย่อยๆ อีกมาก หลักการสำคัญของนิกายนี้คือ ถือปฏิบัติตามพระคัมภีร์ไบเบิล แต่ไม่เน้นพิธีกรรมทางศาสนามากนัก และไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของพระสันตปาปาที่นครวาติกัน เช่นเดียวกันนิกายกรีกออร์โธดอกซ์

คริสตศาสนาเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของชาวยุโรปอย่างมาก ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต เช่น การเกิด การแต่งงาน การทำศพ มักเกี่ยวข้องกับประเพณีทางศาสนาคริสต์ นอกจากนี้โบสถ์ทางศาสนาคริสต์ยังสะท้อนให้เห็นถึงความวิจิตรงดงามของ ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของยุโรปที่มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

About these ads

3 ความเห็น

Filed under :: ภูมิศาสตร์ ::

3 responses to “::ทวีปยุโรป ::

  1. PoR

    ได้สาระเยอะมาก สนุกดี

  2. แบม

    มีสาระดีมากจ่ะ………..แต่ยังไม่มากเท่าที่ควร…….ควรเจาะลึกลงไปมากกว่านี้นะ….เผื่อคนที่จะศึกษาเค้าอยากรู้มากกว่านั้นน่ะ………

  3. ทำไมไม่มีสัตว์เลี้ยงที่สำคัญสำหรับการเกษตร

:: ความเห็น ::

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s